ภาวนาวิมุตติสถาน

ภาวนาวิมุตติสถาน สถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่ ภาวนาวิมุตติสถาน
เน้นการปฏิบัติธรรมดูกาย ดูใจ ในปัจจุบัน

พุทธัง  สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกธัมมัง   สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเ...
23/05/2026

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก

สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ กัลยาณมิตรทุกท่าน

วันนี้​ได้มีโอกาสไปกราบพระ​ ทำบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์​ สามเณร​ อีกทั้งแบ่งปันเป็นทานแก่สาธุชน พร้อมให้อาหารปลา​ ที่วัดปากน้ำ ​เขตภาษีเจริญ จังหวัดกรุงเทพฯ

ขอทุกท่านได้โมทนาบุญร่วมกันนะคะ

ที่เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อแท้ รู้สึกสิ้นหวัง รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องยากก็เพราะว่ามีความเป็นเรา ผู้ที่หล...
23/05/2026

ที่เรารู้สึกเหนื่อย รู้สึกท้อแท้ รู้สึกสิ้นหวัง
รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องยาก
ก็เพราะว่ามีความเป็นเรา ผู้ที่หลงยึด
เอาความเป็นตัวตนมาให้ค่า มาตัดสิน
ต่อสภาวธรรมต่างๆ ที่เรากำลังได้รับรู้สัมผัสถึงนั้น

หากเราเข้าใจได้ว่า ...
การปฏิบัติธรรม คือการได้เรียนรู้ความจริงของชีวิต
เราจะมองเห็นความเป็นธรรมดาในทุกสิ่งได้ไม่ยากนัก
เพราะถ้าผู้ปฏิบัติเพียรฝึกหัดภาวนา
ทั้งทำในรูปแบบของสมถะ และเพียรเจริญสติในชีวิตประจำวัน
ฝึกทำทั้งสองวิถีควบคู่กันไป
ท้ายที่สุด เราจะเจริญในธรรมได้จริง

วิมุตติธรรม

ผลาญเวลาไปวันๆ"คนยุคนี้ไม่มีญาติ ไร้ญาติขาดมิตรจริงๆ ว้าเหว่ก็เอาหมาเป็นที่พึ่งที่อาศัย ที่ผูกพันรักใคร่ แต่รักสัตว์ก็ยั...
23/05/2026

ผลาญเวลาไปวันๆ

"คนยุคนี้ไม่มีญาติ
ไร้ญาติขาดมิตรจริงๆ
ว้าเหว่ก็เอาหมาเป็นที่พึ่งที่อาศัย
ที่ผูกพันรักใคร่
แต่รักสัตว์ก็ยังดี ดีกว่าทารุณสัตว์
แต่ที่พูดอย่างนี้หมายถึงว่าคนรุ่นเราว้าเหว่

สมัยหลวงพ่อเด็กๆ
คนในเมืองไทยมี 20 กว่าล้าน
หลังสงครามโลกไม่นาน มีคนไม่มาก
แต่ญาติเราเยอะจริงๆ
ตรงนั้นก็ญาติคนนี้ก็ญาติ นับไม่ถูกเลย
นี่ก็ปู่ โน่นก็ปู่อีกแล้ว
ทำไมปู่มันหลายคน ย่าก็หลายย่า
เยอะแยะไปหมดเลยญาติ
ลูกพี่ลูกน้องของตาก็นับญาติ
นับไปหมดเลย ญาติเยอะๆ
สมัยนั้นคนน้อยแต่ญาติเยอะ

สมัยนี้คนเยอะแต่ญาติน้อย
เราว้าเหว่ๆ เหงา
พอเหงาไม่รู้จะทำอะไร
ก็เล่นโซเชียลไปวันๆ หนึ่ง
ไม่ก็หาความสุข
เลี้ยงหมาเลี้ยงแมวไป
แทนที่เราจะมัวแต่เหงาๆ
แล้วก็ผลาญเวลา
มาลงมือปฏิบัติดีกว่า"

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
บ้านจิตสบาย
18 พฤษภาคม 2568

“อันใดเดือดร้อนเขา สบายเรา อย่าทำ อันใด เดือดร้อนเรา สบายเขา อย่าทำ อันใดเดือดร้อนเขา เดือดร้อนเรา ก็อย่าทำ อันใด ไม่เดื...
23/05/2026

“อันใดเดือดร้อนเขา สบายเรา อย่าทำ
อันใด เดือดร้อนเรา สบายเขา อย่าทำ
อันใดเดือดร้อนเขา เดือดร้อนเรา ก็อย่าทำ
อันใด ไม่เดือดร้อนเขา ไม่เดือดร้อนเรา
จงพูด จงคิด และกระทำเถิด”

พุทธดำรัส

ต้องอดทนมาก กว่าจะข้ามภพข้ามชาติได้ คนๆ หนึ่ง นี่ไม่มีลูกฟลุ๊คไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ค มีแต่ต้องลงทุนลงแรง ทุกสิ่งยุติธ...
23/05/2026

ต้องอดทนมาก
กว่าจะข้ามภพข้ามชาติได้
คนๆ หนึ่ง นี่ไม่มีลูกฟลุ๊ค
ไม่มีของฟรี ไม่มีของฟลุ๊ค
มีแต่ต้องลงทุนลงแรง
ทุกสิ่งยุติธรรมที่สุด
ใครทำใครได้ ใครไม่ทำ ไม่ได้
ทำแค่ไหนก็ได้แค่นั้น

ถ้าแค่เจริญสติดูจิตในชีวิตประจำวัน ไปวันหนึ่งๆ นะ
ถึงเวลาก็ไปคลุกอยู่กับโลก
เราก็อยู่กับโลกได้อย่างมีความสุขมากกว่าคนทั่วๆ ไป
ถ้าอยากได้มรรคผลนิพพานในชีวิตนี้
ก็ต้องเข้มงวดมากกว่านั้น

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

23/05/2026
ธรรมะ .. ในการทำงานการงาน คือ หน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบจงวางกำลังใจของตนต่อการทำงานว่า ไม่ว่างานจะเล็กจะใหญ่ จะยากจะง่า...
22/05/2026

ธรรมะ .. ในการทำงาน

การงาน คือ หน้าที่ที่เราต้องรับผิดชอบ
จงวางกำลังใจของตนต่อการทำงาน
ว่า ไม่ว่างานจะเล็กจะใหญ่ จะยากจะง่าย
ไม่ว่างานที่เราได้รับมอบหมายมาแล้วนั้น
เป็นงานที่เราจะทำได้ด้วยความสะดวกสบายใจ
หรือเป็นงานที่เราจะทำได้ด้วยความยากลำบาก
แต่นั่น ก็เป็นหน้าที่ที่เราต้องทำด้วยความตั้งใจ
เพราะงานทุกงานก็ล้วนมีคุณค่าในงานไม่ต่างกัน

วิมุตติธรรม

.... “ ไม่ควรจะสละพระศาสนา หรือ ลบล้างธรรม เพื่อจะรักษา “ทิฏฐิ” หรือ “ลัทธิ” เราควรจะเห็นแก่พระศาสนาส่วนรวม เห็นแก่ธรรม ...
22/05/2026

.... “ ไม่ควรจะสละพระศาสนา หรือ ลบล้างธรรม เพื่อจะรักษา “ทิฏฐิ” หรือ “ลัทธิ” เราควรจะเห็นแก่พระศาสนาส่วนรวม เห็นแก่ธรรม ถือธรรมเป็นใหญ่
... ถ้าลัทธิที่ตนยึดถือหรือทิฏฐิของตนมีส่วนใดผิดพลาดไปจากหลักใหญ่ของพระศาสนา ก็ควรยอมรับในส่วนนั้น จะได้ปรับเข้าให้ถูกต้อง ซึ่งจะมีแต่ความดีงามและทำให้เกิดความสมบูรณ์

…. ไม่ควรจะสละพระศาสนาหรือลบล้างธรรม เพื่อจะรักษาทิฏฐิหรือลัทธิของตน พุทธศาสนิกชนทุกคนควรจะตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาหลักการของพระพุทธศาสนา และเอาใจใส่รับผิดชอบในการทำหน้าที่รักษาสืบต่อพระพุทธศาสนา

…. อย่าเห็นแก่บุคคล มากกว่าเห็นแก่ธรรม หรือยอมสลัดธรรม เพราะเห็นแก่บุคคล...”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “นิพพาน - อนัตตา”

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเพียร พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นหลักคำสอนประเภทวิริยวาท คือ เน้นว่าการพ้นทุกข์ไม่เคยเกิดเพราะสิ...
22/05/2026

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเพียร พระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นหลักคำสอนประเภทวิริยวาท คือ เน้นว่าการพ้นทุกข์ไม่เคยเกิดเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล ไม่เกิดด้วยพิธีกรรม ไม่เกิดด้วยการอ้อนวอนหรือบูชายัญ แต่เกิดจากความเพียรของมนุษย์เราเอง ผู้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิ อดทน และฝึกตนตามหลัก ศีล สมาธิ และปัญญา เท่านั้น ที่มีโอกาสพ้นจากบ่วงแห่งมาร

พระอาจารย์ชยสาโร

ทั้งอยาก หรือ ไม่อยาก มันก็คือความหลงไม่ต่างกันเพราะความหลงเกิดจากความไม่รู้ (ขาดปัญญา) ในการรู้แจ้งเห็นจริงตามธรรม จึงห...
22/05/2026

ทั้งอยาก หรือ ไม่อยาก มันก็คือความหลงไม่ต่างกัน
เพราะความหลงเกิดจากความไม่รู้ (ขาดปัญญา)
ในการรู้แจ้งเห็นจริงตามธรรม จึงหลงไปยึดเอา
ในสิ่งที่เห็นนั้นมาเป็นตน มาเป็นของของตน

เมื่อไม่รู้ (หลง) .. จึงอยาก
เมื่ออยาก .. จึงยึดเอา
เมื่อยึดมั่นหมายเอา .. จึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
เพราะทุกๆ ความปรารถนานั้นล้วนมีเหตุมาจาก
ความต้องการในสิ่งเหล่านั้น เพื่อนำมา
สนองความมี ความเป็นตัวตนทั้งสิ้น

วิมุตติธรรม

“ความสุข” ที่เกิดจาก “ปัญญา”เป็นความสุขที่สมบูรณ์ เป็นชีวิตที่สมบูรณ์... “ความสุขที่เกิดจากปัญญา ก็คือความรู้เท่าทันสังข...
22/05/2026

“ความสุข” ที่เกิดจาก “ปัญญา”
เป็นความสุขที่สมบูรณ์ เป็นชีวิตที่สมบูรณ์... “ความสุขที่เกิดจากปัญญา ก็คือความรู้เท่าทันสังขาร รู้โลก และชีวิต ตามเป็นจริง รู้เท่าทันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
... ความสุขทั้งหลายนี้ ในที่สุด จะเป็นสุขจากการเสพวัตถุก็ตาม สุขในการอยู่กับธรรมชาติก็ตาม และแม้แต่สุขจากการทำความดีต่างๆ นี้ ล้วนแต่เป็นความสุขที่ยังต้องอิงอาศัย คือต้องอาศัยวัตถุ หรือปัจจัยภายนอก ขึ้นต่อสิ่งหรือบุคคลอื่น
... เมื่อความสุขของเราอาศัยวัตถุ เราก็ฝากความสุขไว้กับวัตถุ ถ้าขาดวัตถุนั้นเราก็ขาดความสุข
... ตอนแรกเราบอกว่าถ้าเรามีวัตถุนั้นเราจะมีความสุข ต่อมาเราเพลินไป ความสุขของเราก็ต้องอาศัยวัตถุนั้น ต้องขึ้นต่อมัน พอขาดวัตถุนั้นเราสุขไม่ได้ และกลายเป็นทุกข์ด้วย แย่ลงกว่าเก่า
... อันนี้พระพุทธเจ้าตรัสให้ระวัง เพราะจะเป็นการสูญเสียอิสรภาพ ทำอย่างไรเราจะรักษาฐานเดิมไว้ได้ คือ เรามีวัตถุนั้นเราก็มีความสุข แต่ถ้าไม่มีเราก็สุขได้ ถ้าอย่างนี้ก็แสดงว่า เรายังตั้งหลักอยู่ได้ และยังมีอิสรภาพอยู่
... เมื่อเราทำความดี เราก็มีสิทธิที่จะได้รับความสุขจากการทำความดีนั้น เช่น ด้วยศรัทธา ด้วยเมตตา ด้วยจาคะ เราบำเพ็ญประโยชน์ทำบุญทำกุศลแล้ว เราก็มีสิทธิ์ที่จะได้ความสุขจากบุญกุศลเหล่านั้น แต่มันก็ยังเป็นความสุขที่ "อิงอาศัย" คือเราจะต้องอาศัยการระลึกถึงความดีหรือบุญถึงกุศลนั้นอยู่
... ถ้าเป็นความสุขที่อิงอาศัย มันก็ยังเป็นสิ่งที่อยู่นอกตัว ไม่เป็นเนื้อเป็นตัวของเราเอง ทำอย่างไรเราจะมีความสุขที่ไม่ต้องขึ้นกับสิ่งอื่น
... ถ้าความสุขนั้นยังต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น มันก็ผันแปรได้ และตัวเราก็ไม่เป็นอิสระ เพราะสิ่งนั้นตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติ เป็นไปตามอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันสามารถกลับย้อนมาทำพิษแก่เราได้
... สิ่งภายนอกที่เราอาศัยนั้นมันไม่ได้อยู่กับตัวข้างในเรา ไม่เป็นของเราแท้จริง เมื่อเราฝากความสุขไว้กับมัน ถ้ามันมีอันเป็นอะไรไป เราก็ทุกข์
.... ความดีก็เหมือนกัน เมื่อเรามีความสุขเพราะอาศัยมัน ถ้าความดีนั้นเราไปทำแล้วคนอื่นไม่เห็นหรือไม่ชื่นชม บางทีใจเราก็หม่นหมองไปด้วย จึงเรียกว่าเป็นความสุขที่ยังอิงอาศัยอยู่
... เพราะฉะนั้น เราจึงต้องก้าวต่อไป สู่การมีปัญญารู้ความจริงของสิ่งทั้งหลาย รู้ว่าธรรมดาของสิ่งทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าอะไรที่เป็นสังขาร จะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม เป็นความชั่ว หรือความดี เป็นวัตถุ หรือเป็นเรื่องของจิตใจ มันก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น
... เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็จะเข้าถึงเท่าทันกระแสของธรรมชาติ เรียกว่า กระแสเหตุปัจจัย ปัญญาของเราก็เข้าไปรู้ทันกระแสเหตุปัจจัยนี้ พอปัญญารู้เท่าทันมันแล้ว เราก็วางใจได้ รู้สึกเบาสบาย เราก็รู้แต่เพียงตามเป็นจริงว่า เวลานี้สิ่งนี้มันเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน
... เมื่อรู้ทันแล้ว สิ่งนั้นก็ไม่ย้อนมาทำพิษแก่จิตใจของเรา "จิตใจของเราก็เป็นอิสระ" ตอนนี้ก็จะมาถึงขั้นสุดท้ายที่ว่า สิ่งทั้งหลายที่เป็นสังขาร มันเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็เป็นทุกข์ไปตามธรรมชาติของมัน ตามสภาวะ เรารู้เห็นความจริงของมัน แต่เราไม่พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย”

