โทร เส้นทาง ติดต่อ สถานที่สักการะ

MPCF Thailand พันธกิจคนในเครื่องแบบ และครอบครัว เพื่อพระคริสต์

เพจนี้สร้างขึ้นเผยแพร่งานพันธกิจของมูลนิธิคริสเตียนทหารตำรวจในประเทศไทย หรือ คทต. โดยมีพันธกิจในการประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าและพระนามพระเยซูคริสต์กับคนในเครื่องแบบ โดยเฉพาะนักเรียนเตรียมทหาร นักเรียนนายร้อยทุกเหล่าทัพ และนักเรียนนายร้อยตำรวจ ตลอดจนครอบครัว เพื่อเสริมสร้างความเชื่อให้เข้มแข็ง หยั่งรากลงในความรู้ของพระเยซูคริสต์ จนกว่าจะเติบโตขึ้นถึงความไพบูลย์ของพระองค์ และเสริมสร้างพื้นฐานด้านจริยธรรม คุณธรรมตามหลักศาสนา อันเป็นรากฐานของความเป็นผู้นำที่ดี ซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้นำที่ดีของครอบครัว ของชุมชนสังคม ของกองทัพและของประเทศชาติต่อไป

"400 ปีแห่งความเงียบ" (BEFORE DAWN)วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต“แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระอ...
20/09/2026

"400 ปีแห่งความเงียบ" (BEFORE DAWN)
วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต

“แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา”

(กาลาเทีย บทที่ 4 ข้อที่ 4)

---------------------------------

วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต โดย MPCF Thailand เดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 3 ของซีรีส์ BEFORE DAWN : เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในความเงียบ หลังจากสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ว่าแม้ท่ามกลางความทุกข์ของอิสราเอลในอียิปต์ หรือในยุคที่ “พระวจนะของพระยาห์เวห์หายาก” สมัยซามูเอล พระเจ้ามิได้ทรงหยุดทำงาน แม้ประชากรของพระองค์จะยังไม่เห็นร่องรอยการทรงกระทำของพระองค์อย่างชัดเจนก็ตาม
สัปดาห์นี้ "วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต" จะพาทุกคนก้าวจาก “ความเงียบของพระสุรเสียง” ไปสู่ “ความเงียบของประวัติศาสตร์” ผ่านช่วงเวลาที่ผู้ศึกษาพระคัมภีร์มักเรียกว่า "400 ปีแห่งความเงียบ" ซึ่งช่วงเวลาระหว่าง "พระธรรมมาลาคี กับ การเริ่มต้นของพันธสัญญาใหม่" ไม่มีผู้เผยพระวจนะที่ได้รับการยอมรับ ไม่มีพระวจนะเล่มใหม่ถูกเพิ่มเติม และดูราวกับว่า "พระเจ้าทรงนิ่งเงียบต่อประชากรของพระองค์" แต่เมื่อมองย้อนกลับผ่าน "พระธรรมกาลาเทีย บทที่ 4" เราจะพบว่า ตลอดช่วงเวลาที่ดูเงียบงันนั้น พระเจ้ากำลังทรงนำประวัติศาสตร์ทั้งโลกไปสู่ “เวลาที่ครบกำหนด” สำหรับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นความหวังของมนุษยชาติ
“แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา”
(กาลาเทีย บทที่ 4 ข้อที่ 4)
เมื่ออ่านพระคัมภีร์ เราอาจพลิกหน้าจาก "พระธรรมมาลาคี" ไปยัง "พระธรรมมัทธิว" ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที แต่ในประวัติศาสตร์จริงกลับมีช่วงเวลายาวนานประมาณ 4 ศตวรรษคั่นอยู่ ระหว่างนั้นประชาชนของพระเจ้าต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอาณาจักรและผู้ปกครองหลายยุคหลายสมัย พร้อมกับการรอคอยการมาถึงของพระเมสสิยาห์ที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ คำถามที่อาจเกิดขึ้นคือ "หากพระเจ้าทรงสัญญาแล้ว" เหตุใดพระองค์จึงทรงปล่อยให้ประชากรต้องรอคอยยาวนานถึงเพียงนั้น...
ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงเวลาระหว่าง "พระธรรมมาลาคี" (ประมาณ 430 ปีก่อนคริสตกาล) จนถึงการปรากฏตัวของ "ยอห์นผู้ให้บัพติศมา" ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 มักถูกเรียกว่า “400 ปีแห่งความเงียบ” เพราะไม่มีผู้เผยพระวจนะที่ได้รับการยอมรับ และไม่มีพระวจนะใหม่ถูกเพิ่มเติมเข้ามาในพระคัมภีร์ แต่ความเงียบนั้นไม่ได้หมายความว่า "ประวัติศาสตร์หยุดนิ่ง" เพราะตามประวัติศาสตร์ในช่วงแรก "ยูเดีย" อยู่ภายใต้การปกครองของ "จักรวรรดิเปอร์เซีย" ซึ่งสืบทอดมาจากยุคของ "กษัตริย์ไซรัสมหาราช" และผู้สืบราชบัลลังก์ของพระองค์ ต่อมาในปี 332 ก่อนคริสตกาล "อเล็กซานเดอร์มหาราช" แห่งมาซิโดเนียได้พิชิตเปอร์เซีย และนำวัฒนธรรมกรีกเข้าสู่โลกตะวันออกอย่างกว้างขวาง หลังจากอเล็กซานเดอร์สิ้นพระชนม์ อาณาจักรของพระองค์ถูกแบ่งระหว่างแม่ทัพผู้สืบทอด และดินแดนยูเดียตกอยู่ท่ามกลางอิทธิพลของ "ราชวงศ์ปโตเลมีและเซลูซิด" ก่อนจะเข้าสู่การปกครองของ "โรมัน" เมื่อปอมเปย์ (Pompey) ยึดกรุงเยรูซาเล็มได้ในปี 63 ก่อนคริสตกาล และในเวลาต่อมา "จักรพรรดิออกัสตัส" (Augustus Caesar) ทรงครองราชย์ในช่วงเวลาเดียวกับการบังเกิดของพระเยซูคริสต์
หากมองย้อนกลับจากมุมมองของ "พันธสัญญาใหม่" สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมือง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของ "การทรงจัดเตรียมของพระเจ้า" ภาษากรีกได้กลายเป็นภาษากลางของโลกยุคนั้น จักรวรรดิโรมันสร้างเครือข่ายถนน และการคมนาคมที่เชื่อมผู้คนจากหลากหลายดินแดนเข้าด้วยกัน ขณะที่ชุมชนชาวยิวได้กระจายตัวอยู่ในเมืองสำคัญทั่วภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน สิ่งที่ดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงของจักรวรรดิในสายตามนุษย์ กลับกำลังกลายเป็น "เวทีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียม" ไว้สำหรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ และการประกาศข่าวประเสริฐไปยังชนชาติทั้งหลาย
น่าสังเกตว่า คำว่า "400 ปีแห่งความเงียบ" ไม่ได้ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์โดยตรง แต่เป็นคำที่นักศึกษาพระคัมภีร์ใช้เรียกช่วงเวลาระหว่างพระธรรมมาลาคีกับพันธสัญญาใหม่ เพื่ออธิบายยุคที่ไม่มีผู้เผยพระวจนะและไม่มีพระวจนะเล่มใหม่ถูกเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม "ความเงียบ" ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า "พระเจ้าทรงหยุดทำงาน" เพราะเมื่อมองย้อนกลับจากพันธสัญญาใหม่ เราจะเห็นว่าพระองค์กำลังทรงจัดเตรียมโลกสำหรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์อยู่ตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน สำหรับชาวยิวในยุคนั้น ความเงียบไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นประสบการณ์ที่พวกเขาเผชิญจริงในชีวิตประจำวัน พวกเขาอาศัยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรต่างชาติหลายยุคหลายสมัย และยังคงรอคอยพระเมสสิยาห์ตามพระสัญญาที่บรรพบุรุษได้รับไว้ ความคาดหวังนี้สะท้อนให้เห็นแม้ในช่วงต้นของพันธสัญญาใหม่ เมื่อสิเมโอนกำลังคอย “การปลอบโยนอิสราเอล” และนางอันนากำลังเฝ้ารอ “การไถ่กรุงเยรูซาเล็ม” (ลูกา บทที่ 2) แสดงให้เห็นว่าการรอคอยพระสัญญาของพระเจ้าดำเนินต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคนแล้ว...
เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ เราอาจเห็นได้ว่าพระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียม "เวทีของประวัติศาสตร์โลก" สำหรับการเสด็จมาของพระคริสต์ แต่สำหรับผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในยุคนั้น พวกเขามองไม่เห็นภาพทั้งหมด พวกเขาเพียงรู้สึกว่าคำสัญญาของพระเจ้ายังคงต้องรอคอย และความเงียบยังคงดำเนินต่อไป... คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าพระเจ้าทรงทำอะไรอยู่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่า เหตุใดพระองค์จึงทรงเลือกเวลานั้นในการทำให้พระสัญญาสำเร็จ!
คำตอบของคำถามนี้ปรากฏอยู่ในพระธรรมกาลาเทีย บทที่ 4 ... "เปาโล" ได้ช่วยให้เราเข้าใจความจริงข้อนี้ผ่านพระธรรมกาลาเทีย บทที่ 4 โดยเปรียบเทียบมนุษยชาติก่อนการเสด็จมาของพระคริสต์กับ "ทายาท" ที่ยังเป็นเด็ก แม้จะเป็นเจ้าของมรดกทั้งหมด แต่ยังอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองและพ่อบ้าน จนกว่าจะถึงเวลาที่บิดากำหนดไว้ เปาโลกำลังชี้ให้เห็นว่า ก่อนการเสด็จมาของ "พระคริสต์" มนุษย์ยังไม่เข้าสู่ความสมบูรณ์แห่งพระสัญญาของพระเจ้า แม้พระองค์จะทรงสัญญาเรื่องความรอดไว้แล้วก็ตาม ทุกสิ่งยังคงกำลังมุ่งหน้าไปสู่เวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้
ด้วยเหตุนี้ เปาโลจึงประกาศว่า “แต่เมื่อครบกำหนดแล้ว พระเจ้าก็ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา” (กาลาเทีย บทที่ 4 ข้อที่ 4) คำว่า “ครบกำหนด” มาจากคำภาษากรีกว่า Plērōma (πλήρωμα) ซึ่งมีความหมายว่า “ความเต็มบริบูรณ์” หรือ “ความครบถ้วนสมบูรณ์” เปาโลกำลังสื่อให้เห็นว่าการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ไม่ได้เกิดขึ้นเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป แต่เกิดขึ้นในเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้อย่างสมบูรณ์แบบ การรอคอยอันยาวนานตลอดหลายศตวรรษจึงไม่ใช่เพราะพระเจ้าทรงล่าช้า แต่เป็นเพราะพระองค์กำลังทรงนำประวัติศาสตร์ทั้งหมดไปสู่เวลาที่เหมาะสมตามพระประสงค์ของพระองค์
เมื่อมองย้อนกลับจากมุมมองของพันธสัญญาใหม่ เราจะพบว่าในช่วงเวลาที่ดูเหมือนเงียบที่สุดนั้น "พระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียมหลายสิ่งหลายอย่างไว้แล้ว" ไม่ว่าจะเป็นการแพร่หลายของภาษากรีก การขยายตัวของจักรวรรดิโรมัน หรือการกระจายตัวของชุมชนชาวยิวในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกยุคนั้น ทั้งหมดกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริบทที่เอื้อต่อการประกาศข่าวประเสริฐและการขยายแผ่นดินของพระเจ้าในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในกาลาเทีย บทที่ 4 ไม่ใช่เพียงการที่พระเจ้าทรงส่งพระบุตรมา หากเป็นเหตุผลที่พระองค์ทรงส่งพระบุตรมา เปาโลกล่าวว่า “เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ เพื่อให้เราได้รับฐานะเป็นบุตร” (กาลาเทีย บทที่ 4 ข้อที่ 5)
จุดหมายของแผนการแห่งความรอดจึงไม่ใช่เพียงการปลดปล่อยมนุษย์จากความบาป แต่เป็นการนำมนุษย์กลับเข้าสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าอีกครั้ง คำว่า “ได้รับฐานะเป็นบุตร” มาจากคำภาษากรีกว่า Huiothesia (υἱοθεσία) ซึ่งหมายถึง “การรับเป็นบุตรโดยชอบธรรม” หรือ “การรับเข้าสู่ครอบครัว” ผ่านทางพระเยซูคริสต์ มนุษย์ไม่ได้เพียงได้รับการอภัย แต่ได้รับสิทธิใหม่ในฐานะบุตรและทายาทแห่งพระสัญญาของพระเจ้า... นี่คือเหตุผลที่เปาโลกล่าวต่อไปว่า ผู้เชื่อสามารถร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา (พ่อ)” (กาลาเทีย บทที่ 4 ข้อที่ 6) จากนั้น เปาโลไม่ได้หยุดเพียงแค่การบอกว่าผู้เชื่อได้รับ “ฐานะเป็นบุตร” เท่านั้น แต่ในข้อที่ 7 เปาโลได้สรุปผลลัพธ์ของการทรงไถ่อย่างชัดเจนว่า “เพราะฉะนั้น โดยพระเจ้าท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไปแต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้ว ท่านก็เป็นทายาท”
นี่คือจุดหมายปลายทางของเรื่องราวทั้งหมดที่เปาโลกำลังอธิบาย มนุษย์ไม่ได้เพียงถูกช่วยให้พ้นจากการเป็นทาสของบาปและธรรมบัญญัติ แต่ได้รับสถานะใหม่ในครอบครัวของพระเจ้า ผู้เชื่อไม่ได้ยืนอยู่ต่อหน้าพระเจ้าในฐานะคนแปลกหน้า ผู้รับใช้ หรือผู้ถูกควบคุมอีกต่อไป แต่ยืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ในฐานะบุตร และเมื่อเป็นบุตรแล้ว ก็มีส่วนในมรดกแห่งพระสัญญาที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับประชากรของพระองค์ หากมองย้อนกลับไปยัง 400 ปีแห่งความเงียบ เราจึงเห็นว่าพระเจ้ามิได้กำลังเตรียมเพียงเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่กำลังทรงเตรียมแผนการแห่งความรอดที่จะเปลี่ยนสถานะของมนุษย์จาก “ทาส” ให้กลายเป็น “บุตร” และจาก “บุตร” ให้กลายเป็น “ทายาท” ของพระองค์ นี่คือเหตุผลที่ "การเสด็จมาของพระคริสต์" เป็นมากกว่าการเริ่มต้นยุคใหม่ในประวัติศาสตร์ แต่เป็นการเปิดทางให้มนุษย์ได้กลับคืนสู่ความสัมพันธ์ที่พระเจ้าทรงประสงค์ตั้งแต่เริ่มแรก

---------------------------

สุดท้ายนี้ สำหรับผู้เชื่อในปัจจุบัน กาลาเทีย บทที่ 4 เตือนเราว่า "ความเงียบ" ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงห่างไกล หลายครั้งสิ่งที่เรามองว่าเป็นความล่าช้า อาจเป็นส่วนหนึ่งของเวลาที่พระองค์กำลังทรงจัดเตรียมอยู่เบื้องหลัง ในวันที่เรายังไม่เห็นคำตอบ ในวันที่เรายังไม่เข้าใจเหตุผล และในวันที่ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงนิ่งเงียบ เราสามารถวางใจได้ว่าพระองค์ยังคงทรงควบคุมประวัติศาสตร์ และทรงนำทุกสิ่งไปสู่ “เวลาที่ครบกำหนด” ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์
เช่นเดียวกับเรื่องราวตลอด 400 ปีแห่งความเงียบ ที่ไม่ใช่เรื่องราวของการที่พระเจ้าทรงห่างไกลจากประชากรของพระองค์ แต่เป็นเรื่องราวของการที่พระองค์ทรงทำงานอยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์ จนกระทั่งรุ่งอรุณแห่งความรอดมาถึงผ่านทางพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเปลี่ยนคนบาปให้กลายเป็นบุตร และเปลี่ยนการรอคอยอันยาวนานให้กลายเป็นความหวังที่สำเร็จเป็นจริง อย่างไรก็ตาม แม้พระคริสต์จะเสด็จมาแล้ว และแผนการแห่งความรอดได้ถูกเปิดเผยอย่างสมบูรณ์ แต่พระคัมภีร์ยังกล่าวถึง "ความเงียบ" อีกครั้งหนึ่ง ในบริบทที่แตกต่างออกไป "ไม่ใช่ความเงียบบนแผ่นดินโลก ไม่ใช่ความเงียบของผู้เผยพระวจนะ หรือความเงียบของประวัติศาสตร์ แต่เป็นความเงียบในสวรรค์เอง" ซึ่งสัปดาห์หน้า MPCF Thailand ชวนผู้อ่านทุกคนมาร่วมศึกษาด้วยกันใน "พระธรรมวิวรณ์ บทที่ 8" และเรียนรู้ว่า เพราะเหตุใด "สวรรค์จึงเงียบสงบอยู่ชั่วขณะหนึ่ง" และความเงียบนั้นกำลังบอกอะไรแก่ประชากรของพระเจ้า ก่อนการทรงกระทำอันยิ่งใหญ่ของพระองค์จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง....
ขอพระเมตตาและฤทธานุภาพของพระเจ้าดำรงอยู่กับผู้อ่านทุกคน

สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า

By : MPCF Thailand
20/9/2026
#วันต้นสัปดาห์กับพระวจนะแห่งชีวิต #พันธกิจด้านพระวจนะ #เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในความเงียบ #400ปีแห่งความเงียบ #กาลาเทีย4 #เมื่อถึงเวลากำหนด #เวลาของพระเจ้า

คทต. ร่วมกับ คจ.สัมพันธ์ประชานิเวศน์ ได้มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กและอนุชนของคริสตจักร สานต่อพันธกิจ "โครงการดาเนียล" เมื่...
19/09/2026

คทต. ร่วมกับ คจ.สัมพันธ์ประชานิเวศน์ ได้มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กและอนุชนของคริสตจักร สานต่อพันธกิจ "โครงการดาเนียล"
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา มูลนิธิคริสเตียนทหารตำรวจในประเทศไทย ร่วมกับคริสตจักรสัมพันธ์ประชานิเวศน์ ได้มอบทุนการศึกษาให้กับเด็กและอนุชนของคริสตจักร จำนวน 19 ทุน เพื่อเป็นแรงสนับสนุนส่วนหนึ่งแก่ผู้ปกครองที่จะให้กำลังใจแก่บุตรหลานที่อยู่ในวัยเรียนหันมาเอาใจใส่การเรียนการศึกษามากขึ้น และเป็นการสนองพระคุณพระเจ้า ตลอดจนพี่น้องสมาชิกคริสตจักรที่ได้มีส่วนอธิษฐานเผื่องานของมูลนิธิตั้งแต่เริ่มต้นปี 1984 จนถึงปัจจุบัน
ในการนี้มูลนิธิได้สืบสาน “โครงการดาเนียล” ที่ได้ดำเนินการสนับสนุนบุตรหลานของคริสตจักรต่าง ๆ ทางภาคเหนือมาแล้วอย่างไร ในโอกาสที่มูลนิธิได้ย้ายที่ตั้งสำนักงานมาไว้ที่คริสตจักรสัมพันธ์ประชานิเวศน์ มูลนิธิก็จะดำรงความมุ่งหมายของนิมิตในโครงการนี้ให้กับคริสตจักรสัมพันธ์ประชานิเวศน์ต่อไป โดยพระคุณพระเจ้ามูลนิธิได้ริเริ่มจัดหาทุนเพื่อมอบเป็นขวัญกำลังใจให้แก่เด็กและอนุชนของคริสตจักรทั้งสามระดับด้วยกันดังนี้
ผู้รับทุนระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 5 ทุน ๆ ละ 2,000 บาท ระดับมัธยมศึกษาจำนวน 7 ทุนๆ ละ 1,500 บาท และระดับอนุบาล/ปฐมศึกษาจำนวน 7 ทุนๆ ละ 1,000 บาท รวมทั้งสิ้นจำนวน 19 ทุน เป็นเงินทุนการศึกษาทั้งสิ้นที่มูลนิธิมอบให้จำนวน 27,500 บาท
มูลนิธิฯ จึงถือโอกาสนี้ขอเรียนเชิญผู้ปกครองและบุตรหลานที่ได้รับทุนการศึกษาทุกท่านร่วมประชุมอีกครั้งหนึ่งในวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2026 เวลา 13.00 น. ณ คริสตจักรสัมพันธ์ประชานิเวศน์ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. เพื่อเป็นการเริ่มต้นสื่อสารสัมพันธ์กับเด็กและอนุชนในวัยเรียน ตลอดจนผู้ปกครองที่เป็นสมาชิกของคริสตจักรให้เกิดการรับรู้และเห็นประโยชน์ที่บุตรหลานจะได้รับจาก “โครงการดาเนียล”
2. เพื่อกระตุ้นให้ผู้ปกครองได้รับนิมิตและมีภาระใจร่วมกับคริสตจักรและมูลนิธิ ในการเตรียมอนาคตของลูกหลานที่อยู่ในวัยเรียน ให้มีอนาคตที่มั่นคงและมีส่วนในการขยายแผ่นดินของพระเจ้าร่วมกับคริสตจักร

3. เพื่อกระตุ้นหนุนใจให้กับเด็กและอนุชนที่อยู่ในวัยเรียน หันมาเอาใจใส่ตนเองตั้งแต่เยาว์วัย ที่จะตั้งใจ ใจใส่จริงจังกับการเรียนการศึกษาและวิถีชีวิตของตนเอง อย่างน้อยให้เห็นภาพความสำเร็จในอนาคตของตน ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้แล้ว
“พระยาห์เวห์ตรัสว่า ‘เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับพวกเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทำร้ายเจ้า เพื่อจะให้อนาคตและความหวังแก่เจ้า ”

(เยเรมีห์ บทที่ 29 ข้อที่ 11)

สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า

By : MPCF Thailand
19/9/2026
#มอบทุนการศึกษา #โครงการดาเนียล

ขอพระเจ้าอวยพระพรอาจารย์โบว์ และครอบครัว ในการเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ
16/09/2026

ขอพระเจ้าอวยพระพรอาจารย์โบว์ และครอบครัว ในการเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ

"เมื่อพระสุรเสียงดูเหมือนหายไป" (BEFORE DAWN)วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต“พระดำรัสของพระยาห์เวห์มีมาแต่น้อย ไม่มีน...
13/09/2026

"เมื่อพระสุรเสียงดูเหมือนหายไป" (BEFORE DAWN)
วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต

“พระดำรัสของพระยาห์เวห์มีมาแต่น้อย ไม่มีนิมิตบ่อยนัก”

(1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อที่ 1)

------------------------------------------------

ในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายนที่ผ่านมา MPCF Thailand ได้พาผู้อ่านทุกคนไปศึกษาเรื่องราวของชนชาติอิสราเอลในอียิปต์ผ่าน "พระธรรมอพยพ บทที่ 2" และได้เรียนรู้ว่า "ความเงียบของพระเจ้า" ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์ ในขณะที่อิสราเอลกำลังร้องคร่ำครวญภายใต้การเป็นทาส พระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียมโมเสสเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนการช่วยกู้ที่กำลังจะมาถึง... เพราะเมื่อกาลเวลาผ่านไปอีกหลายชั่วอายุคน ชนชาติอิสราเอลได้เข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญาแล้ว แต่พวกเขายังต้องเผชิญกับความเงียบในอีกรูปแบบหนึ่ง "ไม่ใช่ความเงียบจากความทุกข์ของการเป็นทาส แต่เป็นความเงียบจากการขาดพระสุรเสียงของพระเจ้า" เป็นช่วงเวลาที่ผู้คนแทบไม่ได้รับพระดำรัสจากพระองค์ และการทรงสำแดงของพระเจ้าดูเหมือนจะเกิดขึ้นน้อยลงอย่างมาก
สำหรับสัปดาห์ที่สองของซีรีส์ BEFORE DAWN : เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในความเงียบ จึงพาทุกคนมาศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน พระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 3 ซึ่งบันทึกเหตุการณ์สำคัญในช่วงปลายยุคผู้วินิจฉัย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์ชนชาติอิสราเอล เมื่อพระธรรมผู้วินิจฉัยจบลงด้วยข้อความที่สะท้อนสภาพฝ่ายจิตวิญญาณของประชาชนได้อย่างชัดเจนว่า “ในสมัยนั้นไม่มีพระราชาในอิสราเอล ทุกคนต่างทำตามที่ตนเห็นชอบ” (ผู้วินิจฉัย บทที่ 21 ข้อที่ 25) นี่ไม่ใช่เพียงปัญหาทางการเมืองหรือการปกครองเท่านั้น แต่เป็นปัญหาทางจิตวิญญาณที่หยั่งรากลึกอยู่ในชีวิตของประชาชน พวกเขาค่อย ๆ ห่างไกลจากพระเจ้า ขณะที่ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจำนวนมากก็ล้มเหลวในการดำเนินชีวิตตามพระบัญชาของพระองค์
ข้อความในข้อที่ 25 ของพระธรรมผู้วินิจฉัย ... ไม่ได้เป็นเพียงข้อสังเกตทางการเมืองว่าชนชาติอิสราเอลยังไม่มีพระราชาปกครองเท่านั้น แต่เป็นบทสรุปสภาพฝ่ายจิตวิญญาณของทั้งชนชาติในยุคนั้น ตลอดพระธรรมผู้วินิจฉัย ผู้อ่านจะพบวงจรเดิมเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ "ประชาชนละทิ้งพระเจ้า หันไปติดตามพระอื่น ตกอยู่ภายใต้ความทุกข์ยาก ร้องทูลขอความช่วยเหลือ และพระเจ้าทรงยกผู้วินิจฉัยขึ้นมาช่วยกู้พวกเขา" แต่เมื่อผู้วินิจฉัยคนนั้นสิ้นชีวิตลง ประชาชนก็มักจะกลับไปสู่ความบาปอีกครั้ง! ดังนั้น ประโยคที่ว่า "ทุกคนต่างทำตามที่ตนเห็นชอบ" จึงสะท้อนสภาพของสังคมที่ปราศจากมาตรฐานแห่งพระวจนะ ผู้คนไม่ได้ดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ "พระเจ้าทรงเห็นว่าถูกต้อง" แต่ดำเนินชีวิต "ตามสิ่งที่ตนเองคิดว่าถูกต้อง" ความเสื่อมจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในหมู่ประชาชนเท่านั้น แต่ลุกลามไปถึงผู้นำ ครอบครัว การนมัสการ และโครงสร้างของสังคมโดยรวม....
เมื่อเข้าสู่ต้นพระธรรม 1 ซามูเอล เราจึงได้เห็นผลลัพธ์ของความเสื่อมถอยดังกล่าวอย่างชัดเจน แม้กระทั่งครอบครัวของเอลีมหาปุโรหิตเองก็ประสบปัญหาฝ่ายจิตวิญญาณอย่างรุนแรง และท่ามกลางสภาพเช่นนั้นเอง ผู้เขียนจึงกล่าวว่า “พระดำรัสของพระยาห์เวห์มีมาแต่น้อย ไม่มีนิมิตบ่อยนัก” (1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อที่ 1) ข้อความสั้น ๆ นี้สะท้อนสภาพฝ่ายจิตวิญญาณของชนชาติอิสราเอลทั้งยุคสมัยได้อย่างลึกซึ้ง คำว่า "มีมาแต่น้อย" ในภาษาฮีบรูคือคำว่า Yaqar (יָקָר) ซึ่งมีความหมายว่า "ล้ำค่า" "หายาก" หรือ "พบได้ไม่บ่อย" จึงไม่ได้หมายความว่า "พระเจ้าทรงสูญเสียพระสุรเสียงของพระองค์" หรือไม่สามารถตรัสกับประชากรของพระองค์ได้อีกต่อไป แต่หมายถึงว่า "การทรงเปิดเผยพระดำรัสของพระเจ้ากลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นน้อยมากในช่วงเวลานั้น"
ในทำนองเดียวกัน ข้อความที่ว่า "ไม่มีนิมิตบ่อยนัก" ก็สะท้อนให้เห็นว่าการทรงสำแดงของพระเจ้าไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายเหมือนในอดีต ผู้คนจึงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเงียบทางจิตวิญญาณ หลายคนอาจรู้จักพิธีกรรม รู้จักธรรมเนียมทางศาสนา แต่กลับห่างไกลจากความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าหากมองจากสายตาของมนุษย์ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณกำลังอ่อนกำลัง ประชาชนกำลังเสื่อมถอย และพระสุรเสียงของพระเจ้าดูเหมือนกำลังเงียบหายไปจากแผ่นดิน แต่เช่นเดียวกับเรื่องราวของโมเสสในพระธรรมอพยพ "ความเงียบ" ไม่ได้หมายความว่า "พระเจ้าทรงหยุดทำงาน" ในขณะที่ผู้คนกำลังมองเห็นความเสื่อมถอย พระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียมบางสิ่งอยู่แล้ว ในขณะที่ประชาชนคิดว่าพระสุรเสียงของพระเจ้าหายไป พระองค์กำลังทรงเลี้ยงดูเด็กชายคนหนึ่งอยู่ในพระนิเวศของพระองค์...
เด็กชายคนนั้นคือ "ซามูเอล" ซึ่งผู้คนอาจยังไม่รู้จักเขาในเวลานั้น อิสราเอลอาจยังไม่เห็นว่า "พระเจ้า" กำลังทรงทำอะไรอยู่ แต่เบื้องหลังความเงียบแห่งยุคสมัย พระเจ้ากำลังทรงเตรียมผู้รับใช้ของพระองค์ไว้แล้ว เพื่อให้เป็นผู้รับพระดำรัสและนำชนชาติกลับมาสู่พระองค์อีกครั้ง นี่คือรูปแบบที่เราพบซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพระคัมภีร์ "เมื่อมนุษย์มองเห็นเพียงความมืด พระเจ้ากำลังทรงเตรียมรุ่งอรุณ" เมื่อผู้คนคิดว่าพระองค์ทรงเงียบ พระองค์กำลังทรงทำงานอยู่เบื้องหลัง และใน 1 ซามูเอล บทที่ 3 เรากำลังจะได้เห็นช่วงเวลาที่พระสุรเสียงของพระเจ้าดังขึ้นอีกครั้ง "ขอตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่" (1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อที่ 10)
พระธรรมบันทึกว่า ในคืนหนึ่ง ขณะที่เอลีนอนอยู่ในที่นอนของท่าน และ "ซามูเอล" กำลังนอนอยู่ในพระนิเวศของพระยาห์เวห์ พระเจ้าทรงเรียกเขาเป็นครั้งแรก "ซามูเอลเอ๋ย" เด็กชายจึงรีบลุกขึ้นไปหาเอลี พร้อมกับตอบว่า "ข้าพเจ้าอยู่นี่ ท่านเรียกข้าพเจ้าหรือ?" แต่เอลีกลับตอบว่า ท่านไม่ได้เรียก และให้ซามูเอลกลับไปนอน เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกถึงสามครั้ง จนในที่สุดเอลีจึงเข้าใจว่า ผู้ที่กำลังเรียกเด็กคนนั้นไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น "พระยาห์เวห์" เอง
รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ผู้เขียนบันทึกไว้นี้น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่า ซามูเอลกำลังเติบโตอยู่ในสถานนมัสการ แต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ส่วนตัวกับพระสุรเสียงของพระเจ้า พระธรรมจึงกล่าวว่า "ซามูเอลไม่เคยรู้จักพระยาห์เวห์ และพระยาห์เวห์ยังไม่เคยทรงสำแดงพระดำรัสของพระองค์แก่เขา" (1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อที่ 7) ข้อความนี้ไม่ได้หมายความว่า "ซามูเอล" ไม่รู้จักพระเจ้าเลย เพราะตั้งแต่วัยเด็กเขาได้รับการถวายให้รับใช้พระองค์อยู่แล้ว แต่หมายถึงเขายังไม่เคยรู้จักพระองค์ผ่านประสบการณ์ส่วนตัวของการทรงเรียกและการทรงสำแดงพระดำรัส... ในที่สุด เมื่อพระเจ้าทรงเรียกอีกครั้งหนึ่ง ซามูเอลจึงทูลตอบตามคำแนะนำของเอลีว่า "พระยาห์เวห์เจ้าข้า ขอตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่"
คำตอบสั้น ๆ นี้กลายเป็นหนึ่งในท่าทีฝ่ายจิตวิญญาณที่สำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ เพราะสะท้อน "หัวใจ" ที่พร้อมรับฟังพระเจ้าเหนือความคิด ความต้องการ และเสียงอื่น ๆ ที่อยู่รอบตัว จากบริบทนี้ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า "พระดำรัสแรกที่ซามูเอลได้รับไม่ใช่ข่าวดี ไม่ใช่คำพยากรณ์แห่งพระพร และไม่ใช่ข้อความที่สร้างความสบายใจ" แต่เป็น "พระวจนะ" เกี่ยวกับการพิพากษาครอบครัวของเอลี เนื่องจากความบาปและความล้มเหลวที่เกิดขึ้นภายในบ้านของท่าน

“ในวันนั้นเราจะทำทุกสิ่งที่เรากล่าวไว้เกี่ยวกับพงศ์พันธุ์ของเอลีให้สำเร็จ ตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด ดังนั้นเราจึงประกาศแก่เขาว่า เราเองจะลงโทษพงศ์พันธุ์ของเขาเป็นนิตย์ เพราะความบาปชั่วซึ่งเขารู้แล้ว เพราะบุตรทั้งสองของเขานำคำสาปแช่งมาสู่ตน และเขาก็ไม่ได้ห้ามปราม เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิญาณต่อพงศ์พันธุ์ของเอลีว่า ความบาปชั่วของพงศ์พันธุ์เอลีนั้นจะลบล้างเสียด้วยเครื่องสัตวบูชาและของถวายไม่ได้ตลอดไป” - (1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อที่ 12-14)
นี่เป็นอีกบทเรียนสำคัญสำหรับผู้เชื่อทุกยุคทุกสมัย เพราะการรับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่า เราจะได้ยินเฉพาะสิ่งที่เราอยากฟังเสมอไป บ่อยครั้งพระดำรัสของพระองค์เข้ามาเพื่อนำการแก้ไข การตักเตือน และการฟื้นฟูมาสู่ชีวิตของประชากรของพระองค์... เมื่อรุ่งเช้ามาถึง ซามูเอลรู้สึกหวาดหวั่นกับสิ่งที่ได้รับจากพระเจ้า เขาไม่กล้าบอกนิมิตนั้นแก่เอลี แต่เมื่อเอลีถามอย่างตรงไปตรงมา ซามูเอลก็ไม่ได้ปิดบังสิ่งใด... เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของผู้รับใช้พระเจ้า นั่นคือ "ความซื่อสัตย์ต่อพระดำรัสของพระองค์" แม้ในเวลาที่ข้อความนั้นอาจสร้างความเจ็บปวดหรือยากต่อการยอมรับก็ตาม
จากนั้นผู้เขียนจึงพาเรามาสู่ข้อสรุปที่สำคัญอย่างยิ่งของบทนี้ "และซามูเอลก็เติบโตขึ้น และพระยาห์เวห์สถิตกับท่าน ไม่ให้วาจาทั้งหมดของท่านตกไปเปล่า" (1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อที่ 19) และ "พระยาห์เวห์ทรงปรากฏอีกที่ชิโลห์ เพราะพระยาห์เวห์ทรงสำแดงพระองค์แก่ซามูเอลที่ชิโลห์ โดยพระดำรัสของพระยาห์เวห์" (1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อที่ 21) นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวทั้งหมด หากจะพิจารณาจะพบว่า บทนี้เริ่มต้นด้วยถ้อยคำที่ว่า "พระดำรัสของพระยาห์เวห์มีมาแต่น้อย" แต่จบบทด้วย "พระยาห์เวห์ทรงสำแดงพระองค์" หรือหากจะสรุปสั้น ๆ ก็คือ เรื่องราวของบทนี้ "เริ่มต้นด้วยความเงียบ" แต่จบลงด้วย "พระสุรเสียงของพระเจ้า" บทนี้เริ่มต้นด้วยยุคที่ผู้คนแทบไม่ได้ยินพระวจนะ แต่จบลงด้วยการที่ "พระเจ้า" ทรงยกผู้เผยพระวจนะคนหนึ่งขึ้นมาเพื่อประกาศพระดำรัสของพระองค์แก่ทั้งชนชาติอิสราเอล
เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นรูปแบบเดียวกันกับที่พบในพระธรรมอพยพ บทที่ 2 ในขณะที่ผู้คนกำลังมองเห็นเพียงวิกฤต พระเจ้ากำลังทรงเตรียมคำตอบอยู่แล้ว ในขณะที่ชนชาติอิสราเอลกำลังเสื่อมถอยฝ่ายจิตวิญญาณ พระองค์กำลังทรงจัดเตรียม "ซามูเอล" และในขณะที่ผู้คนคิดว่าพระสุรเสียงของพระเจ้ากำลังหายไป ความจริงแล้วพระองค์กำลังทรงเตรียมยุคใหม่ที่พระดำรัสของพระองค์จะกลับมาดังก้องอีกครั้ง ความเงียบของพระเจ้าในยุคสมัยนั้น จึงมิได้เป็นสัญญาณแห่งการทอดทิ้ง แต่เป็นช่วงเวลาก่อนการทรงกระทำครั้งสำคัญของพระองค์จะเริ่มต้นขึ้น และอีกครั้งหนึ่งที่พระคัมภีร์กำลังยืนยันกับเราว่า "แม้ในวันที่เราไม่ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์" อย่างชัดเจน พระเจ้าก็ยังทรงทำงานอยู่เสมอ และพระองค์ยังคงทรงเตรียมทุกสิ่งตามพระประสงค์ของพระองค์ในเวลาที่เหมาะสมที่สุดเสมอ...

----------------

สุดท้ายนี้ ในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน บางครั้งเราอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่เห็นการทรงนำอย่างชัดเจน ไม่รู้ว่าพระเจ้ากำลังทรงทำอะไร และรู้สึกราวกับว่าพระสุรเสียงของพระองค์เงียบหายไป แต่พระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 3 เตือนเราว่า "ความเงียบของพระเจ้า" ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงหยุดตรัส และการที่เราไม่ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในเวลานั้น ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ทรงละทิ้งเรา หลายครั้ง ขณะที่เรากำลังสงสัยว่าพระเจ้าทรงทำอะไรอยู่ พระองค์อาจกำลังทรงเตรียมบางสิ่งบางอย่างที่เรายังมองไม่เห็น เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงกระทำผ่านชีวิตของซามูเอล
อย่างไรก็ตาม เรื่องราวแห่งความเงียบของพระเจ้ายังไม่ได้สิ้นสุดเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากยุคของผู้เผยพระวจนะ เวลาก็ผ่านไปอีกหลายศตวรรษ และโลกกำลังจะเข้าสู่ช่วงเวลาที่เงียบงันยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงเมืองชิโลห์ที่ดูเงียบ ไม่ใช่เพียงชนชาติอิสราเอลที่ดูเงียบ แต่ทั้งโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาเกือบ 400 ปีที่ไม่มีผู้เผยพระวจนะ ไม่มีพระธรรมเล่มใหม่ และไม่มีพระดำรัสที่ถูกบันทึกเพิ่มเติม แล้วพระเจ้ากำลังทรงทำอะไรอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเงียบนั้น? คำตอบจะเป็นสิ่งที่เราจะร่วมกันศึกษาในสัปดาห์หน้า ผ่านช่วงเวลา 400 ปีระหว่างพระธรรมมาลาคีกับการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ เมื่อความเงียบที่ยาวนานในประวัติศาสตร์กำลังนำไปสู่รุ่งอรุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก....

ขอพระเมตตาและฤทธานุภาพของพระเจ้าดำรงอยู่กับผู้อ่านทุกคน

สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า

By : MPCF Thailand
13/9/2026
#วันต้นสัปดาห์กับพระวจนะแห่งชีวิต #พันธกิจด้านพระวจนะ #เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในความเงียบ #เมื่อพระสุรเสียงดูเหมือนหายไป #1ซามูเอล3 #พระวจนะหายาก #พระสุรเสียงของพระเจ้า

โปรดเกล้าฯ 'โผทหาร' 805 นาย เปิด 5 เสือ ทบ. 'พล.อ.ศรัณย์' นั่งปลัด กห. 'พล.ร.อ.นเรศ' ผบ.ทร.โปรดเกล้าฯ "โผทหาร" 805 ตำแหน...
12/09/2026

โปรดเกล้าฯ 'โผทหาร' 805 นาย เปิด 5 เสือ ทบ. 'พล.อ.ศรัณย์' นั่งปลัด กห. 'พล.ร.อ.นเรศ' ผบ.ทร.
โปรดเกล้าฯ "โผทหาร" 805 ตำแหน่ง "พล.อ.ศรัณย์" ปลัด กห. พล.ร.อ.นเรศ ผบ.ทร. ส่วน ผบ.ทบ.จัดทัพ 5 เสือ ใหม่ วาง ทายาท "เต้-กอล์ฟ" ชิง ทบ.1 ปี 70 ดัน กอญ. ช่อง 5 นั่ง เสธ.ทบ. พร้อมขยับ “รองคิ้ว” ทหารรบพิเศษ นั่งแม่ทัพ 4 คุมดับไฟใต้
อ่านเพิ่มเติม...
https://www.thaipost.net/hi-light/1067712/

ที่มา : ไทยโพสต์

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จํานวน 805 นาย .....

👂"เมื่อเสียงร้องดูเหมือนไม่มีคำตอบ" (BEFORE DAWN)วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต“เสียงร่ำร้องขอความช่วยเหลือเพราะการเ...
06/09/2026

👂"เมื่อเสียงร้องดูเหมือนไม่มีคำตอบ" (BEFORE DAWN)
วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต

“เสียงร่ำร้องขอความช่วยเหลือเพราะการเป็นทาสนี้ ดังขึ้นไปถึงพระเจ้า”

(อพยพ บทที่ 2 ข้อที่ 23)

-----------------------------------

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา "วันต้นสัปดาห์ กับ พระวจนะแห่งชีวิต" ได้พาผู้อ่านเรียนรู้การดำเนินชีวิตกับพระเจ้าในหลากหลายมิติ ผ่านการเตรียมชีวิตสำหรับสิ่งที่พระเจ้ากำลังทรงทำในอนาคตในซีรีส์ Top Up for Tomorrow และการมองเห็นความอุดมสมบูรณ์แห่งพระคุณและการทรงจัดเตรียมของพระองค์ในซีรีส์ Overflow แต่เมื่อผู้เชื่อก้าวเดินกับพระเจ้าไปนานพอ คำถามหนึ่งมักเกิดขึ้นในใจเสมอ คือ เราควรเข้าใจอย่างไรในวันที่คำอธิษฐานยังไม่ได้รับคำตอบ ในวันที่สถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง และในวันที่ดูเหมือนว่าพระเจ้าทรงเงียบ
ด้วยเหตุนี้ ตลอดเดือนกันยายน MPCF Thailand จะพาทุกคนไปศึกษาเรื่องราวในซีรีส์ "BEFORE DAWN : เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในความเงียบ" เพื่อสำรวจว่าพระคัมภีร์สอนเราอย่างไร? เกี่ยวกับช่วงเวลาที่ดูเหมือนพระเจ้าทรงนิ่งเงียบ แต่ความจริงแล้วพระองค์ยังคงทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อยู่เสมอ... เพราะตลอดประวัติศาสตร์แห่งการทรงไถ่ของพระเจ้า เรามักพบว่าก่อนการทรงกระทำครั้งสำคัญ จะมีช่วงเวลาแห่งการรอคอย ความเงียบ หรือแม้แต่ความมืดมิดเกิดขึ้นก่อนเสมอ... ราวกับแสงแรกของรุ่งอรุณที่กำลังจะมาถึงหลังค่ำคืนอันยาวนาน
📌ตลอดสี่สัปดาห์ของเดือนนี้ ผู้อ่านทุกคนได้เรียนรู้ และเข้าใจ การทำงานของพระเจ้าผ่าน "ความเงียบของพระองค์" จากเหตุการณ์สำคัญในพระคัมภีร์ ตั้งแต่อิสราเอลในอียิปต์ ซามูเอลในยุคที่พระวจนะหายาก ช่วง 400 ปีระหว่างพันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ จนถึงความเงียบในสวรรค์ตามพระธรรมวิวรณ์ เพื่อเรียนรู้ว่าความเงียบในพระคัมภีร์ไม่ได้หมายความว่า "พระเจ้าทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์" แต่บ่อยครั้งกลับเป็นช่วงเวลาที่พระองค์กำลังทรงจัดเตรียมบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่พวกเขามองเห็น
ในสัปดาห์แรกของซีรีส์นี้จะเริ่มต้นที่ "พระธรรมอพยพ บทที่ 2" ซึ่งบันทึกเรื่องราวในช่วงเวลาที่ชนชาติอิสราเอลกำลังร้องคร่ำครวญภายใต้การเป็นทาส และดูเหมือนว่าสวรรค์จะเงียบงันอย่างสิ้นเชิง แต่เบื้องหลังความเงียบนั้น พระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียมทุกสิ่งตามพันธสัญญาที่พระองค์ทรงกระทำไว้แล้ว ตามประวัติศาสตร์ "พระธรรมอพยพ บทที่ 2" เป็นบทบันทึกที่อยู่ท่ามกลางรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์แห่งการทรงไถ่ของพระเจ้า ด้านหนึ่ง ชนชาติอิสราเอลกำลังจมอยู่ภายใต้ความทุกข์จากการเป็นทาสในอียิปต์ พวกเขาถูกกดขี่ ถูกใช้แรงงานอย่างหนัก และต้องเผชิญกับความอยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อีกด้านหนึ่ง พระเจ้ากำลังทรงเริ่มต้นการจัดเตรียมบางสิ่งที่ประชากรของพระองค์ยังไม่สามารถมองเห็นได้
เมื่ออ่านบทนี้อย่างละเอียด จะพบว่านี่ไม่ใช่เพียงเรื่องราวการกำเนิดของโมเสส หรือเรื่องราวการหลบหนีของเขาไปยังแผ่นดินมีเดียนเท่านั้น แต่เป็นบทบันทึกที่เผยให้เห็นว่าพระเจ้าทรงกำลังทำงานอยู่เบื้องหลัง ในช่วงเวลาที่ประชากรของพระองค์รู้สึกราวกับว่าสวรรค์กำลังเงียบงัน โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากครอบครัวหนึ่งในเผ่าเลวี ท่ามกลางยุคสมัยที่ฟาโรห์มีคำสั่งให้กำจัดเด็กชายฮีบรูทุกคน ซึ่งในการศึกษาพระธรรมอพยพ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์พระคัมภีร์ได้พยายามเทียบเคียงข้อมูลในพระคัมภีร์กับประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ ทำให้เกิดข้อเสนอที่หลากหลายเกี่ยวกับตัวตนของ "ฟาโรห์" ในสมัยของโมเสส โดยบางแนวคิดเสนอว่าเหตุการณ์อพยพเกิดขึ้นราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก่อนคริสตกาล และเชื่อมโยงฟาโรห์ผู้กดขี่ชนชาติอิสราเอลกับทุตโมสที่ 3 (Thutmose III) ส่วนฟาโรห์ในช่วงการอพยพอาจเป็นอเมนโฮเทปที่ 2 (Amenhotep II)
ขณะที่อีกแนวคิดหนึ่งเสนอเหตุการณ์อพยพไว้ในคริสต์ศตวรรษที่ 13 ก่อนคริสตกาล และเชื่อมโยงกับรามเสสที่ 2 (Ramesses II) หรือเมอร์เนฟทาห์ (Merneptah) อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเหล่านี้ยังอยู่ในวงสนทนาทางวิชาการและยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์นักวิชาการ และนักประวัติศาสตร์ได้เสนอข้อสันนิษฐานที่หลากหลายเกี่ยวกับตัวตนของฟาโรห์ในยุคนี้ แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกพระนามของพระองค์ไว้โดยตรง ทำให้ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ในปัจจุบัน แต่ประเด็นสำคัญของพระธรรมตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่การระบุว่า "ฟาโรห์" คือใคร? หากอยู่ที่การมองเห็นว่าท่ามกลางอำนาจของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคนั้น "พระเจ้ากำลังทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์"
📝สำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ทุกอย่างอาจดูเป็นเพียงเหตุการณ์ธรรมดาในชีวิตของครอบครัวหนึ่ง แต่เมื่อมองย้อนกลับจากมุมมองของพระคัมภีร์ เราจะเห็นถึงพระหัตถ์แห่งการทรงจัดเตรียมของพระเจ้าที่กำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา เด็กคนนี้ได้รับการช่วยเหลือจากพระราชธิดาของฟาโรห์ ได้รับโอกาสเติบโตขึ้นในราชสำนักอียิปต์ และได้รับนามว่า “โมเสส” ซึ่งมีความหมายว่า “ฉุดขึ้นมาจากน้ำ” สิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงแรกของบทนี้ ผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงการอัศจรรย์ครั้งใหญ่ ไม่มีการเปิดทะเล ไม่มีเสาเมฆหรือเสาไฟ และไม่มีการสำแดงอันยิ่งใหญ่ใด ๆ ของพระเจ้า แต่กลับมีเพียงเหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเกิดขึ้นตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เมื่อมองด้วยสายตาแห่งความเชื่อ เราจะพบว่า "พระเจ้ากำลังทรงวางรากฐานสำหรับพระราชกิจในอนาคตอยู่แล้ว"
เมื่อโมเสสเติบโตขึ้น เขาเริ่มตระหนักถึงความทุกข์ยากของชนชาติฮีบรู วันหนึ่งเขาเห็นชาวอียิปต์กำลังทำร้ายชาวฮีบรูคนหนึ่ง จึงตัดสินใจเข้าไปช่วยเหลือ แต่เขาเลือกใช้วิธีการของมนุษย์ด้วยการฆ่าชาวอียิปต์คนนั้น และซ่อนศพไว้ในทราย... โมเสสอาจคิดว่าสิ่งที่ตนทำเป็นการเริ่มต้นช่วยเหลือประชาชนของตน แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม ความจริงถูกเปิดเผย เขาถูกปฏิเสธจากคนฮีบรู และต้องหลบหนีออกจากอียิปต์เพื่อรักษาชีวิตของตนเอง
หากมองจากมุมมองของมนุษย์ เหตุการณ์นี้เป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง โมเสสสูญเสียตำแหน่ง อนาคต และทุกสิ่งที่เคยมีในอียิปต์ แต่เมื่อพิจารณาจากแผนการของพระเจ้า ก็จะพบว่าพระองค์ยังคงทรงทำงานอยู่ แม้กระทั่งท่ามกลางความผิดพลาดและความล้มเหลวของมนุษย์... เมื่อโมเสสเดินทางมาถึงแผ่นดินมีเดียน ได้ช่วยเหลือบุตรสาวของ "เรอูเอล" และแต่งงานกับ "ศิปโปราห์" เริ่มต้นชีวิตใหม่ในฐานะคนเลี้ยงแกะ ชีวิตของเขาดูเหมือนเงียบสงบและธรรมดา ไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดถูกบันทึกไว้เป็นเวลานาน หลายปีผ่านไปโดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมจากผู้เขียน... แต่บ่อยครั้งในพระคัมภีร์ ช่วงเวลาที่ดูเงียบที่สุด กลับเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้ากำลังทำงานลึกที่สุด
▶ในขณะที่โมเสสกำลังใช้ชีวิตอยู่ในมีเดียน พระเจ้ากำลังทรงเตรียมชายคนหนึ่งให้พร้อมสำหรับพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่ ในขณะที่อิสราเอลยังคงร้องคร่ำครวญอยู่ในอียิปต์ พระเจ้ากำลังทรงจัดเตรียมคำตอบที่พวกเขายังมองไม่เห็น โดยจากนั้นเรื่องราวจึงพาเรามาถึงข้อที่ 23-25 ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุดของบทนี้ คือ หลายปีผ่านไป "กษัตริย์อียิปต์สิ้นพระชนม์" แต่สภาพของประชาชนไม่ได้เปลี่ยนแปลง พวกเขายังคงเป็นทาส ยังคงทุกข์ยาก และยังคงร้องคร่ำครวญต่อพระเจ้า แต่ครั้งนี้ ผู้เขียนเปิดเผยสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่ง "พระเจ้าทรงได้ยิน" "พระเจ้าทรงระลึกถึงพันธสัญญา" "พระเจ้าทอดพระเนตร" และ "พระเจ้าทรงทราบ"
▶คำว่า “ทรงได้ยิน” ในข้อที่ 24 มาจากคำภาษาฮีบรู Shama (שָׁמַע) ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียง "การได้ยินเสียงเท่านั้น" แต่หมายถึง "การฟังด้วยความใส่ใจ" และการฟังที่นำไปสู่การตอบสนองในที่สุด ส่วนคำว่า “ทรงระลึกถึง” มาจากคำว่า Zakhar (זָכַר) ซึ่งไม่ได้หมายความว่า "พระเจ้าทรงลืมแล้วจึงนึกขึ้นได้" แต่เป็นภาษาของพันธสัญญาที่สื่อว่า "พระองค์กำลังจะทรงลงมือกระทำตามพระสัญญา" ที่ทรงให้ไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ และคำสุดท้าย “ทรงทราบ” ในข้อที่ 25 มาจากคำว่า Yada (יָדַע) ซึ่งมีความหมายมากกว่า "การรับรู้ข้อมูลทั่วไป" แต่สื่อถึง "ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง" ความสัมพันธ์ และการรับรู้ความทุกข์ของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง
ดังนั้น สิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านเห็นจึงไม่ใช่เพียงว่าพระเจ้าทรงรับรู้ปัญหาของประชากร แต่คือพระองค์ทรงใส่พระทัย ทรงสัตย์ซื่อต่อพันธสัญญา และกำลังทรงดำเนินพระราชกิจตามเวลาของพระองค์ หากทุกคนได้อ่านผ่าน ไป ก็จะพบว่า ภาพที่เห็นจะเห็นภาพที่สะท้อนถึงบริบทของความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น อาทิ "อิสราเอลเห็นเพียงความทุกข์" "โมเสสเห็นเพียงความล้มเหลว" แต่พระเจ้าทรงเห็นภาพทั้งหมด พระองค์ทรงเห็นสิ่งที่ประชากรของพระองค์ยังไม่เห็น และกำลังทรงดำเนินพระราชกิจของพระองค์อยู่แล้ว ก่อนที่ทะเลแดงจะแยกออก ก่อนที่ฟาโรห์จะพ่ายแพ้ และก่อนที่อิสราเอลจะได้รับอิสรภาพ... เพราะพระองค์ทรงทำงานอยู่เสมอในท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นในชีวิตของทุกคน...

------------------------------

📯สุดท้ายนี้ นี่คือความจริงที่พระธรรมอพยพ บทที่ 2 ต้องการสอนผู้เชื่อทุกยุคทุกสมัยว่า ความเงียบของพระเจ้า ไม่ได้หมายความว่า "พระองค์ทรงทอดทิ้งประชากรของพระองค์" แต่บ่อยครั้งกลับเป็นช่วงเวลาที่พระองค์กำลังทรงจัดเตรียมบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราจะมองเห็นได้ในเวลานั้น เพราะผลลัพธ์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรับรู้ของพระเจ้า... แต่ในบทถัดไป (บทที่ 3) "พระองค์ทรงสำแดงพระองค์แก่โมเสสที่พุ่มไม้ไฟลุก" ทรงเรียกเขาให้กลับไปยังอียิปต์ และทรงประกาศว่า "เราได้เห็นความทุกข์ยากของประชากรของเราแล้ว เราได้ยินเสียงร้องทุกข์ของเขาแล้ว... และเราได้ลงมาเพื่อช่วยเขาให้พ้น" (อพยพ บทที่ 3 ข้อที่ 7-8) ดังนั้น ความเงียบที่ยาวนานในอียิปต์ จึงไม่ได้จบลงด้วยความว่างเปล่า แต่ค่อย ๆ เปิดทางไปสู่การสำแดงพระราชกิจของพระเจ้าตามพระสัญญาที่พระองค์ทรงให้ไว้กับบรรพบุรุษของพวกเขา...
เพราะหลังจากการช่วยกู้ในอียิปต์ ภายหลังจากที่ชนชาติอิสราเอลเข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญาแล้ว เวลาก็ล่วงเลยไปอีกหลายชั่วอายุคน และอิสราเอลต้องเผชิญกับความเงียบในอีกรูปแบบหนึ่ง "ไม่ใช่ความเงียบจากเสียงร้องของผู้ถูกกดขี่ แต่เป็นความเงียบจากการขาดพระสุรเสียงของพระเจ้า" ในยุคที่ผู้คนแทบไม่ได้รับพระดำรัสจากพระองค์ และการทรงสำแดงจากสวรรค์เกิดขึ้นเพียงน้อยครั้ง เช่นเดียวกับในสมัยของโมเสส ขณะที่ผู้คนกำลังคิดว่าพระเจ้าทรงเงียบ พระองค์กำลังทรงเตรียมใครบางคนไว้แล้ว เด็กชายคนหนึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในพระนิเวศของพระเจ้า และในเวลาที่ทรงกำหนด พระสุรเสียงของพระยาห์เวห์จะดังขึ้นอีกครั้งผ่านชีวิตของเขา เรื่องราวนั้นจะเป็นสิ่งที่เราจะร่วมกันศึกษาในสัปดาห์หน้า ผ่านชีวิตของ "ซามูเอล" ผู้เผยพระวจนะที่พระเจ้าทรงใช้ในช่วงเวลาที่ชนชาติอิสราเอลกำลังต้องการการฟื้นฟูจากพระองค์อีกครั้ง

🙏ขอพระเมตตาและฤทธานุภาพของพระเจ้าดำรงอยู่กับผู้อ่านทุกคน

สรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า

By : MPCF Thailand
6/9/2026
#วันต้นสัปดาห์กับพระวจนะแห่งชีวิต #พันธกิจด้านพระวจนะ #เมื่อพระเจ้าทรงทำงานในความเงียบ #เมื่อเสียงร้องดูเหมือนไม่มีคำตอบ #อพยพ2 #พระเจ้าทรงได้ยิน #การรอคอยพระเจ้า

ที่อยู่

เลขที่ 99/182 ถนนสายไหม 22 แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพ
Bangkok
10220

เบอร์โทรศัพท์

+66877089774

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ MPCF Thailand โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ สถานที่สักการะ

ส่งข้อความของคุณถึง MPCF Thailand:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่