05/01/2026
#เราจ่ายเงินแล้วเรายังต้องขอบคุณทหารหมอพยาบาลครูชาวนาอีกหรือไม่ # #
คริสเตียนไม่ใช่คนที่ขอบคุณพระเจ้าอย่างเดียว
แต่เป็นคนที่มองเห็นพระเจ้าในการกระทำของมนุษย์
และรู้จักขอบคุณทั้งพระผู้ประทาน
และผู้ที่พระองค์ทรงใช้
ที่ผ่านมามีกระแสสังคมอย่างหนึ่ง ทำให้เกิดคำถามว่า
เราควรขอบคุณทหารที่ปกป้องประเทศ
ขอบคุณหมอพยาบาลที่รักษาอาการป่วย
ขอบคุณครูอาจารย์ที่สั่งสอนอบรม
ขอบคุณชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินไหม
ซึ่งถ้าคิดอีกด้าน ทั้งหมดนี้เราไม่ได้มาฟรีๆ เราเสียเงินหรือเสียภาษีเพื่อให้ได้บริการเหล่านี้
เราควรตอบแทนพ่อแม่ไหม หรือเป็นหน้าที่ของท่านที่ทำให้เราเกิดมา ท่านต้องรับผิดชอบ เราไม่จำเป็นต้องตอบแทน
เมื่อผมพูดเรื่องนี้ ไม่ว่าเอนไปด้านใด ก็จะมีอีกฝั่งที่ไม่ชอบและอาจจะต่อต้าน หรือถึงขั้นออกจากคริสตจักรไปเลยก็ได้
แต่สำหรับคริสเตียนแท้ เราไม่ไปตามกระแสของสังคม และไม่ไปตามความคิดเห็นส่วนตัวของเรา
แต่เราจะยอมรับหลักการของพระเจ้าด้วยยินดี แม้ไม่ตรงใจเราก็ตาม
ดังนั้น ผมอยากให้ท่านพิจารณาสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปว่าเป็นหลักการที่ซื่อสัตย์ต่อพระวจนะคำของพระเจ้า หรือไม่
หากท่านมีความคิดเห็นต่าง ผมไม่ตำหนิท่าน แต่อยากจะขอร้องให้ท่านกลับไปทบทวน พิจารณา ใคร่ครวญว่า สิ่งที่ผมกล่าว เป็นพระวจนะแห่งความจริงหรือไม่
คำถามคือว่า เราจ่ายเงิน จ่ายภาษีเป็นค่าตอบแทนไปแล้ว สำหรับ การทำงานของทหาร ค่ารักษาสำหรับแพทย์พยาบาล ค่าเล่าเรียนสำหรับครูอาจารย์ ค่าข้าวสำหรับชาวนา เรายังต้องขอบคุณพวกเขาอีกไหม?
การขอบคุณ เกิดขึ้น เมื่อเราเห็นหรือสัมผัสได้ว่าใครคนใดคนหนึ่งทำสิ่งที่มีคุณค่าแก่เรา หรือแก่ส่วนรวม เราจะขอบคุณเขา
พระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่เคยสอนว ่า“ทำตามหน้าที่แล้ว ไม่ต้องให้เกียรติเขา”
ค่าจ้ างคือสิ่งที่เขาสมควรได้
แต่ คำขอบคุณ คือสิ่งที่สะท้อนว่าเราเห็นคุณค่าผู้อื่น
พระธรรมลูกา บทที่10 ข้อ7 กล่าวว่า "คนงานก็สมควรได้รับค่าจ้างของเขา” พระธรรมตอนนี้ พระเยซูกำลังส่งสาวกเจ็ดสิบสองคนออกไปทำพันธกิจ
พระธรรมลูกาตอนนี้จะสอดคล้องกับพระธรรมมัทธิวบทที่10 ซึ่งเป็นตอนพระเยซูส่งสาวก 12 คนออกไปทำพันธกิจ
พระเยซูบอกพวกเขาไม่ต้องเอาอะไรไป ให้คนที่เขาไปประกาศทำการดูแลต้อนรับ โดยยกคำว่า คนงานสมควรได้รับค่าจ้าง
แต่เราก็รู้ว่า แม้สาวกได้รับค่าจ้างแล้ว แต่สานุศิษย์ก็ยังยกย่อง ขอบคุณ ให้เกียรติสาวกเหล่านั้น
ในพระธรรม มัทธิว บทที่ 10 ข้อที่ 40 ถึง 42 กล่าวว่า
“ผู้ที่ต้อนรับท่านทั้งหลายก็ต้อนรับเรา และผู้ที่ต้อนรับเราก็ต้อนรับพระองค์ที่ทรงใช้เรา… และถ้าผู้ใดจะเอาน้ำเย็นสักถ้วยหนึ่ง ให้คนเล็กน้อยเหล่านี้คนใดคนหนึ่งดื่ม เพราะเป็นสาวกของเรา เราบอกความจริงแก่พวกท่านว่า คนนั้นจะไม่ขาดบำเหน็จก็หามิได้”
ถ้าเราเห็นคุณค่าผู้ใด เราจะให้การต้อนรับแก่เขาผู้นั้น
พระเยซูแสดงทัศนะให้เห็นว่าการต้อนรับสาวกของพระองค์ก็เสมือนการต้อนรับ พระเยซูเอง
การที่สานุศิษย์ต้อนรับสาวก ไม่เพียงเป็นการให้เกียรติสาวก แต่เป็นการให้เกียรติพระเยซูด้วย
งานหนึ่งของคนคนหนึ่งจะมีสองด้าน ได้แก่
-- ค่าจ้าง สะท้อน ความยุติธรรม ทำงานควรได้ค่าตอบแทน กับ
-- คุณค่าของงาน สะท้อน ท่าทีในใจต่อพระเจ้า
ค่าจ้าง คือ การตอบแทนการทำงานของเขา
ส่วนการขอบคุณ คือ การตอบแทนคุณค่าในสิ่งที่เขาทำ
ถ้าใครบางคนทำสิ่งที่มีคุณค่า ในขณะที่เขาได้รับค่าจ้างด้วย แต่เราไม่เห็นคุณค่าของเขา เพราะเราคิดว่าเราจ่ายเงินให้เขาแล้ว เราก็อาจมีทัศนคติว่า เงินซื้อได้ทุกสิ่ง ซื้อได้แม้คุณค่าของความเป็นคน
ความขอบคุณเป็นการบ่งบอกว่าใจของเรายังมีคุณธรรมอยู่
คุณลองคิดดูสิว่า ไฟไหม้ชุมชนแรงมาก และไฟกำลังจะลามมาบ้านคุณ นักดับเพลิงจึงรีบหันหัวฉีดน้ำมาปกป้องบ้านคุณ จนรอดพ้นจากอัคคีไฟ แล้วคุณก็ตะโกนบอกกับทุกคนในบ้านว่า ไม่ต้องขอบคุณนักดับเพลิง นั้นเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว
คนปกติทั่วไป จะตัดสินได้ในทันทีว่า คุณไม่มีมโนธรรม (สำหรับคริสเตียน เรารู้ดีว่ามโนธรรม ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้น แต่พระเจ้าทรงใส่ไว้ในมนุษย์เพราะพระองค์สร้างเราให้มีจิตใจและจิตวิญญาณ)
พระคัมภีร์สอนให้ขอบคุณไม่ใช่เพราะเขาสมควรได้รับเท่านั้น
แต่เพราะ เพื่อตัวเราเองจะรักษามโนธรรมของความเป็นมนุษย์ด้วย
แต่ฟังให้ดี
เราต้องไม่ใช้คำว่า “บุญคุณ” มาปิดปากความยุติธรรม หรือ อย่าเอาบุญคุณไปกดคนอื่น แม้แต่ลูกของตนเอง
แล้ว อย่าเอาเหตุผลเรื่องเงินมาฆ่ามโนธรรมในหัวใจของเรา
(ใช้คำขอบคุณ เพื่อปิดปากความอยุติธรรม เช่น ขอบคุณที่ช่วยทำงานแต่ไม่จ่ายค่าจ้าง หรือจ่ายค่าจ้างต่ำมาก)
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ ลูกจ้างกับนายจ้าง
ลูกจ้างรับเงินจากนายจ้างพระคัมภีร์ไม่ได้สอนว่า “ลูกจ้างต้องขอบคุณนายจ้างเสมอ”
แต่สอนให้ลูกจ้างมี ท่าทีที่ถูกต้อง เคารพ ซื่อสัตย์ และสำนึกคุณเมื่อมีเหตุอันควร
ลูกจ้างทำงาน นายจ้างจ่ายค่าจ้าง นี่คือ ความยุติธรรม
พระคัมภีร์สอนให้ลูกจ้างมี “ท่าทีของใจ” ที่ถูกต้อง
ทำงานด้วยความเคารพและซื่อสัตย์
เอเฟซัส บทที่6 ข้อที่5 ถึง 7 กล่าวว่า จงเชื่อฟังนายของท่านไม่ใช่ต่อหน้าเท่านั้น แต่ด้วยใจจริง
นี่ไม่ใช่การยกย่องนายจ้างเกินควร
แต่เป็นการทำงานด้วยท่าทีเสมือนหนึ่งกำลังทำงานให้ พระเจ้า
เอเฟซัส บทที่6 ข้อ9 กล่าวว่าท่านทั้งหลายมีนายองค์เดียวกันในสวรรค์”
นี่หมายความว่าเจ้านายที่แท้จริง คือ องค์พระผู้เป็นเจ้า
เรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ในพระธรรมลูกา บทที่17 ข้อ7ถึง10 ให้เราอ่านแล้วลองพิจารณาดู
"ถ้าพวกท่านมีบ่าวออกไปไถนาหรือเลี้ยงแกะ และเมื่อบ่าวคนนั้นกลับมาจากทุ่งนา ท่านจะบอกเขาหรือว่า ‘เชิญนั่งลงรับประทานเถิด?’ ท่านจะไม่บอกเขาหรือว่า ‘จงไปหาอะไรมาให้เรารับประทานและคาดเอวไว้คอยปรนนิบัติระหว่างที่เรากินและดื่ม หลังจากนั้นเจ้าจึงค่อยกินและดื่มเถิด?’ นายจะขอบใจบ่าวนั้นเพราะบ่าวทำตามคำสั่งหรือ? เช่นเดียวกัน เมื่อพวกท่านทำสิ่งสารพัดที่เราบัญชาไว้กับท่านแล้ว ก็จงพูดด้วยว่า ‘เราเป็นบ่าวที่ไม่ได้มีบุญคุณต่อนาย เราเพียงแต่ทำตามหน้าที่ ที่ควรจะทำเท่านั้น’ ”
พระคัมภีร์ ไม่ได้สั่งลูกจ้างฝ่ายเดียว
โคโลสี บทที่4 ข้อ1 กล่าวว่า
นายทั้งหลาย จงปฏิบัติต่อลูกจ้างด้วยความยุติธรรมและความเที่ยงธรรม
สำหรับนายจ้าง พระคัมภีร์สอนการเป็นผู้นำที่ถ่อมใจ
ใครอยากเป็นใหญ่ในพวกท่าน จงเป็นผู้รับใช้ของพวกท่าน”(มาระโก 10:43–45)
พระเยซูเป็นจอมเจ้านายแต่ก็เป็นแบบอย่างในการปรนนิบัติ เช่น
-ทรงล้างเท้าสาวก
-เรียกสาวกว่า “มิตรสหาย” (ยอห์น 15:15)
-ยอมรับการรับใช้ของพวกเขา
-ทรงแสดงท่าทีที่ ยกคุณค่าผู้ติดตามหรือสาวกของพระองค์
เปาโล ก็ขอบคุณคริสตจักรมาซิโดเนียที่สนับสนุนพันธกิจของเขา
-เปาโลขอบคุณเพื่อนผู้รับใช้ และเพื่อนร่วมงาน
“ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าเสมอ เมื่อระลึกถึงท่านทั้งหลาย”(ฟีลิปปี 1:3)
“จงต้อนรับเอปาฟรัส… เพราะเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อการงานของพระคริสต์”(ฟีลิปปี 2:29–30)
เราจะเห็นหลักการเรื่องขอบคุณ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับได้ค่าจ้างหรือไม่ได้ค่าจ้าง แต่ขึ้นอยู่กับงานนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหรือไม่
สำหรับคริสเตียน การขอบคุณ คือการมองเห็นพระเจ้าที่ทรงทำงาน
ผ่านบทบาทและความรับผิดชอบของมนุษย์
ดังนั้น เรื่องของชาวนา ก็เช่นเดียวกัน
คนหนึ่งปลูก อีกคนหนึ่งรดน้ำ แต่พระเจ้าทำให้เติบโต” (1 โครินธ์ 3:6)
(คนปลูก คนรดน้ำ เป็นคนมี่พระเจ้าใช้ เขาทำหน้าที่ตามพระเจ้า : ชาวนาเป็นคนที่พระเจ้าใช้)
แม้ชาวนาจะทำหน้าที่ของตน แต่ผลงานของเขาส่งผลต่อการเป็นอยู่ของคนอื่น กล่าวคือ ส่งผลดีต่อผู้อื่น
ชาวนาได้เงิน แต่เราก็ยังขอบคุณ เพราะ เราอยู่ได้เพราะอาศัยข้าวที่เขาปลูก ผลของงานเขา
พระคัมภีร์ยกย่องคนที่ “แบกภาระของกันและกัน” (กาลาเทีย 6:2)
ทหาร, แพทย์/พยาบาล, ครูพวกเขาแบกภาระของใครบางคน
เงินปลูกข้าวได้ไหม
เงินเดินเข้าเขตอันตรายแทนทหารได้หรือเปล่า
เงินรับแรงกดดันแทนครูหรือเข้าเวรแทนพยาบาลได้ไหม
ถ้าคุณคิดว่าจ่ายเงินแล้ว…จบ วันหนึ่ง คุณจะมองทุกคนเป็นแค่ “ผู้ให้บริการ” ไม่ใช่มนุษย์ที่มีคุณค่า
กรอบพระคัมภีร์ 5 หลัก ที่ใช้พิจารณาโดยใช้คำถามต่อไปนี้
1 เขารับผิดชอบต่อชีวิตหรือความเป็นอยู่ของผู้อื่นไหม (หลักบทบาทและความรับผิดชอบที่พระเจ้าทรงมอบหมาย)
2 เขาใช้บทบาทนั้นเพื่อรับใช้พระเจ้าและผู้อื่น หรือเพื่อประโยชน์ของตน(หลักการรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตน)
3 งานของเขาการแบกภาระเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อสิ่งที่สำคัญหรือไม่ (หลักการทำงานอย่างผู้เสียสละ)
4 เขาทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และยุติธรรมหรือไม่(หลักความซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม)
5 ผลงานของเขานำไปสู่สิ่งที่ดีหรือสิ่งที่น่ายกย่องหรือไม่ (หลักต้นไม้ดีย่อม้กิดผลดี)
ถ้า “ใช่” แม้ไม่ครบทุกข้อ พระคัมภีร์ก็ให้เหตุผลเพียงพอที่จะ “ให้เกียรติ” และ ขอบคุณ
กรณีพ่อแม่ ก็ใช้คำถามเหล่านี้เช่นเดียวกัน ถ้าคำตอบคือ ใช่ เราก็ต้องขอบคุณ และ ตอบแทน
เปาโลกล่าวว่า ใครไม่เลี้ยงดูญาติผู้ใหญ่ก็เหมือนไม่ใช่คริสเตียน
1 ทิโมธี 5:8
“แต่ถ้าผู้ใดไม่เลี้ยงดูญาติของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในครอบครัวของตน
ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธความเชื่อ และเลวกว่าคนที่ไม่เชื่อเสียอีก”
#คัดลอกมาจากคำเทศนาที่คริสตจักรแห่งหนึ่ง