วัดโพสพผลเจริญ

วัดโพสพผลเจริญ วัดโพสพผลเจริญ
เลขที่ 18 หมู่ที่ 18 ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี 12130

04/06/2026

กราบสวัสดี พระธรรม วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๖๙ วันนี้จะนำเรื่องเกี่ยวกับ ทางพระวินัยที่พระพุทธทองค์ทรงให้ ท่านพระอานนท์ ตัดจีวร จากที่นาเมือง เอกนาลา ทักขิณาคีรีชนบท ใกล้กรุงราชคฤห์ ซึ่งเป็นที่นาที่ท่านพระอานนท์ใช้ในการออกแบบตัดจีวรจนทุกวันนี้ครับ จากพระวินัยเล่มที่ ๗ ฉบับมมร. มหาวรรค ภาคที่ ๒ และ อรรถกถา(สมันตปาสาทิกา) พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด
[๑๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด ใช้จีวร
ที่ย้อมน้ำฝาด มีสีเหมือนงาช้าง ประชาชนจึงพากันเพ่งโทษติเตียน โพนทะนาภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงใช้จีวรที่มิได้ตัด รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.
พระพุทธบัญชาให้แต่งจีวร
[๑๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางทักขิณาติรีชนบท พระองค์ทอดพระเนตรเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นต้นนาสีเหลี่ยมพูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่าง ๆ ด้วยคันนาสั้น ๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทาง ๔ แพร่ง ตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกัน ไป ครั้นแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์เธอเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นคันนาสี่เหลี่ยม พูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูน
คันนาคั่นในระหว่าง ๆ ด้วยคันนาสั้น ๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทาง ๔ แพร่งตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกันไปหรือไม่ ?
อา. เห็นตามพระพุทธดำรัส พระพุทธเจ้าข้า.
ภ. เธอสามารถแต่งจีวรของภิกษุทั้งหลายให้มีรูปอย่างนั้นได้หรือไม่ ?
อา. สามารถ พระพุทธเจ้าข้า.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ทักขิณาคิรีชนบทตามพระ-
พุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จกลับมาพระนครราชคฤห์อีก ครั้งนั้นท่านพระอานนท์
แต่งจีวรสำหรับภิกษุหลายรูป ครั้นแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กราบทูล
ว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงทอดพระเนตรจีวรที่ข้าพระพุทธเจ้าแต่งแล้ว
พระพุทธเจ้าข้า.
ตรัสสรรเสริญท่านพระอานนท์
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น
เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย อานนท์เป็นคนฉลาด อานนท์เป็นคนเจ้าปัญญา อานนท์ได้ซาบซึ้ง
ถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำที่พระพุทธองค์ตรัสชมพระอานนท์ พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิตัด ผ้าอุตราสงค์ตัด ผ้า อันตรวาสกตัด.
เสด็จพระพุทธดำเนินทางไกล
[๑๕๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระนครราชคฤห์
ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางพระนครเวสาลี พระองค์
เสด็จพระพุทธดำเนินทางไกลระหว่างพระนครราชคฤห์ และระหว่างพระนคร
เวสาลีต่อกัน ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุหลายรูป หอบผ้าพะรุงพะรัง บ้างก็
ทูนห่อผ้า ที่พับดังฟูกขึ้นบนศีรษะ บ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กะเดียดไว้ที่สะเอว
เดินมาอยู่ ครั้นแล้ว ได้ทรงดำริว่า โมฆบุรุษเหล่านี้ เวียนเมาเพื่อความมักมาก
ในจีวรเร็วนัก เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย ครั้น พระผู้มี
พระภาคเจ้าเสด็จพระพุทธดำเนินผ่านระยะทางโดยลำดับ ถึงพระนครเวสาลี
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โคตมกเจดีย์ เขตพระนครเวสาลีนั้น
ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงผ้าจีวรผืนเดียว ประทับนั่ง
อยู่กลางแจ้งตอนกลางคืน ขณะน้ำค้างตก ในราตรีเหมันตฤดู กำลังหนาวตั้งอยู่ระหว่างเดือน ๓ กับเดือน ๔ ต่อกัน ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มี
พระภาคเจ้า เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ จึงห่มจีวรผืนที่สอง ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ จึงทรง
ห่มจีวรผืนที่สาม ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อปัจฉิมยามผ่าน
ไปแล้ว ขณะรุ่งอรุณแห่งราตรีอันเป็นเบื้องต้นแห่งความสดชื่น ความหนาว
ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ จึงทรงห่มจีวรผืนที่สี่ ความหนาวไม่ได้มีแก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ได้ทรงพระดำริว่า กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ ที่เป็นคน
ขี้หนาว กลัวต่อความหนาว อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอเรา
เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎ ในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย เราพึงอนุญาตผ้าสามผืน.
พระพุทธนุญาตไตรจีวร
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูล
นั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลายว่า เราเดินทางไกลในระหว่างพระนครราชคฤห์ และระหว่างพระนครเวสาลีต่อกัน ได้เห็นภิกษุหลายรูปในธรรมวินัยนี้ หอบผ้าพะรุงพรัง บ้างก็
ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูกขึ้นบนศีรษะบ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กระเดียดไว้ที่สะเอว
เดินมาอยู่ ครั้นแล้วเราได้ดำริว่าโมฆบุรุษเหล่านี้ เวียนมาเพื่อความมักมาก
ในจีวรเร็วนัก ไฉนหนอเราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎ ในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราครองผ้าผืนเดียว นั่งอยู่กลางแจ้ง ณ ตำบลนี้ตอนกลางคืน ขณะน้ำค้างตก ในราตรีเหมันตฤดู กำลังหนาว ตั้งอยู่
ระหว่างเดือน ๓ กับระหว่างเดือน ๔ ต่อกัน ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อ
ปฐมยามผ่านไปแล้วความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่สอง ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวได้มีแก่เรา เราจึง
ห่มจีวรผืนที่สาม ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ขณะ
รุ่งอรุณแห่งราตรีอันเป็นเบื้องต้น แห่ความสดชื่น ความหนาวจึงได้มีแก่เราจึงห่มจีวรผืนที่สี่ ความหนาวมิได้มีแก่เรา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้ดำริว่า กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ ที่เป็น คนขี้หนาว กลัวต่อความหนาว ก็อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยผ้าสามผืน ไฉนหนอ
เราจะพึงกั้นเขต ตั้งกฎ ในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย เราจะพึงอนุญาตไตรจีวร.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น
ผ้าอุตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว. พระพุทธบัญญัติอดิเรกจีวร
[๑๕๑] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงอนุญาตไตรจีวร จึงใช้จีวรสำรับหนึ่งสำหรับเข้าบ้าน สำรับหนึ่งสำหรับ
อยู่ในอาราม สำรับหนึ่งสำหรับลงสรงน้ำ บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย. . .
ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ทรงอดิเรกจีวรเล่า
แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูล
นั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุไม่พึ่งทรงอดิเรกจีวร รูปใดทรง พึงปรับอาบัติตามธรรม.
สมัยต่อมา อดิเรกจีวรบังเกิดขึ้นแก่ท่านเพระอานนท์ และท่านประสงค์
จะถวายจีวรนั้นแค่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตรอยู่ถึงเมืองสาเกต
ท่านพระอานนท์จึงได้มีความปริวิตกว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า
ภิกษุไม่พึงทรงอดิเรกจีวร ก็อดิเรกจีวรนี้บังเกิดแก่เรา และเราก็ใคร่จะถวาย
จีวรผืนนี้แก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราพึงปฏิบัติอย่างไร
หนอ แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อานนท์ยังอีกนานเท่าไร สารีบุตรจึงจะกลับมา.ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า ยังอีก ๙ วัน หรือ ๑๐ วัน พระพุทธเจ้าข้า.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหละหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เราอนุญาตให้ทรงอดิเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง ขออนุญาตขยายความ อดิเรกจีวร (หรือเขียนว่า อติเรกจีวร) หมายถึง จีวรส่วนเกิน หรือผ้าที่นอกเหนือจาก ไตรจีวร (ผ้า ๓ ผืน ได้แก่ สังฆาฏิ อุตราสงค์ และอันตรวาสก) ที่พระภิกษุอธิษฐานไว้สำหรับใช้ประจำตัว สรุปสาระสำคัญของอดิเรกจีวร:
ความหมาย: เป็นผ้าที่ชาวบ้านถวายเพิ่มเข้ามาภายหลัง หรือเป็นผ้าที่ภิกษุหามาได้เพิ่ม ซึ่งไม่ได้นำมาเข้าพิธีอธิษฐานเป็นของใช้ประจำตัววินัยการเก็บรักษา: ตามพระวินัย ภิกษุสามารถเก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ไม่เกิน ๑๐ วัน หากเก็บไว้นานกว่านั้นโดยไม่ได้ "วิกัป" (การทำให้เป็นของสองเจ้าของ) หรือไม่ได้สละออก จะต้องอาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์
🙏😇 กราบอนุโมทนาสาธุ

