ภาวนาวิมุตติสถาน

ภาวนาวิมุตติสถาน สถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ ภาวนาวิมุตติสถาน
เน้นการปฏิบัติธรรมดูกาย ดูใจ ในปัจจุบัน

ไม่มีใคร  เป็นของใคร  มาแต่ต้นต่างล้วนวน  เวียนว่าย  ในสังสารอัตภาพ  ก่อกำเนิด  วาระกาลภพภูมิผ่าน  เพื่อแจ้งบอก  สละคืนว...
24/08/2026

ไม่มีใคร เป็นของใคร มาแต่ต้น
ต่างล้วนวน เวียนว่าย ในสังสาร
อัตภาพ ก่อกำเนิด วาระกาล
ภพภูมิผ่าน เพื่อแจ้งบอก สละคืน

วิมุตติธรรม

ปริยัติ  ปฏิบัติ  ปฏิเวธ"ปริยัติ" เป็นเพียงการเรียนให้รู้"ปฏิบัติ" คือการทำจริงๆ ตามที่เรียนมา ด้วยการพิจารณาใคร่ครวญโดย...
24/08/2026

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

"ปริยัติ" เป็นเพียงการเรียนให้รู้
"ปฏิบัติ" คือการทำจริงๆ ตามที่เรียนมา ด้วยการพิจารณาใคร่ครวญโดยแยบคาย แล้วในที่สุดก็เกิดผลขึ้นได้ เมื่อยังมีแต่ปริยัติแม้จะเจริญจนล้นหล้าฟ้าเขียว ก็หาอาจได้รับผลไม่ เพราะเปรียบเหมือนมีแต่เมล็ดพืช แต่มิได้ไถหว่านเลย

พุทธศาสนา คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ รวมกันทั้ง ๓ อย่าง เมื่อเจริญแต่อย่างเดียวหาชื่อว่าพุทธศาสนาเจริญได้ไม่ การเจริญของปริยัติเป็นเพียงเจริญของแบบแผนหรือหลักแนวความคิดเห็น ยังไม่สามารถกลั่นความสุขอันเป็นจุดที่ประสงค์ของพุทธศาสนาให้เกิดขึ้นได้ จะเรียกว่าเจริญได้อย่างไร?

ถ้าเราจะพอใจเสียแค่ปริยัติ และยึดถือแต่ประเพณีของการเป็นพุทธมามกะ ด้วยการปฏิญาณตน หรือเกิดมาในตระกูลที่เป็นพุทธมากะ ก็เป็นพุทธมามกะแล้ว แทนที่พุทธศาสนาของเราจะเจริญ ก็จะกลับเป็นเหมือนบ่อน้ำที่หมักหมมด้วยของโสโครกก้นบ่อ ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปี ก็ไม่มีการรื้อ ในที่สุดจะกลายเป็นน้ำที่มีพิษขึ้นมา แม้จะเป็นบ่อน้ำโบราณใหญ่โตชิ้นเอกก็จริง เรามีบ่อที่ใหญ่โตแต่น้ำไม่ดี จะสู้บ่อน้อยๆ แต่น้ำดีเพราะเจ้าของเอาใจใส่ในการที่จะปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นไปเสมออย่างไรได้ หนักเข้าก็จะรื้อไม่ไหวเท่านั้นเอง

อย่าลืมว่า..พุทธศาสนา คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่เรียกได้ว่า "พุทธศาสนาที่แท้" พุทธศาสนาตัวจริงไม่ใช่มีความหมายเท่าคำแปล คือพุทธศาสนา = คำสอนของพระพุทธเจ้า พุทธศาสนาตัวจริง คือตัว "วิชชา" ที่สามารถทำลาย"อวิชชา" อันเกิดขึ้นจาก"การปฏิบัติธรรม"

"ปริยัติ" ต้องเนื่องกับ "การปฏิบัติ" เหมือนตัวแก้วเนื่องกับผีเสื้อ ด้วยการกลายตัวมีปีกบินไปได้ ชีวิตจึงจะหลุดพ้นเป็นอิสระเหนือกิเลส"

พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : หนังสือ "ชุมนุมเรื่องยาว"
หัวข้อ "เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม ศิลปะอันจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์"
# ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ - รวบรวม. #

24/08/2026
เมื่อใจเต็มเปี่ยม ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ ไม่มีสิ่งใดเล็กน้อย เป็นเพียงธรรมชาติเดียวล้วนๆ เมื่อเข้าถึงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยึ...
24/08/2026

เมื่อใจเต็มเปี่ยม
ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่
ไม่มีสิ่งใดเล็กน้อย
เป็นเพียงธรรมชาติเดียวล้วนๆ
เมื่อเข้าถึงแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องยึดถือ
พร้อมทั้งเข้าใจว่า ไม่มีการเข้าหรือออก
เมื่อนั้นจึงถึงความบริสุทธิ์แท้

พระเจษฎา คุตฺตจิตฺโต

เมื่อเรารักษาศีล ... ศีลจะรักษาเราขอให้เข้าใจเสียว่าเรารับศีลนั้น คือ เรารับแบบฝึกหัด เพื่อจะเอามาใช้เป็นหลักปฏิบัติขัดเ...
24/08/2026

เมื่อเรารักษาศีล ... ศีลจะรักษาเรา

ขอให้เข้าใจเสียว่าเรารับศีลนั้น คือ เรารับแบบฝึกหัด
เพื่อจะเอามาใช้เป็นหลักปฏิบัติขัดเกลาใจของเราให้สะอาดขึ้น
ถ้ารับแล้วไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ใช่การรับศีล

เพราะการรับศีล เป็นการให้สัญญากับพระสงฆ์ผู้ให้ศีลว่า เราจะงดเว้นอย่างนั้นอย่างนี้
ถ้ารักษาไม่ได้ แสดงว่าเราผิดสัญญา จิตใจโลเล ไม่มีความหนักแน่น
.. หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร ...

... การปฏิบัติไม่ได้เพื่อที่จะได้อะไร หรือเห็นอะไรแต่เป็นไปเพื่อ "การละ" ต่างหากการสละ ละ วางสิ่งต่างๆ จากสิ่งที่ยึด ที่...
24/08/2026

... การปฏิบัติ
ไม่ได้เพื่อที่จะได้อะไร หรือเห็นอะไร
แต่เป็นไปเพื่อ "การละ" ต่างหาก
การสละ ละ วางสิ่งต่างๆ
จากสิ่งที่ยึด ที่หลงอยู่

เพราะฉะนั้นให้สังเกตว่า... เราไม่ได้อะไร
แต่ว่าสามารถละอะไรได้บ้าง?

ละความโลภ ละความโกรธ
ละความหลง ละมลทินในจิตใจ
ละเยื่อใย ละความติดข้องกับสิ่งต่างๆ
มันเบาบางลงไปจากใจไหม?
มันวัดด้วยการ รู้ ละ สละ ละ วาง นั่นเอง

เมื่อฝึกไปถึงจุดหนึ่ง
จิตมีความละเอียดตั้งมั่น
มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า... กระแสผุด
อาการที่เกิดขึ้น ก็คือ กระแสผุด นั่นแหละ

เพียงแค่รู้ สักแต่ว่ารู้ ไม่ต้องไปอะไรกับอะไร
ไม่ต้องมาดึงเข้า หรือผลักออก
ก็เพียงแค่รู้ สักแต่ว่ารู้

ก็อยู่ในวิถีของการปฏิบัติ
แต่บางครั้ง ถ้าเราเผลอเข้าไป
รู้ตัวก็ดึงกลับ รักษาใจให้ตั้งมั่นตื่นอยู่
อยู่ในวิถีของการดำเนิน
ให้พากเพียรฝึกหัดปฏิบัติไป

พระมหาวรพรต กิตฺติวโร
เช้าวันที่ 5 พฤษภาคม 2565

ร่างกายเป็นสมบัติของโลก“ถึงจุดหนึ่งภาวนาดีจริงๆ เราจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายเป็นสมบัติของโลก เป็นวัตถุเป็นก้อนธา...
24/08/2026

