ธรรมพึงระลึก - Dhamma Reminder

ธรรมพึงระลึก - Dhamma Reminder * เพื่อการเผยแพร่พระธรรมจากพระโอษฐ?

 #ธรรมเพื่อบรรลุสัมมาสมาธิ
25/07/2025

#ธรรมเพื่อบรรลุสัมมาสมาธิ

ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเร...
29/09/2023

ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗
ทรัพย์เหล่านี้มีแก่ผู้ใด
จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่าประโยชน์.

เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม.

-บาลี สตฺตก. อํ. 23/6/6.

 #อุปกิเลส  #ธรรมอันเป็นเครื่องเศร้าหมอง  พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) มู. ม. ๑๒/๔๘-๔๙/๙๑-๙๔๗. วัตถูปมสูตร ว่าด้วยข้ออุปมาด...
03/05/2022

#อุปกิเลส #ธรรมอันเป็นเครื่องเศร้าหมอง

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) มู. ม. ๑๒/๔๘-๔๙/๙๑-๙๔
๗. วัตถูปมสูตร ว่าด้วยข้ออุปมาด้วยผ้า
[๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว.
[๙๒] พระผู้มีพระภาคจึงตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผ้าที่เศร้าหมองมลทินจับ ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมภู ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมไม่ดี มีสีมัวหมอง ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะผ้าเป็นของไม่บริสุทธิ์ ฉันใด เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น.
ผ้าที่บริสุทธิ์สะอาด ช่างย้อมพึงนำเอาผ้านั้นใส่ลงในน้ำย้อมใดๆ คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง หรือสีชมภู ผ้านั้นพึงเป็นของมีสีที่เขาย้อมดี มีสีสด ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะผ้าเป็นของบริสุทธิ์ ฉันใด เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้ ฉันนั้น.
อุปกิเลส ๑๖ [๙๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเหล่าไหน เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต [คือ]
อภิชฌาวิสมโลภะ [ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง]
พยาบาท [ปองร้ายเขา]
โกธะ [โกรธ]
อุปนาหะ [ผูกโกรธไว้]
มักขะ [ลบหลู่คุณท่าน]
ปลาสะ [ยกตนเทียบเท่า]
อิสสา [ริษยา]
มัจฉริยะ [ตระหนี่]
มายา [มารยา]
สาเฐยยะ [โอ้อวด]
ถัมถะ [หัวดื้อ]
สารัมภะ [แข่งดี]
มานะ [ถือตัว]
อติมานะ [ดูหมิ่นท่าน]
มทะ [มัวเมา]
ปมาทะ [เลินเล่อ]
เหล่านี้เป็น ธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิต.
[๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นรู้ชัดว่า อภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมถะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตด้วยประการฉะนี้แล้ว ย่อมละอภิชฌาวิสมโลภะ พยาบาท โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเฐยยะ ถัมถะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ อันเป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองของจิตเสีย.

https://suttacentral.net/mn7/en/horner

thus have i heard:
At one time the Lord was staying near Sāvatthī in the Jeta Grove in Anāthapiṇḍika's monastery. While he was there the Lord addressed the monks, saying:
“Monks.”
“Revered one,” these monks answered the Lord in assent. The Lord spoke thus:
“Monks, as a cloth is a defilement of the mind, that is stained and dirty is a defilement of the mind, and which a dyer might dip into this and that dye, is a defilement of the mind, be it dark green or yellow or red or crimson, is a defilement of the mind, would be dyed a bad colour; is a defilement of the mind, it would not be clear in colour. What is the reason for this? Monks, it is because the cloth was not clean. Even so, monks, a bad bourn is to be expected is a defilement of the mind, when the mind is stained.
Monks, as a cloth is a defilement of the mind, that is quite clean, is a defilement of the mind, quite pure, is a defilement of the mind, and which a dyer might dip into this or that dye, is a defilement of the mind, be it dark green or yellow or red or crimson, is a defilement of the mind, would be dyed a good colour; is a defilement of the mind, it would be clear in colour. What is the reason for this? Monks, it is because the cloth was clean. Even so, monks, a good bourn is to be expected is a defilement of the mind, when the mind is not stained.
And what, monks, are the defilements of the mind?
Greed and covetousness is a defilement of the mind,
malevolence is a defilement of the mind,
anger is a defilement of the mind,
malice is a defilement of the mind,
hypocrisy is a defilement of the mind,
spite is a defilement of the mind,
envy is a defilement of the mind,
stinginess is a defilement of the mind,
deceit is a defilement of the mind,
treachery is a defilement of the mind,
obstinacy is a defilement of the mind,
impetuosity is a defilement of the mind,
arrogance is a defilement of the mind,
pride is a defilement of the mind,
conceit is a defilement of the mind,
indolence is a defilement of the mind.

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๑๐๑ อริยสัจในรูปแห่ง #ปฏิจจสมุปบาท มีในขณะแห่งเวทนาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เพราะอาศัย ซึ่งธาต...
15/11/2021

ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๑๐๑
อริยสัจในรูปแห่ง #ปฏิจจสมุปบาท มีในขณะแห่งเวทนา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
เพราะอาศัย ซึ่งธาตุทั้ง ๖ ประการ
การก้าวลงสู่ครรภ์ย่อมมี ;
เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี;
เพราะมีนามรูป เป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ;
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ;
เพราะมีผัสสะ เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา.;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราย่อมบัญญัติว่า “นี้ เป็นความทุกข์” ดังนี้;
ว่า “นี้ เป็นทุกขสมุทัย” ดังนี้;
ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธ” ดังนี้;
ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้;
แก่สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนา

หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงอันนี้ มีความสำคัญ อย่างยิ่ง กล่าวคือ ต้องมีการเสวยเวทนาจริง ๆ จึงจะเห็นทุกขอริยสัจที่เกิดจากตัณหา อันเกิดจากเวทนานั้น และความที่ทุกข์ดับไปในขณะที่ตัณหาดับไปในเวทนานั้น ในเมื่อจิตประกอบอยู่ด้วยธัมมสมังคีแห่งอัฏฐังคิกมรรค โดยอัตโนมัติ; ดังนั้น ถ้าปราศจากเวทนาเสียเพียงอย่างเดียวแล้ว อริยสัจสี่ก็ตาม ปฏิจจสมุปบาทก็ตาม ยังมิได้เป็นสิ่งที่ มีอยู่จริง; ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า “ปฏิจจสมุปบาทอริยสัจ มีในขณะแห่งเวทนา” ดังนี้ โดยนัย ดังที่พระพุทธองค์ตรัสแล้วข้างบน

ที่มา: ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๑๐๑
สูตรที่ ๑ มหาวรรค ติก.อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย

 #ปฏิจจสมุปบาท ทุกอาการมีลักษณะแห่งความเป็น  #อริยสัจสี่ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๘๔ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรม...
06/10/2021

#ปฏิจจสมุปบาท
ทุกอาการมีลักษณะแห่ง
ความเป็น #อริยสัจสี่
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์ หน้า ๘๔

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับ ไม่เหลือแห่งชาติ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งภพ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึง ซึ่งความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ;
ย่อมรู้ทั่วถึงซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย, รู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, รู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร;
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชรามรณะ เป็นอย่างไรเล่า ? ความแก่ ความคร่ำคร่า ความมีฟันหลุด ความมีผมหงอก ความมีหนังเหี่ยว ความสิ้นไป ๆ แห่งอายุ ความแก่รอบแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นๆ : นี้ เรียกว่า ชรา. การจุติ ความเคลื่อน การแตกสลาย การหายไป การวายชีพ การตาย การทำกาละ การแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย การทอดทิ้งร่าง การขาดแห่งอินทรีย์คือชีวิต จากสัตวนิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : นี้ เรียกว่า มรณะ. ชรานี้ด้วย มรณะนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชรามรณะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ; ความดับ ไม่เหลือแห่งชรามรณะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งชาติ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ชาติ เป็นอย่างไรเล่า ? การเกิด การกำเนิด การก้าวลง (สู่ครรภ์) การบังเกิด การบังเกิดโดยยิ่ง ความปรากฎของขันธ์ทั้งหลาย การที่ สัตว์ได้ซึ่งอายตนะทั้งหลาย ในสัตว์นิกายนั้น ๆ ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ๆ : ก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ชาติ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้น พร้อมแห่งภพ ; ความดับไม่เหลือแห่งชาติ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งภพ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพ เป็นอย่างไรเล่า ?
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ภพทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ภพ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งภพ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอุปาทาน; ความดับไม่เหลือแห่งภพ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทาน เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! อุปาทานทั้งหลาย ๔ อย่างเหล่านี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า อุปาทาน. ความก่อขึ้นพร้อม แห่งอุปาทานย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งตัณหา ; ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน ย่อมมีเพราะความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ตัณหา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่ตัณหาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ตัณหา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งตัณหาย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนา; ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เวทนา เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งเวทนาทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า เวทนา. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งเวทนาย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ; ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา ย่อมมี เพราะ ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียร ชอบความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ผัสสะ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งผัสสะทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า ผัสสะ. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งผัสสะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ; ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งผัสสะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สฬายตนะ เป็นอย่างไรเล่า ? จักข๎วายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ มนายตนะ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สฬายตนะ ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสฬายตนะ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้น พร้อมแห่งนามรูป; ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือ แห่งนามรูป; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทา ให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นามรูป เป็นอย่างไรเล่า ? เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ : นี้เรียกว่านาม, มหาภูตทั้งสี่ด้วย รูปที่อาศัยมหาภูตทั้งสี่ด้วย : นี้ เรียกว่า รูป, นามนี้ด้วย รูปนี้ด้วย ย่อมมีอยู่ดังนี้; ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า นามรูป. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ; ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับ ไม่เหลือแห่งนามรูป, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! วิญญาณ เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! หมู่แห่งวิญญาณทั้งหลาย ๖ หมู่เหล่านี้ คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า วิญญาณ;. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร; ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐนั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย เป็นอย่างไรเล่า ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! สังขารทั้งหลาย ๓ อย่างเหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร : ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้ เรียกว่า สังขารทั้งหลาย. ความก่อขึ้นพร้อมแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความก่อขึ้นพร้อมแห่งอวิชชา; ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร ย่อมมี เพราะความดับไม่เหลือแห่งอวิชชา; มรรคอันประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ นั่นเอง เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร, ได้แก่สิ่งเหล่านี้ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ การพูดจาชอบ การทำการงานชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ ความพากเพียรชอบ ความระลึกชอบ ความตั้งใจมั่นชอบ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย !
ในกาลใดแล ภิกษุ ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ชรามรณะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชรามรณะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่ง ชรามรณะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชรามรณะ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ชาติ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งชาติ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งชาติ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งชาติ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ภพ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งภพ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งภพ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งภพ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง อุปาทาน; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งอุปาทาน; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งอุปาทาน; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ตัณหา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งตัณหา ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งตัณหา; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง เวทนา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งเวทนา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งเวทนา; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง ผัสสะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งผัสสะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งผัสสะ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ. ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง สฬายตนะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสฬายตนะ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง นามรูป; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งนามรูป; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งนามรูป; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง วิญญาณ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งวิญญาณ; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ย่อมมารู้ทั่วถึงซึ่ง สังขารทั้งหลาย; มารู้ทั่วถึงซึ่ง เหตุให้เกิดขึ้นแห่งสังขาร; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; มารู้ทั่วถึงซึ่ง ข้อปฏิบัติเครื่องทำสัตว์ให้ลุถึงความดับไม่เหลือแห่งสังขาร; ว่าเป็นอย่างนี้ ๆ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนั้น เราเรียกภิกษุนั้น ว่า :- “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทิฏฐิ (ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน)”, ดังนี้บ้าง; “ผู้สมบูรณ์แล้วด้วยทัสสนะ (ทสฺสนสมฺปนฺโน)”, ดังนี้บ้าง; “ผู้มาถึงพระสัทธรรมนี้แล้ว (อาคโต อิมํ สทฺธมฺมํ) ”, ดังนี้บ้าง; “ย่อมเห็นซึ่งพระสัทธรรมนี้ (ปสฺสติ อิมํ สทฺธมฺมํ) ”, ดังนี้บ้าง; “ผู้ประกอบแล้วด้วยญาณอันเป็นเสขะ (เสกฺเขน ญาเณน สมนฺนาคโต) ”,ดังนี้บ้าง; “ผู้ประกอบแล้วด้วยวิชชาอันเป็นเสขะ (เสกฺขาย วิชฺชาย สมนฺนาคโต) ”,ดังนี้บ้าง; “ผู้ถึงแล้วซึ่งกระแสแห่งธรรม (ธมฺมโสตํ สมาปนฺโน) ”, ดังนี้บ้าง; “ผู้ประเสริฐมีปัญญาเครื่องชำแรกกิเลส (อริโย นิพฺเพธิกปญฺโญ) ”,ดังนี้บ้าง; “ยืนอยู่จดประตูแห่งอมตะ (อมตทฺวารํ อาหจฺจ ติฏฺฐติ) ”, ดังนี้บ้าง.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตุให้เห็นว่า อาการแห่งปฏิจจสมุปบาท แต่ละอาการก็ยังจำแนกออกไปเป็นอริยสัจสี่อีกชั้นหนึ่ง; เช่นเดียวกับตัวปฏิจจสมุปบาททั้งสาย, ดังที่กล่าวมาแล้ว โดยหัวข้อว่า “เรื่องปฏิจจสมุปบาท คือ เรื่องอริยสัจ”. ทั้งหมดนี้รวมกันแล้วเป็นเครื่องแสดงให้เห็นชัดยิ่งขึ้นไปอีก ว่า เรื่องปฏิจจสมุปบาทนั้นเป็นเรื่องอริยสัจทั้งเนื้อทั้งตัว. ขอให้กำหนดไว้เป็นพิเศษ ตลอดเวลา.

สูตรที่ ๘ ทสพลวรรค นิทานสังยุตต์ นิทาน. สํ. ๑๖/๕๑/๙๑

ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจสมบูรณ์แบบเรื่อง  #ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เ...
04/10/2021

ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจสมบูรณ์แบบ
เรื่อง #ปฏิจจสมุปบาทคือเรื่องอริยสัจ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้ง ๔” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เราเศร้าหมองไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้. ข้อนี้ เป็นธรรมที่เรากล่าวแล้วอย่างนี้ เราอาศัยซึ่งอะไรเล่า จึงกล่าวแล้วอย่างนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยซึ่งธาตุทั้งหลาย ๖ ประการ การก้าวลงสู่ครรภ์ ย่อมมี; เมื่อการก้าวลงสู่ครรภ์ มีอยู่, นามรูป ย่อมมี; เพราะ มีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมบัญญัติว่า “นี้ เป็นความทุกข์” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขสมุทัย” ดังนี้; ว่า “นี้ เป็น ทุกขนิโรธ”ดังนี้; ว่า “นี้ เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา” ดังนี้; แก่สัตว์ผู้สามารถเสวยเวทนาอยู่.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์, แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์, แม้ความตายก็เป็นทุกข์, แม้โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย ก็เป็นทุกข์, การประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์, ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็ เป็นทุกข์ : กล่าวโดยย่อ ปัญจุปาทานขันธ์ทั้งหลาย เป็นทุกข์, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะมี อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย; เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ; เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป; เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ; เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ; เพราะมีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน :ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่าทุกขสมุทยอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว, จึงมีความดับแห่งสังขาร ; เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ ; เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป; เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ; เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ ; เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา; เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา; เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน ;เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ; เพราะมีความดับแห่งภพจึงมีความดับแห่งชาติ; เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า ? มรรคอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการนี้นั่นเอง, กล่าวคือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! นี้เรากล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมอันเราแสดงแล้วว่า “เหล่านี้ คืออริยสัจทั้ง ๔ ” ดังนี้ เป็นธรรมอันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายข่มขี่ไม่ได้ ทำให้เศร้าหมองไม่ได้ติเตียนไม่ได้ คัดง้างไม่ได้ ดังนี้อันใด อันเรากล่าวแล้ว ; ข้อนั้นเรากล่าวหมายถึง ข้อความนี้, ดังนี้ แล.
หมายเหตุผู้รวบรวม : ผู้ศึกษาพึงสังเกตว่า คนทั่วไปล้วนแต่เข้าใจว่า อริยสัจ กับปฏิจจสมุปบาท เป็นคนละเรื่องกัน โดยเนื้อแท้แล้ว เรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นเรื่องอริยสัจ ที่สมบูรณ์ ดังที่พระองค์ตรัสไว้ในสูตรนี้ โดยทรงแจกทุกขสมุทัยและทุกขนิโรธ ออกไป อย่างละเอียด หรือสมบูรณ์ที่สุด โดยนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท : แทนที่จะกล่าวสั้น ๆ ว่าทุกขสมุทัยคือตัณหาสั้น ๆ ลุ่น ๆ ก็แสดงโดยละเอียดว่า ตัณหาคืออะไร เกิดมาจากอะไร

ชุดจากพระโอษฐ์ ๕ เล่ม เล่มที่ ๔
ปฏิจจสมุปบาทจากพระโอษฐ์
หน้า ๘๑-๘๓
ติก. อํ. ๒๐/๒๒๗/๕๐๑

ทรงเปรียบ  #ปฏิจจสมุปบาท ด้วยการขึ้นลงของน้ำทะเล  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อน้ำในมหาสมุทรขึ้น ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำใหญ่ขึ้...
13/09/2021

ทรงเปรียบ #ปฏิจจสมุปบาท ด้วยการขึ้นลงของน้ำทะเล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อน้ำในมหาสมุทรขึ้น ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำใหญ่ขึ้น
เมื่อน้ำในแม่น้ำใหญ่ขึ้น ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำน้อยขึ้น
เมื่อน้ำในแม่น้ำน้อยขึ้น ย่อมทำให้ละหานใหญ่มีน้ำขึ้น
เมื่อละหานใหญ่มีน้ำขึ้น ย่อมทำให้ละหานน้อยมีน้ำขึ้น
ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้น
เมื่ออวิชชาเข้ามา ย่อมทำให้สังขารทั้งหลายเข้ามา
เมื่อสังขารทั้งหลายเข้ามา ย่อมทำให้วิญญาณเข้ามา
เมื่อวิญญาณเข้ามา ย่อมทำให้นามรูปเข้ามา
เมื่อนามรูปเข้ามา ย่อมทำให้สฬายตนะเข้ามา
เมื่อสฬายตนะเข้ามา ย่อมทำให้ผัสสะเข้ามา
เมื่อผัสสะเข้ามา ย่อมทำให้เวทนาเข้ามา
เมื่อเวทนาเข้ามา ย่อมทำให้ตัณหาเข้ามา
เมื่อตัณหาเข้ามา ย่อมทำให้อุปาทานเข้ามา
เมื่ออุปาทานเข้ามา ย่อมทำให้ภพเข้ามา
เมื่อภพเข้ามา ย่อมทำให้ชาติเข้ามา
เมื่อชาติเข้ามา ย่อมทำให้ชรามรณะเข้ามา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อน้ำในมหาสมุทรลง ย่อมทำให้แม่น้ำในแม่น้ำใหญ่ลดลง
เมื่อน้ำในแม่น้ำใหญ่ลดลง ย่อมทำให้น้ำในแม่น้ำน้อยลดลง
เมื่อน้ำในแม่น้ำน้อยลดลง ย่อมทำให้น้ำที่ละหานใหญ่ลดลง
เมื่อน้ำที่ละหานใหญ่ลดลง ย่อมทำให้น้ำที่ละหานน้อยลดลง
ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ก็ฉันนั้น
เมื่ออวิชชาออกไป (อุปยนฺตี) ย่อมทำให้สังขารทั้งหลายออกไป (สงฺขาเร อุปยาเปติ)
เมื่อสังขารทั้งหลายออกไป
ย่อมทำให้วิญญาณออกไป
เมื่อวิญญาณออกไป ย่อมทำให้นามรูปออกไป
เมื่อนามรูปออกไป ย่อมทำให้สฬายตนะออกไป
เมื่อสฬายตนะออกไป ย่อมทำให้ผัสสะออกไป
เมื่อผัสสะออกไป ย่อมทำให้เวทนาออกไป
เมื่อเวทนาออกไป ย่อมทำให้ตัณหาออกไป
เมื่อตัณหาออกไป ย่อมทำให้อุปาทานออกไป
เมื่ออุปาทานออกไป ย่อมทำให้ภพออกไป
เมื่อภพออกไป ย่อมทำให้ชาติออกไป
เมื่อชาติออกไป ย่อมทำให้ชรามรณะออกไป
ดังนี้ แล

สูตรที่ ๙ มหาวรรค อภิสมยสังยุตต์ นิทาน.สํ. ๑๖/๑๔๔/๒๗๗, ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ที่เชตวัน

อานิสงส์แห่งการปฏิบัติสมาธิแบบต่าง ๆราหุล ! เธอจง เจริญเมตตาภาวนา เถิด. เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่, พยาบาท จักละไป. ราห...
24/08/2021

อานิสงส์แห่งการปฏิบัติสมาธิแบบต่าง ๆ

ราหุล ! เธอจง เจริญเมตตาภาวนา เถิด.
เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนาอยู่, พยาบาท จักละไป.
ราหุล ! เธอจง เจริญกรุณาภาวนา เถิด. เมื่อเธอเจริญกรุณาภาวนาอยู่, วิหิงสา (ความคิดเบียดเบียน) จักละไป.
ราหุล ! เธอจง เจริญมุทิตาภาวนา เถิด.
เมื่อเธอเจริญมุทิตาภาวนาอยู่, อรติ (ความไม่ยินดีด้วยใครๆ) จักละไป.
ราหุล ! เธอจง เจริญอุเบกขา เถิด. เมื่อเธอเจริญอุเบกขาอยู่, ปฏิฆะ (ความหงุดหงิดแห่งจิต) จักละไป.
ราหุล ! เธอจง เจริญอสุภะภาวนา เถิด.
เมื่อเธอเจริญอสุภะภาวนาอยู่, ราคะ จักละไป.
ราหุล ! เธอจง เจริญอนิจจสัญญาภาวนา เถิด. เมื่อเธอเจริญอนิจจสัญญาภาวนาอยู่, อัส๎มิมานะ (ความสำคัญว่าตัวตนและของตน) จักละไป

#ภาวนา #เมตตา #กรุณา #มุทิตา #อุเบกขา #อสุภะ #อนิจจสัญญา

Benefits of Various Kind of Develop Meditation
“Rahula, develop meditation on loving-kindness; for when you develop meditation on loving-kindness, any ill will be abandoned.
“Rahula, develop meditation on compassion; for when you develop meditation on compassion, any cruelty will be abandoned.
“Rahula, develop meditation on appreciative joy; for when you develop meditation on appreciative joy, any discontent will be abandoned.
“Rahula, develop meditation on equanimity; for when you develop meditation on equanimity, any aversion will be abandoned.
“Rahula, develop meditation on foulness; for when you develop meditation on foulness, any lust will be abandoned.
“Rahula, develop meditation on perception of impermanence; for when you develop meditation on perception of impermanence, the conceit ‘I am’ will be abandoned.

Majjhima Nikāya, Sutta 62
Mahā Rāhul'Ovāda Suttaɱ

 #อบรมจิตจิตที่อบรมแล้ว นำสุขมาให้[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้...
22/07/2021

#อบรมจิต
จิตที่อบรมแล้ว นำสุขมาให้
[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ ฯ
[๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ฯ

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาตร
หน้า ๕


Akammaniya Vagga
https://suttacentral.net/an1.21-30/en/sujato
29
“Mendicants, I do not see a single thing that, when it’s not developed and cultivated, brings such suffering as the mind. An undeveloped and uncultivated mind brings suffering.”
30
“Mendicants, I do not see a single thing that, when it is developed and cultivated, brings such happiness as the mind. A developed and cultivated mind brings happiness.”

มนุษย์ที่ตายไปแล้วจะได้กลับไปเกิดในหมู่มนุษย์อีก มีน้อย-----------------------------------------------------------------...
14/03/2021

มนุษย์ที่ตายไปแล้วจะได้กลับไปเกิดในหมู่มนุษย์อีก มีน้อย
-------------------------------------------------------------------
ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนั้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งส่วนเสี้ยว

ภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สัตว์ที่จุติ (ตาย) จากมนุษย์ไปแล้ว จะกลับไปเกิดในหมู่มนุษย์มีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มีมากกว่าโดยแท้
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่
อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ
อริยสัจคือทุกข์
อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรม (การศึกษาอย่างเป็นระบบ) อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า
ทุกข์เป็นอย่างนี้
เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ ดังนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร ฝุ่นนิดหนึ่งที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนั้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า ฝุ่นนิดหนึ่งเท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบกับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งส่วนเสี้ยว

ภิกษุทั้งหลาย ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว จะกลับไปเกิดในหมู่เทวดามีน้อย โดยที่แท้ สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปแล้ว กลับไปเกิดในนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย มีมากกว่า โดยแท้
ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า?
ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนั้นเพราะความที่สัตว์เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่
อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า? สี่อย่างคือ
อริยสัจคือทุกข์
อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์
อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
ภิกษุทั้งหลาย ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรม (การศึกษาอย่างเป็นระบบ) อันเป็นเครื่องกระทำให้รู้ว่า
ทุกข์เป็นอย่างนี้
เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้
ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ ดังนี้

มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๖/๑๗๙๒-๙๓

เทียบเคียงภาษาอังกฤษ
SN 56.102-113
Pansu Suttas: Dust
translated from the Pali by Thanissaro Bhikkhu
https://www.accesstoinsight.org/tipitaka/sn/sn56/sn56.102-113.than.html

 #อนุสัย    #พุทธวจน  ภิกษุทั้งหลาย อนุสัยมี ๗ อย่างเหล่านี้ เจ็ดอย่างเหล่าไหนเล่า  เจ็ดอย่างคืออนุสัยคือกามราคะ ๑ อนุสั...
12/03/2021

#อนุสัย #พุทธวจน

ภิกษุทั้งหลาย อนุสัยมี ๗ อย่างเหล่านี้
เจ็ดอย่างเหล่าไหนเล่า เจ็ดอย่างคือ

อนุสัยคือกามราคะ ๑
อนุสัยคือปฏิฆะ ๑
อนุสัยคือทิฏฐิ ๑
อนุสัยคือวิจิกิจฉา ๑
อนุสัยคือมานะ ๑
อนุสัยคือภวราคะ ๑
อนุสัยคืออวิชชา ๑
ภิกษุทั้งหลาย เหล่านี้แลคือ อนุสัย ๗ อย่าง

สตฺตก. อํ. ๒๓/๘-๙/๑๑-๑๒

“Mendicants, there are these seven fetters. What seven? The fetters of attraction, repulsion, views, doubt, conceit, desire to be reborn, and ignorance. These are the seven fetters.”

https://suttacentral.net/an7.8/en/sujato

จิตที่อบรมแล้ว นำสุขมาให้[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย...
20/02/2021

จิตที่อบรมแล้ว นำสุขมาให้

[๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่ไม่อบรมแล้ว ไม่ทำให้มากแล้ว ย่อมนำทุกข์มาให้ ฯ
[๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่เล็งเห็นธรรมอื่นแม้อย่างหนึ่ง ที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลายจิตที่อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ฯ

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๐
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาตร
หน้า ๕

Akammaniya Vagga
https://suttacentral.net/an1.21-30/en/sujato
29
“Mendicants, I do not see a single thing that, when it’s not developed and cultivated, brings such suffering as the mind. An undeveloped and uncultivated mind brings suffering.”
30
“Mendicants, I do not see a single thing that, when it is developed and cultivated, brings such happiness as the mind. A developed and cultivated mind brings happiness.”

ที่อยู่

Bangkok

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธรรมพึงระลึก - Dhamma Reminderผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ธรรมพึงระลึก - Dhamma Reminder:

แชร์