21/08/2026
คุตบะฮฺมัสยิดฮารูณ
ท่านพี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ
วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569
ความชอบธรรมต้องอาศัยการปกครองด้วยกฎหมายของพระเจ้า และความยุติธรรมอย่างแท้จริง อัลลอฮฺ سُبْحَانَهُۥ وَتَعَالَىٰ ทรงปกป้องค้ำจุนรัฐที่ไม่ใช่มุสลิมที่มีความยุติธรรม แต่ไม่ทรงค้ำจุนรัฐมุสลิมที่ไม่มีความยุติธรรม
ตัวอย่างของความยุติธรรมในยุคของท่านนบี صلى الله عليه وسلم ซึ่งท่านอุซามะฮฺ บินเซด رضي الله عنه ได้พยายามที่จะมาขอร้องท่านนบี ให้ละเว้นการลงโทษผู้หญิงจากตระกูล มัคซูม ซึงเป็นตระกูลที่มีเกียรติ ซึ่งนางได้ขโมยของและโทษของนางคือ การตัดมือ แต่ด้วยกับการที่ผู้หญิงคนนี้เป็นหญิงที่อยู่ในตระกูลที่สูงส่งมีฐานะทางสังคม เป็นเหตุให้ท่านอุซามะฮฺ พยายามที่จะช่วยนางให้รอดพ้นจากการลงโทษตัดมือ จนกระทั่งทำให้ท่านนบี صلى الله عليه وسلم โกรธ และท่านได้เทศนาต่อหน้าประชาชน ท่านได้แสดงออกถึงแนวทางของอิสลามในการสร้างความยุติธรรม โดยเนื้อหาบางส่วนของการเทศนาของท่านนบี صلى الله عليه وسلم มีดังต่อไปนี้
“แท้จริงบรรดากลุ่มคนที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า ได้ประสบความหายนะแล้ว ก็เนื่องจากได้เกิดขึ้นในหมู่พวกเขาเมื่อคนที่มีเกียรติ (ตระกูลดี) ได้ขโมย พวกเขาก็ละเลยแก่เขา (ในการลงโทษ) และหากว่าคนอ่อนแอ (ยากจน) ได้ขโมยพวกเขาก็ได้ลงโทษแก่เขา ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ หากฟาติมะฮฺลูกสาวของมุฮัมหมัดได้ลักขโมย แน่นอนฉันจะตัดมือของนาง”
(บันทึกโดยอิมาม บุคอรีย์ และ มุสลิม)
ข้อความต่อจากนี้ พบได้ในงานเขียนของอิบนุ ตัยมิยะฮฺ ซึ่งท่านเขียนไว้ว่า “แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือรัฐที่มีความเที่ยงธรรม แม้ว่าจะเป็นรัฐที่ไม่ใช่ผู้ศรัทธาก็ตาม และพระองค์จะไม่ทรงช่วยเหลือรัฐที่กดขี่ แม้ว่าจะเป็นรัฐของมุสลิมก็ตาม”
ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 5:8
يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ كُونُوا۟ قَوَّٰمِينَ لِلَّهِ شُهَدَآءَ بِٱلْقِسْطِ ۖ
“ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม
وَلَا يَجْرِمَنَّكُمْ شَنَـَٔانُ قَوْمٍ عَلَىٰٓ أَلَّا تَعْدِلُوا۟ ۚ ٱعْدِلُوا۟ هُوَ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَىٰ ۖ
และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม
จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า
وَٱتَّقُوا۟ ٱللَّهَ ۚ إِنَّ ٱللَّهَ خَبِيرٌۢ بِمَا تَعْمَلُونَ
และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด
แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน”
เมื่อมุสลิมละทิ้งคำสั่งของอัลลอฮฺและร่อซูล สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาก็คือการขาดซึ่งการปกป้องดูแลจากอัลลอฮฺ سُبْحَانَهُۥ وَتَعَالَىٰ เกิดอะไรขึ้น
ในศตวรรษที่ 13 ตาม ค.ศ. เริ่มมีการรุกรานเอเชียกลาง และเปอร์เซียของเจงกิสข่านระหว่างปี ค.ศ. 1219 ถึง 1221 และสิ้นสุดลงด้วยการปล้นสะดมกรุงแบกแดดอย่างยับเยินของฮูลากูข่านในปี ค.ศ. 1258 (ฮ.ศ. 679) พ.ศ. 1801 (768 ปีก่อน)
ชาวมองโกลได้ก่อให้เกิดความเสียหายมากมายแก่โลกอิสลาม มากเสียจนบางครั้งมีการใช้คำว่า "หายนะ" เพื่ออธิบายความเสียหายเหล่านั้น ภายใต้การปกครองของมองเกข่าน เขาได้ส่งฮูลากูข่านผู้เป็นน้องชายไปพิชิตเปอร์เซีย ซีเรีย อียิปต์ และทำลายรัฐคอลีฟะฮฺอับบาซิด เพื่อสถาปนารัฐ อิลข่านแห่งเปอร์เซีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของราชวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งต่อมาคืออิหร่านในปัจจุบัน ในการล้อมเมืองแบกแดดในปี ค.ศ. 1258 เขาได้ปล้นสะดมและเผาทำลายวัฒนธรรมอิสลามอันรุ่งเรืองในเวลานั้น และผลักดันอารยะธรรมอิสลามเข้าสู่ยุคมืด แต่จากเถ้าถ่านแห่งความพินาศนี้ได้ก่อให้เกิดการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในจักรวรรดิมองโกลทั้งหมด ยกเว้นจีน และมองโกเลีย เราจะเห็นว่า อัลลอฮฺ سُبْحَانَهُۥ وَتَعَالَىٰ มีวิธีการของพระองค์เอง หากเราไม่เปลี่ยนแปลงตัวเราเอง พระองค์จะทรงแทนที่เราด้วยผู้คนกลุ่มอื่น ซูเราะฮฺมุฮัมมัด 47:38
وَإِن تَتَوَلَّوْا۟ يَسْتَبْدِلْ قَوْمًا غَيْرَكُمْ ثُمَّ لَا يَكُونُوٓا۟ أَمْثَـٰلَكُم
และถ้าพวกเจ้าผินหลังออก พระองค์ก็จะทรงเปลี่ยนหมู่ชนอื่นแทนพวกเจ้า
แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะไม่เป็นเช่นพวกเจ้า
ความยุติธรรมมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่าน และการเข้ารับศาสนาอิสลามของชาวมองโกล จากผู้รุกรานที่ทำลายล้างดินแดนอิสลาม สู่การเป็นผู้ปกป้องและเผยแผ่ศาสนาในเวลาต่อมา พวกเขามีความประทับใจในหลักคำสอนเรื่องความยุติธรรม กฎหมาย และความเสมอภาคในอิสลาม จริยธรรมของผู้ปกครอง และนักปราชญ์มุสลิมในสมัยนั้น กลายเป็นแรงดึงดูดใจสำคัญที่ทำให้ชนเผ่ามองโกลหันมานับถือศาสนาอิสลาม กฎหมายอิสลาม (ชะรีอะฮฺ) มีระบบระเบียบที่ชัดเจนในการจัดการปกครอง ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งช่วยให้ผู้นำมองโกลสามารถสร้างเสถียรภาพและความสงบสุขในอาณาจักรขนาดใหญ่ได้ดีกว่ากฎจารึกดั้งเดิมที่พึ่งพาแค่พละกำลัง
ซูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ 5:54
يَـٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوا۟ مَن يَرْتَدَّ مِنكُمْ عَن دِينِهِۦ
ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ผู้ใดในหมู่พวกเจ้ากลับออกจากศาสนาของพวกเขาไป
فَسَوْفَ يَأْتِى ٱللَّهُ بِقَوْمٍ يُحِبُّهُمْ وَيُحِبُّونَهُۥٓ
อัลลอฮฺก็จะทรงนำมาซึ่งพวกหนึ่ง ที่พระองค์ทรงรักพวกเขาและพวกเขาก็รักพระองค์
أَذِلَّةٍ عَلَى ٱلْمُؤْمِنِينَ أَعِزَّةٍ عَلَى ٱلْكَـٰفِرِينَ
เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อบรรดามุมิน ไว้เกียรติแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา
يُجَـٰهِدُونَ فِى سَبِيلِ ٱللَّهِ وَلَا يَخَافُونَ لَوْمَةَ لَآئِمٍ ۚ
พวกเขาจะเสียสละและต่อสู้ในทางของอัลลอฮฺ และไม่กลัวการตำหนิของผู้ตำหนิคนใด
การที่ชาวมองโกลได้สัมผัสกับวัฒนธรรมมุสลิมในเมืองใหญ่ เช่น แบกแดด เปอร์เซีย และเอเชียกลาง ทำให้พวกเขาเห็นว่าหลักคุณธรรม ความซื่อสัตย์ และความยุติธรรมของนักปราชญ์หรือพ่อค้ามุสลิมนั้นน่าเชื่อถือ กรณีของ เบอร์เก ข่าน (Berke Khan) แห่งโกลเดนฮอร์ด ที่รู้สึกโกรธแค้นและไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่โหดร้ายเกินขอบเขตของฮูลากู ข่าน (Hulagu Khan) ในการทำลายกรุงแบกแดดเมื่อปี ค.ศ. 1258 ทำให้เขาประกาศตัวเป็นมุสลิม และหันมาต่อต้านความ อยุติธรรม
กาซาน ข่าน (Ghazan Khan) เป็นผู้นำมองโกลคนแรกในสายอิลคาเนทที่ประกาศตนเข้ารับอิสลามในปี ค.ศ. 1295 โดยใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรม และคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนในเปอร์เซียหลังยุคสงครามทำลายล้างโกลเดนฮอร์ด (Golden Horde): อุซเบก ข่าน (Öz-beg Khan) ได้ประกาศให้อิสลามเป็นศาสนาประจำรัฐในปี ค.ศ. 1313 พ.ศ.1856 ตรงกับประมาณ ฮ.ศ. 734 และส่งเสริมให้สังคมยึดมั่นในความยุติธรรม ตามหลักศาสนาอิสลามอย่างจริงจัง
เราจะเห็นว่าเหตุการณ์ที่กล่าวถึงนี้ผ่านมา 713 ปีแล้ว ถ้าเราไม่สามารถผดุงความยุติธรรมในวันนี้ได้ แสดงว่า เรากำลังล้าหลังกว่าบุคคลเหล่านี้ถึงเกือบ 1000 ปีเลยทีเดียว
(น่ะอูซุบิ่ลลาฮิมินซาลิก - "เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากสิ่งนั้น" )