ร่างกายเป็นสมบัติของโลก

“ถึงจุดหนึ่งภาวนาดีจริงๆ
เราจะเห็นร่างกายไม่ใช่ตัวเรา
ร่างกายเป็นสมบัติของโลก
เป็นวัตถุเป็นก้อนธาตุที่เรายืมโลกมาใช้
อย่างเราไม่ได้ผลิตดิน ไม่ได้ผลิตน้ำ
ไม่ได้ผลิตลม ไม่ได้ผลิตไฟขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้เป็นของประจำโลก
เราก็มาอาศัยวัตถุธาตุเหล่านี้มาประกอบขึ้น
เป็นร่างกาย ประกอบได้สวยบ้างไม่สวยบ้าง
ก็แข็งแรงบ้างไม่แข็งแรงบ้าง
แล้วมีกรรมเป็นตัวกำหนด

กรรมดีให้ผลมาเราก็มีร่างกายที่ดีแข็งแรง
กรรมไม่ดีส่งผลมาถึงได้เกิดเป็นคน
บางทีก็บ้าใบ้บอดหนวกตั้งแต่เกิด
พิกลพิการอะไรอย่างนี้
แต่ไม่ว่าจะดีแค่ไหน
สุดท้ายเราก็ต้องคืนเจ้าของ คือคืนให้โลก

เบื้องต้นที่เราเกิดมา
เรายืมธาตุจากพ่อแม่มาผสมกัน
ถัดจากนั้นก็อาศัยน้ำ อาศัยอากาศ
อาศัยอาหารผ่านรก
สายรกของแม่มาเลี้ยง เราก็ตัวโตขึ้น
ออกมาข้างนอก เห็นไหม
เราก็มาอาศัยอากาศ อาศัยน้ำ อาศัยอาหาร
ก็เป็นสมบัติของโลกทั้งหมด
แล้ววันหนึ่งเราก็ต้องคืนทุกอย่างให้โลกไป
ใจจะหมดความรักความหวงแหนในร่างกาย
ไม่ยึดถือ

ถ้าจิตเห็นความจริงของกาย
เบื้องต้นเห็นว่าไม่ใช่ตัวเรา
เบื้องปลายจะเห็นว่าคือตัวทุกข์
ต้องคืนให้โลกไปตลอด
ไม่น่ารักไม่น่าหวงแหน หมดความยึดถือ
เมื่อเราหมดความยึดถือร่างกาย
ต่อไปไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในร่างกาย
จิตใจเราจะไม่หวั่นไหว
อย่างเราจะแก่ จิตใจไม่หวั่นไหว
รู้มันเป็นธรรมดา
ร่างกายเราจะเจ็บไข้ได้ป่วย
เราก็ไม่หวั่นไหวรู้สึกว่าเป็นธรรมดา
ร่างกายจะตาย เราก็ไม่หวั่นไหวเรา
รู้สึกว่าเป็นธรรมดา
ใจเห็นธรรมดาเรียกว่าเห็นธรรมะ”

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
13 ตุลาคม 2568
ฟังเพิ่มเติมได้ที่
youtube.com/watch?v=ZDjcEBmjwFw

อย่าตำหนิกรรมของผู้อื่น( โ ด ย ส ม เ ด็ จ อ ง ค์ ป ฐ ม )ทรงเมตตาสอนไว้เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๕ พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประโยชน์...
24/08/2026

อย่าตำหนิกรรมของผู้อื่น

( โ ด ย ส ม เ ด็ จ อ ง ค์ ป ฐ ม )

ทรงเมตตาสอนไว้เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๕ พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่อ่าน แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดผล มีความสำคัญโดยย่อดังนี้

ในวันนี้ข้าพเจ้าและเพื่อนผู้ปฏิบัติธรรม มองเห็นชายคนหนึ่งที่แพเลี้ยงปลาของวัด จับปลาสวายตัวใหญ่ ( ปลาของวัดเชื่องมาก ) ขึ้นมาจากน้ำ ปลาก็ดิ้นจนหลุดจากมือตกน้ำไป เขาก็จับปลาขึ้นมาใหม่ด้วยความสนุกสนาน ในครั้งนี้ปลาดิ้นแล้วตกลงที่พื้นกระดานของแพปลา แล้วจึงตกลงไปในน้ำเมื่อพวกเราเห็นการกระทำ ( กรรม ) ของเขา ก็เกิดอารมณ์ปฏิฆะ (ไม่พอใจ) พูดขึ้นว่า ” บ้า ” อีกท่านหนึ่งพูดว่า “ ทะลึ่ง ” ซึ่งเป็นการคิดชั่ว พูดชั่ว ( สอบตกในมโนกรรม และวจีกรรมทั้งคู่ )

สมเด็จองค์ปฐมทรงเมตตาตรัสสอนว่า ( เพื่อสะดวกในการจดจำ แล้วนำไปปฏิบัติต่อ ขอเขียนเป็นข้อๆ ) ดังนี้

๑. " เหตุที่จิตมีอุปาทาน ยึดเอากรรมของผู้อื่นมาใส่จิตของเรา จึงกล่าวเป็นวจีกรรมหลุดออกไป เพราะเหตุไม่รู้เท่าทันอารมณ์ของจิต ที่ยึดเอาอุปาทานนั้นๆ ( บุรุษผู้สร้างกรรมกับปลา ) ถ้าไม่ใช่อดีตกรรมส่งผลให้เขาทำกับปลา กล่าวคือ ถ้าไม่ใช่ปลาเคยเป็นคนมาแล้ว จับคนที่เป็นปลาอยู่อย่างนี้แล้ว กรรมนี้ก็เป็นกรรมปัจจุบัน คือ มีอารมณ์ฟุ้งซ่านเหลวไหล เห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ มีอารมณ์สนุกไปกับการเบียดเบียนปลา จึงสร้างกรรมนี้ให้เกิดขึ้น ซึ่งกรรมนี้เมื่อลุล่วงไปแล้ว ก็เป็นกายกรรมอันส่งผลให้เกิดกรรมในอนาคตได้ กล่าวคือจะต้องมีชาติหนึ่งในต่อไปข้างหน้า บุรุษนี้ก็จะเกิดมาเป็นปลาสวาย และปลานั้นกลับชาติมาเกิดเป็นคนจับเงี่ยงปลาชูให้ดิ้นรน จนกระทั่งตกลงกระแทกแพอีก นี่คือกรรมภายนอก แต่เจ้าทั้งสองเอามาเป็นกรรมภายใน สร้างวจีกรรมให้เกิด เท่ากับเห็นคนผิด เห็นปลาถูก จึงไปตำหนิกรรมอยู่อย่างนั้น วจีกรรมคือนินทากับสรรเสริญนั่นเอง ”

๒. " ถ้าจิตยังละการตำหนิกรรมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมโนกรรมหรือวจีกรรม ก็เท่ากับสร้างผลกรรมให้ต่อเนื่องกันไป ในการตำหนิกรรมไม่รู้จักสิ้นสุด ในเมื่อโลกนี้มันเป็นวัฏจักรอยู่อย่างนี้ ผิดถูกในโลกนี้ไม่มี มันมีแต่กรรมล้วนๆ ”

๓. " ในเมื่อเจ้าทั้งสองตำหนิกรรมอย่างนี้แล้ว พอไปชาติหน้าก็ประสบมาเป็นคน จากคนที่เป็นปลาก็ต้องมาตำหนิกรรมอีก เมื่อมัวแต่ตำหนิธรรม หรือกรรมของผู้อื่น อันสืบเนื่องเป็นสันตติประดุจกงกำกงเกวียน หมุนเวียนต่อเนื่องกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แล้วพวกเจ้าจะเอาชาติไหนมาตัดสินว่าใครผิด -ใครถูก โลกทั้งโลกมันเป็นอยู่อย่างนี้ เพราะกิเลส - ตัณหา -อุปาทาน - อกุศลกรรมเป็นเหตุ ทำให้จิตของคนกระทำกรรมให้เกิดแก่มโน - วจีและกายได้อยู่เป็นอาจิณ ”

๔. " เจ้าต้องการพ้นกรรม ก็จงหมั่นปล่อยวาง มองเห็นเหตุแห่งกรรม อะไรจักเกิดก็ต้องคิดว่า กรรมใครกรรมมัน รู้สันตติของกฎแห่งกรรมว่ามันเป็นอย่างนี้ ถ้าเขาไม่ทำกรรมกันมาก่อน กรรมนี้ก็จักไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นมาได้ ตถาคตจึงได้ตรัสยืนยันว่า กรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เมื่อเรารู้เหตุก็จงดับที่เหตุแห่งกรรมนั้น จงอย่ามองว่าใครผิดใครถูก กรรมถ้าไม่ใช่เขาก่อขึ้นเอง มันก็เกิดขึ้นไม่ได้เองหรอก ”

๕. " เมื่อพวกเจ้าเข้าใจดีแล้ว ก็จงหมั่นทำจิตให้พ้นจากการตำหนิธรรมเถิด ค่อยๆ วางค่อยๆ ทำ กายกรรม - วจีกรรม - มโนกรรม ก็จะละเอียดขึ้นตามลำดับ กำหนดจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในวิมุตติธรรม ทำอารมณ์สังขารุเบกขาญาณ ยอมรับนับถือกฎของกรรมให้เกิดขึ้นในจิต ทำบ่อยๆ เข้ามรรคผลก็จะปรากฏขึ้นเอง อย่าละความเพียรเสีย กระทบเท่าไหร่ - เมื่อไหร่ - ที่ไหนก็ต้องรู้ อย่าตำหนิธรรมให้เกิดขึ้นกับจิต เห็นกรรมที่เป็นสภาวะอย่างนี้อยู่ให้ชัดเจนอยู่ตลอดเวลาอยู่กับจิต ผู้ไม่รู้ย่อมกอปรกรรมให้เกิดด้วยจิตอุปาทานในกรรมนั้นๆ กรรมใครกรรมมัน พวกเจ้าอย่าไปเกาะยึดเอากรรมนั้นๆ มาตำหนิดีเลว เพราะเท่ากับว่ามีอุปาทานเห็นกรรมนั้นๆ ว่าดี - เลว เมื่อจิตมีอุปาทานตำหนิดี - เลวจนเป็นมโนกรรม แล้วยับยั้งไม่อยู่ ก็ออกปากตำหนิดี - เลว จนเป็นวจีกรรมอีก ”

๖. " ถ้าบุคคลไม่รู้อุปาทานนี้ ทำกรรมโดยลงแพไปต่อว่าต่อขานคนที่จับปลาเข้า ถ้ายังอารมณ์ปฏิฆะให้เกิด ก็จะทะเลาะกัน ดีไม่ดีก็จักทำร้ายร่างกายกัน จนเป็นกายกรรมสืบเนื่องต่อกันไปได้ ดังมีตัวอย่างมามากมาย คนอื่นเขาทะเลาะกัน สร้างกรรมกัน คนนอกเข้าไปสอดแทรก เป็นกรรมการห้ามปราม คู่กรณีไม่ยอมฟังเกิดอารมณ์โทสะขึ้นหน้า ลงมือทำร้ายกรรมการเสียจนตายไปด้วยความหมั่นไส้ เพราะฉะนั้น เมื่อพวกเจ้าปรารถนามรรคผลนิพพาน ก็ไม่ควรต่อกรรมกันไปอีก ยุติการตำหนิกรรมลงเสียให้ได้ ไม่ว่าจักเป็นกายกรรม - วจีกรรม - มโนกรรม ก็ต้องยุติลง ใช้ศีล - สมาธิ - ปัญญาอันเกิดแก่จิต พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในสันตติวงล้อวัฏจักรกรรมว่ามันเป็นอยู่อย่างนี้เอง พยายามทำจิตให้ยอมรับกฎของกรรม โทษของกรรม ไม่ว่าดี หรือเลวนั้นไม่มี เห็นแต่กงกำกงเกวียนหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด จงยอมรับกฎของกรรมซึ่งยุติธรรมที่สุด ใครทำใครได้ อย่าไปมีหุ้นส่วนกรรมกับใครๆ เขาโดยการตำหนิกรรมเป็นอันขาด จำไว้นะ ”

ขอยกตัวอย่างอารมณ์ที่สอบตกสัก ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ... มีความโดยย่อว่า มีคนมาเล่าให้ฟังว่า หญิงแก่คนหนึ่งว่าจ้างรถจากในเมืองให้มาส่งที่วัดท่าซุงในราคา ๕๐ บาท พอรถมาส่งที่วัด หญิงแก่กลับให้ค่ารถเพียง ๑๐ บาท บอกว่าฉันมีแค่นี้จะเอาหรือไม่เอา คนรถก็ตำหนิหญิงคนนั้นว่า อะไรกัน คนมาปฏิบัติธรรมที่วัดใหญ่โต แต่ไม่มีสัจจะ พอได้ยินเขาเล่าเพียงแค่นี้ จิตก็ปรุงแต่งตำหนิหญิงแก่นั้นเสียยืดยาว คือ ร่วมวงนินทากับผู้เล่าเสียเพลิน กว่าจะรู้ตัวว่าสอบตก ผิดทั้งมโนกรรม และวจีกรรม ก็ว่าไปครบสูตรแล้ว จึงต้องขอขมาพระรัตนตรัย

เรื่องที่ ๒ คือ ตัวของข้าพเจ้าเอง พอขอขมาพระรัตนตรัยเรื่องการตำหนิกรรมของบุรุษผู้สร้างกรรมกับปลาแล้ว ตาก็เห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวโตๆ ว่า เมืองไทยมีคดีฆ่าคนตายมากเป็นอันดับ ๒ ของโลก จิตก็ตำหนิกรรมทันทีว่าไม่จริง เป็นอุปาทานของนักข่าวเอง เพราะประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศที่มีคดีฆ่าคนมากกว่าเรา แต่หนังสือพิมพ์เขาไม่ประโคมข่าวในหนังสือพิมพ์หน้าแรกเหมือนเมืองไทย เมืองไทยชอบประโคมข่าวชั่วร้าย ข่าวไม่ดีในหน้าแรกตัวโตๆ ชอบขายข่าวบนความทุกข์ของชาวบ้าน ว่าเสียยาวกว่าจะรู้ตัวว่าสอบตก ผลก็คือ ต้องขอขมาพระรัตนตรัยอีกครั้ง

: หมายเหตุ

นี่คือตัวอย่างเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้ว ผู้อ่านพระธรรมบทนี้แล้ว หากหวังก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม เมื่อรู้ตัวเองว่าผิด ก็ควรจะละอายแก่ใจ ( มีเทวธรรม หรือหิริ - โอตตัปปะ ) ให้ขอขมาพระรัตนตรัยทุกครั้งจนเป็นนิสัย

ผมขออาราธนาบารมีคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่ตั้ง ขอให้ผู้อ่านด้วยความศรัทธาทุกท่าน จงโชคดีในธรรมที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ ในชาติปัจจุบันนี้

รวบรวมโดย พล.ต.ท. นพ. สมศักดิ์ สืบสงวน

พยายามทำความคิดให้เป็นกัลยาณมิตรของตน ไม่ทำตนให้เป็นทุกข์ด้วยอำนาจของความคิดเพราะความคิดนั้นย่อมพ่ายแพ้แก่สติปัญญา สติปั...
24/08/2026

พยายามทำความคิด
ให้เป็นกัลยาณมิตรของตน
ไม่ทำตนให้เป็นทุกข์
ด้วยอำนาจของความคิด

เพราะความคิดนั้น
ย่อมพ่ายแพ้แก่สติปัญญา
สติปัญญาที่เพียงพอ
ย่อมสามารถควบคุมความคิดได้
ชักนำความคิดให้พ้นจาก
เป็นเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงได้

สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ที่อยู่

74 หมู่18 หมู่บ้านหนองปรือโคกเพรช ถนนบุรีรัมย์นางรอง ต. สะแกโพรง อ. เมือง จ. บุรีรัมย์
Buriram
31000

เบอร์โทรศัพท์

0864765969

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ภาวนาวิมุตติสถานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท