Blessing Grace พรพระคุณ

Blessing Grace พรพระคุณ พระเจ้าทรงนำเรามาด้วยพระคุณที่เป็นพระพร ก้าวสู่พันธกิจในการนำความรัก ความรอดและพระพรไปสู่ผู้คน

ศาลาธรรมร่มเกล้าตั้งอยู่อาคารพาณิชย์ 3ชั้น เลขที่ 126/7 ถ.เคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ เสียค่าเช่าเดือนละ12,00 บาท ต่อเดือน โดยเริ่มก่อตั้งในวันที่ 10 ตุลาคม 2004 โดยนักศึกษาพระคัมภีร์จากสถาบัน B.I.T. รุ่น 52 ท่านหนึ่งเป็นผู้ลงสำรวจพื้นที่ และมีมิชชันนารีเป็นผู้รักษาการ และดูแล คือ ศจ.แจเชิง ปาร์ค ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักร ดงบู และ มิชชั่นกลุ่ม W.M.P.
ในปี 2005 ได้มีนักศึกษาพระคัมภีร์จากสถาบัน ประวัติศาลาธรรมร่มเกล้า
ศาลาธรรมร่มเกล้าตั้งอยู่อาคารพาณิชย์ 3ชั้น เลขที่ 126/7 ถ.เคหะร่มเกล้า แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ เสียค่าเช่าเดือนละ12,000 บาท ต่อเดือน โดยเริ่มก่อตั้งในวันที่ 10 ตุลาคม 2004 โดยนักศึกษาพระคัมภีร์จากสถาบัน B.I.T. รุ่น 52 ท่านหนึ่งเป็นผู้ลงสำรวจพื้นที่ และมีมิชชันนารีเป็นผู้รักษาการ และดูแล คือ ศจ.แจเชิง ปาร์ค ได้รับการสนับสนุนจากคริสตจักร ดงบู และ มิชชั่นกลุ่ม W.M.P.
ในปี 2005 ได้มีนักศึกษาพระคัมภีร์จากสถาบัน B.I.T. รุ่น 53 ชั้นปีที่4 ได้ลงมาฝึกงาน เป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากจบจากสถาบัน B.I.T. ได้รับการทรงเรียกให้มารับใช้พระเจ้า ที่ศาลาธรรมร่มเกล้านี้ โดยเริ่มรับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2005 ในตำแหน่งรักษาการศิษยาภิบาล คือ คศ.โบอาส พรเต็มล้น โดยมี ศจ.แจเชิง ปาร์ค และ ศจ.ดร. ฮอง ซิก ชิน เป็นที่ปรึกษา
อุปสรรค์ปัญหา
เริ่มต้นในปีแรก คือ 2005 ที่ได้เข้ามาสิ่งที่ได้เผชิญคือการต่อต้านจากชุมชน ซึ่งตอนแรกๆก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรเพราะเราเริ่มต้นที่การทำพันธกิจกับเด็กทุกวันเสาร์ ช่วงปีแรก มีเด็ก 50-60 คนในการเข้ามาร่วมกิจกรรม แต่ทำได้ 5 เดือนเริ่มถูกต่อต้านจากผู้ปกครองเด็ก เริ่มไม่ให้เด็กมาร่วมกิจกรรม มาตามถึงที่คริสตจักรและพูดจาหยาบคาย จนสุดท้ายเด็กไม่สามารถร่วมกิจกรรมต่างๆที่จัดขึ้นได้เลย อีกทั้งเสียงบประมาณมากด้วย ซึ่งงบประมาณด้านนี้เราก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ไหน จึงได้เปลี่ยนวิธีการและกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นการประกาศกับผู้ใหญ่แทน โดยการไปร่วมเล่นกีฬากับคนในชุมชนแรกๆก็ดีอยู่ แต่พอรู้ว่าเราเป็นครูศาสนาอยู่ที่โบสถ์ ก็ไม่มีใครเล่นด้วยเลย นานเป็นปีเลยทีเดียวกว่าที่เขาจะเข้าใจและยอมเล่นกีฬาด้วยกันกับเรา การใช้ชีวิตในสังคมชุมชนแห่งนี้ก็ยากเช่นกัน แม้แต่เรื่องเล็กน้อยเช่นอาหารการกินก็นับว่ามีปัญหาเช่นกัน แม้ที่นี่จะมีอาหารขายมาก แต่แม่ค้าในชุมชนนี้ก็ไม่อยากขายให้เรา แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ในช่วงนั้นพระเจ้าได้ส่งผู้สนใจนำอาหารญี่ปุ่นมาเลี้ยงดูเราอย่างดีประมาณปีกว่าๆ (ขอบคุณพระเจ้าพระองค์ทรงเลี้ยงดูด้วยอาหารอย่างดี) การแจกใบปลิวที่นี่ก็ยากมากถึงขั้นจะทุบเราเอาได้ โดนแม้กระทั่งเอาก้อนหินและอุจาระปาใส่หลังโบสถ์ และยังมีปัญหาอีกหลายอย่าที่เราได้พบและเป็นอุปสรรค์อย่างมากที่ไม่สามารถเขียนออกมาได้ ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันนี้ที่ศาลาธรรมร่มเกล้าเผชิญอยู่คือ งบประมาณรายรับไม่พอกับรายจ่าย เนื่องจากถูกตัดงบประมาณลงเรื่อยๆตั้งแต่ ปี 2009 เรื่อยมา จนถึงปัจจุบันนี้ร่ายจ่ายสูงมากในแต่ละเดือน แต่เงินถวายน้อย (ทุกวันนี้เราพยายามประคับประคองอยู่บางครั้งต้องออกไปทำงานอย่างอื่นเสริม) และการสร้างภาระใจให้สมาชิกก็ยากเพราะเป็นเหมือนการผลักภาระให้กับสมาชิก เพราะพื้นฐานของแต่ละท่านไม่ได้มีฐานะร่ำรวย และก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สมาชิกหลายคนท้อใจและย้ายไปอยู่ที่คริสตจักรอื่น.(ในชุมชนนี้และระแวกใกล้ๆมีคริสตจักรหลายแห่ง)




การแก้ปัญหา
เมื่อเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นเราจึงเห็นปัญหาและเราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำพันธกิจใหม่ (เพราะสิ่งเหล่านี้มิชชันนารีไม่สามารถเข้าใจได้) สิ่งที่เราเริ่มทำคือ สำรวจชุมชนนี้ใหม่ว่าพื้นฐานเขาเป็นอย่างไร ทำไมถึงไม่ชอบคริสเตียนเลย เมื่อสำรวจก็พบว่าเคยมีการประกาศจากคริสเตียนกลุ่มหนึ่ง โดยการใช้สิ่งของมาเป็นแรงจูงใจให้เชื่อพระเจ้า มาจ้างเด็กๆไปโบสถ์ และ มีคริสเตียนเก่าที่ดำเนินชีวิตไม่เป็นแบบอย่าง (ไม่ไปโบสถ์ ฯลฯ) และนี่เป็นปัญหาใหญ่ ทำให้เราอธิษฐานมากขึ้น และได้ทำพันธกิจเนอสเซอรี่ขึ้นเพื่อเป็นช่องทางในการเข้าสู่ชุมชนเพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ เปิดสอนภาษา สอนดนตรี สิ่งเหล่านี้ได้ทำมาตลอด และสิ่งไหนที่ไม้ได้ผลเราก็หยุด และเนอสเซอรี่เป็นจุดเด่นของที่นี่ชุมชนเริ่มมีมุมมองใหม่กับศาลาธรรมนี้ และเราขอบคุณพระเจ้า เพราะเป็นการทรงนำที่พระเจ้านำจริงๆ เนอสเซอรี่เริ่มต้นโดย ครูเฟย ( นางรูธ พรเต็มล้น) ซึ่งมีภาระใจยอมทิ้งงานประจำที่ทำอยู่เพื่อมาร่วมรับใช้ด้วยกัน ทั้งงานเนอสเซอรี่ และงานคริสตจักร เนอเซอรี่เริ่มต้นโดยไม่มีเงินสนับสนุนใดๆ กล่าวคือต้องต่อสู้มาก (เรื่องนี้เป็นที่รู้กันดีในกลุ่มผู้รับใช้) ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงจัดเตรียมอุปการณ์สำหรับใช้ในเนอสเซอรี่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของพระคุณและพระพรของพระเจ้า และพันธกิจนี้จึงเป็นงานด้านหน้า ที่เข้าสู่ชุมชนและพอที่จะทำให้บุคลลากรและครอบครัวผู้รับใช้ได้มีอาหารทาน แต่ก็ยังไม่สามารถรับผิดชอบรายจ่ายอื่นๆได้มากกว่านี้ ส่วนคริสตจักรทำงานด้านหลังในการประกาศพระกิตติคุณ ออกเยี่ยมเยียนส่วนในเรื่องงบประมาณนั้นเราไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากอธิษฐานขอพระเจ้าทรงนำและเมตตาที่นี่เราจะทำเท่าที่ทำได้และทำให้ดีที่สุดส่วนที่เหลือมอบไว้กับพระเจ้า..และตั้งแต่ปี 2012-2013 ทาง รศบ.ได้ทำงานด้านการซ่อมคอมพิวเตอร์เสริมเข้ามาเพื่อจะมีรายได้อีกทางและเป็นช่องทางประกาศได้ด้วย ปี2014ได้เริ่มทำการซ่อมแซมและจำหน่ายอุปกรณ์ดนตรีเพิ่มเข้าจุดประสงค์เพื่อจะเลี้ยงดูตนเองให้ได้ เพื่ออนาคตคริสตจักรจะได้มีรายได้ประจำจากธุรกิจที่ได้เริ่มต้นนี้ (เริ่มจากไม่มีทุนเลย)
ด้วยแนวคิด “คริสตจักรสนับสนุกคริสตจักร คริสเตียน สนับสนุน คริสเตียนด้วยกัน” ธุรกิจและทุกสิ่งที่เราทำก็สามารถเจริญขึ้นได้เพื่อ การงานของพระเจ้า. ตอนปี2015 ยังไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แต่ผมเชื่อว่า “เมื่อเรามีใจ พระเจ้ามีหนทางให้แน่นอน







วิธีการประกาศ
1. เนอสเซอรี่ เริ่มต้น ปี 2006 เป็นรูปเป็นร่าง ปี2009 - ปัจจุบัน ชื่อว่า “กลอรี่” คือ เปิดรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน อายุตั้งแต่ 1–5ปี โดยมีการสอนความรู้พื้นฐาน 3 ภาษา และปลูกฝังเรื่องราวของพระเจ้าให้กับเด็กๆ และพันธกิจด้านนี้ทำให้ชุมชนรู้จัก “ศาลาธรรมร่มเกล้า” มากขึ้นและเป็นที่ยอมรับคนในชุมชนในทางที่ดีโดยเริ่มต้นมีเด็กเข้ามาเรียน 2 คน ปัจจุบันมีเด็ก 13-15 คน ที่อยู่ในความดูแล และปัจจุบันมีบุคลลากร 2 คน ที่ร่วมงาน
2. กีฬาปี 2007-2013 เนื่องจากคนในชุมชนส่วนใหญ่เป็นคนทำงานในตอนกลางวัน เวลาที่จะพบปะกับคนเหล่านั้นจึงควรจะเป็นเวลาหลังเลิกงาน และกีฬาเป็นอีกทางหนึ่ง ที่จะเข้าหาคนเหล่านี้ได้ดี ดังนั้น ทุกวัน เวลา 17.00 -19.30 น. จึงมีการออกไปเล่นกีฬากับคนในชุมชน โดยเล่นกีฬาเซปักตะกล้อ เพราะคนที่นี่นิยมเล่นกัน และมีคนหลากหลายวัยมาเล่น และเป็นการสร้าสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
3. การสอนดนตรี ปี 2005-2012 ในอดีตทุกวันเสาร์จะสอนดนตรีให้กับเด็กฟรีโดยสอนเพลงคริสเตียนและเพลงทั่วไปให้ และให้เด็กร่วมกิจกรรมในวันอาทิตย์และประกาศกับเด็กๆเหล่านี้แต่ก็ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร และในปี2012 ได้สอนขับร้องให้กับเด็กที่สนใจ โดยใช้เวลาหลังเลิกเรียน วันจันทร์ และวันพฤหัส เพื่อประกาศกับพวกเขา
4. การบริการสังคม ปี 2009 – 2013 ทางศาลาธรรมจะมีการออกบริการสังคมด้วยการเดินเก็บขยะในชุมชนเพื่อให้ชุมชนสะอาดหมักกำจัดเหาให้กับเด็กๆและได้มีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนในชุมชนนี้ด้วย และมีการนำอาหารที่เราทำไปให้กับเพื่อนบ้านเพื่อแสดงถึง ความรักและการแบ่งปัน มีการออกหาปลาในบางโอกาส เพื่อนำปลาที่ได้มานั้นแจกจ่ายแก่ผู้ที่ไม่มีอาหารรับประทาน


สถิติสมาชิกโดยเฉลี่ย ปี2006-2011
รับเชื่อ ผู้รับบัพติสมา สมาชิกสมบูรณ์ สมาชิกสำรอง ผู้ร่วมนมัสการ
ปี2006 0 0 4 5 6
ปี2007 2 5 7 18 8
ปี2008 3 2 9 13 10
ปี2009 2 2 10 12 13
ปี2010 2 0 10 8 13
ปี2011 1 3 12 10 16
ปี2012 3 0 15 10 16
ปี2013 4 5 20 10 17
ปี2014 2 0 20 10 17
รูปแบบการนมัสการ
การนมัสการเป็นการนมัสการ 2 แบบ คือใช้เพลงสั้นเป็นการนมัสกาแบบร่วมสมัย และใช้เพลงชีวิตคริสเตียนเพื่อความเป็นระเบียบและเหมาะสมกับคนทุกวัย

กลุ่มคณะต่างๆ
กลุ่มสตรี กลุ่มอนุชน บุรุษ แต่ยังไม่เป็นทางการเพราะแต่ละกลุ่มยังไม่สามารถที่จะรวมกันทำกิจกรรมได้เนื่องจากแต่ละคนก็มีภาระหน้าที่ของตนเอง

ประวัติผู้รับใช้ มีผู้รับใช้ 1 คน ตั้งแต่ ปี2005 – ปัจจุบัน
คศ. โบอาส พรเต็มล้น เกิด วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1975
การศึกษา
จบจากศูนย์อบรมไครสท์ทูไทยแลนมิชชั่นรุ่น30 ปี 1998
จบจากสถาบันพระคริสต์เพื่อชาวไทย C.F.T.I. รุ่น 25 ปี 2000
จบจาก Bangkok Institute of Theology An affiliate institute of Christian University of Thailand รุ่น 53 ปี 2005
รับใช้ที่ศาลาธรรมร่มเกล้าตั้งแต่ปี 2005 จนถึงปัจจุบัน สมรสแล้ว กับนางรูธ พรเต็มล้น เมื่อ 28 พฤศจิกายน 2009 ปัจจุบันมีบุตร 2 คน
คนที่1. ชื่อ ด.ช.ชาโลม พรเต็มล้น เกิดวันที่ 21 ก.ค. 2011
คนที่2. ชื่อด.ญ.เอเรเน่ พรเต็มล้น เกิดวันที่ 22 ก.ค. 2013

29/08/2026

พระเจ้าทรงเฝ้าดูแลคุณอยู่เสมอ

มีความกังวลอะไรที่ทำให้คุณหลับไม่ลงไหม? งานที่ยังไม่เสร็จ ปัญหาที่รอการแก้ไข เพราะเมื่อหลับแล้ว นั่นหมายความว่า เราจะควบคุมอะไรไม่ได้เลย ไม่ได้ยินอะไร ไม่รู้สึกอะไร ทำอะไรไม่ได้เลย

ในขณะที่คุณหลับ พระเจ้า... พระองค์ไม่เคยหลับเลย สดุดีบทที่ 121 พูดถึงเรื่องนี้ไว้...

"ดูเถิด พระองค์ผู้ทรงอารักขาอิสราเอล จะไม่ทรงหลับสนิทหรือนิทรา" สดุดี 121:4

พระเจ้าทรงควบคุมชีวิตของคุณอยู่เสมอ พระองค์ไม่เคยตื่นขึ้นอย่างกะทันหันจากการหลับสนิท พระองค์ทรงเฝ้าดูแลลูกทุกคนของพระองค์อยู่ตลอดเวลา... รวมถึงคุณด้วยเช่นกัน

ข้อ 5 ของสดุดีบทนี้ยังให้ความมั่นใจกับเราด้วยว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้พิทักษ์ ผู้ดูแลของเรา พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างเรา

"พระยาห์เวห์ทรงเป็นผู้อารักขาท่าน พระยาห์เวห์ทรงเป็นร่มเงาที่ขวามือของท่าน" สดุดี 121:5

คุณและฉันสามารถหลับอย่างสบายใจได้ มีค่ำคืนแห่งการพักผ่อนอันยาวนานได้ เพราะผู้พิทักษ์ของเราอยู่ที่นั่น ทรงสัตย์ซื่อ อยู่เคียงข้างเราเสมอ และพระองค์จะไม่มีวันทอดทิ้งเราไปเลย

พระเจ้าจะไม่มีวันทอดทิ้งคุณเลย พี่น้องที่รัก พระองค์ทรงเฝ้าดูแลคุณอย่างตั้งใจ ในทุกๆ ขณะ

ฉันหวังว่า พรุ่งนี้คุณจะตื่นขึ้นมา หลังจากได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม

Cr.คุณคือการอัศจรรย์

29/08/2026

คนอื่นชอบฉันไหม? ฉันชอบตัวเองไหม?

สื่อสังคมออนไลน์สามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งการเปรียบเทียบ มันเป็นเหมือนป้ายบอกคะแนนดิจิตอลที่ไม่เคยหลับใหล เราตกอยู่ในกับดักของการเปรียบเทียบจำนวนไลค์ที่ภาพของเราได้รับและภาพของคนอื่น เราเห็นกลุ่มเพื่อนโพสต์รูปภาพของตัวเองกำลังออกไปเที่ยวและสงสัยว่า—ทำไมฉันจึงไม่ได้รับเชิญ? เหตุใดฉันจึงรู้สึกโดดเดี่ยวนัก?

นี่คือสิ่งที่เราต้องตระหนักไว้: สิ่งที่เป็นดิจิตอล บ่อยครั้งมักเสแสร้งหลอกลวง เรากำลังเปรียบเทียบทั้งชีวิตของเรากับเพียงชั่วขณะหนึ่งของคนอื่น ฟีดที่ถูกกรองอาจทำให้เราคิดว่าคนอื่น ๆ ทุกคนมีชีวิตอยู่ร่วมกันในขณะที่เราดิ้นรนต่อสู้อยู่เบื้องหลัง ในความเป็นจริง คนที่เราคิดว่ามีอยู่ด้วยกันอาจจะรู้สึกถึงการดิ้นรนต่อสู้แบบเดียวกับที่เราเป็น เราแค่มองไม่เห็นส่วนนั้น

นั่นคือสาเหตุที่เราต้องหยุดเปรียบเทียบและแข่งขันกัน พระเยซูสอนเรามากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในมัทธิว 9:36 ในเรื่องนั้น พระเยซูทรงทอดพระเนตรเห็นผู้คนจำนวนมาก และพระองค์ทรงเห็นอกเห็นใจพวกเขาอย่างลึกซึ้ง

ตอนนี้ให้เรามาสัตย์ซื่อต่อตัวเองกัน เมื่อคุณเห็นผู้คนมากมาย—คุณรู้สึกเห็นอกเห็นใจหรือรู้สึกถึงการแข่งขัน?

หากเราเห็นการแข่งขัน เราจะไม่มีความเห็นอกเห็นใจ และหากเราไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เราจะสูญเสียความสัมพันธ์ของเรา

ดังนั้น ให้เราหยุดวงจรการเปรียบเทียบที่ไม่มีที่สิ้นสุดนี้ และเลือกที่จะยอมรับตัวตนของเราในพระคริสต์แทน แล้วมันเป็นยังไงหรือ?

ตัวตนของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคุณ แต่เป็นการเติมเต็มของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อคุณติดตามพระเยซู พระวิญญาณองค์เดียวกับที่ฟื้นคืนชีวิตพระองค์จากความตายก็ทรงพระชนม์อยู่ในตัวคุณ ดังนั้นในวันที่คุณรู้สึกว่าคุณไม่พอ คุณอาจจดจำไว้ว่าความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไป แต่พระเจ้าของเราทรงเหมือนเดิมทั้งวานนี้ วันนี้ และตลอดไป และเนื่องจากสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำเพื่อเรา พระเจ้าไม่ทรงมองเห็นบาปของคุณ พระองค์ทรงเห็นพระบุตรของพระองค์

คุณถูกสร้างขึ้นตามพระฉายาของพระเจ้า คุณมีพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่ในตัวคุณ ในวันที่เลวร้ายที่สุดของคุณหรือวันที่ดีที่สุดของคุณ พระเจ้าทรงรักคุณ พระองค์ทรงอยู่เพื่อคุณ และพระองค์ทรงเลือกคุณ เมื่อคุณไม่ รู้สึก ถึงพระองค์ อ่านพระคำของพระเจ้าต่อไป หยั่งรากในพระคัมภีร์อย่างหนักแน่นในทุก ๆ วันเพื่อย้ำเตือนตัวคุณเองว่าพระเจ้าทรงตรัสว่าคุณเป็นใคร

เมื่อคุณรู้ว่าคุณเป็นใคร คุณสามารถหยุดการเปรียบเทียบและเริ่มเฉลิมฉลองกับเอกลักษณ์พิเศษที่พระเจ้าทรงสร้างให้เราทุก ๆ คน

พิจารณา: คุณจะหยุดเปรียบเทียบและเริ่มเฉลิมฉลองกับผู้คนในชีวิตของคุณได้อย่างไร? คุณต้องทำตามขั้นตอนใดบ้างเพื่อจะเริ่มเชื่อจริง ๆ ว่าพระเจ้าทรงตรัสว่าคุณเป็นใคร?

อธิษฐาน: พระเจ้าข้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระเยซู ขอบพระคุณสำหรับพระคุณและความรักของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เริ่มที่จะรู้และเชื่อในสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์หยุดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นและเริ่มเฉลิมฉลองกับผู้คนที่อยู่รอบตัวข้าพระองค์ ขอทรงประทานพระเมตตาแก่ข้าพระองค์และคนอื่น ๆ รอบตัวข้าพระองค์ ในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

28/08/2026

คุณจงฟังเสียงของพระเจ้า

คุณเคยมีบางช่วงเวลาไหม ที่คุณอ่านพระคัมภีร์ตอนหนึ่ง แล้วรู้สึกเหมือนพระเจ้ากำลังตรัสกับคุณคนเดียวโดยตรง ราวกับว่าข้อความนี้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ?

ในภาษากรีก มีคำสองคำที่ใช้เรียก "พระวจนะ"

คำว่า "โลโกส" (logos) หมายถึงพระวจนะที่เป็นลายลักษณ์อักษรของพระเจ้า (สิ่งที่คุณอ่านในพระคัมภีร์)
คำว่า "เรมา" (rhema) ซึ่งหมายถึงพระวจนะที่ทรงเปิดเผยของพระเจ้า เป็นถ้อยคำส่วนตัวที่ประทานให้กับใครสักคนโดยเฉพาะ
ฉันรักที่จะได้ยิน "ถ้อยคำ" ของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าตรัสกับส่วนลึกที่สุดของชีวิตฉัน "ถ้อยคำ" นี้ทรงพลังเสียจนสามารถประคับประคองฉันไปได้ตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งสัปดาห์ หรือแม้แต่ตลอดทั้งชีวิต

วันนี้ ฉันอยากหนุนใจให้คุณเปิดหูฝ่ายวิญญาณของคุณไว้เสมอ และฟัง "ถ้อยคำ" ของพระเจ้าที่มีให้กับคุณ มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ทรงรู้จักคุณอย่างลึกซึ้ง ทรงรู้ว่าคุณจำเป็นต้องได้ยินอะไรในตอนนี้ จงให้ "ถ้อยคำ" ของพระองค์หนุนใจคุณ และประคับประคองคุณผ่านวันนี้ไป

ขอให้แน่ใจว่า เรมา หรือถ้อยคำของพระเจ้าที่คุณได้ยิน หรือตรัสกับใจของคุณนั้น ต้องไม่ขัดแย้งกับ โลโกส พระวจนะที่เป็นลายลักษณ์อักษรของพระเจ้า (พระคัมภีร์) เสียงหรือการดลใจใดๆ ที่เราเชื่อว่าเป็นเรมาจะต้องสอดคล้องและผ่านการตรวจสอบโดย พระคัมภีร์เสมอ หากมีถ้อยคำใดขัดกับหลักการพระคัมภีร์ ถ้อยคำนั้นจะไม่ใช่เรมาจากพระเจ้า

ขอให้สะสมพระคำจากพระคัมภีร์ของพระเจ้า เพื่อเป็นเสบียงสำหรับการได้ยินเสียงของพระเจ้า ที่จะมาถึงคุณในแต่ละสถานการณ์ในชีวิตคุณ

“ลูกเอ๋ย จงใส่ใจถ้อยคำของข้า จงเอียงหูของเจ้าเข้าหาคำพูดของข้า อย่าให้มันคลาดสายตาของเจ้า จงรักษามันไว้ภายในใจของเจ้า เพราะมันเป็นชีวิตแก่ผู้ค้นพบ และเป็นพลานามัยแก่กายทุกส่วนของผู้นั้น” สุภาษิต 4:20-22

วันนี้พระเจ้าตรัสอะไรกับคุณ คุณสามารถส่งข้อความหรือแบ่งปันกับเราได้

Cr.คุณคือการอัศจรรย์

28/08/2026

ฉันจะหาเพื่อนได้อย่างไร?

เรายอมรับแล้วว่าการหาเพื่อนนั้นค่อนข้างสำคัญมากสำหรับการค้นหาทิศทางของเราในชีวิต แต่การหาเพื่อนในขณะที่เป็นผู้ใหญ่อาจทำให้รู้สึกอึดอัดและแปลกประหลาด ดังนั้น คุณจะหาผู้คนของคุณได้อย่างไร?

ก่อนอื่น จงรู้ว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อในการจัดเตรียม 1 ยอห์น 5:14 กล่าวว่าเราสามารถมั่นใจได้ว่าพระเจ้าทรงได้ยินเราเมื่อเราทูลขอสิ่งใดที่พอพระทัยพระองค์ การมีคนที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพระเจ้าสำหรับเรา ดังนั้น เราจึงสามารถมั่นใจได้ว่าเมื่อเราอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงนำผู้คนมาหาเรา พระองค์จะทรงตอบ

พระเยซูตรัสว่า เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่ดีที่ไม่ให้ของขวัญที่ไม่ดีแก่ลูกของพวกเขา เมื่อเราทูลขออะไรต่อพระองค์ พระองค์จะไม่หลอกเรา ดังนั้น จงอธิษฐานขอให้มีคนที่เหมาะสมเข้ามาในชีวิตคุณในเวลาที่เหมาะสม และในขณะที่คุณอธิษฐาน จงฟังสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์อาจกระตุ้นให้คุณทำ บางทีใครบางคนอาจจะเดินผ่านมาในที่ทำงานในวันหนึ่งซึ่งคุณสามารถชวนไปทานอาหารกลางวันได้ บางทีมันคือการทำความรู้จักกับคนที่คุณร่วมรับใช้ที่คริสตจักร

แต่ประเด็นก็คือ การหาเพื่อนนั้นต้องการการก้าวออกนอกเขตความสะดวกสบายของคุณและโดยรู้ว่าการถูกปฏิเสธเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในบางครั้ง ในการค้นหาสถานที่ที่คุณเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างแท้จริงคุณจำเป็นต้องรับความเสี่ยง คุณต้องแสดงตัวโดยไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรหรือใครจะยอมรับคุณ เนื่องจาก การเผชิญกับความกลัวว่าจะถูกปฏิเสธเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์

ดังนั้น เมื่อคุณรู้สึกว่ามีคนที่คุณควรจะติดต่อด้วย จงลงมือทำ! คุณไม่มีทางรู้ว่าคุณอาจเป็นคำตอบต่อคำอธิษฐานเพื่อชุมชนของเขาเช่นกัน

พิจารณา: มีใครบ้างที่พระเจ้าทรงวางไว้ในชีวิตของคุณ? คุณจะก้าวออกจากเขตสะดวกสบายเพื่อสร้างมิตรภาพกับพวกเขาได้อย่างไร?

อธิษฐาน: ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการทรงเป็นพระบิดาแสนประเสริฐที่ห่วงใยทุกด้านในชีวิตของเรา วันนี้ ข้าพระองค์ขอพระองค์ทรงนำผู้คนเข้ามาในชีวิตของข้าพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์มีความกล้าที่จะเอาชนะความกลัวการถูกปฏิเสธและค้นหาความสัมพันธ์ที่แท้จริง ขอทรงประทานความกล้าที่จะเชื้อเชิญใครบางคนเข้ามาในชีวิตของข้าพระองค์ในสัปดาห์นี้ ในนามพระเยซูคริสต์เจ้า อาเมน

26/08/2026

พระเจ้าทรงปรารถนาจะสื่อสารกับคุณ

คุณได้ยินเสียงพระเจ้าที่กำลังตรัสกับคุณไหม? พระองค์ทรงเป็นพระวจนะ พระคัมภีร์บอกเราไว้เช่นนั้น... "ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า" (ยอห์น 1:1) ถ้าพระองค์ทรงเป็นพระวจนะ ก็สมเหตุสมผลว่าพระองค์ทรงปรารถนาที่จะตรัส

ในสวนเอเดน ก่อนการล้มลงในบาป พระเจ้าทรงดำเนินและตรัสกับอาดัมและเอวาทุกวัน พระองค์ทรงปรารถนาจะทำสิ่งเดียวกันนี้กับลูกทุกคนของพระองค์ แม้จนถึงทุกวันนี้ และรวมถึงคุณด้วยเช่นกัน

พระเจ้าทรงปรารถนาจะสื่อสารกับคุณ ในทุกช่วงเวลาของทุกวัน แน่นอนว่าพระองค์ทรงรักที่จะฟังคุณ แต่พระองค์ก็ทรงรักที่จะพูดคุยกับคุณด้วยเช่นกัน บอกเล่าสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระองค์ให้คุณฟัง พูดคุยกับคุณเกี่ยวกับความรักที่พระองค์มีต่อคุณ และต่อคนรอบข้างคุณด้วย

คุณอยากได้ยินเสียงของพระองค์ไหม? คุณอยากมีการสื่อสารแบบนี้กับพระเจ้าไหม? เพียงแค่เปิดใจของคุณออก ทำให้หูฝ่ายจิตวิญญาณของคุณไวต่อพระสุรเสียงของพระองค์ จดจ่อความคิดของคุณไว้ที่พระเยซู และตั้งใจฟังเพื่อได้ยินพระองค์ตรัสกับคุณ

พระเจ้าทรงรักคุณ พี่น้องที่รักของฉัน และพระองค์ทรงรักที่จะสื่อสารกับคุณ

ลองหาเวลาเงียบๆ สัก 5-10 นาที ปิดมือถือ นั่งลง แล้วแทนที่จะพูดหรือทูลขออะไรจากพระเจ้าเหมือนที่เคยทำ ให้ลองแค่ "นิ่งเงียบและฟัง" ปล่อยให้ใจของคุณจดจ่ออยู่ที่พระเยซู แล้วสังเกตว่ามีความคิด หรือข้อพระคัมภีร์ใดผุดขึ้นมาในใจคุณบ้าง จากนั้นจดสิ่งที่คุณคิดว่าพระองค์อาจกำลังพูดกับคุณลงในสมุดบันทึก หรือมือถือ แล้วดูว่าพระองค์จะทรงสื่อสารกับคุณอย่างไรในวันนี้

Cr.คุณคือการอัศจรรย์

26/08/2026

ทุกคนเหงาเหมือนฉันหรือเปล่า?

ทุกวันนี้ ข้อมูลต่าง ๆ มีให้เราทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง คุณสามารถหาสิ่งใดก็ได้จาก google ในทุกเวลา คุณสามารถค้นหาวิดีโอใน YouTube ที่มีประโยชน์เกี่ยวกับวิธีการแก้ไขยางแบน, วิธีจัดทำงบประมาณ, หรือแม้แต่วิธีทำราเมน และในขณะที่ความรู้นั้นมีประโยชน์มันก็ง่ายที่จะได้รับข้อมูลมากเกินไปในขณะที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว—ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราถูกออกแบบมาให้เป็น

พระเจ้าทรงสร้างเราให้อาศัยอยู่ในชุมชน นั่นเป็นคำที่เราใช้บ่อยในคริสตจักรซึ่งโดยทั่วไปหมายความว่าเราต้องการเพื่อนที่ดี ทำไมน่ะหรือ? เพราะการบริโภคข้อมูลอย่างโดดเดี่ยวนั้นยากที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต เราต้องการสติปัญญา และสติปัญญาก็เติบโตขึ้นได้ดีที่สุดในชุมชน

ให้เรากลับไปที่จุดเริ่มต้น สิ่งแรกที่พระเจ้าทรงตรัสคือ “ไม่ดี” ที่จะให้มนุษย์อยู่คนเดียว เราถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะต้องการผู้คน พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างให้เราแล้วในชีวิตและพันธกิจของพระองค์บนโลก

พระเยซูทรงเลือกคนที่ไม่สมบูรณ์ 12 คนเพื่อใช้ชีวิตอยู่ด้วย พวกเขากินด้วยกัน, อธิษฐานด้วยกัน และรับใช้ด้วยกัน เหตุใดพระองค์จึงทำเช่นนี้? พระเยซูไม่ได้ต้องการผู้คน พระองค์ หรือก็คือ พระเยซู อาจเป็นการแสดงให้เราเห็นว่า เราจะรักผู้คนที่ไม่สมบูรณ์เพื่อจุดประสงค์ที่สมบูรณ์แบบของพระองค์ได้อย่างไร

พระเยซูทรงแสดงให้เราเห็นว่ามันจะเป็นอย่างไรเมื่อมีเพื่อนที่ดี และพระองค์ทรงรู้ว่ามันจะต้องแลกมาด้วยบางอย่าง พระองค์ทรงรู้ว่ายูดาสจะทรยศพระองค์ และตามจริงแล้ว เปโตรก็พิเศษเล็กน้อย พระองค์ทรงรู้ว่าเปโตรจะปฏิเสธพระองค์และละทิ้งพระองค์ แต่พระเยซูก็ทรงรักพวกเขาทั้งหมดอยู่ดี

มีบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้จากความรักแบบนั้น เรามักจะติดใจในการมีเพื่อนที่สมบูรณ์แบบจนกระทั่งเรามองข้ามคนที่มีศักยภาพหลายคนตรงหน้าเรา เมื่อเราพบผู้คนของเรา เราต้องรักพวกเขา—ทั้งข้อบกพร่องและทั้งหมด—เช่นเดียวกับที่พระเยซูทรงรักเรา

ประโยชน์ที่สำคัญอื่น ๆ ของชุมชนคือ พระเยซูไม่เพียงทรงเป็นแบบอย่างให้แก่เรา แต่ยังทรงสัญญาว่าจะอยู่ท่ามกลางเราด้วย พระเยซูทรงตรัสว่าที่ซึ่งมีผู้คนสองคนหรือมากกว่ารวมตัวกันในนามของพระองค์ พระองค์ทรงอยู่กับเรา นั่นเป็นเหตุผลที่น่าสนใจมากที่จะใช้เวลากับคนอื่น ๆ

ดังนั้นหากคุณกำลังพยายามที่จะคิดวางแผนชีวิตของคุณโดยไม่มีผู้คนรอบตัวคุณเลย ผลของมันอาจจะไม่ออกมาตามที่คุณคาดหวัง เราต้องการคนที่จะดำเนินชีวิตตามวัตถุประสงค์ของเรา เราต้องการคนที่จะค้นพบว่าเราเป็นใคร เราต้องการคนที่จะให้กำลังใจเรา, เสริมสร้างเรา, อธิษฐานกับเรา, ท้าทายเรา และช่วยเหลือเราเมื่อเราล้มลงและล้มเหลว

มันจะยุ่งวุ่นวาย และมันก็จะไม่สมเหตุสมผลเสมอไป แต่เมื่อคุณเลือกที่จะเป็นเหมือนพระเยซูและรักเหมือนกับพระเยซู—คุณจะรู้ว่าคุณกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างที่เราได้พูดถึงไปแล้วในวันแรก

พิจารณา: เพื่อนที่มีศักยภาพเช่นไรที่คุณอาจกำลังมองข้ามไปเพราะคุณต้องการเพื่อนที่สมบูรณ์แบบ?

อธิษฐาน: พระเยซูเจ้าข้า ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงแสดงให้เราเห็นว่าการมีชุมชนนั้นเป็นเช่นไร และสำหรับพระสัญญาว่าจะทรงอยู่กับเราเมื่อเรามารวมตัวกัน ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พึ่งพาพระองค์และคนอื่น ๆ ที่พระองค์ทรงวางไว้ในชีวิตของข้าพระองค์มากขึ้น ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์รักเหมือนกับพระองค์ ในพระนามของพระองค์ อาเมน

26/08/2026

ความเชื่อท่ามกลางการรอคอย

คุณเป็นคนที่ทนรอไม่เก่งเหมือนฉันหรือเปล่า?

ทุกวันนี้ เรามักคุ้นชินกับความเร็ว กดสั่งอาหารก็มาถึงในไม่กี่นาที ค้นหาข้อมูลอะไรก็ได้คำตอบในไม่กี่วินาที... แต่พอต้องมา "รอคอย" คำตอบจากพระเจ้าที่ยังไม่มาสักที ความอดทนของเรากลับหมดลงอย่างรวดเร็ว

ถ้าตอนนี้คุณกำลังรอคอยคำตอบอะไรบางอย่างจากพระเจ้าอยู่ และรู้สึกเหมือนกำลังจะหมดแรงรอแล้ว... มีคำเปรียบเทียบหนึ่งที่อาจช่วยเปลี่ยนมุมมองของคุณได้

นักเขียนคนหนึ่งเคยกล่าวไว้ในทำนองว่า การขาดความอดทนเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่สุดที่นำไปสู่ความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะในเรื่องการอธิษฐาน เรามักจะรอคอยได้ไม่ดีนัก เราชินกับความเร็วแบบ "ไมโครเวฟ" ในขณะที่พระเจ้ามักจะทรงทำงานแบบ "การหมัก" ที่ต้องใช้เวลา

วันนี้ ฉันอยากหนุนใจคุณให้ไม่หยุดอยู่กลางทางในการเดินทางแห่งการอธิษฐานนี้ แต่ให้เดินหน้าต่อไปจนถึงที่สุด

จงรอคอยพระเจ้าต่อไป

จงอธิษฐานต่อไป และอย่าท้อถอย เหมือนหญิงคนหนึ่งในเรื่องที่พระเยซูทรงเล่าให้เหล่าสาวกฟัง อันที่จริงก็เพื่อหนุนใจให้พวกเขาอธิษฐานอยู่เสมอโดยไม่ท้อใจ (อ่านพระคัมภีร์ ลูกา 18:1-8)

พระเจ้าไม่ได้ทรงลืมคุณเลย พระองค์กำลังทรงวิงวอนขอเผื่อคุณอยู่ น้ำพระทัยอันสมบูรณ์แบบของพระองค์กำลังสำเร็จและเป็นจริงในชีวิตคุณ

จะเป็นอย่างไรถ้าเราทั้งสองคน คุณและฉัน อดทนและมุ่งมั่นอธิษฐานต่อไป? ลองจินตนาการดูสิว่าเราจะสามารถปล่อยการต่อสู้ทั้งหมดไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และได้รับชัยชนะในที่สุดได้มากเพียงใด... มันคุ้มค่าที่จะปล่อยคำอธิษฐานนั้นอยู่ในกระบวนการ "หมัก" ต่อไป ไหม?

ลองเขียนคำอธิษฐานที่คุณกำลังรอคำตอบออกมา แล้วคอยดูไปด้วยกันว่า คำตอบจะมาถึงอย่างไร

Cr.คุณคือการอัศจรรย์

26/08/2026

กำลังสงสัยใช่ไหมว่าชีวิตของคุณดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่?

เมื่อครั้งย่างเข้าสู่วัย 18 ปี คุณรู้สึกว่าคุณควรจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทันทีทันใดและต้องบริหารจัดการชีวิตของคุณให้ได้ แต่หากคุณต้องเผชิญอุปสรรคล่ะ? ในยามที่คุณมีปัญหามากกว่าคำตอบ ในยามที่คุณรู้สึกว่าคุณไม่สามารถไปถึงเป้าหมายที่ตัวคุณเองหรือคนอื่นตั้งไว้สำหรับคุณได้ ในยามที่สิ่งที่คุณคิดคาดหวังจะเป็นไม่ใช่สิ่งที่คุณเป็นอยู่ในปัจจุบัน และคุณเองก็ไม่แน่ใจว่าคุณควรจะดำเนินชีวิตต่ออย่างไรดี?

หยุดพักหายใจกันก่อน ขอบอกไว้เลยว่า—ไม่มีใครสามารถบริหารจัดการชีวิตได้จริง ๆ หรอก แต่นั่นแหละคือประเด็น เราทุกคนต่างเรียนรู้ที่จะพึ่งพาพระเจ้าและผู้คนรอบข้างในการที่จะเติบโต อันที่จริง พระเยซูได้ทรงตรัสไว้ว่า อย่าวิตกกังวลเกี่ยวกับวันพรุ่งนี้ เพราะวันนี้ก็มีปัญหาของมันพออยู่แล้ว

นั่นเป็นเรื่องจริง จริงไหม? เมื่อคุณเริ่มคิดถึงการเงินของคุณ อนาคตของคุณ อาชีพการงานของคุณและความสัมพันธ์ของคุณ—มันกลายเป็นเรื่องที่มากมายเกินจะรับไหว แต่เมื่อคุณหยุดคิดถึงมันและจดจ่อกับการใช้ชีวิตในวันต่อวัน คุณก็สามารถลดความเครียดของตัวคุณลงได้และเริ่มต้นมองที่พระเจ้าแทน

สิ่งหนึ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับชีวิต คือ มันสัันมาก เป็นเรื่องที่ฟังแล้วชวนให้เครียด แต่ในพระธรรมสดุดีบทที่ 90:12 ได้กล่าวไว้ว่าการเรียนรู้ที่จะนับวันเวลาของตัวเองนั้นก็เป็นหนทางไปสู่สติปัญญา น่าประหลาดใจใช่ไหม? มันจะไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจเลยเมื่อคุณระลึกได้ว่าวันพรุ่งนี้ไม่มีความแน่นอนอยู่และคุณมองทุกวันเป็นของประทานจากพระเจ้า ของประทานที่เต็มไปด้วยพระเมตตาใหม่ ๆ พระคุณที่สดใหม่ รวมถึงโอกาสที่มากขึ้นในการที่จะเรียนรู้และเติบโต

ดังนั้น หากคุณยังคงสงสัยว่าชีวิตของคุณกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า คุณไม่ใช่แค่คนเดียว ในสถานภาพมนุษย์ เรามีธรรมชาติที่จะต้องการคำตอบมากขึ้นในขณะที่จริง ๆ แล้วเราแค่ต้องการพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้นเอง

แต่มันก็เป็นคำถามที่ดี แม้ในสมัยของพระเยซู ผู้คนก็ตั้งคำถามที่สำคัญ มีคนเคยถามพระองค์ว่า พระบัญญัติที่สำคัญที่สุดคืออะไร

สิ่งที่พระเยซูทรงตรัสไว้นั้นเรียบง่ายอย่างลึกซึ้ง แต่ก็ยากอย่างยิ่ง พระองค์ทรงตรัสว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราทำได้คือรักพระเจ้าและรักผู้คน อีกครั้งหนึ่ง จริง ๆ แล้วพระเยซูทรงตรัสว่า โลกจะสังเกตเห็นผู้ติดตามพระองค์ได้โดยวิธีที่พวกเขารักผู้อื่น

มันเข้าท่าที่จะบอกว่า ถ้าคุณรักพระเจ้าและรักผู้คนรอบ ๆ ตัวคุณ คุณก็น่าจะกำลังอยู่ในทางที่ถูกต้อง

ตลอดไม่กี่วันข้างหน้า เราจะมาสำรวจคำถามสำหรับผู้ใหญ่ที่เรามีเป็นครั้งคราว และดูว่าพระเยซูทรงพบเราในท่ามกลางชีวิตธรรมดาของเราในรูปแบบที่ไม่ธรรมดาได้อย่างไร

พิจารณา: ฉันจะรักพระเจ้าและรักผู้คนรอบ ๆ ตัวฉันได้ด้วยวิธีใดบ้าง?

อธิษฐาน: พระเจ้าข้า ขอบพระคุณที่พระองค์ทรงเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด และที่ข้าพระองค์สามารถแสดงความกังวลใจเกี่ยวกับอนาคตต่อพระองค์ได้ ขอบพระคุณสำหรับพระคุณ, พระเมตตา และความรักของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์พึ่งพาพระองค์—ไม่ใช่พึ่งพาความพยายามของตัวเอง ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์นับวันเวลาของข้าพระองค์และใช้เวลาช่วงสั้น ๆ บนโลกนี้ให้ดีที่สุด ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์รักพระองค์และรักผู้อื่นมากขึ้นในแต่ละวัน ในพระนามของพระเยซู อาเมน

24/08/2026

พื้นฐานตามพระคัมภีร์สำหรับการฟื้นคืนพระชนม์

ตามพระคัมภีร์ ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับชีวิตคริสเตียนและพระคริสต์ ล้วนขึ้นอยู่กับการฟื้นคืนพระชนม์ทางพระกายของพระคริสต์เพียงเท่านั้น มากเสียจนอัครทูตเปาโล ในขณะที่เขียนถึงคริสตจักรในเมืองโครินธ์ โต้แย้งว่า “ถ้าพระคริสต์ไม่ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมา การประกาศของเรานั้นก็ไร้ประโยชน์ และความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไร้ประโยชน์ด้วย” (1 คร. 15:14) กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่เปาโลกำลังบอกเป็นนัยคือถ้าพระองค์ไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์ ศาสนาคริสต์ก็ผิดอย่างสิ้นเชิง! แต่ถ้าพระองค์ทรงฟื้นขึ้นจริง เหตุการณ์นี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ทั้งหมด ดร. แกรี่ อาร์. ฮาเบอร์มาส หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกเกี่ยวกับหลักฐานการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ได้ให้เหตุผลสามประการบนพื้นฐานของพระคัมภีร์ไว้ดังต่อไปนี้:



หลักฐานในพระคัมภีร์บนพื้นฐานของ 1 โครินธ์ 15: ลักษณะสำคัญ สองประการเกี่ยวกับ 1 โครินธ์ 15 จำเป็นต้องถูกอ้างถึงเมื่อพูดถึงหลักฐานที่นำเสนอเกี่ยวกับ ‘การปรากฏพระองค์หลังการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู’ (1 คร. 15:4-8) ประการแรก เป็นความจริงที่ว่านี่เป็นหนึ่งใน “รายงานแรกสุด” ที่มีอยู่เกี่ยวกับการฟื้นคืนพระชนม์ แม้กระทั่งเกิดขึ้นก่อนข่าวประเสริฐเสียด้วยซ้ำ ประการที่สอง เป็น “พยานผู้เห็นเหตุการณ์” นั้นเองที่ให้ข้อมูลไว้ อันที่จริง เปาโลได้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้ในระหว่างคริสตศักราช 54-57 กล่าวคือ เพียง 25 ปีหลังจากการถูกตรึงกางเขนของพระคริสต์ ช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและการเขียนรายงานนี้ แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของ “รายงานของผู้เห็นเหตุการณ์” เนื่องจากมันได้ขจัดความเป็นไปได้ที่จะมีการเล่าและฟังเรื่องราวต่อๆ กันมาซึ่งอาจบิดเบือนให้รายงานนั้นเสียหาย ยิ่งกว่านั้น ในทุกวันนี้ เราก็เชื่อถือแม้กระทั่งผู้เห็นเหตุการณ์ซึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานานกว่านั้นมากด้วย
ความน่าเชื่อถือของคำพยานของอัครทูตเปาโล: มีข้อเท็จจริงสำคัญสองประการที่อัครทูตกล่าวถึงความถูกต้องหรือความน่าเชื่อถือของเขา ประการแรก เชื่อกันว่าการกลับใจใหม่ของเปาโลเกิดขึ้น ภายในช่วงเวลาเพียงหนึ่งถึงสองปีหลังจากการถูกตรึงกางเขนของ พระคริสต์ นอกจากนี้ ช่วงเวลาที่ค่อนข้างสั้นระหว่างเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น (เช่น การฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์) และการเขียนบันทึกเรื่องราวของเขาเป็นสิ่งสำคัญเมื่อคนคนหนึ่งพิจารณาถึง “ประวัติศาสตร์โบราณ” ประการที่สอง เราต้องจำไว้ว่าเปาโลไม่เพียงแต่พูดถึงผู้คนต่างๆ ที่เป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์เท่านั้น แต่ตัวเขาเองก็เป็นพยานผู้ได้เห็นพระคริสต์ผู้ฟื้นคืนพระชนม์ด้วย (1 คร. 15:8) หลักฐานนี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อเราพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเปาโลผู้ซึ่งก่อนหน้านั้นรู้จักกันในชื่อเซาโลเคยเป็น “คนขี้สงสัย” ซึ่งไม่เพียงแต่สงสัยในความจริงของความเป็นคริสเตียนเท่านั้น แต่ยังข่มเหงผู้ติดตามพระคริสต์อย่างรุนแรงอีกด้วย
ความน่าเชื่อถือของเรื่องราวของเหล่าสาวกผู้เห็นเหตุการณ์: ความจริงที่ว่าเหล่าสาวกได้รับการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดขั้วจนถึงจุดที่พวกเขาเต็มใจที่จะเป็นพยาน แม้ต้องแลกด้วยความเสี่ยงที่จะสูญเสียชีวิต มีคนเคยเขียนว่า “มนุษย์อาจยอมตายเพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง แต่พวกเขาจะไม่มีวันยอมตายเพื่อสิ่งที่พวกเขารู้ว่าเป็นเท็จ”
เหตุผลทั้งสามประการนี้ เมื่อนำมารวมกันแล้ว ก็ก่อขึ้นเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งในพระคัมภีร์ซึ่งสามารถช่วยให้เราไปถึงข้อสรุปที่ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย

24/08/2026

เมื่อการรอคอยมันยาวนานเหลือเกิน

เคยปลูกอะไรสักอย่าง… แล้วต้องรอคอยผลลัพธ์นานจนแทบทนไม่ไหวไหม?

เมื่อชาวนาหว่านเมล็ดพืชลงไป เขาคงหวังว่าฝนจะตกลงมา เพื่อให้เขาได้เก็บเกี่ยวผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ บางครั้งฝนเหล่านี้ก็มาช้า หรือในบางกรณีก็ไม่มาเลยด้วยซ้ำ เมล็ดพืชจึงเหี่ยวเฉาและดูเหมือนตายไปแล้ว พร้อมกับความหวังทั้งหมดของเขาสำหรับการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์

เช่นเดียวกับชาวนาคนนี้ เราทุกคนต่างก็หว่านแผนการต่างๆ ลงในผืนดินสำหรับชีวิตส่วนตัวและการงานของเรา โดยพึ่งพาความโปรดปรานของพระเจ้าให้แผนการเหล่านั้นเติบโตและออกผลอย่างงดงาม แต่ช่วงเวลาระหว่างการเพาะปลูกกับการปรากฏผลลัพธ์นั้น มักจะรู้สึกยาวนานมาก และการรอคอยนี้บางครั้งก็รู้สึกเหมือนทนไม่ไหวแล้ว

พี่น้องที่รัก เช่นเดียวกับชาวนาคนนี้ วันนี้คุณได้รับเชิญให้วางใจในพระเจ้า ผู้ทรงประกาศไว้ในพระวจนะของพระองค์ในเอเสเคียล 34:26 ว่า "...เราจะส่งฝนลงมาตามฤดูกาล เป็นห่าฝนแห่งพร"

จงมั่นใจได้เลยว่า ในเวลาที่เหมาะสม พระเจ้าจะทรงส่งฝนแห่งพระพรของพระองค์ลงมาบนชีวิตของคุณ จงกล้าหาญเถิดและยึดมั่นในพระสัญญาที่พระองค์ทรงให้ไว้กับคุณ พระเจ้าจะทรงเปิดประตูแห่งสวรรค์ เพื่อทำให้แผนการของคุณเติบโตและสำเร็จ พระองค์จะทรงรักษาพระสัญญาทุกข้อของพระองค์อย่างแน่นอน

ขอให้คุณขอบคุณพระเจ้าไปพร้อมกับฉัน

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอบพระคุณสำหรับฝนแห่งสวรรค์ที่พระองค์กำลังส่งลงมาบนชีวิตของลูก ลูกเชื่อว่าพระองค์ทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง และพระองค์ไม่ทรงมุสา ขอบพระคุณอีกครั้งสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์กำลังจะทรงกระทำในลูกและผ่านลูก ในพระนามพระเยซู เอเมน"

Cr.คุณคือการอัศจรรย์

ที่อยู่

เคหะร่มเกล้า แชวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง
Bangkok
10520

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Blessing Grace พรพระคุณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์