ศาลเจ้าต่งตั๋นหง่วนโส่ย 帥元壇中 (นาจาซาไท้จื้อ)

ศาลเจ้าต่งตั๋นหง่วนโส่ย 帥元壇中 (นาจาซาไท้จื้อ) ศาสนา และประเพณีชาวจีน

คณะกรรมการดำเนินงานจัดสร้างศาลเจ้าต่งตั้นหง่วนโส่ย

คุณปัญญา ศิลารักษ์ (คุณติ่ง) ผู้บริหาร ด้านสถานที่
คุณเกียงจั่ง แซ่แต้ (คุณเกรียง) ผู้บริหาร ด้านพิธีการ
คุณสมคิด วิทิตปัญญา (คุณแดง) ผู้บริหาร ด้านควบคุมความปลอดภัย
คุณอรรคพล ศิริวัฒน์ (คุณโน๊ต) ฝ่ายพิธีการ
คุณพิพัฒน์ ปัญญาครอง (คุณปุ้ย) ฝ่ายพิธีการ
คุณศรัณย์ จันทาทุม (คุณเบ็นซ์)

ฝ่ายพิธีการ
คุณสิทธิชาติ อังคะสิทธิศิริ (คุณบอย) ฝ่ายดำเนินงาน และประสานงาน
คุณนพดล วิทิตปัญญา (คุณเอ้) ฝ่ายประชาสัมพันธ์
คุณณัฐพล ดวงเดือน(คุณใหม่) ฝ่ายจัดการสถานที่
คุณชญานิศ นาคบรรพต (คุณยุ้ย) ฝ่ายบัญชีการเงิน
คุณสมชัย จันทรประมาณ (คุณตี๋) ฝ่ายบัญชีการเงิน
คุณชัยฤทธิ์ สุวรรณกิจพงษ์ (คุณฤทธิ์) ฝ่ายดูแลองค์เทพเจ้า
คุณธนภัทร น้อยดี(คุณแบงค์) ฝ่ายดูแลองค์เทพเจ้า
คุณพงษ์ศักดิ์ เกิดประกาย (คุณปูน) ฝ่ายเลขานุการ
คุณวิเชษฐ์ ศรีเรืองแท้ ( คุณแฮก ) ฝ่ายโภชณาการ
คุณเสน่ห์ พ่วงยาม (คุณหนุ่ม) ฝ่ายเทคนิคบำรุงรักษา
คุณวีรเทพ นาคภักดี (คุณโก๊บ) ฝ่ายเทคนิคบำรุงรักษา
คุณอนุรัตน์ บินซามัน (คุณซา) ฝ่ายเทคนิคบำรุงรักษา
คุณรณชิต ปะโพทัง (คุณจ๋อย) ฝ่ายบันทึกภาพ
หน่วยอาสาสมัครบรรเทาสาธารณะภัย ใต้ 41-00
เจ้าหน้าที่ฐานบูรพา สนับสนุนงานศาลเจ้า
เจ้าหน้าที่ฐานสุนทร สนับสนุนงานศาลเจ้า
เจ้าหน้าที่ฐานอาจณรงค์ สนับสนุนงานศาลเจ้า
เจ้าหน้าที่ฐานเทพวารินทร์ สนับสนุนงานศาลเจ้า
เจ้าหน้าที่ฐานชุมชนหัวโค้ง สนับสนุนงานศาลเจ้า
เจ้าหน้าที่ฐานร่วมฤดี สนับสนุนงานศาลเจ้า
เจ้าหน้าที่ฐานวิทยุ สนับสนุนงานศาลเจ้า
เจ้าหน้าที่ฐานนนทรี สนับสนุนงานศาลเจ้า
เ้จ้าหน้าที่ฐานวนาราม สนับสนุนงานศาลเจ้า

ขอเชิญร่วมงาน และร่วมบุญ งานประจำปี  ศาลเจ้ากวงฮกเกง อำเภอละงู จังหวัดสตูล12-18 กรกฎาคม 2568
30/06/2025

ขอเชิญร่วมงาน และร่วมบุญ งานประจำปี
ศาลเจ้ากวงฮกเกง อำเภอละงู จังหวัดสตูล
12-18 กรกฎาคม 2568

✨✨ #ขอเป็นสะพานบุญครั้งยิ่งใหญ่เพื่อนๆพี่ๆน้องๆในเพจ ✨✨
ในประเพณีถือศีลกินเจเล็กของศาลเจ้ากวงฮกเกง อำเภอละงู จังหวัดสตูล
#วันสำเร็จธรรมพระโพธิสัตว์กวนอิมและฉลองวันคล้ายวันเกิดเฮียบเทียนไต่เต่ ในวันที่ 12 -18 กรกฎาคม 2568

✨อยากเชิญชวนทุกท่านร่วมบุญ ✨
น้ำมันทำพิธี อาหารเจ ข้าวสาร เครื่องปรุง ค่าธูปเทียน ปัจจัยต่างๆ
😊 #ตามกำลังศรัทธาร่วมกันคนละเล็กคนละน้อย 😊

🙏🏻🙏🏻🙏🏻สามารถร่วมบุญได้ที่บัญชีสามารถโอนผ่าน
OR code (กุสุมา ดีเสาวภาคย์) กรรมการฝ่ายการเงิน
และแจ้งสลิป พร้อมชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร
ในคอมเม้นต์โพสต์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จให้ค่ะ

❤️ #ขอให้เหล่านางฟ้า เทวดา เห็นโพสต์แล้วร่วมบุญกันเยอะๆ นะคะ 🥰🥰🥰

#ศาลเจ้ากวงฮกเกง
#มังกี้โก
#ทําบุญ

หยกอ๋องส่องเต่ หรือ หยกอ๋องไต่เต่CR.ข้อมูล : FB ชมรมคนนับถือเทพเจ้าจีนและรักขนบธรรมเนียมประเพณีจีน
27/09/2019

หยกอ๋องส่องเต่ หรือ หยกอ๋องไต่เต่

CR.ข้อมูล : FB ชมรมคนนับถือเทพเจ้าจีนและรักขนบธรรมเนียมประเพณีจีน

กิวอ๋องไต่เต่ (พระราชาธิราช ๙ พระองค์).ถูกอัญเชิญลงมาเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น !!..         ในวันที่ ๒๙ กันยายน - ๗...
27/09/2019

กิวอ๋องไต่เต่ (พระราชาธิราช ๙ พระองค์)
.ถูกอัญเชิญลงมาเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น !!..

ในวันที่ ๒๙ กันยายน - ๗ ตุลาคม ๒๕๖๒ นี้(๑ค่ำ เดือน๙ - ๙ค่ำ เดือน๙)ตามปฏิทินจีน เป็นประเพณีถือศีลกินเจ เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม ๙ วัน สำหรับองค์ประธานในพิธีกรรมถือศีลนี้ จะอันเชิญ กิวอ๋องไต่เต่ ซึ่งเป็นเทพเจ้าดวงดาวตามความเชื่อของลัทธิเต๋า หรือเป็นบุคคลผู้ได้รับการสรรเสริญจากประชาชน ตามตำนานสามารถรวบรวมได้ ๙ พระองค์ ซึ่งอยู่ในยุคสมัยต่างๆกัน ทั้ง ๙ พระองค์รวมเรียกว่าพระราชาธิราช ๙ พระองค์ จะอัญเชิญมาเฉพาะในช่วงเทศกาลกินเจเท่านั้น เทพเจ้าทั้งเก้าองค์ได้จุติเป็นดาวเก้าดวง หลังจากนั้นจึงได้จุติอีกครั้งมาเป็นเจ้าผู้ปกครองโลกมนุษย์ โดยเวียนกันจุติลงมา

กิวอ๋องไต่เต่ พระราชาธิราช ๙ พระองค์ จะถูกอัญเชิญมาเป็นประธานในการเปิดพิธีกรรมกินผัก จากนั้นก็แขวนตะเกียงน้ำมัน ๙ ดวง อันเป็นสัญลักษณ์ของดวงวิญญาณกิวอ๋องไต่เต่ ไว้บนเสาธง อันเป็นการแสดงว่าพิธีกินผักเริ่มขึ้นแล้ว

การใช้ตะเกียงน้ำมัน ๙ ดวง ก็เพื่อให้หมายถึงดวงวิญญาณของกิวอ๋องไต่เต่ หรือ เก้าอ๊วงไต่เต่ คำว่า "เก้าอ๊วงไต่เต่" หรือกิวอ๋อง แปลว่า นพราชา ตามตำราโหราศาสตร์จีน ก็หมายถึงดาวนพเคราะห์ โดยเชื่อกันว่าดาวเคราะห์ ๙ ดวงนี้ เกิดจากการแบ่งภาคของเทพเจ้า ๙ องค์ ซึ่งทรงอำนาจมาก บริหารธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุทอง เทพเจ้าทั้ง ๙ นี้ เกิดจากการแบ่งภาคของอดีตพระพุทธเจ้า ๗ องค์ กับพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ องค์ เทพเจ้าแห่งดาวนพเคราะห์นี้มีคุณแก่โลกมาก เพราะธาตุทั้งหลายที่พระองค์ประทานให้เป็นของจำเป็นในสรรพสังขาร สำหรับกิวอ๋องไต่เต่ พระราชาธิราช ๙ พระองค์ ได้แก่

๑.ฮอกฮีสี เป็นคนสำคัญทางวัฒนธรรมคนแรก เมื่อก่อน ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว ทรงสั่งสอนให้ราษฎรทำแห ทำอวน จับปลา ช้อนกุ้ง สอนให้ราษฎรสืบเสาะหาสัตว์มาเลี้ยง จับสัตว์มาฝึกใช้งานและพืชพรรณทั้งหลาย ทรงสั่งสอนให้ราษฎรบวงสรวงเทพารักษ์ เทวดา ไหว้บิดามารดา พี่น้องที่ถึงแก่กรรม สอนให้ราษฎรสู่ขอแต่งงาน สมัยของพระองค์เริ่มใช้อักษรจีน สอนให้รู้จักหนังสือ ทำข้อสัญญา เลิกใช้ขมวดเชือกเป็นปมที่ทำเครื่องหมาย ประดิษฐ์เครื่องดนตรี ทำขิมพระองค์รู้ในตำรา ฤกษ์บน ฤกษ์ล่าง ด้วยฟ้าและดิน มีข้าวเปลือก มีม้ามังกร (เล่งเบ้) ทำตำราโหราศาสตร์และโป้ยกั่ว

๒.ยันตี่ พระเจ้าเอี้ยมเต้สินล่งฮองเต้ (เสินหนุง) รู้ในอดีตและอนาคต ฤกษ์บน ฤกษ์ล่าง ชาวจีนถือเป็นพระเจ้าของการกสิกรรม เป็นผู้ประดิษฐ์คันไถ และสอนให้ชาวบ้านทำไร่ไถนา พระองค์เป็นห่วงราษฎร ให้จัดหาสัตว์และพืชมาเพาะเลี้ยง ทดลองปลูกทำเป็นพืชพรรณต่อไป เช่น ผลหญ้านั้นมีห้าอย่าง ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ถั่ว งา ทรงแนะนำให้มาต้มให้สุกเสียก่อน คิดหายามารักษาโรค ทรงแนะนำให้กินน้ำที่ไหล คิดทำเรือสำเภาใช้ใบใช้สำหรับไปมาและค้าขายปราบขบถที่มารุกรานตามหัวเมืองของพระองค์

๓.ฮืนฮ่วง ฮวงตี้ เป็นพระเจ้าอึ้งตี่ฮองเต้ เป็นกษัตริย์ที่สำคัญในการรบคนแรกประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้วปราบปรามพวกขบถ เป็นนักประดิษฐ์เข็มทิศ รถศึกสามารถแล่นถูกทิศทางท่ามกลางหมอกหน้าทึบ คิดทำปฏิทินตำราละยิด ต่อข้างขึ้นข้างแรม จัดปีและนักษัตรเสียใหม่ ทำมาตรา ทะนานตวงสิ่งของ ทำขลุ่ย ระฆัง เสี้อสีต่างๆ หกสี สีเหลืองเป็นที่หนึ่ง สร้างวัง ทำเกวียน และให้ขุดหาแร่ต่างๆ คิดยารักษาโรคต่อ ให้หมอมาร่ำเรียนทำเป็นตำราขึ้นจัดทำเขตแดน ชื่อบ้านและตำบล ทรงปลูกฝ้ายเลี้ยงไหมทอผ้า มเหสีของอึ้งตี่ก็มีชื่อเสียงในการผลิตผ้าไหม การยุติธรรม ทรงถือศีลกินเจ แล้วก็ขึ้นสวรรค์ไปกับมังกรเป็นเซียนต่อไป

๔.เซียวเฮา พระเจ้ากิ้มเต็กอ๋องฮองเต้ ทรงรับสั่งให้ขุนนางปักเสื้อ หมวก ที่สวมใส่เป็นรูปหงส์ ตามยศ ปราบปรามข้าศึกสงครามที่ยกมาตีบ้านเมืองของพระองค์ตามหัวเมืองต่างๆ

๕.กอเอียงสี พระเจ้าจ่วนยกตี่ฮองเต้ พระโอรสทั้งเก้าพระองค์ยกกองทัพไปปราบปรามขบถตามหัวเมืองต่างๆ ทรงเปลี่ยนแปลงฤดูกาลปีหนึ่งให้สี่ฤดู ต่อมายกสมบัติให้เตียวคี้เป็นกษัตริย์ต่อไป

๖.เตียวคี้ พระเจ้าตี่คอกฮองเต้ ทรงตรวจดูกฎหมายแผ่นดิน พระองค์ทรงทำตำราปฏิทินใหม่เพื่อการเกษตร ไร่นา ปลูกต้นไม้ตามฤดูกาล ให้ขุนนางไปทำการขุดแร่มาใช้ประโยชน์แก่แผ่นดิน และให้เก็บตัวอย่างหินสีต่างๆ แล้วให้เอาไปหลอม มีพระโอรสชื่อ เงี้ยวอ๋อง ได้เป็นกษัตริย์ต่อไป

๗.ถังหยาว พระเจ้าเงี้ยวเต้ ฮองเต้ เป็นกษัตริย์ตัวอย่าง ที่แท้จริงองค์แรก ชาวจีนอยากเห็นอีก ทรงปล่อยนักโทษตั้งโรงเลี้ยงคนแก่พิการที่ไม่มีญาติ ให้หมอหลวงรักษา ตั้งโรงเรียนสอนหนังสือขุนนางปราบปีศาจไฟเก้าดวง คิดทำปฏิทินใหม่ให้ละเอียดกว่าเก่าที่เคยทำมาแล้วถึงสามครั้งและปัจจุบันคงจะใกล้เคียงมากที่สุด ขุนนางไปกำจัดสัตว์ร้าย รับสั่งให้ขุนนางไปทำการขุดคลองจากแม่น้ำฮวงโหไหลบ่าล้นฝั่งท่วมไร่นาของราษฏร พระองค์ทรงเสด็จไปเยี่ยมราษฎร ทรงสั่งสอนราษฏร ต่อมาจึงยกราชสมบัติให้แก่ ไต้ซุ่น เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป

๘. ไต้ซุ่น พระเจ้าซุ่นเต้ฮ่องเต้ เป็นวิศวกรที่สามารถ จึงเป็นที่น่าชื่นชมของมหาชน กตัญญูต่อบิดามารดาทำนารับสั่งให้อู๋ (พระองค์ที่เก้า) ไปทำการปราบปรามหัวเมืองต่างๆที่เข้ามาทำความเดือดร้อนแก่ราษฏรรับสั่งให้อู๋ไปทำการขุดคลองสำเร็จ ปราบสัตว์ร้าย ต่อมาอู๋ได้เป็นกษัตริย์ต่อไป

๙.หยวี่ พระเจ้าอู๋เต้ฮองเต้ เมื่อประมาณ ๔,๑๐๐ ปีมาแล้ว เป็นผู้เริ่มสร้างราชวงศ์จีนขึ้น เรียกกันว่า ราชวงศ์เฉียอะ ครั้งนั้นสมัยกรุงจีนเรียกว่าแผ่นดินแฮจัด เมืองจิวเป็นเมืองใหญ่ เอาทองคำมาหล่อเป็นกระถางธูปเก้าใบให้ชื่อว่ากิ่วเตี้ย สำหรับเมืองตั้งจิวเก้าเมือง บรรดาหัวเมืองทั้งยี่สิบสี่หัวเมืองเข้าเฝ้า รับสั่งให้ทำสัญญาณขึ้นไว้ห้าอย่าง ระฆัง กลอง ตัด เตียว อีกอย่างเข่ง ในเมืองไทยยังไม่มี ปล่อยนักโทษ ห้ามขุนนางทำสุรา พระองค์เป็นกษัตริย์ตัวอย่างที่แท้จริง เป็นวิศวกรที่เรื่องลือสามารถเจาะภูเขาสร้างที่เก็บน้ำ และจัดระบบให้ระบายน้ำได้อย่างดี เล่าเอี๊ยะเป็นขุนนางพระเจ้าอู๋เต้ฮองเต้จะยกราชสมบัติให้เล่าเอี๊ยะๆ ไม่ยอมรับ ฯลฯ ต่อมาพระราชโอรสพระเจ้าอู๋เต้ฮ่องเต้ครองราชสมบัติแทน ต่อมามีการแย่งชิงสมบัติพระราชบัลลังก์กันมาเรื่อยๆ จนถึงราชวงศ์เซียว และราชวงศ์จิวสมัยห้องสินพระเจ้าติ่วอ๋องกับพระเจ้าบู้อ๋องจึงปรากฏลี้เจ้ง กิ้มเฉี้ย โล่เฉี้ย หลุ่ยจิ้นจู้ บกเฉี้ย เอี้ยวเจี้ยน เทวดาส่งมาให้เกิดเพื่อมาช่วยปราบปรามทำศึกกับกษัตริย์ที่ไม่อยู่ในยุติธรรม ไม่อยู่ในธรรมเนียมกษัตริย์

นอกจากนี้อีกนัยหนึ่งพุทธศาสนามหายานได้กล่าวว่า ดาวพระเคราะห์ทั้ง ๙ นั้น เป็นอวตารของอดีตพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ กับ พระโพธิสัตว์ ๒ พระองค์ ดังมีเรื่องเล่าว่า ในกาลครั้งหนึ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงประทับอยู่ ณ สิวาลัยรัตนสถาน มีบรรดาพระมหาโพธิสัตว์ ท้าวมหาพรหม ท้าวสักการะ เทพยดา ยักษ์ นาค คนธรรพ์ กินนร ฯลฯ ได้พากันมาเฝ้าสมเด็จพระพุทธองค์ ในขณะนั้นมีพระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ได้ทูลถามต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันพระเทพสัตตเคราะห์ทั้ง ๗ พระองค์ได้มีกุศลสะสมมาอย่างไร? กับมีปัจจัยเหตุอย่างไร? จึงได้เสวยทิพย์ผลอันรุ่งเรืองพร้อมเพียบไปด้วยยศ และอำนาจในเทวภพนี้ "

สมเด็จพระบรมศาสดาจึงมีพรพุทธดำรัสตองว่า “ดูกร มัญชูศรีฯ อันดาวเทพสัตตเคราะห์ทั้ง ๗ พระองค์นั้น แท้จริงเป็นพระอวตารภาคแห่งอดีต พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ทรงแบ่งภาคมาแสดงให้ปรากฏกับพระมหาโพธิสัตว์อีก ๒ พระองค์ ก็ทรงแบ่งภาคมาเป็น ดาวพระราหู และดาวพระเกตุ รวมเป็นดาวพระเคราะห์ ทั้ง ๙ ฉะนั้นจึงสมบูรณ์ด้วยอลังการแห่งยศ และอำนาจอันไม่มีปริมาณเห็นปานฉะนี้"

พระนามของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ พระมหาโพธิสัตว์ ๒ พระองค์

๑. พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ เป็นพระอาทิตย์ ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ไท้เหยี่ยงแชกุน
๒. พระศรีรัตนโลกประภาโฆษอิศวรพุทธะ เป็นพระจันทร์ ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ไท้อิมแชกุน
๓. พระเวปุลลรัตนะโลกสุวรรณสิทธิพุทธะ เป็นพระอังคาร ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ฮ้วยแชกุน
๔. พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ เป็นพระพุธ ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า จุ้ยแชกุน
๕. พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ เป็นพระพฤหัสบดี ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า บ๊อกแชกุน
๖. พระธรรมมติธรรมสาครจรโลกมโนพุทธะ เป็นพระศุกร์ ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า กิมแชกุน
๗. พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ เป็นพระเสาร์ ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ถ้อแชกุน
๘. พระศรีสุขโลกปัทมครรภอลังการมหาโพธิสัตว์ เป็นพระราหู ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า ล่อเฮาแชกุน หรือโหล่เฮ้า
๙. พระศรีเวปุลภสังสารโลกสุขะอิศวรมหาโพธิสัตว์ เป็นพระเกตุ ภาษาจีนฮกเกี้ยนเรียกว่า โกยโต้วแชกุน หรือเกตู๊

CR.เนื้อหา : tnews / wikipedia.org
CR.รูปภาพ : phuketindex

วันเสาร์ที่ 1 - วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2559  เทศกาลถือศีลกินเจ ประวัติย่อตำนานถือศีลกินผัก ตอนที่1เทศกาลกินเจ  หรือบางแห...
27/09/2016

วันเสาร์ที่ 1 - วันอาทิตย์ที่ 9 ตุลาคม 2559
เทศกาลถือศีลกินเจ

ประวัติย่อ

ตำนานถือศีลกินผัก ตอนที่1

เทศกาลกินเจ หรือบางแห่งเรียกว่า ประเพณีถือศิลกินผัก เป็นประเพณีแบบลัทธิเต๋ารวม 9 วัน กำหนดเอาวันตามจันทรคติ คือ เริ่มต้นจากประเทศจีนมานานแล้ว โดยมีตำนานเล่าขานกันหลายตำนาน ปัจจุบัน เทศกาลกินจัดขึ้นในประเทศเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ตลอดจนหมู่เกาะรีออในอินโดนีเซีย ซึ่งการกินเจในเดือน 9 นี้ เชื่อกันว่าน่าจะเกิดขึ้นราว พ.ศ. 2170 ตรงกับสมัยอาณาจักรอยุธยา

ตำนานที่1
กล่าวว่า การกินเจเริ่มขึ้นเพื่อรำลึกถึงนัก “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งเป็นทหารชาวบ้านของจีนที่ต่อสู้ต้านทานกองทัพแมนจูอย่างกล้าหาญ ฝ่ายแมนจูมีปืนไฟของชาวตะวันตกที่ฝ่ายจีนไม่มี นักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้จะประกอบพิธีกรรมนุ่งขาวห่มขาวไม่กินเนื้อสัตว์ และผักที่มีกลิ่นฉุน และท่องบริกรรมคาถาตามความเชื่อของจีน เชื่อกันว่าจะสามารถป้องกันปืนไฟได้ แต่ก็ไม่ประสบผล ครั้นจีนพ่ายแมนจูชายชาวจีนถูกบังคับให้ไว้ผมอย่างชาวแมนจู ซึ่งสร้างความคับแค้นให้แก่ชาวจีนอย่างมาก ชาวจีนจึงรำลึกถึงนักรบหงี่หั่วท้วงเหล่านี้ด้วยสำนึกในบุญคุณ
ตำนานที่2
เพื่อเป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ด้วยกัน หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ดาวนพเคราะห์” ทั้ง 9 ได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระอังคาร พระพุธ พระพฤหัสบดี พระศกุร์ พระเสาร์ พระราหู และพระเกตุ ในพิธีกรรมบูชานี้สาธุชนในพระพุทธศาสนาสละเวลาทางโลกมาบำเพ็ญศีลงดเว้นเนื้อสัตว์และแต่งกายด้วยชุดชาว
ตำนานที่3
ผู้ถือศีลกินเจในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่ปฎิบัติสืบต่อกันมาของชาวจีนในประเทศไทย เพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีตกาล 7 พระองค์ ดังมีในพระสูตร ปั๊กเต๊าโก๋ว ฮุดเชียวไจเอียงชั่วเมียวเกง กล่าวไว้คือ พระวิชัยโลกมนจรพุทธะ พระศรีรัตนโลกประภาโมษอิศวรพุทธะ พระเวปุลลรัตนโกลวรรณสิทธิพุทธะ พระอโศกโลกวิชัยมงคลพุทธะ พระวิสุทธิอาศรมโลกเวปุลลปรัชญาวิภาคพุทธะ พระธรรมมตะรรสาครจรโลกมโนพุทธะ พระเวปุลลจันทรโภคไภสัชชไวฑูรย์พุทธะ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ คือ พระศรีสุขโลกปัทมอรรถอลังการโพธิสัตว์ และพระศรีเวปุลกสังสารโลกสุขอิศวรโพธิสัตว์ รวมเป็น 9 พระองค์ หรือ “เก้าอ๋อง” ทรงตั้งปณิธานจักโปรดสัตว์โลก จึงได้แบ่งกายมาเป็นเทพเจ้า 9 พระองค์ด้วยกัน คือ ไต้อวยเอี๊ยงเม้งทัมหลังไทแชกุน ไต้เจียกอิมเจ็งกื้อมึ้งงวนแชกุน ไต้กวนจงหยิ้งลุกช้งเจงแชกุน ไต้ฮั่งเฮี่ยงเม้งม่งเคียกนิวแชกุน ไต้ปิ๊กตังง้วนเนี้ยบเจงกังแชกุน ไต้โพ้วปั๊กเก๊กบู๊เอียกกี่แชกุน ไต้เพียวเทียนกวนพัวกุงกวนแชกุน ไต้ตั่งเม้งงั่วคูแชกุน ฮุ้ยกวงไตเพียกแชกุน เทพเจ้าทั้ง 9 พระองค์ ทรงอำนาจตบะอันเรืองฤทธิ์บริหารธาติดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ทั่วทุกพิภพน้อยใหญ่สารทิศ
ตำนานที่4
กินเจเพื่อเป็นการบูชากษัตริย์เป๊ง “กษัตริย์เป๊ง” เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซ้องซึ่งสิ้นพระชนม์โดยทรงทำอัตวินิบาตกรรม (การฆ่าตัวตาย) ในขณะที่เสด็จไต้หวันโดยทางเรือ เมื่อมีพระชนนมายุได้ 9 พรรษา พิธีบูชาเพื่อระลึกถึงราชวงค์ซ้องนี้ มีแต่เฉพาะในมณฑลฮกเกี้ยน ซึ่งเป็นดินแดนผืนสุดท้ายของราชวงศ์ซ้องเท่านั้น โดยชาวฮกเกี้ยนได้จัดทำพิธีดังกล่าวนี้ขึ้นด้วยการอาศัยศาสนาบังหน้าการเมือง การที่เผยแผ่มาสู่เมืองไทยได้นั้นเพราะชาวจีนจากฮกเกี้ยนนำมาเผยแผ่
ตำนานที่5
1500 ปีมาแล้ว มณฑลกังไสเป็นดินแดนที่เจริญรุ่งเรืองมาก ฮ่องเต้เมืองนี้มีพระราชโอรส 9 พระองค์ซึ่งเป็นเลิศทั้งบุ๋นและบู๊จึงทำให้หัวเมืองต่างๆ ยอมสวามิภักดิ์ ยกเว้นแคว้นก่งเลี้ยดที่มีอำนาจเข็มแข็งและมีกองกำลังทหารที่เหนือกว่า ทั้งสองแคว้นทำศึกกันมาถึงครั้งที่ 4 แคว้นก่งเลี้ยดชนะโดยการทุ่มกองกำลังทหารที่มีทั้งหมดที่มากกว่าหลายเท่าตัวโอบล้อมกองทัพพระราชโอรสทั้งเก้าไว้ทุกด้าน แต่กองทัพก่งเลี้ยดไม่สามารถบุกเข้าเมืองได้จึงถอยทัพกลับ
จนวันหนึงชาวกังไสเกิดความแตกสามัคคีและเอาเปรียบกัน เทพยดาทราบว่าอีกไม่นานกังไสจะเกิดภัยพิบัติจึงหาผู้อาสาช่วยแต่ชาวบ้านจะพ้นภัยได้ก็ต่อเมื่อได้สร้างผลบุญของตนเอง ดวงวิญญาณพระราชโอรสองค์โตรับอาสาและเพ่งญาณเห็นว่าควรเริ่มที่บ้านเศรษฐีใจบุญ ลีฮั้วก่าย
คืนวันหนึ่งคนรับใช้แจ้งเศรษฐีลีฮั้วก่ายว่ามีขอทานโรคเรื้อนมาขอพบเศรษฐีจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าเดินทาง แต่ขอทานไม่ไปและประกาศให้ชาวเมืองถือศีลกินเจเป็นเวลา 9 วัน 9 คืนผู้ใดทำตามภัยพิบัติจะหายไป เศรษฐีนำมาปฎิบัติก่อนและผู้อื่นจึงปฎิบัติตามจนมีการจัดให้มีอุปรากรเป็นมหรสพในช่วงกินเจด้วย
เล่าเอี๋ยเกิดศรัทธาประเพณีกินเจของมณฑลกังไสจึงได้ศึกษาตำราการกินเจของเศรษฐีลีฮั้วก่ายที่บันทึกไว้ แต่ได้ดัดแปลงพิธีกรรมบางอย่างให้รัดกุมยิ่งขึ้นและให้มีพิธียกอ๋องส่องเต้ (พิธีเชิญพระอิศวรมาเป็นประธานในการกินเจ)
ตำนานที่6
ชายขี้เมานามว่า เล่าเซ็ง เข้าใจผิดคิดว่าแม่ตนตายไปเพราะเป็นโรคขาดสารอาหาร จนคืนหนึ่งแม่ได้มาเข้าฝันบอกว่าแม่ตายไปได้รับความสุขมากเพราะแม่กินอาหารเจและตอนนี้แม่อยู่บนเขาโพถ้อซัว ตั้งอยู่บนเกาะน่ำไฮ้ ในมณฑลจิ๊ดเจียง ถ้าลูกอยากพบแม่ให้ไปที่นั่น
ครั้นถึงเทศกาลไหว้พระโพธิสัตว์กวนอิมที่เขาโพถ้อซัว เล่าเซ็งอยากไปแต่ไปไม่ถูกจึงตามเพื่อนบ้านที่จะไปไหว้พระโพธิสัตว์ เพื่อนบ้านเห็นเล่าเซ็งสัญญาจะไม่กินเหล้าและเนื้อสัตว์จึงให้ไปด้วย ระหว่างทางเดินสวนกับคนขายเนื้อเล่าเซ็งลืมสัญญาที่ให้ไว้เพื่อนบ้านก็หนีไป โชคดีที่มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านมาและต้องการไปไหว้พระโพธิสัตว์เล่าเซ็งจึงขอตามนางไป
เมื่อถึงเขาโพถ้อซัวขณะที่เล่าเซ็งก้มลงกราบไหว้พระโพธิสัตว์นั้น เข้าเห็นแม่ลอยอยู่เหนือกระถางธูปที่คนอื่นมองไม่เห็น ขณะเดินทางกลับเข้าได้แยกทางกับหญิงสาวและได้พบเด็กชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่จึงเข้าไปถามไถ่ได้ความว่าเป็นลูกของเขากับภรรยาที่เลิกกันไปนานแล้ว เข้าจึงพาไปอยู่ด้วยแล้ววันหนึ่งสาวที่นำทางไปเข้าโพถ้อซัวมาขออาศัยอยู่ด้วยทั้งสามอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข
หญิงสาวผู้นั้นเป็นสาวบริสุทธิ์ประพฤติตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรมและถือศีลกินเจอยู่เนืองนิตย์ นางรู้ว่าใกล้ถึงวันตายของนางแล้วจึงบอกเล่าเซ็ง เมื่อถึงวันนั้นนางอาบน้ำแต่งตัวด้วยอาภรณ์ที่ขาวสะอาดแล้วนั่งสักครู่ก็สิ้นลม เล่าเซ็งเห็นการจากไปด้วยดีของนางคล้ายกับแม่จึงเกิดศรัทธายกสมบัติให้ลูกชายแล้วประพฤติตนใหม่ เมื่อตายไปจะได้บังเกินผลเช่นเดียวกับแม่และหญิงสาวและประเพณีกินเจจึงเริ่มขึ้น

คำว่า เจ ในภาษาจีนทางพุทธศาสนานิกายมหายานมีความหมายเดียวกับคำว่า อุโบสถ ดังนั้นการกินเจก็คือการรับประทานอาหารก่อนเที่ยงวัน เหมือนกับที่ชาวพุทธในประเทศไทยที่ถืออุโบสถศีล หรือรักษาศีล 8 โดยไม่รับประทานอาหารหลังจากเที่ยงวันไปแล้ว แต่เนื่องจากการถืออุโบสถศีลของชาวพุทธนิกายมหายานที่ไม่กินเนื้อสัตว์ จึงนิยมนำการไม่กินเนื้อสัตว์ไปรวมกันเข้ากับคำว่ากินเจ กลายเป็นการถือศีลกินเจ ในปัจจุบันผู้ที่รับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ก็ยังคงเรียกว่ากินเจ ฉะนั้นความหมายก็คือคนกินเจมิใช่เพียงแต่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ยังต้องดำรงตนอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความบริสุทธิ สะอาด ทั้งกาย วาจา ใจ
ในภาษาจีนมี(กลุ่ม)คำหรือวลีที่ใช้อักษรแจ(เจ)เป็นตัวประกอบร่วมด้วยหลายคำ แต่คำว่าโป๊ยกวนแจไก่ ซึ่งเป็นศัพท์ของพุทธศาสนา ดูจะเป็นคำนิยมหยิบยกมาให้อธิบายความหมายของอักษรแจเสมอมา
โป๊ยกวนแจไก่ แปลว่า ศีลบริสุทธิแปดประการ ซึ่งก็คือ ศีลแปด ที่เรารักกันดี
คนไทยในรุ่นปู่ย่าตายายที่เคร่งในศีลวัตรจะไปอาราธนาศีลแปดจากพระสงฆ์ในวันธรรมสวนะภายในพระอุโบสถ ศีลแปดจึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “อุโบสถศีล”
ผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องกินเจที่ไม่เข้าใจภาษาและที่มาของคำจึงแปลอักษรแจผิดว่า “อุโบสถ” ซึ่งคำแปลนี้ฮิตติดตลาดและถูกคัดลอกไปใช้บ่อยอย่างน่ารำคาญใจ เพราะหากจะเอาตามความในพจนานุกรมฉบับราชบัญฑิตสถานแล้ว
อุโบสถ เป็นคำนาม หมายถึง สถานที่ที่พระสงฆ์ประชุมกันทำสังฆกรรมต่างๆ เรียกย่อว่า โบสถ์
การแปลและเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าวยังถูกใช้เป็นบรรทัดฐานในการอธิบายวัตรปฎิบัติของการกินเจผิดตามไปด้วยว่า “การกินเจต้องถือศีลข้อวิกาลโภชน์” หรือการงดกินของขบเคี้ยวหลังเที่ยงวันไปแล้ว ซึ่งเป็นศีลข้อหนึ่งในศีลแปด ทั้งๆ ที่ดรงครัวของศาลเจ้าหรือโรงเจที่เปิดเลี้ยงผู้คนในช่วงเทศกาลกินเจล้วนแต่มีอาหารมื้อเย็นให้กับผู้เข้าไปกิน ยิ่งวันที่มีการประกอบพิธีกรรมในตอนค่ำยังมีอาหารมื้อค่ำบริการเสริมให้เป็นพิเศษด้วย ที่เป็นเช่นนั้นเพราะในช่วงเทศกาลกินเจนั้นเข้าถือเพียงศีลห้าที่เป็นนิจศีลไม่ได้ครองศีลแปดอย่างที่หลายคนเข้าใจ (เว้นแต่ผู้ตั้งจิตอธิษฐานว่าจะครองศีลแปดเป็นการส่วนตัวเท่านั้น)
ในทางอักษรศาสตร์จีน อักษรตัว “แจ” มีพัฒนาการมาจาก ตัวอักษร ฉี ซึ่งแปลว่าบริบูรณ์, เรียบร้อย อักษรแจเกิดจากการเพิ่มเส้นตั้งและสองจุดเข้าไปกลางอักษรฉี ทำให้เกิดตัว ซื ซึ่งแปลว่าการสักการะ อยู่ในแก่นกลางของตัวฉี
แจ จึงมีความหมายว่า การรักษาความบริสุทธิ์(ทั้งกายและใจ)เพื่อการสักการะ หรือการปฎิบัติบูชาถวายเทพยดา
ซึ่งการอธิบายในแนวทางนี้จะสอดคล้องในลัทธิเต๋า ซึ่งย่อมาจากคำที่แปลว่าการบำเบ็ญกายใจให้บริสุทธิ์เพื่อเป็นสักการระบูชาเทพยดา

ความหมายของแจในศาสนาอิสลาม
ศัพท์คำว่า ศีลแจ ในภาษาจีน นอกจากใช้ในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธแล้ว ยังหมายถึง “ศีลอด” ที่ถือปฎิบัติในเดือนถือศีลอดของชาวจีนอิสลาม สาระของศีลก็คือการห้ามรับประทานอาหารใดๆ ในระหว่างเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นจวบจนลับขอบฟ้าตลอดเดือนถือศีลอด
แจในวัฒนธรรมดั่งเดิมของจีน
ศัพท์ แจ พบในเอกสารจีนเก่าที่มีอายุกว่าสองพันปีหลายฉบับ(เอกสารที่อ้างนี้ปัจจุบันถือว่าเป็นคัมภีร์ในลัทธิหยู) เอกสารเหล่านั้นยังใช้อักษรฉี แต่เวลาอ่านออกเสียงกลับต้องอ่านออกเสียงว่า ไจ เช่นคำว่า ไจเจี๋ย หรือ ไจเจี้ย ซึ่งก็คือการอกอกเสียงแจในสำเนียงแต้จิ๋วนั่นเอง อักษรฉีในเอกสารนั้นนักอักษรศาสตร์ตีความแท้จริงแล้วก็คืออักษรตัวตัวแจหรือให้แทนตัวแจ แจที่ว่านี้หาได้หมายถึงการงดกินของสดคาว หรือการงดรับประทานอาหารหลังเที่ยง หากหมายถึงการชำระล้างร่างกาย สงบจิตใจ และสวมใส่เสื้อผ้าใหม่สะอาด เป็นการเตรียมกายและใจให้บริสุทธิ์เพื่อประกอบพิธีกรรมสักการะบูชา ขอพรหรือแสดงความขอบคุณต่อเทพยดาแห่งสรวงสวรรค์
แจเพื่อการจำแนกความเคร่งครัดของภิกษุฝ่ายมหายาน
ศีลของภิกษุฝ่ายมหายาน ในส่วนเกี่ยวกับการฉันของภิกษุแตกต่างจากฝ่ายเถรวาททั้งมีการจำแนกเป็นสองลักษณะตามสำนักศึกษา ได้แก่
1. เหล่าที่ถือมั่นในศีลวิกาลโภชน์และฉันอาหารเจ จะไม่ฉันอาหารหลังอาทิตย์เที่ยงวัน เรียก ถี่แจ
2. เหล่าที่ถือมั่นแต่การฉันอาหารเจ เรียกถื่สู่

เจียะแจ ความหมาย
เจียะแจ เป็นการออกเสียงตามสำเนียงถิ่นแต้จิ๋ว ศัพท์คำนี้ใช้และเป็นที่เข้าใจแต่ทางตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะแถบกลุ่มอารยะธรรมหลิ่งหนาน ในมณฑลกวางตุ้ง อันเป็นแหล่งอาศัยดั่งเดิมของคนแคะ แต้จิ๋ว กวางตุ้งและไหหนำ ซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย เจียะแจตรงกับคำว่า ชือซู ในภาษาจีนกลาง(สำเนียงปักกิ่ง)
เจียะ ในภาษาถิ่นใต้ หากใช้ในความหมายของคำกิริยา แปลว่า กิน
แจ แปลว่า บริสุทธิ์ (อ้างตามปทานุกรมพุทธศาสนาฉบับ วัดฝอกวงซัน,ไต้หวัน)
เจียะแจ หรือ ตรงกับคำไทยที่นิยมใช้กันว่า กินเจ จึงแปลว่า การกินอาหารที่บริสุทธิ์ตามความเชื่อ(ในลัทธิกินเจ) ซึ่งหมายความถึงอาหารที่ไม่คาวหรือไม่เจือปนซากผลิตภัณฑ์ของสัตว์ รวมทั้งไม่ปรุงใส่พืชผักต้องห้าม
คำว่าเจียะแจนี้ชาวฮกเกี้ยนทางปักษ์ใต้แถบจังหวัดภูเก็ตเรียกต่างออกไปว่า เจี๊ยะฉ่าย ที่แปลตามตัวอักษรได้ว่า “กินผัก” แต่มีนิยามหรือความหมายตรงกับคำว่าเจียะแจที่กล่าวข้างต้น

ผู้ที่กินเจอาจจะมีจุดเริ่มต้นที่แตกต่างไป แต่จุดประสงค์หลักสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
1. กินเพื่อสุขภาพ อาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต เมื่อกินติดต่อกันไปช่วงเวลาหนึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการปรับตัวให้อยู่ในสภาวะสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่างๆ ออกจากร่างกายได้ ปรับระบบไหลเวียนโลหิต ระบบทางเดินอาหารให้มีเสถียรภาพ
2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากอาหารที่เรากินอยู่ในชีวิตประจำวัน ประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้มีจิตเมตตา มีคุณธรรมและมีจิตสำนึกอันดีงามย่อมไม่อาจกินเลือดเนื้อของสัตว์เหล่านั้นซึ่งมีเลือดเนื้อ จิตใจและที่สำคัญมีความรักตัวกลัวตายเช่นเดียวกับคนเรา
3. กินเพื่อเว้นกรรม ผู้ที่เข้าใจอย่างลึกซึ่งย่อมตระหนักว่าการกินซึ่งอาศัยการฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม การซื้อจากผู้อื่นก็เหมือนกับการจ้างฆ่าเพราะถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย กรรมที่สร้างนี้จะติดตามสนองเราในไม่ช้าทำให้สุขภาพร่างกายอายุขัยของเราสั้นลงเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บเมื่อผู้หยั่งรู้เรื่องกฏแห่งกรรมนี้จึงหยุดกินหยุดฆ่าหันมารับประทานอาหารเจ ซึ่งทำให้ร่างกายเติบโตได้เหมือนกัน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

อาหารเจเป็นอาหารที่ปรุงขึ้นโดยไม่มีเนื้อสัตว์ ส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ทุกประเภทและไม่ปรุงด้วยผักฉุนทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลัก เกียวกุ้ยช่าย และใบยาสูบ (บ้างเชื่อว่าผักเหล่านี้เพิ่มความกำหนัดหรือมาจากเลือดของสัตว์ตามตำนานจีน) ทำให้อาหารเจไม่มีกลิ่นคาว เนื่องจากการงดเนื้อสัตว์ ทำให้ผู้ที่กินเจหันมาบริโภคธัญพืชในธรรมชาติเพื่อให้ได้มาซึ่งโปรตีน ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง โดยในประเทศจีน พบว่ามีภัตตาคารบางแห่งซึ่งบริการ “ปรุงอาหารตามใบสั่งแพทย์”(กล่าวคือ ผู้ที่เข้ามารับประทานจะต้องได้รับใบสั่งอาหารของแพทย์เสียก่อน) โดยลูกค้าของภัตตาคารดังกล่าวเป็นคนไข้ที่กำลังเข้ารับ “การบำบัดโรคด้วยอาหารตามหลักเวชศาสตร์โบราณ” หลังเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว
การกินเจ นอกจากจะเป็นการถือศีลและรักษาประเพณีแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายดังนี้
1. ร่ายกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมดทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน สารอาหารที่มีคุณค่าในพืชผัก และผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารเป็นปกติ
2. เมื่อรับประทานเป็นประจำโลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อยๆ เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลงทำให้อายุยืนยาวมีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส นัยน์ตาแจ่มใส ไม่พร่ามัวร่างกายแข็งแรงรุ้สึกเบาสบายไม่อึดอัด มีสุขภาพพลานามัยดี
3. อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด และอวัยวะประกอบคือ สำไส้ใหญ่ สำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรงทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์
4. ร่ายการสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้แก่
สารเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สารดีดีที
มลภาวะและก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ซึ่งแพร่กระจายปะปนไปในอากาศที่เราหายใจอยู่เป็นประจำและยังพบว่ามีปะปนอยุ่ในแหล่งน้ำดื่มด้วย
กัมมันตภาพรังสีที่เกิดจากการทดลองระเบิดนิวเคลียร์และในการทำสงคราม สารอาหารในพืชผักช่วยให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่างๆ
5. ร่ายกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่างๆ ได้สูงกว่าคนปกติธรรมดาสารพิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ในบรรดาผู้ที่กินอาหารเจ อาหารพืชและผลไม้เป็นประจำความเจ็บไข้ได้ป่วยมักไม่มีปรากฏ โดยเฉพาะโรคที่รุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคเบาหวานฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและสำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้ประจำ
6. การลดอาหารพวกเนื้อสัตว์และไขมันสัตว์ ทำให้ร่างกายได้รับสารต้านออกซิเดชั่น สารพฤกษเคมีจากพืชผัก ช่วยลดปัญหาโรคหัวใจ เบาหวาน เก๊าท์ และอื่นๆ

ในทัศนะของคนกินเจ การกินที่ทำให้ชีวิตผู้อื่นต้องเดือดร้อนล้มตายนั้น “มันมากเกินไป” ทั้งๆ ที่มนุษย์กินแต่อาหารพืชผักก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้
การกินเจตั้งมั่นอยู่บนหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนตนเอง และดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กล่าวคือ
1. ไม่เอาชีวิตของสัตว์ทั้งหลายมาต่อเติมบำรุงเลี้ยงชีวิตของตน
2. ไม่เอาเลือดของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเลือดของตน
3. ไม่เอาเนื้อของสัตว์ทั้งหลายมาเป็นเนื้อของตน
การรับประทานสิ่งใดก็ตามที่ทำลายสุขภาพร่างกายตนให้ทรุดโทรม คือ การเบียดเบียนตนเอง ปัจจุบันวิทยาการเจริญก้าวหน้าได้พิสูจน์ยืนยันว่าเลือดและเนื้อของสัตว์ที่ถูกฆ่าตายเต็มไปด้วยพิษภัยมากมาย
ดังนั้นการกินเจจึงไม่ใช่เพื่อให้เกิดผลดีต่อจิตใจเท่านั้นแต่ยังครอบคลุมไปถึงการมีสุขภาพพลานามัยทีดีอีกด้วย ร่างกายและจิตใจเป็นของคู่กันมีความสัมพันธ์ส่งผลถึงกันคนเราย่อมไม่อาจจะรู้สึกเบิกบานสดชื่นร่าเริงได้ในขณะที่ร่างกายเจ็บป่วยทรุดโทรมย่ำแย่

ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ตามประเพณีการกินเจ จะต้องปฎิบัติดังนี้
1. รับประทาน “อาหารเจ”
2. งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก
3. รักษาศีล 5
4. รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์
5. ทำบุญทำทาน
6. นุ่งขาวห่มขาว
สำหรับผู้ที่เคร่งครัดเพื่อการกินเจให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์โดยแท้ จะเพิ่มการปฎิบัติโดยการกินอาหารเฉพาะที่คนกินเจด้วยเป็นผู้ปรุงเท่านั้น รวมถึงจะล้างหม้อไหจนสะอาดเอี่ยมเยกภาชนะสำหรับการปรุงอาหารเจไว้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังจุดตะเกียงไว้ 9 ดวง ตลอดช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน โดยไม่ปล่อยให้ดับเพื่อเป็นพุทธบูชาและรำลึกถึงบุญคุณขอพ่อแม่ญาติพี่น้องตลอดจนผู้ที่มีบุญคุณต่อผืนแผ่นดินเกิด
แม้ว่าจะมีผู้คนจำนวนมากที่ยังคงเข่นฆ่ากินเลือดกินเนื้อทุกวัน แต่อย่างน้อยที่สุดควรหยุดคิดสักนิดให้เห็นถึงความสำคัญของวันทั้ง 7 ที่ควรงดเว็นเนื้อสัตว์เพื่อเป็นมงคลชีวิตสู่ความสำเร็จของตนเองและครอบครัว ถือเป็นมหากุศลและเมตตาธรรมสูงสุด
กินเจในวันเกิดของตนเอง
วันที่เราได้เกิดมามีชีวิตไม่ควรทำลายผู้อื่น สัตว์ทั้งหลายเมื่อถือกำเนิดมาบนโลกต่างก็อยากมีชีวิตที่อยู่ยืนยาว เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ไปฆ่าผู้อื่นแล้วกินเลือดกินเนื้อเขาเพื่อฉลองวันเกิดของตนเองซื่งเป็นการตัดทอนอายุขัยของผู้อื่นให้สั้นลงแล้วจะหวังให้ตนเองมีอายุยืนยาวได้อย่างไร
กินเจในวันเกิดของลูกหลาน
ในวันเกิดของลูกหลานวันที่ชีวิตใหม่ถือกำเนิดผู้เป็นพ่อแม่ต่างชื่นชมยินดีเป็นที่สุด ลูกของเราเรารักดังแก้วตาดวงใจยามลูกนอนก็คอยปัดเป่าพัดวีแม้แต่ยุง เหลือบ ริ้น ไร มิยอมให้ขบกัด สัตว์ทุกตัวก็รักลูกของเขาเช่นเดียวกับมนุษย์ ดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ ไม่มีแบ่งแยกว่าเป็นมนุษย์หรือสัวต์ ลูกของใครใครก็รักเพราะฉะนั้นวันที่เราได้ลูกต่างสุดแสนดีใจแล้วทำไมจึงต้องทำให้ผู้อื่นเสียใจที่ลูกต้องตายจากไป
กินเจในวันแต่งงานหรือวันมงคลสมรส
วันแต่งงานหรือวันมงคลสมรสเป็นวันที่มีความหมายอย่างยิ่งในชีวิต ในชั่วชีวิตของแต่ละคนจะมีงานมงคลนี้เพียงครั้งเดียว ทุกคนเมื่อแต่งงานกันแล้วต่างก็อยากมีชีวิตที่ยั่งยืนได้ครองรักกันไปจนแก่เฒ่า คู่รักของใครต่างก็รักและหวงแหนไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำอันตราย สัตว์ก็มีคู่ชีวิตรู้จักรักและห่วงแหนเช่นกัน หากวันที่เราได้คู่ชีวิตมาเคียงข้างกลับเป็นวันที่เราพรากชีวิตคู่ของผู้อื่นมานั้นมันช่างไม่ยุติธรรมเลย ดังนั้นวันที่เราแต่งงานได้คู่ครองจึงไม่ควรพรากชีวิตสัตว์อื่น
กินเจในวันงานเลี้ยงเพื่อนฝูงญาติมิตร
ในโอกาสจัดงานเลี้ยงสังสรรค์รับรองเพื่อนฝูงญาติมิตรทุกคนที่มาร่วมชุมนุมต่างปลื้มปีติที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง โอกาสที่น่ายินดีเช่นนี้เราไม่ควรใช้ชีวิตเลือดเนื้อของผู้อื่นมาเลี้ยงฉลองเพราะขณะที่เราดีใจที่ฉลองด้วยเลือดเนื้อผู้อื่น แต่สัตว์ทั้งหลายต่างโศกเศร้าเสียใจที่ต้องตายจากกันไป หากจัดเลี้ยงเพื่อนฝูงผู้มาร่วมงานซึ่งถือว่าเป็นความปีติยินดีให้แก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
กินเจในวันเซ่นไว้บรรพบุรุษ
ผู้ที่มีความกตัญญูที่แท้จริงไม่พึงกระทำอย่างยิ่งในงานบำเพ็ญกุศลอุทิศให้แก่ผู้ที่เคารพรัก ทุกคนรู้สึกโศกเศร้าเสียใจที่ต้องสูญเสียบุคคฃอันเป็นที่รักไป ฉะนั้นในงานศพจึงไม่ควรทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องตายตามไปด้วย ดวงวิญญาณของคนที่เขาเคารพรักเหล่านั้นย่อมจะจากไปโดยไม่มีความสงบสุขแน่หากรู้ว่างานศพของตนเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้อื่นต้องล้มตายลงอย่างมากมาย
กินเจในงานทำบุญสร้างกุศลทุกโอกาส
คนเรามีโอกาสประสบสิ่งดีๆ ในชีวิตมีโอกาสที่ได้สร้างบุญกุศลอยู่เสมอ เช่น วันขึ้นปีใหม่หรือวันทำบุญอื่นๆ การจัดงานทำบุญในวันเหล่านี้ทุกคนต่างก็มุ่งหวังให้ตนมีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่ง ให้มีชีวิตที่ดีได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป ฉะนั้นในงานสร้างบุญกุศลทุกงานจึงไม่ควรสร้างบาปซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตผู้อื่นต้องตาย
กินเจในโอกาสขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในโอกาสที่ไปกราบไหว้สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม ทุกคนควรชำระล้างปาก ลิ้น ให้สะอาดด้วยการกินเจ กระทำตนให้สะอาดทั้งกายวาจาและจิตใจ เมื่อนั้นก็จะบังเกิดความสุขความเจริญเป็นสิริมงคลแก่ตัวเราเอง การถวายเครื่องสักการะอื่นใดแม้จะมีราคาเพงสักเท่าไรมันก็เป้นเพียงวัตถุสิ่งของเท่านั้น ขอให้ทุกคนนำเอา “จิตใจอันดีงาม” ซึ่งมีอยู่แล้วในตัวของทุกๆ คนออกมาถวายเป็นเครื่องสักการะต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน จติใจที่มีแต่ความบริสุทธิ์ดีงามของมนุษย์นี่แหละเป็นเครื่องสักการะอันล้ำค่าที่สุด

ตำนานถือศีลกินผัก ตอนที่2

สีในเทศกาลกินเจ
สีแดง เป็นสีที่ชาวจีนเชื่อว่าเป็นสีศิริมงคล ดังจะเห็นได้ว่าในงานมงคลต่างๆ ของคนจีนไม่ว่าจะเป็นงานแต่ง วันตรุษจีน
สีเหลือง เป็นสีสำหรับใช้ในราชวงศ์ซึ่งอนุญาตให้ใช้ได้เพียงคนสองกลุ่มเท่านั้น กลุ่มแรกคือกษัตริย์ซึ่งเห็นได้จากหนังสือจีน เครื่องแต่งกายและภาชนะต่างๆ เป็นสีเหลืองหรือทองซึ่งคนสามัญห้ามใช้เด็ดขาด กลุ่มที่สองคืออาจารย์ปราบผีท่านสังเกตในหนังจีนจะเห็นวาเขาแต่งกายและมียันต์สีเหลือง
สีขาว ตามธรรมเนียมจีนสีขาวคือสำหรับการไว้ทุกข์ สีดำที่เราเห็นกันอยู่ในขณะนี้เป็นการรับวัฒนธรรมตะวันตก ถ้าท่านสังเกตในพิธีงานศพของจีนจะเห็นลูกหลานแต่งชุดสีขาวอยู่
สีซึ่งกล่าวมาทั้งหมดนี้สามารถนำไปเชื่อมโยงในตำนานข้างต้นที่กล่าวมาได้ทั้งหมด

พิธีกรรมต่างๆ ในงานประเพณีถือศีล กินผัก

พิธีปั้งเอี๋ย
ก่อนถึงวันเก้าโง้ย โช้ยอิก ตามปฎิทินจีน ประมาณ 10-15 วัน ฮวดกั้ว (เจ้าหน้าที่ผู้ประกอบพิธีกรรม) จะกำหนดวันทำพิธีปั้งเอี๋ย หรือการปล่อยทหารขึ้นภายในบริเวณศาลเจ้าฯเพื่อให้มาตรวจตราดูแล และรักษาการภายในบริเวณศาลเจ้าฯ ซึ่งจะมีทหาร ด้วยกันจำนวน 5 กอง หรือกองทหารประจำ 5 ทิศ อันได้แก่
1. ทหารประจำทิศตะวันออก เรียกว่า ตั้งเอี๋ย 99,000 นาย ธงสีเขียว มีกิ้วอี่กุ้น(หลุยจินจู้)เป็นแม่ทัพ
2. ทหารประจำทิศใต้ เรียกว่า ล่ำเอี๋ย 88,000 นาย ธงสีแดง มีปัดบ่านกุ้น(เอี่ยวเจี้ยน)เป็นแม่ทัพ
3. ทหารประจำทิศตะวันตก เรียกว่า ไส้เอี๋ย 66,000 นาย ธงสีขาว มีล๊กย่ง(กุ้นอุ่ยฮ้อ)เป็นแม่ทัพ
4. ทหารประจำทิศเหนือ เรียกว่า ปั๊กเอี๋ย 55,000 นาย ธงสีดำ มีง้อเต็กกุ้น(โทเฮ่งสุน)เป็นแม่ทัพ
5. ทหารประจำบริเวณกลางศาลเจ้า เรียกว่า จ่งเอี๋ย 33,000 นาย ธงสีเหลือง มีซ่ำซิ่นกุ้น(โลเฉี้ย)เป็นแม่ทัพ

พิธียกเสาโกเต้ง
การยกเสาโกเต้ง ไว้หน้าศาลเจ้านั้น เป็นการประกอบพิธีอัญเชิญเจ้ายกอ๋องส่องเต่ หรือพระอิศวร และกิ๋วอ๋องไต่เต่ หรือพระผู้ใหญ่ทั้งเก้า มาเป็นประธานในพิธี และจะนำตะเกียง 9 ดวง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ ของการเริ่มพิธีไว้บนเสาโกเต้ง
ตลอด 9 วันของประเพณีถือศีลกินผัก จะมีพิธีกรรมต่างๆ หลายกิจกรรมด้วยกัน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประเพณีได้เข้าร่วม เช่น พิธีบูชาพระในวันแรกพิธีจะมีการบูชาพระด้วยเครื่องเซ่นต่างๆ ทั้งศาลเจ้า และตามบ้านของผู้กินผัก เมื่อกินผักได้ครบ 3 วันถือว่าผู้นั้นสะอาด บริสุทธิ์ หรือที่เรียกว่าเช้ง พิธีโขกุ้น เป็นพิธีการเลี้ยงทหารซึ่งจะทำพิธีในวันที่ 3 วันที่ 6 และวันที่ 9 พิธีเหลี่ยมเก้ง เป็นการสวดมนตั้งแต่เมื่อกิ๊วอ๋องไต่เต่เข้าประทับในอ๊ามหรือศาลเจ้า พิธีอันเชิญลำเต้า-ปักเต้า หรือเทวดาผู้กำหนดเวลาเกิดตาย พิธีอาบน้ำมัน ขึ้นบันไดมีด พิธีลุยไฟ พิธีสะเดาะเคราะห์ การทรงพระซึ่งเป้นการเชิญเจ้ามาประทับในร่างของม้าทรง และแสดงอิทธิฤทธิ์ ด้วยการทรมานร่างกาย ในรูปแบบต่างๆ เพื่อรับทุกข์แทนผู้ถือศีลกินผัก และเพื่อความเป็นสิริมงคล ส่วนกิจกรรมที่สำคัญ และได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว และคนทั่วไป คือพิธีแห่พระรอบเมืองศาลเจ้าต่างๆ และพิธีส่งพระในคืนสุดท้ายของประเพณีถือศีลกินผัก
ก่อนถึงวันเก้าโง้ยโช้ยอิก ตามปฎิทินจีนจะมีการทำความสะอาดศาลเจ้า ทั้งบริเวณต่อจากนั้นในช่วงบ่าย ฮวดกั้ว(ผู้ประกอบพิธี) จะรับคำสั่งนำเอากฤษ์ยาม จากพระเพื่อเริ่มประกอบยกเสาโกเต้งสำหรับแขวนตะเกียงไฟ กิ้วอ๋องไต่เต่ 9 ดวง เพื่อเป็นการประกาศการเริ่มพิธีถือศีลกินผัก(กินเจ) อย่างเป็นทางการ ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีบรรดาประชาชน และผู้มีจิตศรัทธาจะมาช่วยกันอัญเชิญเสาโกเต้ง เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง และครอบครัว เป็นจำนวนมาก และมีความเชื่อว่าผู้ที่ได้เข้ามาร่วมในพิธีดังกล่าว จะถือว่าได้เป็นผู้ร่วมพิธีกินผักอย่างสมบูรณ์

พิธีอัญเชิญพระผู้เป็นใหญ่ทั้งเก้า และยกอ๋องส่องเต่
ในวันก่อนที่จะถึงวันเก้าโง้ยโช้ยอิก ตามปฏิทินจีนในตอนกลางคืน ฮวดกั้ว ผู้ประกอบพิธีฯจะทำพิธีอัญเชิญองค์กิ้วอ๋องไต่เต่ 9 พระองค์ เพื่อมาเป็นประธานในการจัดงานถือศีลกินผัก และองค์ยกอ๋องส่องเต่ เหล่งก้วนไต่เต่ และหน่ำเต้าแชกุน ซึ่งเป็นพระผู้ถือบัญชีเกิด และปักเต้าแชกุน ซึ่งเป็นพระถือบัญชีผู้ตาย มาร่วมในงานพิธี ตลอด 9 วัน 9 คืน และเมื่อทำการเชิญเสร็จเรียบร้อย ตะเกียงไฟศักดิ์สิทธิ์ 9 ดวง ก็จะถูกนำขึ้นไปสู่ยอดเสาโกเต้งโดยตลอดงาน จะต้องมีคนคอยดู และห้ามมิให้ตะเกียงดวงหนึ่งดวงใดดับไม่ได้เป็นอันขาด

พิธีโก้ยห่าน(ข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์)
พิธีโก้ยห่านหรือการข้ามสะพานสะเดาะเคราะห์เป็นอีกหนึ่งพิธีที่มีความสำคัญ และน่าสนใจมาก เพราะเป็นพิธีที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยผู้เข้าร่วมพิธีถือศีลกินผัก มีความเชื่อและความศรัทธาว่า หากจะให้การข้าร่วมงานถือศีลกินผักสมบูรณ์แบบ และครบถ้วนก็ควรนะไม่พลาดที่จะต้องเข้าร่วมพิธีโก้ยห่าน โดยการข้ามสะพานสะเดาะเคาะห์ ผู้เข้าร่วมพิธีฯจะต้องมีโต้ยซิ้น หรือตุ๊กตาต่างตัวเขียนชื่อวันเดือน ปี เกิด และเดิมข้ามสะพานในขณะที่พระกำลังทำพิธีปัดเป่าให้สิ่งไม่ดีหรือ เคราะห์ร้ายให้หายไปเหลือไว้แต่สิ่งที่ดีๆ และได้รับสิ่งที่ดีๆมีความสุข มีโชคดี มีลาภ มีความสุขตลอดปีและเมื่อก้าวย่างขึ้นสะพานภายใต้สะพานก็จะมี ตะเกียงไฟน้ำมัน ของดาวประจำวันเกิดจุดรออยู่เพื่อคอยปัดเป่า และเผาผลาญสิ่งที่ไม่ดีภายในตัวผู้เข้าร่วมพิธีฯให้มอดไหม้ไป และเมื่อก้าวเดินลงจากสะพานก็จะถูกล้างตัวอีกคร

รักษาศีล รักษาสุขภาพ มาร่วมกันถือศีลกินเจกันครับ

ที่อยู่

อาจณรงค์
Bangkok
10110

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ศาลเจ้าต่งตั๋นหง่วนโส่ย 帥元壇中 (นาจาซาไท้จื้อ)ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ศาลเจ้าต่งตั๋นหง่วนโส่ย 帥元壇中 (นาจาซาไท้จื้อ):

แชร์