22/01/2022
รำลึกถึงท่านติช นัท ฮันห์
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 22 มกราคม 2565
อาตมาเพิ่งได้ทราบข่าวเมื่อเช้านี้ว่า ท่านอาจารย์ติช นัท ฮันห์ หรือที่หลายท่านเรียกว่าหลวงปู่ได้มรณภาพเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นข่าวใหญ่ข่าวหนึ่งในระดับโลกเลยทีเดียวไม่ใช่เฉพาะในวงการชาวพุทธที่มีอยู่ทั่วโลกเท่านั้น เพราะว่าแม้ผู้ที่ไม่ได้เป็นชาวพุทธจำนวนไม่น้อยนี้ก็รู้จักท่าน บรรดาชาวพุทธที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลกนอกจากทะไลลามะแล้ว ก็หลวงปู่ติช นัท ฮันห์นี่แหละ เรียกว่าท่านมีสานุศิษย์ ศิษยานุศิษย์ทั่วโลกเลย ทั้งผู้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวพุทธหรือไม่ใช่ชาวพุทธ
ทั้งนี้เพราะว่าคำสอนของท่านสามารถที่จะจับใจผู้คนไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่มีศาสนา เพราะท่านสอนท่านชี้แนะให้ผู้คนได้ค้นพบถึงสิ่งสำคัญที่มีอยู่แล้วในใจของทุกคน นั่นคือความตื่นรู้ ท่านให้ความสำคัญมากกับวิธีแห่งความตื่นรู้เพราะความตื่นรู้มันจะนำไปสู่ความเบิกบาน แล้วเมื่อตื่นรู้เบิกบานแล้วก็จะได้เข้าถึงความสงบเย็นหรือสันติสุขภายใน สันติสุขหรือความสงบเย็นนี้ไม่ต้องไปหาจากข้างนอก ไม่ต้องไปหาจากครูบาอาจารย์ท่านใด หรือว่าจากวัดวาอารามที่ไหนหาได้พบได้จากใจของเราเมื่ออยู่กับปัจจุบันขณะ
มีหนังสือของท่านเล่มหนึ่งชื่อว่า สันติสุขทุกย่างก้าว หมายความว่าสันติสุขเราไม่ต้องไปรอหาจากภายนอก แล้วทุกย่างก้าวของเรานี่แหละเราสามารถจะพบสันติสุขได้ ถ้าหากว่าเราเดินอย่างรู้ตัวอยู่กับปัจจุบันขณะ อาตมาอ่านหนังสือธรรมะเล่มแรกของท่าน ที่เป็นธรรมะเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ เรียกว่าเล่มแรกๆ ก็คือปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ เมื่อสี่สิบกว่าปีที่แล้ว เล่มนี้มีชื่อเสียงมากสำหรับวัยรุ่นอายุยังไม่ถึงยี่สิบ การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็ช่วยเปิดตาเปิดใจ ได้รู้ว่าหัวใจของพุทธศาสนามันอยู่ที่การมีสติ มีความรู้สึกตัว และเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้เข้าถึงได้ เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันขณะ
แล้วท่านก็ทำให้เห็นว่าเราสามารถเข้าถึงความสงบเย็นได้ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าอยู่ที่ใดก็ตาม ถ้าเรามีสติมีความรู้สึกตัว มีใจตื่นรู้หรือว่าทำอะไรอย่างมีสติ
ท่านมีคำพูดประโยคนึงที่ดีมากเลยแต่ว่าใหม่ๆ ก็ไม่ค่อยเข้าใจ กินเพื่อกิน ลูกศิษย์คนนึงกินส้มแต่ว่าใจลอยคิดเรื่องงานเรื่องการ ท่านก็เตือนลูกศิษย์ว่า กินเพื่อกินนะ หมายความว่าทำอะไรก็ให้ใจอยู่กับสิ่งนั้น วางแม้กระทั่งเป้าหมายของสิ่งที่กำลังจะทำ หรือกำลังทำอยู่ แล้วถ้าเราทำอย่างนี้ได้เราก็จะพบกับความสุขความสงบเย็น ซึ่งท่านก็เรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์
ที่ภูหลงวัดป่ามหาวันนี้มีของที่ระลึกจากท่าน ท่านมอบให้อาตมาเมื่อหกเจ็ดปีก่อน เป็นภาพวาดด้วยภู่กันจีน แต่ไม่ได้เป็นภาพ เป็นตัวอักษรข้อความว่า This moment is full of wonders. หมายความว่าช่วงเวลาขณะนี้เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ ความอัศจรรย์นี้ก็ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เกินเลยไปจากการเข้าถึงคนเรา แต่ว่ามันอยู่ หรือพบได้ทุกขณะอยู่แล้ว ความสงบเย็น
คำสอนท่าน เพราะว่าง่าย แล้วก็ปฏิบัติได้เลยมันก็เลยทำให้ท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วโลก แต่ท่านไม่ได้สอนให้เราค้นพบถึงความตื่นรู้ ความเบิกบานภายใน แต่ว่าท่านสอนให้เรายังเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกได้อย่างถูกต้องด้วย โดยเฉพาะการมีเมตตากรุณา อันนี้ท่านไม่ได้สอนอย่างเดียว ท่านทำให้ดูอยู่ให้เห็นด้วย เพราะว่าสมัยที่ท่านยังหนุ่ม ท่านเป็นกำลังสำคัญมากในการเรียกร้องให้ยุติสงครามสงครามเวียดนาม เมื่อสี่สิบปีก่อนมันรุนแรงมากผู้คนล้มตายกันเป็นแสนเป็นล้าน
ในฐานะที่เป็นชาวพุทธท่านก็เห็นว่าสงครามไม่ใช่ทางออก แต่ว่าการที่ท่านเรียกร้องสันติภาพทำให้เป็นที่เกลียดชังของทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ คนก็หาว่าท่านอยู่ฝ่ายตรงข้าม ลูกศิษย์ของท่านที่ทำงานเพื่อสันติภาพเพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนจากสงครามก็ถูกฆ่าตายโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
แต่บางครั้งก็รู้นะว่าใครเป็นใคร แต่ท่านก็ไม่มีความโกรธความเกลียดแล้วท่านก็อาศัยธรรมะช่วยให้จิตใจระงับจากความเศร้าโศกได้ อะไรทำให้ท่านไม่โกรธไม่เกลียด เพราะท่านมีความกรุณา ท่านบอกว่า ศัตรูของเราไม่ใช่มนุษย์ ศัตรูของเราคือความโกรธความเกลียดความหลง ฆ่าคนมันกลับสร้างปัญหา
สิ่งที่เราควรทำคือการกำจัดความโกรธความเกลียดความหลง เพราะฉะนั้นท่านก็เลยไม่ได้เป็นศัตรูกับใครแล้วก็ไม่ได้ตอบโต้ทั้งสองฝ่ายด้วยความรุนแรง แม้ว่าสองฝ่ายก็จะทำร้ายท่านแล้วก็ลูกศิษย์มาก อันนี้เรียกว่าท่านเป็นแบบอย่างความกรุณาเพราะท่านเข้าใจหรือเข้าถึงธรรมะ แล้วท่านก็อาศัยความสงบเย็นภายในช่วยรักษาใจไม่ให้ความรุ่มร้อนความทุกข์โศกมาเล่นงานจิตใจ แล้วท่านก็นำเอาประสบการณ์ท่านมาสอนผู้คนในยามที่เจอการกระทบกระทั่งการถูกทำร้าย เรียกว่าเป็นแบบอย่างแห่งความกรุณา
ที่จริงท่านก็สอนเราว่ามันต้องมีสองอย่างคือปัญญาและกรุณา ปัญญานี้ช่วยทำให้เกิดความสงบเย็นภายใน กรุณาก็ทำให้เกิดสันติสุขภายนอก แล้วถ้าเรามีปัญญามากๆ กรุณามันเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะเราจะเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสรรพสิ่ง มนุษย์เรานี่แยกไม่ออกจากผู้คนแวดล้อม อย่างที่ท่านใช้คำว่าเป็นดั่งกันและกัน inter being
มนุษย์เราต่างเป็นผลพวงจากปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและสรรพสิ่งภายนอก ท่านบอกว่าในกระดาษแผ่นหนึ่งถ้ามองให้ดี เราจะเห็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ เพราะว่าพอมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ มันจึงมีบรรยากาศ จึงมีเมฆและเมฆก็ทำให้เกิดฝนตก ฝนก็ทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามและต้นไม้ก็เป็นที่มาของกระดาษ
ถ้ามองให้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่งเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงก็จะพบว่า ชีวิตเรามันขึ้นอยู่กับสรรพสิ่งมากมาย ความสุขของเราขึ้นอยู่กับความผาสุกของสิ่งภายนอกและผู้คนรอบข้าง อันนี้ก็ช่วยทำให้เกิดกรุณา เพราะกรุณานั้นเกิดจากการเห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง และมนุษย์ทุกคน
เรียกว่าท่านทำให้คนเข้าถึงหรือเข้าใจแก่นของพุทธธรรมได้ด้วยถ้อยคำที่เข้าใจง่ายแล้วก็ไพเราะ เพราะว่าท่านก็เป็นกวีด้วย ท่านเป็นศิลปินด้วย เพราะฉะนั้นการจากไปของท่านนี้ก็ถือว่าเป็นความสูญเสียที่สำคัญ แต่ถึงแม้ว่าท่านซึ่งเปรียบเหมือนดวงประทีปจะดับไปแล้ว แต่ว่าท่านก็จุดไฟขึ้นมาในใจของผู้คนมากมายทั่วโลกเป็นไฟแห่งความสุข เป็นไฟที่ให้ความสว่างไสวในทางวิญญาณ คือความตื่นรู้เบิกบาน
เพราะฉะนั้นในวาระที่ท่านได้ละสังขารดับขันธ์ไป แทนที่เราจะเศร้าโศกเสียใจอาลัยอาวรณ์ เราก็กลับมาอยู่กับลมหายใจของตัวเอง กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว กลับมาอยู่กับความรู้สึกตัว กลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามาอยู่กับปัจจุบันมีสติรู้ตัวทั่วพร้อม เราก็เสมือนกับว่าเราอยู่ใกล้ท่าน ท่านไม่ได้จากไปไหน ท่านก็อยู่ในใจของเรานี่แหละ เพราะว่าสารัตถะของท่านหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ก็คือความตื่นรู้เบิกบาน เมื่อไรก็ตามที่เราตื่นรู้ เราเบิกบานนี่ก็ถือว่าได้อยู่ใกล้ท่าน แต่เมื่อใดก็ตามที่หดหู่เศร้าหมอง รุ่มร้อนห่อเหี่ยวนี้ก็แสดงว่าอยู่ห่างไกลแม้ว่าตัวจะอยู่ใกล้ชิดท่านก็ตาม
นี่ก็เป็นเวลาช่วงเวลาที่เราจะได้ย้อนกลับมาอยู่ความรู้สึกตัวถึงจะเรียกว่าเป็นการน้อมรำลึกถึงท่าน แสดงความเคารพบูชาท่านอย่างแท้จริง.