แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ แผนกคริสตศาสนธรรม ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดี สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดาบทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว (มธ 24:42-51)         เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรร...
26/08/2026

วันพฤหัสบดี สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมัทธิว (มธ 24:42-51)
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาศิษย์ว่า “จงตื่นเฝ้าระวังเถิด เพราะท่านไม่รู้ว่านายของท่านจะมาเมื่อไร พึงรู้ไว้เถิด ถ้าเจ้าบ้านรู้ว่าขโมยจะมาในยามใด เขาคงจะตื่นเฝ้าไม่ปล่อยให้ขโมยงัดแงะบ้านของตนได้ ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน จงเตรียมพร้อมไว้ เพราะว่าบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย”
“ใครเล่าเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์และรอบคอบซึ่งนายแต่งตั้งให้ดูแลผู้รับใช้ เพื่อแจกจ่ายอาหารให้ตามเวลาที่กำหนด ผู้รับใช้นั้นย่อมเป็นสุข เมื่อนายกลับมาพบเขากำลังทำเช่นนี้ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายจะแต่งตั้งเขาให้ดูแลทรัพย์สินทั้งปวงของตน แต่ถ้าผู้รับใช้นั้นคิดว่า ‘นายจะมาช้า’ แล้วเขาก็เริ่มตบตีเพื่อนผู้รับใช้ กินดื่มกับพวกขี้เมา นายของผู้รับใช้นั้นจะกลับมาในวันที่เขามิได้คาดหมาย ในเวลาที่เขาไม่รู้ นายก็จะแยกเขาออก ให้ไปอยู่กับพวกหน้าซื่อใจคด ที่นั่นจะมีแต่การร่ำไห้คร่ำครวญ และขบฟันด้วยความขุ่นเคือง”
––––––––––––––––––––
มธ 24:36-51 ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีวันทราบถึงวันและเวลาที่พระคริสตเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราจึงต้องเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมอยู่เสมอเพื่อรอพบปะกับพระองค์ นอกจาก พระบิดาเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น : แน่นอนว่าพระคริสตเจ้าทรงทราบในสิ่งที่พระบิดาทรงทราบ แต่การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ย่อมไม่ได้อยู่ในแผนการไถ่กู้ของพระเจ้า

การเสด็จกลับมาอย่างรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้า ความหวังของอิสราเอล
CCC ข้อ 673 หลังการเสด็จสู่สวรรค์ การเสด็จกลับมาอย่างรุ่งโรจน์ของพระคริสตเจ้าก็ใกล้จะมาถึง แม้ว่าไม่ใช่ธุระของเรา “ที่จะรู้วันเวลาที่พระบิดาทรงกำหนดไว้โดยอำนาจของพระองค์” (กจ 1:7) เหตุการณ์ในวาระสุดท้ายนี้อาจเกิดขึ้นขณะใดก็ได้ แม้ว่าทั้งเหตุการณ์นี้รวมทั้งความทุกข์ยากต่างๆ ที่จะนำหน้ามานั้นยัง “จะมาไม่ถึง” ก็ตาม

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันพุธ สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดาบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 23:27-32)         เวลานั้น พระเยซูเจ้า...
25/08/2026

วันพุธ สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 23:27-32)
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า “วิบัติจงเกิดแก่ท่าน ธรรมาจารย์และฟาริสีหน้าซื่อใจคด ท่านเป็นเหมือนหลุมศพทาสีขาว ภายนอกดูงดงามแต่ภายในเต็มไปด้วยกระดูกคนตายและสิ่งสกปรกทุกอย่าง ท่านก็เป็นเช่นเดียวกัน ภายนอกปรากฏแก่มนุษย์ว่าเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความหน้าซื่อใจคด และความอธรรม”
“วิบัติจงเกิดแก่ท่าน ธรรมาจารย์และฟาริสีหน้าซื่อใจคด ท่านสร้างหลุมศพให้บรรดาประกาศก ประดับอนุสาวรีย์ของผู้ชอบธรรม ท่านกล่าวว่า ‘ถ้าเราอยู่ในสมัยบรรพบุรุษ เราคงจะไม่ร่วมมือในการหลั่งเลือดบรรดาประกาศกเหล่านี้’ ดังนี้ ท่านก็เป็นพยานกล่าวโทษตนเองว่า เป็นลูกหลานของผู้ที่ได้ฆ่าบรรดาประกาศก ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงทำงานที่บรรพบุรุษของท่านได้เริ่มไว้ให้สำเร็จไปเถิด”
––––––––––––––––––––
ตลอดบทที่ 23 ในพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว ท่านได้เขียนเรื่องที่พระเยซูเจ้าทรงประณามชาวฟาริสี การอ่านเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย เพราะเต็มไปด้วยคำเตือนถึง “วิบัติ” ที่กำลังจะมาถึง ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด กังวล และเป็นการเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมา
พระวรสารในวันนี้ที่พระเยซูเจ้าทรงกล่าวประณามชาวฟาริสีนั้น มุ่งเน้นถึงประเด็นของการตระหนักรู้และการรู้จักตนเอง เพราะชาวฟาริสีมักจะยึดติดอยู่กับแนวคิดหรือการสร้างกับดักที่ทำให้ทุกคนต้องยอมจำนน พวกเขาทึกทักเอาเองว่า ตนมีความประพฤติดีกว่าบรรพบุรุษของพวกเขา ทั้งๆ ที่ไม่มีหลักฐานบ่งชี้เลยว่าเป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงหลอกลวงตัวเอง
เป็นไปได้ที่บางครั้งเราเองก็อาจจะดื้อรั้นและต่อต้านองค์พระจิตเจ้า ดังที่บรรพบุรุษของเราเคยกระทำ ให้เราภาวนาแด่องค์สมเด็จพระสันตปาปาฟรังซิสสำหรับการปฏิรูปด้วยความกระตือรือร้นและความกล้าหาญ ในการต่อสู้กับเรื่องความหน้าซื่อใจคด การถือชีวิตซ้อน ความขัดแย้งเหล่านี้เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ในสันตะสำนักแห่งกรุงโรมและในกลุ่มพระสงฆ์เท่านั้น แต่ในเราทุกคนด้วย
พระเจ้าข้า ในวันนี้ขอทรงโปรดให้ลูกเข้าใจมากยิ่งขึ้นถึงความหมายของพระหรรษทานแห่งศีลล้างบาป โดยอาศัยการสำนึกผิดและการสารภาพบาป โปรดทรงขจัดความหลอกลวงและความหน้าซื่อใจคดให้ห่างไกลจากชีวิตของลูกด้วยเทอญ
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันเสาร์นี้แล้วนะคร้าบแล้วพบกันครับ 🙏
25/08/2026

วันเสาร์นี้แล้วนะคร้าบ
แล้วพบกันครับ 🙏

📣 ประกาศ ประกาศ 📣

แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ขอเชิญผู้สนใจทุกท่าน
เข้าร่วมอบรมโครงการ พระคัมภีร์วันเสาร์ ปีที่ 36 ค.ศ. 2026
หัวข้อ "สร้างบ้านแปลงเมือง เมื่อกลับจากบาบิโลน"
วิทยากร คุณพ่อพงศ์เทพ ประมวลพร้อม

เริ่มเรียนวันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม 2026
เรียนทุกวันเสาร์ 5 สัปดาห์
ที่ห้องคำสอนวัดเซนต์หลุยส์

รายละเอียด และวิธีการสมัคร ติดตามได้ที่โปสเตอร์
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันอังคาร สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดาบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 23:23-26)         เวลานั้น พระเยซูเ...
24/08/2026

วันอังคาร สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 23:23-26)
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า “วิบัติจงเกิดแก่ท่าน ธรรมาจารย์และฟาริสีหน้าซื่อใจคด ท่านถวายหนึ่งในสิบของสะระแหน่ ผักชี ยี่หร่า แต่ได้ละเลยธรรมบัญญัติในเรื่องที่สำคัญ เช่น ความยุติธรรม ความเมตตากรุณา และความซื่อสัตย์ บทบัญญัติเหล่านี้จำเป็นต้องปฏิบัติโดยไม่ละเว้นบทบัญญัติเหล่านั้นด้วย” “ผู้นำทางตาบอดเอ๋ย ท่านกรองลูกน้ำ แต่กลับกลืนอูฐทั้งตัว”
“วิบัติจงเกิดแก่ท่าน ธรรมาจารย์และฟาริสีหน้าซื่อใจคด ท่านล้างถ้วยชามด้านนอก ด้านในมีแต่ความสกปรกคือการข่มขู่แย่งชิง และราคตัณหา ฟาริสีตาบอดเอ๋ย จงล้างด้านในของถ้วยชามให้สะอาดเสียก่อน แล้วด้านนอกก็จะสะอาดด้วย”
––––––––––––––––––––
มธ 23:24 ทั้งลูกน้ำและอูฐ ต่างก็เป็นสัตว์ที่มีมลทิน เป็นของต้องห้ามสำหรับชาวยิว

พระเยซูเจ้าและธรรมบัญญัติ
CCC ข้อ 582 ยิ่งกว่านั้น พระเยซูเจ้ายังทรงปฏิรูปกฎเกี่ยวกับเรื่องอาหารมีมลทินหรือไม่มีมลทิน ที่เป็นเรื่องสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวยิว ให้สมบูรณ์ขึ้น โดยทรงอธิบายความหมายในมุมมองของความเป็นเหมือน “ครูพี่เลี้ยง” ของกฎเหล่านี้ “สิ่งต่างๆ จากภายนอกที่เข้าไปในมนุษย์นั้นทำให้เขาเป็นมลทินไม่ได้ […] – ดังนี้ ทรงประกาศว่าอาหารทุกชนิดไม่เป็นมลทิน พระองค์ยังตรัสอีกว่า สิ่งที่ออกจากภายในมนุษย์นั้นแหละทำให้เขามีมลทิน จากภายใน คือจากใจมนุษย์นั้นเป็นที่มาของความคิดชั่วร้าย” (มก 7:18-21) พระเยซูเจ้าซึ่งทรงใช้อำนาจพระเจ้าอธิบายความหมายสุดท้ายของกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงทรงขัดแย้งกับนักกฎหมายบางคนที่ไม่ยอมรับการอธิบายของพระองค์ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงทำเครื่องหมายอัศจรรย์เพื่อยืนยันพระวาจาที่ทรงสั่งสอน การเช่นนี้เห็นได้ชัดเป็นพิเศษในปัญหาเรื่องวันสับบาโต หลายครั้งพระเยซูเจ้าทรงใช้เหตุผลของบรรดาธรรมาจารย์เอง เพื่อชี้ให้เห็นว่าการรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ไม่เป็นการผิดพระบัญญัติให้หยุดพักในวันสับบาโต เพราะพระองค์ทรงรักษาโรคในวันสับบาโต

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา (ฉลองนักบุญบาร์โธโลมิว อัครสาวก)บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น (ยน 1:4...
23/08/2026

วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา (ฉลองนักบุญบาร์โธโลมิว อัครสาวก)
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น (ยน 1:45-51)
เวลานั้น ฟีลิปพบนาธานาเอล และบอกเขาว่า “เราพบผู้ที่โมเสสในธรรมบัญญัติและบรรดาประกาศกเขียนถึง ผู้นั้นคือพระเยซูบุตรของโยเซฟ ชาวนาซาเร็ธ” นาธานาเอลจึงพูดกับฟีลิปว่า “จะมีอะไรดีมาจากนาซาเร็ธได้รึ” ฟีลิปตอบว่า “มาดูซิ” พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นนาธานาเอลเข้ามาเฝ้า จึงตรัสถึงเขาว่า “นี่คือชาวอิสราเอลแท้ เป็นคนไม่มีมารยา” นาธานาเอลทูลถามว่า “พระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้าได้อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อเทศ” นาธานาเอลทูลตอบว่า “รับบี พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านเชื่อเพราะเราพูดว่า เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อเทศหรือ ท่านจะเห็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก” แล้วพระองค์ตรัสเสริมว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะเห็นท้องฟ้าเปิด และจะเห็นบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นลงรับใช้บุตรแห่งมนุษย์”
––––––––––––––––––––
ยน 1:36-51 เป็นสิ่งน่าสนใจที่จะสังเกตว่า ศิษย์บางคนของอัครสาวกกลุ่มแรกได้มาหาพระเยซูเจ้าตามคำเชิญของศิษย์ผู้ได้ติดตามพระองค์อยู่ก่อนแล้ว นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การแพร่ธรรมหรือการประกาศพระวรสารนั้นโดยธรรมชาติแล้วจะบังเกิดขึ้นผ่านทางมิตรภาพและความสัมพันธ์ส่วนบุคคล สิ่งนี้ยังอธิบายรวมไปถึงพระนามต่างๆ ของพระเยซูเจ้าด้วย เช่น ลูกแกะพระเจ้า รับบี พระเมสสิยาห์ พระบุตรพระเจ้า กษัตริย์แห่งอิสราแอล และบุตรแห่งมนุษย์

ชีวิตของมนุษย์ คือการรู้จักพระเจ้าและรักพระองค์
CCC ข้อ 3 ทุกคนที่รับการเรียกของพระคริสตเจ้าโดยที่พระเจ้าทรงช่วยเหลือ และตอบสนองโดยอิสระเช่นนี้ยังได้รับแรงผลักดันจากความรักต่อพระคริสตเจ้าให้ไปประกาศข่าวดีทั่วทุกแห่งในโลก เขาทั้งหลายได้รักษาสมบัติล้ำค่าที่ได้รับมาจากบรรดาอัครสาวกนี้ไว้อย่างซื่อสัตย์ ทุกคนที่มีความเชื่อในพระคริสตเจ้าได้รับเรียกมาให้ถ่ายทอดสมบัติล้ำค่านี้ต่อไป เพื่อประกาศความเชื่อ ดำเนินชีวิตร่วมกันฉันพี่น้องและร่วมเฉลิมฉลองโดยพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และการอธิษฐานภาวนา

ความสัมพันธ์ของเรากับพระธรรมล้ำลึกของพระเยซูเจ้า
CCC ข้อ 520 ตลอดพระชนมชีพของพระองค์ พระเยซูเจ้าทรงสำแดงพระองค์เป็นแบบฉบับของเราพระองค์ทรงเป็น “มนุษย์ครบครัน” และทรงเชื้อเชิญเราให้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์ พระองค์ประทานแบบฉบับให้เราปฏิบัติตามโดยการถ่อมพระองค์ ทรงอธิษฐานภาวนาเป็นตัวอย่างการอธิษฐานภาวนา ทรงเรียกเราให้เอาอย่างความยากจนของพระองค์โดยยอมรับความขัดสนและการถูกเบียดเบียน

“ลูกแกะที่ทรงลบล้างบาปของโลก”
CCC ข้อ 608 ยอห์นผู้ประกอบพิธีล้าง หลังจากยอมประกอบพิธีล้างให้พระเยซูเจ้าพร้อมกับบรรดาคนบาปแล้ว เห็นในพระองค์และแจ้งให้ทุกคนรู้ว่าพระองค์คือ “ลูกแกะของพระเจ้า ซึ่งลบล้างบาปของโลก” ดังนี้ เขาจึงเปิดเผยว่า พระเยซูเจ้าทรงเป็นทั้ง “ผู้รับใช้ผู้รับทรมาน” ที่ยอมมอบตนโดยไม่ปริปากให้ถูกนำไปฆ่า และแบกบาปของคนทั้งปวง ทั้งยังเป็น “ลูกแกะปัสกา” สัญลักษณ์การไถ่กู้อิสราเอลในการฉลองปัสกาครั้งแรก พระชนมชีพทั้งหมดของพระคริสตเจ้าแสดงพันธกิจของพระองค์ คือการรับใช้และมอบชีวิตของพระองค์เป็นสินไถ่เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย

ทำไมต้องมีศาสนบริการของพระศาสนจักร
CCC ข้อ 878 ในที่สุด ศาสนบริการศีลศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนจักรยังมีลักษณะเฉพาะส่วนบุคคลด้วย ถ้าบรรดาศาสนบริกรของพระคริสตเจ้าทำงานร่วมกัน เขาก็ยังทำงานเป็นการส่วนตัวด้วย เขาแต่ละคนได้รับเรียกมาเป็นการส่วนตัว “ท่านจงตามเรามาเถิด” (ยน 21:22) เพื่อว่าในพันธกิจส่วนรวม เขาแต่ละคนจะได้เป็นพยานส่วนตัว รับผิดชอบเป็นการส่วนตัวเฉพาะพระพักตร์พระองค์ผู้ประทานพันธกิจให้เขาทำงาน “ในพระบุคคลของพระองค์” และเพื่อผู้อื่น “ข้าพเจ้าล้างท่านเดชะพระนามพระบิดา...” “ข้าพเจ้าอภัยบาปท่าน...”

การเป็นพรหมจารีเพื่อพระอาณาจักร
CCC ข้อ 1618 พระคริสตเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิตคริสตชนทั้งหมด ความสัมพันธ์กับพระองค์จึงมีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งหมดด้านครอบครัวหรือสังคม นับตั้งแต่สมัยแรกของพระ ศาสนจักรแล้ว มีชายและหญิงหลายคนที่ได้สละผลดียิ่งใหญ่ของการสมรสเพื่อติดตามลูกแกะไปทุกแห่งที่พระองค์เสด็จ เพื่อจะได้สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า หาวิธีทำให้พระองค์พอพระทัย เพื่อออกไปพบเจ้าบ่าวเมื่อพระองค์เสด็จมา พระคริสตเจ้าทรงเรียกบางคนให้ตามเสด็จพระองค์ในชีวิตชนิดที่พระองค์เองทรงเป็นแบบอย่าง “บางคนเป็นขันทีตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา บางคนถูกทำให้เป็นขันที และบางคนทำตนเป็นขันทีเพราะเห็นแก่อาณาจักรสวรรค์ ผู้ที่เข้าใจได้ ก็จงเข้าใจเถิด” (มธ 19:12)
––––––––––––––––––––
ยน 1:50-51 ท่านจะเห็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก... บุตรแห่งมนุษย์ : พระเยซูเจ้าทรงกล่าวเป็นนัยว่า การที่พระองค์ทรงรู้จักนาธานาเอลผู้อยู่ใต้ต้นมะเดื่อนั้นเทียบไม่ได้เลยกับพันธกิจที่พระองค์จะทรงกระทำในภายหลัง บรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นลง : เรื่องนี้อ้างอิงถึงการนิมิตในพันธสัญญาเดิม (เทียบ ปฐก 28:10-19) ซึ่งยาโคบได้เห็นบรรดาทูตสวรรค์ขึ้นลงระหว่างสวรรค์และแผ่นดิน เรื่องราวนี้จึงบอกเป็นนัยว่าพระคริสตเจ้าเองเสด็จมาจากสวรรค์ด้วย และทรงเป็นคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

พระคริสตเจ้า “กับทูตสวรรค์ทั้งมวลของพระองค์”
CCC ข้อ 333 นับตั้งแต่การรับสภาพมนุษย์จนถึงการเสด็จสู่สวรรค์ พระชนมชีพของพระวจนาตถ์ผู้รับสภาพมนุษย์มีทูตสวรรค์คอยนมัสการและรับใช้อยู่ตลอดเวลา เมื่อพระเจ้า “ทรงส่งพระโอรสองค์แรกมาสู่โลกมนุษย์ พระองค์ตรัสว่า ‘ให้ทูตสวรรค์ทั้งหลายของพระเจ้า กราบนมัสการพระองค์เถิด’” (ฮบ 1:6) บทเพลงสรรเสริญของบรรดาทูตสวรรค์ในการสมภพของพระคริสตเจ้ายังคงดังก้องอยู่ตลอดมาในการขับร้องสรรเสริญของพระศาสนจักร “พระสิริรุ่งโรจน์จงมีแด่พระเจ้าในสวรรค์สูงสุด...” (ลก 2:14) บรรดาทูตสวรรค์คอยปกป้องพระเยซูเจ้าในปฐมวัย คอยปรนนิบัติรับใช้พระองค์ในถิ่นทุรกันดาร มาปลอบโยนเมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ในสวนเกทเสมนี ถ้าทรงประสงค์ พระองค์อาจทรงได้รับความช่วยเหลือจากทูตสวรรค์ให้พ้นจากเงื้อมมือของบรรดาศัตรู เช่นเดียวกับที่อิสราเอลเคยได้รับในอดีตด้วย บรรดาทูตสวรรค์ยังนำข่าวดีมาบอก ให้บรรดาคนเลี้ยงแกะรู้เรื่องการที่พระเจ้า เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และประกาศข่าวการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าให้บรรดาศิษย์รู้ บรรดาทูตสวรรค์จะปรากฏมาประกาศการเสด็จกลับมาของพระคริสตเจ้า และมารับใช้พระองค์ในการพิพากษามวลมนุษย์

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ที่ 21 เทศกาลธรรมดาบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 16:13-20) เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเข...
22/08/2026

วันอาทิตย์ที่ 21 เทศกาลธรรมดา
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 16:13-20)
เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเขตเมืองซีซารียาแห่งฟิลิปและตรัสถามบรรดาศิษย์ว่า “คนทั้งหลายกล่าวว่าบุตรแห่งมนุษย์เป็นใคร” เขาทูลตอบว่า “บ้างกล่าวว่าเป็นยอห์นผู้ทำพิธีล้าง บ้างกล่าวว่าเป็นประกาศกเอลียาห์ บ้างกล่าวว่าเป็นประกาศกเยเรมีย์หรือประกาศกองค์ใดองค์หนึ่ง”
พระองค์ตรัสกับเขาว่า “ท่านล่ะคิดว่าเราเป็นใคร” ซีโมน เปโตรทูลตอบว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า “ซีโมน บุตรของยอห์น ท่านเป็นสุขเพราะไม่ใช่มนุษย์ที่เปิดเผยให้ท่านรู้ แต่พระบิดาเจ้าของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผย เราบอกท่านว่า ท่านคือศิลา และบนศิลานี้ เราจะตั้งพระศาสนจักรของเรา ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้ เราจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกบนแผ่นดินนี้ จะผูกไว้ในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในแผ่นดินนี้ ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย” แล้วพระองค์ทรงกำชับบรรดาศิษย์มิให้บอกใครว่าพระองค์คือพระคริสตเจ้า”
––––––––––––––––––––
มธ 16 : 16-17 ในพระวรสารโดยนักบุญมัทธิว ซีโมนเปโตรเป็นคนแรกในบรรดาอัครสาวกผู้ได้กล่าวยืนยันว่า พระเยซูเจ้าคือพระเมสซียาห์ พระบุตรของพระเจ้า ผู้ทรงชีวิต นี่คือความจริงอันสำคัญยิ่งของความเชื่อที่พระบิดาทรงเปิดเผยให้แก่ท่านผ่านทางพระจิตเจ้า

พระเจ้าทรงพบกับมนุษย์
CCC ข้อ 50 มนุษย์ที่ใช้เหตุผลตามธรรมชาติ อาจรู้จักพระเจ้าได้อย่างมั่นใจโดยเริ่มจากผลงานต่างๆ ของพระองค์ แต่ก็ยังมีวิธีอื่นที่จะรู้จักพระเจ้าได้อีก วิธีการนี้มนุษย์ไม่อาจเข้าถึงได้เลยอาศัยพลังความสามารถของตนเท่านั้น วิธีการเช่นนี้ได้แก่ การเปิดเผยของพระเจ้า พระเจ้าทรงตัดสินพระทัยโดยอิสระที่จะทรงเปิดเผยและประทานพระองค์แก่มนุษย์ พระองค์ทรงทำเช่นนี้โดยทรงเปิดเผยพระธรรมล้ำลึกของพระองค์ ทรงมีแผนการแสดงพระทัยดีมาตั้งแต่นิรันดรในพระคริสตเจ้าสำหรับมวลมนุษย์ ทรงเปิดเผยแผนการนี้อย่างสมบูรณ์เมื่อทรงส่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา พระบุตรสุดที่รัก และพระจิตเจ้ามาให้เรา

ความเชื่อเป็นพระหรรษทานประการหนึ่ง
CCC ข้อ 153 เมื่อนักบุญเปโตรประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิตพระเยซูเจ้าทรงบอกเขาว่าเขามีความรู้นี้ไม่ใช่จากมนุษย์ แต่จากพระบิดาของพระองค์ “ผู้สถิตในสวรรค์” (มธ 16:17) ความเชื่อเป็นของประทานจากพระเจ้า เป็นคุณธรรมเหนือธรรมชาติที่พระเจ้าประทานให้ “เราจะแสดงความเชื่อเช่นนี้ได้ก็จำเป็นต้องมีพระหรรษทานของพระเจ้านำหน้าคอยช่วยเหลือ และมีพระจิตเจ้าคอยอนุเคราะห์อยู่ภายใน พระจิตเจ้าทรงเร้าจิตใจและทรงโน้มน้าวให้หันกลับมาหาพระเจ้า ทรงเปิดนัยน์ตาของสติปัญญาและประทาน “ให้กับทุกคนซึ่งความยินดีที่จะยอมรับความจริงและเชื่อความจริงนั้น””

พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง “จากความว่างเปล่า” (ex nihilo)
CCC ข้อ 298 เนื่องจากพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างได้จากความว่างเปล่า พระองค์ก็ประทานชีวิตวิญญาณให้แก่คนบาปอาศัยพระจิตเจ้าและทรงเนรมิตสร้างใจบริสุทธิ์แก่เขาได้ และยังประทานชีวิตร่างกายแก่ผู้ล่วงลับอาศัยการกลับคืนชีพ พระองค์ “ทรงเป็นผู้นำคนตายให้คืนชีพ และทรงทำให้สิ่งที่ยังไม่มีภาวะความเป็นอยู่ได้มีภาวะความเป็นอยู่” (รม 4:17) และเพราะอาศัยพระวาจาพระองค์ทรงทำให้แสงสว่างส่องในความมืดได้ พระองค์ยังประทานแสงสว่างแห่งความเชื่อแก่ผู้ที่ไม่รู้จักพระองค์ได้อีกด้วย

ข่าวดี – พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์
CCC ข้อ 424 เราได้รับพลังผลักดันของพระจิตเจ้าและพลังดึงดูดจากพระบิดา จึงเชื่อและประกาศความเชื่อถึงพระเยซูเจ้าว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (มธ 16:16) และบนความเชื่อเช่นนี้ของเปโตร ซึ่งเป็นเสมือนศิลา พระคริสตเจ้าทรงสถาปนาพระศาสนจักรของพระองค์

พระคริสตเจ้า
CCC ข้อ 440 พระเยซูเจ้าทรงรับการประกาศแสดงความเชื่อของเปโตรซึ่งยอมรับพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์ พร้อมกับทรงแจ้งถึงพระทรมานที่กำลังจะมาถึงของ “บุตรแห่งมนุษย์” พร้อมกันนั้นยังทรงเปิดเผยความหมายแท้จริงของการทรงเป็นกษัตริย์-พระเมสสิยาห์อีกด้วยว่าทรงเป็น “บุตรแห่งมนุษย์” โลกุตระผู้ซึ่ง “ลงมาจากสวรรค์” (ยน 3:13) และในพันธกิจการกอบกู้ยังทรงเป็นผู้รับใช้ผู้รับทรมาน “บุตรแห่งมนุษย์มิได้มาเพื่อให้ผู้อื่นรับใช้ แต่มาเพื่อรับใช้ผู้อื่น และมอบชีวิตของตนเป็นสินไถ่เพื่อมนุษย์ทั้งหลาย” (มธ 20:28) เพราะเหตุนี้ ความหมายแท้จริงของการเป็นกษัตริย์ของพระองค์จึงปรากฏชัดเจนเมื่อจะทรงถูกตรึงบนไม้กางเขน หลังจากที่ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วเท่านั้นเปโตรจะประกาศให้ประชากรรู้ได้ว่าทรงเป็นกษัตริย์ “ขอให้เผ่าพันธุ์อิสราเอลทั้งมวลรู้แน่เถิดว่าพระเจ้าทรงแต่งตั้งพระเยซูผู้นี้ที่ท่านทั้งหลายนำไปตรึงบนไม้กางเขนให้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสตเจ้า”(กจ 2:36)

พระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระเจ้า
CCC ข้อ 441 “บุตรของพระเจ้า” ในพันธสัญญาเดิม เป็นตำแหน่งที่ให้แก่ทูตสวรรค์ แก่ประชากรที่ทรงเลือกสรร แก่บรรดาบุตรของอิสราเอล และกษัตริย์ของเขา คำว่า “บุตรของพระเจ้า” นี้จึงหมายถึง “การเป็นบุตรบุญธรรม” ที่พระเจ้าทรงตั้งไว้เป็นความสัมพันธ์พิเศษระหว่างพระองค์กับสิ่งสร้าง เมื่อ “พระเมสสิยาห์-กษัตริย์” ที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ถูกเรียกว่า “บุตรของพระเจ้า” นามนี้จึงไม่จำเป็นต้องหมายความว่า ผู้นี้ตามความหมายตามตัวอักษรของคำ มีธรรมชาติเหนือมนุษย์ ประชาชนที่เรียกพระเยซูเจ้า “พระเมสสิยาห์ของอิสราเอล” ว่า “บุตรของพระเจ้า” จึงอาจไม่ต้องการบอกอะไรมากกว่านี้
CCC ข้อ 442 แต่นี่ไม่ใช่ในกรณีของเปโตรที่ประกาศว่าพระเยซูเจ้าทรงเป็น “พระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” เพราะพระเยซูเจ้าทรงตอบเขาอย่างสง่าว่า “มิใช่มนุษย์ที่เปิดเผยให้ท่านรู้ แต่พระบิดาเจ้าของเราผู้สถิตในสวรรค์ทรงเปิดเผย” (มธ 16:17) เปาโลก็จะกล่าวเช่นเดียวกันถึงการกลับใจของตนขณะที่กำลังเดินทางไปยังกรุงดามัสกัสว่า “พระเจ้าผู้ทรงเลือกสรรข้าพเจ้าไว้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา ก็ทรงเรียกข้าพเจ้าเดชะพระหรรษทานของพระองค์ และพอพระทัยที่จะแสดงพระบุตรของพระองค์ในตัวข้าพเจ้า เพื่อข้าพเจ้าจะได้ประกาศข่าวดีถึงพระบุตรแก่บรรดาคนต่างศาสนา...” (กท 1:15-16) “เขาเทศน์สอนในศาลาธรรมทันที ประกาศว่า พระเยซูเจ้าพระองค์นี้เป็นพระบุตรของพระเจ้า” (กจ 9:20) ตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว การรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าจะเป็นหัวใจของความเชื่อที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรดาอัครสาวก ซึ่งเปโตรได้ประกาศเป็นรากฐานของพระศาสนจักร
––––––––––––––––––––
มธ 16 : 18 พระคริสตเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อของซีโมน เป็น เปโตร แปลว่า “ศิลา” และพระองค์จะทรงตั้งพระศาสนจักรไว้บนศิลานี้ เปโตรจึงเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาอัครสาวก 12 องค์ อีกทั้งยังได้รับมอบพันธกิจที่พิเศษกว่าใครๆ ท่านมีหน้าที่ปกป้องคำสอนเที่ยงแท้ของพระคริสตเจ้า ทำหน้าที่เป็นดังจุดศูนย์รวมของความเป็นหนึ่งเดียว และเป็นนายชุมพาของบรรดาอัครสาวกและพระศาสนจักรทั้งครบ การเรียกพิเศษของเปโตรนี้คือจุดเริ่มต้นของศาสนบริการของเปโตร ซึ่งก็คือ สันตะสำนักที่สืบทอดตำแหน่งบิชอปแห่งกรุงโรมต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ สัญลักษณ์แห่งอำนาจของบิชอปในสังฆมณฑลของพระองค์ท่านก็คือ ธรรมาสน์ นั่นเอง ในภาษาละตินเรียกว่า cathedra

“กุญแจพระอาณาจักร”
CCC ข้อ 552 ในกลุ่มชายทั้งสิบสองคนนี้ ซีโมนเปโตรมีตำแหน่งเป็นที่หนึ่ง พระเยซูเจ้าทรงมอบพันธกิจพิเศษให้เขา เปโตรได้รับการเปิดเผยจากพระบิดาประกาศว่า “พระองค์คือพระคริสตเจ้าพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” (มธ 16:16) องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงประกาศแก่เขาว่า “ท่านคือศิลา และบนศิลานี้เราจะตั้งพระศาสนจักรของเรา ประตูนรกจะไม่มีวันชนะพระศาสนจักรได้” (มธ 16:18) พระคริสตเจ้า “ศิลาทรงชีวิต” ทรงยืนยันว่าพระศาสนจักรที่ทรงตั้งไว้บนเปโตรผู้เป็นดังศิลาจะมีชัยชนะเหนืออำนาจของความตาย เพราะความเชื่อที่เขาได้ประกาศ เปโตรจะคงเป็นหินผาที่ไม่มีวันสั่นคลอนของพระศาสนจักร เขาจะมีพันธกิจรักษาความเชื่อนี้ไว้ไม่ให้ลดลงเลย แต่จะช่วยคํ้าจุนพี่น้องไว้ในความเชื่อนี้ตลอดไป
CCC ข้อ 553 พระเยซูเจ้าทรงมอบอำนาจพิเศษแก่เปโตร “เราจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ท่าน ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกบนแผ่นดินนี้ จะผูกไว้ในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในแผ่นดินนี้ ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย” (มธ 16:19) “อำนาจถือกุญแจ” หมายถึงอำนาจดูแลบ้านของพระเจ้า คือพระศาสนจักรพระเยซูเจ้า “ผู้เลี้ยงแกะที่ดี” (ยน 10:11) ทรงยืนยันถึงบทบาทนี้หลังจากทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว “จงเลี้ยงดูแกะของเราเถิด” (ยน 21:15-17) อำนาจ “ผูกและแก้” จึงหมายถึงอำนาจที่จะอภัยบาป ที่จะตัดสินเรื่องคำสอนและระเบียบการปกครองในพระศาสนจักร พระเยซูเจ้าทรงมอบอำนาจนี้ให้แก่พระศาสนจักรผ่านทางการปฏิบัติงานของบรรดาอัครสาวก และโดยเฉพาะของเปโตร ซึ่งเป็นผู้เดียวที่ทรงเจาะจงมอบกุญแจพระอาณาจักรให้

“พระธรรมล้ำลึกศักดิ์สิทธิ์เรื่องเอกภาพของพระศาสนจักร”
CCC ข้อ 816 “นี่คือพระศาสนจักรหนึ่งเดียวของพระคริสตเจ้า […] ซึ่งพระผู้ไถ่ของเราเมื่อทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว ทรงมอบให้เปโตรเป็นผู้อภิบาลดูแล ทรงมอบให้ท่านและอัครสาวกคนอื่นๆ เป็นผู้เผยแผ่และปกครองดูแล […] พระศาสนจักรซึ่งถูกสถาปนาจัดให้เป็นสังคมที่มีระเบียบนี้ยังคงอยู่ในพระศาสนจักรคาทอลิกซึ่งมีผู้สืบตำแหน่งจากเปโตรและบรรดาพระสังฆราชที่มีความสัมพันธ์ กับท่านเป็นผู้ปกครองดูแล” พระกฤษฎีกาที่กล่าวถึงคริสตศาสนิกสัมพันธ์ของสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 ให้คำอธิบายว่า “อาศัยพระศาสนจักรคาทอลิกหนึ่งเดียวของพระคริสตเจ้า ซึ่งเป็น ‘ความช่วยเหลือนำความรอดพ้นมาให้มวลมนุษย์’ นี้ ทุกคนอาจเข้าถึงเครื่องมือทุกอย่างที่นำความรอดพ้นมาให้ได้ เราเชื่อว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงมอบขุมทรัพย์ทุกอย่างของพันธสัญญาใหม่ไว้กับคณะอัครสาวกที่มีเปโตรเป็นประมุข ทุกคนจำเป็นต้องเข้ามารวมเป็นเสมือนร่างกายเดียวกันอย่างสมบูรณ์เพื่อสถาปนาพระกายหนึ่งเดียวของพระคริสตเจ้าในโลกนี้ ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกของประชากรของพระเจ้าแล้วโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง”

พระศาสนจักรท้องถิ่นแต่ละแห่งก็เป็น “สากล” ด้วย
CCC ข้อ 834 พระศาสนจักรท้องถิ่นเป็นพระศาสนจักรคาทอลิกอาศัยความสัมพันธ์กับพระศาสนจักรท้องถิ่นแห่งหนึ่ง คือพระศาสนจักรแห่งกรุงโรม ซึ่ง “เป็นประธานความรัก” “พระศาสนจักรทั้งหมดคือบรรดาผู้มีความเชื่อซึ่งอยู่ทั่วไปทุกแห่งจำเป็นต้องมารวมอยู่กับพระศาสนจักรแห่งนี้เพราะความเป็นผู้นำอย่างเด่นชัด” “นับตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อพระวจนาตถ์ของพระเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์เสด็จลงมาอยู่กับเรา พระศาสนจักรทุกแห่งของบรรดาคริสตชนได้ยอมรับและยังถือว่าพระศาสนจักรซึ่งอยู่ที่นั่น (คือที่กรุงโรม) เป็นรากฐานมั่นคงหนึ่งเดียว และเป็นพระศาสนจักรใหญที่สุด จนว่าประตูนรกไม่มีวันที่จะเอาชนะพระศาสนจักรนี้ได้ตามพระสัญญาของพระผู้ไถ่”

คณะพระสังฆราชและสมเด็จพระสันตะปาปาผู้ทรงเป็นประมุข
CCC ข้อ 881 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตั้งให้ซีโมนคนเดียวที่ทรงให้นามว่า “เปโตร” เป็นศิลาตั้งพระศาสนจักรของพระองค์ และทรงมอบกุญแจ (พระศาสนจักร) ให้เขา ทรงแต่งตั้งเขาให้เป็นผู้อภิบาลดูแลฝูงแกะทั้งหมด “เห็นได้ชัดว่าบทบาทที่จะผูกและแก้ที่เปโตรได้รับนี้ยังได้ทรงมอบให้แก่คณะอัครสาวกที่รวมอยู่กับประมุขของตนอีกด้วย” บทบาทผู้อภิบาลนี้ของเปโตรและอัครสาวกคนอื่นๆ เกี่ยวข้องกับรากฐานของพระศาสนจักร บรรดาพระสังฆราชสืบต่อบทบาทนี้โดยมีสมเด็จพระสันตะปาปาทรงเป็นประมุข

สรุป - ผู้ร่วมพันธกิจ
CCC ข้อ 935 พระคริสตเจ้าทรงส่งบรรดาอัครสาวกและผู้สืบตำแหน่งต่อจากเขาออกไปประกาศความเชื่อและสถาปนาพระอาณาจักรของพระองค์ พระองค์ทรงตั้งเขาให้เป็นผู้ร่วมพันธกิจของพระองค์
CCC ข้อ 936 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแต่งตั้งเปโตรให้เป็นรากฐานที่แลเห็นได้ของพระศาสนจักรของพระองค์และทรงมอบกุญแจของพระศาสนจักรให้เขา พระสังฆราชของพระศาสนจักรแห่งกรุงโรม ผู้สืบตำแหน่งของเปโตร “เป็นประมุขของคณะพระสังฆราช เป็นผู้แทนของพระคริสตเจ้าและเป็นผู้อภิบาลพระศาสนจักรสากลในโลกนี้”
CCC ข้อ 937 สมเด็จพระสันตะปาปา “ทรงพระอำนาจสูงสุด สมบูรณ์ โดยตรงและสากลในการอภิบาลดูแลวิญญาณ”
––––––––––––––––––––
มธ 16 : 19 กุญแจแห่งอาณาจักรสวรรค์ : “กุญแจ” นี้แสดงถึงอำนาจที่เปโตรได้รับเพื่อปกครองพระศาสนจักร รวมถึงอำนาจแห่งการอภัยบาป การกำหนดข้อความเชื่อ และการประกาศเกี่ยวกับกฎระเบียบต่างๆ ด้วย นักบุญเปโตรและบรรดาบิชอปแห่งกรุงโรมผู้สืบตำแหน่งต่อจากท่าน จึงเป็นเครื่องหมายแห่งเอกภาพสำหรับพระศาสนจักรทั้งครบ พระศาสนจักรตระหนักดีเสมอเกี่ยวกับเรื่องการสืบทอดอำนาจนี้ ไปยังผู้ที่สืบตำแหน่งต่อจากนักบุญเปโตร คือบรรดาพระสันตะปาปา และการรับประกันความจริงนี้ได้รับการเสริมให้หนักแน่นยิ่งขึ้นด้วยข้อความเชื่อเรื่องความไม่ผิดพลั้งของพระสันตะปาปาในเรื่องความเชื่อและศีลธรรม ซึ่งได้รับการประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการในการประชุมสังคายนาวาติกันที่ 1 ปี ค.ศ. 1870

อำนาจสอนของพระศาสนจักร (Magisterium Ecclesiae)
CCC ข้อ 85 “หน้าที่ที่จะตีความหมายพระวาจาของพระเจ้าที่บันทึกไว้และที่ได้รับถ่ายทอดต่อกันมาทางวาจาได้อย่างถูกต้องนั้น พระศาสนจักรผู้มีอำนาจสอนเท่านั้นได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้และใช้อำนาจนี้ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า” ซึ่งได้แก่พระสังฆราชที่มีความสัมพันธ์กับพระสังฆราชแห่งกรุงโรมผู้สืบตำแหน่งของนักบุญเปโตร
CCC ข้อ 86 “อำนาจสั่งสอนนี้มิได้อยู่เหนือพระวาจาของพระเจ้า แต่รับใช้พระวาจา สอนแต่ความจริงที่ได้รับถ่ายทอดมา ในฐานะที่ความจริงนี้ได้รับมอบมาจากพระเจ้าโดยมีพระจิตเจ้าทรงช่วยเหลือ ผู้มีอำนาจสอนจึงต้องรับฟังพระวาจาด้วยความศรัทธา เก็บรักษาพระวาจาไว้ด้วยความเคารพ และอธิบายพระวาจาด้วยความซื่อสัตย์ และตักตวงเอาความจริงทุกข้อจากคลังแห่งความเชื่อหนึ่งเดียวนี้มาแสดงให้เห็นว่าเป็นข้อความจริงที่พระเจ้าทรงเผยให้เราต้องเชื่อ”

สรุป - พระอาณาจักรสวรรค์ในโลกนี้
CCC ข้อ 567 พระคริสตเจ้าทรงเริ่มสถาปนาพระอาณาจักรสวรรค์ในโลกนี้ “พระอาณาจักรนี้ปรากฏชัดแก่มนุษย์ในพระวาจา พระราชกิจและการประทับอยู่ของพระคริสตเจ้า” พระศาสนจักรเป็นเสมือนเมล็ดพันธุ์และจุดเริ่มต้นของพระอาณาจักรนี้ พระคริสตเจ้าทรงมอบกุญแจ (ซึ่งหมายถึง “อำนาจปกครอง”) ของพระศาสนจักรนี้ไว้กับเปโตร

สรุป - พระศาสนจักร
CCC ข้อ 869 พระศาสนจักรสืบเนื่องจากอัครสาวก – พระศาสนจักรถูกสถาปนาขึ้นบนรากฐานที่มั่นคง คืออัครสาวกทั้งสิบสององค์ของลูกแกะ พระศาสนจักรไม่มีวันถูกทำลายได้ พระศาสนจักรถูกรักษาไว้ในความจริงหลงผิดไม่ได้ พระคริสตเจ้าทรงปกครองพระศาสนจักรผ่านทางเปโตรและบรรดาอัครสาวกอื่นๆ ซึ่งยังคงอยู่ในบรรดาผู้สืบตำแหน่งของเขาเหล่านี้ คือในสมเด็จพระสันตะปาปาและคณะพระสังฆราช

การคืนดีกับพระศาสนจักร
CCC ข้อ 1444 เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้บรรดาอัครสาวกมีส่วนในอำนาจอภัยบาปได้เช่นเดียวกับพระองค์พระองค์ยังประทานให้เขามีอำนาจนำคนบาปเข้ามาคืนดีกับพระศาสนจักรได้ด้วย เหตุผลของบทบาทนี้ของเขาในพระศาสนจักรแสดงให้เห็นในพระวาจาที่พระคริสตเจ้าตรัสอย่างสง่าแก่เปโตรว่า “เราจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้ท่าน ทุกสิ่งที่ท่านจะผูกบนแผ่นดินนี้ จะผูกไว้ในสวรรค์ด้วย ทุกสิ่งที่ท่านจะแก้ในแผ่นดินนี้ ก็จะแก้ในสวรรค์ด้วย” (มธ 16:19) “เห็นได้ชัดว่าอำนาจผูกและแก้ที่ทรงมอบแก่ เปโตรนี้พระองค์ยังทรงมอบแก่คณะอัครสาวกที่รวมอยู่กับประมุขของตนด้วย” (มธ 18:18; 28:16-20)”

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดาบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 23:1-12)               เวลานั้น พระเ...
21/08/2026

วันเสาร์ สัปดาห์ที่ 20 เทศกาลธรรมดา
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมัทธิว (มธ 23:1-12)
เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่ประชาชนและบรรดาศิษย์ว่า “พวกธรรมาจารย์และชาวฟาริสีนั่งบนธรรมาสน์ของโมเสส ถ้าเขาสั่งสอนเรื่องใด ท่านจงปฏิบัติตามเถิด แต่อย่าปฏิบัติตามพฤติกรรมของเขา เพราะเขาพูด แต่ไม่ปฏิบัติ เขามัดสัมภาระหนักวางบนบ่าคนอื่น แต่เขาเองไม่ปรารถนาแม้แต่จะขยับนิ้วไปยกขึ้น เขาทำกิจการทุกอย่างเพื่อให้คนเห็น เช่น เขาขยายกลักบรรจุพระวาจาให้ใหญ่ขึ้น ผ้าคลุมของเขามีพู่ยาวกว่าของคนอื่น เขาชอบที่นั่งมีเกียรติในงานเลี้ยง ชอบนั่งแถวหน้าในศาลาธรรม ชอบให้ผู้คนคำนับตามลานสาธารณะ ชอบให้ทุกคนเรียกว่า ‘รับบี’
ส่วนท่านทั้งหลาย อย่าให้ผู้ใดเรียกว่า ‘รับบี’ เพราะอาจารย์ของท่านมีเพียงผู้เดียวและทุกคนเป็นพี่น้องกัน ในโลกนี้อย่าเรียกผู้ใดว่า ‘บิดา’ เพราะว่าพระบิดาของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระบิดาในสวรรค์ อย่าให้ผู้ใดเรียกท่านว่า ‘อาจารย์’ เพราะพระอาจารย์ของท่านมีเพียงพระองค์เดียวคือพระคริสตเจ้า ในกลุ่มของท่าน ผู้ใดเป็นใหญ่จะต้องเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น ผู้ใดที่ยกตนขึ้น จะถูกกดให้ต่ำลง ผู้ใดถ่อมตนลง จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น”
––––––––––––––––––––
มธ 23:1-36 พระคริสตเจ้าตรัสถึงคำสอนเรื่องการปฏิบัติธรรมบัญญัติของพวกธรรมาจารย์และชาวฟาริสีว่า เป็นการบกพร่องในคุณธรรมความสุภาพถ่อมตน พระองค์ทรงใช้คำว่า คนหน้าซื่อใจคด เพื่อหมายถึงผู้คอยสาละวนอยู่กับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ภายนอก โดยไม่สนใจต่อสิ่งที่ลึกและสำคัญกว่านั้น ซึ่งก็คือจิตตารมณ์ที่แฝงอยู่ในบทบัญญัตินั่นเอง
––––––––––––––––––––
มธ 23:2 ธรรมาสน์ของโมเสส : วลีนี้หมายถึงอำนาจการสอนของบรรดาธรรมาจารย์และชาวฟาริสี

อำนาจสอนของพระศาสนจักร (Magisterium Ecclesiae)
CCC ข้อ 85 “หน้าที่ที่จะตีความหมายพระวาจาของพระเจ้าที่บันทึกไว้และที่ได้รับถ่ายทอดต่อกันมาทางวาจาได้อย่างถูกต้องนั้น พระศาสนจักรผู้มีอำนาจสอนเท่านั้นได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้และใช้อำนาจนี้ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้า” ซึ่งได้แก่พระสังฆราชที่มีความสัมพันธ์กับพระสังฆราชแห่งกรุงโรมผู้สืบตำแหน่งของนักบุญเปโตร
––––––––––––––––––––
มธ 23:5 กลักบรรจุพระวาจา : ในภาษาแอราเมอิก คำว่า teffin หมายถึง กล่องเล็กๆ บรรจุม้วนพระวาจา ที่ชาวฟาริสีใช้สำหรับสวมไว้ที่หน้าผากและติดไว้ที่แขนซ้ายในขณะสวดภาวนา (เทียบ ฉธบ 6:4) ชายเสื้อ : หมายถึงพู่ที่ชาวยิวห้อยไว้บริเวณชายเสื้อของพวกเขา (เทียบ กดว 15:38-39; ฉธบ 22:12 ) กลักเหล่านี้ถูกใช้เพื่อทำให้พระบัญญัติของพระเจ้าคงอยู่ต่อหน้าต่อตาประชาชนชาวยิวเสมอ

พระบัญญัติสิบประการในพระคัมภีร์
CCC ข้อ 2057 พระบัญญัติสิบประการเข้าใจได้โดยเฉพาะในบริบทของการอพยพซึ่งเป็นกิจการช่วยให้รอดพ้นที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ไม่ว่าพระบัญญัติสิบประการนี้จะเรียบเรียงไว้เป็นข้อห้าม หรือเป็นคำสั่ง (เช่น “จงนับถือบิดามารดาของท่าน”) ก็ล้วนแสดงเงื่อนไขสำหรับชีวิตที่ได้รับการช่วยให้พ้นจากการเป็นทาสของบาปแล้ว พระบัญญัติสิบประการเป็นแนวทางชีวิต “ถ้า […] ท่านจะรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านและเดินตามวิถีทางของพระองค์ ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ข้อกำหนดและกฎเกณฑ์ของพระองค์แล้ว ท่านจะมีชีวิตและทวีจำนวนขึ้น” (ฉธบ 30:16) พลังช่วยให้รอดพ้นของพระบัญญัติสิบประการนี้ปรากฏให้เห็น เช่น ในบัญญัติให้พักผ่อนในวันสับบาโตที่กำหนดไว้ทั้งสำหรับคนต่างด้าวและบรรดาทาสด้วย “จงจำไว้ว่าท่านเคยเป็นทาสในแผ่นดินอียิปต์ และองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านทรงใช้พระหัตถ์ทรงฤทธิ์และพระอานุภาพยิ่งใหญ่นำท่านออกจากที่นั่น” (ฉธบ 5:15)
CCC ข้อ 2058 พระบัญญัติสิบประการสรุปและประกาศกฎของพระเจ้า “องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสพระวาจาเหล่านี้แก่ท่านทุกคนที่มาชุมนุมกันที่ภูเขาด้วยพระสุรเสียงดังจากกองไฟ จากเมฆและความมืดทึบหลังจากนั้นพระองค์ไม่ได้ตรัสอะไรอีก พระองค์ทรงจารึกพระวาจานี้ไว้บนศิลาสองแผ่นและทรงมอบให้ข้าพเจ้า” (ฉธบ 5:22) เพราะฉะนั้น ศิลาสองแผ่นนี้จึงเรียกว่า “แผ่นศิลาจารึก” (หรือ “คำยืนยัน” หรือ “คำสั่ง” หรือ “ข้อกำหนด”) (อพย 25:16) เพราะแผ่นศิลาจารึกเหล่านี้บรรจุเงื่อนไขพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระเจ้ากับประชากรของพระองค์ จึงจำเป็นต้องบรรจุ “แผ่นศิลาจารึก” เหล่านี้ (อพย 31:18; 32:15; 34:29) ไว้ใน “หีบ (พันธสัญญา)” (อพย 25:16; 40:1-3)
CCC ข้อ 2059 พระเจ้าทรงประกาศพระบัญญัติสิบประการ (“พระวาจาสิบคำ”) ในระหว่างการแสดงพระองค์บนภูเขาซีนาย (“พระองค์ตรัสแก่ท่านโดยตรงจากกองไฟบนภูเขา” ฉธบ 5:4) การที่ทรงแสดงพระองค์และพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์นี้เป็นเรื่องของการเปิดเผย (revelation) การประทานพระบัญญัติจึงเป็นการประทานพระเจ้าพระองค์เองและพระประสงค์ศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ทำให้เรารู้พระประสงค์ของพระองค์ พระเจ้าทรงเปิดเผยพระองค์แก่ประชากรของพระองค์
CCC ข้อ 2060 การประทานธรรมบัญญัติและกฎหมายจึงเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับประชากรของพระองค์ ในหนังสืออพยพ “พระบัญญัติสิบประการ” ได้รับการเปิดเผยในกระบวนการระหว่างการเสนอพันธสัญญา กับการทำสัตยาบรรณของการนี้ - หลังจากที่ประชากรผูกมัดตนเองเพื่อ “ทำ” สิ่งใดไม่ว่าที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสและ “เชื่อฟัง” พระองค์พระบัญญัติสิบประการไม่เคยได้รับการถ่ายทอดต่อมาเลยถ้าไม่ได้กล่าวถึงการทำพันธสัญญาเสียก่อน (“องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงทำพันธสัญญาไว้กับเราที่ภูเขาโฮเรบ” ฉธบ 5:2)
CCC ข้อ 2061 พระบัญญัติมีความหมายสมบูรณ์ภายในพันธสัญญา พระคัมภีร์สอนว่าความประพฤติของมนุษย์มีความหมายสมบูรณ์ในพันธสัญญาและโดยทางพันธสัญญา พระบัญญัติประการแรกจาก “พระบัญญัติสิบประการ” ก่อนอื่นใดหมดเตือนให้ระลึกถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อประชากรของพระองค์ “เนื่องจากการที่มนุษย์ได้ตกลงมาจากอิสรภาพแห่งสวนอุทยานมารับสภาพการเป็นทาสในโลกนี้ข้อความแรกของพระบัญญัติสิบประการจึงเป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าที่กล่าวถึงอิสรภาพ ตรัสว่า ‘เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน เป็นผู้นำท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ให้พ้นจากการเป็นทาส’ (เทียบ อพย 20:2; ฉธบ 5:6)”
––––––––––––––––––––
มธ 23:9 อย่าเรียกผู้ใดว่า บิดา : พระคริสตเจ้าทรงสอนบรรดาศิษย์ว่า อย่าแสวงหาเกียรติยศชื่อเสียง หรือให้ใครมีอำนาจเหนือพระเจ้าพระบิดา คำว่า “รับบี” หรือ “บิดา” เป็นคำเรียกที่มักใช้กับครูบาอาจารย์ ดังเครื่องหมายแสดงถึงความเคารพสูงสุด พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาผู้ครบครันและพระอาจารย์ผู้รอบรู้อย่างไม่มีใครเทียบได้ ไม่ได้มีการห้ามใช้คำว่า “พ่อ” สำหรับเรียกบิดาผู้ให้กำเนิดหรือบิดาเลี้ยงหรือผู้ได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์ อันที่จริงบรรดาอัครสาวกกล่าวถึงตนเองว่าเป็นดังสงฆ์ผู้ดูแลจิตวิญญาณ ส่วนคริสตชนในชุมชนต่างๆ ที่บรรดาอัครสาวกตั้งขึ้นนั้นก็คือบุตรของพวกท่านเอง (เทียบ 1คร 4:14-15; 1ปต 5:13; กท 4:19)

การมีบุตรของคู่สมรส
CCC ข้อ 2367 คู่สมรสที่ได้รับเรียกมาเพื่อให้ชีวิตย่อมมีส่วนร่วมกับพระอานุภาพเนรมิตสร้างและความเป็นบิดาของพระเจ้า “คู่สมรสต้องคิดว่าเป็นพันธกิจโดยเฉพาะของเขาที่จะทำหน้าที่สืบทอดชีวิตมนุษย์และอบรมสั่งสอนบุตร เขารู้ดีว่าตนเป็นผู้ร่วมงานแห่งความรักของพระเจ้าและเป็นผู้แสดงให้เห็นความรักนี้ ดังนั้น เขาจะปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความรับผิดชอบแบบมนุษย์และแบบคริสตชน”
––––––––––––––––––––
มธ 23:12 ผู้ใดที่ยกตนขึ้น... จะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น : การเรียกร้องให้เป็นคนสุภาพถ่อมตนในที่นี้คล้ายกับคำเตือนสอนของพระคริสตเจ้าก่อนหน้านี้ ที่บอกให้กลายเป็น “เหมือนเด็กเล็กๆ” เพื่อจะได้เข้าในพระอาณาจักรสวรรค์ (มธ 18:3-4)

พระธรรมล้ำลึกการสมภพ
CCC ข้อ 526 “การกลับเป็นเด็ก” ในความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นเงื่อนไขเพื่อจะเข้าพระอาณาจักรได้ เพื่อจะทำเช่นนี้ได้ จึงจำเป็นต้องถ่อมตน กลายเป็นคนไม่มีความสำคัญ ยิ่งกว่านั้นยังจำเป็นต้อง “เกิดใหม่” (ยน 3:7) คือเกิดจากพระเจ้า เพื่อใครคนหนึ่งจะเป็นบุตรของพระเจ้าได้ พระธรรมล้ำลึกการสมภพของพระคริสตเจ้าจะสำเร็จสมบูรณ์ก็เมื่อพระคริสตเจ้า “จะปรากฏอยู่ในเราอย่างชัดเจน” การสมภพของพระเยซูเจ้าจึงเป็นพระธรรมล้ำลึกแห่ง “การแลกเปลี่ยนน่าพิศวง” นี้ “การแลกเปลี่ยนเช่นนี้น่าพิศวงจริง พระผู้เนรมิตสร้างมนุษยชาติทรงรับร่างกายที่มีชีวิตมาบังเกิดจากพระนางพรหมจารี และเมื่อทรงถ่อมพระองค์สมภพเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ประทานพระเทวภาพของพระองค์ให้แก่เรา”

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

ที่อยู่

122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ. นนทรี 14 ถ. นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66973301071

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ:

ทางลัด

แชร์