แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ แผนกคริสตศาสนธรรม ฝ่ายงานอภิบาล อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันอังคาร สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดาบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก (มก 10:28-31)  เวลานั้น เปโตรทูลพระเยซูเ...
25/05/2026

วันอังคาร สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญมาระโก (มก 10:28-31)
เวลานั้น เปโตรทูลพระเยซูเจ้าว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สละทุกสิ่งและติดตามพระองค์แล้ว” พระเยซูเจ้าตรัสว่า “เราบอกความจริงกับท่านว่า ไม่มีใครที่ละทิ้งบ้านเรือน พี่น้องชายหญิง บิดามารดา บุตรหรือไร่นาเพราะเห็นแก่เรา และเพราะเห็นแก่ข่าวดี จะไม่ได้รับการตอบแทนร้อยเท่าในโลกนี้ เขาจะได้บ้านเรือน พี่น้องชายหญิง มารดา บุตร ไร่นา พร้อมกับการเบียดเบียนและในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร หลายคนที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับเป็นกลุ่มสุดท้าย และกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก”
––––––––––––––––––––
มก 10:17-31 พระคริสตเจ้าทรงสอนว่า เพื่อปฏิบัติจิตตารมณ์ความยากจนด้วยสิ้นสุดจิตใจนั้นจำเป็นต้องเป็นผู้ติดตามเที่ยงแท้ของพระคริสตเจ้า หากผู้หนึ่งปฏิบัติตามพระบัญญัติอย่างสมบูรณ์แท้จริง เขาต้องตัดสละตนเองจากทุกสิ่งที่มีเพื่อติดตามพระคริสตเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ ความเศร้าโศกของเขาสะท้อนให้เห็นถึงผลที่ตามมาของการอยู่ห่างไกลจากพระองค์ ขณะที่พระคริสตเจ้าทรงยกย่องการถือตามบัญญัติของเขา พระองค์ยังทรงต้องการให้เขามอบตนเองทั้งครบเพื่อจะได้รับความชื่นชมยินดีและสันติสุขที่มาจากชีวิตของพระคริสตเจ้าด้วย

การมีจิตใจยากจน
CCC ข้อ 2544 พระเยซูเจ้าทรงสั่งบรรดาศิษย์ให้ถือว่าพระองค์สำคัญมากกว่าทุกสิ่งและทุกคน และยังทรงเสนอให้เขาสละทุกสิ่งที่ตนมีเพราะพระองค์และเพราะข่าวดี ไม่นานก่อนที่จะทรงรับทรมาน พระองค์ทรงเสนอหญิงม่ายชาวกรุงเยรูซาเล็มให้เป็นตัวอย่างแก่เขา หญิงม่ายผู้นี้ ทั้งๆ ที่ขัดสน ได้ให้ทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับเลี้ยงชีพมาทำทาน บัญญัติให้มีใจเป็นอิสระไม่ผูกพันกับทรัพย์สมบัติเป็นข้อบังคับที่จำเป็นเพื่อจะเข้าในอาณาจักรสวรรค์ได้
CCC ข้อ 2545 คริสตชนผู้มีความเชื่อทุกคนต้องเอาใจใส่ “จัดลำดับความรักของตนให้ถูกต้อง เพื่อมิให้การใช้สิ่งของต่างๆ ทางโลกและการติดใจกับทรัพย์สมบัติซึ่งตรงข้ามกับจิตตารมณ์ความยากจนตามพระวรสารขัดขวางเขาไม่ให้บรรลุถึงความรักที่สมบูรณ์ได้”
CCC ข้อ 2546 “ผู้มีใจยากจนย่อมเป็นสุข” (มธ 5:3) ความสุขแท้ในพระวรสารเปิดเผยลำดับของความสุขและพระหรรษทาน ของความงดงามและสันติ พระเยซูเจ้าทรงเฉลิมฉลองความยินดีของผู้ยากจนที่อาณาจักรสวรรค์เป็นของเขาแล้ว “ข้าพเจ้าคิดว่าพระวจนาตถ์ทรงเรียกความสุภาพถ่อมตนโดยสมัครใจว่า ‘การมีจิตใจยากจน’ และท่านอัครสาวก (เปาโล) แสดงแบบอย่างความยากจนของพระเจ้าให้เราเห็นเมื่อท่านกล่าวว่า ‘แม้ทรงร่ำรวย พระองค์ก็ยังทรงยอมกลายเป็นคนยากจนเพราะเห็นแก่เรา’ (2 คร 8:9)”
––––––––––––––––––––
มก 10:22 จากไปด้วยความทุกข์ : นักบุญออกัสตินเขียนไว้ในหนังสือลือนามของท่านที่ชื่อ “คำสารภาพ” (Confessions) ว่า “จิตใจของเราจะยังไม่สงบ จนกว่าจะได้พักอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า” การยึดติดกับความร่ำรวยและทรัพย์สินของโลกนี้ไม่สามารถไปควบคู่กับความศักดิ์สิทธิ์ได้ และผลที่ตามมาก็ทำให้การประกาศพระวรสารเป็นไปไม่ได้ด้วยเช่นกัน ความสุขแท้จริงจะเป็นไปได้เฉพาะจากการมอบตนเองทั้งครบแด่พระคริสตเจ้าและปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระองค์อย่างสมบูรณ์เท่านั้น

อุปสรรคของการอธิษฐานภาวนา
CCC ข้อ 2728 ในที่สุด การต่อสู้ของเราต้องเผชิญกับสิ่งที่เรารู้สึกว่าทำให้การอธิษฐานภาวนาของเราต้องล้มเหลว นั่นคือความรู้สึกมีใจแห้งแล้ง รู้สึกเป็นทุกข์ที่เราไม่ได้ถวายทุกสิ่งทุกอย่างแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะเรามี “ทรัพย์สมบัติจำนวนมาก” รู้สึกผิดหวังเพราะพระองค์ไม่ทรงฟังความต้องการของเรา รู้สึกเสียหน้าที่ต้องยอมรับว่าตนเป็นคนบาปที่ไม่เหมาะสม การไม่ยอมรับว่าการอธิษฐานภาวนาเป็นของประทานล้วนๆ จากพระเจ้า ฯลฯ ข้อสรุปจึงเป็นอย่างเดียวเสมอ คืออธิษฐานภาวนาไปทำไม เพื่อจะเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ เราจำเป็นต้องต่อสู้ด้วยความสุภาพถ่อมตน ด้วยความไว้วางใจ และด้วยความพากเพียรอดทน
––––––––––––––––––––
มก 10:25-27 พระคริสตเจ้าทรงใช้การเปรียบเทียบเรื่องอูฐและรูเข็ม เพื่ออธิบายถึงความเป็นไปไม่ได้ ที่คนยึดติดกับความร่ำรวยจะเข้าในสวรรค์ พวกเขามิได้ถูกห้ามเข้าสวรรค์ แต่เป็นการยึดติดกับความมั่งคั่งของพวกเขานั่นแหละที่เป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่ซึ่งพวกเขาจะเอาชนะได้ยาก

“พระอาจารย์ ข้าพเจ้าต้องทำ […] อะไร...
CCC ข้อ 2053 พระองค์ยังทรงเสริมคำตอบแรกนี้อีกว่า “ถ้าท่านอยากเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์ จงไปขายทุกสิ่งที่มี มอบเงินให้คนยากจน และท่านจะมีขุมทรัพย์ในสวรรค์ แล้วจงติดตามเรามาเถิด” (มธ 19:21) บัญญัติข้อนี้ไม่ลบล้างข้อแรก การติดตามพระคริสตเจ้ารวมบทบัญญัติทุกข้อ ธรรมบัญญัติไม่ถูกลบล้าง แต่เชิญชวนมนุษย์ให้พบธรรมบัญญัติในพระบุคคลของพระอาจารย์ซึ่งเป็นผู้ปรับปรุงธรรมบัญญัติให้สมบูรณ์ ในพระวร สารสหทรรศน์ทั้งสามฉบับ พระวาจาที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกเศรษฐีหนุ่มให้เป็นศิษย์ติดตามพระองค์ด้วยความเชื่อฟังและปฏิบัติตามบทบัญญัติยังทรงเสริมการเรียกให้ปฏิบัติความยากจนและความบริสุทธิ์ คำแนะนำของพระวรสารแยกไม่ออกจากบทบัญญัติ
––––––––––––––––––––
มก 10:28-31 เราถูกเรียกให้ตั้งพระคริสตเจ้าอยู่เหนือสิ่งอื่นใด รวมทั้งอยู่เหนือความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย รางวัลของการสละทุกสิ่งเพื่อติดตามพระคริสตเจ้านั้นมีค่าเหนือการตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้นในโลกนี้ ดังวลีที่ว่า “การตอบแทนร้อยเท่า” ในชีวิตนี้และชีวิตนิรันดรในสวรรค์ พระเจ้าทรงเรียกบางคนให้รับใช้พระองค์อย่างสมบูรณ์มากกว่าในชีวิตแห่งการถวายตนแด่พระองค์

การเป็นพรหมจารีเพื่อพระอาณาจักร
CCC ข้อ 1618 พระคริสตเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางของชีวิตคริสตชนทั้งหมด ความสัมพันธ์กับพระองค์จึงมีความสำคัญมากกว่าความสัมพันธ์อื่นๆ ทั้งหมดด้านครอบครัวหรือสังคม นับตั้งแต่สมัยแรกของพระศาสนจักรแล้ว มีชายและหญิงหลายคนที่ได้สละผลดียิ่งใหญ่ของการสมรสเพื่อติดตามลูกแกะไปทุกแห่งที่พระองค์เสด็จ เพื่อจะได้สาละวนในการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า หาวิธีทำให้พระองค์พอพระทัย เพื่อออกไปพบเจ้าบ่าวเมื่อพระองค์เสด็จมา พระคริสตเจ้าทรงเรียกบางคนให้ตามเสด็จพระองค์ในชีวิตชนิดที่พระองค์เองทรงเป็นแบบอย่าง “บางคนเป็นขันทีตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา บางคนถูกทำให้เป็นขันที และบางคนทำตนเป็นขันทีเพราะเห็นแก่อาณาจักรสวรรค์ ผู้ที่เข้าใจได้ ก็จงเข้าใจเถิด” (มธ 19:12)

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดาบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น (ยน 19:25-34)              เวลานั้น พระมา...
24/05/2026

วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 8 เทศกาลธรรมดา
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น (ยน 19:25-34)
เวลานั้น พระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงยืนอยู่ข้างไม้กางเขนของพระองค์พร้อมกับน้องสาวของพระนาง มารีย์ภรรยาของเคลโอปัส และมารีย์ชาวมักดาลา เมื่อพระเยซูเจ้าทรงเห็นพระมารดาและศิษย์ที่รักยืนอยู่ใกล้ๆ จึงตรัสกับพระมารดาว่า “แม่ นี่คือลูกของแม่” แล้วตรัสกับศิษย์ผู้นั้นว่า “นี่คือแม่ของท่าน” ตั้งแต่เวลานั้น ศิษย์ผู้นั้นก็รับพระนางเป็นมารดาของตน
หลังจากนั้น พระเยซูเจ้าทรงทราบว่าทุกสิ่งสำเร็จแล้ว จึงตรัสว่า “เรากระหาย” พระคัมภีร์ตอนนี้จึงเป็นจริงด้วย ที่นั่นมีภาชนะใบหนึ่งบรรจุน้ำองุ่นเปรี้ยวจนเต็มวางอยู่ ทหารจึงใช้ฟองน้ำชุบน้ำองุ่นเปรี้ยวเสียบปลายกิ่งหุสบยื่นถึงพระโอษฐ์ พระเยซูเจ้าทรงจิบน้ำองุ่นเปรี้ยวแล้ว ตรัสว่า “สำเร็จบริบูรณ์แล้ว” พระองค์ทรงเอนพระเศียร สิ้นพระชนม์
วันนั้นเป็นวันเตรียมฉลอง ชาวยิวไม่ต้องการให้ศพค้างอยู่บนไม้กางเขนในวันสับบาโต เพราะวันสับบาโตวันนั้นเป็นวันฉลองยิ่งใหญ่ เขาจึงขออนุญาตปีลาตให้ทุบขาผู้ที่ถูกตรึงและนำศพไป บรรดาทหารทุบขาคนทั้งสองคนซึ่งถูกตรึงพร้อมกับพระองค์ เมื่อทหารมาถึงพระเยซูเจ้าและเห็นว่าพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว จึงมิได้ทุบขาของพระองค์ แต่ทหารคนหนึ่งใช้หอกแทงด้านข้างพระวรกาย โลหิตและน้ำก็ไหลออกมาทันที
––––––––––––––––––––
ยน 19:25-27 หญิงเอ๋ย : ในงานมงคลสมรสที่เมืองคานา พระคริสตเจ้าทรงเรียกพระมารดาของพระองค์ด้วยคำว่า “สตรี” เป็นคำที่ชวนให้ระลึกถึง เอวา “สตรี” แห่งสวนเอเดน ความนอบน้อมเชื่อฟังของพระนางมารีย์ต่อพระเจ้าได้พลิกกลับบาปที่เอวาได้ทำ ด้วยเหตุนี้ พระศาสนจักรจึงได้ยกย่องพระนางมารีย์เป็น เอวาใหม่ นี่คือแม่ของท่าน : เป็นคำตรัสที่มอบความไว้วางใจต่อศิษย์สุดที่รักให้ดูแลมารดาของพระองค์ และมอบศิษย์ให้แด่มารดาของพระองค์ พระคริสตเจ้าทรงแต่งตั้งพระนางมารีย์ให้เป็นมารดาของพระศาสนจักร พระนางจึงทรงเป็นมารดาฝ่ายจิตของบรรดาคริสตชนผู้มีความเชื่อ คำว่า ศิษย์ “ที่พระเยซูเจ้าทรงรัก” มักเป็นคำที่ใช้หมายถึง ร่างกายทั้งครบของพระศาสนจักร ในบทวันทามารีย์ เราวอนขอพระมารดา “โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาป บัดนี้และเมื่อจะตาย” เพื่อวอนขอให้พระนางประทับกับเราในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ดังที่พระนางได้ทรงอยู่แทบเชิงไม้กางเขนของพระคริสตเจ้า

พระนางมารีย์ทรงเป็นพระมารดาของพระเจ้า
CCC ข้อ 495 พระนางมารีย์ ซึ่งในพระวรสารได้รับพระนามว่า “พระมารดาของพระเยซูเจ้า” (ยน 2:1; 19:25) แม้ก่อนจะประสูติพระบุตร นางเอลีซาเบธก็ได้รับการดลใจจากพระจิตเจ้าประกาศว่าพระนางทรงเป็น “พระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้า” (ลก 1:43) แล้ว พระองค์ที่พระนางได้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์เดชะพระจิตเจ้า และทรงรับสภาพมนุษย์มาเป็นพระบุตรของพระนางนี้ก็มิใช่ผู้ใดอื่นจากพระบุตรนิรันดรของพระบิดา พระบุคคลที่สองของพระตรีเอกภาพ พระศาสนจักรประกาศว่าพระนางมารีย์ทรงเป็นพระมารดาของพระเจ้า (Theotokos) โดยแท้จริง

พระนางมารีย์ “ผู้ทรงเป็นพรหมจารีเสมอ”
CCC ข้อ 501 พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระบุตรเพียงพระองค์เดียวของพระนางมารีย์ แต่ความเป็นพระมารดาฝ่ายจิตของพระนางมารีย์แผ่ขยายครอบคลุมมนุษย์ทุกคนที่พระองค์เสด็จมาทรงกอบกู้ “พระนางประสูติพระบุตรซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดให้เป็นบุตรคนแรกในบรรดาพี่น้องจำนวนมาก (เทียบรม 8:29) ซึ่งหมายถึงผู้มีความเชื่อที่พระนางทรงร่วมมือให้กำเนิดและอบรมสั่งสอนด้วยความรักเยี่ยงมารดา”

“วันทา ท่านผู้เปี่ยมด้วยพระหรรษทาน”
CCC ข้อ 726 พระพันธกิจนี้ของพระจิตเจ้าจบลงเมื่อพระนางมารีย์ทรงเป็น “หญิง” เป็นเหมือนกับ “นางเอวาคนใหม่” ซึ่งเป็น “มารดาของผู้มีชีวิตทั้งหลาย” พระนางทรงเป็นพระมารดา “ของพระคริสตเจ้าทั้งองค์” (totius Christi) เมื่อเป็นเช่นนี้ พระคัมภีร์จึงกล่าวถึงพระนางว่าทรง “ร่วมภาวนาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน” พร้อมกับศิษย์ทั้งสิบสองคน (กจ 1:14) ในช่วงเริ่มแรกของ “ยุคสุดท้าย” ตอนเช้าของวันเปนเตกอสเตเมื่อพระศาสนจักรแสดงตนแก่มวลมนุษย์

พระนางมารีย์ – พระมารดาของพระคริสตเจ้า พระมารดาของพระศาสนจักร
CCC ข้อ 963 หลังจากที่เราได้กล่าวถึงบทบาทของพระนางพรหมจารีในพระธรรมล้ำลึกเรื่องพระคริสตเจ้าและพระจิตเจ้าแล้ว บัดนี้เราต้องพิจารณาว่าพระนางทรงอยู่ที่ไหนในพระธรรมล้ำลึกของพระศาสนจักรด้วย “พระนางพรหมจารีมารีย์ […] ทรงเป็นที่ยอมรับและได้รับเกียรติเป็นพระมารดาของพระเจ้า และพระผู้ไถ่โดยแท้จริง […] ยิ่งกว่านั้น พระนางยังเป็นมารดาอย่างสมบูรณ์ของส่วนต่าง ๆ ของพระวรกาย (ของพระคริสตเจ้า)... เพราะพระนางทรงร่วมงานไถ่กู้นี้ด้วยความรักเพื่อให้บรรดาผู้มีความเชื่อได้เกิดในพระ ศาสนจักร เป็นเสมือนส่วนต่าง ๆ ของ (พระคริสตเจ้าผู้ทรงเป็น) ศีรษะ” “พระนางมารีย์พระมารดาของพระคริสตเจ้าจึงทรงเป็นพระมารดาของพระศาสนจักรอีกด้วย”

พระนางทรงเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์กับพระบุตรของพระนาง
CCC ข้อ 964 บทบาทของพระนางมารีย์ต่อพระศาสนจักรนั้นแยกไม่ออกจากความสัมพันธ์ของพระนาง กับพระคริสตเจ้า และยังสืบเนื่องมาจากความสัมพันธ์นี้ด้วย “ความสัมพันธ์นี้ของพระนางมารีย์กับพระบุตรในงานไถ่กู้เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่เวลาที่พระคริสตเจ้าทรงปฏิสนธิจากพระนางพรหมจารีจนถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์” ความสัมพันธ์นี้เห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในเวลาที่ทรงรับทรมาน “พระนางพรหมจารียังทรงก้าวหน้าอยู่เสมอในวิถีทางแห่งความเชื่อ และทรงรักษาความสัมพันธ์ของพระนางกับพระบุตรไว้อย่างมั่นคงจนถึงไม้กางเขนที่ซึ่งพระนางทรงยืนอยู่ด้วยตามแผนการที่พระเจ้าทรงจัดไว้ (เทียบ ยน 19:25) ทรงร่วมทุกข์อย่างแสนสาหัสกับพระบุตรแต่องค์เดียวของพระนางและร่วมถวายตนด้วยจิตใจเยี่ยงมารดาเป็นบูชาร่วมกับพระบุตร เต็มพระทัยยอมถวายพระบุตรที่ทรงบังเกิดจากพระนางเป็นเครื่องบูชาด้วยความรัก และในที่สุดพระนางยังทรงรับเป็นมารดาของศิษย์ที่พระเยซูเจ้าซึ่งกำลังจะสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนทรงมอบให้ด้วยพระวาจาที่ตรัสว่า “แม่ นี่คือลูกของแม่” (เทียบ ยน 19:26-27)

ในความสัมพันธ์กับพระมารดาของพระเจ้า
CCC ข้อ 2677 “สันตะมารีย์ พระมารดาพระเจ้า โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลาย...” เรารู้สึกแปลกใจเหมือนนางเอลีซาเบธ “ทำไมพระมารดาขององค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเสด็จมาเยี่ยมข้าพเจ้า” (ลก 1:43) เพราะเหตุที่พระนางมารีย์ทรงให้พระเยซูพระบุตรของพระนางแก่เรา พระนางจึงเป็นพระมารดาพระเจ้าและพระมารดาของเรา เราจึงอาจฝากตัวเรา ความกังวลและความต้องการทุกอย่างของเราไว้กับพระนางและวอนขอได้ พระนางทรงวอนขอเพื่อเราเช่นเดียวกับเพื่อพระนางเอง “ขอให้เป็นไปกับข้าพเจ้าตามวาจาของท่านเถิด” (ลก 1:38) เราฝากตัวไว้กับคำวอนขอของพระนาง เรามอบตัวเราพร้อมกับพระนางไว้กับพระประสงค์ของพระเจ้า “พระประสงค์จงสำเร็จไปเถิด” “โปรดภาวนาเพื่อลูกทั้งหลายผู้เป็นคนบาป บัดนี้และเมื่อจะตายเทอญ” เมื่อวอนขอให้พระนางมารีย์ภาวนาเพื่อเรา เรายอมรับว่าเป็นคนบาปน่าสงสารและหันมาหา “พระมารดาผู้ทรงเมตตากรุณา” มาหาพระนางผู้ศักดิ์สิทธิ์อย่างสมบูรณ์ เราฝากตัวเราไว้กับพระนาง “บัดนี้” ในวันนี้ชีวิตของเรา ความวางใจของเรายังขยายออกไปอีกเพื่อมอบ “เวลาที่เราจะสิ้นใจ” แก่พระนาง ณ บัดนี้ด้วย ขอให้พระนางอยู่กับเราในเวลานั้นเหมือนกับที่ได้ทรงอยู่กับพระบุตรเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน และขอให้พระนางทรงรับเราเหมือนกับเป็นมารดาของเรา และนำเราไปพบพระบุตรของพระนางในสวรรค์ด้วย
CCC ข้อ 2678 ความศรัทธาของคริสตชน พระศาสนจักรตะวันตกในสมัยกลางได้พัฒนาการสวดสายประคำขึ้นเป็นการทดแทนพิธีทำวัตรแบบชาวบ้าน ส่วนในพระศาสนจักรตะวันออก การภาวนาที่มีรูปแบบการตอบรับซํ้าๆ กันเช่น Akathistos และ Parklesis ยังคงเป็นรูปแบบการอธิษฐานภาวนาคล้ายกับการขับร้องทำวัตรในพระศาสนจักรต่างๆ ของจารีตไบแซนไทน์ ขณะที่ธรรมประเพณีของพระศาสนจักรอาร์เมเนีย ค็อปต์ และซีเรียคชอบบทเพลงสรรเสริญแบบชาวบ้านต่อพระมารดาพระเจ้ามากกว่า แต่บท “วันทามารีย์” บท Theotokia เพลงสรรเสริญของนักบุญเอเฟรมหรือเกรโกรีแห่งนาเร็ก ต่างยังรักษาธรรมประเพณีการอธิษฐานภาวนาที่มีรากฐานเดียวกัน
CCC ข้อ 2679 พระนางมารีย์เป็นผู้อธิษฐานภาวนาที่สมบูรณ์ เป็นรูปแบบของพระศาสนจักร เมื่อเราอธิษฐานภาวนาต่อพระนาง เราก็ใกล้ชิดกับแผนการของพระบิดาผู้ทรงส่งพระบุตรมาเพื่อช่วยมนุษย์ทุกคนให้รอดพ้น เรารับพระนางมาเป็นมารดาของเรา พระมารดาของพระเยซูเจ้ากลับมาเป็นพระมารดาของทุกคนผู้มีชีวิต เราอาจอธิษฐานภาวนากับพระนางและอธิษฐานภาวนาตอ่ พระนางได้ การอธิษฐานภาวนาของพระศาสนจักรคล้ายกับว่าได้รับการอุดหนุนจากการอธิษฐานภาวนาของพระนางมารีย์ การอธิษฐานภาวนาเช่นนี้เป็นความสัมพันธ์กับพระองค์ในความหวัง
––––––––––––––––––––
ยน 19:28 เรากระหาย : พระคริสตเจ้าทรงรู้สึกความกระหายแบบมนุษย์ แต่ในที่นี้มีอีกนัยหนึ่งคือพระองค์ทรงกระหายที่จะกระทำตามพระประสงค์ของพระบิดา จากประโยคที่ว่า “ดื่มจากถ้วยที่พระบิดาประทานให้เรา” (ยน 18:11) ซึ่งยังหมายถึงความกระหายของพระองค์สำหรับความรอดพ้นของวิญญาณทั้งหลาย เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงแสดงต่อหญิงชาวสะมาเรีย (เทียบ ยน 4:7)

การแจ้งข่าวเรื่องพระอาณาจักรของพระเจ้า
CCC ข้อ 544 พระอาณาจักรนี้เป็นอาณาจักรของคนยากจนและต่ำต้อย นั่นคือเป็นของคนเหล่านั้นที่รับพระอาณาจักรด้วยจิตใจถ่อมตน พระเจ้าทรงส่งพระเยซูเจ้ามา “ประกาศข่าวดีแก่คนยากจน” (ลก 4:18) พระองค์ทรงประกาศว่าคนเหล่านี้ย่อมเป็นสุข “เพราะอาณาจักรสวรรค์เป็นของเขา” (มธ 5:3) พระบิดาทรงโปรดที่จะเปิดเผยเรื่องที่ถูกปิดบังไว้จากผู้มีปรีชาและรอบรู้ให้แก่ “บรรดาผู้ต่ำต้อย” เหล่านี้ พระเยซูเจ้าทรงร่วมชีวิตของผู้ยากจนนับตั้งแต่ทรงสมภพในรางหญ้าจนถึงไม้กางเขน ทรงมีประสบการณ์ความหิวโหย ความกระหาย และความขัดสน ยิ่งกว่านั้น พระองค์ยังทรงกระทำพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกับคนยากจนทุกชนิดและทรงกำหนดให้ความรักต่อคนเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่ผู้หนึ่งจะเข้าในพระอาณาจักรของพระองค์ได้

พระชนมชีพทั้งหมดของพระคริสตเจ้าเป็นของถวายแด่พระบิดา
CCC ข้อ 607 ความปรารถนาจะรับแผนการไถ่กู้เพราะความรักของพระบิดานี้เป็นพลังบันดาลใจตลอดพระชนมชีพของพระเยซูเจ้า เพราะพระทรมานเพื่อไถ่กู้มนุษยชาติก็คือเหตุผลที่ทรงรับสภาพมนุษย์ “ข้าแต่พระบิดาเจ้า โปรดช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากเวลานี้เถิด แต่ข้าพเจ้ามาก็เพื่อเวลานี้” (ยน 12:27) “เราจะไม่ดื่มจากถ้วยที่พระบิดาประทานให้เราหรือ” (ยน 18:11) และบนไม้กางเขน ก่อนที่จะตรัสว่า “สำเร็จบริบูรณ์แล้ว” (ยน 19:30) พระองค์ตรัสว่า “เรากระหาย” (ยน 19:28)

การอธิษฐานภาวนาในฐานะของประทานจากพระเจ้า
CCC ข้อ 2561 “ท่านคงกลับเป็นผู้ขอ และผู้นั้นจะให้น้ำที่ให้ชีวิตแก่ท่าน” (ยน 4:10) ดูเหมือนว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ คำภาวนาวอนขอของเรากลับเป็นคำตอบ เป็นคำตอบต่อคำวอนขอของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต “เขาได้ละทิ้งเราซึ่งเป็นพุน้ำไหล แล้วไปสกัดหินเป็นที่ขังน้ำสำหรับตน เป็นที่ขังน้ำรั่วซึ่งเก็บน้ำไว้ไม่ได้” (ยรม 2:13) เป็นคำตอบของความเชื่อต่อพระสัญญาที่จะประทานความรอดพ้นให้เปล่าๆ เป็นคำตอบของความรักต่อความกระหายของพระบุตรเพียงพระองค์เดียว
––––––––––––––––––––
ยน 19:29 กิ่งหุสบ : กิ่งไม้ที่ใช้ปะพรมในพิธีกรรม ชาวยิวได้ใช้กิ่งของต้นไม้นี้เพื่อทาเลือดของลูกแกะบูชายัญที่ประตูบ้านและที่แท่นในบ้านของพวกเขาในวันปัสกาดั้งเดิม
––––––––––––––––––––
ยน 19:30 สำเร็จบริบูรณ์แล้ว : โดยการทำให้ “ถ้วย” ที่ได้รับสมบูรณ์ พระคริสตเจ้าทรงจำเป็นต้องดื่ม และทำให้แผนการของพระบิดาสำเร็จไป พระองค์จึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
CCC ข้อ 607 อ่านเพิ่มเติมด้านบน (ยน 19:28)

พระเยซูคริสตเจ้าทรงถูกฝังไว้
CCC ข้อ 624 “อาศัยพระหรรษทานของพระเจ้า พระองค์ทรงลิ้มรสความตายเพื่อมนุษย์ทุกคน” (ฮบ 2:9) พระเจ้าทรงจัดไว้ในแผนการความรอดพ้นให้พระบุตรของพระองค์ไม่เพียงแต่ “สิ้นพระชนม์เพื่อบาปของเรา” (1 คร 15:3) เท่านั้น แต่เพื่อทรง “ลิ้มรสความตาย” ด้วย ซึ่งหมายความว่าเพื่อทรงรู้จักสภาวะของความตาย คือสภาวะที่พระวิญญาณแยกจากพระกายในช่วงเวลาที่ทรงสิ้นพระชนม์กับเวลาที่จะทรงกลับคืนพระชนมชีพ สภาพของพระคริสตเจ้าที่สิ้นพระชนม์นี้เป็นธรรมล้ำลึกของพระคูหาและการเสด็จลงไปในแดนผู้ตาย เป็นธรรมล้ำลึกของวันเสาร์ศักดิ์สิทธิ์เมื่อพระคริสตเจ้าทรงถูกฝังอยู่ในพระคูหา ทรงแสดงถึงการพักผ่อนยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในวันสะบาโต หลังจากที่การประทานความรอดพ้นแก่มนุษย์เสร็จบริบูรณ์แล้วความรอดพ้นนี้นำสันติมาให้ทุกสิ่งในจักรวาล

พระเยซูคริสตเจ้า
CCC ข้อ 730 ในที่สุดเวลาของพระเยซูเจ้าก็มาถึง ซึ่งหมายถึงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงมอบจิตของพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา และเวลาที่จะทรงพิชิตความตายโดยการสิ้นพระชนม์ เพื่อ “จะทรงกลับคืนพระชนมชีพ […] เดชะพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา” (รม 6:4) และต่อมาไม่ช้าจะประทานพระจิตเจ้า “โดยทรงเป่าลม” เหนือบรรดาศิษย์ นับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป พระพันธกิจของพระคริสตเจ้าและของพระจิตเจ้าก็กลับเป็นพันธกิจของพระศาสนจักร “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน 20:22)
––––––––––––––––––––
ยน 19:31-42 ทั้งโยเซฟชาวอาริมาเทียและนิโคเดมัสเป็นสมาชิกของสภาซันเฮดริน เป็นเพื่อนที่จริงใจต่อพระคริสตเจ้า ได้มาขอพระศพของพระคริสตเจ้าเพื่อนำไปทำพิธีฝังอย่างเหมาะสม ความกล้าหาญของพวกเขาคือแบบอย่างแท้จริงของคุณธรรมความกล้าหาญ ซึ่งสวนทางกับความลับที่พวกเขายอมรับคำสอนของพระคริสตเจ้าเพราะกลัวการตำหนิจากผู้มีอำนาจของชาวยิว

การแสดงองค์ของพระเยซูเจ้าหลังจากทรงคืนพระชนมชีพ
CCC ข้อ 641 มารีย์ชาวมักดาลาและบรรดาสตรีผู้ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งตั้งใจมาที่พระคูหาเพื่อชโลมพระศพของพระเยซูเจ้า ที่ถูกฝังอย่างเร่งรีบเพราะวันสับบาโตเริ่มแล้วตั้งแต่เย็นวันศุกร์ศักดิ์สิทธิ์เป็นคนกลุ่มแรกที่พบพระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว ดังนี้ บรรดาสตรีเหล่านี้จึงเป็นคนแรกที่บอกข่าวการกลับคืนพระชนมชีพของพระคริสตเจ้าแก่บรรดาอัครสาวกเอง หลังจากนั้นพระเยซูเจ้าทรงแสดงพระองค์ ก่อนอื่นแก่เปโตร แล้วจึงทรงแสดงพระองค์แก่อัครสาวกสิบสองคน ดังนั้นเปโตรที่พระคริสตเจ้าทรงเรียกมาให้เสริมความเชื่อของบรรดาพี่น้องจึงเห็นพระองค์ผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพก่อนพี่น้องคนอื่น และบรรดาศิษย์ก็ประกาศตามคำยืนยันของเขาว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจริงๆ และทรงสำแดงพระองค์แก่ซีโมน” (ลก 24:34)
––––––––––––––––––––
ยน 19:33 บางครั้งพวกทหารได้หักขาของผู้ถูกตรึงกางเขน เพื่อเร่งให้เขาเสียชีวิตเร็วขึ้น
––––––––––––––––––––
ยน 19:34 โลหิตและน้ำก็ไหลออกมาทันที : โลหิตและน้ำเป็นเครื่องหมายถึงศีลล้างบาปและพิธีบูชาขอบพระคุณ ซึ่งเป็นศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตใหม่ เอวาได้ถูกสร้างมาจากสีข้างของอาดัมฉันใด พระศาสนจักรก็ถูกสร้างมาจากสีข้างของพระคริสตเจ้าฉันนั้น น้ำยังหมายถึงพระจิตเจ้าที่หลั่งมายังโลกนี้โดยพระคริสตเจ้า เป็น “น้ำแห่งชีวิต” ที่พระองค์ทรงกล่าวแก่หญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำ (เทียบ ยน 4:10)

พระหทัยของพระวจนาตถ์ผู้ทรงรับสภาพมนุษย์
CCC ข้อ 478 พระเยซูเจ้าทรงรู้จักและรักเราทุกคน แต่ละคนในพระชนมชีพของพระองค์ ในขณะที่ทรงเป็นทุกข์ในสวนมะกอกเทศ และเมื่อทรงรับทรมาน พระองค์ยังทรงมอบพระองค์เพื่อพวกเราแต่ละคนด้วย พระบุตรของพระเจ้า “ทรงรักข้าพเจ้าและทรงมอบพระองค์เพื่อข้าพเจ้า” (กท 2:20) พระองค์ทรงรักเราทุกคนด้วยพระหทัยมนุษย์ เพราะเหตุนี้ พระหทัยศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซูเจ้าซึ่งถูกแทงเพราะบาปของเราและเพื่อช่วยเราให้รอดพ้น “จึงนับได้ว่าเป็นเครื่องบ่งชี้และเป็นสัญลักษณ์ [...] ของความรักที่พระผู้ไถ่ทรงรักพระบิดานิรันดรและมวลมนุษย์อยู่ตลอดเวลา”

สัญลักษณ์ของพระจิตเจ้า
CCC ข้อ 694 “น้ำ” เป็นสัญลักษณ์ซึ่งหมายถึงการกระทำของพระจิตเจ้าในศีลล้างบาป เนื่องจากว่าหลังจากการเรียกขานพระจิตเจ้าแล้ว น้ำกลายเป็นเครื่องหมายศีลศักดิ์สิทธิ์ของการเกิดใหม่ การเกิดครั้งแรกของเราเกิดขึ้นในน้ำภายในครรภ์มารดาฉันใด อันที่จริงน้ำศีลล้างบาปก็หมายความว่าเราได้เกิดมารับชีวิตของพระเจ้าเดชะพระจิตเจ้าฉันนั้น แต่ “เดชะพระจิตเจ้าพระองค์เดียว เราทุกคนได้รับการล้างมารวมกัน […] เราทุกคนต่างได้รับพระจิตเจ้าพระองค์เดียวกัน” (1 คร 12:13) พระจิตเจ้าเองจึงทรงเป็นน้ำทรงชีวิตที่เกิดจากพระคริสตเจ้าผู้ทรงถูกตรึงกางเขนประหนึ่งจากพุน้ำซึ่งไหลรินในตัวเราเพื่อชีวิตนิรันดร

พระศาสนจักร – พระเยซูคริสตเจ้าทรงสถาปนาขึ้น
CCC ข้อ 766 แต่ก่อนอื่นหมด พระศาสนจักรเกิดจากการที่พระคริสตเจ้าทรงมอบพระองค์ทั้งหมดเพื่อความรอดพ้นของเรา พระองค์ทรงแสดงล่วงหน้าให้เห็นการมอบนี้แล้วในการทรงตั้งศีลมหาสนิท และทรงทำให้การมอบพระองค์นี้สำเร็จเป็นจริงบนไม้กางเขน “พระโลหิตและน้ำที่ไหลออกมาจากด้านข้างพระวรกายของพระเยซูเจ้าบนไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์หมายถึงจุดเริ่มต้นและการเจริญเติบโต (ของพระศาสนจักร)” “เพราะศีลศักดิ์สิทธิ์น่าพิศวงของพระศาสนจักรทั้งหมดเกิดจากด้านข้างพระวรกายของพระคริสตเจ้าผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน” นางเอวาถูกสร้างขึ้นจากสีข้างของอาดัมฉันใด พระศาสนจักรก็เกิดมาจากพระหทัยที่ถูกแทงของพระคริสตเจ้าผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน”

พิธีล้างของพระคริสตเจ้า
CCC ข้อ 1225 ในการฉลองปัสกาของพระองค์ พระคริสตเจ้าทรงเปิดธารแห่งศีลล้างบาปแก่มนุษย์ทุกคน อันที่จริง ก่อนที่จะทรงรับทรมานที่กรุงเยรูซาเล็มแล้ว พระองค์ทรงกล่าวถึงพระทรมานนี้ว่าเป็น “พิธีล้าง” ที่จะทรงรับในไม่ช้า พระโลหิตและน้ำที่ออกมาจากด้านข้างพระวรกายที่เปิดอยู่ของพระเยซูเจ้าผู้ทรงถูกตรึงบนไม้กางเขนก็เป็นรูปแบบของศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท ศีลศักดิ์สิทธิ์ที่ประทานชีวิตใหม่ให้เรา หลังจากนี้มนุษย์จึงอาจบังเกิด “จากน้ำและพระจิตเจ้า” เพื่อเข้าสู่พระอาณาจักรของพระเจ้าได้ (ยน 3:5)
“เมื่อท่านรับศีลล้างบาป จงดูเถิดว่าศีลล้างบาปนี้มาจากไหนถ้าไม่ใช่จากไม้กางเขนของพระคริสตเจ้า จากการสิ้นพระชนม์ของพระคริสตเจ้า พระธรรมล้ำลึกทั้งหมดอยู่ที่นั่น เพราะพระองค์ทรงรับทรมานเพื่อท่าน ท่านได้รับการไถ่กู้ในพระองค์ ท่านได้รับความรอดพ้นในพระองค์”

การอธิษฐานภาวนาต่อพระเยซูเจ้า
CCC ข้อ 2669 การอธิษฐานภาวนาของพระศาสนจักรถวายพระเกียรติและเคารพนับถือดวงพระทัยของพระเยซูเจ้า เช่นเดียวกับที่เรียกขานพระนามศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ กราบนมัสการพระวจนาตถ์ผู้ทรงรับพระธรรมชาติมนุษย์และดวงพระทัยของพระองค์ที่ทรงยอมให้ถูกแทงเพราะความรักต่อมนุษย์และเพราะบาปของเรา การอธิษฐานภาวนาของคริสตชนยังชอบเดินตามทางไม้กางเขน สถานที่ต่างๆ จากจวนผู้ว่าราชการถึงเนินกลโกธา ไปจนถึงพระคูหาเป็นการเดินตามหนทางของพระเยซูเจ้าผู้ทรงไถ่โลกด้วยไม้กางเขนศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

วันอาทิตย์ สมโภชพระจิตเจ้าบทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น (ยน 20:19-23)        เวลานั้น เป็นวันต้นสัปดาห์ ปร...
23/05/2026

วันอาทิตย์ สมโภชพระจิตเจ้า
บทอ่านจากพระวรสารตามคำบอกเล่าของนักบุญยอห์น (ยน 20:19-23)
เวลานั้น เป็นวันต้นสัปดาห์ ประตูห้องที่บรรดาศิษย์กำลังชุมนุมกันปิดอยู่เพราะกลัวชาวยิว พระเยซูเจ้าเสด็จเข้ามาประทับยืนอยู่ตรงกลาง ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงสำแดงพระหัตถ์และด้านข้างพระวรกายแก่บรรดาศิษย์ เมื่อเขาเหล่านั้นเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็มีความยินดี พระองค์ตรัสกับเขาอีกว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น”
ตรัสดังนี้แล้ว พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขาทั้งหลาย ตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้าเถิด ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย”
––––––––––––––––––––
ยน 20:19-20 พระคริสตเจ้าทรงมีพระวรกายรุ่งโรจน์ พร้อมกับร่องรอยแห่งการตรึงกางเขนของพระองค์ในลักษณะที่รุ่งโรจน์ อันเป็นเครื่องหมายแห่งชัยชนะที่ดังกึกก้อง ร่างกายของผู้ชอบธรรมก็จะได้รับสิริรุ่งโรจน์ในการพิพากษาครั้งสุดท้ายด้วยเช่นกัน

สภาพความเป็นมนุษย์ของพระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว
CCC ข้อ 645 เมื่อทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้ว พระเยซูเจ้าทรงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับบรรดาศิษย์ผ่านการสัมผัส และเสวยพระกระยาหาร พระองค์ทรงเชิญเขาเช่นนี้ให้รับรู้ว่าพระองค์ไม่ทรงเป็นเพียงจิต (หรือ “ผี”) แต่โดยเฉพาะเพื่อเขาจะได้เห็นว่าพระกายที่กลับคืนชีพของพระองค์ที่เขาพบนี้เป็นพระกายเดียวกันกับพระกายที่เคยรับทรมานและถูกตรึงบนไม้กางเขน เพราะยังมีร่องรอยของพระทรมานปรากฏอยู่ ถึงกระนั้น พระวรกายแท้จริงนี้ก็มีคุณสมบัติใหม่ของพระวรกายรุ่งโรจน์พร้อมกันด้วย พระวรกายนี้ไม่ถูกจำกัดอยู่ในเวลาและสถานที่อีกต่อไป แต่สามารถไปอยู่ที่ใดและเมื่อใดก็ได้ตามพระประสงค์ เพราะพระธรรมชาติมนุษย์ของพระองค์ไม่อาจถูกจำกัดอยู่ในโลกอีกต่อไปและอยู่ในปกครองของพระบิดาเจ้าเท่านั้น และเพราะเหตุนี้ พระเยซูเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพแล้วจึงทรงอิสระอย่างยิ่งที่จะทรงสำแดงพระองค์ตามที่ทรงประสงค์ เช่นในรูปของคนสวนหรือ “ในรูปอื่น” (มก 16:12) ที่แตกต่างจากรูปที่บรรดาศิษย์เคยรู้จัก ทั้งนี้เพื่อปลุกความเชื่อของพวกเขานั่นเอง

“พระเยซูเจ้าเสด็จสู่สวรรค์ประทับเบื้องขวาพระเจ้า พระบิดาผู้ทรงสรรพานุภาพ”
CCC ข้อ 659 “เมื่อพระเยซู องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้แล้ว พระเจ้าทรงรับพระองค์ขึ้นสู่สวรรค์ให้ประทับ ณ เบื้องขวา” (มก 16:19) พระกายของพระคริสตเจ้าทรงพระสิริรุ่งโรจน์นับตั้งแต่ทรงกลับคืนพระชนมชีพ ดังที่สภาพใหม่เหนือธรรมชาติแสดงให้เห็นว่าจะทรงสภาพเช่นนี้ตลอดไปแต่ระหว่างช่วงเวลาสี่สิบวันที่ทรงดื่มและเสวยพระกระยาหารอย่างเป็นกันเองกับบรรดาศิษย์ สอนพวกเขาเรื่องพระอาณาจักร พระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ยังคงซ่อนอยู่ในรูปร่างของมนุษย์ธรรมดาทั่วไป การสำแดงพระองค์ครั้งสุดท้ายของพระเยซูเจ้าจบสิ้นลงเมื่อสภาพมนุษย์ของพระองค์เข้าไปรับพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าอย่างเด็ดขาดโดยมีเมฆเป็นเครื่องหมาย ในสวรรค์ ที่พระองค์ประทับเบื้องขวาของพระเจ้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนั้นพระองค์ยังทรงสำแดงองค์โดยวิธีพิเศษเป็นการยกเว้นแก่เปาโล “ผู้เป็นเสมือนเด็กที่คลอดก่อนกำหนด” ด้วย เป็นการแสดงพระองค์ครั้งสุดท้ายและแต่งตั้งเขาให้เป็นอัครสาวก

พันธกิจต่อเนื่องกันของพระบุตรและพระจิตเจ้า
CCC ข้อ 690 พระเยซูทรงเป็นพระคริสตเจ้า “พระผู้ทรงรับเจิม” เพราะพระจิตเจ้าทรงเจิมพระองค์ และไม่ว่าอะไรที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ทรงรับสภาพมนุษย์ ก็ล้วนหลั่งไหลมาจากความบริบูรณ์นี้ ในที่สุด เมื่อพระคริสตเจ้าทรงได้รับพระสิริรุ่งโรจน์แล้ว พระองค์ก็จะประทับอยู่กับพระบิดาและสามารถส่งพระจิตเจ้ามายังผู้ที่เชื่อในพระองค์ได้ด้วย พระจิตเจ้าจะทรงแบ่งปันพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์แก่เขา ซึ่งหมายถึงพระจิตเจ้าผู้ประทานพระสิริรุ่งโรจน์แก่พระคริสตเจ้า[11]ตั้งแต่นี้ไป พันธกิจร่วมกัน (ของพระคริสตเจ้าและของพระจิตเจ้า )ก็จะครอบคลุมทุกคนที่พระบิดาทรงรับเป็นบุตรบุญธรรมร่วมอยู่ในพระกาย (ทิพย์) ของพระบุตร การส่งพระจิตการรับเป็นบุตรบุญธรรมจะเป็นการรวมมนุษย์กับพระคริสตเจ้าและทำให้เขามีชีวิตในพระองค์
“การเจิมหมายความว่า... เราต้องคิดว่าไม่มีช่องว่างระหว่างพระบุตรกับพระจิตเจ้า เช่นเดียวกับไม่มีช่องว่างที่เรารู้สึกหรือคิดได้คั่นกลางอยู่ระหว่างผิวหนังกับน้ำมันที่เจิม ดังนั้นผู้ที่อยากจะสัมผัสกับพระคริสตเจ้าด้วยความเชื่อ จึงต้องเข้าไปสัมผัสกับน้ำมันที่เจิมเสียก่อน เพราะไม่มีส่วนใดของร่างกายที่ไม่สัมผัสกับพระจิตเจ้า ดังนั้น การจะประกาศว่าพระบุตรทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงเกิดขึ้นได้จากผู้ที่รับพระจิตเจ้า พระองค์เสด็จจากทุกทิศมายังทุกคนที่เข้ามาหาพระองค์”

ความหวังถึงฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่
CCC ข้อ 1042 เมื่อสิ้นพิภพ พระอาณาจักรของพระเจ้าจะบรรลุถึงความสมบูรณ์ หลังการพิพากษามวลมนุษย์แล้ว บรรดาผู้ชอบธรรมจะรับความรุ่งโรจน์ทั้งกายและวิญญาณ จะครองราชย์ตลอดนิรันดรพร้อมกับพระคริสตเจ้า และโลกจักรวาลเองก็จะรับการฟื้นฟูขึ้นใหม่ เวลานั้น พระศาสนจักร “จะบรรลุถึงความบริบูรณ์ในสิริรุ่งโรจน์แห่งเมืองสวรรค์ เมื่อ […] โลกจักรวาลทั้งหมดซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมนุษย์และบรรลุถึงจุดหมายของตนอาศัยมนุษย์ ก็จะรับการสถาปนาขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์ในพระคริสตเจ้าพร้อมกับมนุษยชาติทั้งมวลด้วย”

ชีวิตนิรันดร
CCC ข้อ 1060 พระอาณาจักรของพระเจ้าจะบรรลุถึงความบริบูรณ์ของตนเมื่อสิ้นพิภพ เวลานั้นบรรดาผู้ชอบธรรมจะครองราชย์ตลอดนิรันดรพร้อมกับพระคริสตเจ้า ได้รับสิริรุ่งโรจน์ทั้งกายและวิญญาณ และโลกจักรวาลที่เป็นวัตถุก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย เวลานั้น พระเจ้าจะทรงเป็น “ทุกสิ่งในทุกคน” (1 คร 15:28) ในชีวิตนิรันดร
––––––––––––––––––––
ยน 20:21-23 ทันทีหลังจากการกลับคืนพระชนมชีพ ซึ่งเป็นเครื่องหมายสูงสุดของชัยชนะเหนือบาปและความตาย พระคริสตเจ้าทรงตั้งศีลแห่งการอภัยบาปและการคืนดี โดยประทานอำนาจแห่งการอภัยบาปในพระนามของพระองค์ให้แก่บรรดาอัครสาวกและผู้สืบตำแหน่งต่อมา การเป่าลมเหนือบรรดาอัครสาวก ซึ่งบางครั้งเรียกกันว่า “วันเปนเตกอสเตของยอห์น” นั้น เป็นการบอกล่วงหน้าถึงการเสด็จมาของพระจิตเจ้า ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงได้รับพระจิตจากพระคริสตเจ้า และได้รับอำนาจให้กระทำในพระนามของพระองค์ สำหรับบรรดาอัครสาวกของพระองค์ ที่ได้รับศีลบวชเป็นกลุ่มแรกนี้ ได้รับอำนาจในการอภัยบาปซึ่งเป็นส่วนสำคัญในบทบาทของพวกเขาในการทำให้ประชากรศักดิ์สิทธิ์ ในการส่งพวกเขาออกไปในโลก พระองค์ทรงกำชับพวกเขาให้สืบทอดภารกิจของการเยียวยารักษาฝ่ายจิตต่อไปโดยทางศีลล้างบาปและศีลอภัยบาป ความเชื่อในเรื่องการอภัยบาป เป็นสาระสำคัญของบทยืนยันความเชื่อของบรรดาอัครสาวก และบทข้าพเจ้าเชื่อของสังคายนานิเชอา ซึ่งเราภาวนาในพิธีกรรมของพระศาสนจักร

พระเยซูคริสตเจ้า
CCC ข้อ 730 ในที่สุดเวลาของพระเยซูเจ้าก็มาถึง ซึ่งหมายถึงเวลาที่พระเยซูเจ้าทรงมอบจิตของพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา และเวลาที่จะทรงพิชิตความตายโดยการสิ้นพระชนม์ เพื่อ “จะทรงกลับคืนพระชนมชีพ […] เดชะพระสิริรุ่งโรจน์ของพระบิดา” (รม 6:4) และต่อมาไม่ช้าจะประทานพระจิตเจ้า “โดยทรงเป่าลม” เหนือบรรดาศิษย์ นับตั้งแต่เวลานี้เป็นต้นไป พระพันธกิจของพระคริสตเจ้าและของพระจิตเจ้าก็กลับเป็นพันธกิจของพระศาสนจักร “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน 20:22)

พันธกิจของบรรดาอัครสาวก
CCC ข้อ 858 พระเยซูเจ้าทรงเป็นผู้ที่พระบิดาเจ้าทรงส่งมา นับตั้งแต่เริ่มออกเทศน์สอนประชาชน “พระองค์ทรงเรียกผู้ที่พระองค์ทรงต้องการให้มาพบ [...] พระองค์จึงทรงแต่ตั้งอัครสาวกสิบสองคนให้อยู่กับพระองค์ และเพื่อจะทรงส่งเขาออกไปเทศน์สอน” (มก 3:13-14) ดังนั้น เขาเหล่านี้จึงเป็น “ผู้ที่ถูกส่งไป” ของพระองค์ (คำภาษากรีก “apostoloi” มีความหมายเช่นนี้) พระองค์ทรงปฏิบัติพันธกิจของพระองค์ต่อไปในเขาเหล่านี้ “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน 20:21) ศาสนบริการของเขาเหล่านี้จึงเป็นการสืบต่อพันธกิจของพระองค์ พระองค์ตรัสแก่เขาทั้งสิบสองคนว่า “ผู้ที่ต้อนรับท่านทั้งหลายก็ต้อนรับเรา” (มธ 10:40)

“ข้าพเจ้าเชื่อการอภัยบาป”
CCC ข้อ 976 สูตรยืนยันความเชื่อของอัครสาวกเชื่อมเรื่องการอภัยบาปกับความเชื่อถึงพระจิตเจ้า และยังเชื่อมกับความเชื่อเรื่องพระศาสนจักรและความสัมพันธ์ของบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย พระคริสตเจ้าผู้ทรงกลับคืนพระชนมชีพประทานพระจิตเจ้าแก่บรรดาอัครสาวก ประทานอำนาจพระเจ้าของพระองค์ที่จะอภัยบาปแก่เขาทั้งหลาย “จงรับพระจิตเจ้าเถิด ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัย” (ยน 20:22-23) (อีกภาคหนึ่งของหนังสือคำสอนนี้จะกล่าวอย่างแจ้งชัดถึงการอภัยบาปอาศัยศีลล้างบาป ศีลอภัยบาป และศีลอื่นๆ โดยเฉพาะศีลมหาสนิท ดังนั้น ที่ตรงนี้จึงเพียงพอแล้วที่จะกล่าวสั้นๆ ถึงคำสอนพื้นฐานบางประการเท่านั้น)

ศีลล้างบาปหนึ่งเดียวเพื่ออภัยบาป
CCC ข้อ 977 องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงผูกมัดการอภัยบาปเข้ากับความเชื่อและศีลล้างบาป “ท่านทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวดีให้มนุษย์ทั้งมวล ผู้ที่เชื่อและรับศีลล้างบาปก็จะรอดพ้น” (มก 16:15-16) ศีลล้างบาปเป็นศีลแรกและสำคัญที่สุดของการอภัยบาป เพราะศีลนี้รวมเรากับพระคริสตเจ้าผู้ทรงยอมสละพระชนมชีพเพราะบาปของเรา และทรงกลับคืนพระชนมชีพเพื่อให้เราเป็นคนชอบธรรม เพื่อ “ให้เราดำเนินชีวิตแบบใหม่” (รม 6:4)
CCC ข้อ 978 “เมื่อเราประกาศยืนยันความเชื่อเป็นครั้งแรกและรับศีลล้างบาป เราก็ได้รับการอภัยบาปโดยสมบูรณ์อย่างที่ว่าไม่มีความผิดใดเหลืออยู่ให้ต้องลบล้างอีก ทั้งความผิดของบาปกำเนิดที่เราได้รับสืบทอดมา และความผิดที่เราได้จงใจทำหรือการจงใจละเว้นไม่ทำหน้าที่ รวมทั้งโทษบาปก็ไม่มีเหลือให้ต้องชดใช้อีกด้วย แต่ถึงกระนั้น พระหรรษทานของศีลล้างบาปก็ไม่ช่วยให้เราพ้นจากความอ่อนแอทุกอย่างตามธรรมชาติของเรา ตรงกันข้าม [...] แต่ละคนต้องต่อสู้กับพลังของตัณหาที่ยังคงชักนำเราให้ทำบาปอย่างไม่หยุดยั้ง”
CCC ข้อ 979 ในการสู้รบกับความเอนเอียงไปหาความชั่วเช่นนี้มีใครบ้างที่แข็งแรงและระวังตัวอยู่ตลอดเวลาจนหลีกหนีบาดแผลของบาปได้ทุกอย่าง “ดังนั้น เนื่องจากว่าในพระศาสนจักรจำเป็นต้องมีอีกอำนาจหนึ่งเพื่ออภัยบาปนอกเหนือจากศีลล้างบาป พระคริสตเจ้าจึงทรงมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์ให้แก่พระศาสนจักรเพื่อจะได้ใช้อำนาจนี้ให้อภัยความผิดแก่ทุกคนที่เป็นทุกข์กลับใจ แม้ว่าเขาจะยังทำบาปอีกจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”
CCC ข้อ 980 ผู้ที่รับศีลล้างบาปแล้วยังอาจคืนดีกับพระเจ้าและพระศาสนจักรได้อีกอาศัยศีลอภัยบาป “เป็นการเหมาะสมแล้วที่บรรดาปิตาจารย์เรียกศีลอภัยบาปว่าเป็น ‘ศีลล้างบาปที่ลำบากประการหนึ่ง’ ศีลอภัยบาปนี้เป็นศีลที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ตกในบาปหลังจากรับศีลล้างบาปแล้วเท่ากับศีลล้างบาปจำเป็นสำหรับผู้ที่ยังไม่บังเกิดใหม่มาเป็นคริสตชน”

ศีลกำลังในแผนการความรอดพ้น
CCC ข้อ 1287 ความสมบูรณ์ของพระจิตเจ้าเช่นนี้ต้องไม่คงอยู่เพียงกับพระเมสสิยาห์เท่านั้น แต่ต้องแบ่งปันกับประชากรทั้งหมดของพระเมสสิยาห์ด้วย พระคริสตเจ้าทรงสัญญาถึงการหลั่งของพระจิตเจ้านี้หลายครั้ง และทรงทำให้พระสัญญานี้สำเร็จเป็นครั้งแรกในวันปัสกา หลังจากนั้นในวันเปนเตกอสเต ด้วยวิธีการที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น บรรดาอัครสาวกซึ่งได้รับพระจิตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมเริ่มประกาศ “กิจการยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” (กจ 2:11) และเปโตรก็ประกาศว่าการหลั่งพระจิตเจ้าลงมานี้เป็นเครื่องหมายของเวลาของพระเมสสิยาห์ ผู้ที่ขณะนั้นมีความเชื่อต่อการประกาศเทศน์สอนของบรรดาอัครสาวกรับศีลล้างบาป ก็ได้รับพระพรของพระจิตเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน

สรุป - บาปและการอภัย
CCC ข้อ 1485 ค่ำวันปัสกา พระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่บรรดาอัครสาวก ตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้าเถิด ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับอภัยด้วย” (ยน 20:22-23)
CCC ข้อ 1486 การอภัยบาปที่ได้ทำหลังรับศีลล้างบาปเกิดขึ้นได้โดยศีลศักดิ์สิทธิ์เฉพาะที่เรียกว่า ศีลแห่งการกลับใจ การสารภาพบาป ศีลอภัยบาป หรือศีลแห่งการกลับคืนดี
CCC ข้อ 1487 ผู้ที่ทำบาป ทำร้ายต่อพระเกียรติและความรักของพระเจ้า ทำร้ายต่อศักดิ์ศรีของมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุตรของพระเจ้า ต่อสภาพความดีฝ่ายจิตของพระศาสนจักรที่คริสตชนแต่ละคนต้องเป็นศิลาทรงชีวิตที่ก่อสร้างพระศาสนจักรนี้
CCC ข้อ 1488 จากมุมมองของความเชื่อ ไม่มีภยันตรายใดที่ร้ายแรงกว่าบาป และไม่มีสิ่งใดที่มีผลร้ายมากกว่าสำหรับคนบาป สำหรับพระศาสนจักรและสำหรับทั่วโลก

(จากหนังสือ THE DIDACHE BIBLE with commentaries based on the Catechism of the Catholic Church, Ignatius Bible Edition)
#รำพึงพระวาจากับคำสอนประจำวัน
#แผนกคริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ

ที่อยู่

122/8 อาคารแม่พระรับเกียรติยกขึ้นสวรรค์ ซ. นนทรี 14 ถ. นนทรี แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา
Bangkok
10120

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 12:00

เบอร์โทรศัพท์

+66973301071

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง แผนกคริสตศาสนธรรม อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ:

แชร์