หลวงปู่โต วัดระฆังฯ

หลวงปู่โต วัดระฆังฯ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)

🙏🏽☀️จุดธูป 36 ดอก ปลดล็อกชีวิต ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร☀️🙏🏽=============================================วันนี้แอดมินมีเคล็ดคว...
26/09/2022

🙏🏽☀️จุดธูป 36 ดอก ปลดล็อกชีวิต ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร☀️🙏🏽
=============================================

วันนี้แอดมินมีเคล็ดความเชื่อโบราณมาฝากค่ะ เมื่อเกิดปัญหาติดขัด ชีวิตไม่ราบรื่น แนะนำให้ทำการขอขมาเจ้ากรรมนายเวรด้วยการจุดธูป 36 ดอก

🚩จุดธูป 36 ดอก ทำเพื่ออะไร
ในการจุดธูป 36 ดอกนั้น ถือว่าเป็นการขอขมาเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่ได้เคยล่วงเกินไป หรือที่เคยไปบนบานศาลกล่าวต่างๆ ที่มองไม่เห็น และจำไม่ได้ เพื่อให้เขาเหล่านั้นอโหสิกรรมให้แก่เรา โดยจะจุดในที่แจ้งเท่านั้น

🚩วิธีการขอขมาทำได้อย่างไร
สถานที่ทำที่ไหนก็ได้ ให้หันหน้าไปทางทิศตะวันออก และทำก่อนเวลา 12.00 น. ก่อนเที่ยงวัน เฝ้ารอจนธูปดับ หากธูปติดลุกเป็นไฟ ถือว่าไม่ผ่าน หลัง 6 เดือน ทำใหม่อีกครั้ง โดยจะจุดธูปทั้งหมด 36 ดอก

🚩ธูป 36 ดอก หมายความอย่างไร
ซึ่งหมายถึงไตรภูมิทั้ง 36 ชั้น ประกอบด้วย 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน อบายภูมิ 4 มนุษย์โลก 1 รวมทั้งหมด 36 ชั้น
หลังจากนั้น จุดธูป 36 ดอก ปักกลางแจ้ง ขอขมาต่อเจ้ากรรมนายเวรที่เคยสาบาน บนบาน ปลดหนี้กรรมให้น้อยลง พร้อมบทสวดมนต์ขอขมาให้ชีวิตอยู่เย็นเป็นสุข

🚩คาถาบทสวด
ตั้งนะโม 3 จบ
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเตอุกาสะ ทะวา รัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเตอุกาสะ ขะมามิ ภันเต

🚩คำกล่าว
ตั้งจิตอธิษฐาน อันเชิญ ครูบาอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดามารดา พ่อเกิดแม่เกิด พ่อซื้อแม่ซื้อ ในทุกชาติ และเทพเทวดาที่คุ้มครองตัวเราทุกพระองค์ รวมทั้ง องค์มหาเทพ มหาโพธิสัตว์ ผู้ยิ่งใหญ่ ทั้งหลาย ใน 19 ชั้นฟ้า 16 พรหมมา 15 ชั้นดิน 14 ภูมิบาดาล 21 ภูมิพระแม่ธรณี พระแม่คงคา ที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่นี้ พระภูมิเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน รวมทั้งเจ้ากรรมนายเวร และ เจ้าบุญนายคุณ เจ้าเกณฑ์ดวงชะตา ของข้าพเจ้า ทุกชาติภพ ที่เคยผูกพันกันมาในอดีตให้มารับรู้รับฟัง การขอขมา และ ขอถอนคำสาปแช่งที่มีต่อกันในอดีตและปัจจุบัน ของข้าพเจ้าในครั้งนี้

ข้าพเจ้าชื่อนามสกุล ขอขมากรรม ในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ต่อท่านทั้งหลาย ไม่ว่าจะรู้ก็ดี ไม่รู้ก็ดี ระลึกได้ หรือ ไม่ได้ก็ดี ขอท่านผู้มีฤทธิ์ มีอำนาจ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเจ้ากรรมนายเวร เจ้าบุญนายคุณ เจ้าเกณฑ์ดวงชะตาของข้าพเจ้าทั้งหลาย

โปรดอโหสิกรรมให้กับข้าพเจ้าด้วยเถอะ อย่าได้โกรธเคือง อย่าได้จองเวร ต่อข้าพเจ้าอีกต่อไป และโปรดถอดถอนคำสาปแช่งที่ให้แก่ข้าพเจ้า หรือคำสาบใดๆ อันเกิดจากข้าพเจ้าได้เป็นผู้กระทำหรือถูกกระทำจากท่านทั้งหลายก็ดี ขอจงดับหมดสิ้นไป

อย่างไรก็ตาม เป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่หลายคนทำแล้วบอกว่าต่อว่าชีวิตดีขึ้นทันตาเห็น สุดท้ายนี้ ตัวผู้ไหว้ต้องมีความศรัทธา และความตั้งใจด้วย
#ขอขมา #ขอขมากรรม #ขอขมาเจ้ากรรมนายเวร #จุดธูป #จุดธูป36ดอก #จุดธูปกลางแจ้ง #จุดธูปขอขมา

18/08/2022
"ท้าวเวสสุวรรณ" วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงครามท้าวโลกบาลผู้รักษาคุ้มครองโลกทั้ง 4 ทิศ ลักษณะเป็นยักษ์ถือตะบอง ให้พรโชคลาภ ความ...
14/08/2022

"ท้าวเวสสุวรรณ" วัดจุฬามณี จ.สมุทรสงคราม
ท้าวโลกบาลผู้รักษาคุ้มครองโลกทั้ง 4 ทิศ ลักษณะเป็นยักษ์ถือตะบอง ให้พรโชคลาภ ความมั่งคั่งร่ำรวย และมี “พญาปุริสาท” มหาอำมาตย์คู่บารมีองค์ท้าวเวสสุวรรณ ประทานพรด้านป้องกันคุณไสย์มนต์ดำ

พราหมณ์ กับ พุทธ แตกต่างกันอย่างไร ?ในปัจจุบันหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ได้ผสมหรือปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนามาช้...
31/07/2020

พราหมณ์ กับ พุทธ แตกต่างกันอย่างไร ?

ในปัจจุบันหลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์ ได้ผสมหรือปลอมปนเข้ามาอยู่ในคำสอนของพุทธศาสนามาช้านานแล้วโดยชาวพุทธไม่รู้ตัว จึงทำให้ชาวพุทธเข้าใจหลักพุทธศาสนาที่แท้จริงผิดพลาดไปหมด แล้วก็มีการปฏิบัติที่ผิดพลาดตามไปด้วย จึงทำให้ชาวพุทธไม่ได้รับประโยชน์จากคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือกลายเป็นว่า ชาวพุทธนั้นมีแต่ชื่อว่าเป็นพุทธ แต่การปฏิบัติกลับกลายเป็นพราหมณ์กันไปหมดโดยไม่รู้ตัว และยังยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองยึดถือปฏิบัติอยู่นี้คือคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าอีกด้วย อีกทั้งเมื่อมีผู้นำคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้ามาบอกกล่าว ซึ่งไม่ตรงกับความเชื่อที่ผสมหรือปลอมปนกับพราหมณ์อยู่ จึงทำให้ชาวพุทธไม่ยอมรับ แถมบางคนยังต่อต้านอีกด้วย ดังนั้นเพื่อทำความเข้าใจว่าพุทธแท้ๆนั้นสอนว่าอย่างไร? และพราหมณ์เขาสอนอย่างไร? บทความนี้จึงได้สรุปหลักของพุทธกับพราหมณ์ที่แตกต่างกันเอาไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะได้ศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อศาสนาทั้งสองอย่างถูกต้องต่อไป

๑. เรื่องสิ่งสูงสุด
- ศาสนาพราหมณ์ (หรือฮินดู) เป็นศาสนาประเภทเทวนิยมคือเคารพยอมรับเรื่องเทพเจ้าเป็นสิ่งสูงสุด โดยเทพเจ้า ๓ องค์ที่ชาวฮินดูให้ความเคารพสูงสุดอันได้แก่
๑. พระพรหม ที่เป็นเทพเจ้าผู้สร้างหรือให้กำเนิดทุกสิ่งในจักรวาลขึ้นมา
๒. พระวิษณุ หรือพระนารายณ์ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ปกป้องรักษา
๓. พระอิศวร หรือพระศิวะ ที่เป็นเทพเจ้าผู้ทำลาย
เทพเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้รวมเรียกว่า ตรีมูรติ ที่เป็นเทพเจ้าสูงสุด แต่ชาวฮินดูยังนับถือเทพเจ้ารองๆลงมาอีกมากประมาณ ๓๐๐ ล้างองค์

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า สิ่งสูงสุดในโลกและในจักรวาล ที่คอยควบคุมและดลบันดาลทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปก็คือธรรมชาติ ที่แสดงออกมาในลักษณะของกฎของธรรมชาติที่ชื่อว่า กฎอิทัปปัจจยตา (คือกฎที่มีใจความสรุปว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ต้องมีเหตุและปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้น”)

๒. เรื่องการกำเนิดชีวิต
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า โลกและทุกชีวิตเกิดมาจากพระพรหมเป็นผู้สร้างขึ้นมาและคอยควบคุมอยู่ (พรหมลิขิต) ส่วนพระนารายณ์จะเป็นผู้คอยปกป้องรักษา (โดยการอวตารลงมาเป็นเป็นมนุษย์ เช่น เป็นพระรามเพื่อฆ่ายักษ์ที่คอยทำร้ายมนุษย์ หรือเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อสอนมนุษย์ผิดๆเพื่อให้มนุษย์ตกนรกกันมากๆ เพราะสวรรค์เต็มหมดแล้ว เป็นต้น) ส่วนพระอิศวรจะเป็นผู้ทำลาย

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า โลกนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ โดยมีธาตุ ๔ เป็นพื้นฐาน คือ ๑. ธาตุดิน (ของแข็ง) ๒. ธาตุน้ำ (ของเหลว) ๓. ธาตุไฟ (ความร้อน) ๔. ธาตุลม (อากาศ) โดยธาตุทั้ง
๔ นี้จะปรุงแต่งกันทำให้เกิดเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยวัตถุสิ่งของทั้งหลายนี้จะอาศัยธาตุว่าง (สุญญากาศ) ตั้งอยู่ และธาตุทั้ง ๔ นี้ยังปรุงแต่งให้เกิดวัตถุที่แสนมหัศจรรย์ (คือร่างกายของมนุษย์ สัตว์ และพืช) ขึ้นมาอีกด้วย โดยวัตถุที่แสนมหัศจรรย์นี้ก็จะปรุงแต่งหรือทำให้เกิดมีธาตุที่พิเศษสุดขึ้นมาอีก นั่นก็คือ ธาตุรู้ (หรือธาตุวิญญาณ) ซึ่งธาตุรู้นี้เองที่ทำให้ร่างกายและระบบประสาทต่างๆของร่างกายมนุษย์ สัตว์ และพืชเกิดการรับรู้และรู้สึกต่อสภาพแวดล้อมต่างๆของธรรมชาติได้ และสิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือ มนุษย์นั้นจะมีเนื้อสมองพิเศษที่สามารถจดจำสิ่งต่างๆที่รับรู้และรู้สึกมาได้เป็นอย่างดี จึงทำให้มนุษย์นั้นมีความทรงจำมากและการคิดนึกปรุงแต่งได้มากและสลับซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง จนเกิดเป็นสิ่งที่สมมติเรียกกันว่า "จิต" หรือ "ใจ" ขึ้นมา

๓. เรื่องของจิต (หรือวิญญาณ)
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า จิต (หรือวิญญาณ) ของมนุษย์และสัตว์นี้เป็น อัตตา (ตัวตนที่เป็นอมตะ คือจะมีอยู่ไปชั่วนิรันดร) ที่แยกออกมาจากปรมาตมันหรือพรหม แล้วก็จะเวียนว่ายตาย-ในทางร่างกายเกิดเพื่อรับผลกรรมของตัวเอง จนกว่าจะบำเพ็ญตบะเพื่อชำระล้างกิเลสให้หมดสิ้นไปจากจิตได้ จิตก็จะบริสุทธิ์และกลับไปรวมกับปรมาตมันหรือพรหมดังเดิม และมีความสุขอยู่ชั่วนิรันดร

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า จิตของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายนี้เป็น อนัตตา (คือเป็นเพียงสิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น จึงไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง และก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง หรือไม่เป็นอมตะ รวมทั้งยังต้องทนอยู่อีกด้วย) ที่เกิดขึ้นมาจากการปรุงแต่งของระบบประสาทที่ยังดีอยู่ของร่างกายที่ยังเป็นๆอยู่เท่านั้น เมื่อจิตนี้มีเจตนาดี ก็จะทำดี แล้วก็จะเกิดความสุขใจ อิ่มใจขึ้นมาทันที (ที่สมมติเรียกว่าเป็นเทวดาที่กำลังอยู่บนสวรรค์) แต่ถ้าจิตนี้มีเจตนาชั่ว ก็จะทำชั่ว แล้วก็จะเกิดความทุกข์ใจ เสียใจขึ้นมาทันที (ที่สมมติเรียกว่าเป็นสัตว์นรกที่กำลังอยู่ในนรก) ซึ่งอาการนี้เรียกว่าการเวียนว่ายตาย-เกิดในทางจิตใจ จนกว่าเมื่อใดที่จิตนี้จะหลุดพ้นจากความดีและชั่ว จิตก็จะบริสุทธิ์และไม่เกิดเป็นอะไรๆ (ตามที่สมติเรียกกัน) อีกต่อไป ซึ่งสภาวะนี้เรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความไม่มีทุกข์ หรือความสงบเย็นของจิตใจ โดยนิพพานนี้ก็มีทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร ซึ่งอย่างถาวรก็คือมีตราบเท่าที่จะยังมีจิตอยู่

๔. เรื่องจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนว่า ชีวิตจะมีการเวียนว่ายตาย-เกิดหลายภพหลายชาติ ดังนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตก็คือ การที่ไม่ต้องเวียนว่ายตาย-เกิดอีกต่อไป และได้กลับไปรวมกับพรหม หรือปรมาตมัน ที่มีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร ส่วนจุดมุ่งหมายรองลงมาก็คือ การได้เสพสุขอยู่บนสวรรค์ตราบนานเท่านานโดยไม่ต้องทำงาน

- ศาสนาพุทธ จะสอนว่า ชีวิตนี้จะมีร่างกายและจิตใจที่พึ่งพาอาศัยกันอยู่ จะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันเมื่อใด ก็จะแตกสลาย (ใช้กับร่างกาย) และดับ (ใช้กับจิตใจ) หายไปด้วยกันทั้งคู่ทันที ซึ่งเท่ากับพุทธศาสนาไม่สอนว่ามีการเวียนว่ายตาย-เกิดในทางร่างกายอีก ดังนั้นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตก็คือ การมีชีวิตที่ไม่มีความทุกข์ทางจิตใจเลยอย่างสิ้นเชิงหรือถาวร (คือตราบเท่าที่จะยังมีจิตอยู่) ที่เรียกว่า นิพพาน ที่หมายถึง ความไม่มีทุกข์ หรือความสงบเย็น ส่วนจุดมุ่งหมายที่รองลงมาก็คือ การมีชีวิตที่มีความปกติสุข ไม่เดือดร้อน ถึงแม้จะยังคงมีความทุกข์ทางด้านจิตใจอยู่บ้างก็ตาม

๕. เรื่องกรรม-วิบาก
- ศาสนาพราหมณ์ สอนเรื่องว่า การกระทำ (กรรม) ของเราในชาตินี้ จะมีผล (วิบาก) ให้เราต้องไปรับผลกรรมนั้นในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป ใครทำกรรมดี ก็จะได้รับผลดีในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป (เช่น ได้ขึ้นสวรรค์ หรือเกิดมาแล้วร่ำรวยสุขสบายและมีเกียรติ เป็นต้น) ส่วนใครทำกรรมชั่วก็จะได้รับผลชั่วในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป (เช่น ตกนรก หรือเกิดมาแล้วยากจนลำบากและต่ำต้อย เป็นต้น)

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่อง การกระทำด้วยเจตนา (เจตนาก็คือกิเลส คือโลภ โกรธ ไม่แน่ใจ) ว่านี่คือกรรม ที่มีผลเป็นวิบาก คือเกิดความรู้สึกไปตามที่จิตใต้สำนึกมันรู้สึก คือเมื่อทำกรรมดี จิตใต้สำนึกมันก็จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดี แล้วมันก็จะเกิดความสุขใจอิ่มใจขึ้นมาทันที (หรือเมื่อทำเสร็จแล้ว) หรือเมื่อทำกรรมชั่ว จิตใต้สำนึกมันก็รู้อยู่ว่านี่คือสิ่งที่ชั่ว แล้วมันก็จะเกิดความทุกข์ใจ ร้อนใจ หรืออย่างน้อยก็เสียใจ ไม่สบายใจขึ้นมาทันที (หรือเมื่อทำเสร็จแล้ว)

