เรื่องเล่าก่อนนอน

เรื่องเล่าก่อนนอน ขวัญอ่อนอย่าเข้ามาดู เรื่องเล่าผีก่อนนอน หลอนทุกคืน

:: ผู้หญิงในหมู่บ้านยามดึก ::เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณซันครับ คุณซันเล่าว่า.. ผมอยู่จังหวัดขอนแก่นครับ เมื่อไม่กี่วันก่อน...
14/09/2017

:: ผู้หญิงในหมู่บ้านยามดึก ::

เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณซันครับ คุณซันเล่าว่า.. ผมอยู่จังหวัดขอนแก่นครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ผมหยุดงานครับ คืนนั้น เพื่อนผมคนหนึ่งมันก็โทรมาชวนผมไปหาอะไรดื่มกัน ผมก็ตกลงไป โดยที่นัด ไอ้เอ็ม เพื่อนอีกคนหนึ่งให้ไปตามไปทีหลัง เพราะมันยังไม่เลิกงาน ผมกับเพื่อนคนแรกดื่มกินกันไปจนกระทั่งราวเที่ยงคืนได้ พนักงานร้านก็มาแจ้งว่าจะปิดร้านแล้ว ผมเลยโทรไปหาไอ้เอ็มบอกว่าไม่ต้องมาแล้ว ร้านจะปิด มันก็โอเคๆ แต่สักพัก มันโทรกลับมาหาผมบอกว่า ‘มารับกูกลับบ้านหน่อย ทำกุญแจรถหายว่ะ..’ ผมก็โอเค เตรียมตัวออกจากร้านไปรับมัน แล้วบอกเพื่อนอีกคนให้กลับก่อนเลย

ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับไอ้เอ็ม ผมตอนนั้นสาบานได้เลยว่าไม่ได้เมา เพราะดื่มไปแค่ 2 แก้ว นั่งกินข้าวคุยกันซะส่วนใหญ่.. จนขี่มาถึงหน้าหมู่บ้านของไอ้เอ็ม มันจะมีป้อมยามเหมือนหมู่บ้านทั่วไป ที่มีอะไรมากั้นไว้ ขี่ไปถึงยาม ยามก็จะเลื่อนออกให้ ยามจำเพื่อนผมได้ก็เลยทัก ‘อ้าวเอ็ม วันนี้ให้ใครมาส่ง แล้วรถไปไหน?’ ไอ้เอ็มก็บอก ‘กุญแจหายพี่..’ ก็เออๆ กันตามปกติ แล้วผมก็ขี่เข้ามาต่อ ทางในหมู่บ้านมันจะเป็นทางยาวๆ ไปเรื่อยๆ มีซอยย่อยๆ ให้เลี้ยวเฉพาะทางซ้ายมือ ส่วนทางขวามือจะเป็นป่า มีม้านั่งรอรถบ้าง และมีลูกระนาดแทบตลอดทาง.. ผมขี่ไปได้สักพักก็ไปเจอคนนั่งอยู่ที่ม้านั่ง เป็นผู้หญิงหันข้างให้ ผมก็เลยทักขี้นมาลอยๆ ‘ใครวะ แม่งมานั่งคุยโทรศัพท์คนเดียวดึกๆ มืดๆ ยุงไม่กัดตายห่า..’ ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด ไอ้เอ็มมันก็ตีแขนผม แล้วบอกว่า ‘เลี้ยวซ้ายนี่แหละ’ ตอนนั้นผมก็ไม่คิดอะไร นึกว่ามันกลัวผมขี่เลยซอยเฉยๆ

พอไปส่งไอ้เอ็มถึงหน้าบ้าน มันลงจากรถแล้วบอกผมว่า ‘ขี่กลับดีๆ นะมึง เจออะไรก็ไม่ต้องไปพูด ไม่ต้องไปสนใจ..’ แล้วผมก็ขี่รถจากบ้านมันเลี้ยวกลับออกมาทางเดิมที่จะไปป้อมยาม จนขี่มาถึงม้านั่งตัวเดิม แต่ก็ไม่เจอใครแล้ว.. จังหวะนั้นรถผมขึ้นลูกระนาดพอดี อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ารถผมยุบลงแรงกว่าปกติอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร จนมาถึงป้อมยาม ยามก็ออกมามาเลื่อนที่กั้นให้ ผมก็ยิ้มให้เขา แต่เขากลับไม่มองผม สายตาเขามองเลยผมไปด้านหลังและเหลือกขึ้นสูง ผมก็งงว่ายามเขามองอะไร? พอผมขี่ผ่านไปป้อมยามไปได้สักหน่อย ผมก็มองกระจกหลังกลับไปที่ป้อมยาม เห็นยามยังคงมองตามมาที่รถผม แล้วพนมมือไหว้.. ผมก็งงสิครับ ไหว้ผมเหรอ? มารยาทดีไปไหม?

ผมขี่ไปจนถึงเซเว่น ก็จอดแวะลงไปซื้อน้ำกิน จังหวะที่ผมลงจากรถ ผมสังเกตเห็นว่ามีรอยเท้าที่เบาะนั่งด้านหลังผมครับ เป็นคราบฝุ่นๆ แป้งๆ รูปเท้าแบบเห็นนิ้วโป้ง นิ้วก้อย เป็นลักษณะเท้าชัดมาก แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้ รีบปัดออกไปก่อน ตอนนั้นผมเริ่มกลัวละ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า ผมโดนอะไรบางอย่างตามมา.. ประกอบกับหมา 4 ตัวที่หน้าปากซอยบ้านผม ซึ่งผมสนิทกับพวกมัน จะเรียกตลอดเวลาที่ขี่รถผ่านก่อนเข้าบ้าน แต่คืนนั้นพวกมันเห็นผมมา มันเห่าแบบจะเป็นจะตายเลย เห่าแบบเหมือนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ที่ทำเอาผมสั่นเลยก็คือ ไอ้โหน่งหมาตัวโปรดผม มันวิ่งมาเห่าตรงที่คนซ้อนครับ เห่าเหมือนมันเห็นอะไร ผมเรียกยังไงมันก็ไม่หยุด ผมเลยรีบบิดสุดชีวิตเข้าบ้าน

พอขี้นบ้านได้ ผมไม่อาบน้ำละครับ สวดมนต์ เข้านอนทันที จนภรรยาผมถาม ‘ตัวเองสวดมนต์ไหว้พระด้วยเหรอวันนี้?’ (คือปกติผมไม่เคยสวดมนต์ก่อนนอนครับ) ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หลับไปเลย.. แล้วคืนนั้นผมฝันครับ ฝันว่าผมลุกไปฉี่ที่ห้องน้ำในบ้านผม ด้วยความเคยชินผมจะเป็นคนไม่ชอบเปิดไฟห้องน้ำ ไปถึงก็ยืนฉี่เลย ตามปกติมันจะมีเสียงฉี่เวลามันกระทบน้ำ แต่คราวนี้เสียงมันเงียบกริบครับ จนตาผมเริ่มมองเห็นเป็นลางๆ ว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ที่ชักโครก! หน้าตาน่ากลัวมาก เธอลุกขี้นมาชี้หน้าผมว่า ‘มึงทักกูทำไม!!’ จนผมตกใจสะดุ้งตื่น ขนลุกทั้งๆ ที่เหงื่อไหลเต็มตัว จับไข้เลยครับ

หลังจากวันนั้นไม่กี่วัน ไอ้เอ็มมันก็โทรมาหาผม มันถามผมว่า ‘เป็นไงบ้างวะ ยังโอเคไหม?’ ผมก็ถามว่าโอเคเรื่องอะไรวะ? มันเลยเล่าให้ผมฟังว่า ‘กูขี่รถผ่านป้อมยาม ยามเขามาถามกูว่าเพื่อนเป็นยังไงบ้าง ยังอยู่ดีไหม? กูก็งงถามว่ามีอะไร? ยามเลยบอกว่า คืนนั้นหลังจากมึงมาส่งกูเสร็จ ตอนมึงขี่รถออกไป ยามแม่งเห็นมีผู้หญิงยืนอยู่ที่เบาะหลังมึง!’ เท่านั้นแหละ ผมรีบไปวัดทำบุญรดน้ำมนต์ยกใหญ่เลยครับ ต่อไปเห็นอะไรน่าสงสัยตอนกลางคืน ผมจะไม่กล้าทักอีกแล้ว..

Story by คุณซัน

#โพสโดยแอดมินMuiz

:: ผีสาวไร้หน้า ::เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหาญ ใจสิงห์ครับ คุณหาญเล่าว่า.. เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมตอนที่ผมต้องเดินทางก...
13/09/2017

:: ผีสาวไร้หน้า ::

เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องจากคุณหาญ ใจสิงห์ครับ คุณหาญเล่าว่า.. เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมตอนที่ผมต้องเดินทางกลับบ้านแฟนคนเดียว เมื่อสัก 8 ปีที่แล้ว ย้อนกลับไป พศ.2552 ผมกับแฟนได้มีโอกาสลางานเพื่อกลับไปหาลูกที่ต่างจังหวัด แต่แม่ยายผมเกิดป่วยกะทันหัน พี่ชายผมเลยพาแฟนผมกลับไปก่อน โดยให้ผมขึ้นรถทัวร์ตามไปทีหลัง หลังจากแฟนผมไปได้ 2 วัน ก็ถึงวันที่ผมจะต้องกลับพอดี วันนั้นเลิกงานบ่าย 3 โมง อาบน้ำ แต่งตัว เตรียมกระเป๋าเสร็จ ไปขึ้นรถที่หมอชิตก็เกือบๆ ทุ่ม เดินไปซื้อตั๋วได้รถเที่ยวสุดท้ายเลย คือ 3 ทุ่ม ตอนขึ้นรถสังเกตได้ว่าคนน้อยมาก คงเพราะไม่ใช่ช่วงเทศกาลด้วยล่ะมั้ง ก็ไม่คิดอะไร พอเด็กรถเอาขนมมาแจกก็ถาม ‘พี่ลงที่ไหนคะ?’ ผมก็บอกชื่อหมู่บ้านแฟนไป น้องรีบยื่นขนมให้แล้วเดินไปเลย ผมก็งง แต่ก็ยิ้มๆ ไปอย่างนั้น และด้วยความที่เหนื่อยจากการทำงาน ไม่นานผมก็หลับไปเลย

ตื่นนอนอีกทีก็ใกล้จะถึงหมู่บ้านแฟนผมแล้ว ด้วยความงัวเงียยังไม่ทันตื่นดี เลยรีบหยิบของเดินจะมาลงรถ คนขับถามว่า ‘จะลงตรงนี้เลยเหรอ?’ ผมพยักหน้าตอบ แล้วรถก็จอดให้ผมลง เวลาตอนนั้นตี 4 เกือบครึ่ง ผมลงรถมา อ้าว! นี่มันซุ้มประตูวัดนี่นา ทางเข้าบ้านแฟนต้องเลยไปอีกหน่อย.. ผมสะพายกระเป๋าแล้วเดินไปต่อ แต่ก็ต้องสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า แสงจันทร์ส่องให้เห็นว่าเป็นอานของรถจักรยาน ผมก้มมองดูและก็กำลังจะเดินไป ปรากฏว่ามีน้องผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่เสื้อสีแดง กางเกงยีนส์ฟอกขาสามส่วน ผมยาวถึงกลางหลัง กำลังจูงรถจักรยานผ่านหน้าผมไป ผมก็ดีใจว่ามีเพื่อนแล้ว เลยถามไปว่า (ซาวด์แทร็คนะครับ) ‘ผู้สาวๆ สิไปไสครับ? เข้าในหมู่บ้านบ่ ผมไปนำแน’ น้องผู้หญิงตอบว่า ‘ไปอยู่จ้ะอ้าย’ แล้วก็เดินจูงจักรยานนำหน้าผมไป เดินเข้าไปในซอยบ้านแฟนผม ซึ่งต้องผ่านกำแพงวัดที่สูงท่วมหัว และมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ด้วย.. ผมก็สงสัยว่าน้องเขาจะจูงจักรยานทำไม ทำไมถึงไม่ขี่ เลยถามไปว่า ‘เป็นหยังคื่อบ่ขี่ล่ะนาง ซุกเอาเฮ็ดหยัง?’ น้องตอบว่า ‘โซ่มันหลุดจ้ะอ้าย! นางใส่บ่เป็น’ ผมเลยหัวเราะแล้วบอกว่า ‘มาๆ ให้อ้ายเบิ่งดู้ เดี๋ยวอ้ายใส่ให้เด้อครับ..’ พูดจบผมก็เดินไปแล้วนั่งลงตรงโซ่รถจักรยาน เอากระเป๋าวางไว้กับพื้น ค่อยๆ ใส่โซ่เข้าที่

ระหว่างที่ผมกำลังใส่โซ่จักรยาน อยู่ๆ ก็มีน้ำหยดลงมาใส่หลังมือของผม สีเข้มๆ ผมคิดว่ามันน่าจะเป็นน้ำมันของโซ่ ผมเลยถามน้องเขา ‘น้ำมันโซ่คือหยดคักแท่ครับ.. ว่าแต่นางคนบ้านนี่ติ อ้ายคือบ่เคยพ้อหน้าเลย?’ สิ้นคำถามของผม น้องก็ตอบกลับมาว่า ‘อ้ายกะลองเบิ่งหน้าน้องดูติล่ะ คุ้นอยู่บ่จ้ะ?’ พอผมเงยหน้าดูเท่านั้นล่ะ ก้นจ้ำเบ้าเลยครับ! ภาพที่เห็นคือ ใบหน้าที่ขาวเกลี้ยงเหมือนเปลือกไข่ ไม่มีตา ไม่มีปาก ไม่มีจมูก คิดว่าตาฝาดเลยเอามือขยี้ตา พอเอามือออก หน้าที่ว่างเปล่านั้น ก้มลงมาเกือบจะถึงหน้าผม ห่างแค่เพียงนิ้วเดียว! ที่สำคัญ น้ำที่มันหยดใส่มือผม มันคือเลือดสีแดงจากหัวน้องเขา ไหลมาที่คางแล้วหยดลงมา!

‘คุ้นอยู่บ่จ้ะอ้าย? ฮิๆๆ’

น้องทิ้งคำถามสุดท้ายไว้ ก่อนจะขึ้นขี่จักยานไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ แล้วปั่นย้อนกลับไปที่ถนนใหญ่.. ผมตาค้างหันตามไปดู พอไปถึงกลางถนนมีรถกระบะคันหนึ่งพุ่งชนจักรยานน้องอย่างจัง กระเด็นไปต่อหน้าต่อตา ผมรวบรวมความกล้ารีบเดินไปจนถึงบ้านแฟน ป้าแฟน กับแฟนผมตื่นพอดี ถามผมว่า ‘ทำไมมาไวจัง นึกว่าจะมา 6 โมงเช้า’ ผมไม่ตอบล่ะครับ ยังช็อคอยู่ ป้าแฟนเห็นผมเงียบเลยถามต่อว่า ‘ไม่ใช่โดนผีหลอกอีกแล้วนะหลานเขยนี่?’ ผมเลยถามว่า ‘ผู้หญิงผมยาวไม่มีหน้า ใส่เสื้อสีแดง จูงรถจักรยานใช่ไหม? ถ้าใช่ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ..’ ป้าแกทำหน้าตกใจก่อนจะเล่าให้ฟังว่า ‘ก่อนผมกลับมาได้ 3 วัน มีผู้หญิงคนหนึ่งขี่จักรยานมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่หมู่บ้านเรานี่ล่ะ แล้วตอนกลับบ้าน สักราวๆ ตี 4 ครึ่ง ออกไปได้ครึ่งทางแล้ว ไม่รู้ว่าลืมของอะไร เลยย้อนกลับมาเอา แต่โชคร้ายเจอคนเมาขับรถกระบะชนตายคาที่ แถมรถยังลากเอาศพหน้าถูกับพื้นถนน จนตาจมูกปากหายหมดเลย ลากมาถึงซุ้มประตูวัด แล้วก็ขับหนีไป กว่าคนจะมาเจอศพก็เช้าแล้ว ที่สำคัญ ซากรถจักรยานเก็บไปหมดแล้ว เหลือเพียงแต่อานนั่งเท่านั้นที่ยังหาไม่เจอ.. ส่วนเสื้อที่ใส่น่ะเป็นสีขาวนะ ที่เห็นว่าเป็นสีแดง คงเป็นเลือดมันเลอะเต็มเสื้อนั่นไง.. เดี๋ยวนี้ทุ่มสองทุ่มก็ไม่มีใครกล้าออกจากบ้านแล้ว เพราะเจอกันแทบทุกคน..’ ตอนนั้นในใจผมคิดขึ้นมาเลย อย่าบอกนะ ว่าที่เหยียบเข้าตอนลงจากรถทัวร์ก็คืออานรถจักรยานของน้องเขา เรื่องก็มีเท่านี้ครับ..

Story by คุณหาญ ใจสิงห์

10/09/2017

มีค้างคาว 3 ตัวเ ป็นเพื่อนกันอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีอยู่วันหนึ่งค้างคาวทั้ง 3 ตัวก็หิวเลือดมาก

ค้างคาวตัวที่ 1 จึงอาสากับเพื่อนว่า "พวกนายรออยู่ในถ้ำก็แล้วกันนะ ฉันจะออกไปหาเลือดมาให้กินกัน" หลังจากที่หายออกไปพักใหญ่ก็กลับเข้ามาแล้วบอกว่า "แย่จังเลย ฉันหาเลือดไม่ได้เลยหว่ะ"

ค้างคาวตัวที่ 2 จึงพูดว่า "แกแย่มาก พวกฉันหิวกันจะตายอยู่แล้ว ฉันคงต้องออกไปหาเลือดเองแล้ว" หลังจากที่ค้างคาวตัวที่ 2 บินหายออกไปจากถ้ำพักใหญ่ก็กลับเข้ามาและบ่นเช่นเดียวกับตัวที่ 1

ค้างคาวตัวที่ 3 จึงพูดขึ้นว่า "นายทั้ง 2 ตัวแย่มากที่สุดเลย ถ้าฉันขืนรอแกต่อไปฉันคงต้องอดตายแน่ ฉันจะออกไปหาเลือดมาเอง นาย 2 ตัว รออยู่ที่นี่ ไม่เกินครึ่งชั่วโมงฉันจะกลับมา"

หลังจากที่บินออกไปได้ไม่ถึงนาทีค้างคาวตัวที่ 3 ก็บินกลับมาโดยมีเลือดติดอยู่เต็มปาก เพื่อนทั้ง 2 ตัวจึงรีบเข้ามาถามเพื่อนว่าไปหาเลือดจากที่ไหนมา

ค้างคาวตัวที่ 3 ไม่ตอบแต่ถามกลับมาว่าแกทั้ง 2 ตัวเห็นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ปากถ้ำมั้ยหล่ะ
ค้างคาวทั้ง 2 ตัวก็ตอบพร้อมกันว่า "เห็นสิวะ"

ค้างคาวตัวที่ 3 จึงพูดว่า "เออ ! แต่ฉันไม่เห็นมันหรอกว่ะ ถึงได้เลือดกลบปากมานี่แหละ"

:) :) :

08/09/2017

เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณไจแอ้นท์ครับ คุณไจแอ้นท์เล่าว่า.. ตอนนี้ผมอายุ 31 ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดชลบุรีครับ เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์ตรงของผมเอง ซึ่งเป็นการเจอเรื่องลี้ลับแบบจังๆ ครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตเลยครับ.. ย้อนกลับไปกว่า 20 ปีที่แล้ว ผมน่าจะอายุราวๆ 8-9 ขวบได้ ถึงแม้ว่ายังเด็ก แต่ผมก็จำเหตุการณ์ และคำพูดสำคัญในตอนนั้นได้จนทุกวันนี้.. ครอบครัวของผมทำอาชีพค้าขายผักผลไม้ที่ตลาดสด อยู่ในตัวอำเภอเมืองชลบุรีครับ ขายตั้งแต่เช้าจนถึงประมาณหัวค่ำกว่าจะกลับ ด้วยความที่ผมยังเด็ก ทำให้ผมต้องติดสอยห้อยตามพ่อแม่ไปที่ตลาดสดทุกๆ วันด้วย

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังวิ่งเล่นกับเด็กๆ ลูกพ่อค้าแม่ค้ารุ่นราวคราวเดียวกันอยู่ที่ตลาด อยู่ๆ ก็เห็นแม่กำลังเดินมาหาผม ในมือแม่ถือของพะรุงพะรังมาด้วย พอแม่เห็นผมแม่ก็บอกกับผมว่า ‘ไปลูก วันนี้แม่เก็บร้านเร็ว แม่จะไปธุระหน่อย..’ ผมก็ ‘อ้าว กลับแล้วเหรอแม่ กำลังเล่นสนุกๆ อยู่เลย แล้วแม่จะไปไหนล่ะ?’ แม่ก็บอก ‘เออน่า ไปได้แล้ว’ ทำให้ผมจำใจต้องรีบเดินตามแม่ไป ในใจก็หงุดหงิดตามประสาเด็กที่ยังอยากเล่นอยู่ พอเดินตามแม่ไปเรื่อยๆ ก็เห็นพ่อผมคร่อมรถมอเตอร์ไซค์รออยู่แล้ว ผมกับแม่จึงขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อ แล้วก็มุ่งหน้าไปธุระ ซึ่งในตอนนั้นผมเองก็ไม่เข้าใจหรอกว่า ธุระคืออะไร? รู้แต่ว่ามันคือเรื่องของผู้ใหญ่ พอพ่อขี่รถมาได้สักพัก พ่อก็เลี้ยวเข้าไปในซอยซอยหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทางกลับบ้านแน่นอน ผมเลยเอ่ยปากถามพ่อตามประสาเด็กว่า ‘พ่อๆ เราจะไปไหนกัน?’ ซึ่งพ่อก็ไม่ได้ตอบผม ยังคงขี่รถต่อไป ผมเองก็ไม่ได้ซักไซ้ถามต่อ.. พอมาถึงปรากฏว่าเป็นวัดนั่นเอง ผมมองไปข้างหน้าเห็นกลุ่มคนกำลังยืนคุยกันอยู่บริเวณศาลาอะไรสักอย่าง พ่อก็จอดรถอยู่ตรงกลุ่มคนนั้น แล้วแม่ก็เดินตรงเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้น ส่วนพ่อผมก็บอกผมว่า ‘เอ้าลูก ไปหาอะไรเล่นก่อนก็ได้ แต่อยู่แค่แถวๆ นี้นะ อย่าไปไหนไกลมาก เดี๋ยวพ่อกับแม่เสร็จธุระจะได้ไม่ต้องตามหา..’ ผมก็รับปากพ่อไป

แล้วสายตาของผมก็ไปเห็นกองทรายกองหนึ่ง เป็นทรายที่เขาใช้ก่อสร้างกำแพงวัด และกำลังมีเด็กๆ เล่นกองทรายกันอย่างสนุกสนาน ผมก็เลยเดินไปเล่นที่กองทราย.. เวลาผ่านไปสักพัก พ่อแม่ของเด็กๆ ที่เล่นทรายกันอยู่นั้นก็มาตามกลับบ้าน ไปทีละคนสองคน จนเหลือผมเล่นอยู่คนเดียว ผมเลยเดินไปหาอะไรอย่างอื่นเล่น เดินไปเรื่อยๆ ไปเจอศาลาหนึ่ง มันดูเงียบๆ ผมเดินก้าวเท้าขึ้นไปบนศาลานั้น ก็ไปเห็นลุงแปลกหน้าคนหนึ่ง ลุงแกนอนอยู่บนโต๊ะอะไรสักอย่าง กำลังหลับอย่างสบาย ด้วยความที่ผมก็ซนมาก ชอบแกล้งคนหลับให้ตื่น พอตื่นแล้วเขาก็จะด่า หรือวิ่งตาม ผมก็ชอบที่จะวิ่งหนี เมื่อเห็นลุงแกหลับอยู่ต่อหน้าต่อตา ผมจึงไม่รีรอที่จะเดินไปปลุกลุงแปลกหน้าคนนั้น ลุงแกเป็นคนค่อนข้างตัวเล็ก หน้าตอบๆ หน่อย สวมชุดสีขาวทั้งตัวเหมือนพวกถือศีล หรือนักปฎิบัติธรรม พอผมเดินมาใกล้ๆ มองไปที่หน้าลุงแบบประชิด ก็รู้ทันทีว่าแกกำลังหลับสนิท ผมจึงเริ่มเอามือเขย่าขาลุงให้ตื่น แรกๆ ก็เขย่าเบาๆ แต่ลุงแกไม่ยอมตื่น ก็เลยเริ่มเขย่าแรงขึ้นๆ แต่ก็ต้องแปลกใจที่เขย่าตั้งแรงแล้วลุงแกก็ไม่ตื่น ผมจึงเริ่มเบื่อ ที่การแกล้งคนให้ตื่นในครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วหันหลังกลับกำลังจะเดินลงจากศาลาไป

ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงดังแบบไม้ ‘เอี้ยดๆ’ ผมจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นลุงคนนั้นแกลุกขึ้นมา ท่าทางเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนประมาณนั้น พอผมเห็นแบบนั้น ผมจึงเดินกลับไปหาลุงคนนั้นทันที พอลุงเห็นผมลุงแกก็ยิ้มให้แต่ไม่ได้พูดอะไร ผมก็ยิงคำถามใส่ลุงทันทีว่า ‘ลุงมานอนอะไรตรงนี้?’ ลุงบอกกับผมว่า ‘ลุงอยู่ที่นี่ ลุงถือศีลปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัดนี้..’ แล้วลุงก็ถามผมกลับว่า ‘ว่าแต่ไอ้หนู เอ็งมาทำอะไรบนศาลานี้ล่ะ?’ ผมก็ตอบกลับไปว่า ‘มาหาเพื่อนเล่นครับ’ จากนั้น ผมกับลุงก็นั่งคุยกันไปอีกพักใหญ่ ซึ่งลุงแกก็ถามผมตามแบบที่ผู้ใหญ่เขาชอบถามเด็กๆ กัน เช่น พ่อกับแม่ทำอะไร? บ้านอยู่ที่ไหน? ประมาณนั้น ผมก็ตอบไปตรงๆ ทุกอย่างเช่นกัน.. พอคุยกันไปสักพัก ลุงแกก็ขยับตัว และลุกจากโต๊ะตัวที่แกนอนหลับอยู่เมื่อสักครู่นี้ และทำท่าจะเดินไปทางด้านหลังศาลา พอลุงแกเดินไป ผมก็มองตามลุงไป เพราะตอนนั้นผมเองก็อยากเดินไปกับลุง แต่ในใจก็คิดว่าอยากกลับแล้ว ป่านนี้พ่อแม่จะเสร็จธุระหรือยังก็ไม่รู้ เพราะศาลานี้ก็ไกลพอสมควร ผมจึงไม่กล้าเดินตามลุงไป และคิดว่าจะเดินกลับไปหาพ่อแม่

พอผมหันหลังเดินไปได้แค่ 3-4 ก้าว ผมก็ได้ยินเสียงลุง แกเรียกผม ‘ไอ้หนู เอ็งจะกลับแล้วหรือ?’ ผมได้ยินแบบนั้นก็หยุดเดิน แล้วมองกลับไปที่ลุงพร้อมกับตอบไปว่า ‘ครับลุง ผมจะกลับไปหาพ่อแม่แล้วครับ..’ ลุงแกก็ส่ายหัว และทำหน้าแบบเสียดายอะไรสักอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นว่า ‘แหม เสียดายจริงๆ เลย ลุงกำลังจะพาเอ็งไปเดินเล่นหลังศาลานี้สักหน่อย มีของให้เล่นเยอะแยะเลย..’ ซึ่งคำว่า ‘ของเล่นเยอะแยะ’ มันทำให้ผมต้องเดินกลับไปหาลุงทันที ลุงยังบอกอีกว่า ‘มาๆ แป๊ปเดียว ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลุงให้ของเล่นเอ็งเอากลับไปเล่นที่บ้านด้วย’ ผมได้ยินลุงพูดแบบนั้นก็ดีใจมาก ลืมพ่อแม่ไปทันที.. แต่ทันใดนั้นเอง ก็มีลุงอีกคนหนึ่งเดินขึ้นมาทางบันไดหลังศาลา ทางที่ผมกำลังจะเดินไปพร้อมกับลุงคนแรก ลุงแปลกหน้าที่มาใหม่ ตัวสูงๆ ผอมๆ ใส่เสื้อยืดสีดำ กางเกงขายาว อายุน่าจะพอๆ กันกับลุงที่กำลังจะพาผมไปเดินเล่น พอลุงแปลกหน้าคนที่สองนี้เดินขึ้นมา ก็ตรงปรี่เข้ามาหาลุงคนแรกทันที พร้อมสายตาที่จ้องมองมายังผมอย่างไม่ละสายตา ผมเองก็ตกใจ และกลัวการที่ลุงแกมองผมแบบนั้น แล้วลุงแปลกหน้าคนที่สองก็ยิงคำถามใส่ลุงคนแรกทันทีแบบเสียงดังว่า ‘จะพาเด็กไปไหน?’ ลุงคนแรกไม่ตอบ และทำทีท่าเหมือนกับว่าจะตกใจกับการมาของลุงคนที่สองนี้ ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาอย่างเดียว พอลุงคนแรกไม่ตอบ ลุงคนที่สองก็ถามซ้ำอีกครั้ง และเสียงดังกว่าเดิมว่า ‘ก็ถามว่าจะพาเด็กไปไหน?’ พอพูดจบ ลุงคนที่สองแกก็หันมาที่ผมทันที และพูดกับผมว่า ‘ไอ้หนู เอ็งไม่ต้องไปกับมัน พ่อแม่เอ็งอยู่ไหน กลับไปหาพ่อแม่ซะ หรือไม่ก็กลับบ้านไปซะ อย่าไปกับมันเด็ดขาด..’ ลุงคนที่สองพูดกับผมด้วยเสียงหนักแน่นเหมือนผู้ใหญ่กำลังดุเด็ก ในใจผมก็กลัวลุงคนที่สองนี้ตั้งแต่แรกที่เดินมาแล้ว ยิ่งแกมาดุผมแบบนี้ ผมจึงคิดว่ากลับดีกว่า ผมพยักหน้าตอบรับไป และกำลังจะเดินกลับ

ยังไม่ทันจะได้ก้าวเท้า ผมก็เห็นลุงคนที่สองฉุดข้อมือลุงคนแรกขึ้นมา พร้อมกับถามคำถามเดิมเป็นครั้งที่ 3 ว่า ‘ถามว่าจะพาเด็กไปไหน?’ ลุงคนแรกก็ไม่ตอบเหมือนเดิม พยายามจะสะบัดมือออกจากลุงคนที่สอง แต่ก็สะบัดไม่หลุด ฉุดกระชากเหมือนจะต่อสู้กัน ตอนนั้นผมยังเด็ก ก็ตกใจกับภาพเหตุการณ์ที่มีผู้ใหญ่ 2 คน กำลังทะเลาะกัน ในใจก็คิดว่าพวกเขาทะเลาะกันเพราะผมเหรอ? จากนั้นลุงคนที่สองก็ถามคำถามใหม่ขึ้นมาว่า ‘แล้วเอ็งล่ะ จะเดินไปไหน? เอ็งไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เอ็งต้องอยู่ที่นี่ กลับไปนอนที่เดิมซะ!’ ลุงคนที่สองแกปล่อยข้อมือของลุงคนแรก และชี้นิ้วไปที่โต๊ะตัวที่ลุงคนแรกแกนอนหลับตอนที่ผมมาเจอตอนแรก ลุงคนแรกมองหน้าลุงคนที่สอง ส่ายหัวบ่นอะไรพึมพำๆ และเดินกลับไปที่โต๊ะ แล้วนอนลงไปบนโต๊ะตัวนั้น ลุงคนที่สองหันมาทางผม และบอกผมว่า ‘ไอ้หนู กลับบ้านไปได้แล้ว ไปๆ แล้วอย่ามายุ่งกับลุงคนนี้อีก’ พอพูดจบแกก็หันหลัง และเดินลงไปทางบันไดหลังศาลาที่แกเดินขึ้นมา ผมหันไปมองลุงคนแรก ก็เห็นแกนอนหลับเหมือนทีแรก

พอผมเดินกำลังจะถึงบันไดทางลง ก็ได้ยินเสียงแม่ผมตะโกนเรียกชื่อผม ผมจึงขานรับเหมือนทุกๆ ครั้ง ผมเห็นพ่อแม่ และผู้ใหญ่คนอื่นๆ อีกกว่า 10 คนเดินตรงเข้ามาหาผมกัน พอแม่เห็นผม แม่ก็เดินกึ่งวิ่งรีบมาหาผม พร้อมกับกอดผมทันที พ่อก็เดินตามหลังแม่มา จากนั้นแม่ก็พูดเชิงต่อว่าพ่อว่า

‘ดูลูกยังไง ทำไมปล่อยให้ลูกมาเล่นอะไรตรงนี้ ทำไมปล่อยให้ลูกมาเล่นกับศพ?’

ในตอนนั้นผมได้ยินคำว่า ศพ ผมก็เข้าใจนะว่าศพคือคนที่ตายแล้ว ผมจึงรีบตอบแม่ไปทันทีว่า ‘แม่ ลุงไม่ใช่ศพนะ เมื่อกี้นี้ลุงแกยังลุกขึ้นมาคุย มาเล่นกับผมอยู่เลย..’ จบคำพูดของเด็กใสๆ ที่พูดแบบซื่อๆ ของผม ทำเอาทั้งพ่อแม่ และผู้ใหญ่ทุกคนต่างเงียบ อึ้ง และมองหน้ากันไปมา แม่รีบพาผมเดินออกจากศาลา และพาผมกลับบ้านทันที แต่ระหว่างที่รถวิ่งออกจากวัด บังเอิญว่ามันต้องผ่านหน้าศาลาศาลาหนึ่ง ซึ่งสายตาผมก็ไปสบกับกรอบรูปหน้าศพที่ตั้งอยู่ในศาลา ซึ่งเป็นรูปของลุงคนที่สองที่ผมเจอเมื่อสักครู่นี้เอง..

ซึ่งพอผมโตขึ้นมา รู้เรื่องราวมากขึ้น พอลองย้อนคิดกลับไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ก็เลยเข้าใจทุกอย่าง และรู้ทันทีว่าสิ่งที่ผมเจอนั้นคืออะไร? แต่ที่ผมยังสงสัย และอยากรู้มากๆ นั่นก็คือ ลุงแปลกหน้าคนที่ขึ้นมาช่วยไม่ให้ผมเดินไปกับลุงคนแรกเขาเป็นใครกัน และมาช่วยผมทำไม? แล้วถ้าวันนั้นเขาไม่ได้มาช่วยผม แล้วเกิดผมเดินตามลุงคนแรกไปจริงๆ ..ลุงแกจะพาผมไปไหน? เรื่องราวก็มีเพียงเท่านี้ครับ

07/09/2017

เรื่องนี้ส่งเข้ามาจากคุณซันครับ คุณซันเล่าว่า.. ผมอยู่จังหวัดขอนแก่นครับ เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ผมหยุดงานครับ คืนนั้น เพื่อนผมคนหนึ่งมันก็โทรมาชวนผมไปหาอะไรดื่มกัน ผมก็ตกลงไป โดยที่นัด ไอ้เอ็ม เพื่อนอีกคนหนึ่งให้ไปตามไปทีหลัง เพราะมันยังไม่เลิกงาน ผมกับเพื่อนคนแรกดื่มกินกันไปจนกระทั่งราวเที่ยงคืนได้ พนักงานร้านก็มาแจ้งว่าจะปิดร้านแล้ว ผมเลยโทรไปหาไอ้เอ็มบอกว่าไม่ต้องมาแล้ว ร้านจะปิด มันก็โอเคๆ แต่สักพัก มันโทรกลับมาหาผมบอกว่า ‘มารับกูกลับบ้านหน่อย ทำกุญแจรถหายว่ะ..’ ผมก็โอเค เตรียมตัวออกจากร้านไปรับมัน แล้วบอกเพื่อนอีกคนให้กลับก่อนเลย

ผมก็ขี่มอเตอร์ไซค์ไปรับไอ้เอ็ม ผมตอนนั้นสาบานได้เลยว่าไม่ได้เมา เพราะดื่มไปแค่ 2 แก้ว นั่งกินข้าวคุยกันซะส่วนใหญ่.. จนขี่มาถึงหน้าหมู่บ้านของไอ้เอ็ม มันจะมีป้อมยามเหมือนหมู่บ้านทั่วไป ที่มีอะไรมากั้นไว้ ขี่ไปถึงยาม ยามก็จะเลื่อนออกให้ ยามจำเพื่อนผมได้ก็เลยทัก ‘อ้าวเอ็ม วันนี้ให้ใครมาส่ง แล้วรถไปไหน?’ ไอ้เอ็มก็บอก ‘กุญแจหายพี่..’ ก็เออๆ กันตามปกติ แล้วผมก็ขี่เข้ามาต่อ ทางในหมู่บ้านมันจะเป็นทางยาวๆ ไปเรื่อยๆ มีซอยย่อยๆ ให้เลี้ยวเฉพาะทางซ้ายมือ ส่วนทางขวามือจะเป็นป่า มีม้านั่งรอรถบ้าง และมีลูกระนาดแทบตลอดทาง.. ผมขี่ไปได้สักพักก็ไปเจอคนนั่งอยู่ที่ม้านั่ง เป็นผู้หญิงหันข้างให้ ผมก็เลยทักขี้นมาลอยๆ ‘ใครวะ แม่งมานั่งคุยโทรศัพท์คนเดียวดึกๆ มืดๆ ยุงไม่กัดตายห่า..’ ยังไม่ทันสิ้นเสียงพูด ไอ้เอ็มมันก็ตีแขนผม แล้วบอกว่า ‘เลี้ยวซ้ายนี่แหละ’ ตอนนั้นผมก็ไม่คิดอะไร นึกว่ามันกลัวผมขี่เลยซอยเฉยๆ

พอไปส่งไอ้เอ็มถึงหน้าบ้าน มันลงจากรถแล้วบอกผมว่า ‘ขี่กลับดีๆ นะมึง เจออะไรก็ไม่ต้องไปพูด ไม่ต้องไปสนใจ..’ แล้วผมก็ขี่รถจากบ้านมันเลี้ยวกลับออกมาทางเดิมที่จะไปป้อมยาม จนขี่มาถึงม้านั่งตัวเดิม แต่ก็ไม่เจอใครแล้ว.. จังหวะนั้นรถผมขึ้นลูกระนาดพอดี อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่ารถผมยุบลงแรงกว่าปกติอย่างชัดเจน แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร จนมาถึงป้อมยาม ยามก็ออกมามาเลื่อนที่กั้นให้ ผมก็ยิ้มให้เขา แต่เขากลับไม่มองผม สายตาเขามองเลยผมไปด้านหลังและเหลือกขึ้นสูง ผมก็งงว่ายามเขามองอะไร? พอผมขี่ผ่านไปป้อมยามไปได้สักหน่อย ผมก็มองกระจกหลังกลับไปที่ป้อมยาม เห็นยามยังคงมองตามมาที่รถผม แล้วพนมมือไหว้.. ผมก็งงสิครับ ไหว้ผมเหรอ? มารยาทดีไปไหม?

ผมขี่ไปจนถึงเซเว่น ก็จอดแวะลงไปซื้อน้ำกิน จังหวะที่ผมลงจากรถ ผมสังเกตเห็นว่ามีรอยเท้าที่เบาะนั่งด้านหลังผมครับ เป็นคราบฝุ่นๆ แป้งๆ รูปเท้าแบบเห็นนิ้วโป้ง นิ้วก้อย เป็นลักษณะเท้าชัดมาก แต่ผมไม่ได้ถ่ายรูปไว้ รีบปัดออกไปก่อน ตอนนั้นผมเริ่มกลัวละ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่า ผมโดนอะไรบางอย่างตามมา.. ประกอบกับหมา 4 ตัวที่หน้าปากซอยบ้านผม ซึ่งผมสนิทกับพวกมัน จะเรียกตลอดเวลาที่ขี่รถผ่านก่อนเข้าบ้าน แต่คืนนั้นพวกมันเห็นผมมา มันเห่าแบบจะเป็นจะตายเลย เห่าแบบเหมือนไม่รู้จักกันมาก่อน แต่ที่ทำเอาผมสั่นเลยก็คือ ไอ้โหน่งหมาตัวโปรดผม มันวิ่งมาเห่าตรงที่คนซ้อนครับ เห่าเหมือนมันเห็นอะไร ผมเรียกยังไงมันก็ไม่หยุด ผมเลยรีบบิดสุดชีวิตเข้าบ้าน

พอขี้นบ้านได้ ผมไม่อาบน้ำละครับ สวดมนต์ เข้านอนทันที จนภรรยาผมถาม ‘ตัวเองสวดมนต์ไหว้พระด้วยเหรอวันนี้?’ (คือปกติผมไม่เคยสวดมนต์ก่อนนอนครับ) ผมทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หลับไปเลย.. แล้วคืนนั้นผมฝันครับ ฝันว่าผมลุกไปฉี่ที่ห้องน้ำในบ้านผม ด้วยความเคยชินผมจะเป็นคนไม่ชอบเปิดไฟห้องน้ำ ไปถึงก็ยืนฉี่เลย ตามปกติมันจะมีเสียงฉี่เวลามันกระทบน้ำ แต่คราวนี้เสียงมันเงียบกริบครับ จนตาผมเริ่มมองเห็นเป็นลางๆ ว่ามีผู้หญิงนั่งอยู่ที่ชักโครก! หน้าตาน่ากลัวมาก เธอลุกขี้นมาชี้หน้าผมว่า ‘มึงทักกูทำไม!!’ จนผมตกใจสะดุ้งตื่น ขนลุกทั้งๆ ที่เหงื่อไหลเต็มตัว จับไข้เลยครับ

หลังจากวันนั้นไม่กี่วัน ไอ้เอ็มมันก็โทรมาหาผม มันถามผมว่า ‘เป็นไงบ้างวะ ยังโอเคไหม?’ ผมก็ถามว่าโอเคเรื่องอะไรวะ? มันเลยเล่าให้ผมฟังว่า ‘กูขี่รถผ่านป้อมยาม ยามเขามาถามกูว่าเพื่อนเป็นยังไงบ้าง ยังอยู่ดีไหม? กูก็งงถามว่ามีอะไร? ยามเลยบอกว่า คืนนั้นหลังจากมึงมาส่งกูเสร็จ ตอนมึงขี่รถออกไป ยามแม่งเห็นมีผู้หญิงยืนอยู่ที่เบาะหลังมึง!’ เท่านั้นแหละ ผมรีบไปวัดทำบุญรดน้ำมนต์ยกใหญ่เลยครับ ต่อไปเห็นอะไรน่าสงสัยตอนกลางคืน ผมจะไม่กล้าทักอีกแล้ว..

03/07/2017

ฝากเพจใหม่ด้วยค่าาา.

12/06/2017

ก่อนนอนคืนนี้ขอให้ “ผีลูบหัว”. ทุกคนน่าา
ปล. เฉพาะผู้หญิงค่าา. 5555

28/03/2017

R. I. P ขนลุกเลย..!!😱😱😱😱😱😱
เมื่อคืนขับรถกลับบ้านจากงานศพเพื่อนขับมาคนเดียว
ตอนแรก
ได้กลิ่นแปลกๆ ตุๆ เราก็คิดว่า กลิ่นเน่าขยะข้างถนน
ไม่ได้สนใจอะไร ก็ขับต่อไปเรื่อยๆ คุนพระ!! ใจหาย
เห็นคนในภาพยืนอยู่ข้างถนน ตกใจมาก ทำไรไม่ถูก
พอตั้งสติได้ รีบหยิบโทรศัพมา กดไปหาเพื่อน ให้ช่วย
เพื่อนพูดกลับมาว่า ให้ใช้พระคล้องคอสิ เราก็หาพระ
แต่เอะ!! ตะกี้เราโทรไปเบอร์เพื่อนที่ตายนี่ เฮ้ยกลัว.!!
พอดีจะเปิดประตูรถวิ่งหนี ไปหาความช่วยเหลือ
เจอชาวบ้านแถวนั้น เขาบอกให้ไปหาตำรวจ พอไป
หาตำรวจตำรวจบอกแถวนั้นไม่มีชาวบ้าน ไม่มีถนน
กลัวมาก นอนที่สถานีตำรวจ แล้วตำรวจ
ร้อยเวร ก็เดินทะลุกำแพงไป กุตกใจสลบ พอฟื้น งง
ทำไมเรานอนยุวัด บนศาลานวัด เฮ้ยนี่มันที่งานศพ
แต่กุเดินไปดูรุป ที่ตั้งหน้าศพ มันไม่ใช่เพื่อนกุนี่
มันเปนตำรวจเมื่อคืน คุณพระ วิ่งหนีไปอีกนึกได้กุมีรถ
รถกุยุไหน ตะโกนหารถ ยุๆก็เห็นรถตัวเองจอดยุ
กุก็ขับหนี จากนั้น เห็นเงาคนนั่งข้างหลังกุหันไปดู เฮ้ย
ชาวบ้านที่กุถามทางมาได้ไง กลัวอีก.!!
ขนกุลุกเลย หักพวงมาลัยลงข้างทาง ชาวบ้านที่นั่งมา
หยิบมือถือมากดเล่น เอ๊ะ!! นั้นมือถือกุนี่หว่า
กุกระโดดถืบสองตีน ตีลังกา 2 ตลบ
กระโดดตบอีก 3 ที กระทืบอีก 3 รอบ
เพื่อแย่งมือถือกุคืนมา ได้มาแล้วกุก็รีบเข้าเฟสบุ๊คกุ
แล้วเอาเรื่องนี้มาโพสต์
ว้ายยยยยยคนบ้า อ่านกันเต็มเลย555+
#ก๊อปเขามา 😝 กูก็ไม่ยอมบ้าอ่านคนเดียวเหมือนกันน่า55555
#กุก้อ่านจนจบเหมือนกัน555555

22/11/2016

ระวัง! ▶ ผีกระแทกหัว

20/11/2016

[ เรื่องเล่า อาจารย์ยอด ] : #โดย:พี่มุ่ย

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ เรื่องเล่าก่อนนอนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง เรื่องเล่าก่อนนอน:

แชร์