๓ มิถุนายน ๒๕๖๙ วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วัดโพสพผลเจริญพร้อมด้วยอุบาสกอ...
03/06/2026

๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วัดโพสพผลเจริญพร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกาประกอบพิธีทำบุญตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายพระราชสมภพ ซึ่งมีพันเอก(พิเศษ)บุญชู ศรีเคลือบ เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เปิดกรวยกระทงดอกไม้ พร้อมกล่าวคำถวายสักการะสดุดี เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

02/06/2026

กราบสวัสดี พระธรรมวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เรื่องพระธรรมเสนาบดี พระสารีบุตร
จากพระไตรปิฎก ฉบับ มมร. จำนวน ๕ เล่ม เล่มที่ ๔๘ เล่มที่ ๕๕ เล่มที่ ๑๔ เล่มที่ ๔๓ และ เล่มที่ ๗๐

ขอนำพระธรรม เกี่ยวกับท่านพระสารีบุตร ๔ เรื่อง...
๑. ท่านพระสารีบุตรตัดเย็บจีวรเอง
๒. ท่านพระสารีบุตรถูกพระฉัพพัคคีย์กีดกันเสนาสนะทำให้ท่านต้องนอนโคนไม้
๓. ท่านพระสารีบุตร เนสัชชิก คือ การไม่นอนบนเตียงตลอด ๓๐ ปี และ
๔. ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ซึ่งเคารพพระอัสสชิเถระเป็นอย่างมาก

เรื่องที่ ๑ ท่านพระสารีบุตรตัดเย็บจีวรเอง
ปรากฏในพระไตรปิฎก ฉบับ มมร. เล่มที่ ๔๘ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑ หน้าที่ ๔๗๙

เหตุการณ์เกิดที่พระเวฬุวันวิหาร ท่านต้องการจะทำจีวรแต่ไม่มีเข็ม...
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรจะต้องทำจีวรและมีความต้องการเข็ม ท่านจึงเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของช่างทอง ช่างทองเห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า ต้องการอะไร เจ้าข้า พระสารีบุตรตอบว่า มีจีวรกรรมที่ต้องทำ ต้องการเข็ม ช่างทองมีใจเลื่อมใส ถวายเข็มสองเล่มที่ทำไว้เรียบร้อย กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อต้องการเข็มอีก โปรดบอกกระผมเถิด แล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ พระเถระอนุโมทนาแก่เขาแล้วหลีกไป กาลต่อมา ช่างทองนั้นตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกถามเทพบุตรนั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วยอาภรณ์ทอง ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน
ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ให้สิ่งใดสิ่งนั้นไม่มีผล พึงให้สิ่งใด สิ่งนั้นประเสริฐกว่า ข้าพเจ้าถวายเข็ม เข็มนั่นแลประเสริฐกว่า เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกแก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไปทุกทิศ

(ขยายความว่า แม้ว่าช่างทองจะถวายเพียงแค่เข็ม ซึ่งว่าโดยราคาเพียงเล็กน้อย แต่เนื่องด้วยทานที่ให้เป็นไปด้วยปฏิคาหก ผู้ให้มีจิตตั้งใจด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ด้วยความเลื่อมใสอย่างยิ่ง และผู้รับเป็นถึงท่านเสนาบดีพระสารีบุตร... จึงเป็นเหตุให้นายช่างทองเมื่อถึงกาลกิริยาไปอุบัติขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานเป็นแก้วมณีสูงถึง ๑๒ โยชน์)

เรื่องที่ ๒ ท่านพระสารีบุตรถูกพระฉัพพัคคีย์กีดกันเสนาสนะเป็นเหตุให้ท่านต้องนอนโคนไม้
ปรากฏในพระไตรปิฎก ฉบับ มมร. เล่มที่ ๕๕ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๑ หน้าที่ ๓๕๐

(เหตุการณ์เกิดในพรรษาที่ ๒ หลังจากท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้บรรลุเป็นโสดาบันที่ป่าช้าสีตะวัน ท่านก็นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าให้มารับเชตวันมหาวิหาร)
ความพิสดารว่า เมื่อท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี สร้างวิหารเสร็จแล้ว ส่งทูตไป (นิมนต์) พระศาสดาเสด็จออกจากนครราชคฤห์ ถึงนครเวสาลี ประทับอยู่ในนครเวสาลีนั้น ตามความพอพระทัย แล้วทรงพระดำริว่า จักไปนครสาวัตถี จึงเสด็จดำเนินไปตามทาง
สมัยนั้น อันเตวาสิกทั้งหลายของภิกษุฉัพพัคคีย์พากันล่วงหน้าไป เมื่อพระเถระทั้งหลายยังไม่ได้จับจองเสนาสนะเลย พากันหวงเสนาสนะด้วยการพูดว่า เสนาสนะนี้จักเป็นของอุปัชฌาย์ของพวกเรา เสนาสนะนี้จักเป็นของอาจารย์ของพวกเรา เสนาสนะนี้จักเป็นของพวกเราเท่านั้น พระเถระทั้งหลายที่มาภายหลัง ย่อมไม่ได้เสนาสนะ อันเตวาสิกทั้งหลายแม้ของพระสารีบุตรเถระพากันแสวงหาเสนาสนะเพื่อพระเถระ ก็ไม่ได้ พระเถระเมื่อไม่ได้เสนาสนะจึงยับยั้งอยู่ ด้วยการนั่งและการเดินจงกรม ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลเสนาสนะของพระศาสดานั้นเอง
ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จออกมาทรงพระกาสะ (ไอ) พระเถระก็ไอขึ้น พระศาสดาตรัสถามว่า นั้นใคร ? พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าพระองค์สารีบุตร พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสถามว่า สารีบุตร เธอทำอะไรอยู่ในที่นี้ในเวลานี้ พระสารีบุตรครั้นจึงกราบทูลเรื่องราวนั้น เมื่อพระศาสดาได้ทรงสดับคำของพระสารีบุตรแล้วทรงรำพึงว่า เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ในบัดนี้ ภิกษุทั้งหลายยังไม่เคารพไม่ยำเกรงกันและกันก่อน เมื่อเราปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลายจักทำอย่างไรกัน หนอ ธรรมสังเวชก็เกิดขึ้น
เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระองค์จึงรับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน แล้วสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุฉัพพัคคีย์ล่วงหน้าไปกีดกันเสนาสนะ ของภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระจริงหรือ ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริงพระเจ้าข้า แต่นั้น พระองค์จึงทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์แล้วตรัสธรรมกถา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใครหนอย่อมควรแก่อาสนะอันเลิศ ซึ่งภิกษุบางรูปกล่าวว่าผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์บ้าง ผู้บวชจากตระกูลพราหมณ์บ้าง ผู้บวชจากผู้ที่ได้อภิญญาบ้าง ฯลฯ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่ามิได้เป็นเช่นนั้น
พระภิกษุผู้แก่กว่าเป็นผู้สมควรในอาสนะ อันเลิศ ก็สารีบุตรอัครสาวกของเราเป็นผู้ประกาศธรรมจักรได้ควรแก่การได้เสนาสนะที่ติดกับเรา (อยู่ใกล้พระพุทธองค์)
แต่ด้วยเหตุว่าพระสารีบุตรไม่ได้เสนาสนะ จึงอาศัยอยู่โคนไม้ ตลอดราตรีนี้ บัดนี้แหละ เธอทั้งหลายไม่เคารพ ไม่ยำเกรง มีความประพฤติไม่เป็นสภาคกันอย่างนี้ เมื่อเวลาล่วงไป ๆ จักกระทำชื่อว่าอะไรอยู่
ลำดับนั้น เพื่อต้องการจะประทานโอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้นจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อน แม้สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลาย ก็พากันคิดว่า ก็ข้อที่พวกเราไม่เคารพ ไม่ยำเกรง มีความประพฤติไม่เป็นสภาคกันและกันนั่น ไม่สมควรแก่พวกเรา บรรดาเราทั้งหลาย พวกเราจักรู้ผู้ที่แก่กว่า แล้วกระทำอภิวาทเป็นต้นแก่ผู้แก่กว่านั้น จึงพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้วรู้ว่า บรรดาเราทั้งหลาย ท่านผู้นี้เป็นผู้แก่กว่า จึงกระทำอภิวาทเป็นต้น แก่ผู้แก่กว่านั่น ยังทางไปเทวโลกให้เต็มอยู่
พระองค์ได้ยกชาดกอดีตกาล มีนกกระทา มีลิงและช้าง พวกสัตว์ทั้งหลายถามกันว่า ใครพบต้นไทรต้นนี้ก่อนกัน ช้างบอกว่าตอนยังเล็กเคยเดินคร่อมต้นไทรนี้ แต่ลิงบอกว่าตอนยังเล็กเคยนั่งบนพื้นดินแล้วเด็ดยอดไทรกิน ส่วนนกกระทาบอกว่าตนเป็นคนไปกินลูกไทรแล้วมาถ่ายมูลไว้จนเป็นต้นไทรนี้… ขอสรุปว่า นกกระทาอาวุโสที่สุด ลิงเป็นที่ ๒ ช้างเป็นลำดับที่ ๓ สัตว์ทั้งสาม ควรเคารพตามลำดับ...
ท้ายสุดแห่งพระชาดกนี้ พระศาสดาตรัสคุณของธรรม คือการอ่อนน้อมต่อผู้เจริญอย่างนี้แล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า
ช้างผู้ประเสริฐในกาลนั้น ได้เป็นพระโมคคัลลานะ
ลิงในกาลนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร
ส่วนนกกระทาผู้เป็นบัณฑิตในกาลนั้น ได้เป็นเราเองแล
(จากพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัส ผู้ควรแก่เสนาสนะ อันดับ ๑ คือ พระองค์ อันดับ ๒ คือ พระสารีบุตร อันดับ ๔ คือ พระโมคคัลลานะ)

เรื่องที่ ๓ พระสารีบุตรไม่เคยนอนบนเตียงตลอด ๓๐ ปี
จากพระไตรปิฎก ฉบับ มมร. เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒ หน้าที่ ๒๐๑

พระสารีบุตรเถระ ไม่เคยเหยียดหลังบนเตียงตลอด ๓๐ ปี พระมหาโมคคัลลานเถระก็เหมือนกัน พระมหากัสสปเถระไม่เคยเหยียดหลังบนเตียง ๑๒๐ ปี พระอนุรุทธเถระ ๕๕ ปี พระภัททิยเถระ ๓๐ ปี พระโสณเถระ ๑๘ ปี พระรัฏฐปาลเถระ ๑๒ ปี พระอานนทเถระ ๑๕ ปี พระราหุลเถระ ๑๒ ปี พระพากุลเถระ ๘๐ ปี พระนาฬกเถระไม่เคยเหยียดหลังบนเตียงจนปรินิพพาน

เรื่องที่ ๔พระสารีบุตรเคารพพระอัสสชิเป็นอย่างมาก
จากพระไตรปิฎก ฉบับ มมร. เล่มที่ ๔๓ พระสุตตันตปิฎก พุทธกาลนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ ตอนที่ ๔ หน้าที่ ๔๔๔

ท่านพระสารีบุตรนั้น จำเดิมแต่กาลที่ท่านฟังธรรมในสำนักของพระอัสสชิเถระแล้วบรรลุโสดาปัตติผล สดับว่า "พระเถระย่อมอยู่ในทิศใด" ก็ประคองอัญชลีไปทางทิศนั้น นอนหันศีรษะไปทางทิศนั้นแล
ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า "พระสารีบุตรเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถึงวันนี้ก็เที่ยวนอนน้อมทิศทั้งหลายอยู่" ดังนี้แล้ว กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระตถาคต
พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า "สารีบุตรนัยว่า เธอเที่ยวนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ จริงหรือ ?" เมื่อพระเถระกราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พระองค์เท่านั้นย่อมทรงทราบความเป็นคือ อันนอบน้อมหรือไม่นอบน้อมทิศทั้งหลายของข้าพระองค์" ดังนี้แล้ว ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรย่อมไม่นอบน้อมทิศทั้งหลาย แต่เพราะความที่เธอฟังธรรมจากสำนักของพระอัสสชิเถระแล้วบรรลุโสดาปัตติผล จึงนอบน้อมอาจารย์ของตนเพราะว่า ภิกษุอาศัยอาจารย์ใด ย่อมรู้ธรรม ภิกษุนั้นพึงนอบน้อมอาจารย์นั้นโดยเคารพ”

ขอขยายเพิ่มจาก พระไตรปิฎก ฉบับ มมร. เล่มที่ ๗๐ พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน หน้าที่ ๔๒๔ พระสารีบุตรได้กล่าวว่า
เราเป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้เห็นพระอัสสชิก่อน ท่านพระสาวกนามว่า อัสสชินั้น เป็นอาจารย์ของเรา เป็นนักปราชญ์
เราเป็นสาวกของท่าน วันนี้ เป็นธรรมเสนาบดี ถึงที่สุด ในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่
ท่านพระสาวกนามว่า อัสสชิผู้เป็นอาจารย์ของเรา อยู่ในทิศใด เราย่อมทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น

กราบอนุโมทนาสาธุ🙏ธรรมสวัสดี ธรรมคุ้มครอง ธรรมรักษา

ภาพการเวียนเทียนประทักษิณรอบอุโบสถวัดโพสพผลเจริญในวันวิสาขบูชาที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙
02/06/2026

ภาพการเวียนเทียนประทักษิณรอบอุโบสถวัดโพสพผลเจริญ
ในวันวิสาขบูชาที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

การเจริญศีลภาวนาฝึกสติช่วงบ่ายในวันวิสาขบูชา
02/06/2026

การเจริญศีลภาวนาฝึกสติช่วงบ่ายในวันวิสาขบูชา

ภาพการทำบุญตักบาตรในวันวิสาขบูชาที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ณ วัดโพสพผลเจริญ
02/06/2026

ภาพการทำบุญตักบาตรในวันวิสาขบูชาที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ณ วัดโพสพผลเจริญ

20/05/2026

กราบสวัสดี พระธรรมวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ปฐมปาปธัมมสูตร ว่าด้วยคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว และ ปริสาสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวก
จากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ เล่มที่ ๓๕ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๕๕๘ ข้อที่ ๒๐๗

ปฐมปาปธัมมสูตร
ว่าด้วยคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว
[๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่ว และคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว กับคนดี และคนดียิ่งกว่าคนดี ท่านทั้งหลายจงพึงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
คนชั่วเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทำปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด นี้เรียกว่า คนชั่ว
คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้ทำปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นผิดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว
คนดีเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ นี้เรียกว่า คนดี
คนดียิ่งกว่าคนดี เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้ เรียกว่า คนดียิ่งกว่าคนดี

โสภนวรรคที่ ๒
๑. ปริสาสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวก
[๒๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ ภิกษุณีผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ อุบาสกผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ อุบาสิกาผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล เป็นผู้ประทุษร้ายบริษัท
บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ ภิกษุณีผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสกผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสิกาผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวกนี้แล

กราบอนุโมทนาสาธุ🙏 ธรรมะสวัสดี พระธรรมรักษา พระธรรมคุ้มครอง

12/05/2026

กราบสวัสดี พระธรรม วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙ อังคุลิมาลสูตร จากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒ หน้าที่ ๑๔๙ ข้อที่ ๕๓๒ข้อ ๕๓๒

อังคุลิมาลสูตร

พระองคุลิมาลบรรลุพระอรหัตต์
[๕๓๒] ครั้งนั้นท่านพระองคุลิมาล หลีกออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์อันไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ ได้รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกมิได้มีดังนี้ ก็ท่านพระองคุลิมาลได้เป็นอรหันต์องค์หนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย
[๕๓๓] ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระองคุลิมาลนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ก็เวลานั้นก้อนดิน... ท่อนไม้... ก้อนกรวดที่บุคคลขว้างไปแม้โดยทางอื่นก็มาตกลงที่กายของท่านพระองคุลิมาล ท่านพระองคุลิมาลศีรษะแตก โลหิตไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ฉีกขาด เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรท่านพระองคุลิมาลเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้ตรัสกะท่านพระองคุลิมาลว่า เธอจงอดกลั้นไว้เถิดพราหมณ์ เธอจงอดกลั้นไว้เถิดพราหมณ์ เธอได้เสวยผลกรรมซึ่งเป็นเหตุจะให้เธอพึงหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดปีเป็นอันมาก ตลอดร้อยปีเป็นอันมาก ตลอดพันปีเป็นอันมาก ในปัจจุบันนี้เท่านั้น

พระองคุลิมาลอุทาน
[๕๓๔] ครั้งนั้น ท่านพระองคุลิมาลไปในที่ลับเร้นอยู่ เสวยวิมุตติสุข เปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า
ผู้ใด เมื่อก่อนประมาท ภายหลัง ผู้นั้นไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างดังพระจันทร์ ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันเป็นบาปแล้ว ย่อมปิดเสียได้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ภิกษุใดแล ยังเป็นหนุ่ม ย่อมขวนขวาย ในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่าง ดุจพระจันทร์ซึ่งพ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น
ขอศัตรูทั้งหลายของเราจงฟังธรรมกถาเถิด ขอศัตรูทั้งหลายของเราจงขวนขวายในพระพุทธศาสนาเถิด อมนุษย์ทั้งหลายที่เป็นศัตรูของเรา จงคบสัตบุรุษ ผู้ชวนให้ถือธรรมเถิด
ขอจงคบความผ่องแผ่ว คือ ขันติ ความสรรเสริญ คือ เมตตาเถิด ขอจงฟังธรรมตามกาล และจงกระทำตามธรรมนั้นเถิด ผู้ที่เป็นศัตรูนั้น ไม่พึงเบียดเบียนเรา หรือใคร ๆ อื่นนั้นเลย ผู้ถึงความสงบอย่างยิ่งแล้วพึงรักษาไว้ซึ่งสัตว์ที่สะดุ้งและที่มั่นคง
คนทดน้ำย่อมชักน้ำไปได้ ช่างศรย่อมดัดลูกศรได้ ช่างถากย่อมถากไม้ได้ ฉันใด บัณฑิตทั้งหลายย่อมทรมานตนได้ ฉันนั้น คนบางพวกย่อมฝึกสัตว์ ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยขอบ้าง ด้วยแส้บ้าง เราเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝึกแล้วโดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา
เมื่อก่อนเรามีชื่อว่าอหิงสกะ แต่ยังเบียดเบียนสัตว์อยู่ วันนี้ เรามีชื่อตรงความจริงเราไม่เบียดเบียนใคร ๆ เลย
เมื่อก่อนเราเป็นโจรปรากฏชื่อว่า องคุลิมาล ถูกกิเลสดุจห้วงน้ำใหญ่พัดไป มาถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะแล้ว
เมื่อก่อนเรามีมือเปื้อนเลือดปรากฏชื่อว่า องคุลิมาล ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ จึงถอนตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเสียได้ เรากระทำกรรมที่จะให้ถึงทุคติเช่นนั้นไว้มาก อันวิบากของกรรมถูกต้องแล้ว เป็นผู้ไม่มีหนี้ บริโภคโภชนะ พวกชนที่เป็นพาลทรามปัญญา ย่อมประกอบตามซึ่งความประมาท ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้เหมือนทรัพย์อันประเสริญ ฉะนั้น
ท่านทั้งหลายจงอย่าประกอบตามซึ่งความประมาท อย่าประกอบตามความชิดชมด้วยสามารถความยินดีในกาม เพราะว่าผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์ การที่เรามาสู่พระพุทธศาสนานี้นั้นเป็นการมาดีแล้ว ไม่ปราศจากประโยชน์ ไม่เป็นการคิดผิด บรรดาธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกไว้ดีแล้ว เราก็ได้เข้าถึงธรรมอันประเสริฐสุดแล้ว (นิพพาน) การที่เราได้เข้าถึงธรรมอันประเสริฐสุดนี้นั้นเป็นการถึงดีแล้ว ไม่ปราศจากประโยชน์ ไม่เป็นการคิดผิด วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำแล้วดังนี้

จบ อังคุลิมาลสูตรที่ ๖

อนุโมทนาสาธุ🙏ที่ท่านได้อ่านเรื่องราวของพระองคุลิมาลในท้ายสุดท่านก็เป็นพระอรหันต์ ธรรมะสวัสดีพระธรรมรักษาคุ้มครองท่าน

11/05/2026

กราบสวัสดี พระธรรมวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ปฐมปาปธัมมสูตร ว่าด้วยคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว และ ปริสาสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวก
จากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ เล่มที่ ๓๕ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๕๕๘ ข้อที่ ๒๐๗

ปฐมปาปธัมมสูตร
ว่าด้วยคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว
[๒๐๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงคนชั่ว และคนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว กับคนดี และคนดียิ่งกว่าคนดี ท่านทั้งหลายจงพึงทำในใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุทั้งหลายรับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
คนชั่วเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ทำปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มีอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด นี้เรียกว่า คนชั่ว
คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้ทำปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นผิดด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้เรียกว่า คนชั่วยิ่งกว่าคนชั่ว
คนดีเป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบ นี้เรียกว่า คนดี
คนดียิ่งกว่าคนดี เป็นไฉน ? บุคคลบางคนเป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ มีความเห็นชอบด้วยตนเองด้วย ชักชวนผู้อื่นให้เป็นอย่างนั้นด้วย นี้ เรียกว่า คนดียิ่งกว่าคนดี

โสภนวรรคที่ ๒
๑. ปริสาสูตร
ว่าด้วยบุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวก
[๒๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประทุษร้ายบริษัท ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ ภิกษุณีผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ อุบาสกผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ อุบาสิกาผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก ชื่อว่าประทุษร้ายบริษัท ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกนี้แล เป็นผู้ประทุษร้ายบริษัท
บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวก
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวกนี้ ๔ จำพวกเป็นไฉน ?
คือ ภิกษุผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ ภิกษุณีผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสกผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ อุบาสิกาผู้มีศีล มีธรรมอันงาม ชื่อว่าผู้ทำบริษัทให้งาม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ทำบริษัทให้งาม ๔ จำพวกนี้แล

กราบอนุโมทนาสาธุ🙏 ธรรมะสวัสดี พระธรรมรักษา พระธรรมคุ้มครอง

10/05/2026

กราบสวัสดี พระธรรมวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ พระสูตรและอรรถกถาแปล ปิยวรรคที่ ๑๖ ว่าด้วยสิ่งที่เป็นที่รัก
จากพระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฎฯ เล่มที่ ๔๒ ขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ ตอนที่ ๓ หน้าที่ ๓๘๘ ข้อความที่ ๒๖

ปิยวรรคที่ ๑๖
ว่าด้วยสิ่งที่เป็นที่รัก
[๒๖] ๑. บุคคลประกอบตนไว้ในสิ่งอันไม่ควรประกอบและ ไม่ประกอบไว้ในสิ่งอันควรประกอบ ละเสียแล้ว ซึ่งประโยชน์ ถือเอาอารมณ์อันเป็นที่รัก ย่อมทะเยอทะยานต่อบุคคลผู้ตามประกอบตน บุคคลอย่าสมาคมกับสัตว์ และสังขารทั้งหลายอันเป็นที่รัก (และ) ไม่เป็นที่รักในกาลไหน ๆ (เพราะว่า) การไม่เห็นสัตว์
และสังขารอันเป็นที่รัก และการเห็นสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น บุคคลไม่พึงกระทำสัตว์หรือสังขารให้เป็นที่รัก เพราะความพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก เป็นการต่ำทราม กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายของเหล่าบุคคลผู้ไม่มี อารมณ์อันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รัก ย่อมไม่มี
๒. ความโศกย่อมเกิดแต่ของที่รัก ภัยย่อมเกิดแต่ของที่รัก ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้ปลดเปลื้องได้จากของที่รัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน
๓. ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก ภัยย่อมเกิดแต่ความรัก ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากความรัก ภัยจักมีแต่ที่ไหน
๔. ความโศกย่อมเกิดแต่ความยินดี ภัยย่อมเกิดแต่ความยินดี ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษ แล้วจากความยินดี ภัยจักมีแต่ที่ไหน
๕. ความโศกย่อมเกิดแต่กาม ภัยย่อมเกิดแต่กาม ความโศกย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้พ้นวิเศษแล้วจากกาม ภัยจักมีแต่ที่ไหน
๖. ความโศกย่อมเกิดเพราะตัณหา ภัยย่อมเกิดเพราะตัณหา ความโศกย่อมไม่มีแก่ผู้พ้นวิเศษแล้วจากตัณหา ภัยจักมีแต่ที่ไหน
๗. ชนย่อมทำท่านผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและทัสสนะ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้มีปกติกล่าวแต่วาจาสัตย์ ผู้กระทำการงานของตนนั้นให้เป็นที่รัก
๘. ภิกษุผู้มีฉันทะเกิดแล้ว ในพระนิพพานอันใคร ๆ บอกไม่ได้ พึงเป็นผู้อันใจถูกต้องแล้วก็ดี ผู้มีจิตไม่เกาะเกี่ยวในกามทั้งหลายก็ดี ท่านเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน
๙. ญาติ มิตร และคนมีใจดีทั้งหลาย เห็นบุรุษผู้ไปอยู่ต่างถิ่นมานาน มาแล้วแต่ที่ไกลโดยสวัสดี ย่อมยินดียิ่งว่ามาแล้ว ฉันใด บุญทั้งหลายก็ย่อมต้อนรับแม้บุคคลผู้กระทำบุญไว้ ซึ่งจากโลกนี้สู่โลกหน้า ดุจพวกญาติเห็นญาติที่รักมาแล้วต้อนรับอยู่ ฉันนั้น

จบปิยวรรคที่ ๑๖

ความเศร้าโศกย่อมเกิดแต่คนที่เรารัก ภัยก็ย่อมเกิดแต่คนที่เรารัก การไม่ผูกพันความรักใคร่กับบุคคลใดใดถือว่าเป็นความสุขและเหตุใกล้แห่งการบรรลุมรรคผล

กราบอนุโมทนาสาธุ🙏ธรรมะสวัสดี พระธรรมย่อมรักษาท่าน

ที่อยู่

ถ. ลำลูกกา
Bangkok
12130

เวลาทำการ

จันทร์ 05:00 - 19:00
อังคาร 05:00 - 19:00
พุธ 05:00 - 19:00
พฤหัสบดี 05:00 - 19:00
ศุกร์ 05:00 - 19:00
เสาร์ 05:00 - 19:00
อาทิตย์ 05:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66868828153

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดโพสพผลเจริญผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท