19/10/2026
เมื่อชายมุสลิมกล่าวคำหย่า
ความรับผิดชอบต่อครอบครัวควรดำเนินต่อไปอย่างไร?
การหย่าร้างตามหลักอิสลามอาจทำให้ความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาสิ้นสุดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าความรับผิดชอบต่ออดีตภรรยาและบุตรจะสิ้นสุดลงทั้งหมด งานวิจัยในสังคมมุสลิมไทยพบปัญหาการไม่อุปการะเลี้ยงดูและช่องว่างระหว่างสิทธิที่ผู้หญิงพึงได้รับกับสิ่งที่ได้รับจริง ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียมีทั้งกระบวนการรับรองการหย่าและหน่วยงานช่วยติดตามค่าเลี้ยงดู ส่วนซาอุดีอาระเบียกำหนดหน้าที่เกี่ยวกับการบันทึกการหย่าไว้อย่างชัดเจน บทความนี้จึงชวนชายมุสลิมไทยเรียนรู้ว่าต่างประเทศจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไร หลักอัลกุรอานสอนเรื่องความรับผิดชอบไว้อย่างไร และเราจะนำบทเรียนดังกล่าวมาใช้ดูแลสิทธิของอดีตคู่สมรสและบุตรได้อย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมองว่าการหย่าร้างเป็นความล้มเหลวทางศีลธรรม เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการตัดสินใจว่าจะดำเนินชีวิตคู่ต่อไปหรือไม่ แต่อยู่ที่การปฏิบัติต่อผู้ที่ได้รับผลจากการตัดสินใจนั้นด้วยความยุติธรรมและเมตตา
🔎 ปัญหาที่พบในครอบครัวมุสลิมไทยมีอะไรบ้าง?
งานวิจัยในจังหวัดปัตตานีที่ศึกษาผู้หญิงซึ่งใช้สิทธิขอให้การสมรสสิ้นสุดลงจำนวน 52 คน พบว่าการไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากสามีเป็นสาเหตุสำคัญของการขอหย่า และผู้หญิงส่วนใหญ่ในกลุ่มศึกษายังได้รับสิทธิหลังหย่าต่ำกว่าที่พึงได้รับตามกรอบกฎหมายอิสลามที่ผู้วิจัยใช้พิจารณา ทั้งในเรื่องค่าเลี้ยงดูช่วงอิดดะฮ์ ที่พักอาศัย ค่ามุตอะฮ์ และค่าเลี้ยงดูบุตร (เจะอารง, 2547) ขณะที่งานศึกษาผู้หญิงในจังหวัดยะลาจำนวน 50 คน พบปัญหาการไม่อุปการะเลี้ยงดู ความรุนแรงทางกายและวาจา ตลอดจนผลกระทบทางเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตหลังหย่า (ยูโซ๊ะ และหะมะ, 2561) ส่วนงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี 2025 ซึ่งศึกษาข้อมูลภาคสนามและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการศาสนาในจังหวัดยะลา ยังคงพบประเด็นเกี่ยวกับการละเลยหน้าที่ของสามี ปัญหาสารเสพติด และการขาดความรู้ด้านกฎหมายครอบครัวอิสลาม (Abd Mutalib & Karim, 2025) แม้งานวิจัยเหล่านี้มีขอบเขตและช่วงเวลาต่างกัน ไม่สามารถใช้สรุปสถานการณ์ของมุสลิมไทยทั้งประเทศได้ แต่สะท้อนคำถามที่ควรได้รับความสนใจว่า เมื่อชีวิตคู่สิ้นสุดลงแล้ว เรามีกระบวนการที่ช่วยให้ผู้หญิงและเด็กได้รับสิทธิที่พึงมีอย่างเหมาะสมเพียงใด
🇲🇾 มาเลเซียจัดการปัญหานี้อย่างไร?
มาเลเซียเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้มองการหย่าเป็นเพียงการกล่าวคำตอลากของสามี แต่ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสถานะและการจัดการสิทธิของผู้เกี่ยวข้องด้วย ระบบกฎหมายครอบครัวอิสลามของมาเลเซียดำเนินการภายใต้กฎหมายของแต่ละรัฐและเขตสหพันธรัฐ โดยมีศาลชารีอะฮ์ทำหน้าที่สำคัญในการพิจารณาและรับรองการหย่า หากสามีกล่าวคำหย่านอกศาล จะต้องรายงานต่อศาลภายในเจ็ดวันตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการตรวจสอบและรับรองสถานะการหย่า การดำเนินการดังกล่าวช่วยให้คู่สมรสสามารถเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายเพื่อจัดการสิทธิที่ตามมาได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเลี้ยงดูช่วงอิดดะฮ์ ค่ามุตอะฮ์ การดูแลบุตร ค่าเลี้ยงดูบุตร หรือการแบ่งทรัพย์สินที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส ทั้งนี้ สิทธิและผลของแต่ละกรณีขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ใช้บังคับและข้อเท็จจริงของครอบครัวนั้น (Government of Malaysia, 2026a, 2026c)
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าข้อกำหนดเรื่องการรายงานการหย่า คือการที่มาเลเซียมีหน่วยงานสนับสนุนครอบครัวชื่อ Bahagian Sokongan Keluarga หรือ BSK เพื่อช่วยให้คำสั่งศาลเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูเกิดผลในทางปฏิบัติ หากอดีตสามีหรือบิดาไม่ชำระค่าเลี้ยงดูตามคำสั่งศาล ผู้มีสิทธิสามารถขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานดังกล่าวได้ โดยมีทั้งการติดตามค่าเลี้ยงดูค้างจ่าย การสนับสนุนการบังคับตามคำสั่งศาล การช่วยเหลือด้านกฎหมาย และความช่วยเหลือทางการเงินชั่วคราวสำหรับผู้ที่เข้าเงื่อนไข บางกรณีอาจมีมาตรการหักเงินเดือนตามกระบวนการที่กฎหมายอนุญาต (Government of Malaysia, 2026b) แนวทางนี้ช่วยให้เห็นว่าการรับรองสิทธิไว้ในกฎหมายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากผู้มีสิทธิไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการที่จะทำให้ตนได้รับสิทธินั้นจริง อย่างไรก็ตาม การมีหน่วยงานดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าปัญหาค่าเลี้ยงดูค้างจ่ายในมาเลเซียได้รับการแก้ไขทั้งหมดแล้ว แต่เป็นตัวอย่างของการจัดให้มีกลไกรองรับปัญหาที่เกิดขึ้น
🇸🇦 ซาอุดีอาระเบียให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบอย่างไร?
ซาอุดีอาระเบียมีแนวทางอีกลักษณะหนึ่ง โดยให้ความสำคัญกับการบันทึกสถานะการหย่าอย่างเป็นทางการ กฎหมายสถานะบุคคล ค.ศ. 2022 มาตรา 90 กำหนดให้สามีต้องดำเนินการบันทึกการหย่าต่อหน่วยงานที่มีอำนาจภายใน 15 วันนับจากวันที่การหย่ามีสถานะเป็นการแยกขาดตามความหมายของกฎหมาย ส่วนมาตรา 91 กำหนดสิทธิเรียกร้องค่าชดเชยภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายระบุ หากสามีไม่ดำเนินการบันทึกการหย่าตามที่กำหนดและภรรยาไม่ทราบว่าตนถูกหย่าแล้ว นอกจากนี้ มาตรา 58 ยังกล่าวถึงความรับผิดชอบของบิดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอ ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย (Kingdom of Saudi Arabia, 2022) หลักการสำคัญที่เห็นได้จากบทบัญญัติเหล่านี้คือ การตัดสินใจยุติความสัมพันธ์ย่อมส่งผลต่อชีวิตของผู้อื่น ความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะสมรสและการจัดการภาระที่เกี่ยวข้องจึงเป็นเรื่องที่ผู้ตัดสินใจหย่าต้องให้ความสำคัญ ไม่ควรปล่อยให้อีกฝ่ายเผชิญความไม่แน่นอนเกี่ยวกับชีวิตและอนาคตของตนโดยไม่จำเป็น
เมื่อพิจารณาทั้งสองประเทศร่วมกัน เราจะเห็นว่ามาเลเซียให้ความสำคัญกับกระบวนการพิจารณาสิทธิและการช่วยบังคับตามคำสั่งค่าเลี้ยงดู ส่วนซาอุดีอาระเบียมีกฎหมายกำหนดหน้าที่และความรับผิดเกี่ยวกับการบันทึกการหย่าไว้อย่างชัดเจน แม้รายละเอียดของทั้งสองประเทศจะแตกต่างกัน แต่ก็มีแนวคิดร่วมที่น่าสนใจ คือการทำให้ความรับผิดชอบหลังหย่ามีรูปแบบที่ตรวจสอบและดำเนินการได้จริง ไม่จำกัดอยู่เพียงคำแนะนำทางศีลธรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กฎหมายสามารถทำได้คือกำหนดหน้าที่ กระบวนการ และกลไกคุ้มครองสิทธิ ส่วนความตั้งใจที่จะรับผิดชอบอย่างสุจริตนั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการส่งเสริมผ่านการเรียนรู้และการพัฒนาคุณธรรมของแต่ละบุคคล
📖 แล้วอัลกุรอานกล่าวถึงความรับผิดชอบหลังหย่าไว้อย่างไร?
เมื่อกลับมาพิจารณาหลักศาสนาอิสลาม จะพบว่าการยุติชีวิตคู่ด้วยความดีงามเป็นเรื่องที่อัลกุรอานให้ความสำคัญ ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 229 มีใจความเกี่ยวกับการดำรงความสัมพันธ์ไว้โดยชอบธรรม หรือปล่อยให้อีกฝ่ายจากไปด้วยความดีงาม ขณะที่อายะฮ์ที่ 231 เตือนไม่ให้ใช้การคงความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือสร้างความเสียหายแก่ผู้หญิง (อัลกุรอาน, 2:229, 2:231) หลักคำสอนนี้ช่วยให้เห็นว่าการหย่าไม่ควรถูกใช้เพื่อข่มขู่ กดดัน หรือทำร้ายอีกฝ่าย เพราะแม้ชีวิตคู่จะไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ การปฏิบัติต่อกันด้วยความเป็นธรรมก็ยังมีความสำคัญ ส่วนซูเราะฮ์อัฏเฏาะลาก อายะฮ์ที่ 6–7 กล่าวถึงเรื่องที่พักอาศัย การไม่สร้างความเดือดร้อน การดูแลหญิงตั้งครรภ์ การให้นมบุตร และการใช้จ่ายตามกำลังทรัพย์ ซึ่งสะท้อนว่าการหย่ายังมีหน้าที่บางประการที่ต้องได้รับการจัดการภายใต้เงื่อนไขของหลักศาสนา (อัลกุรอาน, 65:6–7) ทั้งนี้ สิทธิในรายละเอียดต้องพิจารณาตามประเภทของการหย่าและสถานการณ์ของคู่สมรสแต่ละราย ไม่อาจสรุปว่าทุกกรณีมีหน้าที่ทางการเงินเหมือนกันทั้งหมด
🤲 หากพิจารณาให้ลึกถึงมิติทางจิตวิญญาณ อารยานิกะห์เห็นว่าความรับผิดชอบหลังหย่าควรเชื่อมโยงกับความยำเกรงต่ออัลลอฮ์ หรือที่เรียกว่าตักวา เพราะมนุษย์แม้จะมีสิทธิบางประการตามหลักศาสนา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจเหนือศักดิ์ศรีหรือชีวิตของผู้อื่นอย่างไร้ขอบเขต อัลกุรอานยืนยันว่าอัลลอฮ์คืออัลฮักก์ ผู้ทรงเป็นสัจธรรม และมนุษย์เป็นผู้พึ่งพาพระองค์ (อัลกุรอาน, 22:6, 35:15) หลักการนี้สัมพันธ์กับแนวคิดฟักร์ ซึ่งหมายถึงการตระหนักถึงความจำกัดของมนุษย์และการพึ่งพาอัลลอฮ์ ความถ่อมตนดังกล่าวสามารถนำไปสู่ความระมัดระวังในการตัดสินใจและการตระหนักถึงอะมานะฮ์ หรือความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้รับมอบหมาย อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ อายะฮ์ที่ 58 กล่าวถึงการคืนสิทธิแก่เจ้าของสิทธิและการตัดสินด้วยความยุติธรรม ซึ่งเป็นหลักที่ช่วยให้เราพิจารณาได้ว่า การมีสิทธิในการหย่าควรดำเนินควบคู่ไปกับการเคารพสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างไร (อัลกุรอาน, 4:58) การเชื่อมโยงแนวคิดเหล่านี้เป็นกรอบการตีความร่วมสมัยเพื่อส่งเสริมคุณธรรม มิใช่คำวินิจฉัยทางศาสนาใหม่หรือสูตรตายตัวที่อัลกุรอานกำหนดไว้โดยตรง
⚖️ แล้วชายมุสลิมไทยควรนำบทเรียนเหล่านี้มาใช้อย่างไร?
การนำตัวอย่างจากต่างประเทศมาใช้ในประเทศไทยต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจความแตกต่างทางกฎหมายก่อน เพราะการกล่าวคำหย่าตามหลักศาสนาและการหย่าตามกฎหมายแพ่งไทยไม่ใช่กระบวนการเดียวกัน หากคู่สมรสจดทะเบียนสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การกล่าวคำหย่าทางศาสนาเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ทะเบียนสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ การหย่าโดยความยินยอมต้องดำเนินการตามข้อกำหนดเรื่องหลักฐานและการจดทะเบียน ส่วนการหย่าโดยคำพิพากษาก็ต้องผ่านกระบวนการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489 ซึ่งกำหนดการใช้กฎหมายอิสลามในคดีครอบครัวและมรดกที่เข้าเงื่อนไขของกฎหมายในพื้นที่ดังกล่าว (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, มาตรา 1514–1515, 1531; พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามฯ, 2489, มาตรา 3) ดังนั้น การจัดการสิทธิหลังหย่าจึงควรเริ่มด้วยการตรวจสอบสถานะทางศาสนาและกฎหมายของแต่ละครอบครัวให้ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายทราบว่ามีสิทธิ หน้าที่ และกระบวนการใดที่เกี่ยวข้องกับตนจริง
สำหรับชายมุสลิมที่กำลังพิจารณาการหย่าหรือได้กล่าวคำหย่าไปแล้ว การแสดงความรับผิดชอบสามารถเริ่มจากเรื่องใกล้ตัว เช่น การตรวจสอบว่าตนมีภาระทางการเงินใดค้างอยู่ การขอคำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิของอดีตภรรยา การจัดการเอกสารและสถานะการหย่าให้ชัดเจน รวมถึงการวางแผนดูแลบุตรอย่างเหมาะสม หากมีหน้าที่ต้องชำระค่าเลี้ยงดูก็ควรดำเนินการตามกำลังและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มองว่าการทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นความกรุณาที่อีกฝ่ายต้องตอบแทนด้วยการยอมสละสิทธิของตน ขณะเดียวกัน หากประสบปัญหาทางการเงินก็ควรอธิบายตามความจริงและขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางที่ถูกต้อง แทนการหลีกเลี่ยงหรือปล่อยให้ภาระค้างสะสมจนเกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ที่ต้องพึ่งพา การกระทำเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่เป็นตัวอย่างของการนำความยำเกรงต่ออัลลอฮ์มาแสดงผ่านความรับผิดชอบในชีวิตจริง
👨👧👦 โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีบุตร ความรับผิดชอบของบิดาไม่ควรถูกมองว่าสิ้นสุดลงพร้อมกับการหย่าร้าง เพราะลูกยังคงต้องการการดูแลทั้งด้านปัจจัยยังชีพ การศึกษา สุขภาพ และความมั่นคงทางจิตใจ แม้พ่อแม่จะไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อีกต่อไปก็ตาม อัลกุรอาน ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 233 กล่าวถึงหน้าที่ในการจัดหาปัจจัยยังชีพในบริบทของการให้นมบุตร และเตือนมิให้พ่อหรือแม่ได้รับความเดือดร้อนเพราะเรื่องของลูก (อัลกุรอาน, 2:233) หลักคำสอนนี้ชวนให้ชายมุสลิมตระหนักว่า การเป็นพ่อที่รับผิดชอบไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยังคงเป็นสามีของแม่เด็กเสมอไป แต่เกี่ยวข้องกับการดูแลสิทธิและความเป็นอยู่ของลูกอย่างต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่เหมาะสม ทั้งนี้ การติดต่อหรือจัดการเรื่องลูกต้องคำนึงถึงความปลอดภัย สวัสดิภาพ และสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง โดยไม่ใช้การดูแลลูกเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้งกับอดีตคู่สมรส
🌱 จากหลักฐานและบทเรียนทั้งหมด อารยานิกะห์เสนอว่าการส่งเสริมความรับผิดชอบของชายมุสลิมไทยควรเริ่มตั้งแต่ก่อนนิกะห์ ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาครอบครัวก่อนจึงเริ่มเรียนรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ คู่รักควรมีโอกาสทำความเข้าใจความรับผิดชอบทางการเงิน การดูแลบุตร สถานะการสมรสตามกฎหมาย และขั้นตอนที่เกี่ยวข้องหากวันหนึ่งชีวิตคู่จำเป็นต้องสิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน ควรมีสื่อการเรียนรู้สำหรับชายมุสลิมที่กำลังเผชิญการหย่าโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้ทราบว่าควรตรวจสอบเรื่องใดกับผู้มีความรู้หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ ตั้งแต่สิทธิของอดีตภรรยา ภาระค้างชำระ การดูแลบุตร ไปจนถึงการจัดการเอกสารและการขอความช่วยเหลือเมื่อไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกำหนด แนวทางนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอารยานิกะห์ในฐานะวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมชีวิตคู่ การคุ้มครองผู้หญิงและเด็ก และการส่งเสริมให้ชายมุสลิมเข้าใจหน้าที่ที่ตนพึงมีต่อครอบครัว (อารยานิกะห์, ม.ป.ป.)
การเรียนรู้ดังกล่าวควรดำเนินไปในบรรยากาศที่เคารพศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย ไม่ตัดสินว่าชายที่หย่าร้างเป็นคนไม่ดี และไม่ทำให้ผู้หญิงที่ต้องการแยกทางรู้สึกว่าตนกำลังทำลายครอบครัว เพราะบางความสัมพันธ์อาจมีเหตุผลที่เหมาะสมและจำเป็นต้องสิ้นสุดลง สิ่งที่ควรส่งเสริมคือการทำให้การแยกทางเกิดขึ้นโดยเคารพสิทธิของทุกฝ่าย ไม่ปล่อยให้ผู้หญิงและเด็กต้องแบกรับภาระที่อีกฝ่ายมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ และไม่ใช้คำสอนเรื่องความเมตตาหรือการให้อภัยเป็นเหตุให้ผู้ได้รับความเสียหายต้องยอมละทิ้งสิทธิของตน การแก้ไขสิ่งที่ค้างคาอาจทำได้โดยไม่จำเป็นต้องกลับมาเป็นคู่สมรสกันอีกครั้ง เพราะความรับผิดชอบและการคืนดีเป็นคนละเรื่องที่ต้องพิจารณาแยกจากกัน
✨ ในท้ายที่สุด อารยานิกะห์เชื่อว่าการส่งเสริมความรับผิดชอบหลังหย่าต้องอาศัยทั้งความรู้ทางศาสนา ความเข้าใจทางกฎหมาย และการปลูกฝังคุณธรรมให้เกิดขึ้นในชีวิตจริง งานวิจัยในประเทศไทยช่วยให้เราเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ประสบการณ์จากมาเลเซียและซาอุดีอาระเบียทำให้เห็นว่ากระบวนการทางกฎหมายสามารถช่วยรองรับความรับผิดชอบบางด้านได้อย่างไร ส่วนหลักอัลกุรอานช่วยเตือนให้เราตระหนักว่าการใช้สิทธิใด ๆ ควรดำเนินควบคู่ไปกับความยุติธรรมและความเมตตา การหย่าจึงไม่จำเป็นต้องเป็นจุดสิ้นสุดของความดีงามระหว่างมนุษย์ แม้ความสัมพันธ์ในฐานะสามีภรรยาจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม ชายมุสลิมยังสามารถแสดงความรับผิดชอบผ่านการรักษาสัญญา การจัดการสิ่งที่ค้างอยู่ การดูแลลูก และการไม่สร้างความเดือดร้อนแก่อดีตคู่สมรสโดยไม่จำเป็น
ความเป็นชายมุสลิมที่รับผิดชอบจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะวันที่กล่าวรับนิกะห์ต่อหน้าพยาน แต่อาจปรากฏอย่างมีความหมายไม่แพ้กันในวันที่จำเป็นต้องกล่าวคำหย่า เพราะแม้ชีวิตคู่จะดำเนินต่อไปไม่ได้ ความตั้งใจที่จะปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเป็นธรรมยังคงเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถเลือกกระทำได้เสมอ และบางทีการแยกทางด้วยอิห์ซานอาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ที่ชายมุสลิมทุกคนสามารถนำกลับไปพิจารณาตนเองได้ว่า เราเข้าใจสิทธิที่ผู้อื่นพึงได้รับจากเราแล้วหรือยัง และเราพร้อมจะรับผิดชอบต่อสิทธิเหล่านั้นด้วยความยุติธรรมและความเมตตามากเพียงใด
📚 เอกสารอ้างอิง
เจะอารง, อ. (2547). สิทธิของภริยาในการหย่าและสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมายอิสลาม: กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี [วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์].
ยูโซ๊ะ, ม., และหะมะ, ซ. (2561). The rights of wives to be divorced in Islamic law: A case study in Yala. Al-HIKMAH Journal, 4(7), 57–67.
อัลกุรอาน. (ม.ป.ป.). อัลกุรอานฉบับแปลความหมายภาษาไทย. Quran.com.
อารยานิกะห์. (ม.ป.ป.). เจตนารมณ์การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม. ARAYA Nikah Social Enterprise.
Abd Mutalib, A., & Karim, F. (2025). Causes of divorce in Yala Province, Thailand: Impacts and suitable solutions. International Journal of Fiqh and Usul al-Fiqh Studies, 9(1), 46–62. DOI: 10.31436/ijfus.v9i1.359
Government of Malaysia. (2026a). Claims & rights after Islamic divorce. Malaysia Government Portal.
Government of Malaysia. (2026b). Family support assistance related to divorce. Malaysia Government Portal.
Government of Malaysia. (2026c). Islamic divorce procedure. Malaysia Government Portal.
Kingdom of Saudi Arabia. (2022). Personal status law (Royal Decree No. M/73).
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. มาตรา 1514, 1515 และ 1531.
พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. 2489. มาตรา 3.