Thai Christian Sermon

Thai Christian Sermon คำเทศนาคริสเตียนไทย

คำเทศนาคริสเตียนไทย. สำหรับผู้สนใจและคริสเตียนทุกท่าน
หากทางท่านใช้ข้อมูลใดใน Page นี้ เพื่องานพันธกิจ ทางเราจักขอบคุณเป็นอย่างยิ่งหากท่านจะอ้างอิงเพื่อให้เครดิตแก่ทาง Page ของเรา

05/01/2026

#เราจ่ายเงินแล้วเรายังต้องขอบคุณทหารหมอพยาบาลครูชาวนาอีกหรือไม่ # #
คริสเตียนไม่ใช่คนที่ขอบคุณพระเจ้าอย่างเดียว
แต่เป็นคนที่มองเห็นพระเจ้าในการกระทำของมนุษย์
และรู้จักขอบคุณทั้งพระผู้ประทาน
และผู้ที่พระองค์ทรงใช้

ที่ผ่านมามีกระแสสังคมอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดคำถามว่า
เราควรขอบคุณทหารที่ปกป้องประเทศ
ขอบคุณหมอพยาบาลที่รักษาอาการป่วย
ขอบคุณครูอาจารย์ที่สั่งสอนอบรม
ขอบคุณชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินไหม
ซึ่งถ้าคิดอีกด้าน ทั้งหมดนี้เราไม่ได้มาฟรีๆ เราเสียเงินหรือเสียภาษีเพื่อให้ได้บริการเหล่านี้
เราควรตอบแทนพ่อแม่ไหม หรือเป็นหน้าที่ของท่านที่ทำให้เราเกิดมา ท่านต้องรับผิดชอบ เราไม่จำเป็นต้องตอบแทน

เมื่อผมพูดเรื่องนี้ ไม่ว่าเอนไปด้านใด ก็จะมีอีกฝั่งที่ไม่ชอบและอาจจะต่อต้าน หรือถึงขั้นออกจากคริสตจักรไปเลยก็ได้
แต่สำหรับคริสเตียนแท้ เราไม่ไปตามกระแสของสังคม และไม่ไปตามความคิดเห็นส่วนตัวของเรา
แต่เราจะยอมรับหลักการของพระเจ้าด้วยยินดี แม้ไม่ตรงใจเราก็ตาม
ดังนั้น ผมอยากให้ท่านพิจารณาสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปว่าเป็นหลักการที่ซื่อสัตย์ต่อพระวจนะคำของพระเจ้า หรือไม่
หากท่านมีความคิดเห็นต่าง ผมไม่ตำหนิท่าน แต่อยากจะขอร้องให้ท่านกลับไปทบทวน พิจารณา ใคร่ครวญว่า สิ่งที่ผมกล่าว เป็นพระวจนะแห่งความจริงหรือไม่

คำถามคือว่า เราจ่ายเงิน จ่ายภาษีเป็นค่าตอบแทนไปแล้ว สำหรับ การทำงานของทหาร ค่ารักษาสำหรับแพทย์พยาบาล ค่าเล่าเรียนสำหรับครูอาจารย์ ค่าข้าวสำหรับชาวนา เรายังต้องขอบคุณพวกเขาอีกไหม?

การขอบคุณ เกิดขึ้น เมื่อเราเห็นหรือสัมผัสได้ว่าใครคนใดคนหนึ่งทำสิ่งที่มีคุณค่าแก่เรา หรือแก่ส่วนรวม เราจะขอบคุณเขา

พระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่เคยสอนว ่า“ทำตามหน้าที่แล้ว ไม่ต้องให้เกียรติเขา”
ค่าจ้ างคือสิ่งที่เขาสมควรได้
แต่ คำขอบคุณ คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราเห็นคุณค่าผู้อื่น

พระธรรมลูกา บทที่10 ข้อ7 กล่าวว่า "คนงานก็สมควรได้รับค่าจ้างของเขา” พระธรรมตอนนี้ พระเยซูกำลังส่งสาวกเจ็ดสิบสองคนออกไปทำพันธกิจ
พระธรรมลูกาตอนนี้จะสอดคล้องกับพระธรรมมัทธิวบทที่10 ซึ่งเป็นตอนพระเยซูส่งสาวก 12 คนออกไปทำพันธกิจ
พระเยซูบอกพวกเขาไม่ต้องเอาอะไรไป ให้คนที่เขาไปประกาศทำการดูแลต้อนรับ โดยยกคำว่า คนงานสมควรได้รับค่าจ้าง
แต่เราก็รู้ว่า แม้สาวกได้รับค่าจ้างแล้ว แต่สานุศิษย์ก็ยังยกย่อง ขอบคุณ ให้เกียรติสาวกเหล่านั้น
ในพระธรรม มัทธิว บทที่ 10 ข้อที่ 40 ถึง 42 กล่าวว่า
“ผู้ที่ต้อนรับท่านทั้งหลายก็ต้อนรับเรา และผู้ที่ต้อนรับเราก็ต้อนรับพระองค์ที่ทรงใช้เรา… และถ้าผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่ง ให้คนเล็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่งดื่ม เพราะเป็นสาวกของเรา เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า คนนั้นจะไม่ขาดบำเหน็จก็หามิได้”
ถ้าเราเห็นคุณค่าผู้ใด เราจะให้การต้อนรับแก่เขาผู้นั้น
พระเยซูแสดงทัศนะให้เห็นว่าการต้อนรับสาวกของพระองค์ก็เสมือนการต้อนรับ พระเยซูเอง
การที่สานุศิษย์ต้อนรับสาวก ไม่เพียงเป็นการให้เกียรติสาวก แต่เป็นการให้เกียรติพระเยซูด้วย

งานหนึ่งของคนคนหนึ่งจะมีสองด้าน ได้แก่
-- ค่าจ้าง สะท้อน ความยุติธรรม ทำงานควรได้ค่าตอบแทน กับ
-- คุณค่าของงาน สะท้อน ท่าทีในใจต่อพระเจ้า

ค่าจ้าง คือ การตอบแทนการทำงานของเขา
ส่วนการขอบคุณ คือ การตอบแทนคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ
ถ้าใครบางคนทำสิ่งที่มีคุณค่า ในขณะที่เขาได้รับค่าจ้างด้วย แต่เราไม่เห็นคุณค่าของเขา เพราะเราคิดว่าเราจ่ายเงินให้เขาแล้ว เราก็อาจมีทัศนคติว่า เงินซื้อได้ทุกสิ่ง ซื้อได้แม้คุณค่าของความเป็นคน
ความขอบคุณเป็นการบ่งบอกว่าใจของเรายังมีคุณธรรมอยู่
คุณลองคิดดูสิว่า ไฟไหม้ชุมชนแรงมาก และไฟกำลังจะลามมาบ้านคุณ นักดับเพลิงจึงรีบหันหัวฉีดน้ำมาปกป้องบ้านคุณ จนรอดพ้นจากอัคคีไฟ แล้วคุณก็ตะโกนบอกกับทุกคนในบ้านว่า ไม่ต้องขอบคุณนักดับเพลิง นั้นเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว
คนปกติทั่วไป จะตัดสินได้ในทันทีว่า คุณไม่มีมโนธรรม (สำหรับคริสเตียน เรารู้ดีว่ามโนธรรม ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อุปโลกน์​ขึ้น แต่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์เพราะพระองค์สร้างเราให้มีจิตใจและจิตวิญญาณ)​
พระคัมภีร์สอนให้ขอบคุณไม่ใช่เพราะเขาสมควรได้รับเท่านั้น
แต่เพราะ เพื่อตัวเราเองจะรักษามโนธรรมของความเป็นมนุษย์ด้วย

แต่ฟังให้ดี
เราต้องไม่ใช้คำว่า “บุญคุณ” มาปิดปากความยุติธรรม หรือ อย่าเอาบุญคุณไปกดคนอื่น แม้แต่ลูกของตนเอง
แล้ว อย่าเอาเหตุผลเรื่องเงินมาฆ่ามโนธรรมในหัวใจของเรา
(ใช้คำขอบคุณ เพื่อปิดปากความอยุติธรรม เช่น ขอบคุณที่ช่วยทำงานแต่ไม่จ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายค่าจ้างต่ำมาก)​

ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ ลูกจ้างกับนายจ้าง

ลูกจ้างรับเงินจากนายจ้างพระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่า “ลูกจ้างต้องขอบคุณนายจ้างเสมอ”
แต่สอนให้ลูกจ้างมี ท่าทีที่ถูกต้อง เคารพ ซื่อสัตย์ และสำนึกคุณเมื่อมีเหตุอันควร

ลูกจ้างทำงาน นายจ้างจ่ายค่าจ้าง นี่คือ ความยุติธรรม

พระคัมภีร์สอนให้ลูกจ้างมี “ท่าทีของใจ” ที่ถูกต้อง
ทำงานด้วยความเคารพและซื่อสัตย์
เอเฟซัส บทที่6 ข้อที่5 ถึง 7 กล่าวว่า จงเชื่อฟังนายของท่านไม่ใช่ต่อหน้าเท่านั้น แต่ด้วยใจจริง
นี่ไม่ใช่การยกย่องนายจ้างเกินควร
แต่เป็นการทำงานด้วยท่าทีเสมือนหนึ่งกำลังทำงานให้ พระเจ้า

เอเฟซัส บทที่6 ข้อ9 กล่าวว่าท่านทั้งหลายมีนายองค์เดียวกันในสวรรค์”
นี่หมายความว่าเจ้านายที่แท้จริง คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า

เรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ในพระธรรมลูกา บทที่17 ข้อ7ถึง10 ให้เราอ่านแล้วลองพิจารณาดู
"ถ้าพวกท่านมีบ่าวออกไปไถนาหรือเลี้ยงแกะ และเมื่อบ่าวคนนั้นกลับมาจากทุ่งนา ท่านจะบอกเขาหรือว่า ‘เชิญนั่งลงรับประทานเถิด?’ ท่านจะไม่บอกเขาหรือว่า ‘จงไปหาอะไรมาให้เรารับประทานและคาดเอวไว้คอยปรนนิบัติระหว่างที่เรากินและดื่ม หลังจากนั้นเจ้าจึงค่อยกินและดื่มเถิด?’ นายจะขอบใจบ่าวนั้นเพราะบ่าวทำตามคำสั่งหรือ? เช่นเดียวกัน เมื่อพวกท่านทำสิ่งสารพัดที่เราบัญชาไว้กับท่านแล้ว ก็จงพูดด้วยว่า ‘เราเป็นบ่าวที่ไม่ได้มีบุญคุณต่อนาย เราเพียงแต่ทำตามหน้าที่ ที่ควรจะทำเท่านั้น’ ”

พระคัมภีร์ ไม่ได้สั่งลูกจ้างฝ่ายเดียว
โคโลสี บทที่4 ข้อ1 กล่าวว่า
นายทั้งหลาย จงปฏิบัติต่อลูกจ้างด้วยความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม
สำหรับนายจ้าง พระคัมภีร์สอนการเป็นผู้นำที่ถ่อมใจ
ใครอยากเป็นใหญ่ในพวกท่าน จงเป็นผู้รับใช้ของพวกท่าน”(มาระโก 10:43–45)

พระเยซูเป็นจอมเจ้านายแต่ก็เป็นแบบอย่างในการปรนนิบัติ เช่น
-ทรงล้างเท้าสาวก
-เรียกสาวกว่า “มิตรสหาย” (ยอห์น 15:15)
-ยอมรับการรับใช้ของพวกเขา
-ทรงแสดงท่าทีที่ ยกคุณค่าผู้ติดตามหรือสาวกของพระองค์

เปาโล ก็ขอบคุณคริสตจักรมาซิโดเนียที่สนับสนุนพันธกิจของเขา
-เปาโลขอบคุณเพื่อนผู้รับใช้ และเพื่อนร่วมงาน
“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าเสมอ เมื่อระลึกถึงท่านทั้งหลาย”(ฟีลิปปี 1:3)
“จงต้อนรับเอปาฟรัส… เพราะเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อการงานของพระคริสต์”(ฟีลิปปี 2:29–30)

เราจะเห็นหลักการเรื่องขอบคุณ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับได้ค่าจ้างหรือไม่ได้ค่าจ้าง แต่ขึ้นอยู่กับงานนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหรือไม่

สำหรับคริสเตียน การขอบคุณ คือการมองเห็นพระเจ้าที่ทรงทำงาน
ผ่านบทบาทและความรับผิดชอบของมนุษย์
ดังนั้น เรื่องของชาวนา ก็เช่นเดียวกัน
คนหนึ่งปลูก อีกคนหนึ่งรดน้ำ แต่พระเจ้าทำให้เติบโต” (1 โครินธ์ 3:6)
(คนปลูก คนรดน้ำ เป็นคนมี่พระเจ้าใช้ เขาทำหน้าที่ตามพระเจ้า : ชาวนาเป็นคนที่พระเจ้าใช้)​
แม้ชาวนาจะทำหน้าที่ของตน แต่ผลงานของเขาส่งผลต่อการเป็นอยู่ของคนอื่น กล่าวคือ ส่งผลดีต่อผู้อื่น
ชาวนาได้เงิน แต่เราก็ยังขอบคุณ เพราะ เราอยู่ได้เพราะอาศัยข้าวที่เขาปลูก ผลของงานเขา

พระคัมภีร์ยกย่องคนที่ “แบกภาระของกันและกัน” (กาลาเทีย 6:2)
ทหาร, แพทย์/พยาบาล, ครูพวกเขาแบกภาระของใครบางคน
เงินปลูกข้าวได้ไหม
เงินเดินเข้าเขตอันตรายแทนทหารได้หรือเปล่า
เงินรับแรงกดดันแทนครูหรือเข้าเวรแทนพยาบาลได้ไหม
ถ้าคุณคิดว่าจ่ายเงินแล้ว…จบ วันหนึ่ง คุณจะมองทุกคนเป็นแค่ “ผู้ให้บริการ” ไม่ใช่มนุษย์ที่มีคุณค่า

กรอบพระคัมภีร์ 5 หลัก ที่ใช้พิจารณาโดยใช้คำถามต่อไปนี้
1 เขารับผิดชอบต่อชีวิตหรือความเป็นอยู่ของผู้อื่นไหม (หลักบทบาทและความรับผิดชอบที่พระเจ้าทรงมอบหมาย)​
2 เขาใช้บทบาทนั้นเพื่อรับใช้พระเจ้าและผู้อื่น หรือเพื่อประโยชน์ของตน(หลักการรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน)​
3 งานของเขาการแบกภาระเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อสิ่งที่สำคัญหรือไม่ (หลักการทำงานอย่างผู้เสียสละ)
4 เขาทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรมหรือไม่(หลักความซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม)
5 ผลงานของเขานำไปสู่สิ่งที่ดีหรือสิ่งที่น่ายกย่องหรือไม่ (หลักต้นไม้ดีย่อม้กิดผลดี)

ถ้า “ใช่” แม้ไม่ครบทุกข้อ พระคัมภีร์ก็ให้เหตุผลเพียงพอที่จะ “ให้เกียรติ” และ ขอบคุณ

กรณีพ่อแม่ ก็ใช้คำถามเหล่านี้เช่นเดียวกัน ถ้าคำตอบคือ ใช่ เราก็ต้องขอบคุณ และ ตอบแทน
เปาโลกล่าวว่า ใครไม่เลี้ยงดูญาติผู้ใหญ่ก็เหมือนไม่ใช่คริสเตียน
1 ทิโมธี 5:8
“แต่ถ้าผู้ใดไม่เลี้ยงดูญาติของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัวของตน
ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธความเชื่อ และเลวกว่าคนที่ไม่เชื่อเสียอีก”

#คัดลอกมาจากคำเทศนาที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง

20/11/2024

#ปกป้องความเชื่อ ตอบ 4 คำถามชวนคิด
1. ความบาปที่ถ่ายทอดได้ ยุติธรรมตรงไหน
2. แต่ไม่เชื่อพระเจ้า ตกนรก มันยุติธรรมตรงไหน?
3. ตามความเป็นจริง เรากระทำอะไร เราก็ได้รับผลนั้น
4. พระเจ้าก็เป็นผู้สร้างความชั่วด้วย ใช่ไหม?

ฮบ. 11:4-38ลักษณะอัศวินแห่งความเชื่อ 3 ประการ1.  เชื่อในพระสัญญาแม้ยังไม่ได้รับมีความเชื่อ คือ เชื่อแม้ยังมองไม่เห็นด้วย...
23/07/2024

ฮบ. 11:4-38
ลักษณะอัศวินแห่งความเชื่อ 3 ประการ

1. เชื่อในพระสัญญาแม้ยังไม่ได้รับ
มีความเชื่อ คือ เชื่อแม้ยังมองไม่เห็นด้วยตา
เชื่อในในพระสัญญา
เชื่อฟังในคำสั่ง
เครื่องถวายของอาเบล
โนอาห์เชื่อในคำเตือนเรื่องน้ำท่วมโลก
อับราฮัมเชื่อว่าจะมีบุตรและเป็นบิดาของบรรดาประชาชาติ
อิสอัค, ยาโคบ มีความเชื่อ(ว่าพระเจ้าจะอวยพรเชื่อสายของตน) จึงอวยพรบุตรหลานของตน
โยเซฟมีความเชื่อ(ว่าพระเจ้าจะนำชนชาติของตนเข้าแผ่นดินพันธสัญญา) จึงสั่งเสียเรื่องกระดูกของท่าน(ให้นำไปฝังในดินแดนพันธสัญญา ปฐก.50:24-25)

2. ทำตามน้ำพระทัย (เชื่อฟัง)
ยอมรับน้ำพระทัย
ดำเนินชีวิตที่ชอบธรรม
ยอมรับการทรงเรียก
อับราฮัมเดินทางออกจากฮาราน
อับราฮัมถวายอิสอัค
โมเสส นำชนชาติหัวดื้อขี้บ่น ตลอดสี่สิบปี
คริสเตียนหลายคนมีความเชื่อ พวกเขาเชื่อพระเจ้าจริงๆ อาจารย์หลายๆคนก็มีความเชื่อ แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็นอัศวินแห่งความเชื่อ เพราะอาจมีบางสิ่งบางอย่าง บางเรื่อง ที่เขาไม่สามารถทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าได้
บางคนเป็นคริสเตียนที่ดี มีชื่อเสียง แต่สุดท้ายก็หย่ากับภรรยา ไม่ใช่เขาไม่เชื่อพระเจ้า แต่เขาไม่สามารถยอมรับน้ำพระทัยพระเจ้าในเรื่องนี้ได้

3. อุทิศตนต่อนิมิต
โนอาห์ต่อเรือ ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาที่นานระดับหนึ่ง
โมเสสอุทิศตน ในการนำคนอิสราเอล แม้อิสราเอลมักจะกบฎกับพระเจ้าก็ตาม
อัครทูตและผู้เผยพระวจนะ หลายคน ตายเพราะความเชื่อ
อุทิศตน แม้กระทั่งชีวิต

15/07/2024

ห้องอธิษฐานผ่านไลน์กรุ๊ป ทุกเช้า 05:30 - 06:30 น. ทุกวันเว้นวันอาทิตย์ ... เราอธิษฐานต่อเนื่องมาเป็นเวลาเกือบ 6 เดือนแล้ว และจะอธิษฐานตลอดไป
เพราะการอธิษฐานเป็นเหมือนลมหายใจของพวกเราคริสเตียน

ในมุมมองคต.เราจะมองรัฐกะเหรี่ยงต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าอย่างไร เราควรทำอย่างไรเมื่อเจอผู้ปกครองที่เลวร้ายถ้าจะถามว่า สิ่งที...
15/07/2024

ในมุมมองคต.เราจะมองรัฐกะเหรี่ยงต่อต้านรัฐบาลทหารพม่าอย่างไร เราควรทำอย่างไรเมื่อเจอผู้ปกครองที่เลวร้าย
ถ้าจะถามว่า สิ่งที่น่าปรารถนาที่สุดในตัวมนุษย์คืออะไร? หากเราไปถามนักปราชญ์ บางทีพวกเขาอาจตอบว่า ปัญญา หากเราไปถามหญิงสาว บางทีพวกเธออาจตอบว่า ความรักที่ซื่อสัตย์ หากเราไปถามคนที่ทุกข์ยาก บางทีพวกเขาอาจจะตอบว่า ความเมตตากรุณา หากเราไปถามประชาชนที่ถูกปกครองด้วยระบบเผด็จการ บางทีพวกเขาอาจตอบว่า เสรีภาพ
แต่ สภษ.19:22 ชวนให้คิดว่า สิ่งที่น่าปรารถนาในตัวมนุษย์คือ ความจงรักภักดี
คำสอนชุดรีกภักดี บทที่4
link บทเรียน https://docs.google.com/document/d/1wsgMgM7L2YYMLLZ0aOlGo_vbYBxuwyniVjk2Dp8lOR0/edit?usp=drive_link

ศึกษาปฐมกาลบทที่5 ลำดับพงศ์ของอดัม
12/07/2024

ศึกษาปฐมกาลบทที่5 ลำดับพงศ์ของอดัม

ปฐมกาลบทที่5 ลำดับพงศ์ของอดัม ปฐก 5:1‭-‬2 THSV11 ต่อ‍ไป‍นี้​เป็น​หนัง‌สือ​ลำ‌ดับ‍พงศ์‍พันธุ์​ของ​อา‌ดัม เมื่อ​พร...

บทเรียนคำสอน ชุดรักภักดีบทที่3 รักภักดีในครัว................เราเรียนรู้ไปแล้ว่า รักภักดี หมายถึง สัตย์ซื่ออย่างมั่นคงด้...
11/07/2024

บทเรียนคำสอน ชุดรักภักดี
บทที่3 รักภักดีในครัว................
เราเรียนรู้ไปแล้ว่า รักภักดี หมายถึง สัตย์ซื่ออย่างมั่นคงด้วยความรัก บุคคลที่เราควรมีความรักภักดี ได้แก่
พระเจ้า
คริสตจักร
ครอบครัว
ผู้ปกครองบ้านเมือง
นายจ้าง
โดยผู้แรกที่คริสเตียนต้องมีความรักภักดี คือพระเจ้า
วันนี้เราจะมาศึกษาหัวข้อที่3

รักภักดีในครอบครัว
ความรักภักดีในครอบครัว มีอย่างน้อย 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่
ความรักภักดีต่อกันระหว่างสามีกับภรรยา
ความรักภักดีที่บุตรธิดาต้องมีต่อบุพการี
ความรักภักดีต่อกันระหว่างพี่ๆน้องๆ

1 ความรักภักดีต่อกันระหว่างสามีกับภรรยา
มาระโก 10:6‭-‬9 THSV11
แต่เดิมเมื่อสร้างโลกนั้น พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นชายและหญิง เพราะเหตุนี้ผู้ชายจึงต้องละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจะไม่เป็นสองอีกต่อไป แต่เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระเจ้าทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์พรากออกจากกันเลย”

พระเจ้าให้ผู้ชายกับผู้หญิงแต่งงานกันและให้ทั้งสองคนเป็นหนึ่งเดียวกัน (ปฐมกาล 2:24)
พระเจ้าไม่ยอมรับการมีคู่หลายคน การรักร่วมเพศ หรือการอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน (1 โครินธ์ 6:9; 1 เธสะโลนิกา 4:3)
ในพันธสัญญาเดิม บางคนมีภรรยา 4 คน ไม่ได้หมายความว่านี่เป็นมาตรฐานของพระเจ้า พระเยซูสอนสาวกให้ทำตามมาตรฐานที่พระเจ้ากำหนดไว้ตั้งแต่แรกในเรื่องชีวิตคู่—มาระโก 10:6-9
การที่คนในพันธสัญญาเดิมมีภรรยาหลายคนได้ อาจเป็นเพราะอิสราเอลมีใจที่ดื้อดึงแล้วพระเจ้าก็ยอมให้พวกเขา เหมือนที่พวกเขามีใจดื้อดึง ไม่เชื่อฟังพระเจ้าจึงเกิดการหย่าร้างขึ้น มาระโก 10:5
ในสายตาของพระเจ้า การแต่งงานเป็นเรื่องจริงจังและเป็นความสัมพันธ์ที่จะคงอยู่ไปตลอดชีวิต ตอนแต่งงานพวกเขาสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อกันและจะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต พระเจ้าคาดหมายให้พวกเขารักษาสัญญาที่ให้ไว้—มาระโก 10:9

สามีและภรรยาจึงต้องซื่อสัตย์ต่อกัน
ก. ความรักภักดีระหว่างสามีภรรยา แสดงออกโดยการมีรักเดียวใจเดียว
ไม่มีคนอื่น ไม่มีบ้านเล็กบ้านน้อย หรือ กิ๊ก หรือ ชู้
พวกเขาต้องระวังที่จะไม่ทำอะไรก็ตามที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่ของตัวเอง (ฮีบรู 13:4)
สุภาษิต 5:15-22 THSV11
18‭จงให้น้ำพุของเจ้าได้รับพร และจงเปรมปรีดิ์อยู่กับภรรยาคนที่เจ้าได้เมื่อหนุ่มนั้น…
20 ลูกเอ๋ย เจ้าจะเคลิบเคลิ้มอยู่กับหญิงแพศยาทำไมเล่า? หรือโอบกอดอกของหญิงสำส่อนอยู่ทำไม?

ข. ความรัก+ภักดี, สามีต้องรักภรรยา ส่วนภรรยาต้องให้เกียรติสามี
เอเฟซัส 5:22‭-‬25 THSV11
ส่วนภรรยาจงยอมเชื่อฟังสามีของตน เหมือนยอมเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักรซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ โดยพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด คริสตจักรยอมเชื่อฟังพระคริสต์อย่างไร ภรรยาก็ควรยอมเชื่อฟังสามีทุกประการอย่างนั้น ส่วนสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนพระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร
สามีและภรรยาต้องรักและให้เกียรติกัน (เอเฟซัส 5:33)
แม้พระคัมภีร์บอกว่า “สามีเป็นผู้นำของภรรยา” (เอเฟซัส 5:23) ก็ไม่ได้หมายความว่า ด้อยค่าความเป็นสตรีของภรรยา

สามีถูกสั่งให้รักภรรยาเสมือนที่พระคริสต์รักคริสตจักร (เอเฟซัส 5:25) และภรรยาได้รับคำสั่งให้ยำเกรงสามีดั่งเช่นยำเกรงพระคริสต์ (เอเฟซัส 5:22-24,33)

ค. ความรักภักดี แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อครอบครัว เช่น
ช่วยกันเลี้ยงดูลูก—สุภาษิต 6:20 โดยเฉพาะฝ่ายชายที่ต้องอบรมดูแลบุตรอย่างดี–1ทธ.3:4
สามีภรรยาควรคุยกันเรื่องค่าใช้จ่าย ภรรยามีหน้าที่คอยสนับสนุนสามี(คู่อุปถัมภ์) ช่วยให้เขาตัดสินใจอย่างรอบคอบ และนับถือการตัดสินใจของเขา (ปฐมกาล 2:18) พระคัมภีร์ชมเชยภรรยาที่ทำตามบทบาทของตัวเองและเอาใจใส่ครอบครัวอย่างดี—สุภาษิต 31:10
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานอาชีพและงานในบ้าน สามีภรรยาต้องตกลงกันว่าใครจะรับผิดชอบงานอะไรบ้างในครอบครัว
ไม่ว่าอย่างไร ทุกคนในครอบครัวควรได้รับการดูแลอย่างดี–สภษ.31:27-29 แม้ว่าสุภาษิตตอนนี้จะกล่าวถึงผู้เป็นภรรยา แต่บทบาทการดูแลคนในครอบครัวก็ยังเป็นของสามีด้วย

2 ความรักภักดีที่บุตรธิดาต้องมีต่อบุพการี

โคโลสี 3:20 THSV11
บุตรทั้งหลายจงเชื่อฟังบิดามารดาของตนในทุกเรื่อง เพราะสิ่งนี้เป็นที่ชอบพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้า

เอเฟซัส 6:1‭-‬2 THSV11
บุตรทั้งหลาย จงเชื่อฟังบิดามารดาของท่านในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่านี่เป็นเรื่องถูกต้อง “จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า” นี่เป็นบัญญัติข้อแรกที่มีพระสัญญากำกับด้วย

ก. บุตรต้องเชื่อฟังและรับคำสอนจากบิดามารดา
เราอาจจำได้ที่เคยถูกเตือนว่า “อย่าจับเตาไฟ. มันร้อน.” “อย่าไปเล่นน้ำลึก มันอันตราย” “มองซ้ายมองขวาก่อนจะข้ามถนน” คำเตือนเหล่านี้ทำให้เราปลอดภัยและยังมีชีวิต ไม่ประสบเหตุร้าย น่าเศร้า เด็ก ๆ ได้รับบาดเจ็บหรือแม้แต่เสียชีวิตเพราะไม่เชื่อฟัง
การเชื่อฟังบิดามารดาเป็นการกระทำที่ “ชอบพระทัย” และ "ถูกต้อง"(ชอบธรรม)
การเชื่อฟังยังนับว่ามีปัญญาด้วย (สุภาษิต 8:33)
มีพระสัญญาของการเชื่อฟังให้เกียรติบิดามารดา คือ "ไปดีมาดี และมีอายุยืนยาวบนแผ่นดินโลก" (อฟ.6:3, อพย.20:12)
ในยุคปัจจุบัน ไม่ง่ายที่เด็กๆและเยาวชนจะเชื่อฟังบิดามารดาเสมอพวกเขาอาจรู้สึกว่าหลาย ๆ เรื่องพ่อแม่ล้าสมัย ไม่เข้าใจโลกปัจจุบันและพวกเขารู้ดีกว่า เป็นความจริงที่พวกเขาอาจรู้มากกว่าในบางเรื่อง—บางทีอาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, หรือสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่อื่น ๆ
แต่ให้เรากลับมามองที่พระเยซูในวัยเด็ก พระองค์ไปที่พระวิหารและทำให้อาจารย์ที่มีประสบการณ์ทึ่งใน “สติปัญญาและคำตอบของพระองค์”
ลูกา 2:46‭-‬49‭, ‬51 THSV11
เมื่อหาได้สามวันแล้ว ก็พบพระกุมารนั่งอยู่ในพระวิหารท่ามกลางพวกอาจารย์ กำลังฟังและไต่ถามอาจารย์เหล่านั้นอยู่ คนทั้งหลายที่ได้ยินต่างประหลาดใจในสติปัญญาและคำตอบของพระกุมารนั้น ส่วนบิดามารดาเมื่อเห็นแล้วก็ประหลาดใจ มารดากล่าวว่า “ลูกเอ๋ย ทำไมถึงทำกับเราอย่างนี้ ดูซิ พ่อกับแม่เที่ยวตามหาลูกด้วยความทุกข์ใจ” พระเยซูตอบว่า “พ่อกับแม่ตามหาลูกทำไม? พ่อกับแม่ไม่รู้หรือว่าลูกต้องอยู่ในพระนิเวศของพระบิดา?” แล้วพระกุมารก็ลงไปกับบิดามารดา ยังเมืองนาซาเร็ธ และยอมเชื่อฟังเขาทั้งสอง ส่วนมารดาเก็บเรื่องราวทั้งหมดนั้นไว้ในใจ
ในความเห็นของพระกุมารเยซู พระองค์ควรปรนนิบัติพระเจ้าในพระวิหาร โยเซฟและมารีย์ไม่จำเป็นต้องตามหาพระองค์
แต่พระองค์ก็ยอมรับสิทธิอำนาจโดยการเขื่อฟังมารีย์และโยเซฟเดินทางกลับพร้อมกับครอบครัว
พระเยซูทรงยอมอยู่ใต้อำนาจบิดามารดา นี่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าพระองค์ทรงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของบิดามารดาเสมอไปอย่างไรก็ตาม พระองค์ “อยู่ใต้การดูแล(ปกครอง)ของพวกเขาต่อไป”
การเชื่อฟัง เราต้องเชื่อฟังทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่มีขอบเขตหรือไม่? อย่างที่กล่าวมาแล้วในบทแรก ความรักภักดีแรกที่เราต้องมีคือ รักภักดีพระเจ้า โดยเชื่อฟังพระองค์ พ่อแม่ก็ยังเป็นปุถุชนธรรมดา อาจผิดพลาดได้ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่การเชื่อฟังขัดแย้งกับความดีและความประเสริฐของพระเจ้า บุตรธิดาต้องตัดสินใจที่จะเชื่อฟังพระเจ้าก่อน โดยมีท่าทีที่ยังรัก ให้เกียรติ ให้ความเคารพต่อบิดามารดา
อย่างไรก็ดี บุตรธิดาต้องระวังที่จะอ้างพระเจ้าแบบผิดๆหรือเห็นแก่ตัว เพื่อจะได้ไม่ต้องยอมเชื่อฟัง ไม่ยอมรับการปกครอง
มัทธิว 15:4‭-‬6 THSV11
เพราะว่าพระเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ‘จงให้เกียรติบิดามารดาของตน’ และ ‘ใครประณามบิดามารดาจะต้องมีโทษถึงตาย’ แต่พวกท่านกลับสอนว่า ‘ใครกล่าวกับบิดามารดาว่า “สิ่งใดของข้าพเจ้าซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน สิ่งนั้นเป็นของที่ถวายแด่พระเจ้าแล้ว” คนนั้นก็ไม่ต้องให้เกียรติบิดาของตน’อย่างนั้นแหละ พวกท่านทำให้พระวจนะของพระเจ้าเป็นโมฆะไป เพราะคำสอนสืบทอดของท่าน

ข. ให้เกียรติบิดามาดา
การเชื่อฟังเป็นการปฎิบัติที่แสดงออกภายนอก ส่วนการให้เกียรติเริ่มต้นจากท่าทีภายในของการเคารพและการรักบิดามารดา
การให้เกียรติแสดงออกเป็นการประพฤติภายนอกในหลายรูปแบบด้วยกัน เข่น
ทางวาจา: ยกย่อง ขอบคุณ ไม่พูดดูหมิ่นบิดามารดา
ทางการกระทำ : ไปลามาไหว้ ไม่แสดงท่าทางก้าวร้าว ไม่ดูถูกอาชีพของบิดามารดา ไม่ประพฤติประหนึ่งบิดามารดาเป็นข้ารับใช้ของเรา(มักเกิดในกรณีที่เราต้องดูแลท่าน)
ทางสื่อโซเชียล: ความในอย่านำออกความนอกอย่านำเข้า–บางคนชอบระบายผ่านโซเซียล ซึ่งอาจเป็นการประจานครอบครัวของตนเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
สำหรับบุตรธิดา ต้องรัก เคารพ ให้เกียรติ และเชื่อฟังบิดามารดาของตน ขณะเดียวกัน พระคัมภีร์ก็เตือนบิดามารดา ไม่ให้ยั่วยุบุตรให้เกิดโทสะ ไม่ด้อยค่าบุตรของตน ไม่ทำให้ท้อใจ แต่ให้อบรมสั่งสอนในทางที่ดี บิดามารดาควรเป็นผู้ให้กำลังใจ และให้การสนับสนุนบุตร (คส.3:21, อฟ.6:4)
ข้อควรระวังของบิดามารดา
อย่าลุแก่โทสะจนขาดสติ
ลงโทษหรือถึงขั้นทำร้ายเด็กโดยขาดเหตุผลที่สมควร
ระวังคำพูดในแง่ลบ แม้จะเป็นการหยอกล้อก็ตาม เช่น พ่อไม่รักแล้ว, แม่เก็บลูกมาจากกองขยะ, สอนกี่ทีๆไม่เคยจำ ทำไมโง่อย่างนี้, โตมาคงเป็นได้แค่คนเก็บขยะ

ค. ดูแลบิดามารดา
1 ทิโมธี 5:8 THSV11
ถ้าใครไม่เลี้ยงดูญาติพี่น้อง และโดยเฉพาะคนในครอบครัวแล้ว คนนั้นก็ปฏิเสธความเชื่อ และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่เชื่อเสียอีก
วัฒนธรรมตะวันตก เมื่อพ่อแม่แก่ชรา ลูกอาจให้ท่านไปอยู้บ้านพักคนชรา ซึ่งสิ่งนี้ก็ไม่ผิดอะไร ถ้าตกลงกันด้วยดี บางทีการอยู่บ้านพักคนชราทำให้ท่านมีเพื่อน ชีวิตก็อาจมีความสุขดีกว่า แต่ลูกๆก็ยังต้องดูแล เอาใจใส่ แวะเวียนไปหา
อย่างไรก็ดี พระคัมภีร์หนุนใจเราให้ดูแลญาติพี่น้องโดยเฉพาะบิดามารดา ซึ่งผมคิดว่าหมายถึงการอยู่กับท่าน ไม่ใช่ส่งท่านไปบ้านพักคนชรา กรณีดูแลผู้สูงอายุอาจต้องใช้ความรัก และความอดทนอย่างสูง บางครอบครัวเราอาจต้องขอกำลังจากพระเจ้าในการดูแลท่าน
สำหรับวัฒนธรรมของไทย บุตรธิดาควรแสดงควากตัญญูโดยการดูแลท่านยามแก่ชรา
แล้วสำหรับคำแนะนำของผม แม้พ่อแม่ยังไม่แก่ ท่านยังทำงานและมีรายได้ ผมก็ยังอยากหนุนใจบุตรธิดาวัยทำงานให้แบ่งรายได้ ส่งให้พ่อแม่ตามสมควร

2.3 ความรักภักดีต่อกันระหว่างพี่ๆน้องๆ
ตัวอย่างประกอบคำสอน สองพี่น้องดูเล่อ

สุภาษิต 27:10 THSV11
อย่าทอดทิ้งเพื่อนของเจ้า และเพื่อนของบิดาเจ้า และอย่าไปที่บ้านพี่น้องของเจ้าในวันที่เจ้าพบความหายนะ เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ ดีกว่าพี่น้องที่อยู่ไกล
ในมุมกลับ พระธรรมข้อนี้สื่อในเชิงที่ว่า พี่น้องควรช่วยเหลือกันและกัน
ในพระคัมภีร์เราพบตัวอย่างการไม่ลงรอยกันของพี่น้อง เข่น
คาอินอิจฉาน้องชายจึงฆ่าอาเบล
อับซาโลมแก้แค้นให้ทามาร์น้องสาว โดยฆ่าอัมโนนพระเชษฐาต่างมารดา
พี่ชายตั้งใจฆ่าโยเซฟและสุดท้ายก็ขายเขาจนกลายเป็นทาสที่อียิปต์

ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่มีพี่น้องที่รักภักดีต่อกัน บางครอบครัวพี่น้องอาจไม่ลงรอยกัน ทะเลาะกัน บางครอบครัวอาจแย่งสมบัติกัน

พระคัมภีร์เปรียบผู้เชื่อเป็นเหมือนครอบครัว ผู้เชื่อถูกเรียกว่าเป็นพี่น้อง
ครอบครัวฝ่ายวิญญาณสะท้อนความคิดเรื่องครอบครัวจริงๆฝ่ายธรรมชาติว่า พระคัมภีร์คาดหวังพี่น้องต้องรักผูกพัน ซื่อสัตย์และภักดีต่อกัน

โยเซฟเป็นแบบอย่างของการเป็นพี่น้องที่ดี
เขาให้โอกาสพี่ชาย
เขามีสติปัญญา เจ็บไม่จำ แต่ต้องระวัง : เขาทดสอบพี่ชายก่อนจะวางใจ (ปฐมกาล 42:15‭-‬16)
เขาให้อภัย โดยมองว่านี่เป็นแผนการณ์ของพระเจ้า (ปฐมกาล 45:4-5)
เขาให้ความช่วยเหลือพี่ชายและครอบครัวทั้งหมด
คริสเตียนจึงต้องมีความรักและซื่อสัตย์ต่อพี่น้องฝ่ายธรรมชาติ เช่น
ไม่ชิงดีชิงเด่น
สนับสนุนกันในทางที่ดี
ช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน
เราอาจจะสรุปง่ายๆว่า สิ่งใดที่เราควรทำต่อพี่น้องในคริสตจักร สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่เราควรทำกับพี่น้องในฝ่ายธรรมชาติด้วย

พระเจ้าไม่อยากให้มนุษย์มีปัญญาหรือ? ถึงไม่ยอมให้อดัมกับเอวากินผลไม้ต้องห้าม "เมื่อ​หญิง​นั้น​เห็น​ว่า​ต้น‍ไม้​นั้น​ดี​น่...
10/07/2024

พระเจ้าไม่อยากให้มนุษย์มีปัญญาหรือ? ถึงไม่ยอมให้อดัมกับเอวากินผลไม้ต้องห้าม "เมื่อ​หญิง​นั้น​เห็น​ว่า​ต้น‍ไม้​นั้น​ดี​น่า‍กิน ทั้ง​เป็น​ต้น‍ไม้​น่า‍ปรารถ‌นา​ที่​ทำ​ให้​เกิด​ปัญญา จึง​เก็บ​ผล‍ไม้​นั้น​มา​กิน" และไม่อยากให้มีชีวิตนิรันดร์หรือถึงไม่ยอมให้กินผลของต้นไม้แห่งชีวิต
Link ศึกษาพระธรรมปฐมกาลบทที่ 3
https://docs.google.com/document/d/1LT7tMK_yXrA4nAmMvqvuhUzkWQU4EohvjfcNputfG1E/edit?usp=drive_link

ที่อยู่

Pracha Pattana Road, Lad Krabang
Bangkok
10520

เบอร์โทรศัพท์

+66897885111

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Thai Christian Sermonผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Thai Christian Sermon:

แชร์