คู่มือมนุษย์

คู่มือมนุษย์ คู่มือมนุษย์ human-manual พุทธทาส
http://bit.ly/2CZfJcO หรือ http://tinyurl.com/yyw88jwd

15/05/2026

การบรรยายครั้งที่4 การออกจากความทุกข์ หรือการเข้าสู่นิพพาน
-สอนวิธีการกำหนดรู้ขันธ์ห้าโดยอาการ5(โดยรอบ)
-การเพ่งหรือกำหนดรู้ขันธ์ห้าเป็นการทำวิปัสสนา เพราะมันช่วยล้างความเห็นผิดหรือสัญญาผิดๆออกจากจิตใด้สำนึก และช่วยเติมความเห็นที่ถูกต้องหรือสัญญาที่ถูกต้อง(ปัญญา)ลงในจิตใต้สำนึก
-ปัญญาญาณที่ได้จากการเพ่งดูขันธ์ห้า มีอะไรบ้าง
-พุทธองค์ทรงรับรองว่าผู้เจริญสัญญาสิบประการ ย่อมบรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะมันเป็นการเจริญวิปัสสนา
-ธรรมะ4เกลอ คือ แพคเกจของ สติ+ปัญญา+ สัมปชัญญะ+สมาธิ ที่มาเข้าทำลายกิเลส โดยพร้อมเพรียงกันในคราวเดียวกัน
-สันติภาพที่แท้จริงเกิดจากความหมดตัวกูของกูของแต่ละปักเจกบุคคล. เมื่อหมดตัวกู จะมีเมตตาต่อผู้อื่น เมื่อนั้นศีลธรรมจะเกิดได้เองโดยอัตโนมัติ โลกจะกลายเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ เป็นสวรรค์ในทันที

14/05/2026

การบรรยายครั้งที่4 การออกจากความทุกข์ หรือการเข้าสู่นิพพาน
-สอนวิธีการกำหนดรู้ขันธ์ห้าโดยอาการ5(โดยรอบ)
-การเพ่งหรือกำหนดรู้ขันธ์ห้าเป็นการทำวิปัสสนา เพราะมันช่วยล้างความเห็นผิดหรือสัญญาผิดๆออกจากจิตใด้สำนึก และช่วยเติมความเห็นที่ถูกต้องหรือสัญญาที่ถูกต้อง(ปัญญา)ลงในจิตใต้สำนึก

-ปัญญาญาณที่ได้จากการเพ่งดูขันธ์ห้า มีอะไรบ้าง
-พุทธองค์ทรงรับรองว่าผู้เจริญสัญญาสิบประการ ย่อมบรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะมันเป็นการเจริญวิปัสสนา
-พุทธองค์ทรงสอนว่าผู้กำหนดรู้ขันธ์ห้าโดยอาการ5(โดยรอบ) ย่อมปรินิพพาน เพราะมันเป็นการเจริญวิปัสสนา
-วิปัสสนาที่แท้แล้วเป็นอย่างไรกันแน่
-ธรรมะ4เกลอ คือ แพคเกจของ สติ+ปัญญา+ สัมปชัญญะ+สมาธิ ที่มาเข้าทำลายกิเลส โดยพร้อมเพรียงกันในคราวเดียวกัน
-สันติภาพที่แท้จริงเกิดจากความหมดตัวกูของกูของแต่ละปักเจกบุคคล. เมื่อหมดตัวกู จะมีเมตตาต่อผู้อื่น เมื่อนั้นศีลธรรมจะเกิดได้เองโดยอัตโนมัติ โลกจะกลายเป็นดินแดนแห่งสันติภาพ เป็นสวรรค์ในทันที

16/04/2026

.....................................................................................
คู่มือมนุษย์ ครั้งที่3 (ขจรศักดิ์ บรรยายที่สวนโมกข์กรุงเทพ (13ธค2568)
***อธิบายวงจรการเกิดขึ้นของความทุกข์(ปฏิจจสมุปบาท)อย่างละเอียด แต่กระชับเข้าใจง่าย***

-ที่แท้แล้วในทางชั้นลึก ผัสสะคือ โลกทัศน์หรือมุมมองที่เราเข้าไปรู้สึกต่อเรื่องราวต่างๆในโลก อันจักเป็นเหตุทำให้ใจเราเกิดเป็นสุขเป็นทุกข์ขึ้นมา
-ทุกครั้งที่จิตเคลื่อนออกจากจิตประภัสสร ไปสู่จิตที่ไม่ประภัสสร มันจะนำไปสู่ การฝังลงของสัญญามั่นหมายฝ่ายเกิดทุกข์(ปปัญจสัญญา)]ลงเป็นความเคยชินของจิต

-ปฎิจจสมุปบาทคืออะไร
เริ่มจาก อวิชชาสังขารวิญญาณนามรูปสฬายตนะผัสสะ(โง่)เวทนาตัณหาอุปาทานภพชาติชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปยาสะ ซึ่งเราสามารถแบ่ง11อาการนี้ออกได้เป็น2ช่วง คือ ช่วงที่1 กับ ช่วงที่2
-ปฎิจจสมุปบาท11อาการ สามารถแบ่งออกเป็น2ช่วง
-ช่วงที่หนึ่ง เป็นช่วงของการให้คุณค่าให้ความหมายต่ออายตนะภายนอกที่มากระทบเข้า ภาคนี้ประกอบด้วย5อาการ โดยเริ่มจากอวิชชา, สังขาร, วิญญาณ, นามรูป, สฬายตนะ, ผัสสะ. สิ้นสุดลงตรงนี้. คือ ณจุดนี้ผัสสะบริสุทธิ์ได้กลายเป็นผัสสะโง่สมบูรณ์แบบ คือจิตประภัสสรกลายเป็นจิตที่ไม่ประภัสสรแล้ว เพราะจิตกำลังประกอบอยู่กับกิเลส อยู่กับคุณค่าความหมายที่ตนกำลังเริ่มอินลงเริ่มจมลงในคุณค่าความหมายเหล่านั้น
ช่วงที่2 เป็นช่วงแสดงผลลัพธ์ของการรับรู้ในคุณค่าและความหมายที่เกิดขึ้นในภาคแรก โดยการรับรู้ในภาคแรกจะมีผลโดยตรงต่อความรู้สึก(เวทนา)ที่จะเกิดขึ้นในภาคที่สองนี้. ภาคที่สองนี้ ประกอบด้วย6อาการ โดยจะเริ่มจากผัสสะโง่ทำให้เกิดเวทนา,ตัณหา,อุปาทาน,ภพ,ชาติ,ชรา มรณะ โสกะ... ฯลฯ

-จริงหรือที่สุขทุกข์และความเป็นไปของหมู่สัตว์ถูกควบคุมโดยสัญญามั่นหมาย
-สัญญามี2ชนิด คือ สัญญาจำหมาย กับ สัญญามั่นหมาย
-สัญญามั่นหมายคืออะไร มีกี่ชนิด (ฝ่ายทำให้เกิดทุกข์ กับ ฝ่ายทำให้ทุกข์ดับ)
-สัญญามั่นหมายฝ่ายเกิดทุกข์(อ.พุทธทาสเรียกสัญญาตัวแสบ) เกิดขึ้นได้อย่างไร (พระสูตรหน้า601 น.ปฏิจจฯจากพระโอษฐ์)...............................................................................
-การเพ่งโทษของเวทนา นั้นทำอย่างไร
-อานิสงส์ของการเพ่งโทษเวทนา

16/04/2026

เรียนเชิญเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษาธรรมชุด คู่มือมนุษย์ วันที่ 2, 3, 9, 10พ.ค. 2569 เวลา13:00-16:00น บรรยายต่อเนื่อง4ครั้งจบหลักสูตร ที่ชั้น2 สวนโมกข์กรุงเทพ (หอจดหมายเหตุ พุทธทาส)

หลักสูตรนี้จะช่วยสรุปย่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้สั้นกระชับเข้าใจง่าย อันจะช่วยย่นเวลาในการศึกษาและปฎิบัติธรรมอย่างยิ่ง

ขณะนี้เปิดให้ลงทะเบียนแล้วที่ เวปไซต์ register.bia.or.th

28/12/2025

คู่มือมนุษย์ ครั้งที่2 (บรรยายที่สวนโมกข์กรุงเทพ (7ธค2568)
วิญญาณ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
องค์ประกอบของการรับรู้คืออะไร.......................................................................
ชีวิตประกอบด้วยขันธ์5 คือ กายกับใจ หรือ รูปกับนาม
จิตหรือใจ แสดงกิริยาได้กี่แบบ เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราต้องรู้
-ขันธ์ทั้ง5 คืออะไร
-อะไรคือแดนเกิดของขันธ์5
-ขันธ์ห้ามี2ชนิด คือขันธ์5ที่ไม่มีกิเลสปะปนผสมรวม(จิตประภัสสร) กับ ขันธ์ห้าที่ประกอบอยู่กับกิเลส(จิตถูกกิเลสเข้ามาครอบงำ)
-จิตทุกดวงมื่อแรกเกิดขึ้นใหม่ๆจะยังคงประภัสสร
-ปัจจัย2อย่างที่ทำให้จิตเคลื่อนออกจากจิตประภัสสร กลายเป็น จิตที่ถูกกิเลสครอบงำ(ไม่ประภัสสร)........................................................................
-สัญญา2ชนิด คือ สัญญาจำหมาย กับ สัญญามั่นหมาย
-อยากหลุดพ้นจากความทุกข์ต้องรู้จัก สัญญามั่นหมาย ว่า มันมี2ชนิด คือ สัญญามั่นหมายผ่ายทุกข์ กับสัญญามั่นหมายฝ่ายปัญญา........................................................................
อิทธิฤทธิ์ของผู้เห็นอิทัปปัจจยตา

19/12/2025

คู่มือมนุษย์ ครั้งที่1 ทั้งหมดมี4ครั้ง (บรรยายที่สวนโมกข์กรุงเทพ 6ธค2568)

-สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านทรงรำพึงหลังจากที่ตรัสรู้ใหม่ๆได้7วัน (อริยสัจจากพระโอษฐ์หน้า3) "ผัสสะปเรโต คืออะไร"

-สภาวะจิตพื้นฐานโดยธรรมชาติที่เรียกว่าจิตประภัสสรคืออะไร เป็นอย่างไร มันมีอยู่ในตัวเราหรือไม่ มันมีอยู่ในขณะใด และ มีในลักษณะใด

-พระพุทธเจ้าท่าน ครัสว่า "ผู้ไม่รู้ความจริงของจิตประภัสสรจะไม่สามารถพัฒนาจิตได้" นั้นจริงหรือ

-ความยึดมั่นถือมั่นเอาสิ่งต่างๆยาเป็นกู เป็นของกู เกิดขึ้นได้อย่างไร

-ความรู้สึกที่ว่า "ตัวกูของกูเป็นสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้" แท้จริงมันเป็นเพียงมโนภาพชองจิต ที่ท่านสร้างขึ้นมาเอง

-ถ้าตัวกูของกู ไม่มีอยู่ในโลกนี้จริงง? แล้วเราจะทำงานหาเงินหาทรัพย์ไปเพื่ออะไร

“ปฏิจจสมุปบาท” และ “อริยสัจจ์”เราจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร?…. “ปฏิจจสมุปบาท ส่วน “สมุทยวาร” นั้น แสดงถึง ทุกขสัจจ์ และ สมุท...
26/08/2025

“ปฏิจจสมุปบาท” และ “อริยสัจจ์”
เราจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไร?
…. “ปฏิจจสมุปบาท ส่วน “สมุทยวาร” นั้น แสดงถึง ทุกขสัจจ์ และ สมุทยสัจจ์
…. และ ปฏิจจสมุปบาท ส่วน “นิโรธวาร” นั้น แสดงถึง นิโรธสัจจ์ และ มรรคสัจจ์
จึงเป็นอันว่าไม่ได้แสดงอะไรอื่น นอกไปจากแสดงเรื่อง “อริยสัจจ์” หรือ ถ้าจะกล่าวสรุปให้สั้นเข้าไปอีก ก็กล่าวว่า แสดงเรื่อง “ทุกข์” และเรื่อง “ความดับทุกข์” โดยตรงนั่นเอง
…. เมื่อเรามีความรู้อย่างนี้แล้ว ก็จะเป็นการง่ายในการที่จะปฏิบัติเพื่อ “ความดับทุกข์”
…. เราจะปฏิบัติอย่างไร? ตรงไหน? และเมื่อไหร่? ตอบได้โดยไม่มีทางผิด และถูกต้องที่สุดว่า..จะต้องปฏิบัติตรงที่ “อายตนะ” พบกัน คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมารมณ์ (อายนะภายนอก) พบกันกับ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ (อายตนะภายใน) นั่นเอง ตรงนั้นแหละ คือเรื่องราวที่เป็นตัวการสำคัญ เราจะต้องศึกษาและปฏิบัติกันตรงนั้น ที่นั่น และเมื่อนั้น
…. หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้สนใจพินิจพิจารณาในส่วนนี้ให้มากเป็นพิเศษ จึงจะสามารถเข้าใจถึงเรื่องของ “อริยสัจจ์” และ “ดับทุกข์” ได้โดยสมควรแก่ความรู้ และการปฏิบัติของตน”
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : วิสาขบูชาเทศนา หัวข้อเรื่อง “จตุราริยสัจจกถา | อวิชาเกิด ทุกข์เกิด | อวิชาดับ ทุกข์ดับ” เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๐๔ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่ม “วิสาขบูชาเทศนา” เล่ม ๑
# หมายเหตุ : ( ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ )
๑. “สมุทัยวาร” คือ สายเกิด ( ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ ) เป็นการแสดงไปตามลำดับ จึงเรียกว่า “อนุโลมปฏิจจสมุปบาท” อีกอย่างหนึ่งทรงเรียกว่า “มิจฉาปฏิปทา” หรือ ทางผิด การปฏิบัติผิด
๒. “นิโรธวาร” คือ สายดับ ( ความดับไปแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ) เป็นการแสดงย้อนลำดับ จึงเรียกว่า “ปฏิโลมปฏิจจสมุปบาท” อีกอย่างหนึ่งทรงเรียกว่า “สัมมาปฏิปทา” หรือ ทางถูก การปฏิบัติถูก
----------------------------------------
“ปฏิจจสมุปบาท” และ “อนัตตา”
“ ปฏิจจสมุปบาท แสดงให้เห็นภาวะทั้ง ๓ คือ...
ภาวะที่ไม่เที่ยง ไม่คงอยู่ เกิดแล้วสลายไป เรียกว่า “อนิจจตา”
ภาวะที่ถูกบีบคั้นด้วยเกิดสลาย มีความกดดันขัดแย้งแฝงอยู่ ไม่สมบูรณ์ในตัว เรียกว่า “ทุกขตา”
ภาวะที่ไร้ตัวตนที่แท้จริงของมันเอง เรียกว่า “อนัตตา”
และ ปฏิจจสมุปบาทแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ต่อเนื่องเป็นปัจจัยแก่กันของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น จนปรากฏรูปออกมาเป็นต่างๆ ในธรรมชาติ
สิ่งทั้งหลายที่ปรากฏมี จึงเป็นเพียงกระแสความเป็นไปแห่งเหตุปัจจัยที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมา อาจเรียกสั้นๆ ว่า “กระบวนธรรม”
ภาวะและความเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบาทนี้มีแก่สิ่งทั้งปวง ทั้งที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่เป็นนามธรรม ทั้งในโลกฝ่ายวัตถุ ทั้งแก่ชีวิตที่ประกอบพร้อมด้วยรูปธรรมนามธรรม โดยแสดงตัวออกเป็นกฎธรรมชาติต่างๆ คือ ธรรมนิยาม อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตตนิยาม กรรมนิยาม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ กับเรื่องความสุขความทุกข์ของชีวิต
เรื่องที่ควรย้ำเป็นพิเศษ เพราะมักขัดกับความรู้สึกสามัญของคนคือ กรรมก็ดี กระบวนการแห่งเหตุผลอื่นๆ ทุกอย่างในธรรมชาติก็ดี เป็นไปได้ก็เพราะสิ่งทั้งปวงเป็นของไม่เที่ยง คือเป็นอนิจจัง และไม่มีตัวตนของมันเอง คือเป็นอนัตตา
ถ้าสิ่งทั้งหลายเป็นของเที่ยง มีตัวตนจริงแล้ว กฎธรรมชาติทั้งมวล รวมทั้งหลักกรรม ย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้ กฎเหล่านี้ยังยืนยันด้วยว่า ไม่มี “มูลการณ์” หรือ ต้นกำเนิดเดิมสุดของสิ่งทั้งหลาย เช่น พระผู้สร้าง เป็นต้น.”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตโต )
ที่มา : จากหนังสือ “พุทธธรรม ฉบับเดิม”
# # ท. ส. ปัญญาวุฑโฒ – รวบรวม. # #

"ทำไมมนุษย์ต้องมีคู่มือ"ในมุมมองของ " #คู่มือมนุษย์" ของ  #ท่านพุทธทาสภิกขุ คำว่า "คู่มือ" ไม่ได้หมายถึงคู่มือการใช้งานเ...
02/08/2025

"ทำไมมนุษย์ต้องมีคู่มือ"

ในมุมมองของ " #คู่มือมนุษย์"
ของ #ท่านพุทธทาสภิกขุ คำว่า "คู่มือ"
ไม่ได้หมายถึงคู่มือการใช้งานเครื่องจักร

แต่เป็น #คู่มือการใช้ชีวิต
ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทรงพลังมาก

เหตุผลที่มนุษย์ต้องมีคู่มือจากมุมมอง
ของหนังสือและหลักพุทธธรรมได้ดังนี้:

1. เพราะชีวิตคือปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข
* ความจริงของชีวิตคือทุกข์: ตามหลักอริยสัจ 4 พระพุทธเจ้าทรงสอนว่าชีวิตคือความทุกข์ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความไม่สมหวังล้วนเป็นทุกข์

* ความไม่รู้คือต้นเหตุ:
ต้นเหตุของทุกข์คือ "อวิชชา" (ความไม่รู้)
ที่ทำให้เรายึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง ทำให้เราเห็นความทุกข์เป็นความสุข และเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนเป็นตัวตน

* คู่มือคือแผนที่: 🗺️
"คู่มือมนุษย์" จึงเป็นเหมือน "แผนที่"
ที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของชีวิต (ทุกข์)
สาเหตุของปัญหา (สมุทัย)
เป้าหมายที่แท้จริงของการแก้ปัญหา (นิโรธ) และเส้นทางที่ถูกต้องในการแก้ปัญหา (มรรค)
ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยรู้
หรือไม่เคยตั้งคำถามมาก่อน

2. เพราะชีวิตเป็นเรื่องซับซ้อนและเต็มไปด้วยกับดัก
* กับดักของกิเลส: มนุษย์ถูกกิเลส
(ความโลภ โกรธ หลง) ครอบงำได้ง่าย
มีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งต่างๆ (อุปาทาน) เช่น รูป รส กลิ่น เสียง ความคิดเห็น และอัตตาของตัวเอง

* กับดักของโลกธรรม: เราต้องเผชิญกับโลกธรรม 8 ประการ (มีลาภ-เสื่อมลาภ, มียศ-เสื่อมยศ, สรรเสริญ-นินทา, สุข-ทุกข์) ที่คอยดึงจิตใจให้หวั่นไหว

* คู่มือคือเข็มทิศ: 🧭
" #คู่มือมนุษย์" เป็นเหมือน "เข็มทิศ"
ที่ช่วยให้เราเดินทางในโลกที่เต็มไปด้วยกับดักเหล่านี้ได้อย่างไม่หลงทิศ ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการยึดติด และสอนวิธีที่จะปล่อยวางและวางตัวอย่างถูกต้องต่อทุกสิ่งรอบตัว

3. เพราะมนุษย์ขาดสัญชาตญาณในการหลุดพ้น
* สัญชาตญาณทางโลก:
สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่มีสัญชาตญาณเพื่อการเอาชีวิตรอด เช่น การหาอาหาร การสืบพันธุ์ และการปกป้องตัวเอง
* สัญชาตญาณทางธรรม:
แต่มนุษย์ขาดสัญชาตญาณที่จะ
"หลุดพ้นจากทุกข์"
เราต้องเรียนรู้และฝึกฝน

* คู่มือคือแบบฝึกหัด: 📋
" #คู่มือมนุษย์" จึงเป็นเหมือน "แบบฝึกหัด"
ที่สอนให้เราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า
"ศีล สมาธิ ปัญญา" เพื่อฝึกฝนจิตใจ
ให้มีสติ มีปัญญา และสามารถแยกแยะ
ความจริงกับมายาออกจากกันได้
ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่ได้ติดตัวมาแต่กำเนิด

สรุป
มนุษย์ต้องมีคู่มือ เพราะเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างถูกต้อง
และปราศจากทุกข์โดยสมบูรณ์
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่รู้ ความยึดติด
และความหวั่นไหว

" #คู่มือมนุษย์"
จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญยิ่งในการช่วยให้เราเข้าใจชีวิตตามความเป็นจริงอย่างที่มันเป็น เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสงบสุขและมีปัญญาในที่สุด

ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี และความเร่งรีบ "ธรรมะ" กลายเป็นคำที่หลายคนมองว่าเชย ล้าสมัย และไม่มีที่ยืนในโลกแห่งความจริง ...
26/07/2025

ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี และความเร่งรีบ "ธรรมะ" กลายเป็นคำที่หลายคนมองว่าเชย ล้าสมัย และไม่มีที่ยืนในโลกแห่งความจริง

แต่ในความเป็นจริงนั้นเอง พระธรรมคือสิ่งที่เราทุกคนขาดไม่ได้ เพราะเบื้องหลัง #ปัญหาส่วนตัว #ปัญหาสังคม และแม้แต่ #สงครามระหว่างประเทศ ล้วนเริ่มต้นจากสิ่งเดียวกัน คือ การละทิ้งธรรมะ และใช้ชีวิตฝืนกฎของความจริง

หรือที่ท่าน อ.พุทธทาสกล่าวว่า คือ การทำสงครามกับธรรมะหรือพระเจ้า

#สงครามภายนอกเริ่มจากสงครามภายใน

อ. พุทธทาสภิกขุชี้ให้เห็นว่า การที่เราดำเนินชีวิตสวนทางกับความถูกต้องดีงาม ปล่อยให้กิเลส ความโลภ และความเห็นแก่ตัวเข้าครอบงำ ก็เปรียบเสมือน #การประกาศสงครามกับสัจธรรม ผลลัพธ์คือ #ความทุกข์ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและสังคม

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า

“คนสมัยนี้กำลัง กำลังทำสงครามกับพระธรรม ท่านลองคิดดูว่าคนทำสงครามกับพระธรรมได้อย่างไร มันก็เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ยากนักว่าคนที่เหยียบย่ำธรรม ไม่ประพฤติตามธรรมนั่นแหละคือคนที่ทำสงครามกับพระธรรม...หรือจะพูดกันอย่างสมมติเป็นปุคคลาธิษฐานก็ว่าทำสงครามกับพระเจ้า”

สงครามภายในใจนี้มีกองทัพที่น่าเกรงขามคือ "กิเลส" อันได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง โดยมีรากเหง้ามาจากความยึดมั่นถือมั่นในความเป็น "ตัวกู-ของกู" อย่างเหนียวแน่น

ความเห็นแก่ตัวนี้เองที่ผลักดันให้มนุษย์ทำทุกวิถีทางเพื่อสนองความต้องการของตนเองอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

#เมื่อตัวกูรบกับพระธรรม

ปัญหาใหญ่ในระดับสังคมและการเมือง เช่น การปกครองที่ไม่ดี ก็เกิดจากการที่ "ตัวกู-ของกู" เข้ามาเป็นใหญ่แทนที่พระธรรม

และเมื่อมองไปในระดับที่ใหญ่ขึ้น สงครามระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน ก็ล้วนมาจาก "ตัวกู-ของกู" ในระดับชาติที่ขยายใหญ่ขึ้น จนทำให้การเจรจาสันติภาพกลายเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง เพราะตราบใดที่แต่ละฝ่ายยังยึดมั่นในผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง สงครามก็ไม่มีวันยุติลงได้

ท่านพุทธทาสได้ชี้ว่า

"คนทุกคนในโลกทุกประเทศ ไม่เฉพาะประเทศไหน ทุกประเทศในโลกเขาก็เตรียมกันไปในทางที่จะเบียดเบียนกันเอาเปรียบกัน

เช่นว่ามี #การตระเตรียมทางทหาร กันทุกประเทศ มี #การตระเตรียมทางเศรษฐกิจ กันทุกประเทศ #มีการตระเตรียมทางการเมือง กันทุกๆประเทศ

แต่แล้วตระเตรียมเพื่ออะไรกัน #มันตระเตรียมเพื่อความโลภโมโทสัน ตระเตรียมเพื่อจะเอามาให้มาก เพื่อจะกวาดล้อมเอาของผู้อื่นมาเป็นของตัว หรือเพื่อจะรวมหมู่รวมพวกกันต่อสู้ฝ่ายตรงกันข้ามแล้วเอามาแบ่งกัน

อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ที่ทำสงครามกันกับพระเจ้า ทำสงครามกันกับพระธรรม

เพราะว่าพระเจ้าไม่ต้องการให้ทำอย่างนั้น พระธรรมก็ไม่ต้องการให้ทำอย่างนั้น แต่มนุษย์ก็ยังคงทำ เรียกว่ามนุษย์นี่เตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะเอาเปรียบผู้อื่น

ท่านจะนึกว่ามันเป็นคำด่าหรือคำสบประมาทหรืออะไรก็ตามที แต่อาตมาจะยืนยันอยู่ว่ามนุษย์นี้เตรียมพร้อมอยู่เสมอเพื่อจะเอาเปรียบผู้อื่น"

กระทั่งที่ว่าการปกครองไม่ดี อะไรไม่ดี การเมืองไม่ดี อันนั้นก็อยู่ที่ว่าตัวกูของกูนี่เข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ธรรมะไม่ได้เข้ามาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ

แล้วทีนี้ที่มันต้องรบกันระหว่างประเทศ ระหว่างกลุ่มของประเทศ คราวที่แล้วยังเห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็เรื่องตัวกูของกูที่หนักมากยิ่งขึ้นไปอีก

คือ มันไม่มีทางที่จะหยุดสงครามได้นะ ก็ทำไอ้สัญญาหลอก ๆ ประชุมหลอก ๆ มีอะไรหลอก ๆ กันไปวัน ๆ หนึ่ง แล้วมันก็หยุดไม่ได้ เพราะว่ามันยังมีตัวกูของกูเหลืออยู่มาก หรือบางทีมันเพิ่มมากขึ้นไปกว่าเดิมอีก

ฉะนั้นมนุษย์จะหยุดเบียดเบียนกันไม่ได้ ในเมื่อมันยังมีตัวกูของกูมากเกินไปอย่างนี้

ถ้าว่าเรามีระเบียบวิธี หรือการศึกษาชนิดที่บรรเทาสิ่งนี้เสีย คือ #บรรเทาไอ้ความรู้สึกตัวกูของกูนี้เสีย ก็เรียกว่ามีสิ่งที่จะเป็นที่พึ่งแก่โลก”

#ศัตรูที่แท้จริงของมนุษย์คือจิตที่ตั้งไว้ผิด

นอกจากปัญหาสังคมแล้ว อ.พุทธทาส ชวนแต่ละคนให้ย้อนกลับมามองตัวเอง

ท่านชี้ให้เห็นว่า เมื่อมองให้ลึกลงไป ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เราก็คือ "จิตที่ตั้งไว้ผิด" นั่นเอง โลกทั้งโลกที่กำลังเดือดร้อนวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะกำลังรับผลของการที่มนุษย์ตั้งจิตไว้ผิด

แม้ในยามที่ไม่มีสงคราม มนุษย์ก็ยังคงเดือดร้อน เพราะถูกกิเลสของตัวเองเผาผลาญให้ร้อนรุ่มเหมือนตกนรก

“ขอให้มองศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของมนุษย์เราคือจิตที่ตั้งไว้ผิด เดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกกำลังรับบาปหรือรับผลของการที่ตั้งจิตไว้ผิด เดือดร้อนวุ่นวายระส่ำระสายไปทุกหัวระแหง ทั้งที่มันเป็นสงครามและไม่เป็นสงคราม

หมายความว่า แม้ไม่มีสงครามคนมันก็เดือดร้อนเพราะกิเลสของตัวเอง เผาผลาญตัวเองให้เร่าร้อนเป็นนรก หิวกระหายเป็นเปรต อยู่ด้วยความรู้สึกที่หวาดกลัวระแวง เป็นอสูรกาย นี่เรียกว่าโง่เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน นี่เรียกว่าไม่มีสงครามมันก็มีศัตรูร้ายกาจนี่ย่ำยีอยู่อย่างนี้

ทีนี้ถ้ามันเผลอไปทำไม่ดีไม่ถูกไม่ควรในทางสังคมมันเกิดสงครามขึ้นทั่วไปหมด มันก็มีผลเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอย่างอื่นอีกมาก ล้วนแต่มาจากจิตตั้งไว้ผิดทั้งนั้น

ถ้าจิตตั้งไว้ถูกแล้วสิ่งเหล่านี้เกิดไม่ได้ สงครามเกิดขึ้นในโลกไม่ได้ มันเกิดมาจากการที่จิตตั้งไว้ผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย คนละอย่าง คนละทาง”


เรายังคิดว่าโลกจะมีสันติภาพได้ โดยที่ในใจของเรายังร้อนรนด้วยไฟสงครามอยู่หรือเปล่า? หากเรายังปฏิเสธพระธรรม ยังหลงคิดว่าเราสามารถกำหนดชีวิตได้ตามใจ โดยไม่ต้องฟังเสียงของธรรมชาติและสัจธรรม สันติภาพก็จะเป็นเพียงความฝันที่เอื้อมไม่ถึง

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะต้อง หยุดสงครามกับธรรมะ และหันมายอมรับความจริง ยอมลดตัวกูของกู เพื่อคืนความสงบให้กับทั้งใจของเรา และโลกที่กำลังเดือดร้อนใบนี้

#สวนโมกข์กรุงเทพ #สร้างสรรค์สังคมรมณีย์

พุทธทาสภิกขุเตือนเรื่องความหมายสำคัญของธรรมะหรือศาสนาว่ามีไว้เพื่อแก้ปัญหา ขอจงอย่าติดพิธีจนลืมสาระนี้ปัญหาทั้งหลายของมน...
23/07/2025

พุทธทาสภิกขุเตือนเรื่อง
ความหมายสำคัญของธรรมะหรือศาสนาว่า
มีไว้เพื่อแก้ปัญหา ขอจงอย่าติดพิธีจนลืมสาระนี้

ปัญหาทั้งหลายของมนุษย์นั้น
เมื่อสรุปมันก็จะมีอยู่สัก ๓ ปัญหา
ปัญหาที่ ๑ ปัญหาภายใน
เกิดจาก ทำผิดทางจิตในภายในของเราเอง
(แก้ได้ด้วย ปฏิบัติอิทัปปัจจยตาให้ถูกต้อง)

ปัญหาที่ ๒ ปัญหาภายนอก
เกิดจาก ทำผิดต่อสิ่งที่มันมีอยู่ตามธรรมชาติ
(แก้ได้ด้วย รู้เรื่องตถาตาให้ถูกต้อง)

ปัญหาที่ ๓ ปัญหาจากสังคม
เกิดจาก มันไม่รักกัน
(แก้ได้ด้วย เมตตาให้มันถูกต้อง)

"รู้จักใช้อิทัปปัจจยตาให้ถูกต้อง
รู้จักใช้ตถาตาให้ถูกต้อง
รู้จักใช้เมตตาให้ถูกต้อง
แล้วก็จะหมดปัญหา"



"ธรรมะหรือศาสนา
ไม่ใช่มีไว้เพื่อประกอบพิธีต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน
จนกลายเป็นไสยศาสตร์ไปก็มาก
ก็ธรรมะหรือศาสนานี้
มันมีไว้เพื่อแก้ปัญหาของมนุษย์..."

"ทำพิธีรีตองทางธรรม
ทางศาสนากันมากมายทุกหนทุกแห่ง
มันก็เป็นพิธีเท่านั้นแหละ
มันไม่แก้ปัญหาของมนุษย์ได้"

"ถูกต้องคือไม่มีความทุกข์เลย
ถ้ายังมีความทุกข์อยู่ก็ต้องเรียกว่า มันไม่ถูกต้อง"
..
พุทธทาสภิกขุ

จากหนังสือเรื่อง ธรรมะไม่ใช่พิธี

วิธีการสอนของพระพุทธองค์ คือ “ขังคอก” กับ “บินไป”…. “ลักษณะแห่งการบําเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นของพระพุทธองค์นั้น อาจแบ่งได้เป็...
21/07/2025

วิธีการสอนของพระพุทธองค์ คือ “ขังคอก” กับ “บินไป”
…. “ลักษณะแห่งการบําเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นของพระพุทธองค์นั้น อาจแบ่งได้เป็นสองสถาน กล่าวคือ สําหรับสัตว์ที่ยังอ่อน พระองค์ทรง“ขังคอก”เอาไว้ ส่วนสัตว์ที่แก่กล้าแล้วพระองค์ทรง“ชี้ทางให้บินไป”
…. ที่ว่า “ขังคอกไว้” ก็คือ ให้อยู่ใน“กรอบวงของศีลธรรม” อย่าให้พลัดออกไปนอกคอก จะเป็นเหยื่อของสัตว์ร้าย กล่าวคือ “อบาย”.
…. แต่แม้กระนั้น พระองค์ก็ทรงสอนให้กระทําไปด้วยความไม่ยึดถือหรือติดแน่นในศีลธรรมนั้นๆ ถึงกับตรัสเปรียบว่า ธรรมะนี้เหมือนเรือแพ จะอาศัยมันเพียงที่ยังต้องข้ามทะเลเท่านั้น เมื่อถึงฝั่งแล้วไม่จําต้องแบกเอาเรือหรือแพขึ้นบกไปด้วย กล่าวคือ “ความยึดติด” ซึ่งจะทําให้ขึ้นบกไม่ได้
…. ที่ว่า “ทรงชี้ทางให้บินไป” ก็คือ ทรงสอนให้ละวางโลกนี้ โดยมองเห็นในด้านในตามที่เป็นอย่างไร แล้วไม่ยึดถือ ไม่ติดอยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ในธรรม สามารถข้ามขึ้นสู่“โลกุตตรสภาพ” ซึ่งทรงตัวอยู่ได้โดยปราศจากภพจากชาติ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยุ่งยากโดยประการทั้งปวง
…. ในขั้นที่สอนให้บุคคลหนัก“อยู่ในศีลธรรมนั้น มิใช่เพื่อให้ยึดถือ” เป็นเพียงให้เดินไปตามทางที่มีการอารักขาไปก่อน หรือให้อยู่ในคอกที่มั่นคง เพื่อใช้เวลาในขณะนั้นสร้างความสามารถให้แก่ตัวเองให้เข้มแข็ง กลายเป็นเป็ดไก่ที่ไม่ต้องอยู่คอกเล้าหรืออาศัยคนเลี้ยง เช่น ลูกเป็ด ไก่อ่อน แต่ให้เป็นเป็ดสวรรค์ ไก่สวรรค์ หรือ นกซึ่งโบกบินไปได้ในอากาศอย่างเป็นอิสระเสรี
…. เพราะฉะนั้น ผู้ใดถอนตนออกมาได้เพียงใดขอจงกรุณาเอ็นดูสงเคราะห์ช่วยเหลือให้เพื่อนสัตว์ถอนตัวออกมาเพียงนั้น เมตตาที่มีอยู่นั้นจักเป็นเครื่องช่วยกําลังสมาธิหรือช่วยกําลังจิตให้ผ่องแผ้วกล้าหาญยิ่งขึ้น
…. และข้อที่ว่า ส่งเสริมกําลังปัญญา ก็คือ ข้อที่ตนถูกซักไซ้ไต่ถาม ย่อมทําให้ต้องพินิจพิจารณาในอรรถธรรมนั้นมากขึ้น ละเอียดขึ้น นี้เป็นผลกระท้อน(reaction) ที่กลับมาได้แก่ตัวเอง และส่งเสริมตัวเองให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีก
…. ในพระบาลี(พระบาลีไตรปิฎก) “วิมุตตายตนสูตร” มีข้อความที่กล่าวไว้ว่า บุคคลบางคนได้บรรลุมรรคผลในเบื้องสูงเด็ดขาดถึงที่สุดได้ ในขณะที่ตนกําลังพยายามตอบปัญหาเรื่องนั้นเองแก่ผู้อื่น ทั้งนี้ เนื่องจากว่า คนบางคนหรือบางประเภทมีความแปลกประหลาดบางอย่าง คือความคิดหรือปีติปราโมทย์ของเขาเกิดยากในเวลาอื่น แต่เกิดง่ายในเวลาจําเป็นจะต้องคิดเพื่อสอนผู้อื่น.
…. ในกรณีเช่นนั้น ความคิดของเขาจะเกิดขึ้นเอง รู้เองไปพลาง แล้วพูดออกมาพลาง อาบย้อมไปด้วยปีติปราโมทย์อยู่ตลอดเวลา, ซาบซึ้งในอรรถรสแห่งธรรมชั้นประณีตอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า การพยายามคิดเพื่อสอนผู้อื่น ในเมื่อถูกซักไซ้ไต่ถามนั้น นอกจากจะเป็นการช่วยยกสถานะทางวิญญาณของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยให้ตนเองเข้าถึงพุทธธรรมได้ง่ายขึ้นอีก จึงเป็นสิ่งที่ควรพยายาม. และยังจะเห็นได้ชัดเจนสืบไปว่า วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรมนั้น มีการประพฤติปฏิบัติตามแนวที่กล่าวมาแล้วเป็นส่วนสําคัญ และมีการบําเพ็ญประโยชน์ผู้อื่นเป็นอุปกรณ์เครื่องส่งเสริม เป็นสองชั้นอยู่ดังนี้”
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : ปาฐกถาธรรม เรื่อง “วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม” ณ พุทธสมาคม กรุงเทพมหานคร (ในเวลานั้นยังใช้ชื่อว่า “พุทธธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย”อยู่ ) เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๔๘๓ จากหนังสือชุดธรรมโฆษณ์ เล่มชื่อว่า “ชุมนุมปาฐกถาชุดพุทธธรรม” หน้า ๙๐ - ๙๒
แหล่งที่มา เพจ สืบสานงานท่านพุทธทาส

ที่อยู่

Bangkok

เบอร์โทรศัพท์

+66918030666

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ คู่มือมนุษย์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง คู่มือมนุษย์:

แชร์