วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง
๑. ข้อมูลทั่วไป
ชื่อ วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง
ฐานะ พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
ที่ตั้งปัจจุบัน เลขที่ ๑๔๔ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ แขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ๑๐๒๐๐
เนื้อที่ จำนวน ๒๑ ไร่ ๑ งาน ๖๕ ตารางวา
ทิศเหนือ จดตรอกวัดอินทรวิหาร ใกล้หอพักสตรีมรกต
ทิศใต้ จดตึกแถวริมถนนวิสุทธิกษัตริย์
ทิศตะวันออก จดตึกแถวซอยเทเวศร์ ๑
ทิศตะวันตก จดโรงเรียนวัดอินทรวิหารและตึกแ
ถวริมถนนสามเสน
๒. ประวัติโดยสังเขป
วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง เป็นวัดเก่าแก่โบราณ มีพัทธสีมาสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยทะเบียนทำเนียบวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (http://binfo.onab.go.th/Temple/Temple-List-view.aspx) ระบุว่า "รหัสวัด ๐๑๑๐๐๑๑๑๐๐๑ นิกาย มหานิกาย วันที่ตั้งวัด พ.ศ. ๒๒๙๕ วันรับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. ๒๓๒๑"
และหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๒ กองพุทธศาสนสถาน กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ระบุว่า "ไม่ปรากฏนามและประวัติผู้สร้าง" ส่วนอุโบสถนั้น ดังเดิมเป็นแบบเตาเผาปูน กุฏิเป็นแบบฝากระแชงอ่อน
ยุคท่านเจ้าคุณอรัญญิกเถระ (ด้วง) เจ้าอาวาสรูปที่ ๑ ราว พ.ศ. ๒๓๒๑ - ก่อน พ.ศ. ๒๓๗๐
สมัยธนบุรี ประมาณปี พ.ศ.๒๓๒๑ พระเจ้าสิริบุญสาร (สมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓) ผู้ครองกรุงเวียงจันทบุรี ศรีสัตนาคนหุต อุตตมราชธานี ตรัสสั่งกรีฑาทัพรุกรานมาถึงบ้านดอนมดแดง (จังหวัดอุบลราชธานีในปัจจุบัน) แล้วตรัสสั่งประหารชีวิตเจ้าพระวรราชภักดี (เจ้าพระวอ) พระอนุชาในเจ้าพระวรราชปิตา (เจ้าพระตา) เจ้าผู้ครองเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน (จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน) ซึ่งลี้ภัยเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรี ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงธนบุรีทรงทราบ ก็ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัย จึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) เป็นแม่ทัพ พร้อมด้วยเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช (บุญมา) กรีฑาทัพขึ้นไปปราบและสามารถตีกรุงเวียงจันทบุรี ศรีสัตนาคนหุตฯ แตก ส่วนพระเจ้าสิริบุญสารทรงลี้ภัยไปประทับในดินแดนญวน แล้วสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ให้นำเจ้าอินทวงศ์ พระราชโอรสพระองค์ที่ ๒ ในพระเจ้าสิริบุญสารกับเจ้านางแห่งเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน พร้อมชาวลาว
ลงมากักบริเวณที่บ้านไร่พริกหรือบ้านลาน แล้วเรียกว่า บ้านลาวพวน (แขวงบางขุนพรหม ในปัจจุบัน) และบริเวณวัดบางยี่ขัน
ในกรุงธนบุรี ในฐานะตัวประกัน อีกทั้งชาวลาวเหล่านี้ มีทักษะด้านงานไม้ มีหน้าที่ขุดสร้างเรือพายเรือยาว เหมือนอย่าง
เรือพระราชพิธีในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค
อนึ่ง นิคมชุมชนชาวจีน มีศรัทธาสร้างวัดมากมายตั้งแต่สมัยกรุงพระนครศรีอยุธยาตอนปลาย เช่น วัดวรามะตาราม
(วัดใหม่อมตรส ในปัจจุบัน) วัดท้องคุ้งหรือวัดปลัดนุช (วัดเอี่ยมวรนุช ในปัจจุบัน อยู่ริมท้องคุ้งของคลองขนาดเล็ก
ไหลมาตามแนวถนนพายัพด้านหน้าวัดสามพระยา วรวิหาร ไปถึงด้านหน้าเอี่ยมวรนุช ผ่านถนนสามเสน ที่เคยมีสะพานเจริญศรี
ทอดข้ามคลองนี้ แล้วแยกแตกเป็นคลองหลายสาย สายหนึ่งผ่านหน้าโรงเรียนวัดอินทรวิหาร ผ่านตรอกวัดอินทร์ ไปบรรจบ
คลองผดุงเกษม สายหนึ่งผ่านเลียบซอยเทเวศร์ ๑ ไปบรรจบคลองผดุงกรุงเกษม เป็นต้น คลองดังนี้ มีนามว่า
“คลองบางขุนพรหม” ต่อมาถมคลองบางขุนพรหม เพื่อสร้างถนนพายัพ ใน พ.ศ. ๒๕๐๘) วัดไร่พริก (วัดอินทรวิหาร
