พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เผยแผ่ประวัติปฏิปทา หลักธรรมคำสอน พระธุดงคกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และประชาสัมพันธ์งานบุญต่างๆ

“อย่าให้กิเลส แซงธรรม กรรมมันยุติธรรม ทำกรรมอิหยังไว้ กะคืนสู่ผู้นั้น ทั้งดีหรือชั่วเนาะ ไผทำดีอย่าเพิ่งสิ้นหวังเด้อ ไผท...
21/08/2026

“อย่าให้กิเลส แซงธรรม กรรมมันยุติธรรม
ทำกรรมอิหยังไว้ กะคืนสู่ผู้นั้น ทั้งดีหรือชั่วเนาะ
ไผทำดีอย่าเพิ่งสิ้นหวังเด้อ ไผทำชั่วอย่าได้ใจ กรรมมีจริง”

หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต
วัดเขาตาเงาะอุดมพร อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

“การเฮ็ดบุญเฮ็ดทานให้หมั่นเฮ็ด การเฮ็ดบุญเฮ็ดทาน ๑๐ เทื่อ ๑๐๐ เทื่อ กะบ่เท่าการรักษาศีลเทื่อเดี๋ยว รักษาศีล ๑๐๐ เทื่อ กะ...
21/08/2026

“การเฮ็ดบุญเฮ็ดทานให้หมั่นเฮ็ด การเฮ็ดบุญเฮ็ดทาน ๑๐ เทื่อ ๑๐๐ เทื่อ กะบ่เท่าการรักษาศีลเทื่อเดี๋ยว รักษาศีล ๑๐๐ เทื่อ กะบ่เท่าการภาวนาแล้วจิตรวมดอก ซั่นแล้วกะให้เฮ็ดเอ๋า ปฏิบัติเอ๋ากันเด้อ”

หลวงปู่บุญหนา ธัมมทินโน
วัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

“ให้ดูจิต อย่าไปดูคนอื่นกิเลสมันอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ใครภาวนาไม่ใช่เพื่อให้เก่ง แต่เพื่อให้วาง”หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล...
21/08/2026

“ให้ดูจิต อย่าไปดูคนอื่น
กิเลสมันอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่ใคร
ภาวนาไม่ใช่เพื่อให้เก่ง แต่เพื่อให้วาง”

หลวงปู่มหาเขียน ฐิตสีโล
วัดรังสีปาลิวัน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์

”มีคำถามหนึ่งที่เขาถามกันเกียวกับพระพุทธศาสนา ว่า ถ้าพระพุทธศาสนาดีจริง ทำไมมีคนนับถือน้อยจัง ? ซึ่งคำตอบมีหลายคำตอบ มาก...
20/08/2026

”มีคำถามหนึ่งที่เขาถามกันเกียวกับพระพุทธศาสนา ว่า ถ้าพระพุทธศาสนาดีจริง ทำไมมีคนนับถือน้อยจัง ? ซึ่งคำตอบมีหลายคำตอบ มาก แต่ขอยกมาเพียงคำตอบเดียว คือ คำว่าวาสนา เพราะมีเหตุ ที่เราเคยทำเอาไว้กับพระพุทธศาสนา เราจึงได้เวียนวนมาพบกับพระพุทธศาสนาอีก การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ยาก การได้พบพระพุทธศาสนา ยาก การได้ศึกษาปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ยาก บางคนได้เกิดเป็นคนแต่ไม่ได้รู้จักเลยว่ามีพระพุทธศาสนา บางคนก็ได้รู้ได้เห็นได้ทราบว่ามี พระพุทธศาสนา แต่ก็ไม่ได้สนใจศึกษา ดังนั้นคนที่จะได้ ศึกษาได้ปฎิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงมีน้อย เช่นนั้น เมื่อเราท่านทั้งหลายเป็นผู้ประกอบเหตุไว้ดีแล้ว ในกาลก่อน จนได้มาพบพระพุทธศาสนาในครั้งนี้ ก็ขอให้รักษาวาสนี้ไว้ ด้วยการตั้งใจปฏิบัติในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยความไม่ประมาทวาสนาของเราก็จะยังคงอยู่อย่างแน่นอน“

หลวงปู่ไม อินทสิริ
วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา

"คนที่จะหลุดพ้นจากบ่วงกรรม จะต้องรีบทำบุญและภาวนาให้เมตตาเพื่อส่งถึงเจ้ากรรมอโหสิกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่เราเคยทำไว้ชาติก่อน...
20/08/2026

"คนที่จะหลุดพ้นจากบ่วงกรรม
จะต้องรีบทำบุญและภาวนา
ให้เมตตาเพื่อส่งถึงเจ้ากรรมอโหสิกรรม
ซึ่งเป็นกรรมที่เราเคยทำไว้ชาติก่อน
โดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ช้าไม่เร็ว
บ่วงกรรมจะกลายเป็นกุศลต่อไป"

โอวาทธรรม
หลวงปู่บุญจันทร์ จันทสีโล
วัดป่ากิ่วดู่ ต.แม่คะ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อสามดง  จันทโชโต ๏      วันนี้วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ เป็นวันเจริญอายุวัฒนมงคล ครบรอบ ๖๙ ปี  หลว...
20/08/2026

๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงพ่อสามดง จันทโชโต ๏
วันนี้วันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๖๙ เป็นวันเจริญอายุวัฒนมงคล ครบรอบ ๖๙ ปี หลวงปู่สามดง จันทโชโต วัดอรัญพรหมาราม อ.ประทาย จ.นครราชสีมา พระครูวิสิฐพรหมจริยคุณ (หลวงพ่อสามดง จันทโชโต) ท่านเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกรูปหนึ่ง ที่งดงามด้วยวัตรปฏิบัติ ปฏิปทาธรรมของท่านนั้นลึกซึ้งและละเอียด เมื่อแสดงธรรมคราวใด เป็นอันว่าลึกซึ้งเข้าไปในหัวใจของผู้ที่ได้รับฟังทุกครั้งไป… ท่านเป็นศิษย์ทายาทธรรมใน พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลายรูปด้วยกัน

#องค์หลวงตามหาบัวท่านคือพ่อทางธรรม

หลวงพ่อสามดง จันทโชโต วัดอรัญพรหมาราม อ.ประทาย จ.นครราชสีมา นั้น องค์ท่านเคยได้อยู่ปฏิบัติรับใช้กับพ่อแม่ครูอาจารย์ในสายพระกรรมฐานหลายรูปหลายองค์ เป็นต้นว่า หลวงปู่แหวน สุจิณโณ และ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
โดย หลวงตามหาบัว นั้น ถือเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ที่องค์หลวงพ่อสามดงจะให้ความเคารพบูชาเป็นอย่างมาก องค์ท่านได้ปรารภว่า สำหรับหลวงตามหาบัวนั้น เปรียบเป็น “พ่อทางธรรม” สำหรับท่านเลยก็ว่าได้

หลวงพ่อสามดง ท่านญัติติใหม่ก็ด้วยได้หลวงตามหาบัวเป็นผู้แนะนำให้ ด้วยว่าเดิมทีนั้นท่านบวชที่โคราช กับพระอุปัฏฌาย์รูปหนึ่ง ที่ถือเป็นอาจารย์ในองค์ท่าน ซึ่งอาจารย์รูปนี้ก็รู้จักกันเป็นอย่างดีกับองค์หลวงตามหาบัว

แต่ภายหลังนั้นพระอุปัชฌาย์รูปนี้ต้องมลทิน องค์หลวงตามหาบัวจึงได้แนะนำให้หลวงพ่อสามดงท่านญัติติใหม่ บวชใหม่ เพื่อองค์หลวงพ่อสามดงจะได้ไม่ต้องพลอยมัวหมองและเพื่อความบริสุทธิ์ด้วย โดยขณะนั้นองค์ท่านบวชได้เกือบจะ ๑๐ พรรษาแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้องค์หลวงพ่อสามดง จึงเลือกที่จะญัติติใหม่ โดยจากคำแนะของพ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตามหาบัว ซึ่งพระอุปัชฌาย์รูปใหม่ของหลวงพ่อสามดงคือ หลวงปู่สีทน สีลธโน วัดถ้ำผาปู่ฯ จ.เลย นั่นเอง ซึ่งองค์ท่านเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์สายพระป่ากรรมฐานเมืองเลย ผู้เป็นทายาทธรรมในองค์หลวงปู่คำดี ปภาโส และเป็นสหธรรมมิกกับหลวงปู่ท่อน ญาณธโร
(โดยจริง ๆ แล้ว หากหลวงพ่อสามดง ท่านไม่ต้องญัติติใหม่ ปัจจุบันองค์ท่านจะมีลำดับพรรษาที่ ๔๐ พรรษา) เบื้องต้นนี้ คือ หนึ่งในหลายสิ่งที่องค์ท่านได้รับจากพ่อแม่ครูอาจารย์องค์หลวงตามหาบัว ผู้เปรียบเป็น “พ่อทางธรรม” สำหรับองค์ท่าน

ท่านปารภว่าสำหรับท่านเอง เพิ่งจะเปิดตัวมาสู่โลกภายนอกหรือสาธารณะชนได้ไม่นานเท่าไหร่ ออกมาครั้งแรกก็เมื่อประมาณ เดือนเมษายนปี พ.ศ.๒๕๖๐ ที่ผ่านมา จึงทำให้หลายคนไม่ทราบว่าองค์ท่านเป็นพระที่มีความเป็นมาอย่างไร มาจากไหน

หลวงพ่อสามดง ปรารภว่า.. ท่านได้อรรถได้ธรรม ได้หลายสิ่งหลายอย่างก็จากการที่อยู่บ้านตาด อยู่กับองค์ หลวงตามหาบัว แต่ทว่าชื่อของท่านไม่มีอยู่สารบบของสำนักแห่งนี้ เพราะท่านไม่ได้บอกกล่าวกับใคร แต่เป็นสิ่งที่รู้อยู่ภายในใจอยู่เสมอว่าท่านมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะ หลวงตามหาบัว ที่ขัดเกลาท่านทุกอย่าง ท่านไม่เคยลืม

“ยังจำได้ครั้งแรกที่ไปบ้านตาดไปหาหลวงตามหาบัว เดินวนอยู่นอกเขตวัด แบกกลดแบกบาตรอัฐบริขารอยู่ ๓ วัน ๓ คืน ตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร จะเข้าไปดีหรือไม่ ใจหนึ่งก็กล้า ใจหนึ่งก็ประหม่า เพราะไม่รู้จักใคร เดินอ้อมด้อมๆ มองๆ ตอนกลางคืนอยู่นอกเขตรั้วลวดหนาม ท้ายสุดชายจีวรก็ไปเกี่ยวโดนหนามเข้า จนชายจีวรมันขาด แล้วก็ต้องมานั่งเย็บ ระหว่างนั่งเย็บนั่นแหละ จึงได้ธรรมบางประการ ได้คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาขณะนั่งเย็บ ว่าจะต้องไป จึงทำให้ตัดสินใจที่จะเข้าไปที่บ้านตาดทันที

เข้าไปถึงที่บ้านตาดก็จัดสถานที่ไว้ให้ เก็บข้าวเก็บของ อัฐบริขารอะไร รุ่งเช้าลงฉันร่วมกับหมู่พระ หลวงตาท่านก็ลงมาด้วย ท่านก็เทศน์แบบที่เคยปฏิบัติมา แล้วท่านก็พูดจับใจความในตอนนั้นได้ว่า

“หือๆ เหมือนวัดเรามีพระใหม่มาด้วยหรือ แต่ทำไมเราไม่เห็น พระรูปนั้นอยู่ไหน หรือว่าคลื่นตรวจสัญญาณของเราใช้การไม่ได้แล้วหรือ”

หลังจากหลวงตาฯท่านปรารภจบลง ก็เป็นว่า ท่านนภดล (พระอาจารย์นพดล นันโท วัดป่าดอยลับงา จ.กำแพงเพชร) ก็ได้ปรารภขึ้นกับหลวงตา บอกว่ามีพระใหม่มาจากโคราช มาที่วัดตามที่หลวงตาบอกถูกต้องแล้วครับ”

หลังจากนั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อสามดงก็ปรารภว่า.. ท่านก็สามารถอยู่ที่บ้านตาดได้ โดยหลังจากฉันเช้าวันนั้น ท่านได้ถูกหลวงตาเรียกไปพูดคุย สอบถามถึงที่มาที่ไป จากนั้นท่านก็อนุญาติให้หลวงพ่อสามดง อยู่ปฏิบัติที่สำนักของวัดบ้านตาดได้ โดยในตอนนั้นมีพระใหม่อีกหลายรูปที่เข้าไปพร้อมหลวงพ่อสามดง แต่มีเพียงหลวงพ่อสามดงเท่านั้น ที่ผ่านการพิจารณาจากองค์หลวงตาให้อยู่ปฏิบัติที่สำนักของบ้านตาดได้ โดยตอนนั้นหลวงตาจะเรียกหลวงพ่อสามดงว่า “ท่านสูงๆ ที่มาจากโคราช”

หลวงพ่อสามดงปรารภว่า.. ช่วงระยะเวลาที่องค์ท่านอยู่ ณ บ้านตาด เพื่อเรียนรู้ข้อวัตรข้อปฏิบัติต่าง ๆ กับองค์หลวงตานั้น ถือได้ว่าเป็นช่วงที่มีความสุขเป็นอย่างมาก จากที่ไม่รู้อะไร ที่ไม่เป็นอะไรก็เป็นจากที่นี่ ก็ด้วยความเมตตาขององค์หลวงตา ที่เรียกได้ว่าเป็นมหากรุณาธิคุณเลยทีเดียว

หลวงตาจะเข้มงวดเวลาลงอบรมเวลาอยู่ต่อหน้าหมู่ต่อหน้าพระเยอะๆ แต่เวลาอยู่กันแบบส่วนตัวแล้ว กับหลวงพ่อสามดงนั้น องค์ท่านปรารภว่า หลวงตามหาบัวท่านจะเมตตาเป็นอย่างมาก

เหมือนตาคุยกับหลาน พ่อคุยกับลูกอย่างไรอย่างนั้น ไม่ได้เข้มงวดหรือดุเดือดอย่างที่ใครๆ ร่ำลือกัน

นี่คือความเมตตาที่หลวงพ่อสามดงท่านสัมผัสได้และได้รับรู้มากับองค์ท่านเอง จึงทำให้ท่านเกิดความเคารพรักองค์หลวงตาโดยปราศจากเงื่อนไข

ติดขัดปัญหาอะไรก็ได้รับการแก้ไขจากองค์หลวงตาอยู่เสมอๆ ดังเช่นครั้งที่องค์หลวงพ่อสามดงท่านออกจากวัดบ้านตาดแล้ว และได้ไปถือบำเพ็ญเพียรปฏิบัติด้วยองค์ท่านเองอยู่กลางป่าเขาแถบภาคเหนือเพียงรูปเดียวเป็นระยะเวลาหนึ่ง

แต่กระนั้นท่านก็ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาในการบำเพ็ญภาวนาที่ว่านี้ได้ จนท้ายสุดองค์ท่านจึงตัดสินใจกลับมาที่บ้านตาด และนำปัญหาในการภาวนาที่ว่านี้เข้าขอความเมตตาจากองค์หลวงตา จนได้รับการแก้ไขในที่สุด ก็ด้วยบารมีจากองค์หลวงตานั่นเอง

หลวงพ่อสามดงท่านปรารภว่า.. สำหรับหลวงตามหาบัวแล้วนั้น หลวงพ่อสามดง ท่านจะให้ความเคารพมาก จนไม่สามารถจะหาคำอธิบายหรือคำบรรยายใดๆ มาบอกได้

ท่านเทิดไว้เหนือเกล้า อยู่เหนือกระหม่อมทุกเวลา ด้วยว่าถ้าไม่มีหลวงตาในวันนั้นก็ไม่มีท่านในวันนี้ หลวงตาท่านเมตตากับหลวงพ่อสามดงเป็นอย่างมาก

จากการที่รับพระที่ตอนนั้นยังไม่ทราบที่มาที่ไป ยังไม่รู้อะไรกับใครเขา ยังไม่เป็นอะไรเข้าอยู่ด้วยที่สำนัก เรียกว่าไม่เป็นอะไรเลย แต่ท่านก็เมตตา จนสามารถปฏิบัติและศึกษาพร้อมเข้าใจในทุกสิ่งทุกอย่างได้ ท่านเมตตาถึงขนาดนั้น

โดยจะให้นิยามออกมาเป็นคำพูดหรืออธิบายอะไรออกมาก็คงจะไม่หมด แต่รู้กันเพียงว่าหลวงพ่อสามดงจะเคารพและเทิดทูนองค์หลวงตามหาบัวเป็นอย่างมาก

กระนั้นองค์หลวงพ่อสามดงได้เมตตาเล่าเหตุการณ์ที่สำคัญให้ฟัง คราวที่องค์หลวงตาท่านละสังขาร ล่วงลับดับขันธ์เข้าสู่แดนธรรมอันเกษมแล้ว

ครั้งนั้นหลวงพ่อสามดงได้เดินทางไปร่วมงานและร่วมพิธีด้วย แต่กระนั้นด้วยความที่เป็นพระที่คนไม่ค่อยรู้จักและไม่ค่อยมีหมู่เพื่อน ด้วยว่าสมัยอยู่ที่บ้านตาดท่านก็ปฏิบัติของท่าน หลังจากนั้นก็บำเพ็ญภาวนาของท่านเพียงลำพังอยู่ตามป่าเขาด้วยองค์ท่านเองอยู่อย่างเอกเทศ

หากแต่จะกลับไปสำนักก็คราวที่ติดขัดในข้อธรรมและมีปัญหาในการภาวนา จึงจะกลับไปสอบถามข้ออรรถข้อธรรมกับพ่อแม่ครูอาจารย์เท่านั้น จึงทำให้หลายท่านคิดว่าท่านเป็นพระที่ไม่มีอยู่ในสาระบบของสำนักวัดบ้านบ้านตาด

วันงานของหลวงตามหาบัว จึงไม่มีแม้แต่ชื่อหรือที่นั่งให้สำหรับหลวงพ่อสามดง แต่กระนั้นองค์ท่านก็ไม่ได้สนใจอะไรก็แต่ว่าด้วยความที่องค์ท่านมาเพื่อกราบคารวะต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้เปรียบเป็นพ่อทางธรรมที่ท่านมีความรักและผูกพันเป็นอย่างมากเกินกว่าใครจะเข้าใจ ได้มากราบ ได้มาทำความเคารพ ได้มาส่งท่านเป็นครั้งสุดท้าย ถือว่าเพียงพอแล้ว

เพราะสำหรับหลวงตามหาบัว หลวงพ่อสามดงบอกว่า ถ้าจะให้นิยามความรักหรือความเทิดทูนแล้ว ก็ไม่สามารถจะสรรหาคำใดๆ มาอธิบายได้หมด

เอาเป็นว่า หลวงพ่อสามดงจะเทิดทูนและให้ความเคารพองค์หลวงตามหาบัวไว้อยู่เหนือหัวเหนือเกล้าเสมอ ไม่เคยคิดอาจเอื้อมหรือก้าวล่วงพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างองค์หลวงตาฯ แต่อย่างใด แม้แต่จะคิดก็ไม่กล้า

หลวงพ่อสามดงท่านปรารภไว้ให้ฟังถึงเพียงนี้
ความเคารพและเทิดทูนที่หลวงพ่อสามดงมีต่อองค์หลวงตามหาบัวนั้นมากมายขนาดไหน สังเกตุได้ว่าขณะที่องค์ท่านกำลังปรารภนั้น

ได้ปรากฏหยาดน้ำตาแห่งความเทิดทูนหยาดน้ำตาแห่งความเคารพบูชาเป็นสักขีพยาน เป็นน้ำตาแห่งความระลึกนึกถึงในพระคุณ และความเมตตาที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านได้ประทานให้

โดยที่ผู้อื่นไม่อาจรู้ แต่องค์หลวงพ่อสามดงท่านทราบดีว่ามันมากมายมหาศาลแค่ไหนในสิ่งที่ท่านได้รับ

และน้ำตาที่เห็นนั้นหาได้เป็นน้ำตาของความอ่อนแออันใดไม่ หากแต่น้ำตาที่เห็นนั้น นั่นมาจากผู้ที่เรียกได้ว่าคือนักรบธรรม นักฆ่ากิเลส ที่เผชิญหน้ากับความท้าทายมาทุกรูปแบบ แต่กระนั้นก็ยังพ่ายแพ้ต่อกระแสแห่งความเมตตาและพระคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านได้ประทานให้

หลวงพ่อสามดงท่านปรารภปิดท้ายให้ฟังว่า จะหาพระปฏิบัติดีอย่างหลวงตาไม่มีอีกแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านจึงรักและเคารพหลวงตาจนหมดหัวใจ ด้วยว่าท่านได้เห็นและได้รู้อีกมุมหนึ่งของหลวงตาที่คนทั่วไปยังไม่รู้และไม่เห็นนั่นเอง

กับหลวงตามหาบัว สำหรับหลวงพ่อสามดงแล้ว เปรียบได้ว่า “หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” คือ “พ่อทางธรรม” ที่หลวงพ่อสามดง จันทโชโต ให้ความเคารพเหนืออื่นใด เกินกว่าอะไรเทียบเทียม

ปัจจุบันนี้ พระครูวิสิฐพรหมจริยคุณ (หลวงพ่อสามดง จันทโชโต)
ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอรัญพรหมาราม อ.ประทาย จ.นครราชสีมา สิริอายุ ๖๗ ปี

๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ๏      วันนี้ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นวันครบรอบ ๑๒๗ ปี ชาตกาล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ...
20/08/2026

๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ๏
วันนี้ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นวันครบรอบ ๑๒๗ ปี ชาตกาล หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พระผู้ได้รับการขนานนามว่ามีพลังจิตแก่กล้าเหนือฟ้าดิน พระเดชพระคุณหลวงปู่ฝั้น อาจาโร พระอริยสงฆ์ผู้ทรงคุณธรรมชั้นสูงสุด อุปนิสัยท่านเป็นคนเรียบร้อย อ่อนโยน นิสัยสุขุมเยือกเย็นและกว้างขวาง ปรารภความเพียรแรงกล้าเด็ดเดี่ยว ไปตามภูผาป่าเขาเพียงลำพัง แสวงหาความสงบวิเวก ยินดีต่อความสงบ เป็นผู้มักน้อยสันโดษ พอใจในปัจจัยสี่ที่ตนมีอยู่แล้วได้มาโดยชอบธรรม เป็นนักต่อสู้เพื่อเอาชนะกิเลส มีสหธรรมิกคือพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม พระอาจารย์มหาปิ่น ปัญญาพโล พระอาจารย์กู่ ธมฺมทินฺโน พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ และพระอาจารย์กว่า สุมโน

ท่านมีความเคารพเลื่อมใส ตั้งอยู่ในโอวาทของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต อย่างถึงใจ ทำความเพียรทั้งกลางวันกลางคืน จนจิตสว่างจ้า ที่จังหวัดเชียงใหม่ พอรุ่งเช้าท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดกับท่านว่า “ผมก็ไม่ได้หลับได้นอนเหมือนกัน ส่งจิตดูท่านตลอดทั้งคืน เห็นหรือยังละว่า ศาสนาเจริญที่ไหน ธรรมเจริญที่ใจ ไม่ใช่อยู่ที่ประเทศอินเดียตามที่คิดตื่นบ้าอะไรกัน”

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร นามเดิมของท่านชื่อ ฝั้น สุวรรณรงค์ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน ที่บ้านม่วงไข่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โยมบิดาของท่านชื่อ เจ้าไชยกุมาร (เม้า) มารดาของท่านชื่อนางนุ้ย หลวงปู่เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด ๘ คน

ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ ท่านได้เข้าอุปสมบทที่วัดสิทธิบังคม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยมีพระครูป้องเป็นพระอุปัชฌาย์ สังกัดอยู่ในคณะมหานิกาย หลังอุปสมบทแล้ว พระภิกษุฝั้น อาจาโร ได้พักจำพรรษาอยู่กับพระอุปัชฌาย์ ที่วัดสิทธิบังคม พอออกพรรษาท่านได้ไปฝึกอบรมกรรมฐานกับท่านพระครูสกลสมณกิจ เจ้าอาวาสวัดโพนทอง ซึ่งพระครูสกลสมณกิจจะพาพระลูกวัดออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ หลายๆตำบลในถิ่นนั้น

ครั้นถึงเดือน ๓ ข้างขึ้น ปี พ.ศ. ๒๔๖๓ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พร้อมด้วยภิกษุสามเณรหลายรูป ออกเที่ยววิเวกเดินธุดงค์รุกขมูลผ่านมาถึงบ้านม่วงไข่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้เข้าไปพักปักกลดในป่า อันเป็นบริเวณป่าช้าข้างบ้านม่วงไข่ ฝ่ายญาติโยมทางบ้านม่วงไข่ เมื่อทราบข่าวว่ามีพระธุดงค์มาพักปักกลดก็พากันดีใจ จึงได้กระจายข่าวให้รู้ถึงกันอย่างรวดเร็ว แล้วพากันออกไปต้อนรับจัดหาน้ำดื่มน้ำใช้ถวาย และคอยรับฟังธรรมะจากท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ต่อไป ในคราวนั้น ได้มีพระภิกษุไปร่วมฟังธรรมจากท่านพระอาจารย์มั่นด้วย คือ พระอาญาครูดี , พระภิกษุฝั้น อาจาโร , พระภิกษุกู่ ธัมมทินโน ท่านพระอาจารย์มั่นได้แสดงพระธรรมเทศนา เริ่มตั้งแต่การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา เมื่อแสดงจบลง พระอาญาครูดี , พระอาจารย์กู่ และ พระอาจารย์ฝั้น ต่างมีความเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ได้พากันปวารณาตัวขอเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น รับเอาข้อวัตรปฏิบัติ ถือธุดงควัตรโดยเคร่งครัด และได้ขอติดสอยห้อยตามพระอาจารย์มั่นไปด้วย แต่พระอาจารย์มั่นได้ออกธุดงค์ล่วงหน้าไปก่อน ทำให้ท่านทั้งสามพลาดโอกาสในการออกเที่ยวธุดงค์และศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เดินธุดงค์ตามหาหลวงปู่มั่นผ่านมาทาง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ชาวบ้านจึงได้ไปอาราธนานิมนต์ให้ท่านมาพักจำพรรษาอยู่ที่วัดบ้านม่วงไข่ ซึ่งมีพระอาญาครูดีเป็นเจ้าอาวาส ทั้งเจ้าอาวาสและภิกษุสามเณรในวัดนั้นเห็นข้อวัตรปฏิปทาของหลวงปู่ดูลย์ ต่างพากันเคารพเลื่อมใสเป็นอันมาก ไม่เว้นแม้กระทั่งภิกษุฝั้น อาจาโร ซึ่งพำนักอยู่ที่วัดใกล้เคียงกับวัดม่วงไข่แห่งนี้ ในเวลาต่อมาเมื่อหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ออกธุดงค์จากวัดม่วงไข่ไปปรากฏว่าพระเณรทั้งวัดรวมทั้งภิกษุฝั้น อาจาโร ก็ได้ออกธุดงค์ติดตามไปกับคณะด้วย พระเณรทุกรูปยอมสละทิ้งวัดให้เป็นวัดร้าง โดยมิได้สนใจต่อคำอ้อนวอนทัดทานของชาวบ้านเลย ปรากฏการณ์ครั้งนั้นถือเป็นการพลิกแผ่นดินของวัดม่วงไข่เลยทีเดียว

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ตัดสินใจเข้ารับการญัตติเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๔๖๘ ณ วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ( จูม พันธุโล ) เป็นพระอุปัชฌาย์

ในช่วงที่พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พักอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในราว พ.ศ. ๒๔๘๗ จังหวัดอุบลราชธานีกลาดเกลื่อนไปด้วยทหารญี่ปุ่น จึงจำเป็นที่ทหารฝ่ายสัมพันธมิตรจ้องจะทำลายล้าง โดยส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดอยู่เสมอ ชาวบ้านจึงพากันอพยพหลบภัยไปอยู่ตามรอบนอกทำให้ตัวเมืองอุบลเงียบเหงา ตกกลางคืนผู้คนนอนไม่หลับ เพราะต้องคอยหลบภัยทางอากาศกันอยู่เสมอ ถ้าวันไหนเครื่องบินจะล่วงล้ำมาทิ้งระเบิด พระอาจารย์ฝั้น จะบอกล่วงหน้าให้บรรดาศิษย์รู้ก่อนอย่างน้อย ๒ ชั่วโมง ภิกษุสามเณรทั้งหลายก็รีบหาที่หลบภัย หลังจากนั้นปรากฏว่าเครื่องบินบินมาทิ้งระเบิดจริงๆ ชาวบ้านทั้งหลายก็พากันหอบลูกจูงหลาน เข้าไปหลบภัยอยู่ในวัดเต็มไปหมด พระอาจารย์ฝั้น ก็ลงจากกุฏิไปเตือนให้พากันอยู่ในความสงบ และให้ภาวนา พุทโธ พุทโธ ไว้โดยทั่วกันทั้งเด็กและผู้ใหญ่

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านเป็นพระที่มีพลังจิตแก่กล้ามาก ครั้งหนึ่งท่านส่งจิตไปพิจารณานกที่กำลังบินอยู่ ปรากฏว่านกนั้นตกลงมาต่อหน้าท่านทันที แม้แต่ท่านรำพึงกิ่งไม้ตายที่อยู่บนต้นไม้ เพียงครู่เดียวกิ่งไม้นั้นก็หล่นโครมลงมาต่อหน้าต่อตา และอีกครั้งหนึ่งท่านออกจากสมาธิ เห็นมดกำลังเดินทางเป็นสายอย่างขยันขันแข็ง ท่านจึงรำพึงในใจว่า “ เดินกันทั้งวันทั้งคืน ไม่หยุดพักบ้างหรือ ” ทันใดนั้นเองบรรดามดทั้งสายก็หยุดนิ่งทันที ท่านรู้สึกผิดที่ขัดขวางการทำมาหากินของมัน แล้วท่านก็บอกให้มดทำหน้าที่ของมันต่อไป ปรากฏว่ามดทั้งสายก็พากันเริ่มทำงานตามปกติ

นับแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ เป็นต้นมา หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ท่านได้เดินทางไปๆมาๆระหว่างวัดป่าอุดมสมพร วัดป่าภูธรพิทักษ์ และวัดถ้ำขาม ไม่ว่าท่านจะไปพำนักอยู่ ณ สถานที่ใด บรรดาศรัทธาสาธุชนจะพากันไปกราบไหว้นมัสการท่านอย่างเนืองแน่น ทุกคนได้รับการต้อนรับจากท่านอย่างเสมอหน้า หลวงปู่ท่านเป็นนักสร้างคน สอนให้คนทำตัวเป็นคนดี สอนให้เลิกอบายมุข สอนให้เลิกประพฤติมิชอบทุกอย่าง ยิ่งนับวัน เมตตาบารมีธรรมของท่านยิ่งแผ่ขยายกว้างขวางออกไปทุกที ผู้คนจากทั่วสารทิศต่างหลั่งไหลมานมัสการท่านจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๑๙ หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ได้เดินทางเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ แต่อาการไม่ดีขึ้นท่านจึงขอเดินทางกลับวัดป่าอุดมสมพร จวบจนกระทั่งถึงแก่มรณภาพ เมื่อวันที่ ๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๐ ท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระสุปฏิปันโน ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตรง ผู้องอาจในธรรมะของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ละสังขารพ้นโลกนี้ไปแล้ว แต่คุณูปการคุณงามความดีของท่านยังสถิตอยู่ในดวงจิตดวงใจของผู้ศรัทธาสาธุชนอย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย

”จิต...ใจจิต...ดวงสุดท้ายก่อนที่จะจากร่าง จะไปไหนขึ้นอยู่กับผลของกรรม ที่ทำมาตลอดชีวิตจิตดี ฝึกดี คิดดี มาโดยตลอด จะทำให...
19/08/2026

”จิต...ใจ
จิต...ดวงสุดท้าย
ก่อนที่จะจากร่าง จะไปไหน
ขึ้นอยู่กับผลของกรรม ที่ทำมาตลอดชีวิต
จิตดี ฝึกดี คิดดี มาโดยตลอด จะทำให้
จิต...ดวงสุดท้ายนั้น คิดดีได้โดยอัตโนมัติ
ทุกอย่างรวมแล้วอยู่ที่...ใจ...ตัวเดียว“

หลวงปู่เจริญ ญาณวุฑโฒ
วัดถ้ำปากเปียง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ลูกศิษย์ : หลวงปู่ครับ เมื่อก่อน เวลาหลวงปู่เดินธุดงค์ไปเกือบทั่วประเทศ ประเทศใกล้เคียงก็ไป หลายประเทศเคยเจอเสือ เจอช้าง...
19/08/2026

ลูกศิษย์ : หลวงปู่ครับ เมื่อก่อน เวลาหลวงปู่เดินธุดงค์ไปเกือบทั่วประเทศ ประเทศใกล้เคียงก็ไป หลายประเทศเคยเจอเสือ เจอช้าง เจอสัตว์ดุร้ายต่างๆ และหลวงปู่มักจะเดินธุดงค์ในเวลากลางคืน หลวงปู่ได้ใช้คาถาอาคมสยบสัตว์พวกนี้ไหมครับ

หลวงปู่ : เราไม่เคยใช้คาถาอาคม เราใช้แต่เมตตา

หลวงปู่ทองผุด ญาณวโร
วัดภูเขาดิน อ.เชียงคาน จ.เลย

๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่อวน ปคุโณ ๏      วันนี้วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๙ เป็นวันครบรอบ ๙๙ ปี ชาตกาล หลวงปู่อวน ปคุโณ วัดจ...
19/08/2026

๏ ประวัติและปฏิปทา หลวงปู่อวน ปคุโณ ๏
วันนี้วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๙ เป็นวันครบรอบ ๙๙ ปี ชาตกาล หลวงปู่อวน ปคุโณ วัดจันทิยาวาส อ.ปลาปาก จ.นครพนม พระเถระที่มีจริยวัตรอันน่าเลื่อมใส ทายาทธรรมศิษย์ใน องค์หลวงปู่กินรี จันทิโย
หลวงปู่อวน ปคุโณ มีนามเดิมว่า จันทร แก้วดวงตา เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๗๐ ที่บ้านนามะเขือ ต.นามะเขือ อ.ปลา ปาก จ.นครพนม โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายนวน และนางทองดี แก้วดวงตา มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ๖ คน คือ

๑. องค์หลวงปู่อวน ปคุโณ (ละสังขาร)

๒. นายจวน แก้วดวงตา (ยังมีชีวิตอยู่)

๓. นายลวน แก้วดวตา (ถึงแก่กรรม)

๔. นางอ้วน แก้วดวงตา (ถึงแก่กรรม)

๕. นางอ้ม แก้วดวงตา (ยังมีชีวิตอยู่)

๖. นางเนียม แก้วดวงตา (ยังมีชีวิตอยู่)

#บรรพชา

ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา ชีวิตในวัยเด็ก องค์หลวงปู่อวน ปคุโณ เมื่ออายุ ๑๐ ขวบ ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนบ้านนามะเขือ ครั้นพออายุ ๑๔ ปี จึงได้ลาออก จนถึงวัยหนุ่มได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารครั้นพ้นเกณฑ์ทหาร ได้ขออนุญาตพ่อแม่ บวชเป็นสามเณร ที่วัดดงขวาง อ.เมือง ก่อนกลับมาอยู่วัดบ้านเกิด ร่ำเรียนบทสวดมนต์ และอักษรธรรมจนชำนาญ

หลวงปู่อวน ปคุโณ ท่านได้ย้ายไปเรียนนักธรรมที่วัดบ้านกุดตาไก้ ก่อนย้ายไปเรียนที่วัดศรีเทพฯ ซึ่งเป็นสำนักธรรมยุตแห่งแรกของจังหวัดนครพนม โดยมี องค์หลวงปู่จันทร์ เขมิโย เป็นเจ้าอาวาสและเจ้าคณะจังหวัดนครพนม ท่านสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี ก่อนลากลับไปเยี่ยมพ่อแม่

#อุปสมบท

กระทั่งอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดบ้านดงขวาง อ.เมือง โดยมีพระติ้น เป็นพระอุปัชฌาย์, พระบุญมี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระพรหมา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปคุโณ หมายถึง ผู้มีความคล่องแคล่วชำนาญ

ภายหลังอุปสมบท ได้ชักชวนพระก่องและพระจันลา ออกธุดงค์ไปยังวัดป่าเมธาวิเวก ต.หนองฮี อ.ปลาปาก เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์กับหลวงปู่กินรี จันทิโย เพื่อรับโอวาทแนวทางการปฏิบัติ ก่อนกราบลาออกไปธุดงควัตรไปประเทศลาว ผ่านแขวงคำม่วน ไปตามป่าเขาที่มีสิงสาราสัตว์

ท่านได้พบพระอาจารย์ทองรัตน์ กันตสีโล ที่ดอนผีป่าช้า และออกธุดงค์ไปภูสิงห์ ภูงัว ภูลังกา จ.หนองคาย ก่อนไปวัดศรีเวินชัย อ.ศรีสงคราม แวะนมัสการพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตโต สหธรรมิกรุ่นเดียวกับพระอาจารย์ทองรัตน์ ก่อนเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดเดิม และอยู่กับหลวงปู่กินรี

พรรษาที่ ๖ จึงออกธุดงค์อีกครั้งไป จ.สกลนคร จ.ยโสธร แวะพักที่ภูกอยภูน้อยจำพรรษาอยู่กับ พระอาจารย์ชา สุภัทโท ในปี พ.ศ.๒๔๙๔ ก่อนร่วมตั้งวัดหนองป่าพง แล้วกลับมาวัดกันตศิลาวาสอีกครั้ง เพื่อนมัสการหลวงปู่กินรี

ชาวบ้านได้สร้างกุฏิขึ้น ๓ หลัง มีสามเณรโสมมาพักอยู่ด้วย เกิดความเลื่อมใสจึงขอติดตามธุดงค์ไป จ.เลย พักที่วัด หลวงปู่คำดี ปภาโส ก่อนธุดงค์ผ่านภาคเหนือ ๕ จังหวัดมุ่งสู่ อ.แม่สอด จ.ตาก เข้าสู่เขตพม่า แต่เกิดการสู้รบกัน จึงเปลี่ยนเส้นมา จ.นครสวรรค์ เข้ากรุงเทพฯ มุ่งสู่ปักษ์ใต้เข้าสู่ จ.สงขลา ไปจนถึง ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะ เดา เข้าสู่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย

หลังธุดงค์ไปภาคเหนือและภาคใต้นานร่วม ๘ ปี จึงกลับมาเยี่ยมบิดา-มารดา พักที่ป่าบ้านนามะเขือกับสามเณรโสม ได้หยุดเดินธุดงค์ เพื่อหาที่ตั้งวัดเผยแผ่ธรรมชาวบ้าน ๔ หมู่บ้าน จึงช่วยสร้างกุฏิขึ้น ๒ หลัง อีก ๓ ปีจึงสร้างศาลาไม้ ผ่านไป ๕ ปี ผู้คนเริ่มมีความศรัทธาเข้ามาบวชและปฏิบัติธรรมในวันพระจนล้นศาลา
ต่อมา พื้นที่ ๔ หมู่บ้านดังกล่าว ถูก ผกค.คุกคาม ชาวบ้านหนีหมด ทหารแนะนำให้ท่านย้ายหนี เกรงจะเกิดอันตราย แต่หลวงปู่อวนยืนยันไม่ย้ายหนีไปไหน ก่อนพัฒนาวัดเรื่อยมา

กระทั่งพระสารภาณมุนี (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) เจ้าคณะจังหวัดขณะนั้น แนะนำให้เขียนป้ายชื่อวัด โดยเอาฉายาหลวงปู่กินรีมาเป็นชื่อวัด นับแต่นั้นมา หลวงปู่อวน ได้อาพาธด้วยโรคไตมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๖ ก่อนเข้ารับการรักษาที่ ร.พ.ปลาปาก แพทย์วินิจฉัยว่าอาพาธด้วยโรคไตเรื้อรัง ถูกส่งตัวไปรักษาที่ ร.พ.ศรีนครินทร์ จ.ขอน แก่น แต่เครื่องฟอกไตไม่เพียงพอ จึงส่งตัวกลับมาฟอกไตสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ที่ ร.พ.ปลาปาก

#กาลละสังขาร

หลวงปู่อวน ปคุโณ ละสังขารลงอย่างสงบ ด้วยโรคไตวายเฉียบพลัน วันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๗ เวลา ๐๙.๕๕ น. ท่ามกลางความโศกเศร้าของญาติโยมและลูกศิษย์ สิริอายุ ๗๖ ปี ๕๖ พรรษา ( ๒๕๔๗ )

คณะศิษย์ได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์สูง ๒ ชั้น เพื่อบรรจุอัฐิ ก่อนมีพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงปู่อวน ณ เมรุชั่วคราววัดจันทิยาวาส ต.นามะเขือ อ.ปลาปาก จ.นครพนม

เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ภายในพิพิธภัณฑ์วัดจันทิยาวาส ได้จัดตั้งรูปเหมือนและเครื่องอัฐบริขารขององค์หลวงปู่อวน โดยมีพุทธศาสนิกชนต่างเข้าไปกราบนมัสการเป็นจำนวนมาก

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์