ความสุขที่สมบูรณ์ และ ชีวิตที่สมบูรณ์
... “สิ่งทั้งหลายที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเปลี่ยนแปลงเป็นไปต่างๆ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา เพราะมันอยู่ในกฎธรรมชาติอย่างนั้น ไม่มีใครไปแก้ไขได้
... แต่ที่มันเป็นปัญหา ก็เพราะว่า ในเวลาที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาตินั้น มันพลอยมาเบียดเบียนจิตใจของเราด้วย เพราะอะไร เพราะเรายื่นแหย่ใจของเราเข้าไปใต้อิทธิพลความผันผวนปรวนแปรของธรรมชาตินั้นด้วย ดังนั้น เมื่อสิ่งเหล่านั้นปรวนแปรไปอย่างไร ใจของเราก็พลอยปรวนแปรไปอย่างนั้นด้วย เมื่อมันมีอันเป็นไปใจของเราก็ถูกบีบคั้นไม่สบาย
... แต่พอเรารู้เท่าทันถึงธรรมดาแล้ว กฎธรรมชาติก็เป็นกฎธรรมชาติ สิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ทำไมเราจะต้องเอาใจของเราไปให้กฎธรรมชาติบีบคั้นด้วย เราก็วางใจของเราได้ ความทุกข์ที่มีในธรรมชาติ ก็เป็นของธรรมชาติไป ใจของเราไม่ต้องเป็นทุกข์ไปด้วย
... ตอนนี้แหละ ที่ท่านเรียกว่า “มีจิตใจเป็นอิสระ” จนกระทั่งว่า..แม้แต่ทุกข์ที่มีในกฎของธรรมชาติ ก็ไม่สามารถมาเบียดเบียนบีบคั้นใจเราได้ เป็นอิสรภาพแท้จริง ที่ท่านเรียกว่า “วิมุตติ”
... เมื่อพัฒนามาถึงขั้นนี้
เราก็จะแยกได้ระหว่าง...
การปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายภายนอก
กับ การเป็นอยู่ของชีวิตจิตใจภายในของเรา กล่าวคือ...
... สำหรับสิ่งทั้งหลายภายนอก ก็ยกให้เป็นภาระของ “ปัญญา” ที่จะศึกษาและกระทำไปให้ทันกันถึงกันกับกระบวนการแห่ง เหตุ-ปัจจัย ของธรรมชาติให้ได้ผลดีที่สุด
... ส่วนภายในจิตใจ ก็คงอยู่ “เป็นอิสระ” พร้อมด้วยความสุข
... ความสุขจาก..ความเป็นอิสระ ถึงวิมุตติ ที่มีปัญญารู้เท่าทันพร้อมอยู่นี้ เป็นความสุขที่สำคัญ
... พอถึงสุขขั้นนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องไปพึ่งอาศัยสิ่งอื่นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม มันจะกลายเป็นความสุขที่เต็มอยู่ในใจของเราเลย และเป็นสุขที่มีประจำอยู่ตลอดทุกเวลา เป็นปัจจุบัน
... ความสุขที่เรานึกถึงหรือใฝ่ฝันกันอยู่นี้ (ทุกวันนี้) มักเป็นความสุขที่อยู่ในอนาคต คือเป็นความสุขที่หวังอยู่ข้างหน้า และอิงอาศัยสิ่งอื่น แต่พอมีปัญญารู้เท่าทันความจริงแล้ว จะเกิดความสุขที่อยู่ในตัวเป็นประจำ และมีอยู่ตลอดทุกเวลา เป็นปัจจุบันทุกขณะ กลายเป็นว่าความสุขเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นชีวิตจิตใจของเราเอง
... พอถึงตอนนี้ ก็ไม่ต้องหาความสุขอะไรอีก ถ้ามีอะไรมาเสริมให้ความสุขเพิ่มขึ้น เราก็มีความสุขที่เป็น “ส่วนแถม” และเราก็มีสิทธิ์เลือกตามสบายว่า..จะเอาความสุขนั้นหรือไม่ ไม่มีปัญหา และเมื่อสุขแถมนั้นไม่มี ก็ไม่เป็นไร เราก็สุขอยู่ตลอดเวลา
... ตอนนี้ท่านเรียกว่า ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตัวเองอีก พลังงานชีวิตที่เหลืออยู่ ก็ยกให้เป็นประโยชน์แก่โลกไป
... นี่แหละเป็น “สุขที่สมบูรณ์” และก็เป็น “ชีวิตที่สมบูรณ์” ด้วย”

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
ที่มา : ธรรมนิพนธ์ “ความสุขที่สมบูรณ์”

ที่อยู่

74 หมู่18 หมู่บ้านหนองปรือโคกเพรช ถนนบุรีรัมย์นางรอง ต. สะแกโพรง อ. เมือง จ. บุรีรัมย์
Buriram
31000

เบอร์โทรศัพท์

0864765969

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ภาวนาวิมุตติสถานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท