พระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา เป็นเพจที่ให้ความรู้ด้านพระพุทธศาสนาอย่างสูงสุด

 #คนไทยไม่ทานข้าวเก็บเงินไว้เติมน้ำมันไอ้เรือหาย
10/04/2026

#คนไทยไม่ทานข้าวเก็บเงินไว้เติมน้ำมันไอ้เรือหาย

Enjoy the videos and music you love, upload original content, and share it all with friends, family, and the world on YouTube.

 #รัตน๕ #๑พระพุทธเจ้า๒.ผู้แสดงพระธรรมวินัย อันได้แก่ พุทธบริษัททั้ง๔@ #%&*=ปัจจุบันมีเดียรถีย์สองลัทธิเข้ามาแฝงแสดงธรรม ...
08/04/2026

#รัตน๕
#๑พระพุทธเจ้า
๒.ผู้แสดงพระธรรมวินัย อันได้แก่ พุทธบริษัททั้ง๔
@ #%&*=ปัจจุบันมีเดียรถีย์สองลัทธิเข้ามาแฝงแสดงธรรม เช่น1.หญิงสอนศาสนาเดียรถีย์แฝงมาในสำนักวิปัสสนาที่ดีมากแถมฝั่งธนและเปิดสถานีวิทยุธรรมะม่กมายทั่วประเทศหลายสิบปี
2.ซื้อพระสงฆ์ที่ออกวิทยุทีวีสื่อต่างๆมากๆและให้สำแดงพระธรรมวิปริตวิบัติด้วยประการต่างๆส่วนพระสงฆ์นั้นจะแสดงธรรมที่ตื้นมากหลายสิบปีไม่ยอมแสดงให้มากขึ้นแต่มีเงินเช่าสถานีวิทยุมากมายหลายสิบสถานีหลายสิบปีนับล้านๆบาทขยายสำนักฯไปกว้างขวาง...!
3.จ้างบุคคลที่มีความรู้ดีเข่นจบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสิศวกร เป็นแพทย์ฯ เข้าบวชและแฝงตามสำนักธรรมะที่ใหญ่และดีเช่น สำนักวัดมหาธาตุฯท่าพระจันทร์ วัดท่ามะโอ ลำปาง(วัดใหญ่สอนธรรมะปริยัติของพม่า)และจัดฉากให้เกิดความเสื่อมเสีย จนเจ้าอาวาสเดิมต้องหนีออกไปฯ
4.บางเดียรถีย์ก็จ้างคนบวชแล้วแสดงท่าร้ายกาจต่างๆเช่น ถีบพระพุทธรูปฯ บ้างก็จ้างคนสวมขุดพระกินเหล้าเคล้านารีลงสื่อให้ดังๆฯที่สำคัญคือซื้อสถานีวิทยุเผยแพร่ลัทธิตนเองแต่เพิ่มความแรงสถานีเบียดสถานีวิทยุธรรมะที่ดีหรือสถานีที่ดีให้ฟังได้ยากมากฯ
5.ซื้อพระสงฆ์ให้เปลี่ยนศาสนาและร่วมทำร้ายประเทศไทยรวมทั้งให้เดียรถีย์ปลอมบวชเป็นพระสงฆ์แล้วทำร้ายพระพุทธศาสนาพร้อมทั้งจุดประสงค์ร้ายกาจต่างๆ
๓.ผู้รู้แจ้งพระธรรมวินัยคือพระอริยะบุคคลทั้ง๔และมีจริงในปัจจุบันมากมาย เช่น สายวัดป่า สายวิปัสสนาพองหนอยุบหนอ มีมากที่สุดในโลก พระอริยะบุคคลที่สำเร็จครั้งพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ และอายุยืนยาวนาน นับพันนับหมื่นนับแสนนับล้านปีฯ เช่น เทวดาพระพระพรหมต่างๆ จำนวนนับแสนแสนล้านองค์ และพระอรหันต์ 60,000 องค์ที่ได้รับพระพุทธบัญชาให้อยู่ดูและพระพุทธศาสนาถึงพศ.5000 เช่น หลวงปู่เทพโลกอุดร พระมหาอุปคุปต์ พระปิณโฑทวาชะและพระอรหันต์ที่ได้อภิญญาอื่นๆที่อธิษฐานอยู่ดูและพระพุทศาสนาตามพระปิณโฑทวาชะอีก 60,000 องค์
๔.ผู้เผยแพร่ธรรมะ
๕.ผู้กตัญญู
พระโสดาบัน
พระสกิทาคามี
พระอนาคามี
พระอรหันต์

 #ปัญญาญาณ ๗๓ ประการ สาวกจะได้ถึง ๖๗ ประการ ได้มาจากการเจริญมหาสติปัฏฐาน๔ ล้วนๆ...พึงเจริญให้มากยิ่งยวดเถิด จะสำเร็จในวั...
05/04/2026

#ปัญญาญาณ ๗๓ ประการ สาวกจะได้ถึง ๖๗ ประการ ได้มาจากการเจริญมหาสติปัฏฐาน๔ ล้วนๆ...พึงเจริญให้มากยิ่งยวดเถิด จะสำเร็จในวันหนึ่ง....!
มหาสติปัฏฐานสูตร ;ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในกุรุชนบท มีนิคมของชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสทัมมะ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย หนทางนี้เป็นที่ไปอันเอก เพื่อ ความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อล่วงความโศกและปริเทวะ เพื่อความดับสูญ แห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกต้อง เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน หนทางนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ ประการ ...

วันนี้ขออนุญาตแสดงธรรมะเรื่องปัญญา๗๓ ที่เป็นมหาอานุภาพของปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากการปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆไม่เกี่ยวกับสมถแต่อย่างใด หากท่านเข้าวิปัสสนาอย่างถูกต้อง เป็นอันหวังได้ว่าจะได้ปัญญาญาณข้อหนึ่งข้อใดหรือหลายข้อ ข้างล่างนี้ เว้นแต่พระปัญญาที่เป็นของพระพุทธเจ้าอย่างเดียวที่พระสาวจะมีไม่ได้ คือ ใชข้อที่ ๖๘ ถึง ข้อ ๗๓

ขอน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
In Honor of the Blessed One of the Fully Enlightened One

ปัญญาญาณ ๗๓

ในการเจริญวิปัสสนา “โสฬสญาณ–ญาณ ๑๖” นั้น ผู้ปฏิบัติธรรมย่อมสามารถปฏิเวธเข้าถึง “ปัญญาญาณ” ได้ในจำนวนที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพากเพียรอดทนกับ “ข้อประพฤติปฏิบัติอันยิ่งยวด” ใน “อริยมรรคมีองค์ ๘–มัชฌิมาปฏิปทา” อย่างเข้าใจลึกซึ้งและถูกต้องตามคลองธรรม ที่มีความซับซ้อนเชิงนามธรรมขั้นสูง ที่เรียกว่า “อธิปัญญา–ปัญญาอริยะ” ที่เรียกว่า “ภาวนามยปัญญา” อันเป็นข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้า แต่มีข้อยกเว้นที่ว่า “ปัญญาญาณ” ในข้อ ๖๘–๗๓ นั้น เป็น “พุทธญาณ” เฉพาะสำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต “อสาธารณญาณ” ที่ไม่สาธารณ์แก่พระอริยสาวก ได้แก่ (๑) อินทริยปโรปริยัตตญาณ (๒) อาสยานุสยญาณ (๓) ยมกปาฏิหาริยญาณ (๔) มหากรุณาสมาปัตติญาณ (๕) สัพพัญญุตญาณ (๖) อนาวรณญาณ ฉะนั้น “ปัญญาญาณ ๗๓” ทั้งหมดดังกล่าวนี้ เกิดอุบัติขึ้นในวิปัสสนาภูมิเท่านั้น ดังนี้



๑. ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็น “สุตมยญาณ”

๒. ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสังวรไว้ เป็น “สีลมยญาณ”

๓. ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็น “ภาวนามยญาณ”

๔. ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็น “ธรรมฐิติญาณ”

๕. ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลาย ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็น “สัมมสนญาณ”

๖. ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมส่วนปัจจุบัน เป็น “อุทยัพพยญาณ”

๗. ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็น “วิปัสสนาญาณ”

๘. ปัญญาในการปรากฏโดยความเป็นภัย เป็น “อาทีนวญาณ”

๙. ปัญญาในความปรารถนาจะพ้นไปทั้งพิจารณา และวางเฉยอยู่ เป็น “สังขารุเปกขาญาณ”

๑๐. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็น “โคตรภูญาณ”

๑๑. ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และ สังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็น “มรรคญาณ”

๑๒. ปัญญาในการระงับปโยคะ [การสร้างวิบากกรรม] เป็น “ผลญาณ”

๑๓. ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็น “วิมุตติญาณ”

๑๔. ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น เป็น “ปัจจเวกขณญาณ”

๑๕. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายใน เป็น “วัตถุนานัตตญาณ”

๑๖. ปัญญาในการกำหนดธรรมภายนอก เป็น “โคจรนานัตตญาณ”

๑๗. ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็น “จริยานานัตตญาณ”

๑๘. ปัญญาในการกำหนดปรมัตถธรรม ๔ เป็น “ภูมินานัตตญาณ”

๑๙. ปัญญาในการกำหนดโลกุตตรธรรม ๙ เป็น “ธรรมนานัตตญาณ”

๒๐. ปัญญาที่รู้ยิ่ง เป็น “ญาตัฏฐญาณ”

๒๑. ปัญญาเครื่องกำหนดรู้ เป็น “ตีรณัฏฐญาณ”

๒๒. ปัญญาในการละ เป็น “ปริจจาคัฏฐญาณ”

๒๓. ปัญญาเครื่องเจริญ เป็น “เอกรสัฏฐญาณ”

๒๔. ปัญญาเครื่องทำให้แจ้ง เป็น “ผัสสนัฏฐญาณ”

๒๕. ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็น “อรรถปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๖. ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็น “ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๗. ปัญญาในความต่างแห่งนิรุตติ เป็น “นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๘. ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็น “ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ”

๒๙. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็น “วิหารรัฏฐญาณ”

๓๐. ปัญญาในความต่างแห่งสมาบัติ เป็น “สมาปัตตัฏฐญาณ”

๓๑. ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็น “วิหารสมาปัตตัฏฐญาณ”

๓๒. ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุให้ไม่ฟุ้งซ่าน เป็น “อานันตริกสมาธิญาณ”

๓๓. ทัสนาธีปไตยทัสนะ มีความเป็นอธิบดีอันใหญ่ยิ่ง [ญาณทัสสนะ] วิหาราธิคมคุณเครื่องบรรลุ [อภิญญา ความรู้ใหญ่ยิ่ง] คือ วิหารธรรม [ที่ตั้งอันแน่นอนแห่งธรรม] อันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในสมาบัติอันประณีต เป็น “อรณวิหารญาณ”

๓๔. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็น “นิโรธสมาปัตติญาณ”

๓๕. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็น “ปรินิพพานญาณ”

๓๖. ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็น “สมสีสัฏฐญาณ”

๓๗. ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนาสภาพต่างๆ และเดช เป็น “สัลเลขัฏฐญาณ”

๓๘. ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เป็น “วิริยารัมภญาณ”

๓๙. ปัญญาในการประกาศธรรมต่างๆ เป็น “อรรถสันทัสสนญาณ”

๔๐. ปัญญาในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกันในการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมเป็นอันเดียวกัน เป็น “ทัสสนวิสสุทธิญาณ”

๔๑. ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น เป็น “ขันติญาณ”

๔๒. ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็น “ปริโยคาหนญาณ”

๔๓. ปัญญาในการรวมธรรม เป็น “ปเทสวิหารญาณ”

๔๔. ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็น “สัญญาวิวัฏฏญาณ”

๔๕. ปัญญาในธรรมเป็นเหตุละความเป็นต่างๆ เป็น “เจโตวิวัฏฏญาณ”

๔๖. ปัญญาในการอธิษฐาน เป็น “จิตตวิวัฏฏญาณ”

๔๗. ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็น “ญาณวิวัฏฏญาณ”

๔๘. ปัญญาในความสลัดออก เป็น “วิโมกขวิวัฏฏญาณ”

๔๙. ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็น “สัจจวิวัฏฏญาณ”

๕๐. ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดกายและจิตเข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งความตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญา เป็น “อิทธิวิธญาณ”

๕๑. ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียวด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็น “โสตธาตุวิสุทธิญาณ”

๕๒. ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภทอย่างเดียว สามารถแห่งความผ่องในแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็น “เจโตปริยญาณ”

๕๓. ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลายอันเป็นไปตามปัจจัย ด้วยสามารถแห่งความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว เป็น “บุพเพนิวาสานุสสติญาณ”

๕๔. ปัญญาในความเห็นรูปนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยสามารถแห่งแสงสว่าง เป็น “ทิพจักขุญาณ”

๕๕. ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ ได้แก่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ [โสตาปัตติมัคคญาณ] อัญญินทรีย์ ๑ [โสตาปัตติผลญาณ ถึงอรหัตตมัคคญาณ] อัญญาตาวินทรีย์ ๑ [อรหัตตผลญาณ] นั่นคือ มีฐานะ ๑ + ๖ + ๑ = ๘ หมายถึง เกณฑ์การบรรลุมรรคผลของ “อริยบุคคล ๘” โดย “อาการ ๖๔” หมายถึง ประกอบด้วย “อินทรีย์ ๘” ได้แก่ (๑) “สัทธินทรีย์” มีความน้อมใจตนเป็นบริวาร (๒) “วีริยินทรีย์” มีการประคองไว้เป็นบริวาร (๓) “สตินทรีย์” มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร (๔) “สมาธินทรีย์” มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร (๕) “ปัญญินทรีย์” มีความเห็นเป็นบริวาร (๖) “มนินทรีย์” มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร (๗) “โสมนัสสินทรีย์” มีความยินดีเป็นบริวาร (๘) “ชีวิตินทรีย์” มีความเป็นอธิบดี และมรรคผล ๘ [อริยบุคคล ๘] ซึ่งมีอินทรีย์ขั้นละ ๘ ประการในการเป็นอริยบุคคล ซึ่งรวมทั้งหมดเป็น ๖๔ อาการ เป็น “อาสวักขยญาณ”

๕๖. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เป็น “ทุกขญาณ”

๕๗. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรละ เป็น “สมุทยญาณ”

๕๘. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรกระทำให้แจ้ง เป็น “นิโรธญาณ”

๕๙. ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งที่ควรเจริญ เป็น “มรรคญาณ”

๖๐. ปัญญาเห็นสภาพแห่งทุกข์ เป็น “ทุกขญาณ”

๖๑. ปัญญาเห็นเหตุแห่งทุกข์ เป็น “ทุกขสมุทยญาณ”

๖๒. ปัญญาเห็นแจ้งในนิพพาน เป็น “ทุกขนิโรธญาณ”

๖๓. ปัญญาเห็นข้อปฏิบัติที่พ้นทุกข์ เป็น “ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ”

๖๔. ปัญญาแตกฉานในความหมาย เป็น “อรรถปฏิสัมภิทาญาณ”

๖๕. ปัญญาแตกฉานในหลักธรรม เป็น “ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ”

๖๖. ปัญญาแตกฉานในภาษา เป็น “นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ”

๖๗. ปัญญาแตกฉานในความคิดทันการมีไหวพริบ เป็น “ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ”

๖๘. ปัญญาเป็นเหตุให้ทรงทราบอัธยาศัยแห่งเวไนยสัตว์ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “อินทริยปโรปริยัตตญาณ”

๖๙. ปัญญาเป็นเหตุให้ทรงทราบอุปนิสัยแห่งเวไนยสัตว์ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “อาสยานุสยญาณ”

๗๐. ปัญญาแสดงปาฏิหาริย์เป็นคู่ๆ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “ยมกปาฏิหาริยญาณ”

๗๑. ปัญญาแสดงพระคุณอันยิ่งใหญ่แก่เวไนยสัตว์คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “มหากรุณาสมาปัตติญาณ”

๗๒. ปัญญาอันหยั่งรู้ธรรมทุกประการ สมันตจักขุ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “สัพพัญญุตญาณ”

๗๓. ปัญญาหยั่งรู้ตลอดทะลุปรุโปร่งไม่มีอะไรกั้นได้ ปัญญารอบรู้ ทศพลญาณ จักขุญาณ คือ ญาณเฉพาะพระตถาคต เป็น “อนาวรณญาณ”

แหล่งที่มา: พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่ม ๗ ภาค๑

จุดเด่นที่สุดของโลกมนุษย์ชมพูทวีปเราคือ =ปฏิบัติธรรม แต่ พองหนอยุบหนอทั้งโลก คงยังไม่ถึง 100 ล้านคน ทั้งๆที่ทั่วโลกมีถึง...
04/04/2026

จุดเด่นที่สุดของโลกมนุษย์ชมพูทวีปเราคือ =ปฏิบัติธรรม แต่ พองหนอยุบหนอทั้งโลก คงยังไม่ถึง 100 ล้านคน ทั้งๆที่ทั่วโลกมีถึงเกิอบ7 พันล้านคน....น่าจะมีพองหนอยุบหนอสัก 1 พันล้านคน โลกเราจะมีความสุขมากๆ...!!! คุณปฏิบัติธรรรมหรือยัง???

เทวดาชั้นดาวดึงส์1.อายุทิพย์=36ล้านปีมนุษย์ หรือ 1,000 ปีทิพย์ 2.วรรณะทิพย์=อายุ 16 ปีตลอดไม่แก่ สวยงามเสมอไป3.สุขทิพย์=อาหารทิพย์ ปราสาท ทิพย์ บริวารทิพย์ ต้องการสิ่งใดไปขอที่ต้นกัลปพฤกษ์ 4.ระลึกช่าติได้เมื่อต้นปาริชาติออกดอก 5.เหาะได้ หรือมีรถม้า หรือช้างเอราวัณของพระอินทร์ 5. มีผลไม้ที่เป็นเหล้ารับประทานด้วย ไม่ต้องมี โรงเหล้าโรงเบียร์ ให้เสียเงิน...
สรุปดาวดึงส์
1.กิน กาม = ครบถ้วนมากมาย ไม่ต้องถ่ายของเสียด้วยฯ คือไม่มีน้ำเสียในร่างกาย เป็นกายปรมาณู ที่สวยงาม
2.ที่อยู่ปราสาทแก้วสวยงาม มีสระน้ำ ต้นไม้ผล+ดอก ฯ
3.ไม่มีป่วย ไม่ต้องมีหมอรักษา
4.ร่างกายสวยงามเสมอ
5.เดินทางด้วยการเหาะ เช่นมาโลกมนุษย์ แปปเดียวฯ มีตาทิพย์ หูทิพย์ แน่นอน ระลึกชาติได้ด้วย
6.อายุ 36 ล้านปีมนุษย์ แน่ๆ
7.มีสถานที่ฟังธรรม แต่ไม่มีสถานที่ปฏิบัติธรรม จะเดินจงกรม นั่ง พองหนอ ยุบหนอ ไม่มีสถานที่นะ...! คงต้อง ย้ายนางเทพธิดา ออกไปปราสาทอื่นก่อน...555
มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป 1.ไม่มีทุกข์ เพราะมีต้นกัลปพฤกษ์ ขออะไรก็ได้ เช่น ขอสามีหล่อรวย หนุ่ม แข็งแรงฯ ได้หมดเพราะมีต้นกัลปพฤกษ์2.ไม่มีความหวงแหน แน่นอนเพราะขอเมื่อไหร่ก็ ได้จะหวงไปทำไม...! 3.มีอายุแน่นอนคือ=1,000 ปี 4.ผลไม้ ข้าวสาร ธัญพืชฯ ใหญ่กว่ามนุษย์คุณภาพสูงกว่า งอกเอง เก็บมาทานตามใจชอบ ไม่ต้องกักตุน เหมือนชมพูทวีป รวมทั้ง น้ำดื่ม แสงสว่าง ไม่ต้องมีกปน. กฟผ. กฟภ. แม้แต่น้อย ...! 5.มีศีล๕ เสมอกันทุกคน คือต้นเหตุ ผลไม้ และข้าวสาร ใหญ่กว่า ดีกว่าโลกเรา
6.ข้อเสียไม่เห็นทุกข์ ในพระไตรลักษณ์ = ไม่ปฏิบัติ ธรรม กันเลย พองหนอ ยุบหนอ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ไม่รู้จักเลย...
7. แต่มีคู่คนเดียวไปตลอด จนตายจากกัน 8.คอมพิวเตอร์ อินเตอร์ เน็ต ทีวี ไม่รู้มีหรือป่าว...8.เลือกตั้งก็ไม่แน่ใจฯ

ส่วนมนุษย์โลกมีเท่าที่เห็นอยู่ แต่เด่น 3 อย่างคือ
1. กล้าหาญมาก =ข้อนี้ แสดงว่า ที่โลกอื่น เขาไม่บ้าขับรถเร็ว ไม่บ้ายกพวกตีกัน ไม่บ้าทำสงครามกับประเทศอื่น ฯ 2.มีสติ = รู้ระลึก ในเหตุผล สถานการณ์ได้ดี แสดงว่าโลกอื่นคงสบาย เกิน ไม่มีสัตรู โลกเรามีแต่สัตรู อาชีพตำรวจทหารรปภ.จึงเฟื่องมาก...555555 3.พรหมจรรย์ดีเยี่ยมได้ โลกอื่นก็สบายเกิน จึงเห็นทุกข์ยากมาก..แต่โลกเราสถานปฏิบัติธรรม เพียบๆๆๆ..!!!

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต

สัตตาวาสวรรคที่ ๓ ฐานสูตร [๒๒๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีป ประเสริฐกว่าเทวดา ชั้นดาวดึงส์และพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ ๓ ประการ ๓ ประการ เป็นไฉน คือไม่มีทุกข์ ๑ ไม่มีความหวงแหน ๑ มีอายุแน่นอน ๑ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย มนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปประเสริฐกว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ และพวกมนุษย์ ชาวชมพูทวีปด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตร- *กุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ ๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือ อายุทิพย์ ๑ วรรณะทิพย์ ๑ สุขทิพย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้น ดาวดึงส์ ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและพวกมนุษย์ชาวชมพูทวีป ด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาว อุตรกุรุทวีปและเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการ ๓ ประการเป็นไฉน คือเป็นผู้กล้า ๑ เป็นผู้มีสติ ๑ เป็นผู้อยู่ประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยม ๑ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีปประเสริฐกว่าพวกมนุษย์ชาวอุตรกุรุทวีปและ พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๑

พระมหาอานุภาพของพระพุทธเจ้านั้น เป็นอจินไตย คือคาดประมาณตามเหตุผลต่างๆไม่ได้...ดีเด่น ที่สุดของที่สุด ในจักษุ๕ และทศพลญา...
30/03/2026

พระมหาอานุภาพของพระพุทธเจ้านั้น เป็นอจินไตย คือคาดประมาณตามเหตุผลต่างๆไม่ได้...ดีเด่น ที่สุดของที่สุด ในจักษุ๕ และทศพลญาณ๑๐

วันนี้ขออนุญาตแสดงธรรมในพุทธคุณต่อคือ เบญจพิธจักษุ หรือจักษุ๕ ประการและพระทศพลญาณ๑๐ ที่ทรงพระปรีชาเหนือกว่าผู้ใดทั้งปวง

เนื่องเพราะในพระชาติหนึ่ง ขณะยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ พระองค์เสวยพระชาติเป็น "สิวิราชกุมาร" ในพระชาตินั้น ทรงควักดวงพระเนตร (ตา) ทั้งสองข้างถวายเป็นทาน ผลแห่งมหาทานครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงได้ทิพยจักษุเป็นการตอบแทน มาในปัจจุบันชาติเล่า พระพุทธองค์ก็ทรงมีดวงพระเนตรสีดำสนิทและใสแจ๋วดังหนึ่งดวงเนตรของลูกโคที่เพิ่งคลอด ทั้งยังทรงมี "เบญจพิธจักษุ" (จักษุ 5 อย่าง) กล่าวคือ

1.มังสะจักษุ คือทรงมี (ตาเนื้อ) พระเนตรอันงาม มีอำนาจ แจ่มใส ไว และเห็นได้ไกล

2.ทิพยจักษุ คือทรงมีพระปรีชาญาณที่ล่วงรู้ความเป็นไปของสรรพสัตว์ด้วยอำนาจของกฎแห่งกรรม

3.ปัญญาจักษุ คือทรงมีพระปัญญาเฉียบแหลมอันเป็นเหตุให้ได้ตรัสรู้อริยสัจธรรม เป็นต้น

4.พุทธจักษุ คือทรงมีพระปรีชาสามารถล่วงรู้อัธยาศัย และพื้นฐานความถนัดของสรรพสัตว์ อันทำให้พระองค์ทรงสามารถที่จะเลือกวิธีการและคำสอนที่เหมาะสมสำหรับสัตว์ (คน) นั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

5.สมันตจักษุ คือทรงประกอบด้วยพระสัพพัญญุตญาณ (ญาณหยั่งรู้ธรรมทั้งปวง)

พระพุทธเจ้าได้ชื่อว่าเป็นโลกวิทู คือ รู้แจ้งทั้งนิพพาน ภพสาม โลกันตร์ แสนโกฎิจักรวาล อนันตจักรวาล ทรงแทงตลอดหมด เพราะพระองค์ทรงมีการเห็นที่วิเศษ ตั้งแต่

1.มังสจักษุ ขนพระเนตรของพระองค์เขียวสนิทเหมือนดอกผักตบ ตรงส่วนไหนที่มีสีเหลือง ก็เหลืองนวลเหมือนทองคำ สวยงามเหมือนดอกกรรณิการ์ เบ้าพระเนตรทั้งสองมีสีแดงงามเหมือนสีปีกแมลงทับ ตรงกลางพระเนตรมีสีดำงามไม่หมองมัว แต่สนิทดีเหมือนสีสมอดำ ตรงไหนขาวก็จะขาวงามเปล่งปลั่ง ขาวนวลเหมือนสีดาวประกายพรึก
ลำพังมังสจักษุ แม้จะมีความมืดประกอบด้วยองค์ ๔ คือ พระอาทิตย์อัสดงคตไป วันอุโบสถมีในกาฬปักษ์ คือเป็นคืนเดือนมืด แนวป่าทึบและในคราวอกาลเมฆใหญ่ตั้งขึ้น ถึงอย่างนั้นพระพุทธองค์ก็ทรงเห็นตลอด ๑ โยชน์โดยรอบ ( ๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร) พระองค์ทรงเห็นได้ขนาดที่ว่า หากมีคนเอาเมล็ดงาเมล็ดหนึ่งทำเป็นเครื่องหมาย ใส่ลงในเกวียนที่บรรทุกงา พระพุทธองค์ก็สามารถมองเห็นเมล็ดงาที่ทำเครื่องหมายนั้นได้ด้วยพระมังสจักษุ นี่เป็นเพราะว่าพระพุทธองค์ได้สั่งสมบุญที่เกี่ยวกับดวงตา เช่น การถวายประทีปโคมไฟ เพื่อบูชาพระรัตนตรัย เป็นต้น

2.ทิพยจักษุ= ปุพเพนิวาสานุสติญาณ และจุตูปปาทญาณ
ของพระพุทธเจ้าหมายถึง การเห็นด้วยจุตูปปาตญาณ ทรงรู้เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุบัติ เห็นหมู่สัตว์ที่เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณงาม ได้ดี ตกยาก ทรงรู้ว่าสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เป็นมิจฉาทิฎฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้เป็นสัมมาทิฎฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ทรงทอดพระเนตร ๑ โลกธาตุ ๑๐ โลกธาตุ ๑,๐๐๐ โลกธาตุ ๑๐,๐๐๐ โลกธาตุ แสนจักรวาลหรือแม้มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรเท่าใด ก็ทรงเห็นได้ตามพระประสงค์

3.พุทธจักษุ = อินทริยปโรปริยัตติญาณ(รู้ในอินทรีย์ที่ยิ่งหย่อนต่างกันของสัตว์โลก คือ รู้ว่า อินทรีย์แก่กล้าพอจะสำเร็จพระนิพพานได้ไหม) และ อาสยานุสยญาณ(หยั่งรู้ในอัธยาสัยของสัตว์โลกว่าจะสำเร็จญาณ๑๖ได้ด้วยวิธีใด)
พระพุทธองค์ทรงมีการเห็นรอบด้าน เหมือนพวกพรหม เห็นทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตในเวลาเดียวกัน ซึ่งเห็นได้วิเศษกว่าทิพยจักษุ ทรงรู้ธรรมที่ควรรู้ ทรงเห็นธรรมที่ควรเห็น เห็นทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน ทรงรู้อัธยาศัย อนุสัย จริต อธิมุตติของสัตว์ทั้งปวง ย่อมทรงรู้จักหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ทุกอย่างอยู่ในข่ายพระพุทธญาณ เหมือนปลาและเต่าทุกชนิดที่เป็นไปภายในมหาสมุทร

4.ปัญญาจักษุ = อาสวักขยญาณ = ธรรมจักษุ (พระโสดาบัน+พระสกทาคามี+พระอนาคามี) และ ญาณจักษุ(พระอรหัต)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระปัญญาคุณมาก ทรงบรรลุปฎิสัมภิทา ทรงบรรลุเวสารัชญาณ ๔ ทรงทศพลญาณ ทรงรู้ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นราคจริต จะตรัสบอกอสุภกัมมัฎฐาน และจะตรัสบอกเมตตาภาวนาแก่ผู้มีโทสจริต อีกทั้งทรงแนะนำผู้มีโมหจริตให้ดำรงอยู่ในการเรียน การไต่ถาม ทำให้สาวกของพระองค์ตรัสรู้ธรรมตามนับไม่ถ้วน

5.สมันตจักษุ=พระสัพพัญญุตญาณ
การรู้ของพระองค์นั้น ก็รู้ได้ด้วยตาของพระอรหัต รู้ด้วยญาณทัสสนะของพระอรหัตที่รู้ได้ตลอดหมด คือทั้งรู้ลึก รู้รอบ รู้กว้าง รู้ไกล รู้ยิ่ง รู้พร้อม ซึ่งโดยรวมก็คือพระสัพพัญญุตญาณนั่นเอง

ที่ได้พรรณนามาโดยย่อนี้ เราทั้งหลายจะได้รู้ว่าพระบรมศาสดาของเรานั้นทรงถึงพร้อมด้วยจักษุทั้ง ๕ มีอานุภาพยิ่งใหญ่เหนือสรรพสัตว์ทั้งปวง ทรงมีอานุภาพเป็นอจินไตย อยู่เหนือวิสัยที่เราจะนึกคิดค้นเดาได้

ทศพลญาณ
ปรีชาหยั่งรู้ 10 ประการของพระพุทธเจ้า
1. ฐานาฐานญาณ ปรีชาหยั่งรู้ ฐานะและอฐานะ รู้กฎธรรมชาติ
2. กรรมวิปากญาณ ปรีชาหยั่งรู้ ผลของกรรม
3. สัพพัตถคามินีปฎิปทาญาณ ปรีชาหยั่งรู้ ข้อปฏิบัติที่จะนำไปสู่คติ (ทั้งสุขคติและทุคติ)
4. นานาธาตุญาณ ปรีชาหยั่งรู้สภาวะของโลกอันประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ หน้าที่ของขันธ์ธาตุ รู้เหตุแห่งความ
แตกต่างกันของสิ่งทั้งสิ่งทั้งหลาย
5. นานาธิมุตติกญาณ ปรีชาหยั่งรู้ อธิมุติ คือรู้อัธยาศัย ความโนมเอียง ความสนใจ ของสัตว์ทั้งหลาย
6. อินทริยปโรปริยัตตญาณ ปรีชาหยั่งรู้ ความยิ่งหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย ว่ามีอินทรีย์อ่อนหรือแก่กล้า มีความพร้อมที่จะเข้าสู่การตรัสรู้หรือไม่
7. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชาหยั่งรู้ เหตุที่จะทำให้ฌานวิโมกข์และสมาบัติเสื่อมหรือเจริญก้าวหน้า
8. ปุพเพนิเวสานุสสติญาณ ปรีชาหยั่งรู้ ระลึกชาติภพในหนหลังได้
9. จุตูปปาตญาณ ปรีชาหยั่งรู้ การจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลายอันเป็นไปตามกรรมที่สร้าง
10. อาสวักขยญาณ ปรีชาหยั่งรู้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย

คุณสมบัติสุดยอดของพระพุทธเจ้า วิชชา๓ ปฏิสัมภิทาญาณ๔ มหาอภิญญา๖ วิชชา๘ วิโมกข์ ๘ จรณะ๑๕ จักษุ๕ และยมกปาฏิหารย์ฯลฯในส่วนวิ...
29/03/2026

คุณสมบัติสุดยอดของพระพุทธเจ้า วิชชา๓ ปฏิสัมภิทาญาณ๔ มหาอภิญญา๖ วิชชา๘ วิโมกข์ ๘ จรณะ๑๕ จักษุ๕ และยมกปาฏิหารย์ฯลฯ

ในส่วนวิปัสสนาของสาวกนั้นมีคุณสมบัติคล้ายของพุทธะเช่นกัน แต่พลังทิพย์พุทธะมากมายกว่ามากๆห่างกันมาก เช่น
๑.บุพเพนิวาสานุสติญาณ ญาณที่๑ หรือ= รู้หนอ=ระลึกชาติได้
สาวกได้7ชาติ-อสงไขยชาติ พุทธะ ได้ทุกชาติไม่มีประมาณ
๒.จุตูปปาทญาณ ญาณที่๒ ในวิชชา๓ หรือ= ทิพยจักขุ= เห็นหนอ=เห็นการจุติ(ตาย)และปฏิสนธิ(เกิด)ของสัตว์ทั้งหลาย
สาวกได้7 ชาติขึ้นไป พุทธะเห็นทุกชาติที่ต้องการ ไม่มีสิ้นสุด
๓.อาสวักขยญาณ=โสดา-อนาคามิ เรียก ธรรมจักษุ ได้ดวงตาเห็นธรรม
อรหัตตมรรคเรียก ญาณจักษุ สิ้นอาสวะ

สวัสดีวันพฤหัส ขึ้น๑๓ค่ำ เดือน๕ ปีระกา วันที่ 29 มีนาคม 2561
วันนี้ขออนุญาติแสดงเรื่องพระพุทธเจ้าบ้าง ใกล้วันวิสาขบูชาแบ้ว วันพระใหญ่ประจำปี ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 29เมษายน เดือนหน้านี้แล้ว
ท่านทราบทั้งหมดหรือยังว่าพระพุทธเจ้า ตรัสรู้อะไร มีความสามารถเพียงใด
๑.วิชชา ๓ ๒.วิชชา ๘ ๓. อภิญญา ๖ ๔.ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ ๕. วิโมกข์ ๘ ๖.จรณะ ๑๕ ๗.มังสจักขุ ๘.ทิพยจักขุ ๙.ธรรมจักขุ ๑๐.พุทธจักขุ ๑๑. สมัตจักขุ ฯลฯ

วิชชา ๓ (โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

๑. ปุพเพนิวาสนานุสสติญาณ ความรู้จักระลึกชาติหนหลังได้ ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างบุรุษคนหนึ่งที่ออกจากบ้านของตนไปเยี่ยมบ้านนั้นบ้านนี้ แล้วก็กลับมาบ้านของตน ก็รู้ระลึกได้ว่าตนออกจากบ้านไปบ้านนั้น เดินยืนนั่งนอนพูดเป็นต้นอย่างนั้น ๆ ออกจากบ้านนั้นไปบ้านโน้นก็ไปทำไปพูดอย่างนั้นๆ ออกจากบ้านโน้นกลับมาสู่บ้านของตน

๒. จุตูปปาตญาณ ความรู้จักจุติคือความเคลื่อน อุปบัติคือความเข้าถึงชาตินั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ว่าเป็นไปตามกรรม ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่า บุรุษขึ้นไปสู่ปราสาทที่ตั้งอยู่ที่ถนนสามแพร่ง มองลงมาก็เห็นหมู่มนุษย์หมู่คน เดินออกจากบ้านบ้าง เดินเข้าบ้านบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งบ้าง เดินไปตามถนนบ้าง

๓. อาสวักขยญาณ ความรู้จักทำอาสวะให้สิ้น คือญาณที่เป็นเหตุสิ้นไปอาสวะกิเลสที่ดองจิตสันดานทั้งหลาย ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่าบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ริมสระน้ำที่ใสสะอาด ก็มองเห็นก้อนกรวดหอยโข่งเป็นต้นอยู่ในน้ำ มองเห็นปลาว่ายไปว่ายมาอยู่ในน้ำ

วิชชา ๘ ประการ (โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)

๑. มโนมยิทธิ

(เริ่ม ๘๐/๒) มโนมยิทธิญาณ คือความรู้จักแสดงฤทธิ์ นิรมิตมโนมัยกายคือกายที่สำเร็จจากใจ มโนมยะ มโนมัย แปลว่าสำเร็จจากใจ อิทธิแปลกันว่าฤทธิ์ ตามศัพท์แปลว่าความสำเร็จ ก็คือน้อมจิตไปเพื่อนิรมิตรูปที่สำเร็จจากใจ คือนิรมิตกายอื่นจากกายนี้ มีรูปที่สำเร็จจากใจ มีอินทรีย์ที่สมบูรณ์ คือเหมือนมีตามีหูมีจมูกมีลิ้นมีกายและมีมนะคือใจ ซึ่งเป็นอินทรีย์ ๖ ของกายใจบุคคลนี้ ตรัสเปรียบเหมือนอย่างว่าชักไส้ออกจากหญ้าปล้อง

๒. มโนมัยกาย กายทิพย์

ในเมืองไทยนี้ท่านผู้ปฏิบัติกรรมฐานและสนใจในวิชชานี้ ท่านตั้งชื่อเรียกว่ากายทิพย์ ส่วนกายธรรมดาซึ่งประกอบขึ้นด้วยธาตุดินน้ำไฟลมเรียกว่ากายเนื้อ กายทิพย์นี้ก็คือมโนมัยกาย หรือมโนมัยรูป ซึ่งท่านได้แสดงเอาไว้ในประวัติพระพุทธศาสนา ว่าพระพุทธเจ้าโดยปรกติเสด็จไปด้วยกายเนื้อ แต่ในบางคราวเสด็จไปด้วยกายทิพย์ หรือมโนมัยกายนี้

๓. อิทธิวิธิญาณ

อิทธิวิธิญาณคือความรู้จักวิธีแสดงฤทธิ์ ก็คือน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ด้วยวิธีต่างๆ ตามที่น้อมจิตไปว่าจะแสดงวิธีไหนอย่างไร ดังที่ท่านแสดงไว้เช่น คนเดียวเป็นมากคนหลายคนเป็นคนเดียว ปรากฏตัวหายตัว เดินทะลุฝากำแพงภูเขา เหมือนอย่างเดินไปในที่ว่าง ดำดินโผล่ขึ้นเหมือนอย่างดำน้ำโผล่ขึ้น ดำน้ำ เดินบนน้ำเหมือนเดินบนแผ่นดิน ไปในอากาศได้เหมือนนก ดั่งนี้เปนต้น ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างช่างหม้อ หรือลูกศิษย์ของช่างหม้อผู้ฉลาด เมื่อได้เตรียมดินไว้ดี ก็ปั้นภาชนะดินต่างๆ ได้ตามต้องการ

๔. ทิพยโสตญาณ

ทิพยโสตญาณ ญาณคือความหยั่งรู้ด้วยทิพยโสต หูทิพย์ น้อมจิตไปเพื่อทิพยโสตญาณ ก็ฟังเสียงได้ ๒ อย่างคือเสียงทิพย์ หรือเสียงมนุษย์ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่ไกลทั้งที่ใกล้ เหมือนอย่างคนเดินทางไกลได้ยินเสียงสังข์เสียงตะโพน ก็รู้ว่านี่เป็นเสียงสังข์เสียงตะโพน ในที่ใกล้บ้างที่ไกลบ้างที่ผ่านไป ทิพยโสตญาณนี้เป็นวิชชาที่ ๔

๕. เจโตปริยญาณ

เจโตปริยญาณความรู้จักกำหนดใจของผู้อื่นได้ คือน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ ก็กำหนดรู้ใจได้ อ่านใจได้

๖. ปุพเพนิวาสนานุสสติญาณ

ความรู้จักระลึกชาติหนหลังได้ ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างบุรุษคนหนึ่งที่ออกจากบ้านของตนไปเยี่ยมบ้านนั้นบ้านนี้ แล้วก็กลับมาบ้านของตน ก็รู้ระลึกได้ว่าตนออกจากบ้านไปบ้านนั้น เดินยืนนั่งนอนพูดเป็นต้นอย่างนั้นๆ ออกจากบ้านนั้นไปบ้านโน้นก็ไปทำไปพูดอย่างนั้นๆ ออกจากบ้านโน้นกลับมาสู่บ้านของตน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณนี้เป็นวิชชาที่ ๖

๗. จุตูปปาตญาณ

ความรู้จักจุติคือความเคลื่อน อุปบัติคือความเข้าถึงชาตินั้นๆ ของสัตว์ทั้งหลาย ว่าเป็นไปตามกรรม ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่า บุรุษขึ้นไปสู่ปราสาทที่ตั้งอยู่ที่ถนนสามแพร่ง มองลงมาก็เห็นหมู่มนุษย์หมู่คน เดินออกจากบ้านบ้าง เดินเข้าบ้านบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งบ้าง เดินไปตามถนนบ้าง จุตูปปาตญาณนี้เป็นวิชชาที่ ๗

๘. อาสวักขยญาณ

ความรู้จักทำอาสวะให้สิ้น คือญาณที่เป็นเหตุสิ้นไปอาสวะกิเลสที่ดองจิตสันดานทั้งหลาย ตรัสเปรียบไว้เหมือนอย่างว่าบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ริมสระน้ำที่ใสสะอาด ก็มองเห็นก้อนกรวดหอยโข่งเป็นต้นอยู่ในน้ำ มองเห็นปลาว่ายไปว่ายมาอยู่ในน้ำ

วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิโมกข์ ๘ จรณะ ๑๕ ในพระพุทธศาสนา คืออะไร ???ขอบคุณภาพจาก thai.cri.cn
อภิญญา ๖

อภิญญา แปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบำเพ็ญกรรมฐาน

อภิญญาในคำวัดหมายถึงคุณสมบัติพิเศษของพระอริยบุคคลซึ่งเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี ๖ อย่าง คือ

๑. อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้

๒. ทิพพโสต มีหูทิพย์

๓. เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้

๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้

๕. ทิพพจักขุ มีตาทิพย์

๖. อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป

อภิญญา ๕ ข้อแรกเป็นของสาธารณะ (โลกียญาณ) ข้อ ๖ มีเฉพาะในพระอริยบุคคล

ถ้าพบผู้แสดงฤทธิ์ได้ อย่าพึ่งหมายว่าผู้นั้นจะเป็นอริยบุคคล

ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ (ความแตกฉาน ๔)

ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ คือ ความสามารถพิเศษในการสั่งสอนคนอื่น ได้แก่

๑. อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉาน ในอรรถ เห็นข้อธรรมใดก็สามารถอธิบายขยายความออกไปได้โดยพิสดาร

๒. ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉาน ในธรรม สามารถสรุปข้อความได้อย่างกระชับเก็บความสำคัญได้หมด

๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉาน ในนิรุตติ คือแตกฉานเรื่อง ภาษาต่าง ๆ

๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉาน ในปฏิภาณ มีไหวพริบปฏิภาณดี สามารถอธิบายแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ดี ตอบคำถามได้แจ่มแจ้ง
วิโมกข์ ๘

อานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการนี้

วิโมกข์ ๘ ประการ คือ

๑. บุคคลผู้มีรูปเห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๑

๒. บุคคลผู้มีอรูปสัญญาภายใน เห็นรูปทั้งหลายภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๒

๓. บุคคลผู้น้อมใจไปว่า ‘งาม’ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๓

๔. บุคคลบรรลุอากาสานัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘อากาศหาที่สุดมิได‘’ อยู่ เพราะล่วงรูปสัญญา ดับปฏิฆสัญญา ไม่กำหนดนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๔

๕. บุคคลล่วงอากาสานัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุวิญญาณัญจายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘วิญญาณหาที่สุดมิได้’ อยู่นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๕

๖. บุคคลล่วงวิญญาณัญจายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุอากิญจัญญายตนฌานโดยกำหนดว่า ‘ไม่มีอะไร’ อยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ประการที่ ๖

๗. บุคคลล่วงอากิญจัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๗

๘. บุคคลล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานโดยประการทั้งปวง บรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๘

อานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการนี้แล

วิชชา ๓ วิชชา ๘ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ วิโมกข์ ๘ จรณะ ๑๕ ในพระพุทธศาสนา คืออะไร ???
จรณะ หมายถึง ความประพฤติอันงดงามมี ๑๕ ประการ ได้แก่

๑. ศีลสังวร คือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์

๒. อินทรีย์สังวร คือความสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ตาหู จมูก ลิ้น กาย ใจ

๓. โภชเนมัตตัญญุตา คือความรู้จักประมาณในการบริโภค

๔. ชาคริยานุโยค คือการประกอบความเพียรที่ทำให้เป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ

๕. ศรัทธา คือ ความเชื่อมั่น

๖. สติ คือ ความระลึกได้

๗. หิริ คือ ความละอายบาป

๘. โอตตัปปะ คือ ความกลัวบาป

๙. พาหุสัจจะ คือความเป็นผู้ได้สดับมาก ( พหูสูต )

๑๐. อุปักกะโม คือเว้นจากพยายามเพื่อฆ่า และพยายามเพื่อลัก

๑๑. ปัญญาและ

รวมรูปฌาน ๔ รวมเป็น ๑๕ สิ่ง

รูปฌาน ๔ ฌานมีรูปธรรมเป็นอารมณ์ ฌานที่เป็นรูปาวจร ได้แก่

ปฐมฌาน ( ฌานที่ 1 ) ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปิติ สุข เอกัคคตา

ทุติยฌาน ( ฌานที่ 2 ) ประกอบด้วย ปิติ สุข เอกัคคตา

ตติยฌาน ( ฌานที่ 3 ) ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

จตุตถฌาน ( ฌานที่ 4) ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

เหล่านี้แสดงถึงว่าพระพุทธองค์ทรงมีศีลาจารวัตรที่งดงาม ทรงประพฤติปฏิบัติจรณะทั้ง ๑๕ ประการมามากมายหลายภพหลายชาติจึงทำให้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะจรณะทั้ง ๑๕ ประการเป็นพื้นฐานที่ทำให้พระองค์มีความหนักแน่น มั่นคงอย่างต่อเนื่องในการสร้างบารมีจนกระทั่งบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตามความปรารถนาที่ตั้งใจไว้

ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า  #พระมหาปณิธาน๔พุทธภูมิธรรม๔อัธยาสัย๖ธรรมสโมธา...
24/03/2026

ขอนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยเศียรเกล้า #พระมหาปณิธาน๔พุทธภูมิธรรม๔อัธยาสัย๖ธรรมสโมธาน๘ และอานิสงค์๑๘ ประการ ของพระมหาโพธิสัตว์....!!!
ท่านใดอธิษฐานพุทธภูมิไว้ อ่านได้ที่นี่...
สวัสดีวันพุธเราจะจุดธรรมะที่สะใจ
เพื่อนเฟสบุ๊คจะถูกปลุกเรื่องแปลกใหม่
ธรรมะใสสนุกตำนานโบราณเมืองไทย
อย่าไปไหนก็จะได้ความรู้จากกูรูปฐมมรรค
ได้แสดงธรรมในเรื่องภพภูมิเทวภูมิ๖พรหมภูมิ๒๐มนุษยภูมิ๔ทวีป เหลืออบายภูมิ๔แสดงจากนรกภูมิมาแล้ว #แต่วันนี้ขออนุญาตแสดงแทรกในเรื่องพระโพธิสัตว์ที่จะทรงเกิดไม่เกิดเป็นมหาสัตว์อะไรได้บ้าง ดังนี้
อานิสงส์ บารมี 30 ทัศ ของพระนิตยะโพธิสัตว์
พระนิตยะโพธิสัตว์เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรก เช่น พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันพระศรีศากยมุนี เป็นแบบพระปัญญาโพธิกะ ทรงบำเพ็ญบารมี 7 อสงไขยไว้ในใจ 9อสงไขยเมื่อเอ่ยปากพูด และ 4 อสงไขยสุดท้าย ทั้งคิด ทั้งพูดทั้งทำแบบเต็มกำลัง 4 อสงไขยสุดท้ายนี้แหละที่พระบารมีเริ่มมาก เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าครั้งแรกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล จึงจะมีอานิสงค์ 18 อย่างอยู่ตลอด จนได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ได้แก่
๑.เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมไม่เกิดเป็นคนมีจักษุบอดมาแต่กำเนิด(บำเพ็ญบารมียาก)
๒.ไม่เป็นหูหนวกแต่กำเนิด(บำเพ็ญบารมียาก)
๓.ไม่เป็นคนบ้า(บำเพ็ญบารมียาก)
๔.ไม่เป็นคนใบ้(บำเพ็ญบารมียาก)
๕.ไม่เป็นคนง่อยเปลี้ย(เพราะบำเพ็ญบารมีได้ยาก)
๖.ไม่เกิดในมิลักขประเทศคือประเทศป่าเถื่อน ไม่เป็นคนป่า(เพราะจะหลงทำบาปฆ่าสัตว์ฯ มากมาย)
๗.ไม่เกิดในท้องนางทาสี (แต่เกิดในฐานะคนจันทาลได้ ดังพระโพธิสัตว์ มาตังคะฤๅษี ท่านเป็นบุตรคนจันฑาล แต่ไม่ได้เป็นนางทาสี)
๘.ไม่เป็นนิยตมิจฉาทิฐิ(เพราะจะลงไปโลกันตนรก เวลาไม่พอ)
๙.ไม่เป็นสตรีเพศ(เพราะชายบำเพ็ญบารมีได้มากกว่าฯ)
๑๐.ไม่ทำอนันตริยกรรม(จะทำให้ลงอวีจิมหานรกเสียเวลามากไป)
๑๑.ไม่เป็นโรคเรื้อน(บำเพ็ญบารมียาก)
๑๒.เมื่อเกิดเป็นสัตว์เดียรฉาน มีกายไม่เล็กกว่านกกระจาบ และ ไม่ใหญ่ไปกว่าช้าง(เล็กไปก็บำเพ็ญบารมีไม่ได้ ใหญ่ไปก็ทำบาปมากมาย เพราะต้องกินสัตว์ฆ่าสัตว์)
๑๓.ไม่เกิดใน ขุปปิปาสิกเปรต นิชฌานตัณหิกเปรต และกาลกัญจิกาสุรกาย(เพราะน่าเกลียดน่ากลัวและนานมาก)
๑๔.ไม่เกิดในอเวจีนรก และโลกันตนรก(เพราะนานมากและทรมานมาก)
๑๕ ไม่เกิดเป็นเทวดาที่นับเข้าในเทวดาพวกหมู่มาร(จะทำบาปมาก เวลาไม่พอ)
๑๖.เมื่อเกิดเป็นรูปพรหม จะไม่เกิดใน ปัญจสุทธวาสพรหมโลก (พรหมชั้นอนาคามี) และอสัญญสัตตาภูมิพรหม ( มีแต่รูปอย่างเดียว)=สุทธาวาสเกิดไม่ได้เพราะมีแต่พระอนาคามี อสัญญสัตตาฯ ถ้าเกิดเวลาบำเพ็ญไม่พอ และเปล่าประโยชน์)
๑๗.ไม่เกิดในอรูปพรหมโลก ( เพราะเสียเวลานานไป เปล่าประโยชน์ในการสร้างบารมี )
๑๘.ไม่เกิดในจักรวาลอื่น(ไม่เกิดเพราะบำเพ็ญบารมิยาก)
คุณสมบัติและอัธยาศัยของพระโพธิสัตว์
อานิสงส์พิเศษอีกอย่างหนึ่งของนิยตโพธิสัตว์ คือ การทำอธิมุตตกาลกริยา คือเมื่อท่านเกิดเป็นเทวดาหรือพระพรหม เกิดความเบื่อหน่าย ในการเสวยสุขนั้น ปรารถนาที่จะสร้างบารมีในโลกมนุษย์ ท่านก็สามารถทำการอธิมุตต คืออธิษฐานให้จุติ (ตายจากการเป็นเทพ) มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ทันที ได้โดยง่าย ซึ่งเหล่าเทพเทวดาอื่นๆ ไม่สามารถทำอย่างนี้ได้
ธรรมสโมธาน 8 ประการแก้ไข
สำหรับพระโพธิสัตว์ ที่เป็น อนิยตโพธิสัตว์ แต่สร้างบารมี 30 ทัศ และมีธรรมสโมธาน 8 ประการสมบูรณ์แล้ว ได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกเฉพาะพระพักตร์พุทธเจ้า โดยจะได้รับพุทธพยากรณ์โดยนัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงนามว่าอย่างนั้น ในกัปอันเป็นอนาคตที่เท่านั้น และก็จะกลายเป็น นิยตโพธิสัตว์ ทันที คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้ ที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ธรรมสโมธาน 8 ประการคือ
๑.ได้เกิดเป็นมนุษย์เป็นบุรุษเพศ ไม่เป็นกะเทย
๒.มีอุปนิสสัยปัจจัยแห่งพระอรหันต์รุ่งเรืองอยู่ในขันธสันดาน (ถ้าเกิดเปลี่ยนใจก็จะเป็นพระอรหันต์ทันที)
๓.ต้องพบพระพุทธเจ้าขณะมีพระชนม์ชีพอยู่ และได้สร้างกองบุญกุศลต่อหน้าพระพักตร์
๔.ต้องเป็นบรรพชิต หรือต้องเป็น โยคี ฤๅษี ดาบส หรือปริพาชก ที่มีลัทธิเชื่อว่า บุญมี บาปมี ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป
๕. ต้องไม่เป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือน
๖.ต้องมีอภิญญาและฌานสมาบัติ อันเชี่ยวชาญ
๗.เคยให้ชีวิตของตนเป็นทาน เพื่อสัมโพธิญาณมาก่อนในอดีดชาติ
๘.ต้องมี ฉันทะ คือมีความรักความพอใจในพุทธภูมิเป็นกำลัง
กล่าวถึงพุทธภูมิธรรมของนิยตโพธิสัตว์ ในการเพิ่มพูนบารมีให้มากยิ่งขึ้น มีน้ำใจประกอบไปด้วย พุทธภูมิธรรม 4 ประการ คือ
๑.พระอุตสาหะ อุสสาโห คือประกอบไปด้วยพระอุตสาหะ มีความเพียรอันสลักติดแน่นในจิตใจอย่างมั่นคง
๒.พระปัญญา อุมัตโต คือประกอบด้วยปัญญา มีปัญญาเชียวชาญเฉียบคม
๓.พระอธิษฐาน อวัตถานัง คือมีพระทัยอธิษฐานอันมั่นคง มิได้หวั่นไหวคลอนแคลน
๔.พระเมตตา หิตจริยา คือประกอบไปด้วยพระเมตตา เจริญจิตอยู่ด้วยพรหมวิหารเป็นปกติ
อัธยาศัย ที่ทำให้พระโพธิญานของนิยตโพธิสัตว์แก่กล้ายิ่งขึ้น มี 6 ประการ
ยังมีพระมหาเถรเจ้าพระองค์หนึ่งผู้เป็นพระอรหัตสาวกวิเศษ ผู้ทรงพระปฏิสัมภิทาและพระอภิญญา ทรงไว้ซึ่งพระอรหัตฤทธิ์สูงสุด ได้มีโอกาสขึ้นไปยังดุสิตสวรรค์ ทรงมีโอกาสสนทนากับเทพบุตรสมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ พระมหาเถรเจ้าได้ทรงถามว่า
“ขอถวายพระพร พระองค์ทรงกระทำประการใด…
เพื่อยังพระอัธยาศัยที่จะให้พระโพธิญาณแก่กล้า”
สมเด็จพระศรีอาริยเมตไตรยบรมโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งมีพระพุทธบารมีเปี่ยมล้นรอเวลามาอุบัติตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ได้ตรัสตอบว่า
“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ โยมนี้เป็นพระโพธิสัตว์ตั้งอยู่ในอัธยาศัย ๖ ประการ คือ
๑. พอใจที่จะบวช หรือ เนกขัมมัชฌาสัย คือ พอใจที่จะบวช รักเพศบรรพชิตยิ่งนัก
๒. พอใจความเงียบสงบ หรือ วิเวกัชฌาสัย คือ พอใจในความวิเวกเงียบสงบยิ่งนัก
๓. พอใจบริจาคทาน หรือ อโลภัชฌาสัย คือ พอใจในการบริจาคทาน สละความโลภตระหนี่
๔. พอใจในความไม่โกรธ หรือ อโทสัชฌาสัย คือ พอใจในความไม่โกรธ เจริญเมตตาในสัตว์ทั้งปวงอยู่เนืองนิตย์
๕. พอใจในความไม่ลุ่มหลง หรือ อโมหัชฌาสัย คือ พอใจในการที่จะพิจารณาสิ่งที่เป็นคุณและเป็นโทษ ไม่ลุ่มหลงในอบาย เสพสมาคมกับบัณฑิตคนมีสติปัญญายิ่งนัก
๖. พอใจที่จะยกตนออกจากภพ หรือ นิสสรณัชฌาสัย ไม่ยินดีในการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารในภพน้อยภพใหญ่ มีความประสงค์ในพระนิพพานยิ่งนัก
พระคุณเจ้าผู้เจริญ ! นี่แหล่ะเป็นอัธยาศัย ๖ ประการที่ติดอยู่ในขันธสันดานของโยมอยู่เนืองนิตย์ พระโพธิญาณของโยมจึงแก่กล้ายิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ จนถึงกาลบัดนี้”
มหาปณิธานของพระโพธิสัตว์ 4 ประการ คือ
1. เราจะละกิเลสทั้งหลายให้หมด
2. เราจะต้องตั้งใจศึกษาพระธรรมทั้งหลายให้เจนจบ
3. เราจะไปโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้สิ้นภพสิ้นชาติสู่พระนิพพาน
4. เราจะบำเพ็ญตนให้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ

ที่อยู่

รัชดาภิเษก
Bangkok
10310

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00
อังคาร 09:00 - 17:00
พุธ 09:00 - 17:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
ศุกร์ 09:00 - 17:00
เสาร์ 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66651065246

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระพุทธศาสนาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์