๖. เรื่องนรก-สวรรค์
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่อง นรก-สวรรค์ที่เป็นสถานที่ (ที่เราชอบเรียกกันว่า นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า) ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับเอาไว้รองรับจิตที่เป็นอมตะ ที่เมื่อใครทำความชั่วเมื่อตายไปแล้วจิตก็จะไปลงนรกที่มีแต่การลงโทษให้มีแต่ความทุกข์ทรมานที่คนทั่วไปหวาดกลัวกันอย่างยิ่ง (ที่มีแต่เรื่องการทรมาน เช่น ถูกต้ม ถูกตี ถูกแทง เป็นต้น แต่ก็ไม่ตายสักทีแต่จะอยู่เช่นนี้เป็นร้อยเป็นพันปี) แต่ถ้าทำความดีเมื่อตายไปแล้วก็จะได้ขึ้นสวรรค์ที่มีแต่ความสุขตามที่คนเราทั่วไปอยากจะได้ (ที่มีแต่เรื่องความสนุกสนานรื่นเริงและเรื่องทางเพศเป็นร้อยเป็นพันปี เช่น อยู่ในปราสาทที่สวยงามใหญ่โต มีสวนดอกไม้ที่น่ารื่นรมย์ มีเครื่องแต่งกายที่วิจิตรสวยงาม และมีนางฟ้าที่สวยงามอย่างยิ่งเป็นบริวารมากมาย เป็นต้น) ซึ่งนี่คือนรก-สวรรค์ที่เป็นไสยศาสตร์ ที่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ที่มีไว้สอนคนป่าคนดง หรือชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาก่อน หรือสำหรับคนที่มีความรู้แต่ไม่สนใจศึกษาชีวิตอย่างจริงจัง

- ศาสนาพุทธ สอนเรื่อง สวรรค์ในอก นรกในใจ คือจะสอนว่า เมื่อเราทำความดีเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นความสุขใจ หรืออิ่มเอมใจขึ้นมาในทันทีหรือเมื่อทำเสร็จ หรือเมื่อเราทำความชั่วเมื่อใด ก็จะเกิดเป็นความทุกข์ใน ร้อนใจ หรืออย่างต่ำก็เป็นความไม่สบายใจขึ้นมาทันทีหรือเมื่อทำเสร็จแล้ว ซึ่งนี่คือนรก-สวรรค์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ คือพิสูจน์ได้ มีเหตุผล ที่มีไว้สอนคนมีปัญญาที่สนใจจะศึกษาชีวิตหรือสนใจจะศึกษาเพื่อดับทุกข์

๗. เรื่องความเชื่อ
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนให้เชื่อมั่นเพียงอย่างเดียว ห้ามถามห้ามสงสัย ถ้าใครไม่เชื่อก็จะตกนรก ซึ่งหลักการนี้ก็นับว่าดีสำหรับคนรุ่นเก่าหรือคนป่าคนดงที่ไม่มีความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์มาก่อน หรือคนที่ไม่ได้สนใจศึกษาชีวิตอย่างจริงจัง

- ศาสนาพุทธ ในระดับพื้นฐาน (คือศีลธรรม ที่เป็นคำสอนในเรื่องการดำเนินชีวิตที่ปกติสุข) จะไม่เน้นเรื่องความเชื่อ คือใครจะเชื่ออย่างไรก็ได้ ขอเพียงว่าอย่าทำความชั่วก็แล้วกัน แต่พุทธศาสนาระดับสูง (ปรมัตถธรรม ที่เป็นคำสอนเรื่องการดับทุกข์ของจิตใจมนุษย์ในปัจจุบัน ที่เรียกว่าหลักอริยสัจ ๔) จะสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ คือสงสัยได้ ถามได้ และต้องพิสูจน์ให้เห็นแจ้งก่อนจึงค่อยเชื่อ คือสรุปว่าพุทธศาสนาระดับสูงจะสอนว่า “อย่าเชื่อใครแม้แต่ตัวเอง เมื่อพบคำสอนใดก็ให้นำมาพิจารณาดูก่อน ถ้าเห็นว่ามีโทษก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ก็ให้นำมาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ได้ผลจริงก็ให้ละทิ้งอีกเหมือนกัน แต่ถ้าทดลองปฏิบัติแล้วได้ผลจริงก็ให้ปลงใจเชื่อได้ และให้นำเอามาปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นต่อไป”

๗. เรื่องหลักการศึกษา
- ศาสนาพราหมณ์จะใช้หลักไสยศาสตร์ในการศึกษา คือศึกษาจาการคาดคะเนเอา หรือเชื่อตามคนอื่น โดยจะไม่มีเหตุผล ไม่มีของจริงมาให้พิสูจน์ ไม่มีหลักการและระบบมาให้ศึกษา ดับทุกข์ไม่ได้ จะช่วยได้ก็เพียงช่วยให้สบายใจขึ้นมาบ้างเท่านั้น

- ศาสนาพุทธจะใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการศึกษา คือศึกษาจากสิ่งที่มีอยู่จริง พิสูจน์ได้ ศึกษาอย่างมีเหตุผล ศึกษาอย่างเป็นระบบ และจะเชื่อก็ต่อเมื่อได้พิสูจน์จนเห็นผลอย่างแน่ชัดแล้วเท่านั้น และใช้ดับทุกข์ของจิตใจได้จริง

๘. เรื่องหลักการปฏิบัติ
- ศาสนาพราหมณ์จะเน้นใช้ "พิธี" หรือการกระทำเพื่อให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์หรือเกิดโชคลาภ ซึ่งเป็นหลักไสยศาสตร์ เช่น พิธีกรรมต่างๆ เพื่อให้เทพเจ้าพอใจและช่วยดลบันดาลที่ต้องการได้ หรือเพื่อให้เกิดอำนาจวิเศษ ความศักดิ์สิทธิ์ โชค ลาภ และความพ้นทุกข์

- ศาสนาพุทธ จะใช้ "วิธี" หรือการลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาใครๆหรืออะไรๆมาช่วย ซึ่งเป็นหลักวิทยาศาสตร์ คือจะมีการปฏิบัติอย่างมีเหตุมีผล ไม่งมงาย อย่างเช่น การละเลิกอบายมุขทั้งหลาย เพื่อทำให้ชีวิตไม่เดือดร้อน หรือการขยันอดทน ประหยัด ไม่คบเพื่อนชั่ว ก็จะทำให้ร่ำรวยขึ้นมาได้ หรือวิธีการปฏิบัติเพื่อดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน เป็นต้น

๙. เรื่องสมาธิ
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่องสมาธิสูงๆชนิดที่คนเราธรรมดาปฏิบัติได้ยากอย่างยิ่ง ถ้าใครปฏิบัติได้ก็จะมีฤทธิ์มีเดช หรือมีอำนาจเหนือธรรมชาติต่างๆมากมาย เช่น เหาะ หรือหายตัวได้ เนรมิตสิ่งของได้ ถอดจิตไปเที่ยวนรก-สวรรค์ได้ และมีญาณ (ความรู้ที่เกิดมาจากการปฏิบัติ) ในการกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไปอย่างถาวรได้ (ทำให้จิตหลุดพ้นจากกิเลสได้อย่างถาวร) เป็นต้น

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องสมาธิตามธรรมชาติที่เราทุกคนก็สามารถปฏิบัติได้ อันได้แก่ ความตั้งใจในการเรียน การทำงาน การคิด การพูด และการกระทำทางกายทั้งหลาย ที่มันคงแน่วแน่และต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ โดยผลโดยตรงของสมาธิก็คือ ทำให้เกิดความสุขสงบที่ประณีตขึ้นมาทันทีที่จิตมีสมาธิ และช่วยกำจัดกิเลสทั้งหลายให้ระงับดับลงทั้งอย่างชั่วคราวและถาวรได้ ส่วนผลโดยอ้อมของสมาธิก็คือ สมาธินี้จะเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญาที่นำมาใช้ในการดับทุกข์ของจิตใจได้ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร

๑๐. เรื่องวิธีการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่องการอ้อนวอนเทพเจ้าและการฝึกสมาธิอย่างหนัก รวมทั้งการบำเพ็ญโยคะ (การทรมานร่างกายด้วยวิธีต่างๆ) เพื่อให้อัตตาหรือตัวตนบริสุทธิ์จากกิเลส เมื่ออัตตาไม่มีกิเลสแล้วก็จะกลับไปรวมกับพรหมหรือปรมาตมันและพ้นจากทุกข์ได้ตลอดไป หรือมีชีวิตที่มีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร ไม่ต้องมาเวียนว่ายตาย-เกิดให้เป็นทุกข์อีกต่อไป (ที่เรียกว่าโมกษะ)

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องการปฏิบัติเพื่อให้เกิด ปัญญา (ความรู้และเข้าใจตลอดจนความเห็นแจ้งว่าไม่มีอัตตาหรือไม่มีตัวเรา), สมาธิ (ความตั้งใจมั่นสม่ำเสมอ), และ ศีล (การมีกายและวาจาที่เรียบร้อย) เพื่อนำมาใช้ดับทุกข์ของจิตใจในปัจจุบัน ทั้งอย่างชั่วคราวและอย่างถาวร (นิพพาน)

๑๑. เรื่องบุญ-บาป
- ศาสนาพราหมณ์จะสอนเรื่องการฆ่าสัตว์บูชายัญบูชาเทพเจ้า, การฝึกสมาธิ, การสวดอ้อนวอน, การนำทรัพย์สินของมีค่ามามอบให้แก่พราหมณ์ (ผู้ประกอบพิธี), และการบำเพ็ญตบะตามหลักโยคะ (การทรมานร่างกาย) เป็นต้น ว่านี่คือการสร้างบุญ ส่วนบาปก็คือการล่วงละเมิดศีล ๕ (คือฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในเรื่องทางเพศ, การพูดโกหก, และการดื่มสุราหรือเสพสิ่งเสพติด) รวมทั้งการดูหมิ่นไม่เชื่อฟังเทพเจ้า เป็นต้น

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่อง การช่วยเหลือชีวิตของสัตว์และมนุษย์ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ให้ทรัพย์ ให้อภัย ให้โอกาส ให้ความรู้ ให้ธรรมะ เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อนว่านี่คือ บุญ (การทำความดีแล้วสุขใจ) ส่วนการเบียดเบียนชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นไม่ว่าจะโดยวิธีใด ก็คือ บาป (การทำความชั่วแล้วทุกข์ใจ ร้อนใจ หรืออย่างต่ำก็ไม่บายใจ หรือเสียใจ)

๑๒. เรื่องการศึกษา
- ศาสนาพราหมณ์ จะสอนเรื่องลึกลับ ไกลตัว พิสูจน์ไม่ได้ ไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ไม่มีระบบหรือหลักในการศึกษา เช่น เรื่องเทวดา นางฟ้า นรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า และเรื่องเวรกรรมจากชาติปางก่อน เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นหลักไสยศาสตร์

- ศาสนาพุทธ จะสอนเรื่องที่ลึกซึ้งในร่างกายและจิตใจของเราเอง ที่พิสูจน์ได้ มีหลักหรือระบบในการศึกษา มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ซึ่งจัดเป็นหลักวิทยาศาสตร์ทางด้านจิตใจ

๑๓. เรื่องการวางตัวในสังคม
- ศาสนาพราหมณ์จะสอนให้มีวรรณะ (ชนชั้น) โดยชาวอินเดียวจะมีการแบ่งผู้คนออกเป็นพวกๆหรือวรรณะตามความเชื่อจากศาสนาฮินดูคือ
๑. วรรณะพราหมณ์เป็นวรรณะสูงสุด ได้แก่พวกผู้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ
๒. วรรณะกษัตริย์ ได้แก่พวกกษัตริย์ผู้ปกครองบ้านเมือง
๓. วรรณะแพศย์ ได้แก่พวกพ่อค้า ช่างฝีมือ
๔. วรรณะศูทร ได้แก่พวกคนใช้
ชาวอินเดียจะยึดถือเรื่องวรรณะกันมาก ถ้าใครแต่งงานกันต่างวรรณะ ลูกออกมาจะเป็นพวกจัณฑาล ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำสุดที่สังคมรังเกียจ

- ศาสนาพุทธ จะไม่สอนให้มีวรรณะ แต่จะสอนว่า ทุกคนนั้นจะดีหรือเลวไม่ได้ขึ้นอยู่ที่กำเนิด แต่ขึ้นอยู่ที่การกระทำของแต่ละบุคคล ถ้าใครทำดีจึงจะเป็นคนดี ถ้าใครทำชั่วก็จะเป็นคนชั่ว และจะสอนให้ทุกคนรักกัน เคารพกัน สามัคคีกัน และช่วยเหลือกันอย่างเสมอหน้า เพราะทุกคนคือเพื่อนร่วมทุกข์ เกิดแก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น

สรุปมาตรการภาษี เยียวยาผลกระทบ COVID-19 ที่เพิ่งออกใหม่ เซฟเก็บไว้ได้-เจ้าของกิจการ และฟรีแลนซ์ ทุกคนน่าจะได้ใช้ โดยเฉพา...
11/03/2020

สรุปมาตรการภาษี เยียวยาผลกระทบ COVID-19 ที่เพิ่งออกใหม่ เซฟเก็บไว้ได้
-เจ้าของกิจการ และฟรีแลนซ์ ทุกคนน่าจะได้ใช้ โดยเฉพาะการลดภาษีหัก ณ ที่จ่ายครึ่งหนึ่ง ส่วนพนักงานเงินเดือนเพิ่มลดหย่อนกองทุน SSF

🐔kaikaisnack🐔
Tel. 061-2363624
Line :
http://www.facebook.com/kaikaisnack
สนใจ>>> https://line.me/R/ti/p/%40kaikaisnack
#ไก๋ไก่ #หนังไก่ทอดกรอบ #เราคือผู้นำด้านหนังไก่ทอด #อิสลาม #บอนชอน #ฮาลาล #ไม่มีไขมัน #อร่อย #กินคลีน #หิว #กับแกล้ม #คลีนฟู้ด #炸鸡皮 #ไม่อ้วน #ชีวิตติดรีวิว #ชานมไข่มุก #ขนมญี่ปุ่น #หนังไก่ทอด #ฮ่องกง

เคยสงสัยว่าตอนจบของ "ไซอิ๋ว" คืออะไร เพราะสารภาพตามตรงว่าไม่เคยอ่านจริงๆจังๆ สักที เคยดูทางทีวีบ้างบางตอน รู้แต่ว่าเป็นน...
02/01/2020

เคยสงสัยว่าตอนจบของ "ไซอิ๋ว" คืออะไร เพราะสารภาพตามตรงว่าไม่เคยอ่านจริงๆจังๆ สักที เคยดูทางทีวีบ้างบางตอน รู้แต่ว่าเป็นนิยายที่แต่งขึ้นโดยมีเค้าโครงเรื่องจริงของ พระเสวียนจั้ง ที่ไปอัญเชิญพระไตรปิฎกที่อินเดีย แต่เสริมเรื่องอภินิหารให้อ่านสนุกขึ้น

วันนี้เลยนั่งดู google กลายเป็นนั่งอ่านไป 4-5 ชั่วโมง แล้วก็ไปเจอที่เค้าเฉลยว่า ทำไมไซอิ๋วจึงเป็นนิยายที่ทรงอิทธิพลของจีน ไม่ใช่แค่มันแฟนตาซีเท่านั้น แต่ไซอิ๋วคือ การกางพระไตรปิฎกออกมา แล้วเขียนใหม่ในมุมนิทาน

"พระถังซำจั๋ง" คือศรัทธา จะไปชมพูทวีป ต้องเริ่มจากมีศรัทธาก่อน พกจิตไปด้วยซึ่งจิตคนเรา ประกอบด้วย..

โทสะ - หงอคง โกรธ
โลภะ - ตือโป๊ยก่าย โลภ
โมหะ - ซัวเจ๋ง ความไม่รู้

ก็แค่นั้น จนเจอที่เขาอธิบายใน Google แต่ละบทแบบละเอียด ทึ่งในความสามารถของคนแต่งเลยค่ะ

"หงอคง" แปลงกายได้ เหาะเหิน เดินอากาศได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะหงอคง คือจิตคนเรา ที่เป็นลิง ไม่อยู่นิ่ง คิดไปเรื่อย แค่คุมให้ตามลมหายใจยังยากเลย ดังนั้น ถ้าเราคุมหงอคงได้.... การไปชมพูทวีปจะง่ายขึ้น ... เป็นต้น
และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราโกรธ - โทสะเราจะเหมือนหงอคง เวลาแผลงฤทธิ์ พังพินาศ ราบเป็นหน้ากลอง

แต่หงอคงแพ้อะไร ? โดนขังไว้ที่ไหน ?
ใช่แล้ว แพ้ฝ่ามือยูไล โดนขังไว้ที่เขา 5 นิ้ว

ฝ่ามือยูไล และเขา 5 นิ้ว แทน "ขันธ์ 5 "
ต่อให้จิตแน่แค่ไหน สุดท้ายก็ไม่พ้นขันธ์ 5
ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

นอกจากนี้หงอคงยังมีกระบองวิเศษจัดการปีศาจได้ตลอด กระบองนั้นแทนปัญญา แต่ทว่า มีจิต กับปัญญา แค่นั้นยังเกิดปัญหาได้

พระยูไลจึงประทานมงคล มารัดหัวไว้ ให้พระถังซำจั๋งคอยดูแล มงคลนั้นก็แทน "สติ" ซึ่งมงคลเป็นรัดเกล้า 3 ห่วงคล้องกัน แทนไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา

ปีศาจแต่ละตัว แทนกิเลสที่เราต้องค่อยกำจัดออกไป

ตอนเจอกันครั้งแรกเห้งเจียบอกพระถังว่า..
"จะไปชมพูทวีป ผมพาพระอาจารย์ตีลังกาไป 7 ทีก็ถึง
มามัวเสียเวลาเดินทำไมกัน ไม่เข้าใจ" พระถังบอกว่า
"ไม่ได้..ต้องเดินไป"

ปริศนาธรรมข้อนี้บอกว่า จิต+ปัญญา ฟังเขาเล่า ฟังเขาบอก คิดเอาเองก็บอกง่าย แป๊บเดียวก็ไปถึงนิพพานละ
เช่น คนเล่าให้ฟังเรื่องอริยสัจ 4 ทางดับทุกข์ ก็บอกฟังเข้าใจละ.. แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่เข้าใจ..

ธรรมมะต้องลงมือปฎิบัติ เหมือนหงอคงบอกตีลังกาไป 7 ที มันไปไม่ถึงเพราะเอาเร็วเข้าว่า แต่ขาดความเข้าใจ ต้องค่อยๆ เดินไป ศึกษาไป ปฎิบัติไป จึงจะถึง...

โป๊ยก่าย คือศีล 8
ซัวเจ๊ง คือสมาธิ

ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ จึงจะพ้นทุกข์

แต่บางครั้งปีศาจบางตัวก็เก่งเหลือเกิน
ต้องไปตามเจ้าแม่กวนอิมมาช่วย
เจ้าแม่กวนอิม คือ เมตตา

ปัญญา + เมตตา จะกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ ธรรมชั้นสูงซึ่งปราบกิเลสได้เสมอ แต่เจ้าแม่กวนอิม มักให้เห้งเจียลองสู้จนหมดแรงก่อน ถึงมาช่วย เหมือนหากมีกิเลส ควรใช้ปัญญาลองขจัดดูก่อน เกินกำลังแล้วจึงใช้เมตตา..ปล่อยวาง

ถ้าเกินกำลังเมตตา เจ้าแม่กวนอิมช่วยไม่ไหว
คนสุดท้ายที่มักมาช่วย คือ พระยูไล
พระยูไล แทน พระอริยสงฆ์

ลำดับปีศาจแต่ละตัวในเรื่องก็สุดยอดมาก
เช่น เมื่อเริ่มเดินทาง ก็พบโจรทั้งหก ขัดขวางไม่ให้ไป
สุดท้ายเห้งเจียเลยเอากระบองตีจนตาย

โจรทั้งหกคือ "อายตนะ 6" คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ต้องเอา ปัญญา (กระบอง) ฟาดให้ตายก่อนถึงเริ่มออกเดินทางได้
แล้วก็จะเจอปีศาจไปเรื่อยๆ

สรุป ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ.. ออกเดินทาง
กำจัดกิเลส.. ไปจนถึงชมพูทวีป แล้วได้อะไร ?

ตอนจบพระถังซำจั๋งและคณะ มาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง
สายน้ำเชี่ยวกรากมาก ไม่รู้จะข้ามไปยังไง
จนเจอเรือไร้ท้องเรือ จอดอยู่ พระถังกังวลมาก
เรือไม่มีท้องเรือจะพาข้ามฟากได้อย่างไร?

แต่สุดท้ายก็ยอมใช้เรือข้ามไป
แม่น้ำเชี่ยวกรากแทนกองกิเลส
เรือนั้นแทน "สุญญตา" ความไม่ยึดมั่นถือมั่น

เมื่อข้ามมาแล้วก็ถึงชมพูทวีป
และได้คัมภีร์มา..เป็นหนังสือเปล่าหนึ่งเล่ม
แทนธรรมมะ ซึ่งก็คือความว่างเปล่า ...
หรือ "นิพพาน" นั่นเอง

แต่สุดท้าย.. เห้งเจียขอให้มีอะไรกลับไปเมืองจีนหน่อย
เพราะคนธรรมดาคงไม่เข้าใจ
เลยได้คัมภีร์มาอีกเล่มนึง เต็มไปด้วยอักษร
เป็นบันทึกการเดินทาง เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ...

เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

อ่านแล้วต้องคารวะคนแต่งเลย ....
🍃🌸 # ยิ่งแก่ ฉันยิ่งเก่ง ความแก่ของฉัน “ มันไม่ใช่ภาระ ”
" อย่าหยุด " ที่จะทำ 13 ข้อนี้

1). อย่าหยุด ที่จะทำงาน เพราะจะทำให้ชีวิตเรา กลายเป็นไร้ค่า
กว่าจะรู้ตัว บางเรื่องก็สายไปเสียแล้ว

2). อย่าหยุด ที่จะออม ไม่ว่าจะออมด้วยวิธีไหน ก็ต้องรู้จักออม
ทั้งซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อหุ้น ฝากธนาคาร ออมผ่านบริษัทประกันชีวิต
จะซื้อทอง หรือซื้อที่ดิน ก็จงรีบออมตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอพึ่งคนอื่น
ยามเดือดร้อน เพราะ เขาก็มีภาระของเขาเหมือนกัน

3). อย่าหยุด ในการดูแลตัวเอง จงหล่อตามวัย ใส่ใจตัวเองเสมอ
อย่าได้ปล่อยตัวเองโทรม จนกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเด็ดขาด

4). อย่าหยุดฉลาด อย่าหยุดอ่าน อย่าหยุดเขียนเขียน จงเรียนรู้ต่อไปทุกวัน
พยายามหาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน เพราะ ความรู้ทำให้องอาจ

5). อย่าหยุดหาเงิน พยายามให้มีประตูมากกว่าหนึ่งบาน ให้เงินไหลเข้ามา เพราะถ้าบานหนึ่งปิด ก็ยังมีบานอื่นเปิดอยู่ นอกจากนั้น ชีวิตที่สามารถ
พึ่งตนเองได้ จะทำให้ตนเองมีค่ามากยิ่งขึ้น เมื่อยังหาเงินใช้ได้เอง

6. อย่าหยุดคบเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนเก่าที่ดีๆ จงพยายามหาเวลาไปพบปะ
สังสรรค์กัน พูดคุยรำลึกความหลังอย่างมีความสุขกัน เพราะจะทำให้เรา
ไม่พลาดความประทับใจ กับความสุขบางเรื่องไป

6). อย่าหยุด ท่องโลกกว้าง นอกจากความสุขที่ได้บินออกไปนอกรัง สู่โลก
กว้างแล้ว ความรู้ใหม่ๆจากการได้พบเห็น ยังมากขึ้นอีกด้วย เสมือนหนึ่ง
เติมไฟให้กับชีวิตและใจของเราเอง ตอนนี้ไปเป็น ขับรถเป็น ก็จงรีบไป
ก่อนที่จะหมดโอกาส ขับไม่ได้ ไปเองไม่เป็น กลายเป็นหมาเฝ้าบ้าน

😎. อย่าหยุด ที่จะหาของอร่อยกิน และต้องเลือก คัดสรรค์ ที่ไม่ทำให้อ้วน
และไม่บั่นทอนสุขภาพ ลิ้นยังรับรสได้ดี กินอะไรอร่อย ก็รีบๆกินซะ
ตอนนี้ยังกินได้ดี อยากกิน มีให้กิน จงกิน ก่อนที่จะหมดโอกาสกิน

9). อย่าหยุดเล่นกีฬา อย่าหยุดออกกำลังกาย จิตใจที่ดีควรอยู่ในร่างกาย
ที่แข็งแรง จะได้มีชีวิตอยู่เป็นผู้สูงวัย ที่ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน

10). อย่าหยุดรักตัวเอง ถ้าเราไม่รักตัวเองก่อน แล้วจะให้ใครมารัก รักตัวเอง
ก็ต้องใส่ใจตัวเองในทุกเรื่อง ผลของการใส่ใจตัวเอง จะทำให้เราดูดี
ในทุกเวลา ทุกอิริยาบถ

11). อย่าหยุดกตัญญู คนกตัญญูรู้คุณคน มักจะสบความสำเร็จ
รู้ว่าเคยเป็นหนี้บุญคุณใคร ก็รีบไปหา ไปตอบแทนซะให้หมดหนี้
อีกหน่อยเมื่อใด ความสามารถหมดไป ตอบแทนชาติหน้า จะไม่ทัน

12). อย่าหยุดทำบุญสร้างกุศล เพราะจะทำให้จิตใจผ่องแผ้วเบิกบาน และส่ง
ผลให้เรา มีความสุขมาจากข้างใน อันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต

13). อย่าหยุด ทำสิ่งที่ชอบ เพราะไม่มีใครรู้ ว่าเราจะทรงความสามารถนี้
ไปได้อีกนานเท่าใด เมื่อมีโอกาส และสภาพทำได้ ก็ให้รีบๆทำเสียเถิด

ปฐมอันเชิญ พระบรมเกศาธาตุ ครั้งแรกในรอบ 700 ปี
18/12/2019

ปฐมอันเชิญ พระบรมเกศาธาตุ ครั้งแรกในรอบ 700 ปี

สถานที่สำหรับแก้ปีชง 63
14/12/2019

สถานที่สำหรับแก้ปีชง 63

อยากให้คนไทยช่วยกันชมและแชร์​ครับ​ ที่สุด​แห่งความรักที่มีต่อพระเจ้า​แผ่นดินไทย​พระบรมรูปองค์รัชกาลที่ ๙ ประดิษฐาน ณ ปรา...
07/10/2019

อยากให้คนไทยช่วยกันชมและแชร์​ครับ​ ที่สุด​แห่งความรักที่มีต่อพระเจ้า​แผ่นดินไทย​

พระบรมรูปองค์รัชกาลที่ ๙ ประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวัง
*คุณสันติและทีมงานใช้เวลาปั้นถึง 2 ปี

Sunti Pichetchaiyakul was personally selected by His Royal Majesty King Vajiralongkorn to sculpt King Bhumibol Aduljadej The Great for the Royal Pantheon in ...

ถ้าเราเข้าใจ สภาวะจิต
29/09/2019

ถ้าเราเข้าใจ สภาวะจิต

ว๊าว เดี๋ยวนี้หนังไก่หาทานได้แล้วใน 7-11 ได้แล้วนะ 😋🤤
04/09/2019

ว๊าว เดี๋ยวนี้หนังไก่หาทานได้แล้วใน 7-11 ได้แล้วนะ 😋🤤

มีจำหน่ายแล้วใน 7-11 สามารถสั้งซื้อกันได้แล้ว ไก๋ไก่ จัดหนัก รับแสตมป์ มูลค่า15 บาท กันไปเลยรีบสั่งกันนะจ้ะ สั่งแล้วรับของที่เซเว่นใกล้บ้านคุณทุกสาขาได้เลยนะคะ
อร่อยแซ่บกับทุกเมนู หนังไก่ทอดไก๋ไก่
♨️ไร้มัน♨️
♨️สะอาดปลอดภัย♨️
♨️มีมาตราฐานรับรอง
อย.,ฮาลาล,GMP,HACCP♨️
💯อร่อยทุกชิ้นแน่นอน👍🏻
😋อร่อยได้ทุกที่
🤤อร่อยเป็นเพื่อนร่วมทาง
😁อร่อยมันส์จนชิ้นสุดท้าย
😱LOW FAT
——————////————
🔴หาซื้อได้ตามห้างsupermarket🛒
🔻Distributor by...
📍24 Shopping
📍The mall 📍Siam Paragon 📍Emporium
📍Emquartier 📍Terminal21
📍ร้านกาแฟมวลชนทุกสาขาทั่วประเทศ
🚨สั่งเลยรออะไร..สั่งทานเล่นหรือสั่งไปขายรีบเลย
🐔kaikaisnack🐔
Tel. 061-2363624
Line :
http://www.facebook.com/kaikaisnack
สนใจ>>> https://line.me/R/ti/p/%40kaikaisnack
#ไก๋ไก่ #หนังไก่ทอดกรอบ #ไม่มีผงชูรส #รับตัวแทนจำหน่าย #อิสลาม #บอนชอน #ฮาลาล #ไม่มีไขมัน #อร่อย #กินคลีน #หิว #กับแกล้ม #คลีนฟู้ด #ไม่อ้วน #ชีวิตติดรีวิว #ชานมไข่มุก #ขนมญี่ปุ่น #หนังไก่ทอด

ที่อยู่

Bangkok
10200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หลวงปู่โต วัดระฆังฯผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์