ศาสนกิจ วัดป่าโนนเจริญ จังหวัดบุรีรัมย์ Wat Pa Non Charoen Buriram

ศาสนกิจ วัดป่าโนนเจริญ จังหวัดบุรีรัมย์ Wat Pa Non Charoen Buriram ประชาสัมพันธ์ วัดป่าโนนเจริญ (สาขาวัดหนองป่าพง ที่ ๒๗๓) ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ อย่างเป็นทางการ (โดยคณะศิษย์)

25/03/2026
 #แจ้งข่าววันนี้ (13 มีนาคม 2569)เนื่องจากโรงครัวนั้น ได้ชำรุดทรุดโทรมลง ไม่สามารถใช้การได้ และถูกสุขลักษณะ ทางวัดจึงได้...
13/03/2026

#แจ้งข่าว
วันนี้ (13 มีนาคม 2569)

เนื่องจากโรงครัวนั้น ได้ชำรุดทรุดโทรมลง ไม่สามารถใช้การได้ และถูกสุขลักษณะ ทางวัดจึงได้จัดสร้างโรงครัว ขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะรองรับญาติโยมที่มาทำบุญ ที่มีมากขึ้น

สามารถร่วมเป็นเจ้าภาพได้ที่วัด หรือ
ธนาคารกรุงเทพ : วัดป่าโนนเจริญ 677-016113-8
ติดต่อได้ที่ : โทร 084-469-1591

“วันมาฆบูชา”มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ วันมาฆบูชาจึง...
02/03/2026

“วันมาฆบูชา”
มาฆะ" เป็นชื่อของเดือน ๓ มาฆบูชานั้น ย่อมาจากคำว่า"มาฆบุรณมี" แปลว่าการบูชาพระในวันเพ็ญเดือน ๓ วันมาฆบูชาจึงตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือมีเดือน ๘ สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง ในวันพุทธศาสนา คือวันที่มีการประชุมสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา ที่เรียกว่า "จาตุรงคสันนิบาต" และเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปฎิโมกข์แก่พระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรก ณ เวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เพื่อให้พระสงฆ์นำไปประพฤติปฏิบัติเพื่อจะยังพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป

โอวาทปาฏิโมกข์
เป็นหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา หรือคำสอนอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธพจน์ ๓ คาถากึ่ง ที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ผู้ไปประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ พระเวฬุวนาราม ในวันเพ็ญเดือน ๓ ที่เราเรียกกันว่าวันมาฆบูชา (ถรรถกถากล่าวว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์นี้ แก่ที่ประชุมสงฆ์ตลอดมา เป็นเวลา ๒๐ พรรษา ก่อนที่จะโปรดให้สวดปาฏิโมกข์อย่างปัจจุบันนี้แทนต่อมา)

โอวาทปาฏิโมกข์ มีดังนี้

สพฺพปาปสฺส อกรณํกุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํเอตํ พุทธาน สาสนํฯ

ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ

อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาติโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ

แปล :
การไม่ทำความชั่วทั้งปวง, การบำเพ็ญแต่ความดี, การทำจิตของตนให้ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ขันติ คือความอดกลั้น เป็นตบะอย่างยิ่ง,
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าวว่านิพพาน เป็นบรมธรรม,
ผู้ทำร้ายคนอื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต,
ผู้เบียดเบียนคนอื่น ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ
การไม่กล่าวร้าย, การไม่ทำร้าย, ความสำรวมในปาฏิโมกข์,
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร, ที่นั่งนอนอันสงัด, ความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป และจำกันได้มาก ก็คือ ความในคาถาแรกที่ว่า
"ไม่ทำชั่ว ทำแต่ความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส"

 #พรุ่งนี้วันพระ  #วันมาฆบูชา   #วัดป่าโนนเจริญวันมาฆบูชา ปีนี้ตรงกับวันที่ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ซึ่งปีนี้มีอธิกมาส หรือ ๘...
02/03/2026

#พรุ่งนี้วันพระ #วันมาฆบูชา #วัดป่าโนนเจริญ
วันมาฆบูชา ปีนี้ตรงกับวันที่ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔
ซึ่งปีนี้มีอธิกมาส หรือ ๘ สองหน
จึงทันจากเดือนสามมาเป็นเดือนสี่ตรงกับ ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๙
จึงขอเรียนเชิญพุทธศาสนิกชน ทุกท่านร่วมกันทำบุญ ฟังเทศ
มีกำหนดการดังนี้
เวลา ๐๘.๐๐ น. ทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ณ ศาลาหอฉัน
เวลา ๑๙.๐๐ น. ร่วมกันนั่งสมาธิ สวดมนต์ทำวัตรเย็น ฟังเทศ
และเวียนเทียน ณ อุโบสถ 🙏

นื่องในวันมาฆบูชา ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรร...
02/03/2026

นื่องในวันมาฆบูชา ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า
“ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัท รำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประกอบด้วยหลักการ ๓ เป็นหัวใจแห่งพระศาสนา กล่าวคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ ณ ดิถีเพ็ญเดือน ๓ หลังสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้และประกาศพระศาสนาแล้ว ๙ เดือน
"การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์" ตามความหมายของพระพุทธศาสนานั้น คือการทำจิตให้ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง แต่การจะชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องชำระ ด้วยเหตุนี้ ผู้จะชำระจิตตน จึงต้องศึกษาให้ทราบชัดเสียก่อนว่า "กิเลส" ซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์นั้นมีประการใดบ้าง เพื่อจักได้คอยสังวรระวังรักษาจิตตน ให้ล่วงพ้นจากภาวะหมักหมมด้วยกิเลสประการนั้น เป็นการฝึกฝนอบรมเพื่อให้เกิดสติได้รวดเร็วว่องไว รู้เท่าและรู้ทันต่อสภาพธรรม ทั้งนี้ กิเลสที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้ มี ๑๐ ประการ ได้แก่ โลภะ คือความอยากได้ โทสะ คือความคิดประทุษร้าย โมหะ คือความเขลา มานะ คือความถือตัว ทิฏฐิ คือความเห็นผิด วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ถีนะ คือความท้อแท้ถดถอย อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่าน อหิริกะ คือความไม่ละอายต่อความชั่ว และ อโนตตัปปะ คือความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว เมื่อทราบดั่งนี้แล้ว ขอจงตั้งโจทย์สำรวจพฤติกรรมของตน และของหมู่ชนในโลกในปัจจุบัน ว่าถูกขับเคลื่อนไปด้วยกิเลสข้อใด มากหรือน้อยเพียงใด กระทั่งนำไปสู่การเบียดเบียนกันทางกายและวาจา ก่อเวรภัย ทำลายสันติธรรมที่ทุกชีวิตล้วนปรารถนา หากท่านอดทนและซื่อตรงพอจะเพ่งโทษเตือนตนเอง ให้เห็นกิเลสในจิต แล้วเพียรลดละขัดเกลาให้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะ ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามพระพุทธานุศาสนีที่ว่า สจิตฺตมนุรกฺขถ ซึ่งแปลความว่า ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน จัดเป็นปฏิบัติบูชาอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ
ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความผาสุกเกษมศานต์สืบไป เทอญ.”

เนื่องในวันมาฆบูชา ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพระคติธรรม ความว่า

“ดิถีมาฆบูชาได้เวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่งแล้ว ดิถีเช่นนี้ชวนให้พุทธบริษัท รำลึกถึงเหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประกอบด้วยหลักการ ๓ เป็นหัวใจแห่งพระศาสนา กล่าวคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก ๑,๒๕๐ รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ ณ ดิถีเพ็ญเดือน ๓ หลังสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้และประกาศพระศาสนาแล้ว ๙ เดือน

"การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์" ตามความหมายของพระพุทธศาสนานั้น คือการทำจิตให้ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง แต่การจะชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ได้ ต้องอาศัยปัญญาเป็นเครื่องชำระ ด้วยเหตุนี้ ผู้จะชำระจิตตน จึงต้องศึกษาให้ทราบชัดเสียก่อนว่า "กิเลส" ซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์นั้นมีประการใดบ้าง เพื่อจักได้คอยสังวรระวังรักษาจิตตน ให้ล่วงพ้นจากภาวะหมักหมมด้วยกิเลสประการนั้น เป็นการฝึกฝนอบรมเพื่อให้เกิดสติได้รวดเร็วว่องไว รู้เท่าและรู้ทันต่อสภาพธรรม ทั้งนี้ กิเลสที่พระพุทธองค์ทรงจำแนกไว้ มี ๑๐ ประการ ได้แก่ โลภะ คือความอยากได้ โทสะ คือความคิดประทุษร้าย โมหะ คือความเขลา มานะ คือความถือตัว ทิฏฐิ คือความเห็นผิด วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ถีนะ คือความท้อแท้ถดถอย อุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่าน อหิริกะ คือความไม่ละอายต่อความชั่ว และ อโนตตัปปะ คือความไม่เกรงกลัวต่อความชั่ว เมื่อทราบดั่งนี้แล้ว ขอจงตั้งโจทย์สำรวจพฤติกรรมของตน และของหมู่ชนในโลกในปัจจุบัน ว่าถูกขับเคลื่อนไปด้วยกิเลสข้อใด มากหรือน้อยเพียงใด กระทั่งนำไปสู่การเบียดเบียนกันทางกายและวาจา ก่อเวรภัย ทำลายสันติธรรมที่ทุกชีวิตล้วนปรารถนา หากท่านอดทนและซื่อตรงพอจะเพ่งโทษเตือนตนเอง ให้เห็นกิเลสในจิต แล้วเพียรลดละขัดเกลาให้เข้าใกล้ความบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นอยู่ทุกขณะ ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามพระพุทธานุศาสนีที่ว่า สจิตฺตมนุรกฺขถ ซึ่งแปลความว่า ท่านทั้งหลายจงตามรักษาจิตของตน จัดเป็นปฏิบัติบูชาอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญ

ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความผาสุกเกษมศานต์สืบไป เทอญ.”

03/02/2026
พิธีเผาจริง ถวายเพลิงสรีระสังขารพระเดชพระคุณพระราชวัชรสิริมงคล(หลวงปู่สี สิริญาโณ)วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 20:0...
02/02/2026

พิธีเผาจริง ถวายเพลิงสรีระสังขาร
พระเดชพระคุณพระราชวัชรสิริมงคล(หลวงปู่สี สิริญาโณ)
วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงเวลา 20:00 น.
ณ บนเมรุชั่วคราวเจดีย์ศรีมงคล

บรรยายกาศงานพระราชทานเพลิงศพพระราชวัชรสิริมงคล(หลวงปู่สี สิริญาโณ)ระหว่างวันที่ 28 มกราคม ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2569
01/02/2026

บรรยายกาศงานพระราชทานเพลิงศพพระราชวัชรสิริมงคล
(หลวงปู่สี สิริญาโณ)
ระหว่างวันที่ 28 มกราคม ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2569

ที่อยู่

วัดป่าโนนเจริญ ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์
Buriram
31190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศาสนกิจ วัดป่าโนนเจริญ จังหวัดบุรีรัมย์ Wat Pa Non Charoen Buriramผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์