Haroon Mosque มัสยิดฮารูณ

Haroon Mosque มัสยิดฮารูณ เพื่อเป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์ เผยแผ่ความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนา

คุตบะฮฺมัสยิดฮารูณท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569  ความชอบธรรมต้องอาศัยการปกครองด้วยกฎหมายของพระ...
21/08/2026

คุตบะฮฺมัสยิดฮารูณ
ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569

ความชอบธรรมต้องอาศัยการปกครองด้วยกฎหมายของพระเจ้า และความยุติธรรมอย่างแท้จริง อัลลอฮฺ سُبْحَانَهُۥ وَتَعَالَىٰ ทรงปกป้องค้ำจุนรัฐที่ไม่ใช่มุสลิมที่มีความยุติธรรม แต่ไม่ทรงค้ำจุนรัฐมุสลิมที่ไม่มีความยุติธรรม
ตัวอย่างของความยุติธรรมในยุคของท่านนบี صلى الله عليه وسلم ซึ่งท่านอุซามะฮฺ บินเซด رضي الله عنه ได้พยายามที่จะมาขอร้องท่านนบี ให้ละเว้นการลงโทษผู้หญิงจากตระกูล มัคซูม ซึงเป็นตระกูลที่มีเกียรติ ซึ่งนางได้ขโมยของและโทษของนางคือ การตัดมือ แต่ด้วยกับการที่ผู้หญิงคนนี้เป็นหญิงที่อยู่ในตระกูลที่สูงส่งมีฐานะทางสังคม เป็นเหตุให้ท่านอุซามะฮฺ พยายามที่จะช่วยนางให้รอดพ้นจากการลงโทษตัดมือ จนกระทั่งทำให้ท่านนบี صلى الله عليه وسلم โกรธ และท่านได้เทศนาต่อหน้าประชาชน ท่านได้แสดงออกถึงแนวทางของอิสลามในการสร้างความยุติธรรม โดยเนื้อหาบางส่วนของการเทศนาของท่านนบี صلى الله عليه وسلم มีดังต่อไปนี้
“แท้จริงบรรดากลุ่มคนที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า ได้ประสบความหายนะแล้ว ก็เนื่องจากได้เกิดขึ้นในหมู่พวกเขาเมื่อคนที่มีเกียรติ (ตระกูลดี) ได้ขโมย พวกเขาก็ละเลยแก่เขา (ในการลงโทษ) และหากว่าคนอ่อนแอ (ยากจน) ได้ขโมยพวกเขาก็ได้ลงโทษแก่เขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ หากฟาติมะฮฺลูกสาวของมุฮัมหมัดได้ลักขโมย แน่นอนฉันจะตัดมือของนาง”
(บันทึกโดยอิมาม บุคอรีย์ และ มุสลิม)
ข้อความต่อจากนี้ พบได้ในงานเขียนของอิบนุ ตัยมิยะฮฺ ซึ่งท่านเขียนไว้ว่า “แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือรัฐที่มีความเที่ยงธรรม แม้ว่าจะเป็นรัฐที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธาก็ตาม และพระองค์จะไม่ทรงช่วยเหลือรัฐที่กดขี่ แม้ว่าจะเป็นรัฐของมุสลิมก็ตาม”
ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 5:8
يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ كُونُوا۟ قَوَّٰمِينَ لِلَّهِ شُهَدَآءَ بِٱلْقِسْطِ ۖ
“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม
وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَـَٔانُ قَوْمٍ عَلَىٰٓ أَلَّا تَعْدِلُوا۟ ۚ ٱعْدِلُوا۟ هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَىٰ ۖ
และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม
จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า

وَٱتَّقُوا۟ ٱللَّهَ ۚ إِنَّ ٱللَّهَ خَبِيرٌۢ بِمَا تَعْمَلُونَ
และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด
แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน”
เมื่อมุสลิมละทิ้งคำสั่งของอัลลอฮฺและร่อซูล สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาก็คือการขาดซึ่งการปกป้องดูแลจากอัลลอฮฺ سُبْحَانَهُۥ وَتَعَالَىٰ เกิดอะไรขึ้น
ในศตวรรษที่ 13 ตาม ค.ศ. เริ่มมีการรุกรานเอเชียกลาง และเปอร์เซียของเจงกิสข่านระหว่างปี ค.ศ. 1219 ถึง 1221 และสิ้นสุดลงด้วยการปล้นสะดมกรุงแบกแดดอย่างยับเยินของฮูลากูข่านในปี ค.ศ. 1258 (ฮ.ศ. 679) พ.ศ. 1801 (768 ปีก่อน)
ชาวมองโกลได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายแก่โลกอิสลาม มากเสียจนบางครั้งมีการใช้คำว่า "หายนะ" เพื่ออธิบายความเสียหายเหล่านั้น ภายใต้การปกครองของมองเกข่าน เขาได้ส่งฮูลากูข่านผู้เป็นน้องชายไปพิชิตเปอร์เซีย ซีเรีย อียิปต์ และทำลายรัฐคอลีฟะฮฺอับบาซิด เพื่อสถาปนารัฐ อิลข่านแห่งเปอร์เซีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งต่อมาคืออิหร่านในปัจจุบัน ในการล้อมเมืองแบกแดดในปี ค.ศ. 1258 เขาได้ปล้นสะดมและเผาทำลายวัฒนธรรมอิสลามอันรุ่งเรืองในเวลานั้น และผลักดันอารยะธรรมอิสลามเข้าสู่ยุคมืด แต่จากเถ้าถ่านแห่งความพินาศนี้ได้ก่อให้เกิดการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในจักรวรรดิมองโกลทั้งหมด ยกเว้นจีน และมองโกเลีย เราจะเห็นว่า อัลลอฮฺ سُبْحَانَهُۥ وَتَعَالَىٰ มีวิธีการของพระองค์เอง หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง พระองค์จะทรงแทนที่เราด้วยผู้คนกลุ่มอื่น ซูเราะฮฺมุฮัมมัด 47:38
وَإِن تَتَوَلَّوْا۟ يَسْتَبْدِلْ قَوْمًا غَيْرَكُمْ ثُمَّ لَا يَكُونُوٓا۟ أَمْثَـٰلَكُم
และถ้าพวกเจ้าผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนหมู่ชนอื่นแทนพวกเจ้า
แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า
ความยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน และการเข้ารับศาสนาอิสลามของชาวมองโกล จากผู้รุกรานที่ทำลายล้างดินแดนอิสลาม สู่การเป็นผู้ปกป้องและเผยแผ่ศาสนาในเวลาต่อมา พวกเขามีความประทับใจในหลักคำสอนเรื่องความยุติธรรม กฎหมาย และความเสมอภาคในอิสลาม จริยธรรมของผู้ปกครอง และนักปราชญ์มุสลิมในสมัยนั้น กลายเป็นแรงดึงดูดใจสำคัญที่ทำให้ชนเผ่ามองโกลหันมานับถือศาสนาอิสลาม กฎหมายอิสลาม (ชะรีอะฮฺ) มีระบบระเบียบที่ชัดเจนในการจัดการปกครอง ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งช่วยให้ผู้นำมองโกลสามารถสร้างเสถียรภาพและความสงบสุขในอาณาจักรขนาดใหญ่ได้ดีกว่ากฎจารึกดั้งเดิมที่พึ่งพาแค่พละกำลัง

ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ 5:54
يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ مَن يَرْتَدَّ مِنكُمْ عَن دِينِهِۦ
ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกจากศาสนาของพวกเขาไป
فَسَوْفَ يَأْتِى ٱللَّهُ بِقَوْمٍ يُحِبُّهُمْ وَيُحِبُّونَهُۥٓ
อัลลอฮฺก็จะทรงนำมาซึ่งพวกหนึ่ง ที่พระองค์ทรงรักพวกเขาและพวกเขาก็รักพระองค์
أَذِلَّةٍ عَلَى ٱلْمُؤْمِنِينَ أَعِزَّةٍ عَلَى ٱلْكَـٰفِرِينَ
เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อบรรดามุมิน ไว้เกียรติแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
يُجَـٰهِدُونَ فِى سَبِيلِ ٱللَّهِ وَلَا يَخَافُونَ لَوْمَةَ لَآئِمٍ ۚ
พวกเขาจะเสียสละและต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ และไม่กลัวการตำหนิของผู้ตำหนิคนใด
การที่ชาวมองโกลได้สัมผัสกับวัฒนธรรมมุสลิมในเมืองใหญ่ เช่น แบกแดด เปอร์เซีย และเอเชียกลาง ทำให้พวกเขาเห็นว่าหลักคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความยุติธรรมของนักปราชญ์หรือพ่อค้ามุสลิมนั้นน่าเชื่อถือ กรณีของ เบอร์เก ข่าน (Berke Khan) แห่งโกลเดนฮอร์ด ที่รู้สึกโกรธแค้นและไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่โหดร้ายเกินขอบเขตของฮูลากู ข่าน (Hulagu Khan) ในการทำลายกรุงแบกแดดเมื่อปี ค.ศ. 1258 ทำให้เขาประกาศตัวเป็นมุสลิม และหันมาต่อต้านความ อยุติธรรม
กาซาน ข่าน (Ghazan Khan) เป็นผู้นำมองโกลคนแรกในสายอิลคาเนทที่ประกาศตนเข้ารับอิสลามในปี ค.ศ. 1295 โดยใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนในเปอร์เซียหลังยุคสงครามทำลายล้างโกลเดนฮอร์ด (Golden Horde): อุซเบก ข่าน (Öz-beg Khan) ได้ประกาศให้อิสลามเป็นศาสนาประจำรัฐในปี ค.ศ. 1313 พ.ศ.1856 ตรงกับประมาณ ฮ.ศ. 734 และส่งเสริมให้สังคมยึดมั่นในความยุติธรรม ตามหลักศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง
เราจะเห็นว่าเหตุการณ์ที่กล่าวถึงนี้ผ่านมา 713 ปีแล้ว ถ้าเราไม่สามารถผดุงความยุติธรรมในวันนี้ได้ แสดงว่า เรากำลังล้าหลังกว่าบุคคลเหล่านี้ถึงเกือบ 1000 ปีเลยทีเดียว
(น่ะอูซุบิ่ลลาฮิมินซาลิก - "เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากสิ่งนั้น" )

Khutbah Masjid HaroonBrothers and Sisters,​​​                             ​      Friday August 21, 2026 True legitimacy ...
21/08/2026

Khutbah Masjid Haroon
Brothers and Sisters,​​​ ​ Friday August 21, 2026

True legitimacy requires ruling by divine law and absolute justice. Allah upholds a just non-Muslim state, but not an unjust Muslim state.
An example of justice during the time of the Prophet Muhammad (peace be upon him) is when Usamah ibn Zayd tried to plead with the Prophet to spare a woman from the noble Makhsum tribe who had stolen, and whose punishment was to have her hand cut off. Because this woman belonged to a high-ranking family, Usamah tried to help her escape the punishment, which angered the Prophet. He then delivered a sermon to the people, demonstrating the Islamic approach to justice. Some parts of the Prophet's sermon are as follows:
"Indeed, those who came before you have perished, for among them, when a noble person stole, they neglected him (in punishment), and when a weak person stole, they punished him. By Allah, if Fatima, the daughter of Muhammad, had stolen, I would surely have cut off her hand." (Narrated by Bukhari and Muslim)
The following statement is found in the works of Ibn Taymiyya, where he wrote: "Verily, Allah helps a just state even if it is a disbelieving one, and He does not help an oppressive state even if it is a Muslim one." Surah 5:8
“O you who have believed, be persistently standing firm for Allah,
Witnesses in justice, and do not let the hatred of a people
prevent you from being just.
Be just; that is nearer to righteousness.
And fear Allah; indeed, Allah is [fully] Aware of what you do.”
When Muslims abandon the commands of Allah and His Messenger, what happens? There will be no protection from Allah. Then what happened after that.
In 13th century, specifically starting with Genghis Khan's invasion of Central Asia and Persia from 1219 to 1221, and culminating in Hulagu Khan’s devastating Sack of Baghdad in 1258 Christian Era. (679 A.H.)
Mongols had caused much loss to the Islamic World. So much so that the word “holocaust” has sometimes been used to describe it. Under Mongke Khan’s rule, he sent his brother Hulagu Khan to conquer Persia, Syria, Egypt and to destroy the Abbasid Caliphate and to establish the Ilkhanate of Persia, a precursor to the eventual Safavid dynasty which later became Iran in the present-day. In the 1258 AD siege of Baghdad, He plundered looted and put on fire the rich Islamic culture of that time and pushed Islamic civilization in dark ages. But from the ashes of this destruction rise the eventual Islamisation of the entire Mongol Empire, outside of China and Mongolia. This is what we always say that Allah has His own way of doing things and if we do not change our self, He will replace us by another people. Surah Muhammad 47:38
And if you turn away, He will replace you with another people;
then they will not be like you.
Justice played a crucial role in the Mongol transition and conversion to Islam, transforming them from devastating invaders of Islamic lands to protectors and spreaders of the religion. Islamic doctrines of justice, law, and equality, along with the admirable ethics of Muslim rulers and scholars, were key factors in the Mongol people's conversion to Islam. Social and political justice: Islamic law (Sharia) provides a clear system of governance and protection for all citizens, enabling Mongol leaders to achieve greater stability and peace within their large empires than traditional written laws that relied solely on brute force. Surah Al-Maidah 5:54
“O you who have believed, whoever of you should revert from his religion -
Allah will bring forth [in place of them] a people He will love and who will love Him
Who are humble toward the believers, firm against the disbelievers;
they strive in the cause of Allah and do not fear the blame of a critic.”
Exposure to Muslim culture in major cities like Baghdad, Persia, and Central Asia led the Mongols to recognize the credibility of the moral principles, honesty, and justice of Muslim scholars and merchants.
For example, Berke Khan of the Golden Horde, angered by Hulagu Khan's excessive cruelty in the destruction of Baghdad in 1258, ultimately declared himself a Muslim. And they turned to fighting injustice.
Ghazan Khan was the first Mongol leader of the Ilkhanate lineage to convert to Islam in 1295, using Islam to legitimize and restore justice to the people of Persia after the devastating Golden Horde wars. Öz-beg Khan declared Islam the state religion in AD 1313 (AH 734) and promoted a rigorous (strict) adherence to religious justice within society.
We can see that this event happened 713 years ago. If we cannot uphold justice today, it means we are nearly 1000 years behind these people.
(Na'uzubillahiminzalik- "We seek refuge in Allah from that")

 #อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน"แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราต้องกลับคืนสู่พระองค์"** น.ส.ซัลมา ม...
20/08/2026

#อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน
"แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราต้องกลับคืนสู่พระองค์"
** น.ส.ซัลมา มาริกัน (ป้าซัลมา) ** อายุ73 ปี
ได้ถึงอายัลของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแล้ว
จะทำการละหมาดญะนาซะฮฺ
ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569
#เวลาหลังละหมาดดุฮริ ณ มัสยิดฮารูณ ซอยเจริญกรุง 36 เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

ขออัลลอฮฺทรงเมตตามัยยิตท่านนี้ด้วยเถิด ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว และญาติมิตรทุกคนด้วยครับ พี่น้องท่านใดไม่ติดภารกิจจำเป็น โปรดไปร่วมกันละหมาดขอดุอาอฺ และส่งมัยยิตที่กุโบร์ด้วยนะครับ

ญะซากุมุลลอฮุค็อยรอนครับ

 #อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน"แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราต้องกลับคืนสู่พระองค์"** นายอภิรักษ์...
16/08/2026

#อินนาลิลลาฮิวะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน
"แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแท้จริงเราต้องกลับคืนสู่พระองค์"
** นายอภิรักษ์ อัตพัฒน์ (สุไลมาน ) อายุ 53 ปี ** #บิหลั่นประจำมัสยิดฮารูณ
ได้ถึงอายัลของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาแล้ว
จะทำการละหมาดญะนาซะฮฺ
ในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569
เวลา 15.00 น. ณ มัสยิดฮารูณ ซอยเจริญกรุง 36 เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

ขออัลลอฮฺทรงเมตตามัยยิตท่านนี้ด้วยเถิด ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว และญาติมิตรทุกคนด้วยครับ พี่น้องท่านใดไม่ติดภารกิจจำเป็น โปรดไปร่วมกันละหมาดขอดุอาอฺ และส่งมัยยิตที่กุโบร์ด้วยนะครับ

ญะซากุมุลลอฮุค็อยรอนครับ

Please accept our deepest condolences.A.​ Samai​ Charoenchang​'s​ Yanaza​ prayer​ will​ be​ perfomed​ on​ Saturday​ 15th...
14/08/2026

Please accept our deepest condolences.
A.​ Samai​ Charoenchang​'s​ Yanaza​ prayer​ will​ be​ perfomed​ on​ Saturday​ 15th​ August​ at​ 11.00.a.m​ Masjid​ Kamalul​ Islam​ Samwa​ District.
Please​ Duaa

คุตบะฮฺมัสยิดฮารูณท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569  ข้อความต่อไปนี้สะท้อนปรัชญาการเมืองและจริยธรร...
14/08/2026

คุตบะฮฺมัสยิดฮารูณ
ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ
วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2569

ข้อความต่อไปนี้สะท้อนปรัชญาการเมืองและจริยธรรมว่า ความยุติธรรม สำคัญกว่า ศรัทธา ผู้ปกครองที่ยึดความถูกต้องและเที่ยงธรรม แม้ขาดความเลื่อมใสศรัทธาส่วนตัว ก็สามารถปกครองให้ประชาชนอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ ซึ่งดีกว่าผู้ปกครองที่มีความศรัทธาอันแรงกล้า แต่ใช้อำนาจตามอำเภอใจและไร้ความยุติธรรม เพราะ เขาคนนี้จะทำให้แผ่นดินลุกเป็นไฟ
ความยุตธรรมคือ การปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมไร้อคติ ตัดสินใจบนพื้นฐานของความจริงและอิงเหตุผลคุ้มครองสิทธิ ปกป้องประชาชนทุกคน ไม่เลือกปฏิบัติ มุมมองด้านศรัทธา ถือเป็นความเชื่อส่วนตัว ศรัทธาที่ไม่มีหลักเกณฑ์อาจกลายเป็นความทึนทึกใช้อารมณ์ความรู้สึก ตัดสินใจโดยเอาความเชื่อตนเองเป็นศูนย์กลางจะทำให้เกิดความ อยุติธรรม คนแบบนี้มักอ้างความชอบธรรมทางศรัทธามาละเมิดสิทธิผู้อื่น
ซูเราะฮฺอันนิสาอฺ 4:135
يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ كُونُوا۟ قَوَّٰمِينَ بِٱلْقِسْطِ شُهَدَآءَ لِلَّهِ
“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม จงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮฺ
وَلَوْ عَلَىٰٓ أَنفُسِكُمْ أَوِ ٱلْوَٰلِدَيْنِ وَٱلْأَقْرَبِينَ ۚ
และแม้ว่าจะเป็นอันตรายแก่ตัวของพวกเจ้าเอง
หรือผู้บังเกิดเกล้าทั้งสองและญาติที่ใกล้ชิดก็ตาม
إِن يَكُنْ غَنِيًّا أَوْ فَقِيرًا فَٱللَّهُ أَوْلَىٰ بِهِمَا ۖ
หากเขาจะเป็นคนมั่งมีหรือคนยากจน อัลลอฮฺก็สมควรยิ่งกว่าเขาทั้งสอง
فَلَا تَتَّبِعُوا۟ ٱلْهَوَىٰٓ أَن تَعْدِلُوا۟ ۚ
ดังนั้นจงอย่าปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำในการที่พวกเจ้าจะมีความยุติธรรม
وَإِن تَلْوُۥٓا۟ أَوْ تُعْرِضُوا۟ فَإِنَّ ٱللَّهَ كَانَ بِمَا تَعْمَلُونَ خَبِيرًا
และหากพวกเจ้าบิดเบือนหรือผินหลังให้
แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้อย่างถี่ถ้วนในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน”
เรามาดูตัวอย่างความยุติธรรมจากบรรดาคุล่ะฟาอุรรอชิดีน อย่างเช่นท่านอุมัร อิบนุ ค็อตต้อบ رضي الله عنهสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นค่อลีฟะฮฺ ในปี ฮ.ศ. ที่ 16 กองทัพมุสลิมได้เข้าปิดล้อมเยรูซาเล็ม ผู้ปกครองเมืองรู้ดีว่าเป็นการไร้ประโยชน์ที่จะไปสู้รบกับกองกำลังมุสลิม และตกลงมอบเมืองให้ โดยมีข้อแม้ว่าต้องให้ “คอลีฟะฮฺ” มาลงนามในข้อตกลงสันติภาพด้วยตัวเอง หลังจากหารือกับคณะที่ปรึกษาของท่านแล้ว ท่านอุมัร رضي الله عنه ยอมตกลงตามข้อเสนอ
ท่านอุมัร رضي الله عنه พร้อมด้วยสิ่งของในกระสอบ 1 ใบ ถ้วยทำด้วยไม้ 1 ชิ้น และทาส 1 คน ออกเดินทางไปเยรูซาเล็มบนหลังอูฐ ด้วยกับมีอูฐเพียงตัวเดียว เมื่อทาสเป็นผู้ขี่ ท่านอุมัร จะเป็นผู้จูง พวกเขาผลัดกันขี่ผลัดกันจูงเช่นนี้ไปจนกระทั่งถึงเขตเมืองเยรูซาเล็มซึ่งเป็นผลัดที่ทาสจะได้ขี่พอดี ท่านอุมัร رضي الله عنه จูงอูฐเข้าเมืองโดยมีทาสนั่งขี่อยู่ข้างบน ทั้งมุสลิม และที่ไม่ใช่มุสลิมต่างเห็นภาพที่แปลกประหลาดนี้เป็นที่น่าเกรงขามยิ่ง
ท่านอุมัร رضي الله عنه ตำหนิพวกผู้นำมุสลิมในที่นั้นที่แต่งกายอยู่ในชุดอันหรูหราฟุ่มเฟือย หลังจากนั้น ท่านจึงร่างสัญญาสันติภาพขึ้นมาโดยส่วนหนึ่งมีใจความว่า
“ประชาชนแห่ง อิลเลีย (เยรูซาเล็ม และที่รอบๆ) ได้รับการยืนยันความปลอดภัยในชีวิตของพวกเขา ทรัพย์สิน โบสถ์ ไม้กางเขน ผู้อ่อนแอ และผู้แข็งแรง และพวกเขามีสิทธิ์ที่จะนับถือศาสนาที่พวกเขาเลือก โบสถ์ของพวกเขาจะไม่ถูกยึด และจะไม่ถูกทำลาย ห้ามผู้ใดมีอคติต่อศาสนาที่พวกเขานับถือ”
หลังจากนั้นท่านอุมัร رضي الله عنه จึงกลับมะดีนะฮฺ โดยแวะเยี่ยมมัสยิดอัล-อั้กซอ และมุสลิมมากมายระหว่างทางกลับ
ชีวิตส่วนตัวของคอลีฟะฮฺอุมัร رضي الله عنه อาหาร เสื้อผ้า และการดำเนินชีวิตในแต่ละวันของท่านเรียบง่ายดูธรรมดามาก ท่านสวมใส่เสื้อผ้าที่มีรอยปะชุน เมื่อเดินทาง ท่านจะนำผ้าปูติดตัวไปเพียงผืนเดียวเพื่อกางออกปูใต้ต้นไม้เมื่อประสงค์จะพักผ่อน ท่านยกย่องให้เกียรติ อุลามาอฺอย่างสูง และผู้ให้คำแนะนำของท่านทุกคนเป็นอุลามาอฺ ท่านชำนาญในการวิเคราะห์แยกแยะอุปนิสัยของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว และสามารถที่จะมอบหมายหน้าที่ และตำแหน่งให้พวกเขาได้อย่างแม่นยำตามนั้น ท่านสั่งมิให้นักรบต้องประจำการในสนามรบเกินกว่าสี่เดือนนอกจากต้องถูกส่งกลับบ้านก่อน ครั้งหนึ่งเมื่อท่านป่วย และต้องการจะบริโภคน้ำผึ้ง ท่านขออนุญาตจากสาธารณชนก่อนที่จะรับประทานน้ำผึ้งนั้นจากคลังหลวง
เมื่อท่านทำแผลให้อูฐ ท่านกล่าวว่า “ฉันเกรงว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา จะสอบสวนฉันในเรื่อง (สิทธิ) ของสัตว์พวกนี้” ซูเราะฮฺอัลเกาะศ็อศ 28:50

فَإِن لَّمْ يَسْتَجِيبُوا۟ لَكَ فَٱعْلَمْ أَنَّمَا يَتَّبِعُونَ أَهْوَآءَهُمْ ۚ
وَمَنْ أَضَلُّ مِمَّنِ ٱتَّبَعَ هَوَىٰهُ بِغَيْرِ هُدًۭى مِّنَ ٱللَّهِ ۚ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهْدِى ٱلْقَوْمَ ٱلظَّـٰلِمِينَ
“หากพวกเขาไม่ยอมสนองตอบเจ้า ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงพวกเขาปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของพวกเขาเท่านั้น และผู้ใดเล่าจะหลงผิดยิ่งไปกว่าผู้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของเขา โดยปราศจากแนวทางที่ถูกต้องจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่กลุ่มชนผู้อธรรม”
เมื่อได้เป็นคอลีฟะฮฺ ท่านอุมัร رضي الله عنه และคนในบ้านต้องอดกลั้นอยู่บนความอดอยาก และหิวโหย เนื่องจากมัวยุ่งอยู่กับกิจการของรัฐจนท่านไม่มีเวลาที่จะทำมาหากิน ด้วยเหตุนี้ ซอฮาบะฮฺท่านอื่นๆได้แนะนำว่าท่านน่าจะได้รับค่าครองชีพจากคลังหลวง
เมื่อไรก็ตามที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับข้าหลวงของท่าน ท่านจะไต่สวน และถ้าจำเป็น ท่านจะปลดข้าหลวงคนนั้นโดยไม่มีข้อสงสัย ซูเราะฮฺ อัลฟุรกอน 25:43
أَرَءَيْتَ مَنِ ٱتَّخَذَ إِلَـٰهَهُۥ هَوَىٰهُ أَفَأَنتَ تَكُونُ عَلَيْهِ وَكِيلًا
“เจ้าไม่เห็นดอกหรือ ผู้ที่ยึดเอาอารมณ์ต่ำของเขาเป็นพระเจ้าของเขา
แล้วเจ้าจะเป็นผู้คุ้มครองเขากระนั้นหรือ”
ท่านอุมัร رضي الله عنه ได้รับข่าวดีจากท่านรอซูลุ่ลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم ว่าจะได้เข้าญันนะฮฺตามที่มีชื่ออยู่ใน “อัชชาร่อ-มุบัชชะเราะฮฺ” ท่านคือผู้เข้ารับอิสลามคนที่ 52 และได้รับเกียรติเป็นถึงพ่อตา (บิดาของภรรยา) ของท่านรอซูลุ่ลลอฮฺ صلى الله عليه وسلم ผู้เป็นที่รักของเราด้วย
ท่านไม่เพียงแต่จะถูกจัดว่าเป็นซอฮาบะฮฺอาวุโสเท่านั้น แต่ยังเป็นอะหลิ่มผู้เคร่งครัด และมีความรู้มากคนหนึ่ง
การเข้ารับอิสลามของท่าน เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของพวกมุชริกีนอย่างรุนแรง ในทางกลับกันเป็นการเพิ่มเกียรติ และกำลังการช่วยเหลือให้แก่มุสลิม เพราะหลังจากการเข้าอิสลามของท่าน มุสลิมจึงสามารถที่จะทำการละหมาดได้อย่างเปิดเผยในฮารอมชารีฟ

Khutbah Masjid HaroonBrothers and Sisters,​​​                             ​      Friday August 14, 2026This following me...
14/08/2026

Khutbah Masjid Haroon
Brothers and Sisters,​​​ ​ Friday August 14, 2026

This following message reflects a political and ethical philosophy that “justice is more important than faith”. A ruler, who upholds righteousness and justice, even if lacking personal beliefs, can govern in a way that allows the people to live together in peace and happiness. This is better than a ruler with strong faith but wields power arbitrarily and unjustly, because he will set the land ablaze.
Righteousness and justice is to treat everyone equally. (Unbiased). Make decisions based on facts and reason. Protecting rights: Defending all citizens without discrimination. Faith is Personal beliefs: Faith without principles can become meaningless. Using emotions, making decisions based on one's own beliefs. This kind of people often used Faith as a justification for violating the rights of others. Surah An-Nisa (4:135):
“O you who have believed, be persistently standing firm in justice, witnesses for Allah, even if it be against yourselves or parents and relatives. Whether one is rich or poor, Allah is more worthy of both. So follow not [personal] inclination, lest you not be just. And if you distort [your testimony] or refuse [to give it], then indeed Allah is ever Aware of what you do”.
Let's look at the examples of justice from the Rightly Guided Caliphs, such as Umar ibn al-Khattab during his time as Caliph. In the year 16 AH, the Muslim army besieged Jerusalem. The city's rulers knew it was futile to fight the Muslim forces and agreed to surrender the city on the condition that the Caliph himself signs the peace agreement. Umar agreed to the offer after consulting with his advisors.
Umar, with a sack of belongings, a wooden cup, and a slave, set off for Jerusalem on the back of a camel, with only one camel. When the slave rode, Umar would lead. They took turns riding and leading in this way until they reached the area of ​​Jerusalem, at which point it was the slave's turn to ride. Umar led the camel into the city with the slave sitting on top. Both Muslims and non-Muslims saw this strange and awe-inspiring sight.
Umar rebuked the Muslim leaders there for being dressed in extravagant and luxurious clothes. After that, he drafted a peace treaty, part of which stated that
"the people of Ilia (Jerusalem and the surrounding areas) are guaranteed the safety of their lives, property, churches, crosses, the weak and the strong, and they have the right to practice the religion of their choice. Their churches will not be seized or destroyed. They must not be prejudiced against the religion they practice." After that, Umar returned to Madinah, stopping to visit Masjidil-Aqsa and many Muslims along the way.
The private life of Caliph Umar: His food, clothing, and daily life were very simple and ordinary. He wore patched clothes (to mend or strengthen to an item of clothing by putting a piece of material over a hole or weak point and stitch it). When traveling, he would carry only one mat to spread under a tree when he wanted to rest. He highly respected the Ulama’ (Islamic scholars). All of his advisors were his Ulama’. He was skilled at quickly analyzing and discerning people's character and could accurately assign them duties and positions. He forbade warriors from remaining on the battlefield for more than four months unless they were sent home earlier. Once, when he was ill and needed to consume honey, he sought permission from the public before eating it from the royal treasury. When he treated a camel's wound, he said, "I fear that Allah Ta'ala will question me regarding the rights of these animals." Surah AlQasas 28:50
“But if they do not respond to you - then know that they only follow their [own] desires. And who is more astray than one who follows his desire without guidance from Allah? Indeed, Allah does not guide the wrongdoing people.”
Upon becoming Caliph, he and his household endured hardship and hunger because he was preoccupied with state affairs, leaving him no time to earn a living.
For this reason, other Sahabah suggested that he should receive a stipend (salary) from the royal treasury. Whenever there was a complaint against his governor, he would investigate and, if necessary, he will dismiss that governor without question.
Surah Al-Furqan (25:43): “Warns about the one who takes their own personal desire as their god, questioning if you can guide someone who abandons reason for impulse.”
Umar received the good news from the Prophet Muhammad (peace be upon him) that he would enter Jannah as his name was listed in the "As-Shara Mubassharah." He was the 52nd convert to Islam and was honored as the father-in-law of our beloved Prophet Muhammad (peace be upon him). He was not only considered a senior Sahabah (companion of the Prophet), but also a highly devout and knowledgeable scholar. His conversion to Islam severely demoralized the polytheists (Mushrikin), but conversely, it increased the honor and support of the Muslims, because after his conversion, Muslims were able to openly perform their prayers in the Haram Sharif

๑๒ สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง            💙  #วันแม่แห...
12/08/2026

๑๒ สิงหาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
💙 #วันแม่แห่งชาติ 💙
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดฮารูณ และสัปปุรุษมัสยิดฮารูณ

Haroon Mosque มัสยิดฮารูณ ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงครูและนักเรียน โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุ...
07/08/2026

Haroon Mosque มัสยิดฮารูณ
ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงครูและนักเรียน โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี
ขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวผู้สูญเสีย และผู้บาดเจ็บ

คุตบะฮฺมัสยิดฮารูณท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสวงหาความสุขแล...
07/08/2026

คุตบะฮฺมัสยิดฮารูณ
ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569

เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่จะแสวงหาความสุขและความสำเร็จ สิ่งที่นำมาซึ่งความปีติยินดีและความเบิกบาน เรามักตั้งคำถามเช่น “อะไรทำให้เรามีความสุข?” “ความสำเร็จคืออะไร?” และ “ความสุขเกี่ยวพันกับความสำเร็จหรือไม่?” อะไรที่จะทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง?
เราอาจพบคำตอบของคำถามเหล่านี้ได้โดยการใคร่ครวญถึงคำแนะนำที่เป็นอมตะที่ท่าน นบีมูฮัมหมัด صلى الله عليه وسلم ได้ทิ้งไว้ให้เรา นั่นคือกุรอานและชีวประวัติของท่าน เราสามารถค้นพบแบบฉบับบางอย่างเกี่ยวกับวิธีที่จะบรรลุความสุขและความสำเร็จในชีวิตของ เราได้ สำหรับใครหลายๆคน ความสำเร็จอาจหมายถึงการบรรลุเป้าหมายทางการเงิน การได้งานที่สมบูรณ์แบบ การเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมาย หรืออาจเป็นการได้พบคู่ครองที่เหมาะสม ความสำเร็จในความหมายนี้จึงเป็นการแสดงออกเชิงสัมพัทธ์ของสิ่งที่แต่ละคนตั้งใจจะทำให้สำเร็จในชีวิต ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
แต่ก็มีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสำเร็จในกุรอานเช่นกัน ในฐานะมุสลิม เราเชื่อว่าชีวิตมีสองส่วน ชีวิตของเราไม่ได้จบลงในโลกนี้เท่านั้น แต่จะดำเนินต่อไปในชีวิตหลังความตาย โลกหน้า อาคิเราะฮฺด้วย ดังนั้น ความสำเร็จจึงหมายถึงการประสบความสำเร็จในชีวิตนี้และชีวิตหน้าด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการประสบความสำเร็จทางการเงิน หรือทางวิชาการในโลกนี้ ขณะเดียวกันก็บรรลุผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จในโลกหน้า นั่นคือ สวรรค์ มุมมองแห่งความสำเร็จนี้สามารถเห็นได้จากคำวิงวอนในกุรอานที่เรามักจะขอกัน
ซูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ 2:201
وَمِنْهُم مَّن يَقُولُ رَبَّنَآ ءَاتِنَا فِى ٱلدُّنْيَا حَسَنَةًۭ وَفِى ٱلْـَٔاخِرَةِ حَسَنَةًۭ وَقِنَا عَذَابَ ٱلنَّارِ
และในหมู่พวกเขานั้น มีผู้ที่กล่าวว่าโอ้พระเจ้าของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเรา
ซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลก
และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด
ในขณะที่เราแสวงหาความสำเร็จทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สิ่งสำคัญคือเราต้องตระหนักว่าคำจำกัดความของความสำเร็จในโลกนี้นั้นต้องไม่แลกมาด้วยกับความสำเร็จในโลกหน้า ตัวอย่างเช่น เราต้องไม่แสวงหาความร่ำรวยด้วยวิธีการที่ศาสนาห้าม เช่น การพนัน หรือการทำงานที่ผิดจรรยาบรรณซึ่งเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิทางกฎหมายของผู้อื่น
ซูเราะฮฺ อัลบะกอเราะฮฺ 2:86
أُو۟لَـٰٓئِكَ ٱلَّذِينَ ٱشْتَرَوُا۟ ٱلْحَيَوٰةَ ٱلدُّنْيَا بِٱلْـَٔاخِرَةِ ۖ
فَلَا يُخَفَّفُ عَنْهُمُ ٱلْعَذَابُ وَلَا هُمْ يُنصَرُونَ
ชนเหล่านี้คือผู้ที่แลกเปลี่ยนปรโลกเพื่อชีวิตแห่งโลกนี้
ดังนั้น การลงโทษของพวกเขาจะไม่ลดลง และพวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ
ในทางกลับกัน ก็มีบางคนที่อาจไม่ได้รับพรแห่งความมั่นคงทางการเงิน หรืออาจเผชิญกับความอยุติธรรม แต่ยังคงยึดมั่นในศรัทธาและประพฤติดีในการเผชิญกับความท้าทาย คนเหล่านี้คือคนที่อัลลอฮฺ سُبْحَانَهُ وَتَعَالَىทรงสัญญาว่าจะประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนในโลกหน้า ซูเราะฮฺฮูด 11:115
وَٱصْبِرْ فَإِنَّ ٱللَّهَ لَا يُضِيعُ أَجْرَ ٱلْمُحْسِنِينَ
และจงอดทนเถิด แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงปล่อยให้รางวัลของผู้ที่ทำความดีสูญเปล่า
อันที่จริงกุรอานยังบรรยายถึงคุณสมบัติของผู้ที่ประสบความสำเร็จด้วย ซึ่งบางทีอาจนำทางเราให้พัฒนาคุณธรรมในชีวิตของเราได้เช่นกัน
ดังเช่นใน ซูเราะฮฺ อัล-มุอฺมินูน 23:1-11
قَدْ أَفْلَحَ ٱلْمُؤْمِنُونَ
ผู้ศรัทธาที่ประสบความสำเร็จนั้น ได้แก่
ٱلَّذِينَ هُمْ فِى صَلَاتِهِمْ خَـٰشِعُونَ
ผู้ที่นอบน้อมถ่อมตนในการละหมาด
وَٱلَّذِينَ هُمْ عَنِ ٱللَّغْوِ مُعْرِضُونَ
ผู้ที่หลีกเลี่ยงการพูดจาไร้สาระ
وَٱلَّذِينَ هُمْ لِلزَّكَوٰةِ فَـٰعِلُونَ
ผู้ที่จ่ายซะกาต

وَٱلَّذِينَ هُمْ لِفُرُوجِهِمْ حَـٰفِظُونَ
ผู้ที่รักษาพรหมจรรย์
إِلَّا عَلَىٰٓ أَزْوَٰجِهِمْ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَـٰنُهُمْ فَإِنَّهُمْ غَيْرُ مَلُومِينَ
เว้นแต่กับภรรยาของตนหรือหญิงที่ตนครอบครองอยู่ พวกเขาก็พ้นจากความผิด
فَمَنِ ٱبْتَغَىٰ وَرَآءَ ذَٰلِكَ فَأُو۟لَـٰٓئِكَ هُمُ ٱلْعَادُونَ
แต่ผู้ใดแสวงหาสิ่งอื่นนอกเหนือจากนั้น พวกเขาก็เป็นผู้ละเมิด
وَٱلَّذِينَ هُمْ لِأَمَـٰنَـٰتِهِمْ وَعَهْدِهِمْ رَٰعُونَ
(ผู้ศรัทธาที่ประสบความสำเร็จยังรวมถึง) ผู้ที่ซื่อสัตย์ต่อความไว้วางใจ
และพันธสัญญาของตน
وَٱلَّذِينَ هُمْ عَلَىٰ صَلَوَٰتِهِمْ يُحَافِظُونَ
และผู้ที่ปฏิบัติละหมาดอย่างถูกต้อง
أُو۟لَـٰٓئِكَ هُمُ ٱلْوَٰرِثُونَ
พวกเขาเหล่านี้แหละที่จะได้รับรางวัล
ٱلَّذِينَ يَرِثُونَ ٱلْفِرْدَوْسَ هُمْ فِيهَا خَـٰلِدُونَ
สวรรค์เป็นของพวกเขา พวกเขาจะอยู่ที่นั่นตลอดไป
นี่คือคำอธิบายของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงเพราะศรัทธาของพวกเขาเท่านั้น แต่เพราะพวกเขายังทำหน้าที่รับผิดชอบในโลกนี้ให้ครบถ้วนด้วย
เรามักลืมไปว่าพันธะของเราไม่ได้มีแค่หน้าที่รับผิดชอบภายนอกเท่านั้น กุรอานเตือนเราถึงหน้าที่รับผิดชอบภายในของเราด้วยเช่นกัน: ซูเราะฮฺ อัช-ชัมสฺ 91:9-10
قَدْ أَفْلَحَ مَن زَكَّىٰهَا. وَقَدْ خَابَ مَن دَسَّىٰهَا
แน่นอน ผู้ขัดเกลาชีวิตย่อมได้รับความสำเร็จ
และแน่นอน ผู้หมกมุ่นมัน (ด้วยการทำชั่ว) ย่อมล้มเหลว
เราต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อความสำเร็จในโลกนี้ เพราะนี่คือสถานที่ที่เราจะเก็บเกี่ยวผลบุญเพื่อรับรางวัลอันเป็นนิรันดร์ในโลกหน้า ดังคำกล่าวอันลึกซึ้งของอิหม่ามฆอซาลี ในหนังสืออิฮยาอ์ อุลูมุด-ดิน ว่า
الدُّنْيَا مَزْرَعَةُ الآخِرَة
“โลกนี้ (ดุนยา) เป็นสถานที่ที่เราจะเก็บเกี่ยวผลบุญเพื่อโลกหน้า (อาคิเราะฮ์)”
ในฐานะมุสลิม เราเชื่อว่าอัลลอฮฺได้ทรงกำหนดชะตาชีวิตของเราในโลกนี้ด้วยความปรีชาญาณ และพระเมตตาของพระองค์ รวมทั้งกำหนดเวลาชีวิตส่วนตัวของเราด้วย สิ่งสำคัญคือเราไม่ควรปล่อยให้ทุกความท้าทายที่เราเผชิญอยู่มาทำให้เราสิ้นหวัง จงมีความศรัทธาและจงขอพรต่อไปเพื่อสิ่งที่ดีที่สุด ทั้งสิ่งที่เราทราบ และที่เราอาจไม่ทราบ
ความสุขมีนิยามมากมาย ความสุขที่แท้จริงถูกกล่าวถึงในกุรอาน กุรอานมีคำศัพท์หลายคำที่สื่อถึงความสุข แต่ละคำมีความหมายและความสำคัญที่แตกต่างกัน
ซูเราะฮฺฮูด 11:105-108 ว่า
يَوْمَ يَأْتِ لَا تَكَلَّمُ نَفْسٌ إِلَّا بِإِذْنِهِۦ ۚ فَمِنْهُمْ شَقِىٌّۭ وَسَعِيدٌۭ
วันที่เมื่อมันมาถึงไม่มีชีวิตใดจะพูดได้เว้นแต่โดยอนุมัติของพระองค์
ดังนั้น ในหมู่พวกเขาจะมีผู้เป็นทุกข์และผู้เป็นสุข
فَأَمَّا ٱلَّذِينَ شَقُوا۟ فَفِى ٱلنَّارِ لَهُمْ فِيهَا زَفِيرٌۭ وَشَهِيقٌ
ดังนั้น สำหรับบรรดาผู้ที่มีทุกข์ก็จะอยู่ในนรก สำหรับพวกเขาที่อยู่ในนั้นคือ การถอนหายใจและการสะอื้น
خَـٰلِدِينَ فِيهَا مَا دَامَتِ ٱلسَّمَـٰوَٰتُ وَٱلْأَرْضُ إِلَّا مَا شَآءَ رَبُّكَ ۚ إِنَّ رَبَّكَ فَعَّالٌۭ لِّمَا يُرِيدُ
พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ตราบเท่าที่ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินยืนยง
เว้นแต่ที่พระเจ้าของเจ้าทรงประสงค์
แท้จริงพระเจ้าของเจ้าเป็นผู้กระทำโดยเด็ดขาดตามที่พระองค์ทรงประสงค์
وَأَمَّا ٱلَّذِينَ سُعِدُوا۟ فَفِى ٱلْجَنَّةِ خَـٰلِدِينَ فِيهَا مَا دَامَتِ ٱلسَّمَـٰوَٰتُ وَٱلْأَرْضُ
إِلَّا مَا شَآءَ رَبُّكَ ۖ عَطَآءً غَيْرَ مَجْذُوذٍۢ
และสำหรับบรรดาผู้เป็นสุขก็จะอยู่ในสวนสวรรค์ พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลตราบเท่าที่ชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินยืนยง เว้นแต่ที่พระเจ้าของของเจ้า ทรงประสงค์ เป็นการประทานให้โดยปราศจากการตัดทอน
ความสุขในความหมายนี้ หมายถึงสภาวะที่คงอยู่ถาวร ไม่ใช่ความปีติยินดีหรือมีความสุขแบบชั่วคราว แต่มันเป็นสิ่งที่คงอยู่ตลอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ที่อยู่

25 มัสยิดฮารูณ
Bangkok
10500

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
อังคาร 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
พุธ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00
18:00 - 19:00

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Haroon Mosque มัสยิดฮารูณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท