พระสุตตันตปิฎก

พระสุตตันตปิฎก พระสุตตันตปิฎก คือ การประมวลพระสูตร หรือคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง

กัฏฐหารสูตรสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่งในแคว้นโกศลโน้น ฯ ก็สมัยนั้น พวกมาณพหลายคน ซึ่งเป็นอันเต...
26/06/2022

กัฏฐหารสูตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง
ในแคว้นโกศลโน้น ฯ ก็สมัยนั้น พวกมาณพหลายคน
ซึ่งเป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ภารทวาชโคตรคนหนึ่ง
เที่ยวหาฟืนพากันเข้าไปยังไพรสณฑ์นั้น
แล้วได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์
ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในไพรสณฑ์นั้น
จึงเข้าไปหาพราหมณ์ภารทวาชโคตรถึงที่อยู่
แล้วบอกพราหมณ์ภารทวาชโคตรว่า
ขอท่านพึงทราบ พระสมณโคดมประทับนั่งคู้บัลลังก์
ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในไพรสณฑ์ ฯ

ลำดับนั้น พราหมณ์ภารทวาชโคตรพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้น
เข้าไปยังไพรสณฑ์นั้นแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งคู้บัลลังก์
ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า ครั้นเห็นแล้ว
จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ที่นั้น
แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่าภิกษุ
ท่านเข้าไปสู่ป่าที่ว่างเปล่าปราศจากคนในป่าหนาทึบ
น่าหวาดเสียวนัก มีกายไม่หวั่นเป็นประโยชน์ งาม เพ่งพินิจ
อย่างดีหนอ ท่านเป็นมุนีอาศัยป่า อยู่ในป่าผู้เดียว
ซึ่งไม่มีการขับร้อง และการบรรเลง การที่ท่านมีจิตยินดี
อยู่ในป่าแต่ผู้เดียวนี้ ปรากฏเป็นข้อน่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าปรารถนาไตรทิพย์อันสูงสุด จึงมุ่งหมายความเป็นสหาย
กับท้าวมหาพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลก เหตุไร ท่านจึงชอบใจป่า
ที่ปราศจากคน ท่านทำความเพียรในที่นี้เพื่อบังเกิดเป็นพรหมหรือ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ความมุ่งหวังหรือความเพลิดเพลินอย่างใดๆ
ในอารมณ์หลายชนิด ซึ่งมีประจำอยู่ทุกเมื่อ
นานาประการ หรือตัณหาอันเป็นเหตุให้กระชับแน่น
ซึ่งมีอวิชชาเป็นมูลราก ก่อให้เกิดทั้งหมด
เราทำให้สิ้นสุดพร้อมทั้งรากแล้ว เราจึงไม่มีความมุ่งหวัง
ไม่มีตัณหาประจำ ไม่มีตัณหาเข้ามาใกล้ มีปรกติ
เห็นหมดจดในธรรมทั้งปวง บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด
ประเสริฐ เราควรเป็นพรหม แกล้วกล้าเพ่งอยู่ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตร
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ทานพระโคดม
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดย
อเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้
บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า
คนมีจักษุจะมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม
ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ
ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค กัฏฐหารสูตรที่ ๘ [๗๐๙] [๗๑๐] [๗๑๑] [๗๑๒]
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก
#ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต #ธรรมะ #ธรรมชาติ

ปัจจนิกสูตรสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้น พราหมณ์ม...
21/06/2022

ปัจจนิกสูตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี

สมัยนั้น พราหมณ์มีนามว่าปัจจนิกสาตะ สำนักอยู่ในกรุงสาวัตถี
ปัจจนิกสาตพราหมณ์มีความดำริว่า อย่ากระนั้นเลย
เราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมยังที่ประทับเถิด
พระสมณโคดมจักตรัสคำใดๆ เราจักเป็นข้าศึกคำนั้นๆ ดังนี้ ฯ

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ลำดับนั้น
ปัจจนิกสาตพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้ว
เดินตามพระผู้มีพระภาคซึ่งกำลังเสด็จจงกรมอยู่
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ขอท่านพระสมณะจงตรัสธรรม ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

คำอันเป็นสุภาษิต อันบุคคลผู้ยินดีจะเป็นข้าศึก
มีจิตเศร้าหมอง มากไปด้วยความแข่งดี จะเห็นแจ้งด้วยดีไม่ได้
ส่วนว่าบุคคลใด กำจัดความแข่งดี และความไม่เลื่อมใสแห่งใจ
ถอนความอาฆาตได้แล้ว ผู้นั้นแลพึงรู้คำอันเป็นสุภาษิต ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว
ปัจจนิกสาตพราหมณ์กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย
ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้
บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด
ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจะมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม
ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ
ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
ปัจจนิกสูตรที่ ๖ [๗๐๑] [๗๐๒] [๗๐๓] [๗๐๔] #ปัจจนิกสูตร
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก #ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต
#ธรรมะ #ธรรมชาติ #ขอขอบคุณรูปภาพจาก unsplash

มานัตถัทธสูตรสาวัตถีนิทาน ฯสมัยนั้น พราหมณ์มีนามว่ามานัตถัทธะ สำนักอยู่ในกรุงสาวัตถีเขาไม่ไหว้มารดา บิดา อาจารย์ พี่ชาย ...
26/05/2022

มานัตถัทธสูตร

สาวัตถีนิทาน ฯ
สมัยนั้น พราหมณ์มีนามว่ามานัตถัทธะ สำนักอยู่ในกรุงสาวัตถี
เขาไม่ไหว้มารดา บิดา อาจารย์ พี่ชาย ฯ

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคอันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมทรงแสดงธรรมอยู่ ฯ
ครั้งนั้น มานัตถัทธพราหมณ์มีความดำริว่า พระสมณโคดมนี้อัน
บริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมแสดงธรรมอยู่
ถ้ากระไร เราจะเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมยังที่ประทับ
ถ้าพระสมณโคดมตรัสกะเรา เราก็จะพูดกะท่าน
ถ้าพระสมณโคดมไม่ตรัสกะเรา เราก็จะไม่พูดกะท่าน

ลำดับนั้นแล มานัตถัทธพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค
ยังที่ประทับแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคไม่ตรัสด้วย
มานัตถัทธพราหมณ์ต้องการจะกลับจากที่นั้น
ด้วยคิดว่าพระสมณโคดมนี้ไม่รู้อะไร ฯ

ทีนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตกในใจ
ของมานัตถัทธพราหมณ์ด้วยพระหฤทัยแล้ว
ได้ตรัสกะมานัตถัทธพราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า
ดูกรพราหมณ์ ใครในโลกนี้มีมานะไม่ดีเลย
ผู้ใดมาด้วยประโยชน์ใด ผู้นั้นพึงเพิ่มพูนประโยชน์นั้นแล ฯ

ครั้งนั้น มานัตถัทธพราหมณ์คิดว่า พระสมณโคดมทราบจิตเรา
จึงหมอบลงด้วยศีรษะที่ใกล้พระบาทพระผู้มีพระภาค ณ ที่นั้นเอง
แล้วจูบพระบาทพระผู้มีพระภาคด้วยปากและนวดด้วยมือ
ประกาศชื่อว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์มีนามว่า มานัตถัทธะๆ ฯ

ครั้งนั้น บริษัทนั้นเกิดประหลาดใจว่า น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีหนอ
มานัตถัทธพราหมณ์นี้ไม่ไหว้มารดา บิดา อาจารย์ พี่ชาย
แต่พระสมณโคดมทรงทำคนเห็นปานนี้ให้ทำนอบนบได้เป็นอย่างดียิ่ง ฯ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสกะมานัตถัทธพราหมณ์ว่า
พอละพราหมณ์เชิญลุกขึ้นนั่งบนอาสนะของตนเถิด
เพราะท่านมีจิตเลื่อมใสในเราแล้ว ฯ

ลำดับนั้น มานัตถัทธพราหมณ์นั่งบนอาสนะของตนแล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

ไม่ควรทำมานะในใคร ควรมีความเคารพในใคร
พึงยำเกรงใคร บูชาใครด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ไม่ควรทำมานะในมารดา บิดา พี่ชาย และในอาจารย์เป็นที่ ๔
พึงมีความเคารพในบุคคลเหล่านั้น พึงยำเกรงบุคคลเหล่านั้น
บูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้วจึงเป็นการดี
บุคคลพึงทำลายมานะเสีย ไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้เย็นสนิท
ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เพราะอนุสัยนั้น ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว
มานัตถัทธพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้
บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้

ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค
กับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ
ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค มานัตถัทธสูตรที่ ๕
[๖๙๔] [๖๙๕] [๖๙๖] [๖๙๗] [๖๙๘] [๖๙๙] [๗๐๐]
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก
#ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต #ธรรมะ #ธรรมชาติ
#ขอขอบคุณรูปภาพจาก www.freepik.com

อุทัยสูตรสาวัตถีนิทาน ฯครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์...
20/05/2022

อุทัยสูตร

สาวัตถีนิทาน ฯ

ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์ ฯ

ลำดับนั้นอุทัยพราหมณ์เอาข้าวใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคจนเต็ม ฯ

แม้ครั้งที่ ๒ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์ ฯ

ลำดับนั้น อุทัยพราหมณ์เอาข้าวใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคจนเต็ม ฯ

แม้ครั้งที่ ๓ เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์

แม้ในครั้งที่ ๓ อุทัยพราหมณ์เอาข้าวใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคจนเต็มแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระสมณโคดมนี้ติดในรส (ติดใจในอาหาร) จึงเสด็จมาบ่อยๆ ฯ

พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า

กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อยๆ ฝนย่อมตกบ่อยๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อยๆ
แว่นแคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อยๆ ยาจกย่อมขอบ่อยๆ
ทานบดีก็ให้บ่อยๆ ทานบดีให้บ่อยๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์บ่อยๆ
ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดนมบ่อยๆ ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อยๆ
บุคคลย่อมลำบากและดิ้นรนบ่อยๆ คนเขลาย่อมเข้าถึงครรภ์บ่อยๆ
สัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อยๆ บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้าบ่อยๆ
ส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อยๆ ก็เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก ดังนี้ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
อุทัยพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดม
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำเปิดของที่ปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้

ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อุทัยสูตรที่ ๒ [๖๗๗] [๖๗๘] [๖๗๙] [๖๘๐] [๖๘๑] https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก #ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต
#ธรรมะ #ธรรมชาติ #ขอขอบคุณรูปภาพจาก rawpixel

กสิสูตรข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ ณ พราหมณคามชื่อว่าเอกนาลา ในทักขิณาคีรีชนบท...
17/05/2022

กสิสูตร

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จประทับอยู่ ณ พราหมณคาม
ชื่อว่าเอกนาลา ในทักขิณาคีรีชนบท แคว้นมคธ
ก็ในสมัยนั้น กสิภารทวาชพราหมณ์เทียมไถ
มีจำนวน ๕๐๐ ในกาล (ฤดู) หว่านข้าว ฯ

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร
เสด็จเข้าไปยังที่ทำการงานของกสิภารทวาชพราหมณ์ในเวลาเช้า ฯ
สมัยนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์กำลังเลี้ยงอาหาร (มื้อเช้า) ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปยังที่เลี้ยงอาหาร (ของเขา)
ครั้นแล้วประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

กสิภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับยืนบิณฑบาตอยู่
ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระสมณะ
ข้าพเจ้าไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้ว ย่อมบริโภค
ข้าแต่พระสมณะ แม้พระองค์ก็จงไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้ว
จงบริโภคเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน
ครั้นไถและหว่านแล้วก็บริโภค ฯ

กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ก็ข้าพเจ้าไม่เห็นแอก ไถ ผาล
ประตัก หรือโคทั้งหลายของท่านพระโคดมเลย
เมื่อเช่นนี้ท่านพระโคดมยังกล่าวอย่างนี้ว่า

ดูกรพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วก็บริโภค ฯ

ครั้งนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า
พระองค์ปฏิญาณว่าเป็นชาวนา แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นการไถของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นชาวนา ข้าพเจ้าถามแล้วขอจงตรัสบอก
ไฉน ข้าพเจ้าจะรู้การทำนาของพระองค์นั้นได้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ
หิริเป็นงอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาลและประตัก
เรามีกายคุ้มครองแล้ว มีวาจาคุ้มครองแล้ว
เป็นผู้สำรวมแล้วในการบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้า (คือวาจาสับปรับ) ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จงาน
ความเพียรของเราเป็นเครื่องนำธุระไปให้สมหวัง
นำไปถึงความเกษมจากโยคะ ไปไม่ถอยหลัง
ยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก ฯ

เราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำนั้นย่อมมีผลเป็นอมตะ
บุคคลทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ฯ

กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เป็นชาวนา
ขอจงบริโภคอมฤตผลที่ท่านพระโคดมไถนั้นเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เราไม่พึงบริโภคโภชนะ
ซึ่งได้เพราะความขับกล่อม ดูกรพราหมณ์ นี่เป็นธรรมของบุคคล
ผู้เห็นอรรถและธรรมอยู่ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมรังเกียจโภชนะ
ที่ได้เพราะการขับกล่อม ดูกรพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่
ความเป็นไป (อาชีวะ) นี้ก็ยังมีอยู่ แต่ท่านจงบำรุง
ซึ่งพระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ มีความคะนองระงับแล้ว
ด้วยข้าวน้ำอันอื่น ด้วยว่าการบำรุงนั้นเป็นนาบุญของผู้มุ่งบุญ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสเช่นนี้แล้ว กสิภารทวาชพราหมณ์ได้
กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นได้

ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก
ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรคที่ ๒
กสิสูตรที่ ๑ [๖๗๑] [๖๗๒] [๖๗๓] [๖๗๔] [๖๗๕] [๖๗๖]
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก #ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต
#ธรรมะ #ธรรมชาติ #ขอขอบคุณรูปภาพจาก pixabay

ชฏาสูตรสาวัตถีนิทาน ฯครั้งนั้นแล ชฏาภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับครั้นแล้ว สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพ...
16/05/2022

ชฏาสูตร

สาวัตถีนิทาน ฯ

ครั้งนั้นแล ชฏาภารทวาชพราหมณ์
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ
ครั้นแล้ว สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค
ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว

จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

ชฏาภารทวาชพราหมณ์ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

ตัณหาพายุ่งในภายใน พายุ่งในภายนอก
หมู่สัตว์ถูกตัณหาพายุ่งรัดรึงไว้แล้ว
ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ว่า
ใครพึงสางตัณหาพายุ่งนี้ได้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ภิกษุใดเป็นคนมีปัญญา ตั้งมั่นอยู่ในศีล
อบรมจิต และปัญญาให้เจริญ
มีความเพียร มีปัญญารักษาตน
ภิกษุนั้นพึงสางตัณหาพายุ่งนี้ได้
ราคะโทสะ และอวิชชา
อันชนเหล่าใดสำรอกแล้ว
ชนเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว
ตัณหาพายุ่งอันชนเหล่านั้นสางได้แล้ว
นามและรูปย่อมดับไป ไม่เหลือในที่ใด
ปฏิฆสัญญา รูปสัญญา และตัณหาพายุ่งนั่น
ย่อมขาดไปในที่นั้น ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
ชฏาภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ
ก็แหละท่านชฏาภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง
ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
ชฏาสูตรที่ ๖ [๖๔๔] [๖๔๕] [๖๔๖] [๖๔๗]

15/05/2022
พิลังคิกสูตรสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ฯพิลั...
09/04/2022

พิลังคิกสูตร

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน
อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ฯ
พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า ได้ยินว่า พราหมณ์ภารทวาชโคตร
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในสำนักของพระสมณโคดม ดังนี้
โกรธ ขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ครั้นแล้ว ได้ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความปริวิตก
แห่งใจของพิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระหฤทัยแล้ว
ได้ตรัสกะพิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ ด้วยพระคาถาว่า

ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษร้าย
เป็นบุรุษผู้หมดจด ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องยั่วยวน
บาปย่อมกลับสนองผู้นั้นผู้เป็นพาลนั่นเอง
เปรียบเหมือนธุลีอันละเอียด ที่บุคคลซัดไปสู่ที่ทวนลม ฉะนั้น ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด
ด้วยคิดว่าคนมีจักษุย่อมเห็นรูปได้ฉะนั้น

ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาพึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ ฯ
พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ ได้บรรพชา ได้อุปสมบทแล้ว
ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ก็ท่านพิลังคิกภารทวาชอุปสมบทแล้วไม่นานแล
หลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก
ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์
ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ
มีความต้องการด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้ เข้าถึงอยู่
ได้ทราบว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง
ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พิลังคิกสูตรที่ ๔ [๖๓๘] [๖๓๙] [๖๔๐]
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก
#ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต #ธรรมะ #ธรรมชาติ
#ขอขอบคุณรูปภาพจาก Photo by Carl Raw on Unsplash

อสุรินทกสูตรที่ ๓สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ...
04/04/2022

อสุรินทกสูตรที่ ๓

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน
อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ฯ

อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า ได้ยินว่า พราหมณ์ภารทวาชโคตร
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในสำนักของพระสมณโคดม โกรธ ขัดใจ
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ด่า บริภาษพระผู้มีพระภาคด้วย
วาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ ฯ

เมื่ออสุรินทกภารทวาชพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคได้ทรง
นิ่งเสีย ฯ

ลำดับนั้นแล อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคว่า
พระสมณะ เราชนะท่านแล้ว พระสมณะ เราชนะท่านแล้ว ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ชนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อมสำคัญว่าชนะทีเดียว
แต่ความอดกลั้นได้เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่
ผู้ใดโกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลผู้โกรธแล้ว
เพราะการโกรธตอบนั้น

บุคคลไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว
ย่อมชื่อว่าชนะสงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก
ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบอยู่ได้
ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ตนและแก่ผู้อื่น
เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย คือของตนและของผู้อื่น
ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา ดังนี้ ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่าคนมีจักษุย่อมเห็นรูปได้ฉะนั้น

ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอข้าพระองค์ พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ ฯ

อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชา ได้อุปสมบทแล้วในสำนักของ
พระผู้มีพระภาค ก็ท่านอสุรินทกภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นานแล
หลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก
ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์
ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบมีความต้องการ
ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่าชาติสิ้นแล้ว
พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านพระอสุรินทกภารทวาชะ
ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อสุรินทกสูตรที่ ๓ [๖๓๕][๖๓๖][๖๓๗]
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก
#ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต #ธรรมะ #ธรรมชาติ
#ขอขอบคุณ Photo by Linus Nylund on Unsplash

ธนัญชานีสูตรข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก...
01/04/2022

ธนัญชานีสูตร

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน
อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์
ก็โดยสมัยนั้นแล นางพราหมณีชื่อธนัญชานีแห่งพราหมณ์
ผู้ภารทวาชโคตรคนหนึ่ง เป็นผู้เลื่อมใสยิ่งในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ฯ

ครั้งนั้นแล นางธนัญชานีพราหมณี กำลังนำภัตเข้าไปเพื่อพราหมณ์ภารทวาชโคตร
ก้าวเท้าพลาดจึงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ...
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ฯ
เมื่อนางธนัญชานีพราหมณีกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้
กล่าวกะนางธนัญชานีพราหมณีว่า ก็หญิงถ่อยนี้กล่าวคุณของสมณะโล้นอย่างนี้
อย่างนี้ ไม่ว่าที่ไหนๆ แน่ะหญิงถ่อย บัดนี้ เราจักยกวาทะต่อพระศาสดานั้นของเจ้า ฯ

นางธนัญชานีพราหมณีกล่าวว่า พราหมณ์ ฉันยังไม่เห็นบุคคลผู้จะพึงยกถ้อยคำ
ต่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นในโลก
พร้อมด้วยเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมด้วยสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ ข้าแต่พราหมณ์ เอาเถิด ท่านจงไป แม้ไปแล้วก็จักรู้ ฯ

ลำดับนั้นแล พราหมณ์ภารทวาชโคตรโกรธขัดใจ
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว
สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
พราหมณ์ภารทวาชโคตรนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว
ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า

บุคคลฆ่าอะไรได้ ย่อมนอนเป็นสุข
ฆ่าอะไรได้ ย่อมไม่เศร้าโศก
ข้าแต่พระโคดม
พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่าธรรมอะไรเป็นธรรมอันเอก ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บุคคลฆ่าความโกรธได้ ย่อมนอนเป็นสุข
ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก
ดูกรพราหมณ์
พระอริยะเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ
อันมีมูลเป็นพิษ มีที่สุดอันคืนคลาย
เพราะว่าบุคคลฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว
พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้
าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า
คนมีจักษุย่อมเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้
ขอถึงพระโคดมผู้เจริญกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ ฯ

พราหมณ์ภารทวาชโคตรได้บรรพชาได้อุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มีพระภาค
ก็ท่านพระภารทวาชอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกไปอยู่ผู้เดียวไม่ประมาท
มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ไม่นานเท่าไรนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม
เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ
มีความต้องการ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่
ได้ทราบว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว
กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านพระภารทวาชได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง
ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อรหันตวรรคที่ ๑
ธนัญชานีสูตรที่ ๑ [๖๒๖] [๖๒๗] [๖๒๘] [๖๒๙] [๖๓๐]

มานกามสูตรเทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่าทมะย่อมไม่มีแก่บุคคล...
31/03/2022

มานกามสูตร

เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ทมะย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ปรารถนามานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มีจิตไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่าประมาทแล้ว
ไม่พึงข้ามพ้นฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ

บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว
มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว
เป็นผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้ว
บุคคลนั้นพึงข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้ ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
มานกามสูตรที่ ๙ [๑๙] [๒๐]
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก #พระสุตตันตปิฎก
#ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์ #ความสุข #ชีวิต #ธรรมะ #ธรรมชาติ

อัปปฏิวิทิตสูตรเทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่าธรรมทั้งหลายอัน...
29/03/2022

อัปปฏิวิทิตสูตร

เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล
ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดยังไม่แทงตลอดแล้ว
ชนพวกนั้นย่อมถูกจูงไปในวาทะของชนพวกอื่น
ชนพวกนั้นชื่อว่ายังหลับ ไม่ตื่น
(กาลนี้) เป็นกาลสมควร เพื่อจะตื่นของชนพวกนั้น ฯ

ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดแทงตลอดดีแล้ว
ชนพวกนั้นย่อมไม่ถูกจูงไปในวาทะของชนพวกอื่น
บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลาย รู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว
ย่อมประพฤติเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ ฯ

ที่มา : พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗
สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
อัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗ [๑๕][๑๖]
https://84000.org/ #พระพุทธเจ้า #พระไตรปิฏก
#พระสุตตันตปิฎก #ปฏิบัติธรรม #ความทุกข์
#ความสุข #ชีวิต #ธรรมะ #ธรรมชาติ #ขอขอบคุณรูปภาพจาก pixabay

ที่อยู่

Bangkok
10700

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระสุตตันตปิฎกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์