พระอารามหลวง ในปัจจุบัน)
โดยสมัยนั้นแล เจ้าอินทวงศ์ ทรงศรัทธาดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์วัดไร่พริก และได้เปลี่ยนแปลงรูปทรงอุโบสถเป็นแบบก่ออิฐ
ถือปูนตกท้องสำเภา ได้สร้างศาลาพร้อมกับขุดคลองเหนือใต้และด้านหลังวัดไร่พริก จนเมื่อวัดไร่พริกมีความมั่นคงดีแล้ว
จึงทรงอาราธนาท่านเจ้าคุณอรัญญิกเถระ (ด้วง) พระภิกษุชาวลาว ผู้เรืองปัญญาในด้านวิปัสสนาธุระ ให้มาช่วยเป็นธุระ
ปกครองบริหาร และถือเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกที่มีหลักฐานปรากฏยืนยัน
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช นอกจากเจ้าอินทวงศ์ ทรงดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์
วัดอินทารามแล้ว พระองค์ได้ตามเสด็จไปในงานพระราชสงครามตีเมืองทวาย ใน พ.ศ. ๒๓๓๐ ต่อมาพระองค์
เสด็จกลับไปเสวยพระราชสมบัติกรุงเวียงจันทบุรี เฉลิมพระนามใหม่ว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๔ ใน พ.ศ. ๒๓๓๗
แล้วเสด็จสวรรคตในวันอังคารที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๔๘ ณ กรุงเวียงจันทบุรี
(http://www.royalark.net/Laos/vientian.htm)
อนึ่ง เจ้าอินทวงศ์ ทรงเป็นพระภาดาของเจ้านางเขียวค่อมแก้วยอดฟ้ากัลยาณีศรีกษัตริย์ และทรงเป็นพระราชบิดา
ของเจ้านางเขียวค่อมทองสุก พระสนมในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งเจ้านางทองสุก ทรงเป็น
พระมารดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี พระมเหสีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าหญิงกุณฑลทิพยวดี ทรงเป็นพระมารดาของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าชายมหามาลา กรมสมเด็จพระบำราบปรปักษ์, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าชายอาภรณ์
และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าชายปิ๋ว และสันนิษฐานว่า เจ้านางเขียวค่อมคำแว่น (เจ้าจอมแว่น) พระสนมเอก
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช หรือคุณเสือ เป็นพระภาติยะ (ลูกของพี่ชาย) ของเจ้าอินทวงศ์
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ. ๒๓๖๐ ปรากฏหมายรับสั่ง เรื่อง เกณฑ์โคม และเสาโคม ไปจุดตามพระอารามต่าง ๆ ระบุว่า พระราชทานโคม เสาโคมประดับฉัตรกระดาษ เสาธงตะเข้ ประดับฉัตรกระดาษ เสาตะเกียบประดับฉัตรกระดาษ ที่ ... วัดบางขุนพรหม (วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง ในปัจจุบัน) ... วัดอินทาราม (วัดอินทาราม วรวิหาร ฝั่งธนบุรี ในปัจจุบัน) ... (วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง. ค้นคว้าหามาได้ เอกสารสำคัญของวัดอินทรวิหาร, ๒๕๔๔ : น. ๔๔ - ๔๕)
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายอินทวงศ์ พระราชโอรส
ในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๓ (กรมศิลปากร. ราชสกุลวงศ์,
๒๕๓๖ : น. ๙๒ - ๙๕) ทรงศรัทธาดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดบางขุนพรหม โดยรักษารูปแบบเดิม
ที่เจ้าอินทวงศ์ ทรงดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ไว้
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พฺรหฺมรํสี) ท่านเป็นประธานดำเนินการจัดสร้าง “พระศรีอริยเมตไตรย” หรือ “หลวงพ่อโต” ใน พ.ศ. ๒๔๑๐ ซึ่งปัจจุบัน
เป็นพระพุทธปฏิมาประยืนปางอุ้มบาตรองค์ที่สูงใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรไทยและในโลก อีกทั้งท่านได้ให้ จิตรกรเขียน
ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ตรงระหว่างช่องพระทวารกับช่องพระบัญชร จำนวน ๑๒ ภาพ เพื่อบันทึกชีวประวัติ
บางส่วนของท่าน ต่อมาภาพจิตรกรรมฝาผนังเกิดชำรุด จึงให้จิตรกรคัดลอก ภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยกระดาษไข
ยุคภายหลังท่านเจ้าคุณอรัญญิกเถระ (ด้วง) เจ้าอาวาสรูปที่ ๑ ก่อน พ.ศ. ๒๓๗๐ - พ.ศ. ๒๔๓๕
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช มีงานสำคัญซึ่งทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้อาราธนาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) เป็นผู้รับหน้าที่สำคัญ กล่าวคือ
การแสดงพระธรรมพิเศษในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พ.ศ. ๒๔๑๑ ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ ๕ ว่า
“ต่อจากวันบรมราชาภิเษกมา เสด็จออกพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เวลาเช้า ทรงตั้งพระราชาคณะกับข้าราชการ
ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า และทรงรับดอกไม้ธูปเทียนซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทูลเกล้าฯ ถวาย
ครั้นเวลาค่ำ เสด็จออกทรงสดับพระธรรมเทศนาพิเศษ เนื่องด้วยงานพระบรมราชาภิเษก ๔ กัณฑ์ คือ วันแรม ๑๓ ค่ำ
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) วัดระฆัง ถวายเทศนา ว่าด้วยทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร, วันแรม ๑๔ ค่ำ
กรมหมื่นบวรรังสีสุริยพันธ์ ถวายเทศนา ว่าด้วยพระราชพงศาวดาร, วันแรม ๑๕ ค่ำ (พระสาสนโสภณ วัดราชประดิษฐ)
ถวายเทศนามงคลสูตร, เดือนอ้าย ขึ้นค่ำ ๑ (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (จี่) วัดประยุรวงศาวาส) ถวายเทศนารัตนสูตร”
ส่วนอีกหน้าที่สำคัญ กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายประดิษฐวรการ ทรงปั้นพระบรมรูป รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔
ดังที่ประดิษฐาน ณ ปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในปัจจุบัน ดังลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าชายดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ระบุว่า
“...พระบรมรูป ๔ พระองค์นั้น โปรดฯ ให้พระองค์เจ้าประดิษฐ์วรการ อธิบดีกรมช่างสิบหมู่และเป็นช่างอย่างดี
ในพระองค์เองด้วย เป็นผู้อำนวยการ เมื่อปั้นหุ่นนั้นรู้พระลักษณะแน่ชัดแต่ขนาดพระองค์ว่าสูงเท่าใด
เพราะมีพระพุทธรูปฉลองพระองค์อยู่เป็นหลัก แต่ส่วนพระรูปโฉมนั้น นอกจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ซึ่งมีพระบรมรูปปั้นอยู่แล้ว ต้องอาศัยไต่ถามผู้ที่เคยได้เห็นพระองค์ ให้บอกพระลักษณะและคอยติ
ให้ช่างแก้ไขไปแต่แรกจนแล้ว ก็ในเวลานั้น ผู้ที่เคยเห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยังมีอยู่มาก แต่ผู้เคยเห็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
หาได้แต่ ๔ คน คือ พระองค์เจ้าหญิงปุก พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๑ พระองค์ ๑ , สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)
วัดระฆัง องค์ ๑, เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (บุญศรี) คน ๑ , กับเจ้าพระยาธรรมา ฯ (ลมั่ง สนธิรัตน) คน ๑
ปั้นพระบรมรูปสำเร็จได้หล่อเมื่อเดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๑๔ แล้วโปรดฯ ให้ประดิษฐานไว้ที่ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ในชั้นแรก ...”
ต่อมาเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านชราภาพมาก ดังปรากฏในบันทึกของมหาอำมาตย์ตรี
พระยาทิพยโกษา (สอน โลหะนันทน์) ระบุว่า
“... ในปลายปีมะเมีย โทศก (พ.ศ. ๒๔๑๔) นี้มา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ได้มีลายลิขิตแจ้งแก่กรมสังฆการีว่า
จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตยกเป็นสมเด็จพระราชาคณะกิตติมศักดิ์ ด้วยเหตุชราทุพพลภาพ
ไม่สามารถรับราชการเทศน์แลสวดฉันในพระบรมราชวังได้ ได้ทรงพระมหากรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาต
ยกเป็นพระมหาเถรกิตติมศักดิ์ และได้ทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาหม่อมเจ้าพระ (ทัส)
ในกรมสมเด็จพระราชวังหลัง ... มีราชทินนามว่า หม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ ... เป็นผู้ช่วยบัญชาการกิจการ
วัดระฆังต่อไป ...”
ส่วนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ท่านดำเนินการสร้าง “พระศรีอริยเมตไตรย” หรือ “หลวงพ่อโต”
ที่ค้างอยู่นั้น จนถึงระดับพระกฤษฎี (ระดับสะเอว) ก็ถึงแก่มรณภาพ ณ ศาลาหลังใหญ่ (บริเวณศาลาการเปรียญ ในปัจจุบัน)
ในวัดอินทาราม (วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง ในปัจจุบัน) ในวันเสาร์ที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๕
ยุคพระครูธรรมานุกูล (ภู จนฺทเกสโร) เจ้าอาวาสรูปที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๓๕ - พ.ศ. ๒๔๖๗
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ราว พ.ศ. ๒๔๓๒ หลวงปู่ใหญ่ (พี่ชายของหลวงปู่ภู
จนฺทเกสโร) เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดอินทาราม (วัดบางขุนพรหม) ต่อจากยุคท่านเจ้าคุณอรัญญิกเถระ (ด้วง)
ซึ่งขณะนั้น หลวงปู่ภู จนฺทเกสโร ท่านเข้ามาจำพรรษา ณ วัดอินทาราม (วัดบางขุนพรหม) แล้วหลวงปู่ภู จนฺทเกสโร
ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอินทาราม (วัดบางขุนพรหม) ในราว พ.ศ. ๒๔๓๕ ท่านดำเนินการสร้างองค์หลวงพ่อโตบางส่วน
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๖๓ พระครูสังฆบริบาล (แดง)
วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร ท่านมาช่วยดำเนินการสร้างองค์หลวงพ่อโตบางส่วน ดังปรากฏในจดหมายแห่งชาติ ระบุว่า
“วัดอินทรวิหาร หลังโรงพักบางขุนพรม จังหวัดพระนคร
“อาตมภาพ พระครูสังฆบริบาล เดิมอยู่วัดบวรนิเวศ ผู้เข้ามาทำการปฏิสังขรณ์พระโต ที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)
ที่ท่านทำค้างไว้มานานแล้ว บัดนี้ อาตมภาพได้ทำการก่อสร้างมาประมาณ ๔ ปีเศษ ก็ได้เป็นผลสำเร็จได้เป็นพระองค์แล้ว
เป็นพระยืนห่มคลุมอุ้มบาตรอย่างธรรมยุตห่มแหวก สูงแต่ฝ่าพระบาทขึ้นไปถึงพระเศียร ๑๘ วา พระพาหากว้าง ๕ วา พระจุไล
(พระจุไร) ถึงพระอานุ (พระหนุ) ๑๑ ศอก พระกรรณยาว ข้างละ ๖ ศอก พระเกศบนหล่อด้วยทองเหลือง ๗ ศอก ลงรักปิดทอง
องค์พระทาสีเหลือง พระพักตร์แป้นงามดี พระบาทก่อทำใหม่เหยียบบนดอกบัว แต่ทำด้วยคอนกรีตผูกเหล็ก ทิ้งซีเมนต์
ออกมาพอกจากของเก่าอีก ๓ ศอก
“อนึ่ง พระตากแดด ท่านทายกทายิกาจงมาช่วยกันยกเศวตฉัตร ๗ ชั้น สูง ๓ วา ๒ ศอก ทำด้วยเหล็กทั้งอันทั้งคัน
และโครง เป็นการแข็งแรง เขียนลายเบญจรงค์ มาบัดนี้จะยกเศวตฉัตร กำหนดวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๙
ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เวลาเช้า ๒ โมงเศษ แต่ต้องยกถึง ๓ วัน จึงจะแล้วงาน และมีเทศน์คู่ ๒ ธรรมาสน์
ทั้ง ๓ วัน ฉัตรนั้นประดับด้วยลูกแก้วไฟฟ้าถึง ๗ ชั้น ส่วนรูปพระโตยืนพิงภูเขา ไม่โคนทักทลายเป็นการถาวร เพราะของเก่า
ทำไว้แน่นหนาแข็งแรง อาตมภาพขอถวายพระพรถวายส่วนพระกุศลแก่มหาบพิตรด้วย ในกองการกุศลอันนี้
เพราะเป็นการใหญ่ยิ่งอยู่แล้ว ขอเชิญเสด็จมหาบพิตรเสด็จเพื่อเป็นการสวัสดิภาพแก่พระพุทธรูปองค์นี้ และเพื่อเป็นหลัก
แก่พระพุทธศาสนาต่อไป ขอถวายพระพรมาให้ทราบ”
ยุคพระอินทรสมาจาร (เงิน อินฺทสโร) เจ้าอาวาสรูปที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๖๗ - พ.ศ. ๒๕๑๘
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๗๐ พระเดชพระคุณพระอินทรสมาจาร (เงิน อินฺทสโร)
ท่านดำเนินการสร้างองค์หลวงพ่อโต จนเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๗๐ มีความสูง ๓๒ เมตร (๑๖ วา) มีความกว้าง ๑๑ เมตร
(๕ วา ๒ ศอก) แล้วมีพิธีเปิดงานสมโภชองค์หลวงพ่อโต เป็นครั้งแรก ใน พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ
พระองค์เจ้าชายภุชงค์ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าชายบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต (สมเด็จพระพี่นางเธอ
เจ้าฟ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์. ตราแผ่นดิน ตราราชสกุล และสกุล อักษรพระนามและนามย่อ,
๒๕๕๑ : น. ๑๐, ๑๔)ทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายฆราวาส
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พ.ศ. ๒๔๘๑ ดำเนินการสร้างพระประภามณฑล (พระรัศมี)
ประดับพระเศียรองค์หลวงพ่อโต พร้อมประดับกระเบื้องโมเสกทองคำ ๒๔ เค จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ตรงพระเศียร
พระพักตร์ พระหัตถ์ทั้งสอง แล้วให้เรียกชื่องานสมโภชองค์หลวงพ่อโตว่า งานปิดทองนมัสการองค์หลวงพ่อโต
ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๕
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
พระองค์และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนิน
พร้อมด้วยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา
สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงปิดทองยอดพระเกศเมาลี ทรงทำพิธีเปิดซุ้มประตูวัดอินทรวิหาร
และทรงเปิดงานปิดทองนมัสการองค์หลวงพ่อโต ในวันอาทิตย์ ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๗
พ.ศ. ๒๕๐๙ บูรณปฏิสังขรณ์องค์หลวงพ่อโต โดยกระทำการเปลี่ยนกระเบื้องโมเสกทองคำประดับพระพักตร์
พระเศียร และพระหัตถ์เสียใหม่ เพราะกระเบื้องโมเสกทองคำชุดเก่าชำรุดและหมองไป
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนิน
พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงทำพิธีอัญเชิญโมเสกทองคำ
ประดับพระอุณาโลมตรงพระนลาฎขององค์หลวงพ่อโต ในวันพุธ ที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๐
ยุคพระครูวรภัตติคุณ (ภักดิ์ ปณฺฑิโต) เจ้าอาวาสรูปที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๑๘ - พ.ศ. ๒๕๒๘
พ.ศ. ๒๕๒๑ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ขณะดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร)
เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงทำพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ที่รัฐบาลสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา
มอบให้รัฐบาลราชอาณาจักรไทย ประดิษฐาน ณ ยอดพระเกศเมาลี และทรงปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ์ จากสาธารณรัฐ
สังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ไว้ ณ ลานด้านหน้าของบ่อพระพุทธมนต์สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
ในวันเสาร์ ที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๑
พ.ศ. ๒๕๒๕ ประดับกระเบื้องโมเสกทองคำ ๒๔ เค จากสาธารณรัฐอิตาลี ทั่วทั่งองค์หลวงพ่อโต
แล้วพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ศาสตราจารย์พิเศษ สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ทำพิธียกฉัตรและเปิดงานสมโภช
องค์หลวงพ่อโต แล้วให้เรียกชื่องานสมโภชองค์หลวงพ่อโตว่า งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ และปิดทอง
องค์หลวงพ่อโต ตั้งแต่บัดนั้น
ยุคพระเทพวิสุทธาภรณ์ (ทองสืบ สจฺจสาโร) เจ้าอาวาสรูปที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๒๙ - พ.ศ. ๒๕๖๒
พ.ศ. ๒๕๓๑ พระเดชพระคุณ พระเทพวิสุทธาภรณ์ (ทองสืบ สจฺจสาโร) อดีตเจ้าอาวาส เป็นประธานดำเนินการ
สร้างอาคารโดมหกเหลี่ยมครอบคลุมบ่อน้ำพระพุทธมนต์ไว้ และดำเนินการสร้างหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือน
เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) พร้อมกับรวบรวมน้ำพระพุทธมนต์ จำนวน ๓๘๑ แหล่งทั่วโลก
เข้ามาประดิษฐานภายในอาคารโดมหกเหลี่ยม แล้วสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารี (ขณะดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี) เสด็จพระราชดำเนิน
มาทรงเป็นองค์ประธานในพิธีสมโภชบ่อน้ำพระพุทธมนต์
พ.ศ. ๒๕๓๖ พระเดชพระคุณ พระเทพวิสุทธาภรณ์ ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์สร้างพระอุโบสถ จึงให้จิตรกร
เขียนจิตรกรรมฝาผนังให้เหมือนของเดิมตรงระหว่างช่องพระทวารกับช่องพระบัญชร และเขียนจิตรกรรมฝาผนัง
เหนือช่องพระทวารกับช่องพระบัญชรทั้ง ๔ ทิศ เพื่อบันทึกชีวประวัติเพิ่มเติมของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต พฺรหฺมรํสี) ให้สมบูรณ์ที่สุด
พ.ศ. ๒๕๓๗ พระเดชพระคุณ พระเทพวิสุทธาภรณ์ (ทองสืบ สจฺจสาโร) อดีตเจ้าอาวาส พร้อมด้วยคณะสงฆ์
ร่วมกับคุณแม่สิริ กรินชัย วิปัสสนาจารย์ ดำเนินการจัดการสอนวิปัสสนากรรมฐานและการปฏิบัติธรรม
ณ สำนักปฏิบัติธรรมประจำกรุงเทพมหานคร แห่งที่ ๘ อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในพระราชพิธีกาญจนาภิเษก
๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๙ ภายในวัดอินทรวิหาร ตราบจนถึงปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๔๓ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ยกวัดอินทรวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม ๑๑๗ ตอนที่ ๖๑ ง,
๑ สิงหาคม ๒๕๔๓ : น. ๓๔)
พ.ศ. ๒๕๖๐ พระเดชพระคุณ พระเทพวิสุทธาภรณ์ (ทองสืบ สจฺจสาโร) อดีตเจ้าอาวาส พร้อมด้วยพระเดชพระคุณ
พระโสภณธรรมวงศ์ (วศก ปญฺญาอกฺโข) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน (ขณะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาส) ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์
เปลี่ยนกระเบื้องโมเสกตรงพระเศียร พระกฤษฎี (สะเอว) พระบาท เพื่อทดแทนโมเสกที่ชำรุด โดยรัฐบาลอนุมัติงบประมาณ
ในการดำเนินการผ่านกรมศิลปากร
พ.ศ. ๒๕๖๑ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ได้ออกประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร
ดังปรากฏใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๕ ตอนพิเศษ ๑๖๕ ง หน้า ๑๐ ลงวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ความว่า
ประกาศกรมศิลปากร เรื่องรายชื่อโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา ๔ วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติ
โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้กำหนดนิยามของคำว่า
“เพื่อให้การปกป้องคุ้มครองโบราณสถานตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ
และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มีความชัดเจน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๔๕
อธิบดีกรมศิลปากร จึงประกาศรายชื่อโบราณสถานในเขตกรุงเทพมหานคร ดังนี้
"เขตพระนคร ลำดับ ๑๑ วัดอินทรวิหาร ที่อยู่ เลขที่ ๑๔๔ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ เเขวงบางขุนพรหม (เฉพาะบริเวณ
องค์พระศรีอริยเมตไตรยหรือหลวงพ่อโต)"
ยุคพระราชวัชรธรรมรังษี, ดร. (วศก ปญฺญาอกฺโข) เจ้าอาวาสรูปที่ ๖ พ.ศ. ๒๕๖๒ - ปัจจุบัน
พ.ศ. ๒๕๖๔ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมดวงพระเนตรดวงใหม่ สำหรับอัญเชิญประดิษฐานทดแทนดวงพระเนตรดวงเดิม
ตามโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ดวงพระเนตรขององค์หลวงพ่อโต โดยมี พระเดชพระคุณ พระโสภณธรรมวงศ์
(วศก ปญฺญาอกฺโข) เจ้าอาวาส เป็นประธานอำนวยการ
พ.ศ. ๒๕๖๕ ดำเนินการสร้างมงคลสถาน องค์มหาเทพ ท้าวมหาพรหม เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕ และสัญลักษณ์สำคัญ
ประจำแขวงบางขุนพรหม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมี พระเดชพระคุณ พระโสภณธรรมวงศ์ (วศก ปญฺญาอกฺโข)
เจ้าอาวาส เป็นประธานอำนวยการ
พ.ศ. ๒๕๖๕ ดำเนินการสร้างอนุสรณ์มงคลสถาน สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ปัญญาบารมี ประทานพร
เนื่องในโอกาสครบ ๑๕๐ ปี มรณกาล ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๕ ตามดำริของพระเดชพระคุณ พระโสภณธรรมวงศ์
เจ้าอาวาสวัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง ว่า “สมัยรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสทวีปยุโรป ครั้งนั้นทรงประพาสจักรวรรดิเยอรมัน
ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับจักรพรรดิวิลเฮ็ล์มที่ ๒ แล้วขณะนั้น พระสมเด็จพิมพ์อกครุฑเศียรบากในกระเป๋าฉลองพระองค์
ของรัชกาลที่ ๕ แสดงอภินิหารขึ้น เป็นเหตุให้จักรพรรดิไกเซอร์ตรัสถามถึงสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าฉลองพระองค์ ซึ่งรัชกาลที่ ๕
ตรัสถึงพระสมเด็จพิมพ์อกครุฑเศียรบาก รวมถึงกิตติคุณของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
ครั้นมิชชันนารีชาวยุโรป ได้ยินกิตติศัพท์ของสยามประเทศมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕
จึงเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ด้วยมุ่งหมายสนทนากับผู้ทรงปัญญาในสยามประเทศ เหล่ามิชชันนารีชาวยุโรป
ได้มาพบท่านเจ้าประคุณฯ แล้วถามปริศนามากมาย แล้วถามปริศนาข้อหนึ่งว่า ท่านทราบหรือไม่ ว่าใจกลางของโลก
อยู่ตรงไหน ? ฝ่ายท่านเจ้าประคุณฯ ถามกลับไปว่า ก็โลกกลมหรือแบนล่ะจ๊ะ ? ฝ่ายมิชชันนารีตอบว่า โลกกลม
ฝ่ายท่านเจ้าประคุณฯ จึงเอาไม้ปักลงที่พื้นดิน บอกว่า นี่แหละจ้ะใจกลางโลก ถ้าไม่เชื่อก็เชิญวัดดูซิจ๊ะ
แล้วมิชชันนารีต่างพากันยกย่องสรรเสริญ ว่าท่านมีปฏิภาณว่องไวเฉียบแหลมมาก” เหตุเช่นนี้ จึงสมควรสร้างรูปเหมือน
เจ้าประคุณฯ ในอิริยาบถดังกล่าวนี้ เป็นอนุสรณ์สรรเสริญปัญญาบารมีของท่านเจ้าประคุณฯ เนื่องในโอกาสครบ ๑๕๐ ปี
มรณกาลนี้ เพื่อตระหนักว่า ท่านเจ้าประคุณฯ มีกิตติศัพท์ทั้งด้านปัญญาบารมี ทั้งด้านวัตถุมงคล
พ.ศ. ๒๕๖๖ (วันพุธที่ ๑๑ ตุลาคม) โครงการปฏิบัติธรรม "ทุกบ่ายวันอาทิตย์ มีนัดพัฒนาจิต" และโครงการปฏิบัติธรรม
"เนื่องในวันสำคัญของชาติและวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา" ซึ่งริเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่สมัยพระเดชพระคุณ
พระเทพวิสุทธาภรณ์ (ทองสืบ สจฺจสาโร) อดีตเจ้าอาวาส ฯ อดีตเจ้าคณะเขตพระนคร ถือเป็น "สำนักปฏิบัติธรรมแห่งที่ ๘
ประจำกรุงเทพมหานคร" ตั้งอยู่ที่ อาคารปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง ได้รับรางวัล
"สำนักปฏิบัติธรรมดีเด่นประจำจังหวัด ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๖"
พ.ศ. ๒๕๖๖ (วันจันทร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม) ประกอบพิธีบวงสรวงเทพยดารักษาองค์หลวงพ่อโตและสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ก่อนการดำเนินการปรับปรุงซุ้มประตูทางเข้า-ออก ด้านถนนวิสุทธิกษัตริย์ เพื่อรับรองสภาพการจราจร
ด้านถนนวิสุทธิกษัตริย์ และรับรองสภาพการเจริญเติบโตด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒธรรมและพระพุทธศาสนา
พ.ศ. ๒๕๖๗ ดำเนินการสร้างและประกอบพิธีสมโภช รูปเหมือนเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
ปัญญาบารมี (ถือคบเพลิง) และประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์ ชีวประวัติเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี)
ปัญญาบารมี ณ ศาลาสังฆานุสรณ์
วัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๑ สมัยรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กรุงธนบุรี ศรีมหาสมุทร
๓. การเปลี่ยนแปลงชื่อวัดอินทรวิหาร พระอารามหลวง
สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ไม่พบหลักฐานการเรียกชื่อวัดอย่างเป็นทางการ แต่นิยมเรียกว่า “วัดไร่พริก” เพราะเป็นวัด
ที่สร้างอยู่ใกล้สวนผักภายในชุมชนชาวจีน
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นิยมเรียกว่า “วัดอินทาราม” ตามพระนามของเจ้าอินทวงศ์ และนิยมเรียกว่า “วัดบางขุนพรหมใน”
ตามนามของขุนพรหมรักษา (สารท) ปลัดกรมทหารในขวา ในรัชกาลที่ ๑ และเป็นผู้ควบคุมนายช่างบูรณปฏิสังขรณ์
พระมณฑปพระพุทธบาท ณ วัดพระพุทธบาท ราชวรมหาวิหาร เมืองสระบุรี ครั้นขุนพรหมรักษา (สารท) ถึงแก่กรรมแล้ว
หลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) เจ้ากรมทหารในขวา ในรัชกาลที่ ๑ พี่ชายของขุนพรหม ยกที่ดินพร้อมบ้านเรือนขุนพรหมรักษา
สร้างเป็นพระอารามนามว่า “วัดบางขุนพรหม” ต่อมาบุตรชายทั้ง ๓ คน ที่เกิดจากคุณหญิงสุรินทรามาตย์ (พวา)
น้องสาวของขุนพรหมรักษา (สารท) กับพระยาสุรินทรามาตย์ (มะทอเปิ้น) ได้แก่ พระยาราชภักดี (ขุนทอง) พระยาราชวรานุกุล (ทองคำ) และพระยาเทพวรชุน (ทองห่อ สุนทรชุน) ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดบางขุนพรหม (ที่จริง บุตรชายคนเล็ก
ของคุณหญิงพวา คือ พระยาเกษตรรักษา (บุญชู บุณยเกศานนท์) ได้ร่วมบูรณปฏิสังขรณ์ด้วย) หลังจากนั้น
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้รับขึ้นไว้ให้อยู่ในบัญชีรายชื่อ
พระอารามหลวง และพระราชทานชื่อใหมว่า "วัดสามพระยา วรวิหาร"
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช นิยมเรียกว่า “วัดบางขุนพรหมใน” ตามที่มีการสร้าง
วังบางขุนพรหม ตัดอาณาเขตวัดบางขุนพรหมในบางส่วน ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ ดังปรากฏพระราชหัตถเลขา
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ระบุว่า
“ด้วยได้รับหนังสือที่ ๑๐/๘๑ ลงวันวานนี้ เรื่องที่ที่จะแลกเปลี่ยนกับที่วัดอินทาราม ซึ่งเกี่ยวอยู่ในที่บ้านลูกชายบริพัตรนั้น
ว่ามีที่นาในคลองประเวศบุรีรมย์อยู่แปลงหนึ่ง มีเนื้อนา ๑๐๐ ไร่ ประมาณราคาไร่ละ ๑๑ บาท รวมราคา ๑,๑๐๐ บาท
เห็นพอควรจะแลกกับที่อุปจารวัดอินทารามได้ แต่เงินยังต่ำกว่าราคาของที่อุปจารวัดอินทารามอีก ๙๐๐ บาท
เห็นควรเติมจำนวนเงินให้ตามที่ขาด ได้ตกลงกับกระทรวงธรรมการแล้ว เธอขออนุญาตมอบที่นาของพระคลังข้างที่รายนี้
ให้แก่กระทรวงธรรมการรับไป ส่วนเงินที่ยังขาดจะเติมอีก ๙๐๐ บาท ขออนุญาตเงินที่อนุญาตไว้สำหรับซื้อที่
ทำบ้านนี้ที่ยังเหลืออยู่มาโอนจ่ายต่อไปนั้น ทราบแล้ว อนุญาตให้จัดการแลจ่ายเงินตามที่ว่า”
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ให้ตราพระราชบัญญัติสร้างถนนหลวงภายในบริเวณกรุงเทพ ฯ พ.ศ. ๒๔๔๗ และออกประกาศการสร้างถนนวิสุทธิกษัตริย์
ระบุว่า ที่ดินตำบลบางขุนพรหมและหลังวัดมกุฏกษัตริย์ สมควรจะตัดเป็นถนนใหญ่ให้เดินไปมาติดต่อกันได้
ตั้งแต่วงเวียนบางขุนพรหม (แยกบางขุนพรหม) ตัดตรงไปทางหลังวัดมกุฏกษัตริยาราม ออกถนนราชดำเนินนอก
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตราพระราชกฤษฎีกา
ว่าด้วยการจัดซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น เพื่อตัดถนนวิสุทธิกษัตริย์ พ.ศ. ๒๔๗๑ สร้างถนนวิสุทธิกษัตริย์
ตั้งแต่แม่น้ำเจ้าพระยา มาบรรจบถนนสามเสน ณ ตรงวงเวียนบางขุนพรหม
สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสงฆ์เปลี่ยนชื่อวัดใหม่
เนื่องจากนามเดิมไปพ้องกับวัดอินทาราม (วัดใต้) แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ดังปรากฏแถลงการณ์คณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๕๖ ระบุว่า “วัดบางขุนพรหมใน ที่ตำบลบางขุนพรหม ซึ่งเปลี่ยนเรียกว่า วัดอินทาราม เมื่อครั้งสมเด็จพระพุฒาจารย์
(โต) นั้น ชื่อไปฟ้องกันเข้ากับวัดอินทาราม ในคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งเคยเรียกกันมานานแล้ว สมเด็จพระมหาสมณะ
(สมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์เจ้าชายมนุษยนาคมานพ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส) จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขนานชื่อ
วัดอินทาราม ที่ตำบลบางขุนพรหมเสียใหม่ว่า วัดอินทรวิหาร เพื่อกันยุ่ง"
ปัจจุบัน พระเดชพระคุณ พระราชวัชรธรรมรังษี ดร.