โค้ชความคริสต์

โค้ชความคริสต์ ฝึกความคิด ให้คิดแบบคริสต์

01/02/2023

ทำไงดี เพื่อนร่วมงานชวนไปปาร์ตี้บ่อยมาก เราไม่อยากไปเพราะรู้ว่าเขาเมากันหนักมาก แต่ก็กลัวเสียมิตรภาพในที่ทำงาน #อ่านคำตอบข้างล่าง 👇

23 คำอวยพรที่เราสามารถอธิษฐานอวยพรให้ประเทศของเราในปี 20231. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีความสงบสุขและความปรองดอง ทั้งภา...
02/01/2023

23 คำอวยพรที่เราสามารถอธิษฐานอวยพรให้ประเทศของเราในปี 2023
1. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีความสงบสุขและความปรองดอง ทั้งภายในประเทศและกับนานาประเทศ
2. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ยุติธรรมและเท่าเทียม ที่ส่งเสริมความเสมอภาคและปกป้องสิทธิของพลเมืองทุกคน
3. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรืองและการเติบโตทางเศรษฐกิจในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนทุกภาคส่วนในสังคม
4. ขอพระเจ้าอวยพรให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาและองค์ความรู้ที่มีคุณภาพสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ทุกคน
5. ขอพระเจ้าอวยพรให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ อย่างทันท่วงที และมีความผิดพลาดให้น้อยที่สุด
6. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพ ที่รับผิดชอบ และพร้อมตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยไม่หวังผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
7. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองและสามารถรักษาอัตลักษณ์ที่งดงามหลากหลายอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ และสามารถนำไปต่อยอดเป็น Soft Power ได้
8. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่สะอาดและดีต่อสุขภาพที่ได้รับการปกป้องและอนุรักษ์ไว้สำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต
9. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีชุมชนที่เข้มแข็งและเกื้อกูล มีความสามัคคีทางสังคม และการสนับสนุนซึ่งกันและกัน
10. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีความสัมพันธ์และความร่วมมืออันดีกับนานาประเทศและองค์การระหว่างประเทศ
11. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีการพัฒนานวัตกรรมของไทยเองอย่างมากมาย สามารถสร้างงานและโอกาสให้กับประชาชนทุกคนได้
12. ขอพระเจ้าอวยพรให้ทุกแห่งหนตำบลในประเทศไทย สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด ถูกสุขอนามัย อย่างเพียงพอต่อทั้งการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการทำธุรกิจอื่นๆ
13. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีกระบวนการยุติธรรมที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ปราศจากอำนาจครอบงำ สามารถปราบปรามคนผิด ปกป้องคนถูกได้
14. ขอพระเจ้าอวยพรให้คนไทยมีเสรีภาพในการพูด (บนพื้นฐานของความรับผิดชอบและการตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น) เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน (อย่างถูกต้อง) ตลอดจนเสรีภาพอื่นๆ ที่สอดคล้องกับน้ำพระทัยพระเจ้า
15. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีการคมนาคมขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่ราคาไม่แพง เหมาะสมสำหรับประชาชนทุกระดับ
16. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยได้รับการปกป้องคุ้มครองจากภัยธรรมชาติและเหตุฉุกเฉินอื่นๆ
17. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีการสนับสนุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและการเป็นผู้ประกอบการ
18. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีทหารที่แข็งแกร่ง สัตย์ซื่อ มีคุณธรรมจริยธรรม มีสติปัญญา และความจงรักภักดี พร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนเสมอ
19. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีการช่วยเหลือครอบครัวและเด็กๆ รวมถึงนโยบายการดูแลเด็กเล็กที่จะช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างมีคุณภาพ
20. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีภาคเอกชนที่เข้มแข็งและมีหัวใจที่ถูกต้องต่อประเทศ พร้อมใช้กำลังทรัพย์เพื่อนำมาสนับสนุนการพัฒนาประเทศ โดยไม่หวังผลประโยชน์ใดตอบแทน
21. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองและรับฟังความคิดเห็นของพวกเขาอย่างแท้จริง
22. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนา
23. ขอพระเจ้าอวยพรให้ประเทศไทยมีคริสเตียนที่เข็มแข็ง รักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสิ้นสุดใจสิ้นสุดความคิดและสิ้นสุดกำลัง คริสเตียนไทยมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามารถผนึกกำลังเพื่อสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่แบ่งแยกคณะนิกายและไม่ยึดติดกับความแตกต่างเล็กน้อยจนกลายเป็นข้อถกเถียงและความขัดแย้ง
ขอบคุณภาพประกอบจาก CrossStock.co ใครอยากได้ภาพคริสเตียนสวยๆ ถูกลิขสิทธิ์ เชิญที่เว็บไซต์+แอปนี้ได้เลยนะครับ

จากคำถามของคุณ Zoroth B. Ozelic เราเลยลองไปถามเจ้า ChatGPT A.I. ชื่อดังในเวลานี้ ดูว่ามันจะรู้มั้ยว่าเมื่อไหร่พระเยซูจะเ...
24/12/2022

จากคำถามของคุณ Zoroth B. Ozelic เราเลยลองไปถามเจ้า ChatGPT A.I. ชื่อดังในเวลานี้ ดูว่ามันจะรู้มั้ยว่าเมื่อไหร่พระเยซูจะเสด็จกลับมาอีกครั้ง
และนี่คือคำตอบที่เราได้มาครับ
------- ข้อความต่อจากนี้ได้มาจาก ChatGPT --------
It is not for me to say when Jesus will come back, as I am just a computer program and do not have the ability to predict the future. According to the Bible, Jesus will return at the end of time, but the exact timing of this event is not specified and is considered to be known only by God. In the meantime, Christians are encouraged to live their lives in accordance with the teachings of Jesus and to prepare for his return by following his example and spreading his message of love and forgiveness to others.
------- ข้อความต่อไปนี้แปลโดย Google Translate -------
ไม่ใช่หน้าที่ของฉันที่จะบอกว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อใด เพราะฉันเป็นเพียงโปรแกรมคอมพิวเตอร์และไม่มีความสามารถในการทำนายอนาคต ตามพระคัมภีร์ พระเยซูจะเสด็จกลับมาเมื่อสิ้นสุดเวลา แต่ไม่มีการระบุเวลาที่แน่นอนของเหตุการณ์นี้ และถือว่าพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ ในระหว่างนี้ คริสเตียนได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเยซูและเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาโดยทำตามแบบอย่างของพระองค์และเผยแพร่ข้อความแห่งความรักและการให้อภัยแก่ผู้อื่น
------------
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับคำตอบที่ได้ ถูกต้อง ตรงใจ กับทุกท่านหรือไม่
คิดเห็นอย่างไรกับคำตอบนี้ พิมพ์เข้ามาแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ
#โค้ชความคริสต์ #ฝึกความคิดให้คิดแบบคริสต์

23/12/2022

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคมนี้ มาร่วมงานวันคริสต์มาสกันได้นะครับ

เมื่อผมลองให้ A.I. อธิบายคำว่า "Christianity" ใน 1 หน้ากระดาษ A4 นี่คือคำตอบที่ผมได้รับ ลองอ่านกันดูแล้วเขียนความคิดเห็น...
20/12/2022

เมื่อผมลองให้ A.I. อธิบายคำว่า "Christianity" ใน 1 หน้ากระดาษ A4 นี่คือคำตอบที่ผมได้รับ ลองอ่านกันดูแล้วเขียนความคิดเห็นเกี่ยวกับคำตอบนี้กันมาได้เลยนะครับ

------ ข้อความนี้ตอบโดย และแปลโดย Google Translate ------

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีพระเจ้าองค์เดียวซึ่งมีพื้นฐานมาจากความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวและคำสอนของพระเยซูคริสต์

ตามความเชื่อของคริสเตียน พระเจ้าคือผู้สร้างจักรวาลและแหล่งกำเนิดของทุกชีวิต พระเจ้าทรงรักและเมตตา พระองค์ปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์กับมนุษยชาติ อย่างไรก็ตาม มนุษยชาติได้หันเหจากพระเจ้าและถูกแยกออกจากพระองค์ด้วยความบาป

พระเยซูคริสต์เป็นพระบุตรของพระเจ้าและผู้กอบกู้โลก ชาวคริสต์เชื่อว่าพระเยซูประสูติจากพระแม่มารีย์และมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เขาเทศนาเกี่ยวกับความรักและพระเมตตาของพระเจ้าและทำการอัศจรรย์เพื่อสำแดงฤทธานุภาพของพระเจ้า คริสเตียนเชื่อว่าพระเยซูยอมทนทุกข์และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อรับโทษบาปของมนุษยชาติและเพื่อให้เราคืนดีกับพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม และการคืนพระชนม์ของพระองค์ถือเป็นชัยชนะเหนือความบาปและความตาย

คริสเตียนเชื่อว่าโดยความเชื่อในพระเยซู พวกเขาสามารถได้รับการอภัยบาปและมีชีวิตนิรันดร์กับพระเจ้า พวกเขาปฏิบัติตามคำสอนของพระเยซูและพยายามดำเนินชีวิตที่สะท้อนถึงแบบอย่างของพระองค์

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีความหลากหลาย มีนิกายและประเพณีที่แตกต่างกันมากมาย อย่างไรก็ตาม คริสเตียนทุกคนเชื่อในคำสอนพื้นฐานเดียวกันเกี่ยวกับพระเจ้า พระเยซู และความรอด

หลักปฏิบัติของศาสนาคริสต์ ได้แก่ การอ่านและศึกษาพระคัมภีร์ การอธิษฐาน การนมัสการ การเข้าร่วมพิธีศีลระลึก (เช่น พิธีล้างบาปและศีลมหาสนิท) และการรับใช้ผู้อื่น คริสเตียนยังพยายามปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้าและดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระเยซูและพระวิญญาณบริสุทธิ์

Christianity is a monotheistic religion based on the belief in one God and the teachings of Jesus Christ.

According to Christian belief, God is the creator of the universe and the source of all life. God is loving and merciful, and he desires a relationship with humanity. However, humanity has turned away from God and is separated from him by sin.

Jesus Christ is the Son of God and the savior of the world. Christians believe that Jesus was born of the Virgin Mary and that he lived a perfect life. He preached about the love and mercy of God and performed miracles to demonstrate God's power. Christians believe that Jesus willingly suffered and died on the cross to take the punishment for the sins of humanity and to reconcile us with God. He rose from the dead on the third day, and his resurrection is seen as a victory over sin and death.

Christians believe that through faith in Jesus, they can receive forgiveness for their sins and have eternal life with God. They follow the teachings of Jesus and seek to live a life that reflects his example.

Christianity is a diverse religion, with many different denominations and traditions. However, all Christians believe in the same fundamental teachings about God, Jesus, and salvation.

The main practices of Christianity include reading and studying the Bible, prayer, worship, participating in the sacraments (such as baptism and the Eucharist), and serving others. Christians also strive to follow the commandments of God and to live a life that is guided by the teachings of Jesus and the Holy Spirit.

---------

#โค้ชความคริสต์ #ฝึกความคิดให้คิดแบบคริสต์

ถ้ากษัตริย์โซโลมอนมีชีวิตอยู่ในยุคนี้ พระองค์จะให้คำแนะนำอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจโลก ?  #ผมถามเอไอตอบ (เอไอวาดและเอ...
16/12/2022

ถ้ากษัตริย์โซโลมอนมีชีวิตอยู่ในยุคนี้ พระองค์จะให้คำแนะนำอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจโลก ? #ผมถามเอไอตอบ (เอไอวาดและเอไอแปล)
---- A.I. ตอบมาแบบนี้ -----
It's difficult to say exactly what advice King Solomon might have on global economic issues, as he lived over two thousand years ago and we don't know much about his thoughts on economics. However, based on his wisdom and knowledge as described in the Bible, he might offer some of the following advice:
(1) Prioritize fairness and justice in economic policies and practices. King Solomon was known for his wisdom and understanding of justice, and he may advise leaders to ensure that economic policies and practices are fair and equitable for all members of society.
(2) Avoid greed and excess. King Solomon was also known for his wealth and material possessions, but he also warned against the dangers of greed and the pursuit of excess. He may encourage leaders to avoid making decisions driven solely by the desire for wealth and to instead focus on the well-being of their people and the health of the economy as a whole.
(3) Invest in education and human capital. King Solomon was renowned for his wisdom and knowledge, and he may advise leaders to invest in education and training for their people in order to develop a skilled and knowledgeable workforce. This can help to drive economic growth and improve the overall health of the economy.
(4) Seek wisdom and counsel. Finally, King Solomon was known for seeking wisdom and counsel from others, and he may encourage leaders to do the same when making important economic decisions. This could involve seeking advice from experts and advisors, consulting with other leaders, and listening to the concerns and needs of the people.
----- A.I. แปลให้แบบนี้ -----
เป็นการยากที่จะบอกว่าคำแนะนำใดที่กษัตริย์โซโลมอนอาจมีต่อประเด็นเศรษฐกิจโลก เนื่องจากพระองค์มีชีวิตอยู่เมื่อสองพันปีที่แล้ว และเราไม่ทราบความคิดของพระองค์เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์มากนัก อย่างไรก็ตาม ตามสติปัญญาและความรู้ของเขาตามที่อธิบายไว้ในพระคัมภีร์ เขาอาจให้คำแนะนำบางอย่างต่อไปนี้:
(1) จัดลำดับความสำคัญของความเป็นธรรมและความยุติธรรมในนโยบายและการปฏิบัติทางเศรษฐกิจ กษัตริย์โซโลมอนเป็นที่รู้จักในด้านสติปัญญาและความเข้าใจเรื่องความยุติธรรม และเขาอาจแนะนำผู้นำเพื่อให้แน่ใจว่านโยบายและการปฏิบัติทางเศรษฐกิจนั้นยุติธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับสมาชิกทุกคนในสังคม
(2) หลีกเลี่ยงความโลภและส่วนเกิน กษัตริย์โซโลมอนยังเป็นที่รู้จักในด้านความมั่งคั่งและทรัพย์สินทางวัตถุ แต่พระองค์ยังทรงเตือนถึงอันตรายของความโลภและการแสวงหาส่วนเกิน เขาอาจสนับสนุนให้ผู้นำหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาในความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว และแทนที่จะให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนและสุขภาพของเศรษฐกิจโดยรวม
(3) ลงทุนในการศึกษาและทุนมนุษย์ กษัตริย์โซโลมอนมีชื่อเสียงในด้านสติปัญญาและความรู้ของพระองค์ และพระองค์อาจแนะนำให้ผู้นำลงทุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรมแก่ประชาชนของตนเพื่อพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ สิ่งนี้สามารถช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและปรับปรุงสุขภาพโดยรวมของเศรษฐกิจ
(4) แสวงหาสติปัญญาและคำแนะนำ ท้ายที่สุด กษัตริย์โซโลมอนเป็นที่รู้จักในการแสวงหาสติปัญญาและคำแนะนำจากผู้อื่น และเขาอาจสนับสนุนให้ผู้นำทำเช่นเดียวกันเมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญทางเศรษฐกิจ สิ่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับการขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษา การปรึกษาหารือกับผู้นำคนอื่น ๆ และการรับฟังข้อกังวลและความต้องการของประชาชน
--------------
เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับคำตอบที่ A.I. ช่วยตอบให้ โดนใจทุกท่านกันหรือเปล่า ถูกผิดอย่างไรลองมาอภิปรายกันได้นะครับ
#โค้ชความคริสต์

มีใครสนใจนำเนื้อร้องนี้ไปทำเป็นเพลงจริงๆ บ้างมั้ยครับ (เนื้อเพลงนี้แต่งโดย A.I. ที่ชื่อว่า ChatGPT ส่วนภาพประกอบวาดโดย T...
15/12/2022

มีใครสนใจนำเนื้อร้องนี้ไปทำเป็นเพลงจริงๆ บ้างมั้ยครับ (เนื้อเพลงนี้แต่งโดย A.I. ที่ชื่อว่า ChatGPT ส่วนภาพประกอบวาดโดย Text2Img ของ Canva)

------------

Verse 1:
It's Christmas time, a time for joy
A time to celebrate the birth of the baby boy
He came to Earth to save us all
From the powers of sin and darkness that enthrall

Chorus:
Jesus, Jesus, the light of the world
Born in a stable, a humble abode
He came to show us the way to love
And bring peace and joy from up above

Verse 2:
As we gather with family and friends
Let us remember the love that never ends
The love that Jesus brings to us
A love that fills our hearts with joy and trust

Chorus:
Jesus, Jesus, the light of the world
Born in a stable, a humble abode
He came to show us the way to love
And bring peace and joy from up above

Bridge:
Let us open our hearts and minds
To the message of love that Jesus brings
And celebrate the gift of life
That he offers to us this Christmas night

Chorus:
Jesus, Jesus, the light of the world
Born in a stable, a humble abode
He came to show us the way to love
And bring peace and joy from up above.

7 วิธีที่พระเยซูใช้เพื่อเปลี่ยนโลก 1. ลงมาอยู่กับปัญหาจริง : พระเยซูแตกต่างจากบรรดา CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายราย ที่อยา...
04/12/2022

7 วิธีที่พระเยซูใช้เพื่อเปลี่ยนโลก

1. ลงมาอยู่กับปัญหาจริง :

พระเยซูแตกต่างจากบรรดา CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายราย ที่อยากแก้ไขปัญหาภายในองค์กร แต่ไม่เคยพาตัวลงมาดูปัญหาที่หน้างาน พระองค์ทรงลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดาทั่วไป เรียนรู้ที่จะเข้าใจมนุษย์ในแบบที่มนุษย์เป็น (หรือถ้าจะเรียกให้เท่ๆ หน่อยก็ ทรงลงมาทำ Empathize) และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้พระองค์สามารถออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมที่สุดขึ้นมาได้

2. สอนสิ่งที่ควรทำ :

พระเยซูแตกต่างจากฝ่ายควบคุมตรวจสอบหรือบรรดาครูสอนศาสนา ที่คอยแต่จ้องจับผิดในทุกพฤติกรรมของเรา แล้วตำหนิต่อว่าลงโทษอย่างรุนแรง โดยอ้างว่าทำเพื่อให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่พระเยซูเลือกที่จะสอน อธิบาย เล่าเรื่องราวให้เราเห็นตัวอย่าง จนเราเกิดความเข้าใจและรู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องควรเป็นเช่นไร

3. ใช้ชีวิตเป็นแบบอย่าง :

พระเยซูแตกต่างจากวิทยากรทั่วไป ไม่ใช่เพียงแค่พูดแต่ปาก สอนแต่เปลือก แต่พระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์สอนให้เราดูด้วยพระองค์เอง พระองค์บอกไม่ให้เราทำบาป พระองค์ก็ไม่ทำบาปให้เราดูก่อน พระองค์บอกให้เชื่อฟังด้วยสิ้นสุดจิตสิ้นสุดใจ พระองค์ก็เชื่อฟังพระบิดาถึงขนาดยอมวายพระชนม์บนไม้กางเขน และนั่นทำให้ทุกคำสอนของพระองค์สามารถทะลุทะลวงจิตใจทุกผู้คนได้

4. ช่วยทำในสิ่งที่ทำเองไม่ได้ :

บางเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา อาจจะเกินกว่าความสามารถของเราที่จะควบคุมหรือแก้ไขมันได้ พระองค์ก็ทรงใช้ฤทธิ์เดชของพระองค์ในการจัดการกับเรื่องราวเหล่านั้น ตั้งแต่เปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่น หยุดยั้งคลื่นลมพายุ ทำให้คนตาบอดหายคนตายฟื้น

5. เลือกผู้ช่วยและพัฒนาผู้ช่วยให้ทำได้เหมือนตัวเอง :

พระองค์รู้ดีว่า ถ้าจะให้คำสอนของพระองค์แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก เพียงพระองค์ผู้เดียวกับเวลา 3 ปีครึ่ง ก็คงเป็นไปได้หากพระองค์จะใช้ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ที่จะเปลี่ยนใจมนุษย์ แต่พระองค์รู้ดีว่านั่นไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน หากจะให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้อย่างยั่งยืนและขยายออกไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะต้องสร้างทีมขึ้นมา ทีมที่มีสมาชิกที่สามารถทำงานแทนพระองค์ได้ ตั้งแต่การประกาศ การสอน การหนุนจิตชูใจ การดูแลฝูงแกะ การใช้ฤทธิ์เดชอัศจรรย์ทั้งหลาย พระองค์ทรงเลือกทีมงานด้วยพระองค์เองและมอบหมายหน้าที่ให้กับทีมงานแต่ละคนอย่างเหมาะสมกับตัวตนของเขา แล้วค่อยๆ พัฒนาเขา จากคนที่เคยขี้ขลาดให้กลายเป็นกล้าหาญ จากคนที่เคยเอาเปรียบคนอื่นให้กลายเป็นคนจิตใจกว้างขวาง จนในที่สุดเมื่อพระองค์เสด็จกลับสู่สวรรค์ ทีมงานของพระองค์ก็สามารถดูแลกิจการของพระองค์และทำให้มันเติบโตขยายไปจนสุดปลายแผ่นดินโลกได้

6. ทุ่มเททุกอย่างจนสำเร็จ :

พระเยซูยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้แผนการน้ำพระทัยของพระบิดาสำเร็จ แม้ว่านั่นจะทำให้พระองค์ถึงขนาดต้องยอมโดนตรึงบนไม้กางเขนเพื่อแบกรับโทษบาปแทนมนุษย์ทั้งปวง และยังทำให้พระองค์ต้องถูกตัดขาดจากพระบิดา (ชั่วคราว) ด้วย

7. รักษาความสำเร็จไว้ โดยคอยติดตามสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง :

ถ้าเป็นผู้บริหารทั่วไป เมื่อถึงวันที่เกษียณอายุไป ก็คงแทบไม่มีใครกลับมาสนใจองค์กรที่ตัวเองเคยทำงานอยู่แล้ว แต่พระเยซูทรงไม่เคยทอดทิ้งเราไปไหน ทรงประทับนั่งที่เบื้องขวาของพระบิดาแล้วอธิษฐานเผื่อเราอยู่ตลอดเวลา และยังทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มา เพื่อคอยช่วยสนับสนุนเราให้สามารถทำตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จได้

และนี่คือ 7 วิธีที่พระเยซูใช้เพื่อเปลี่ยนโลก หากเราอยากเป็นคนหนึ่งที่อยากเปลี่ยนโลกให้ได้ ก็อย่าลืมเรียนรู้วิธีการของพระเยซูแล้วนำไปทำตามกันด้วยนะครับ

บทความโดย เยดีดิยาห์

#โค้ชความคริสต์ #ฝึกความคิดให้คิดแบบคริสต์

 #พลังงานจนหากว่าเราเคย เรียนๆ เล่นๆ มาบ้าง น่าจะพอคุ้นเคยกับคำว่า พลังงานจลน์  ซึ่งในวิกิพีเดียบอกไว้ว่า มันคือ พลังงาน...
28/11/2022

#พลังงานจน

หากว่าเราเคย เรียนๆ เล่นๆ มาบ้าง น่าจะพอคุ้นเคยกับคำว่า พลังงานจลน์ ซึ่งในวิกิพีเดียบอกไว้ว่า มันคือ พลังงานที่เกิดกับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ วัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ล้วนมีพลังงานจลน์ทั้งสิ้น ปริมาณพลังงานจลน์ในวัตถุจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับมวล (หรือน้ำหนัก) และความเร็วของวัตถุนั้น

ซึ่งพ้องเสียงกับอีกคำที่กำลังจะนำเสนอในบทความนี้ .. พลังงาน ‘จน’

ถ้าเทียบเคียงกันนะ พลังงานจลน์ คือ พลังงานของการเคลื่อนที่ เป็นพลังงานแห่งความขยัน ทำงานทำการ ไม่อยู่เฉย ส่วนพลังงานจน คือ พลังงานของการครองที่ พี่ขออยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน เป็นพลังงานแห่งความเกียจคร้าน อยู่นิ่งๆ เฉยๆ วันๆ ไม่ทำ ‘ปี๊บ’ อะไรเลย

พระคัมภีร์ยอดฮิตในเรื่องความเกียจคร้าน บอกไว้ว่า “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงมีปัญญา โดยปราศจากหัวหน้า เจ้าหน้าที่หรือผู้ปกครอง มันเตรียมอาหารของมันในฤดูแล้ง และสะสมเสบียงของมันในฤดูเกี่ยว คนเกียจคร้านเอ๋ย เจ้าจะนอนนานเท่าไร? เมื่อไรเจ้าจะลุกขึ้นจากหลับ? หลับนิด เคลิ้มหน่อย กอดมือพักนิดหน่อย แล้วความจนจะมาหาเจ้าอย่างคนจรจัด และความขัดสน อย่างคนถืออาวุธ” (สุภาษิต 6:6-11 thsv11)

ไม่ต้องถามนะว่า คนจรจัด กับ คนถืออาวุธ เวลาเค้ามาหาเรา เค้ามาแบบไหนกันน้าาา จากพระคัมภีร์ตอนนี้ ดูแล้วเค้าไม่น่าจะมาดี

🐜.🐜.🐜.🐜.🐜.🐜.🐜.🐜.🐜

เอาล่ะ แล้วเราจะหลีกหนีการเยี่ยมเยียนของคนจรจัดและคนถืออาวุธยังไงดีล่ะ..ขึ้นรถ + สตาร์ท + เหยียบตีนผี >> เข้าทางผีแน่ๆ

ต้องเดินตามมดไป ช้าได้ แต่ต้องเชียร์ตัวเองให้ทำต่อ ไม่ต้องมีใครมา “สั่ง” ถึงค่อยทำ ลองคิดถึงความเป็นบริษัท ลูกน้องก็ทำตามคำสั่ง แต่เจ้าของบริษัทรวยเพราะเป็นคนเดียว/กลุ่มเดียวที่ทำโดยไม่ต้องสั่ง

“หลับนิด เคลิ้มหน่อย กอดมือพักนิดหน่อย” เป็นอาการของคนที่ใช้คำว่า “ไม่เป็นไรน่า” กับตัวเองเป็นประจำ ปล่อยตัวเองให้ “หยุดก่อน” แทนที่จะเชียร์ตัวเองให้ “ไปต่อ”

เราให้อำนาจกับพลังงานแบบไหน ก็อยู่ที่การตัดสินใจของเรา

เราหยุดได้ เราพักได้ แต่ถ้าเราพักเป็น “อาชีพ” เป็นมือโปรด้านการหาข้ออ้างให้กับ “ความเกียจคร้าน” แก้ต่างแทนมันอยู่ร่ำไป จะไม่มีคนขยันคนไหนที่มองไม่ออก เราใช้เหตุผลเหล่านั้นหลอกใครไม่ได้หรอกนอกจากหลอกตัวเองเท่านั้น

จริงๆแล้ว ร่างกายของเราก็เป็นพยานให้กับเราได้อย่างดีในเรื่องนี้ ส่วนไหนอยู่นิ่ง มีแต่อ่อนแอลง ส่วนไหนขยับ แม้อาจมีโอกาสบาดเจ็บบ้าง ซึ่งเราก็ต้องระวังเรื่องนั้น แต่โดยรวมแล้วจะแข็งแรงขึ้น

คำว่า “ไม่เป็นไรน่า” ขอให้ใช้เพียงเมื่อคุณกำลังจะลุกออกจากพื้นที่ “พลังงานจน” เท่านั้น

“ไม่เป็นไรน่า ที่ผ่านมาแล้วก็แล้วไป ต่อจากนี้ จะไม่เกียจคร้านแล้ว จะไม่สะสม พลังงานจน อีกต่อไป”

บทความโดย Eccle

#โค้ชความคริสต์ #ฝึกความคิดให้คิดแบบคริสต์

ความผิดเล็กน้อยที่เรามักละเลยและหลงลืมหนึ่งในเชื้อขนมปังที่พร้อมขยายตัวจนทำให้ขนมปังทั้งก้อนฟูขึ้นมาได้ ก็คือ คำโกหกเล็ก...
18/11/2022

ความผิดเล็กน้อยที่เรามักละเลยและหลงลืม
หนึ่งในเชื้อขนมปังที่พร้อมขยายตัวจนทำให้ขนมปังทั้งก้อนฟูขึ้นมาได้ ก็คือ คำโกหกเล็กๆ น้อยๆ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับการทำงาน การขายสินค้า หรือแม้กระทั่งการคุยกับเด็กน้อย
เมื่อเจ้านายถามว่า ทำไมวันนี้มาทำงานสาย เราก็เผลอตอบไปโดยแทบไม่ต้องคิดว่า "อ๋อ วันนี้รถติดมากเลยครับนาย" (ทั้งที่จริงๆ วันนี้เราอาจตื่นสาย หรือลูกอาจงอแงตอนเช้าทำให้ไปส่งลูกสาย)
เมื่อลูกค้าถามว่า ของชิ้นนี้ใช้ทนมั้ยเนี่ย เราก็รีบตอบไปทันทีว่า "ทนทานมากเลยครับ" (ทั้งที่จริงๆ เราก็ยังไม่เคยใช้ บริษัทก็ไม่เคยมีการทำวิจัยอะไรไว้เช่นกัน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เราตอบเพราะกลัวขายไม่ได้ทั้งที่ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงเลย)
เมื่อลูก/หลานเริ่มร้องไห้งอแง เราก็รีบบอกไปว่า "หยุดร้องไห้นะ เดี๋ยวพาไปซื้อของเล่น" (แล้วเราก็ลืมไปเลย ไม่ได้พาเด็กไปซื้อของเล่น หรือเอาจริงๆ เราก็ไม่ได้ตั้งใจซื้อให้เขาตั้งแต่แรกอยู่แล้วแหละ)
ถ้าโดนถามย้ำๆ ซ้ำๆ ว่าจริงหรือ เราก็อาจรีบตอบย้ำไปอีกว่า "จริงสิ เราไม่โกหกหรอก ให้สาบานยังได้เลย"
พอใครมาบอกมาเตือน ว่าแบบนี้ก็เท่ากับเราโกหกนะ เราก็รีบตอบกลับไปว่า "เรื่องแค่นี้เองไม่เป็นไรหรอก ใครๆ เขาก็ทำกัน อย่ามาทำตัวเป็นฟาริสีนักเลย"
แล้วจริงๆ เราควรปฏิบัติตัวอย่างไร ลองมาย้อนอ่านดูข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กันดูนะครับ
“อย่าพูดโกหกต่อกันและกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่ากับพฤติกรรมของมนุษย์นั้นแล้ว”
‭‭โคโลสี‬ ‭3‬:‭9‬ ‭THSV11‬‬
ก็จริงอยู่นะที่ใครๆ เขาก็อาจโกหกกัน มันดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แต่อย่าลืมว่าเราได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่านั้นแล้ว
“อย่าสาบานโดยอ้างถึงศีรษะของตน เพราะท่านจะทำให้ผมขาว หรือดำไปสักเส้นหนึ่งก็ไม่ได้ จริงก็จงว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ คำพูดที่เกินกว่านี้มาจากความชั่ว”
‭‭มัทธิว‬ ‭5‬:‭36‬-‭37‬ ‭THSV11‬‬
จริงๆ การไม่โกหกเลยก็ไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ ถ้าเรายึดหลักข้อนี้ว่า จริงก็ว่าจริง ไม่ก็ว่าไม่ แน่นอนว่าเราสามารถเลือกไม่พูดบางเรื่องได้หากมันจะทำให้คู่สนทนาของเรารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ใช่ไปโกหกเขาเพื่อให้เขาสบายใจ ในคริสเตียนไม่มีคำว่า “White Lies (โกหกสีขาว)” นะครับ
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องพูดความจริงแบบตรงๆ จนทำให้คนฟังเจ็บช้ำใจนะครับ พระคัมภีร์ยังสอนอีกว่า
“จงให้ถ้อยคำของท่านทั้งหลายประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้ว่าควรจะตอบแต่ละคนอย่างไร”
โคโลสี 4:6 THSV11
แปลว่า เราสามารถเลือกใช้คำพูดที่ให้ความหมายเดียวกันแต่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีกว่า รวมกับน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง ที่แสดงออกถึงความรักความห่วงใยที่เรามีต่อเขาด้วยใจจริง สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ผู้ฟังที่ได้รับรู้ความจริงเกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นครับ
ให้พวกเรามาเริ่มต้นใส่ใจกับความผิดเล็กน้อยอย่างการโกหกกันนะครับ เพื่อไม่ให้มันกลายเป็นสะเก็ดไฟ ที่อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ที่ใหญ่โต จนเกินกว่าที่เราจะควบคุมกันได้นะครับ
บทความโดย เยดีดิยาห์
#โค้ชความคริสต์ #ฝึกความคิดให้คิดแบบคริสต์

 #คราบฝังลึกออกตัวก่อนนะจ๊ะ อันนี้ไม่มีแฝงโฆษณาผงซักฟอกแน่นวล .. เริ่มกันเลยดีกว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาไปเรื่อยๆของมนุษย์นั้...
17/11/2022

#คราบฝังลึก
ออกตัวก่อนนะจ๊ะ อันนี้ไม่มีแฝงโฆษณาผงซักฟอกแน่นวล .. เริ่มกันเลยดีกว่า
เทคโนโลยีที่พัฒนาไปเรื่อยๆของมนุษย์นั้น แบ่งคนออกได้กว้างๆเป็น 3 ยุค คือ
1) ยุค “ไม่มีทางเป็นไปได้”
➤ คนยุคนี้ ความคิดยังไม่ถูกขัด ทำให้เขาเอาอดีตกำหนดอนาคต และใช้ปัจจุบันเป็นทางเชื่อม ให้อำนาจของอดีตครอบงำอนาคต ทำให้ในโลกของเขา ทุกสิ่งที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในอดีต จะไม่มีทางเป็นได้ในอนาคต
2) ยุค “มีทางเป็นไปได้”
➤คนยุคนี้ ความคิดเริ่มเปิดกว้าง เอาอดีตส่งเสริมอนาคต แต่ใช้ปัจจุบันชะลอมันเอาไว้ เขาเริ่มเห็นหลายอย่างที่ต้องร้องว้าว จึงเริ่มคิดว่า อนาคตน่าจะมีอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ในอดีตยังไม่เคยเกิดขึ้นสามารถเป็นจริงได้ แต่ยังคงคิดว่า อย่างไรก็ไม่มีทางไปไกลกว่าที่เคยเป็นในอดีตไปได้มากนัก กรอบความคิดของเขาจึงยังแคบอยู่ ทำให้ไม่อาจเชื่อว่า สิ่งที่หลุดกรอบแคบๆ นั้นไปได้ จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้
และ 3) ยุค “ไม่มีทางเป็นไปไม่ได้”
➤ คนยุคนี้ ความคิดกว้างมาก เอาอดีตส่งเสริมอนาคต ใช้ปัจจุบันเป็นพยานยืนยัน พวกเขาเห็นหลายสิ่งทะลุกรอบไปได้และเกิดขึ้นเป็นจริงในระยะเวลาสั้นๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้เชื่อว่าความเว่อร์วังทั้งหลายจะเป็นจริงได้อย่างแน่นอน แม้บางคนจะไม่เข้าใจอะไรเลยก็ตาม
คนยุค 3 นี่น่าจะเป็นคริสเตียนกันซะให้หมด ถือว่าคุณสมบัติเหมาะสมเลยทีเดียวที่ “เชื่อแม้ไม่เข้าใจ”
สิ่งที่แบ่งคน 3 ยุคนี้ออกจากกัน ไม่ใช่เรื่อง ปีเกิด แต่เป็นเรื่องของ คราบฝังลึกในหัวใจและในหัวสมอง ทำให้หัวใจเหนียวหนืด หัวสมองเหนอะหนะ เหมือนคราบสกปรกในเครื่องยนต์เครื่องจักรต่างๆ ที่ต้องใช้แรงมากมายจึงจะเข็นไป บางทีคนเข็นก็เหนื่อยจะเข็นแล้วเหมือนกัน ถ้าเจ้าของเครื่องไม่ทำความสะอาดคราบออกเสียบ้าง
นอกเรื่องหน่อย! พัดลมที่บ้านของข้าพเจ้าตอนนี้ เปิดเบอร์เบาสุดไม่ได้แล้ว เคลื่อนตัวได้ วิละมิล ไม่ใช่ วิตามินนะ วิละมิล ต้องรีบไปล้างคราบก่อนละ 😱😁
ในเรื่องฝ่ายวิญญาณก็เช่นกัน พระเจ้าไม่ต้องการให้เรามี คราบฝังลึก ที่เป็นตัวถ่วงฝ่ายวิญญาณ เพราะมันจะทำให้ชีวิตมัน “วิ่งไม่ไป”
“เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีพยานพรั่งพร้อมอยู่รอบข้างเช่นนี้แล้ว ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา” ฮีบรู 12:1 TH1971
แต่ให้เรามี ภาพฝังลึก คือ นิมิต หรือ Vision ซึ่งแก่นหลักของมันไม่ใช่ข้อความอันไพเราะเสนาะจับใจ แต่หมายถึง “ภาพ” หรือ จินตนาการ ที่เราเห็นภาพหรือฉากของตัวเราในอนาคตอย่างชัดเจน
เหมือนดังเช่นเรื่องราวของโยเซฟ บุตรคนที่ 11 ของยาโคบ (หรืออิสราเอล) ซึ่งเป็นบุตรคนสุดท้องในช่วงเวลานั้น ที่ภาพความฝันของเขาชัดเจนและไม่เลือนไปเลยแม้จะเกิด “แต่” เหตุที่พาเค้าห่างไกลจากภาพนั้นไปเรื่อยๆก็ตาม [อ่านเรื่องราวของโยเซฟโดยละเอียดได้จาก ปฐมกาลตั้งแต่บทที่ 37]
“แต่บัดนี้อย่าเสียใจไปเลย อย่าโกรธตัวเองที่ขายเรามาที่นี่ เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้เราให้มาก่อนหน้าพี่ เพื่อจะได้ช่วยชีวิต” ปฐมกาล 45:5 TH1971
จากพระคัมภีร์ข้อนี้จะเห็นว่า ภาพฝังลึกที่โยเซฟมี ทำให้โยเซฟ “ไม่มีปัญหา” กับคนหรือสถานการณ์ที่เลวร้ายต่อชีวิตของเขา
หากโยเซฟมีแต่คราบของความขมขื่นใจ โดยเฉพาะหากขมขื่นต่อพระเจ้าที่เป็นผู้ให้ความฝันแก่เขา ภาพนั้นคงไม่อาจฝังลึก และคงจะเลือนลางไปตามสถานการณ์และคนรอบข้างเป็นแน่
ฉะนั้น! ถึงเวลาของเราแล้ว! ที่จะ…
กำจัดคราบ! กำเนิดภาพ! เสียแต่วันนี้
บทความโดย Eccle
#โค้ชความคริสต์ #ฝึกความคิดให้คิดแบบคริสต์
----------
ขอขอบคุณภาพประกอบโดย Stormseeker (unsplash)

ที่อยู่

5 Ratchadaphisek Road, Chompon, Chatuchak
Bangkok
10900

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ โค้ชความคริสต์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์