28/04/2026
🌟🙏🌟 #สังโยชน์๑๐
[พระธรรมคำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดจันทาราม(ท่าซุง)]
สังโยชน์ ๑๐ ประการ ถ้าเราจะปฏิบัติเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า ต้องตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการ ถ้าทำส่งเดชไปยังไงก็ไม่เป็นพระอริยเจ้า ได้แต่นั่งสมาธิอย่างเดียว ถ้าถือตามตำราเกินไปก็ไม่แน่นอนนัก เพราะคนเขียนตำราไม่แน่ว่าจะรู้จักนิพพานเสมอไป มีหลายสิบเล่มพูดเรื่องนิพพานไม่ถูก ผู้ปฏิบัติต้องฉลาดในการเลือก
สังโยชน์ ๑๐ ประการ คือ
๑. #สักกายทิฏฐิ
มีความรู้สึกร่างกายเป็นเราเป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมีในเรา
๒. #วิจิกิจฉา
สงสัยในคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์
๓. #สีลัพพตปรามาส
ลูบคลำศีล ไม่รักษาศีลจริงจัง ยังมีความ
ละเมิดในศีล
๔. #กามฉันทะ
พอใจในกามคุณคือรูปสวย เสียงเพราะ รสอร่อย สัมผัส ระหว่างเพศ
๕. #ปฏิฆะ
มีอารมณ์กระทบใจ จิตมีความโกรธ คิดประทุษร้าย พยาบาท จองล้างจองผลาญ
๖. #รูปราคะ
หลงในรูปฌานเกินไป ไม่ทำใจของตนให้ก้าวหน้าเพื่อหวังพระนิพพาน
๗. #อรูปราคะ
หลงในอรูปฌานไม่สนใจวิปัสสนาญาณ ไม่เข้าถึงกำลังสังขารุเปกขาญาณ
๘. #มานะ
มีการถือตัวถือตนเกินไป
๙. #อุทธัจจะ
มีอารมณ์ฟุ้งซ่าน ทำจิตไม่ตรงพระนิพพาน
๑๐. #อวิชชา
ไม่รู้ตามความจริง ไม่รักพระนิพพาน ความโง่ที่คิดว่ามนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เป็นของดี
เราจะไปนิพพานจริง ๆ จะตัดตัวไหน ก็ดูตัวอย่างพระบวชใหม่ บวชเสร็จไปลาพระพุทธเจ้าจะเข้าป่าพระพุทธเจ้าบอกให้ไปลาพระสารีบุตร ด้วยพระกลุ่มนั้นจึงไปหาพระสารีบุตร และถามในธรรมะข้อปฏิบัติต่าง ๆ ในที่สุดก็ถามว่า
เวลานี้ผมเป็นปุถุขนต้องการเป็นพระโสดาบันจะทำอย่างไร
ท่านบอกว่า " #ให้ตัดขันธ์๕ ให้ตัดรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าตัดได้อย่างหยาบก็เป็นพระโสดาบัน"
พระพวกนั้นถามว่า "ผมเป็นพระโสดาบันแล้ว ต้องการเป็นพระสกิทาคามี จะทำอย่างไร
ท่านบอกว่า ก็ตัดตัวเดียวกัน ถ้าละเอียดลงไปอีกหน่อยหนึ่ง ก็พระสกิทาคามี
พระท่านถามว่า "ถ้าเป็นสกิทาคามี ต้องการเป็นพระอนาคามี จะทำยังไง
ท่านบอก "ก็ตัดตัวเดียวกัน จนเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกาย เบื่อหน่ายในกามคุณ เบื่อหน่ายในความโกรธ ก็เป็นพระอนาคามี
พระก็ถามว่า ในเมื่อเป็นอนาคามีแล้ว ทำยังไง"
ท่านก็บอกว่า "ตัดตัวเดียว ขันธ์ ๕ ตัดขาดทั้งหมด อวิชชาด้วย ก็เป็นพระอรหันต์
พระท่านถามว่า เมื่อเป็นพระอรหันต์แล้ว เลิกทำใช่ไหม"
ท่านบอก" ไม่ใช่ พระอรหันต์ขยันทำมากกว่าพระธรรมดา เพราะรู้จักความทุกข์ เหตุของความทุกข์และผลของความทุกข์ ปฏิบัติเพื่อความอยู่เป็นสุข
จะเห็นได้ว่า #การตัดสังโยชน์๑๐ประการเขาตัดกันตัวเดียว_คือ_สักกายทิฏฐิ แต่ใช้อารมณ์ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องทำมากตามตำรา
พระโสดาบันกับพระสกิทาคามี พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า " #มีสมาธิเล็กน้อย #มีปัญญาเล็กน้อยกับมีศีลบริสุทธิ์ #คิดว่าชีวิตนี้ต้องตาย"
#อารมณ์ของพระอนาคามี จะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายในร่างกาย เบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่างในโลก เบื่อหมด จนไม่มีความรู้สึกพอใจอะไรทั้งหมด
#ถ้าเป็นพระอรหันต์_มีสังขารุเปกขาญาณ_วางเฉยทุกอย่าง ร่างกายเราก็เฉย จะแก่ก็เชิญแก่ จะป่วยก็เชิญป่วย จะตายก็เชิญตาย เป็นหน้าที่ของมัน ทรัพย์สมบัติก็เช่นกัน มันมีอยู่ก็มี ไม่มีมันจะพังมันจะหายไปก็เรื่องของมัน เป็นของธรรมดา
ในตอนหนึ่ง องค์สมเด็จพระภควันต์ทรงตรัสว่า "พระโสดาบันกับพระสกิทาคามีเป็นผู้ทรงอธิศีล พระอนาคามีเป็นผู้ทรงอธิจิต พระอรหันต์เป็นผู้ทรงอธิปัญญา"
#อารมณ์ของพระโสดาบัน มีสมาธิแค่ปฐมฌานใช้ได้ ไม่จำเป็นต้องถึงฌาน ๔ เพราะว่ามีสมาธิแค่ปฐมฌานก็พอทรงอารมณ์ได้แบบเบา ๆ กำลังใจจิตมีความมั่นคงพอสมควร และมีความไม่ประมาทในชีวิตบ้างตามสำควร คือไม่ลืมความตาย ส่วนสำคัญของพระโสดาบันอยู่ที่ศีล ๕ คือ สีลัพพตปรามาส
อารมณ์ที่ประจำใจของพระโสดาบันจริงๆ ก็คือเคารพในพระพุทธเจ้าจริง เคารพในพระธรรมจริง เคารพในพระอริยสงฆ์จริง มีศีล ๕ บริสุทธิ์จริง จิตตั้งมั่นเฉพาะพระนิพพานจริง เรียกว่ามีอารมณ์ ๕ อย่าง
สำหรับอารมณ์จับเฉพาะพระนิพพานนี้ก็เป็น อุปสมานุสสติกรรมฐาน รวมความว่า พระโสดาบันก็มีอารมณ์แค่อนุสสติกรรมฐาน #มีอนุสสติ ๑๐ อสุภะ ๑๐ กสิน ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุวัฏฐาน ๔ อรูป ๔ และพรหมวิหาร ๔
ก็รวมความว่า ถึงในอนุสสติเบื้องต้น คือ พุทธานุสสติ เคารพในพระพุทธเจ้า ธัมมานุสสติ เคารพในพระธรรม สังฆานุสสติ เคารพในพระสงฆ์ และก็ สีลานุสสติ มีศีล ๕ ปกติ และอุปสมานุสสติ คือ จิตรักพระนิพพานจริง
#ต่อไปก็ขอพูดถึงอารมณ์ของพระอนาคามีและพระอรหันต์ ตัดความพอใจในความเกิดเป็นมนุษย์การเกิดเป็นเทวดาและการเกิดเป็นพรหมเสีย เอาจิตมุ่งมั่นปรารถนาอย่างเดียวคือ พระนิพพาน อันนี้เป็นอารมณ์พระอรหันต์นะ เป็นการตัดอวิชชา
#อวิชชา_เขาแยกเป็น๒จุด_คือ_ฉันทะ_กับ_ราคะ
ฉันทะ มีความพอใจในมนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก
ราคะ เห็นว่ามนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เป็นของดี น่าอยู่
อวิชชา ท่านแปลว่าไม่รู้ แต่สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) ท่านแปลว่า #รู้ไม่ครบ ท่านบอกว่าคนที่เกิดมาในโลกนี้ไม่รู้อะไรเลยไม่มี มันต้องรู้ รู้จักพ่อแม่ รู้จักหนาว รู้จักร้อน รู้จักหิวกระทาย แต่ว่าไม่รู้จักกฎของความจริง
ส่วนหนึ่งคือ การหลงไหลใฝ่ฝันในราคะ โทสะ โมหะ มันเป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ อันนี้ไม่รู้ ยังหลงอยู่ ถ้าตัดอวิชชาได้ด้วเดียว ไม่ต้อง
ไปตัดอื่น หมดยกยอดไปเลย ตัดอวิชชาได้ตัวเดียวเป็นพระอรหันต์
#ต่อไปจะขอพูดเรื่องอารมณ์ของพระอนาคามี อารมณ์ของท่านที่เป็นพระอนาคามีจริง ๆ เริ่มต้นให้สังเกตจุดนี้ สำหรับศีลนี่พอจิตเข้าสู่ขอบเขต
ของพระอนาคามีมรรค ตอนนี้จิตจะเริ่มพอใจในศีล ๕ เห็นว่าศีล ๕ นี่เบาเกินไปไม่เหมาะสำหรับเรา และก็สามารถจะทรงได้ด้วยความเต็มใจ ไม่หนักใจในเรื่องศีล ๘ เริ่มเข้าถึงเขต พอเริ่มเข้าถึงเขต ดีไม่ดีก็ถอยหลังกลับไปยังได้นะ ถ้าไม่ถอยก็ต้องถึงอนาคามีผล
แล้วก็จุดที่ ๒ จริง ๆ องค์ของพระอนาคามีผล ก็คือ
๑. หมดความรู้สึกในระหว่างเพศ และ
๒. หมดความรู้สึกในความโกรธ โกรธจริง ๆ ไม่มี แต่อาการของความโกรธยังมีอยู่ เราจะจับจุดของพระอนาคามี จะจับจุดไหนก่อนก็ตามใจ ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ ไม่ใช่ว่าตามสังโยชน์บอกตัดกามฉันทะเสียก่อนโทสะเอาไว้ที่หลัง
ดูกำลังใจในการปฏิบัติ อย่างไหนสำหรับเราเบา กามฉันทะเบากว่าโทสะ หรือโทสะเบากว่ากามฉันทะ ถ้าจุดไหนเบาตัดจุดนั้นก่อน ไม่จำเป็นต้องเรียงตามลำดับ
#วิธีตัดกามฉันทะ ก็ค่อย ๆ คิด ค่อยพิจารณาอย่ารุกรานเกินไป ถ้าค่อย ๆ ทำได้ผลดีก็ได้ผลรวดเร็ว ถ้ารุกรานเกินไปจะกลุ้ม ไม่ช้าก็ถอยหลัง
แต่ก็ต้องระมัดระวังอารมณ์อย่างหนึ่ง ฌานที่ทรงตัวนี่บางครั้งทำให้บุคคลคิดว่าเป็นอรหันต์ คือ ฌานถ้ามีอารมณ์แน่น มันก็หมดความรู้สึกในความรัก หมดความรู้สึกในความโลภ ความโกรธ และความหลง แต่นั่นกิเลสมันไม่ได้หมดไป แต่ว่าอารมณ์ของฌานกดกิเลสไว้ อันนี้ไม่มีผล
วิธีตัดกามฉันทะ สร้างความรู้สึกว่า คนก็ดี สัตว์ก็ดี วัตถุธาตุในโลกทั้งหมดก็ดี ไม่มีอะไรสะอาด ร่างกายของคน สัตว์ วัตถุธาตุทุกอย่าง เต็มไปด้วยความสกปรก สกปรกตอนไหน ก็นั่งคิดเอาให้มันเห็นจริง ๆ ค่อย ๆ คิดไป
สภาวะตามความเป็นจริงของร่างกาย มันสกปรกยังไม่พอ มันเสื่อมไปตามลำดับ แก่ลงไปทุกวัน ขณะที่ยังไม่ถึงเวลาตาย ก็มีอาการป่วยไข้ไม่สบายมาเบียดเบียนอยู่เสมอ ในที่สุดมันก็ตาย อาศัยอะไรจริง ๆ ไม่ได้
นอกจากจะสกปรก นอกจากจะแก่ ป่วยและตายไปในที่สุด ขณะที่ทรงชีวิตอยู่เราลำบากแสนลำบาก ต้องเหนื่อยยากหาที่สุดมิได้ ก็เพราะร่างกายนี้เป็นสำคัญ เราต้องลำบากเพราะกาย
ก็ใช้เวลาพิจารณาใคร่ครวญแบบเบา ๆ ใคร่ครวญกายเราและเทียบร่างกายของบุคคลอื่น มันจะค่อย ๆ ปลดทีละหน่อย ๆ ตอนนี้ไม่เร่งรัดเพราะ
ทุนใหญ่เรามีอยู่แล้ว คือความเป็นพระโสดาบันกับสกิทาคามี
หนึ่ง เราไม่ต้องเกิดเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน จะเกิดอีกกี่ชาติก็ตาม บาปกรรมที่เราทำไว้กาลก่อนมากน้อยเพียงใดก็ตาม ไม่สามารถจะดึงเราลงอบายภูมิได้
สอง คนที่เป็นพระโสดาบันแล้ว อย่างไร ๆ ก็ไปนิพพาน ถ้าไปชาตินี้ไม่ได้ ตายจากชาตินี้ไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ลงมาเป็นคนก็เป็นพระโสดาบันต่อ อย่างเลวที่สุดเกิดเป็นคนอีก ๗ ชาติ อย่างกลางเป็นคนอีก ๓ ชาติ อย่างเข้มข้นเป็นคนอีกชาติเดียว
แต่ทว่าเวลานี้ ใครทรงจิตเป็นพระโสดาบันได้แล้ว ตายไปนิพพานชาตินี้ไม่ได้ ตายไปเป็นเทวดาหรือพรหมก็ไม่มีโอกาส ไม่มีทางได้กลับมาแน่นอน
ถ้าบังเอิญไปพรหมก็มีอายุเป็นกัปถ้าเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาชราชมีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ และเวลาของเรา ๕๐ ปีเป็น ๑ วันของท่าน ๓๐ วันเป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนเป็น ๑ ปี คิดดูถ้าเป็นเทวดาขั้นดาวดึงส์ท่านมีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ ๑๐๐ ปีของเราเป็น ๑ วันของท่าน เดือนปีเหมือนกัน ถ้าเป็นเทวดาชั้นยามา ๑ วันของท่านคือ ๒๐๐ ปีของเรา แล้วท่านอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์ ต้องเอา ๒ คูณขึ้นไป ถ้าเป็นเทวดาชั้นดุสิต ดุสิตนี้ห้ามเข้าถ้ายังไม่เป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันขึ้นไปมีสิทธิ์เข้าชั้นดุสิตได้ ชั้นดุสิตก็ ๔๐๐ ปีของเราเป็นม ๑ วันอายุของท่านก็ ๔,๐๐๐ ปีทิพย์ แค่นี้พอ
ถ้าเราไปเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม ในช่วงระยะเวลาไม่นาน พระครือาริย์ท่านก็มาตรัส ระยะเวลาประมาณ ๑ ล้านปีเศษของมนุษย์ มันก็ใช้เวลาไม่ถึง ๓๐๐ ปีของดาวดึงส์ แล้วเทวดาบนชั้นดาวดึงส์มีอายุถึง ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ แต่ว่าจาตุมหาราช ๕๐๐ ปีมนุษย์ มันใช่น้อยเมื่อไหร่ แต่ถ้าบังเอิญมีมนุษย์ท่านใดเคยบวชตัวเองไว้ในพระพุทธศาสนา อานิสงส์การบวชท่านบอกว่า ถ้าตายจากความเป็นคน ถ้าเป็นเทวดาหรือพรหมต้องมีอายุอยู่บนนั้นถึง ๖๐ กัป ตายปุ๊บไปเกิดใหม่เป็นเทวดา ต้องทรงอยู่อย่างนั้นได้ ๖๐ กัป
และกัปนี้จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสต่อไปอีก ๕ องค์ ถ้าเราเป็นพระโสดาบันแล้ว และมีพระพุทธเจ้าอีก ๖ องค์ ยังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ก็ลงอเวจีไปหมดเรื่อง เห็นไหม นี่ของง่าย ๆ นะ
ถ้าหากดวงจิตของท่านมีความมั่นคงจริง ๆ อย่าพูดถึงพระอนาคามีเลย ขี้เกียจพูด มันหนักเปล่า ๆ หากินเท่านี้พอกิน อีกอย่างหนึ่งถ้ากำลังใจของท่านตัดสินใจไว้เสมอว่า มนุษยโลก เทวโลก พรหมโลก เราไม่ต้องการ ถ้าได้มในมยิทธิจิตจับพระนิพพานจุดเดียว ตายแล้วไปอยู่ที่นั่น
ถ้าไม่ได้มในมยิทธิ ความมั่นใจว่านิพพานอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แบบสุกขวิปัสสโก เราก็ย่ำต็อกกันตรงนี้ โสดาบันเปิดสโก เราก็อยู่กันตรงนี้ โสดาบัน
สกิทาคามี แค่พระโสดาบันก็พอ ไม่หนักใจ ครองไว้แบบสบาย ๆ กัปนี้พระพุทธเจ้าตรัสตั้ง ๖ องค์ ถ้าเป็น
พระโสดาบันแล้วไปนิพพานไม่ได้ ก็นั่งหัวเราะให้ฟันหัก
อย่าลืมว่า เพราะพุทธเจ้าท่านจะจี้จุดอ่อน ถ้าบุญบารมีที่เข้มข้นในความเป็นมนุษย์ พอใจอะไรมาก เวลาที่ท่านจะเทศน์ ท่านต้องดูก่อนว่าเราพอใจจุดไหน ก็จะเทศน์จุดนั้น เทศน์จบเดียวก็เป็นพระอรหันต์ นี่ไม่เห็นจะยากเลย
🖊️📖จากหนังสือพ่อสอนลูก(เล่มสีทอง)
📖หน้าที่ ๓๔๙~๓๕๖
🖊️พิมพ์โดย นภา อิน🙏🙏