มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ บ้านครัว

มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ บ้านครัว FB Page ยามีอุลค็อยรียะห์ ศูนย์รวมแห่งการเรียนรู้ กิจกรรมของลูกหลานกองอาสาจาม มัสยิดและชุมชนบ้านครัว

 #ชาวชุมชนบ้านครัว_ขอขอบคุณ 💚 การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นที่โรงพยาบาลเสมอไป… แต่อาจเริ่มต้นจาก “ชุมชน”เมื่อศาสตร์ด...
24/08/2026

#ชาวชุมชนบ้านครัว_ขอขอบคุณ
💚 การดูแลสุขภาพที่ดี ไม่ได้เริ่มต้นที่โรงพยาบาลเสมอไป… แต่อาจเริ่มต้นจาก “ชุมชน”

เมื่อศาสตร์ด้านสุขภาพหลากหลายสาขามารวมพลังกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการตรวจสุขภาพ แต่คือการได้เข้าไป “ดูแลและคัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพ” คนในชุมชนอย่างรอบด้าน ทั้งกายและใจ 🤍

📍 โครงการสหเวชศาสตร์เสริมสร้างสุขภาพชุมชนบ้านครัวแบบบูรณาการและยั่งยืน
จัดขึ้นโดย คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร. อนงค์ ตันติสุวัฒน์ รองคณบดีด้านวิชาการและการศึกษา เทคโนโลยีสารสนเทศ ประชาสัมพันธ์และภาพลักษณ์องค์กร เป็นหัวหน้าโครงการ

✨ ผสานพลัง 4 สาขา สู่การดูแลสุขภาพชุมชนแบบองค์รวม

🧑‍⚕️ สาขากายภาพบำบัด
🧑‍⚕️ สาขาเทคนิคการแพทย์
🧑‍⚕️ สาขาโภชนาการและการกำหนดอาหาร
🧑‍⚕️ สาขารังสีเทคนิคและฟิสิกส์ทางการแพทย์

และยังเกิดจากความร่วมมือกับ
👩‍⚕️ คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
🧠 คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ร่วมกันนำองค์ความรู้และบริการด้านสุขภาพลงสู่ "ชุมชนบ้านครัว" ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการตรวจคัดกรองสุขภาพ การประเมินสมรรถภาพร่างกาย การดูแลสุขภาพ ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาวะด้านจิตใจ

🌟 และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้

คณะสหเวชศาสตร์ได้เปิดตัว “สหเวช เรนเจอร์”*🦸‍♀️

มาสคอตใหม่ประจำคณะทั้ง 4 ตัว ที่เป็นตัวแทนของ 4 สาขาวิชาชีพ ถ่ายทอดอัตลักษณ์ของแต่ละสาขาที่เป็นมิตรกับทุกคน

จาก 4 สาขาวิชาชีพ สู่ สหเวช เรนเจอร์ → พลังเดียวกันในการสร้างสุขภาพให้กับผู้คน 💜

พร้อมได้รับความอนุเคราะห์จาก สถาบันพระปกเกล้า (สสสส. 15) ในการสนับสนุนอาหารสำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้

🤝 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ ขอขอบคุณ อิหม่ามประจำมัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ และ ทีม อสส. ชุมชนบ้านครัว ที่ให้ความร่วมมือและช่วยประสานงานกับคนในชุมชนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมและตรวจคัดกรองสุขภาพในครั้งนี้

ความร่วมมือจากคนในพื้นที่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้การนำองค์ความรู้ด้านสุขภาพจากมหาวิทยาลัย เดินทางไปถึงผู้คนและเกิดประโยชน์กับชุมชนได้อย่างแท้จริง 🤍

โครงการนี้จัดขึ้นเมื่อ
🗓️ วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569
⏰ เวลา 08.00–12.00 น.
📍 สุเหร่ากองอาสาจาม (มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์) ชุมชนบ้านครัว

📸 มาชมภาพบรรยากาศจากกิจกรรมในครั้งนี้กันค่ะ
ทั้งรอยยิ้มของคนในชุมชน การทำงานของทีมสหเวชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และจิตวิทยา 💚

#คณะสหเวชศาสตร์จุฬาฯ

#สหเวชศาสตร์
#สหเวชเรนเจอร์
#สุขภาพที่ดีเริ่มต้นที่ชุมชน
#บ้านครัว
#สุขภาพชุมชน
#สุขภาพแบบบูรณาการ

#บ้านครัว #ชุมชนบ้านครัว #มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์

24/08/2026

#มัสยิดสร้างคน: ถอดบทเรียนการศึกษาในชุมชนมุสลิม

เมื่อกล่าวถึงมัสยิด ภาพแรกที่ผู้คนส่วนใหญ่นึกถึง คือสถานที่ประกอบศาสนกิจ เป็นอาคารที่มีโดมและหอคอยซึ่งใช้สำหรับการละหมาด แต่หากเราศึกษาย้อนกลับไปยังยุคของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮ์อะลัยฮิวะซัลลัม เราจะพบความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้นมาก มัสยิดอัลนะบะวีย์ในนครมะดีนะฮ์นั้น มิได้เป็นเพียงสถานที่นมัสการพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังเป็นศูนย์กลางชีวิตชุมชนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมวางแผน การพิจารณาคดีความ และที่สำคัญที่สุดคือการถ่ายทอดความรู้จากท่านนบีสู่เหล่าสาวก

ความเข้าใจเช่นนี้ สะท้อนหลักคิดสำคัญของอิสลามที่ไม่แยกขาด ระหว่างมิติทางศาสนาและมิติทางโลก เพราะทั้งสองส่วน ล้วนเป็นเครื่องมือนำพามนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ในฐานะผู้แทนของพระเจ้าบนแผ่นดิน มัสยิดจึงเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการหล่อหลอมมนุษย์ให้เป็นทั้งผู้ศรัทธาที่มั่นคง และพลเมืองที่มีคุณภาพในเวลาเดียวกัน

เมื่อพิจารณาบทบาททางการศึกษาของมัสยิดในปัจจุบัน เราจะพบระบบการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมทุกช่วงวัยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นจากการปูพื้นฐานฟัรดูอัยน์สำหรับเด็ก อันได้แก่ การอ่านอัลกุรอานและหลักการละหมาดพื้นฐาน ซึ่งเป็นรากฐานที่หล่อเลี้ยงอัตลักษณ์ความเป็นมุสลิมให้สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ต่อยอดด้วยการจัดค่ายพัฒนาเยาวชนในช่วงปิดภาคเรียน ซึ่งมิได้มุ่งเน้นเพียงเนื้อหาศาสนา แต่ยังสอดแทรกทักษะชีวิตและภาวะผู้นำ ทำให้เวลาว่างของเยาวชน กลายเป็นโอกาสแห่งการเรียนรู้แทนที่จะเป็นช่องว่างสู่พฤติกรรมเสี่ยง

ในระดับที่ลึกขึ้น มัสยิดยังสนับสนุนการศึกษาฟัรดูกิฟายะฮ์ ซึ่งเป็นความรู้เฉพาะทางที่ชุมชนจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญไว้รับใช้สังคม ควบคู่กับการศึกษาระดับซะนะวีย์และการท่องจำอัลกุรอาน กระบวนการเหล่านี้บ่มเพาะทั้งความจำ ระเบียบวินัย และจิตใจที่สงบนิ่งให้แก่ผู้เรียน นอกจากนี้ มัสยิดยังทำหน้าที่จัดสรรทุนการศึกษาแก่ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือผู้ศึกษาในสาขาที่ชุมชนต้องการ เช่น ศาสนศาสตร์ แพทยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี สะท้อนการลงทุนที่มองการณ์ไกล เพื่ออนาคตของชุมชนโดยรวม

มิติที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน คือบทบาทของมัสยิดต่อการศึกษาต่อเนื่องสำหรับผู้ใหญ่ ทั้งมุสลิมเดิมที่ยังต้องแสวงหาความรู้ตลอดชีวิต ผ่านวงเรียนและการบรรยายหลังละหมาดหรือหนึ่งสัปดาห์/หนึ่งเดือนต่อครั้ง และมุสลิมใหม่ที่กำลังก้าวเข้าสู่วิถีชีวิตที่แตกต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง มัสยิดในบทบาทนี้เปรียบเสมือนบ้านหลังใหม่ที่เปิดรับด้วยความอบอุ่น พร้อมทั้งเป็นพื้นที่แห่งการเยียวยาจิตใจ และสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้แก่ผู้เริ่มต้นเส้นทางแห่งศรัทธา

กล่าวโดยสรุป มัสยิดมิได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจตามความเข้าใจผิวเผิน แต่เป็นสถาบันการศึกษาที่มีมิติครอบคลุมทุกช่วงวัยและทุกระดับความรู้ บทเรียนสำคัญที่เราถอดได้จากบทบาทนี้คือความเข้าใจว่า การศึกษาที่แท้จริง มิใช่เพียงการถ่ายทอดวิชาความรู้ แต่เป็นกระบวนการหล่อหลอมจิตใจและเชื่อมโยงปัจเจกบุคคลเข้ากับชุมชนอย่างมีความหมาย ซึ่งเป็นแบบอย่างที่สถาบันการศึกษารูปแบบอื่นอาจนำไปพิจารณาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกัน
----------------------------
ผศ.ดร. วิศรุต เลาะวิถี

#มัสยิดสร้างคน
#ถอดบทเรียนการศึกษาในชุมชนมุสลิม
#วิศรุตมุร้อดเลาะวิถี

23/08/2026

🪟🎏 ศาลาไม้สักเก่าแก่ ริมคลองแสนแสบ ชุมชนกองอาสาจาม สุเหร่าบ้านครัว "มัสยิดยามีอุลค็อยรียะฮ์" 🏡🌿

#มัสยิดบ้านครัว
#มัสยิดยามีอุลค็อยรียะฮ์
#สุเหร่าบ้านครัว
#ชุมชนบ้านครัว

  วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569                          ( 7 รอบีอุลเอาวัล 1448 )                         คุตบะห์ - ละหมาด...
21/08/2026

วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569
( 7 รอบีอุลเอาวัล 1448 )
คุตบะห์ - ละหมาดญุมุอะห์
ณ มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ บ้านครัว
#สุเหร่ากองอาสาจาม 🕌

 #อามั้ลวันศุกร์: แนวทางการปฏิบัติศาสนกิจในวันอันประเสริฐตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯวันศุกร์ ถือเป็นวันที่มีความ...
21/08/2026

#อามั้ลวันศุกร์: แนวทางการปฏิบัติศาสนกิจในวันอันประเสริฐตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลฯ

วันศุกร์ ถือเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในหลักการอิสลาม เนื่องจากเป็นวันที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานความประเสริฐและความจำเริญไว้เป็นพิเศษ แตกต่างจากวันอื่น ๆ ในสัปดาห์ การปฏิบัติศาสนกิจในวันศุกร์ จึงมีลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน และมีที่มาจากซุนนะฮ์ของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งมุสลิมพึงยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ได้รับผลบุญอันสมบูรณ์

ขั้นแรกของการปฏิบัติศาสนกิจในวันศุกร์ คือการอาบน้ำซุนนะฮ์ (Ghusl) ซึ่งมีวิธีการเช่นเดียวกับการอาบน้ำละหมาดฟัรฏู อันเป็นการชำระร่างกายให้สะอาดบริสุทธิ์ ทั้งกายและใจก่อนเข้าสู่พิธีกรรมทางศาสนา ต่อจากนั้น คือการเตรียมตัวด้วยการตัดเล็บและขลิบหนวด อันเป็นแบบฉบับของความสะอาดเรียบร้อยที่อิสลามให้ความสำคัญ รวมถึงการพรมน้ำหอมและแต่งกายให้เรียบร้อยงามสง่า เพื่อแสดงออกถึงความให้เกียรติต่อสถานที่ประกอบศาสนกิจและต่อผู้ร่วมนมัสการ

การอ่านซูเราะฮ์อัลกะฮ์ฟ (Surah Al-Kahf) เป็นอามั้ลที่มีความสำคัญเป็นพิเศษในวันศุกร์ โดยมีหะดีษระบุว่า “ผู้ที่อ่านซูเราะฮ์นี้ จะได้รับรัศมีคุ้มครองระหว่างช่วงเวลาของวันศุกร์สองสัปดาห์” ถือเป็นการรำลึกถึงบทเรียนแห่งความศรัทธา และความอดทนที่แทรกอยู่ในเนื้อหาของซูเราะฮ์ดังกล่าว จากนั้นมุสลิมพึงเดินทางไปยังมัสยิดโดยเร็วที่สุด เนื่องจากการไปถึงก่อนเวลา ถือเป็นการแสวงหาผลบุญที่เพิ่มพูนตามลำดับผู้มาถึงก่อน เมื่อถึงมัสยิดแล้ว การละหมาดตะฮียะตุลมัสยิดสองร็อกอะฮ์ก่อนนั่งลง ถือเป็นแบบฉบับที่ต้องปฏิบัติ เพื่อให้เกียรติแก่สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์

เมื่อคุฏบะฮ์ (การเทศนา) เริ่มขึ้น มุสลิมพึงสงบนิ่ง ไม่พูดคุยหรือแม้แต่ทักทายผู้อื่น เพราะการรักษาความสงบขณะฟังคุฏบะฮ์ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของผลบุญที่ได้รับ นอกจากนี้ ยังมีข้อแนะนำเรื่องการเปลี่ยนที่นั่ง หากเกิดความรู้สึกง่วงนอน เพื่อรักษาสมาธิและความตั้งใจในการประกอบศาสนกิจให้คงอยู่ตลอดพิธี

ในช่วงเวลาระหว่างวัน มุสลิมพึงรำลึกถึงอัลลอฮ์ (ซิกรุลลอฮ์) ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อันเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณกับพระผู้เป็นเจ้า และท้ายที่สุด คือการขอดุอาอ์ในช่วงเวลาที่เรียกว่า "มุสตะญาบ" ซึ่งอยู่ก่อนเวลามัฆริบเล็กน้อย เชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่คำขอวิงวอน มีโอกาสได้รับการตอบรับสูงที่สุด

โดยสรุปแล้ว อามั้ลทั้งสิบขั้นตอนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นระบบและองค์รวมของศาสนกิจในวันศุกร์ ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติทางกายภาพ จิตใจ และสังคม อันเป็นแบบอย่างที่มุสลิมพึงศึกษาและนำไปปฏิบัติเพื่อเสริมสร้างศาสนกิจให้สมบูรณ์ตามครรลองแห่งซุนนะฮ์อย่างแท้จริง
--------------------------
ผศ.ดร. วิศรุต เลาะวิถี

#อามั้ลวันศุกร์
#แนวทางการปฏิบัติศาสนกิจในวันอันประเสริฐ
#ตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัดศ็อลฯ
#วิศรุตมุร้อดเลาะวิถี

  พฤ.20 ส.ค.69 "โครงการจัดเลี้ยงทุกวันพฤหัสบดีค่ำลง(คืนวันศุกร์)ด้วยดุอา" ให้กับนักเรียน และครู ประจำศูนย์อบรมศาสนาฯ  เว...
20/08/2026

พฤ.20 ส.ค.69 "โครงการจัดเลี้ยงทุกวันพฤหัสบดีค่ำลง(คืนวันศุกร์)ด้วยดุอา" ให้กับนักเรียน และครู ประจำศูนย์อบรมศาสนาฯ เวลา 19.30 น.

❤️ขอขอบคุณ ผู้ใหญ่ใจดีจัดเลี้ยงอาหารให้กับเด็กนักเรียน - คณะครู - และนักศึกษาผู้ใหญ่
🤲ขออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตอบแทนความดีงาม มีอีหม่านที่มั่นคง ประทานความสุข ความจำเริญ ได้รับริซกีที่เพิ่มพูน และมีสุขภาพแข็งแรง อามีน

#ศูนย์อบรมศาสนาอิสลามและจริยธรรม
#มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์_บ้านครัว
#สุเหร่ากองอาสาจาม 🕌

 #ศิลปะแห่งคุฏบะฮ์ญุมอะฮ์: การพัฒนาบุคลิกภาพ สาระ และทักษะการนำเสนอคุฏบะฮ์ญุมอะฮ์ หรือการแสดงธรรมในวันศุกร์ ถือเป็นศาสนก...
20/08/2026

#ศิลปะแห่งคุฏบะฮ์ญุมอะฮ์: การพัฒนาบุคลิกภาพ สาระ และทักษะการนำเสนอ

คุฏบะฮ์ญุมอะฮ์ หรือการแสดงธรรมในวันศุกร์ ถือเป็นศาสนกิจที่มีความสำคัญยิ่งในวิถีชีวิตของมุสลิม นอกเหนือจากการเป็นองค์ประกอบบังคับที่ทำให้การละหมาดวันศุกร์สมบูรณ์แล้ว คุฏบะฮ์ยังเป็นกลไกหลักในการให้การศึกษา ขัดเกลาจิตใจ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามหลักการอิสลาม อย่างไรก็ตาม การที่ “คุฏบะฮ์” จะสามารถบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ ผู้แสดงธรรมหรือ "คอเต็บ" จำเป็นต้องผสานศาสตร์ทางวิชาการศาสนาเข้ากับ "ศิลปะแห่งการสื่อสาร" อย่างลงตัว องค์ประกอบสำคัญที่ คอเต็บต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพนั้น ประกอบด้วยสามมิติหลัก ได้แก่ บุคลิกภาพ สาระเนื้อหา และทักษะการนำเสนอ

บุคลิกภาพของคอเต็บ คือสารแรกที่ถูกส่งถึงผู้ฟังก่อนที่การเปล่งเสียงจะเริ่มต้นขึ้น ในทฤษฎีการสื่อสาร ความน่าเชื่อถือของผู้พูด (Source Credibility) มีผลอย่างยิ่งต่อการเปิดใจรับฟังของผู้รับสาร คอเต็บจึงต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อม ทั้งมิติภายนอกและภายใน บุคลิกภาพภายนอกครอบคลุมถึงการแต่งกายที่สุภาพ สะอาดสะอ้าน เป็นไปตามแบบฉบับของศาสนทูต (ซุนนะฮ์) ตลอดจนการมีท่วงท่าที่สำรวม มั่นคง และสง่างามเมื่ออยู่บนมิมบัร (แท่นแสดงธรรม)

ในขณะเดียวกัน บุคลิกภาพภายใน คือความบริสุทธิ์ใจ (อิคลาส) ความยำเกรง และความเมตตาที่มีต่อผู้ฟัง เมื่อคอเต็บมีความจริงใจในการตักเตือนและปรารถนาดีต่อสังคม ภาพลักษณ์ที่สะท้อนออกมาจะเต็มไปด้วยความน่าไว้วางใจ ซึ่งช่วยลดกำแพงในใจของผู้ฟัง และทำให้การสื่อสารธรรมมีพลังทะลุทะลวงเข้าสู่จิตใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สาระเนื้อหา คือแก่นกลางของการคุฏบะฮ์ คอต็บที่มีประสิทธิภาพต้องมีความสามารถในการแปลงข้อมูลทางวิชาการศาสนาที่ลึกซึ้ง ให้กลายเป็นเนื้อหาที่ย่อยง่าย และเชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ การคัดสรรหัวข้อควรสอดคล้องกับบริบท สภาพปัญหา หรือเหตุการณ์ปัจจุบันที่สังคมกำลังเผชิญ โดยต้องมีรากฐานที่อ้างอิงได้อย่างถูกต้องจากอัลกุรอานและอัสซุนนะฮ์

ในทางวิชาการ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (Audience Analysis) ถือเป็นสิ่งจำเป็น คอเต็บต้องตระหนักว่า ในมัสยิดประกอบด้วยผู้คนหลากหลายวัย ระดับการศึกษา และอาชีพ การใช้ภาษา จึงควรมีความสละสลวยแต่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงศัพท์เฉพาะทางที่ซับซ้อนโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ การจัดระเบียบเนื้อหาต้องเป็นลำดับขั้น มีการเกริ่นนำเพื่อดึงดูดความสนใจ มีส่วนเนื้อหาที่อธิบายหลักการพร้อมตัวอย่างที่ชัดเจน และมีส่วนสรุปที่มอบข้อคิดหรือแนวทางปฏิบัติ (Call to Action) ให้ผู้ฟังสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

แม้เนื้อหาจะถูกจัดเตรียมมาอย่างดีเยี่ยมเพียงใด แต่หากขาดทักษะการนำเสนอที่เหมาะสม สารนั้นก็อาจไปไม่ถึงเป้าหมาย ทักษะการนำเสนอในบริบทของคุฏบะฮ์ครอบคลุมถึงการใช้ระดับเสียง (Vocal Variety) การเว้นจังหวะหายใจ และภาษาท่าทางที่พอเหมาะ คอเต็บควรหลีกเลี่ยงการก้มหน้าอ่านเอกสารด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ (Monotone) เพราะจะทำให้ผู้ฟังเกิดความเหนื่อยล้าและสูญเสียสมาธิได้ง่าย

การเน้นเสียงในจังหวะที่ต้องการย้ำเตือนความสำคัญ การลดระดับเสียงเมื่อต้องการสร้างบรรยากาศแห่งการใคร่ครวญ และการกวาดสายตา (Eye Contact) เพื่อสื่อสารกับกลุ่มผู้ฟังอย่างทั่วถึง ล้วนเป็นเทคนิคที่ช่วยดึงความสนใจ ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาจดจ่อของผู้ฟัง แต่ยังมีผลทางจิตวิทยาในการกระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตามและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู่ความดีงาม

การยกระดับคุฏบะฮ์ญุมอะฮ์ จึงเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะรอบด้าน การหลอมรวมบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ เนื้อหาที่เปี่ยมด้วยวิทยปัญญา และทักษะการนำเสนอที่มีศิลปะเข้าด้วยกัน จะช่วยให้คุฏบะฮ์ในทุกสัปดาห์ไม่เป็นเพียงพิธีกรรมที่ผ่านพ้นไป แต่เป็นช่วงเวลาอันทรงคุณค่าที่จุดประกายความคิด ปลุกเร้าจิตวิญญาณ และขับเคลื่อนประชาคมมุสลิมไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
-----------------------
ผศ.ดร. วิศรุต เลาะวิถี

#ศิลปะแห่งคุฏบะฮ์ญุมอะฮ์
#การพัฒนาบุคลิกภาพ
#สาระและทักษะการนำเสนอ
#วิศรุตมุร้อดเลาะวิถี

20/08/2026

#อิสลามในญี่ปุ่น: จากชุมชนเล็กสู่การยอมรับที่เพิ่มขึ้น

ญี่ปุ่นมักถูกมองว่า เป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับความขยันหมั่นเพียร ระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศ “ไม่มีศาสนา” อาจไม่ถูกต้องนัก เพราะชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก ยังคงมีความเกี่ยวข้องกับศาสนาชินโตและพุทธศาสนา ผ่านพิธีกรรม ครอบครัว ประเพณี และวิถีชีวิต แม้หลายคนจะไม่ได้ระบุตนเองว่า เคร่งศาสนาหรือสังกัดศาสนาใดอย่างชัดเจนก็ตาม

ภายใต้บริบทของสังคมพหุวัฒนธรรมที่กำลังขยายตัว ศาสนาอิสลามเป็นหนึ่งในศาสนาที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในญี่ปุ่น การเพิ่มขึ้นของประชากรมุสลิมเกิดจากหลายปัจจัย ได้แก่ การย้ายถิ่นฐานเพื่อทำงานหรือศึกษา การแต่งงานระหว่างวัฒนธรรม การเกิดในครอบครัวมุสลิม และการเข้ารับอิสลามของชาวญี่ปุ่นบางส่วนด้วยความเชื่อและความศรัทธา อย่างไรก็ดี การประเมินจำนวนมุสลิมในญี่ปุ่น ควรทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากญี่ปุ่นไม่มีระบบสำมะโนประชากรที่เก็บข้อมูลศาสนาโดยตรง ตัวเลขที่เผยแพร่ จึงเป็นค่าประมาณจากนักวิจัยและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

รายงานและงานศึกษาหลายแหล่งชี้ว่า จำนวนชาวมุสลิมในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการประมาณว่าในราวปี 2010 ญี่ปุ่นมีชาวมุสลิมประมาณ 110,000 คน ขณะที่ในปี 2019 ตัวเลขอาจเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 200,000 คน กลุ่มประชากรดังกล่าว ประกอบด้วย ชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีชาวญี่ปุ่นที่เข้ารับอิสลามจำนวนหลายหมื่นคนเช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนการเติบโตของชุมชนมุสลิมในประเทศได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า อิสลามเป็นศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุดในญี่ปุ่น เนื่องจากขาดฐานข้อมูลระดับชาติที่เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของทุกศาสนาอย่างเป็นระบบ

การขยายตัวของชุมชนมุสลิมปรากฏให้เห็นผ่านจำนวนสถานที่ประกอบศาสนกิจ ร้านอาหารฮาลาล และบริการที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตของมุสลิม งานวิจัยบางชิ้นระบุว่า จำนวนมัสยิดและสถานที่ละหมาดในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นจากเพียงไม่กี่สิบแห่งในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นมากกว่าหนึ่งร้อยแห่งในช่วงต้นทศวรรษ 2020 การเพิ่มขึ้นดังกล่าวสัมพันธ์กับการขยายตัวของแรงงาน นักศึกษา และครอบครัวมุสลิมจากหลายประเทศในเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา รวมถึงความต้องการพื้นที่ทางศาสนาของมุสลิมญี่ปุ่น

มัสยิดโตเกียว หรือ Tokyo Camii ในเขตโยโยงิอุเอฮาระ ใกล้ย่านชิบูยะ เป็นตัวอย่างสำคัญของการอยู่ร่วมกันทางวัฒนธรรม มัสยิดแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันที่โดดเด่น ทั้งโดมและหออะซาน อีกทั้งยังเปิดต้อนรับผู้มาเยือนจากหลากหลายศาสนาและเชื้อชาติ จึงเป็นทั้งสถานที่ประกอบศาสนกิจ ศูนย์กลางการเรียนรู้ และพื้นที่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ผู้มาเยือนจำนวนไม่น้อยเข้าชมสถาปัตยกรรม เข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ หรือเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารฮาลาลและหลักปฏิบัติในศาสนาอิสลาม

หลักการสำคัญประการหนึ่งของอิสลาม คือ การยืนยันคุณค่าความเสมอภาคของมนุษย์ ผู้ศรัทธายืนละหมาดร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกฐานะ เชื้อชาติ หรือสัญชาติ หลักการนี้เป็นรากฐานของการสร้างชุมชนที่เกื้อกูลกัน และเป็นเหตุผลที่ทำให้มัสยิดมีบทบาทมากกว่าสถานที่สักการะ แต่ยังเป็นพื้นที่พบปะ ช่วยเหลือสังคม ให้ความรู้ และส่งเสริมการทำความดีร่วมกัน

ในระดับโลก ศูนย์วิจัย Pew ประเมินว่าปี 2020 มีชาวคริสต์ราว 2.3 พันล้านคน และชาวมุสลิมราว 2.0 พันล้านคน โดยแนวโน้มระยะยาวชี้ว่า ประชากรมุสลิมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากโครงสร้างอายุประชากร และอัตราการเกิดในหลายประเทศ สำหรับญี่ปุ่น แม้ชาวมุสลิมยังเป็นชนกลุ่มน้อย เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ แต่การเติบโตของชุมชนนี้สะท้อนความหลากหลายที่เพิ่มขึ้นของสังคมญี่ปุ่น และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจ ความเคารพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
-------------------------
ผศ.ดร. วิศรุต เลาะวิถี

#อิสลามในญี่ปุ่น
#จากชุมชนเล็กสู่การยอมรับที่เพิ่มขึ้น
#วิศรุตมุร้อดเลาะวิถี

19/08/2026

#ประสานความต่างเพื่อสร้างความเข้าใจ: วิถีการอยู่ร่วมกันของเยาวชนมุสลิม

สังคมร่วมสมัย เป็นสังคมที่ผู้คนมีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และวิถีชีวิต ความแตกต่างดังกล่าว มิใช่อุปสรรคโดยตัวของมันเอง หากแต่จะกลายเป็นปัญหา เมื่อผู้คนขาดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน สำหรับเยาวชนมุสลิม การดำเนินชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรม จึงมิได้หมายถึงเพียงการรักษาหลักปฏิบัติทางศาสนาของตนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเป็นสมาชิกของสังคมที่มีความรับผิดชอบ เปิดใจเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศแห่งสันติภาพ

หลักคำสอนของอิสลามให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีของมนุษย์ ความยุติธรรม ความเมตตา และการทำความรู้จักกันระหว่างผู้คนที่แตกต่างกัน ความหลากหลายจึงสามารถมองได้ว่า เป็นโอกาสในการเรียนรู้ มิใช่เหตุผลของการแบ่งแยก เยาวชนมุสลิมจึงควรพัฒนาความเข้าใจต่อหลักการของตนอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการเคารพสิทธิ เสรีภาพ และความเชื่อของผู้อื่น การยืนหยัดในอัตลักษณ์ทางศาสนา และการเปิดรับความแตกต่างสามารถดำเนินไปพร้อมกันได้ หากตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์

การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ เริ่มต้นจากการรู้จักและเข้าใจตนเอง เยาวชนมุสลิมควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหลักศรัทธา หลักปฏิบัติ และคุณค่าทางจริยธรรมของอิสลามอย่างเพียงพอ เพื่อให้สามารถอธิบายการดำเนินชีวิตของตนได้อย่างสุภาพและมั่นใจ เช่น การละหมาด การรับประทานอาหารฮาลาล การแต่งกายสุภาพ หรือการหลีกเลี่ยงสิ่งต้องห้ามบางประการ เมื่อเข้าใจเหตุผลของหลักปฏิบัติเหล่านี้อย่างแท้จริง เยาวชนจะไม่รู้สึกว่า ตนเองถูกแปลกแยกจากสังคม แต่สามารถสื่อสารตัวตนของตนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม การธำรงอัตลักษณ์ มิได้หมายถึง การยกตนเหนือผู้อื่น หรือการปฏิเสธทุกสิ่งที่แตกต่างจากความคุ้นเคยของตน การยึดมั่นในหลักการควรดำเนินควบคู่กับความอ่อนน้อมถ่อมตน การรับฟัง และการใช้ปัญญาในการพิจารณาสถานการณ์ การแสดงออกทางศาสนาที่เปี่ยมด้วยมารยาทและความเคารพย่อมช่วยให้ผู้อื่นเข้าใจอิสลามผ่านพฤติกรรมที่ดี มากกว่าผ่านการโต้แย้งที่รุนแรง

ทักษะการสื่อสาร เป็นหัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลาย เยาวชนมุสลิมควรฝึกการพูดอย่างสุภาพ ซื่อสัตย์ และคำนึงถึงผลกระทบของถ้อยคำต่อผู้อื่น โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การแสดงความคิดเห็นโดยขาดข้อมูล ใช้คำพูดดูหมิ่น หรือเผยแพร่เนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง อาจขยายความขัดแย้งจากพื้นที่เล็ก ๆ ไปสู่สังคมในวงกว้างได้

การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ไม่จำเป็นต้องหมายถึง การเห็นพ้องกับทุกเรื่อง แต่หมายถึงความสามารถในการแสดงความเห็นต่าง โดยไม่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย เยาวชนควรเรียนรู้ที่จะตั้งคำถามอย่างสุภาพ รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งต่อ เมื่อเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับศาสนาหรือวัฒนธรรม การอธิบายด้วยเหตุผลและความอดทน จะช่วยสร้างพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกันได้ดีกว่าการตอบโต้ด้วยอารมณ์

การอยู่ร่วมกันอย่างแท้จริง ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการไม่สร้างความขัดแย้ง แต่ควรก้าวไปสู่การร่วมมือกันพัฒนาสังคม เยาวชนมุสลิมสามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมจิตอาสา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือผู้ประสบภัย การส่งเสริมการศึกษา หรือกิจกรรมสร้างความเข้าใจระหว่างศาสนา การทำงานร่วมกับคนต่างพื้นฐานช่วยให้เยาวชนมองเห็นความเป็นมนุษย์ร่วมกัน และเรียนรู้ว่า ทุกคนสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาของชุมชนได้ แม้จะมีความเชื่อหรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

ในสถานศึกษา เยาวชนอาจเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว เช่น การร่วมจัดกิจกรรมที่คำนึงถึงความหลากหลายด้านอาหาร เวลา และพิธีปฏิบัติ การเสนอแนวคิดเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียนทุกกลุ่ม หรือการเข้าร่วมสภานักเรียนและชมรม เพื่อผลักดันกิจกรรมที่ส่งเสริมการยอมรับความแตกต่าง การลงมือทำเช่นนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ทางศาสนาเป็นพลังในการรับผิดชอบต่อส่วนรวม มิใช่ข้อจำกัดในการเชื่อมโยงกับสังคม

การประสานความต่างเพื่อสร้างความเข้าใจเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เยาวชนมุสลิมจึงควรเริ่มจากการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ คุณธรรม และวุฒิภาวะทางอารมณ์ พร้อมทั้งปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความยุติธรรมและเมตตา การเคารพความแตกต่าง มิได้ทำให้หลักการของตนอ่อนแอลง แต่ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงความเข้มแข็งของศรัทธาที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้คนได้อย่างสงบ

เมื่อเยาวชนเลือกใช้คำพูดที่ดี เปิดใจรับฟัง ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง และร่วมมือทำประโยชน์เพื่อสังคม ความหลากหลายจะมิใช่รอยร้าวของชุมชนอีกต่อไป หากจะกลายเป็นพลังที่หล่อเลี้ยงสังคมให้มีความเข้าใจและสันติสุขอย่างยั่งยืน
----------------------
ผศ.ดร. วิศรุต เลาะวิถี

#ประสานความต่างเพื่อสร้างความเข้าใจ
#วิถีการอยู่ร่วมกันของเยาวชนมุสลิม
#วิศรุตมุร้อดเลาะวิถี

ที่อยู่

497 ตรอกบ้านครัว เชิงสะพานเจริญผล ถนนบรรทัดทอง แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี
Bangkok
10400

เบอร์โทรศัพท์

+6626111482

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ บ้านครัวผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง มัสยิดยามีอุลค็อยรียะห์ บ้านครัว:

ทางลัด

แชร์

ประเภท