วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, พุทธสถาน, วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร, Bangkok.
(1)

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวัน 7.30 น. - 19.00 น.
การเดินทาง : รถประจำทาง: สาย 8, 15, 37, 47, 49 ปอ. 37, 49
เรือโดยสาร: ท่าผ่านฟ้าลีลาศ (คลองแสนแสบ), ท่าภูเขาทอง (คลองผดุงกรุงเกษม)
รถส่วนตัว : จอดภายในบริเวณวัดได้
ค่าใช้จ่าย : ฟรี
เทศกาล : งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ 7 วัน 7 คืน ในช่วงวันลอยกระทง มีการจัดงานวัดที่ถือเป็นงานวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในกรุงเทพฯ และทางวัดจะ
เปิดให้ประชาชนขึ้นไปกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุในตอนกลางคืนเป็น ช่วงเวลาพิเศษ
สิ่งที่ไม่ควรพลาด : การขึ้นไปกราบนมัสการปิดทองพระบรมสารีริกธาตุ, ชมพระบรมบรรพต ภูเขาทองที่ชั้นบนสุด, การเข้าไปชมความงามของพระพุทธรูปและภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถ

“ป้าแอ็ด” ศรีนภา สุวรรณธารารังษี และ “ป้าอู๊ด” สมจิตร วงศ์อนุสรณ์ ได้ร่วมกันถวายสังฆทาน และชุดเครื่องเขียน แด่ สามเณร สำ...
25/08/2026

“ป้าแอ็ด” ศรีนภา สุวรรณธารารังษี และ “ป้าอู๊ด” สมจิตร วงศ์อนุสรณ์
ได้ร่วมกันถวายสังฆทาน และชุดเครื่องเขียน
แด่ สามเณร สำนักเรียนวัดสระเกศ
เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี พุทธศักราช ๒๕๖๙
โดย ป้าแอ็ด และ ป้าอู๊ด นั้นได้ปฏิบัติเช่นนี้ทุกปี

25/08/2026

พิธีซักซ้อมพระภิกษุผู้จะขึ้นสวดพระปาฏิโมกข์
สำนักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

สำนักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร จัดพิธีซักซ้อมพระภิกษุผู้จะขึ้นสวดพระปาฏิโมกข์ เพื่อฝึกฝน ทบทวน และตรวจสอบความถูกต้องในการสวด ให้เป็นไปตามแบบแผนและพระธรรมวินัย

พระเถระผู้ควบคุมการซักซ้อม
พระราชกิจจาภรณ์
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

พระอาจารย์ผู้ตรวจทาน
พระกาญจน์ สุญาณิกโพธิ ป.

พระภิกษุผู้สวดพระปาฏิโมกข์
พระมหาบีจอย ติกฺขญาโณ

พระภิกษุผู้อาราธนาพระปาฏิโมกข์
พระมหาอัตฐพล ญาณวโร

การซักซ้อมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและสืบทอดพระธรรมวินัย อันเป็นหลักสำคัญในการดำรงมั่นแห่งพระพุทธศาสนา และเป็นการเตรียมความพร้อมแก่พระภิกษุผู้ทำหน้าที่สวดพระปาฏิโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์

#สำนักวัดสระเกศ
#วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
#วัดสระเกศ
#พระปาฏิโมกข์
#พระธรรมวินัย

พิธีซักซ้อมพระภิกษุผู้จะขึ้นสวดพระปาฏิโมกข์สำนักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหารสำนักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร จัดพิธีซักซ้อมพระภิก...
25/08/2026

พิธีซักซ้อมพระภิกษุผู้จะขึ้นสวดพระปาฏิโมกข์
สำนักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

สำนักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร จัดพิธีซักซ้อมพระภิกษุผู้จะขึ้นสวดพระปาฏิโมกข์ เพื่อฝึกฝน ทบทวน และตรวจสอบความถูกต้องในการสวด ให้เป็นไปตามแบบแผนและพระธรรมวินัย

พระเถระผู้ควบคุมการซักซ้อม
พระราชกิจจาภรณ์
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

พระอาจารย์ผู้ตรวจทาน
พระกาญจน์ สุญาณิกโพธิ ป.

พระภิกษุผู้สวดพระปาฏิโมกข์
พระมหาบีจอย ติกฺขญาโณ

พระภิกษุผู้อาราธนาพระปาฏิโมกข์
พระมหาอัตฐพล ญาณวโร

การซักซ้อมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาและสืบทอดพระธรรมวินัย อันเป็นหลักสำคัญในการดำรงมั่นแห่งพระพุทธศาสนา และเป็นการเตรียมความพร้อมแก่พระภิกษุผู้ทำหน้าที่สวดพระปาฏิโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์

#สำนักวัดสระเกศ
#วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
#วัดสระเกศ
#พระปาฏิโมกข์
#พระธรรมวินัย

สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในการประชุมร่วมพิจารณาติดตามเรื่องพื้นที่ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริวัน...
25/08/2026

สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ในการประชุมร่วมพิจารณาติดตามเรื่องพื้นที่ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

วันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐–๑๖.๐๐ น. ณ ศาลาอเนกประสงค์ วัดราชนัดดาราม วรวิหาร แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

เจ้าประคุณ สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค ๑๑ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมด้วย พลตรี ปริญ รื่นภาควุฒิ ดำรงตำแหน่ง ประจำราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับโครงการในพระราชดำริ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในการประชุมร่วมพิจารณาและติดตามเรื่องพื้นที่ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

การประชุมครั้งนี้เป็นการร่วมพิจารณา ติดตาม และประสานการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ

#วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
#วัดสระเกศ #ภูเขาทอง
#สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท พิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นว...
25/08/2026

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท พิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติสืบย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีชื่อว่า “วัดสะแก” เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีต้นสะแกขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดสะแก และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสระเกศ” ซึ่งมีความหมายเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ที่พระองค์เคยเสด็จกลับจากสงครามและทรงสรงพระวรกาย (ชำระพระเกศา) ณ บริเวณใกล้วัดแห่งนี้

ภูเขาทองและพระบรมบรรพต

สิ่งสำคัญที่สุดของวัดคือ ภูเขาทอง หรือ พระบรมบรรพต ซึ่งเริ่มก่อสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โดยมีพระราชประสงค์จะสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ แต่เนื่องจากพื้นดินอ่อนจึงเกิดการทรุดตัว ทำให้การก่อสร้างต้องยุติลง

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้สร้างภูเขาจำลองขึ้นทับฐานเดิม และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จึงทรงสร้างพระเจดีย์สีทองประดิษฐานบนยอดภูเขาจนแล้วเสร็จ กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพมหานคร

พระบรมสารีริกธาตุ

บนยอดพระบรมบรรพตประดิษฐาน พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งรัฐบาลอินเดียได้ถวายแด่ประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทำให้ภูเขาทองเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่พุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศและนานาชาติมากราบสักการะอย่างต่อเนื่อง

งานนมัสการภูเขาทอง

วัดสระเกศมีชื่อเสียงจาก งานนมัสการพระบรมบรรพต (งานภูเขาทอง) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงวันลอยกระทง ภายในงานมีการสักการะพระบรมสารีริกธาตุ การเวียนเทียน และกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน เป็นหนึ่งในงานประเพณีสำคัญของกรุงเทพมหานคร

ปัจจุบัน

วัดสระเกศราชวรมหาวิหารเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระปริยัติธรรม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจที่สำคัญของคณะสงฆ์ไทย อีกทั้งยังเป็นโบราณสถานสำคัญที่สะท้อนประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์มากว่า ๒๐๐ ปี

#วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร #ไหว้พระ #ทำบุญวัดสระเกศ

แสงแรกจากมือถือ… เช้านี้ 📸☀️🙏🧡เดินตามพระนวกะออกรับบิณฑบาตท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบในยามเช้าชีวิตคนเราก็เท่านี้  เพียงไ...
25/08/2026

แสงแรกจากมือถือ… เช้านี้ 📸☀️🙏🧡

เดินตามพระนวกะออกรับบิณฑบาต
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบในยามเช้า

ชีวิตคนเราก็เท่านี้ เพียงได้ตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในเช้าวันใหม่
ได้เห็นแสงแดดและสัมผัสความอบอุ่นรอบตัว
แค่นี้…ก็ถือว่าเป็นวันที่ดีมากแล้ว

ภาพ/ข่าว : ทิด ทวิช สังข์อยู่

24/08/2026

”วันธัมมัสสวนะ“
คือ วันพระ เป็นวันฟังธรรม

วันพระนี้ นับทางจันทรคติ เป็นวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือนเก้า (๙)
ตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๑ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
วันนี้ ในเวลา ๐๙.๐๐ น. เป็นต้นไป

เป็นวันที่บูรพาจารย์ของสำนักวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
กำหนดให้มีการทำวัตรเช้าภายในพระอุโบสถเป็นประจำ หลังจากทำวัตรเช้าแล้ว จะเป็นการแสดงพระธรรมเทศนา โดยอาราธนาผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนรับอาราธนาเป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนาในวันธัมมัสสวนะนั้น ๆ

"วันธัมมัสสวนะนี้“พระวชิรเจติยาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นองค์แสดงพระธรรมเทศนา ด้วยหัวข้อพระธรรมเทศนาใน "มงคลกถา คือการพรรณนาถึงสิ่งที่เป็นมงคล ซึ่งหมายถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทำให้ชีวิตประสบความสุข ความเจริญและความก้าวหน้า"
ในหัวข้อว่าด้วยเรื่อง (การบูชาบุคคลที่ควรบูชา)

ในฝ่ายอุบาสกอุบาสิกานั้นเป็นผู้ที่มาทำวัตรสวดมนต์ทำบุญที่วัดสระเกศสืบเนื่องกันมาตามลำดับของบรรพบุรุษสืบมาแต่ชั้นปู่ ย่า ตา ยาย บิดา มารดา จนมาถึงชั้นลูกหลาน ก็ยังมาฟังธรรมกัน สืบลำดับกันอย่างนี้ ส่วนสาธุชนท่านอื่นหากวันธัมมัสสวนะใดที่ตนเองว่าง มีเวลาก็จะมาร่วมฟังพระธรรมเทศนาการแสดงและการฟังพระธรรมเทศนาที่พระอุโบสถวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร มีลักษณะดังพรรณนามานี้

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยพร้อมทั้งกฤษฎาภินิหารพระบรมสารีริกธาตุองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประดิษฐานบนพระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง ตลอดจนบุญกุศลคุณงามความดีอันเกิดจากการฟังธรรม ขอจงมารวมกันเป็นบุญนิธิกองบุญใหญ่ พลันดลบันดาลประทานพรให้ท่านทั้งหลายปราศจากสรรพโรคาพาธิ ภัยพิบัติ อุปสรรค อุปัทวันตราย นานาประการ ขอให้เป็นผู้มีจิตใจชื่นบานในพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรารถนาสิ่งใดอันเป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว ขอให้สิ่งที่ปรารถนานั้น พลันสัมฤทธิ์แก่ท่านทั้งหลาย จงทุกประการเทอญ

24/08/2026

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น.

เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ จำนวน ๖๐ รูป ร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพ แพทย์หญิง คุณหญิงสุมนา หนุนภักดี ท.จ.,ป.ช.,ป.ม. (มารดาของพลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี) ณ เมรุ ๑ ฌาปนสถานกองทัพอากาศ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ครอบครัวหนุนภักดีมีความคุ้นเคยกับวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ครั้งเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ. ๙) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจยังต่างประเทศ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ตามคำอาราธนาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น

ต่อมา พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี ได้นำบุตรชาย คือ พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี เข้ามาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพำนักปฏิบัติธรรม ณ คณะ ๗ วัดสระเกศ

และความคุ้นเคยยังสืบเนื่องต่อมาจนถึงเจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ในปัจจุบัน

ภายหลังเมื่อพลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี เกษียณอายุราชการแล้ว ก็ได้กลับมาอุปสมบท ณ วัดสระเกศ อีกครั้ง โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และเข้าพำนักปฏิบัติธรรม ณ คณะ ๗ วัดสระเกศ ดังเดิม

พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี เขียนเล่าถึงความคุ้นเคยกับวัดสระเกศเอาไว้ในหนังสืออนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ แพทย์หญิง คุณหญิงสุมนา หนุนภักดี ว่า

”…ผมเองมีกำหนดการบวชในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๘ จึงนำผ้าไตรจีวร บาตรพระ เข้าไปกราบท่านก่อนวันบวช บอกให้ท่านอธิษฐานขอความเป็นสิริมงคล และร่วมอนุโมทนาในการบวชครั้งนี้ด้วย หลังจากเจอคุณแม่ในวันนั้นแล้ว ผมตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญกุศลในการบวช และตั้งเจตนารมณ์ในการบวช ดังนี้
๑. บวชเพื่อตอบแทนพระคุณของบิดามารดา องค์พระมหากษัตริย์ ครูบาอาจารย์
๒. บวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้นักรบกล้าทุกนายและประชาชนทุกคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การรบในพื้นที่กองทัพภาคที่ ๒
๓. บวชเพื่อทบทวนสิ่งที่กระทำมาและบุคคลที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิต
๔. บวชเพื่อค้นหาปัญญาในการดำรงตนในช่วงปัจฉิมวัย

ในวันบวช (ครั้งนี้บวชพร้อมกัน ๕ รูป พี่อุ๊ย ม้อค หมึก อาร์ม และผม) ผมนึกถึงการบวชครั้งที่แล้ว (ปี ๒๕๕๑) ผมบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเป็นเวลา ๑๐ วัน ตอนนั้นในหลวง ร.๙ ทรงประชวร ในครั้งนั้นคุณพ่อคุณแม่มาร่วมงานบวช และผมได้มีโอกาสกราบที่เท้าของท่านทั้งสอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายทุกคนพึงกระทำ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี ในการบวชครั้งนี้ ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มาในงาน แต่ผมได้เชิญพี่หนุ่ย (พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) พร้อมพี่ติ๋ว และพี่ต๊อก (พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา) พร้อมพี่ม่วย มาร่วมงาน และผมได้กราบเท้าท่านก่อนรับมอบผ้าไตรจีวร พี่ทั้งสองเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผมในปัจจุบัน เพราะเป็นนายทหารที่ทำงานใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่ผมมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก พอผมบวชเป็นพระได้ ๔ วัน ผมได้เดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ประเทศเนปาลและประเทศอินเดีย ทุกจุดที่เดินทางไป ผมจะอุทิศบุญกุศลให้คุณพ่อคุณแม่เสมอ โดยเฉพาะตอนอยู่ที่เมืองพุทธคยา ผมได้ปฏิบัติใต้ต้นศรีมหาโพธิ์เป็นเวลาต่อเนื่องกัน ๔ คืน จึงได้เข้าถึงสมาธิที่ลึกและยาวนานกว่าที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าที่นั่นมีพลังที่ดีจากการตรัสรู้บรรลุธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการปฏิบัติบูชาของพระสงฆ์ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทุกเชื้อชาติ ที่ได้บำเพ็ญบารมีตลอดมา จนล่วงมาเกือบ ๒,๖๐๐ ปี

หลังจากเดินทางกลับจากประเทศอินเดีย ผมได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมในพื้นที่ภาคอีสาน เริ่มจากวัดศรีธาตุ จังหวัดยโสธร วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย และวัดป่านาคนิมิต จังหวัดสกลนคร

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ คุณหมอวราภรณ์ได้โทรศัพท์มาหาผม แจ้งว่าอาการของคุณแม่ไม่ค่อยดีนัก และขอให้ผมรีบเดินทางกลับมา ผมจึงเดินทางกลับโดยเครื่องบินในเย็นวันนั้น เมื่อมาถึง ผมได้เข้าไปเยี่ยมคุณแม่ทันทีในคืนนั้น คุณหมอกรุณาจัดห้องให้ผมได้จำวัดภายในโรงพยาบาล

คืนนั้นผมสวดมนต์และนั่งสมาธิสลับกันไป เพื่อพยายามส่งบุญกุศลที่ได้จากการปฏิบัติธรรมไปยังดวงจิตของคุณแม่ วันรุ่งขึ้น ผมเข้าไปเยี่ยมท่านอีกครั้ง และนั่งสวดมนต์ภายในห้องด้วยอาการสงบนานกว่าหนึ่งชั่วโมง

ผู้ป่วยและญาติที่มาเยี่ยมภายในห้อง CCU เมื่อเห็นพระเข้ามาก็ตกใจอยู่พอสมควร แต่เมื่อทราบว่าพระรูปนั้นคือผม ก็เริ่มทักทายกันบ้าง ผมได้เข้าไปให้กำลังใจพลเอกสมศักดิ์ นักรบ ซึ่งเคยเป็นลูกน้องเก่าของคุณพ่อ ทำให้ครอบครัวมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง

ตอนเย็นวันนั้น ผม ปอ และพี่ดม ได้นั่งพูดคุยกันว่า อาการของคุณแม่หนักมากแล้ว และควรจะเตรียมตัวกันอย่างไรบ้าง คุณหมอแจ้งว่า ด้วยอาการที่เป็นอยู่ คุณแม่คงมีเวลาเหลืออีกไม่นาน ผมจึงถามปอว่า หากคุณแม่เสียชีวิต ผมจะต้องลาสิกขาเพื่อไปช่วยจัดงานศพหรือไม่ หรือปอและพี่ ๆ จะสามารถดำเนินการได้ ปอตอบว่า เขาสามารถช่วยดำเนินการจัดงานร่วมกับพี่ดมได้ เพื่อให้ผมได้บวชต่อไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ในคืนนั้น เจ้าคุณเทอด พระอาจารย์ธีร์ และพระใหม่แห่งคณะ ๗ ได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจผม ผมรู้สึกว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็มีกัลยาณมิตรที่ผมรักและศรัทธาคอยเมตตาและให้กำลังใจผมอยู่ตลอดเวลา

วันต่อ ๆ มา ผมใช้เวลาในการนั่งสวดมนต์และเจริญสมาธิภาวนาอยู่ภายในห้องกับคุณแม่ โดยในตอนเย็นของทุกวัน ผมจะเดินทางออกจากวัดมายังโรงพยาบาล และกลับไปจำวัดที่วัดสระเกศฯ

ภาพของคุณแม่ที่นอนอยู่บนเตียง โดยมีอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมากติดอยู่กับร่างกายเพื่อช่วยพยุงชีวิต คุณหมอและพยาบาลหมุนเวียนกันเข้ามาดูแล มีการปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาตามอาการ ทั้งการเพิ่มและลดยา ตลอดจนการให้เลือดและการรักษาในด้านต่าง ๆ

จากสิ่งที่คุณหมอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการรักษาเพื่อพยุงชีวิตคุณแม่ ทำให้ผมเห็นว่า ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายนั้นละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง การเพิ่มสิ่งหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออีกสิ่งหนึ่งตามมา ผมจึงนำสิ่งที่พบเห็นมาพิจารณาประกอบการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

สิ่งที่ผมพิจารณาได้คือ ร่างกายมนุษย์นั้นช่างน่าอัศจรรย์ มีระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ทำงานอย่างสมดุล จนทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เครื่องมือทางการแพทย์ที่ผมเห็น แม้จะทันสมัยและสามารถตรวจวัดสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ก็ไม่สามารถรักษาสมดุลของร่างกายมนุษย์ได้ทั้งหมด

ผมจึงเข้าใจว่า เหตุใดการทำร้ายร่างกายของตนเองหรือผู้อื่นจึงเป็นบาปหนัก

“ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทัง” ศีลข้อที่ ๑ คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์และตัดชีวิต

เมื่อร่างกายเป็นสิ่งประเสริฐ และการได้เกิดเป็นมนุษย์ในวัฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง หากเราเลือกทำร้ายร่างกาย ร่างกายที่ถูกทำลายย่อมหมดโอกาสที่จะใช้สร้างบุญกุศลในภพชาตินั้น เท่ากับว่าเราได้ทำลายสิ่งที่มีคุณค่า จึงเป็นการผิดศีลและก่อให้เกิดบาปกรรม

ผมพยายามนั่งสมาธิและกำหนดจิตไปยังคุณแม่ซึ่งนอนอยู่บนเตียง พยายามอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่มีความรู้สึกใดปรากฏขึ้นภายในจิตของผมเลย ผมได้แต่หวังว่า การบวชเป็นพระและการปฏิบัติภาวนาของผม จะช่วยให้ดวงจิตของคุณแม่มีพลังต่อสู้กับความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญอยู่

ในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๘ ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอวราภรณ์ แจ้งว่าสัญญาณชีพของคุณแม่เริ่มลดลง ผมจึงรีบเดินทางไปยังโรงพยาบาล เมื่อได้พูดคุยกับคุณหมอแล้ว ผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่มีการปั๊มหัวใจ

จากประสบการณ์ของผมก่อนที่คุณพ่อจะเสียชีวิต คุณพ่อได้รับการปั๊มหัวใจเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง การปั๊มหัวใจต้องใช้แรงกดลงไปบนร่างกายที่บอบช้ำ ผมจำได้ว่า ขณะนั้นผมรู้สึกสงสารคุณพ่อมาก ดังนั้น ครั้งนี้ผมจึงอยากให้คุณแม่จากไปอย่างสงบ

เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. หัวใจของคุณแม่เริ่มเต้นช้าลง และการหายใจเริ่มแผ่วลง ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธาตุทั้งสี่ที่ประกอบกันเป็นร่างกาย ได้แก่ ธาตุดิน คือ เนื้อและกระดูก ธาตุน้ำ คือ เลือด น้ำเหลือง และน้ำมันไขข้อ ธาตุลม คือ ลมหายใจ และธาตุไฟ คือ ความอบอุ่นภายในร่างกาย สิ่งเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของเราเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ในช่วงเวลาที่เราจากโลกนี้ไป ธาตุลมจะหมดไปก่อน คือหยุดหายใจเข้า ตามมาด้วยธาตุไฟ เมื่อร่างกายเริ่มเย็นลง ต่อมาธาตุน้ำในร่างกายจะเริ่มไหลออก ในกรณีที่ไม่ได้ฉีดสารเคมีเข้าไปในร่างกาย และสุดท้ายคือธาตุดิน เมื่อมีการฌาปนกิจศพ สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเถ้าถ่านและกระดูก ซึ่งจะกลับคืนสู่ธรรมชาติทั้งหมด นับเป็นการสิ้นสุดวงจรชีวิตทางกายภาพ หรือ “The Circle of Life” ในภพชาตินี้

ผมได้แผ่บุญกุศลไปยังดวงจิตของคุณแม่ เพื่อให้ท่านได้เดินทางไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น ผมเชื่อว่า ด้วยความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ย่อมทำให้พลังทางจิตของเราสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่ย่อมรับรู้ได้ถึงการปฏิบัติธรรมของลูก

เวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. หัวใจของคุณแม่ก็หยุดเต้น เสียงสัญญาณดังยาวเหมือนกับฉากที่เคยเห็นในภาพยนตร์ แต่ครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงตรงหน้าผม ผมและพี่ ๆ ที่มารอดูอาการได้เข้าไปกราบที่เท้าของคุณแม่ เพื่อกราบลาเป็นครั้งสุดท้าย

เนื่องจากคุณแม่เสียชีวิตในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เทศกาลปีใหม่ ผมจึงขอให้เริ่มจัดพิธีสวดพระอภิธรรมศพในวันที่ ๔ มกราคม เพื่อมิให้เป็นภาระและรบกวนช่วงเวลาหยุดปีใหม่ของผู้ที่มาช่วยจัดงาน

ตลอดช่วงพิธีสวดพระอภิธรรมศพ มีบุคคลจากหลากหลายวงการเดินทางมาร่วมงานในทุกวัน ในส่วนของพระสงฆ์ มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่จากวัดสระเกศฯ วัดเทพศิรินทร์ฯ วัดไตรมิตรฯ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก วัดมหาธาตุฯ วัดประยูรฯ และวัดพระศรีมหาธาตุฯ รวมทั้งพระสงฆ์อีกหลายสิบรูปจากวัดสระเกศฯ…..“

“…มีพี่ ๆ หลายท่านถามผมว่า “คุณแม่หมอมาเข้าฝันบ้างไหม”

คำตอบคือ ในช่วงที่ผมบวชอยู่ที่วัดสระเกศฯ มีอยู่วันหนึ่ง ตอนเช้ามืดผมได้ไปช่วยหลวงพี่โจและน้อง ๆ เด็กวัดถูพื้นโดยรอบพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่มาก น้อง ๆ เด็กวัดสอนให้ผมถูพื้นด้วยไม้ถูพื้นสองอันพร้อมกัน เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น นับเป็นการออกกำลังกายในยามเช้าที่ช่วยกระตุ้นให้หัวใจเต้นอยู่ในระดับโซน ๒–๓ ได้เป็นอย่างดี

นอกจากถูพื้นแล้ว ผมยังช่วยเช็ดฝุ่นบริเวณฐานพระประธาน ทำความสะอาดกรอบหน้าต่าง และบริเวณต่าง ๆ ภายในพระอุโบสถ เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว ผมได้นั่งสวดมนต์และขอพรจากพระประธานในพระอุโบสถ ก่อนออกบิณฑบาตพร้อมกับพระพี่เลี้ยง คือ หลวงพี่ไข่เจียว

คืนนั้น ก่อนเข้านอน ผมได้สวดมนต์และนั่งสมาธิร่วมกับพระอาจารย์ธีร์และเพื่อนพระสงฆ์ จนถึงเวลา ๒๓.๐๐ น.

ในช่วงใกล้รุ่งสางของวันรุ่งขึ้น ผมฝันเห็นคุณแม่หมอสวมชุดขาวและห่มสไบสีขาว ยืนถือผ้าขาวที่พับไว้คล้ายจีวร พร้อมรอยยิ้มอยู่บริเวณหน้าพระอุโบสถ เป็นภาพนิมิตที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขและสงบอย่างยิ่ง

ผมคิดว่า ปริศนาจากความฝันครั้งนั้น อาจหมายถึงคุณแม่หมอชอบใจที่ผมตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าไปช่วยงานของวัด หลังจากนั้นผมจึงตื่นไปช่วยงานอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งลาสิกขา

นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน คุณแม่หมอก็ไม่เคยมาปรากฏให้ผมเห็นในความฝันอีกเลย…”

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น. เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัด...
24/08/2026

วันอาทิตย์ที่ ๒๓ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เวลา ๑๖.๐๐ น.

เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ จำนวน ๖๐ รูป ร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงศพ แพทย์หญิง คุณหญิงสุมนา หนุนภักดี ท.จ.,ป.ช.,ป.ม. (มารดาของพลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี) ณ เมรุ ๑ ฌาปนสถานกองทัพอากาศ วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ครอบครัวหนุนภักดีมีความคุ้นเคยกับวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร มาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ครั้งเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร ป.ธ. ๙) อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และอดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจยังต่างประเทศ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ตามคำอาราธนาของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้น

ต่อมา พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี ได้นำบุตรชาย คือ พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี เข้ามาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพำนักปฏิบัติธรรม ณ คณะ ๗ วัดสระเกศ

และความคุ้นเคยยังสืบเนื่องต่อมาจนถึงเจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ในปัจจุบัน

ภายหลังเมื่อพลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี เกษียณอายุราชการแล้ว ก็ได้กลับมาอุปสมบท ณ วัดสระเกศ อีกครั้ง โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และเข้าพำนักปฏิบัติธรรม ณ คณะ ๗ วัดสระเกศ ดังเดิม

พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี เขียนเล่าถึงความคุ้นเคยกับวัดสระเกศเอาไว้ในหนังสืออนุสรณ์พิธีพระราชทานเพลิงศพ แพทย์หญิง คุณหญิงสุมนา หนุนภักดี ว่า

”…ผมเองมีกำหนดการบวชในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๘ จึงนำผ้าไตรจีวร บาตรพระ เข้าไปกราบท่านก่อนวันบวช บอกให้ท่านอธิษฐานขอความเป็นสิริมงคล และร่วมอนุโมทนาในการบวชครั้งนี้ด้วย หลังจากเจอคุณแม่ในวันนั้นแล้ว ผมตั้งจิตอธิษฐานอุทิศบุญกุศลในการบวช และตั้งเจตนารมณ์ในการบวช ดังนี้
๑. บวชเพื่อตอบแทนพระคุณของบิดามารดา องค์พระมหากษัตริย์ ครูบาอาจารย์
๒. บวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้นักรบกล้าทุกนายและประชาชนทุกคนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การรบในพื้นที่กองทัพภาคที่ ๒
๓. บวชเพื่อทบทวนสิ่งที่กระทำมาและบุคคลที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิต
๔. บวชเพื่อค้นหาปัญญาในการดำรงตนในช่วงปัจฉิมวัย

ในวันบวช (ครั้งนี้บวชพร้อมกัน ๕ รูป พี่อุ๊ย ม้อค หมึก อาร์ม และผม) ผมนึกถึงการบวชครั้งที่แล้ว (ปี ๒๕๕๑) ผมบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเป็นเวลา ๑๐ วัน ตอนนั้นในหลวง ร.๙ ทรงประชวร ในครั้งนั้นคุณพ่อคุณแม่มาร่วมงานบวช และผมได้มีโอกาสกราบที่เท้าของท่านทั้งสอง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ลูกผู้ชายทุกคนพึงกระทำ เพื่อแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี ในการบวชครั้งนี้ ถึงแม้คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้มาในงาน แต่ผมได้เชิญพี่หนุ่ย (พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) พร้อมพี่ติ๋ว และพี่ต๊อก (พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา) พร้อมพี่ม่วย มาร่วมงาน และผมได้กราบเท้าท่านก่อนรับมอบผ้าไตรจีวร พี่ทั้งสองเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของผมในปัจจุบัน เพราะเป็นนายทหารที่ทำงานใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่ผมมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก พอผมบวชเป็นพระได้ ๔ วัน ผมได้เดินทางไปจาริกแสวงบุญที่ประเทศเนปาลและประเทศอินเดีย ทุกจุดที่เดินทางไป ผมจะอุทิศบุญกุศลให้คุณพ่อคุณแม่เสมอ โดยเฉพาะตอนอยู่ที่เมืองพุทธคยา ผมได้ปฏิบัติใต้ต้นศรีมหาโพธิ์เป็นเวลาต่อเนื่องกัน ๔ คืน จึงได้เข้าถึงสมาธิที่ลึกและยาวนานกว่าที่ผ่านมา ผมเชื่อว่าที่นั่นมีพลังที่ดีจากการตรัสรู้บรรลุธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และการปฏิบัติบูชาของพระสงฆ์ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทุกเชื้อชาติ ที่ได้บำเพ็ญบารมีตลอดมา จนล่วงมาเกือบ ๒,๖๐๐ ปี

หลังจากเดินทางกลับจากประเทศอินเดีย ผมได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมในพื้นที่ภาคอีสาน เริ่มจากวัดศรีธาตุ จังหวัดยโสธร วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย และวัดป่านาคนิมิต จังหวัดสกลนคร

วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๘ คุณหมอวราภรณ์ได้โทรศัพท์มาหาผม แจ้งว่าอาการของคุณแม่ไม่ค่อยดีนัก และขอให้ผมรีบเดินทางกลับมา ผมจึงเดินทางกลับโดยเครื่องบินในเย็นวันนั้น เมื่อมาถึง ผมได้เข้าไปเยี่ยมคุณแม่ทันทีในคืนนั้น คุณหมอกรุณาจัดห้องให้ผมได้จำวัดภายในโรงพยาบาล

คืนนั้นผมสวดมนต์และนั่งสมาธิสลับกันไป เพื่อพยายามส่งบุญกุศลที่ได้จากการปฏิบัติธรรมไปยังดวงจิตของคุณแม่ วันรุ่งขึ้น ผมเข้าไปเยี่ยมท่านอีกครั้ง และนั่งสวดมนต์ภายในห้องด้วยอาการสงบนานกว่าหนึ่งชั่วโมง

ผู้ป่วยและญาติที่มาเยี่ยมภายในห้อง CCU เมื่อเห็นพระเข้ามาก็ตกใจอยู่พอสมควร แต่เมื่อทราบว่าพระรูปนั้นคือผม ก็เริ่มทักทายกันบ้าง ผมได้เข้าไปให้กำลังใจพลเอกสมศักดิ์ นักรบ ซึ่งเคยเป็นลูกน้องเก่าของคุณพ่อ ทำให้ครอบครัวมีรอยยิ้มขึ้นมาบ้าง

ตอนเย็นวันนั้น ผม ปอ และพี่ดม ได้นั่งพูดคุยกันว่า อาการของคุณแม่หนักมากแล้ว และควรจะเตรียมตัวกันอย่างไรบ้าง คุณหมอแจ้งว่า ด้วยอาการที่เป็นอยู่ คุณแม่คงมีเวลาเหลืออีกไม่นาน ผมจึงถามปอว่า หากคุณแม่เสียชีวิต ผมจะต้องลาสิกขาเพื่อไปช่วยจัดงานศพหรือไม่ หรือปอและพี่ ๆ จะสามารถดำเนินการได้ ปอตอบว่า เขาสามารถช่วยดำเนินการจัดงานร่วมกับพี่ดมได้ เพื่อให้ผมได้บวชต่อไปตามเป้าหมายที่วางไว้

ในคืนนั้น เจ้าคุณเทอด พระอาจารย์ธีร์ และพระใหม่แห่งคณะ ๗ ได้เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจผม ผมรู้สึกว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็มีกัลยาณมิตรที่ผมรักและศรัทธาคอยเมตตาและให้กำลังใจผมอยู่ตลอดเวลา

วันต่อ ๆ มา ผมใช้เวลาในการนั่งสวดมนต์และเจริญสมาธิภาวนาอยู่ภายในห้องกับคุณแม่ โดยในตอนเย็นของทุกวัน ผมจะเดินทางออกจากวัดมายังโรงพยาบาล และกลับไปจำวัดที่วัดสระเกศฯ

ภาพของคุณแม่ที่นอนอยู่บนเตียง โดยมีอุปกรณ์ทางการแพทย์จำนวนมากติดอยู่กับร่างกายเพื่อช่วยพยุงชีวิต คุณหมอและพยาบาลหมุนเวียนกันเข้ามาดูแล มีการปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาตามอาการ ทั้งการเพิ่มและลดยา ตลอดจนการให้เลือดและการรักษาในด้านต่าง ๆ

จากสิ่งที่คุณหมอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการรักษาเพื่อพยุงชีวิตคุณแม่ ทำให้ผมเห็นว่า ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายนั้นละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง การเพิ่มสิ่งหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออีกสิ่งหนึ่งตามมา ผมจึงนำสิ่งที่พบเห็นมาพิจารณาประกอบการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน

สิ่งที่ผมพิจารณาได้คือ ร่างกายมนุษย์นั้นช่างน่าอัศจรรย์ มีระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ทำงานอย่างสมดุล จนทำให้เราสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เครื่องมือทางการแพทย์ที่ผมเห็น แม้จะทันสมัยและสามารถตรวจวัดสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย แต่ก็ไม่สามารถรักษาสมดุลของร่างกายมนุษย์ได้ทั้งหมด

ผมจึงเข้าใจว่า เหตุใดการทำร้ายร่างกายของตนเองหรือผู้อื่นจึงเป็นบาปหนัก

“ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทัง” ศีลข้อที่ ๑ คือ การละเว้นจากการฆ่าสัตว์และตัดชีวิต

เมื่อร่างกายเป็นสิ่งประเสริฐ และการได้เกิดเป็นมนุษย์ในวัฏสงสารนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง หากเราเลือกทำร้ายร่างกาย ร่างกายที่ถูกทำลายย่อมหมดโอกาสที่จะใช้สร้างบุญกุศลในภพชาตินั้น เท่ากับว่าเราได้ทำลายสิ่งที่มีคุณค่า จึงเป็นการผิดศีลและก่อให้เกิดบาปกรรม

ผมพยายามนั่งสมาธิและกำหนดจิตไปยังคุณแม่ซึ่งนอนอยู่บนเตียง พยายามอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่มีความรู้สึกใดปรากฏขึ้นภายในจิตของผมเลย ผมได้แต่หวังว่า การบวชเป็นพระและการปฏิบัติภาวนาของผม จะช่วยให้ดวงจิตของคุณแม่มีพลังต่อสู้กับความเจ็บป่วยที่กำลังเผชิญอยู่

ในช่วงบ่ายของวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๖๘ ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณหมอวราภรณ์ แจ้งว่าสัญญาณชีพของคุณแม่เริ่มลดลง ผมจึงรีบเดินทางไปยังโรงพยาบาล เมื่อได้พูดคุยกับคุณหมอแล้ว ผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่มีการปั๊มหัวใจ

จากประสบการณ์ของผมก่อนที่คุณพ่อจะเสียชีวิต คุณพ่อได้รับการปั๊มหัวใจเป็นเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง การปั๊มหัวใจต้องใช้แรงกดลงไปบนร่างกายที่บอบช้ำ ผมจำได้ว่า ขณะนั้นผมรู้สึกสงสารคุณพ่อมาก ดังนั้น ครั้งนี้ผมจึงอยากให้คุณแม่จากไปอย่างสงบ

เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. หัวใจของคุณแม่เริ่มเต้นช้าลง และการหายใจเริ่มแผ่วลง ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับธาตุทั้งสี่ที่ประกอบกันเป็นร่างกาย ได้แก่ ธาตุดิน คือ เนื้อและกระดูก ธาตุน้ำ คือ เลือด น้ำเหลือง และน้ำมันไขข้อ ธาตุลม คือ ลมหายใจ และธาตุไฟ คือ ความอบอุ่นภายในร่างกาย สิ่งเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของเราเพียงชั่วคราวเท่านั้น

ในช่วงเวลาที่เราจากโลกนี้ไป ธาตุลมจะหมดไปก่อน คือหยุดหายใจเข้า ตามมาด้วยธาตุไฟ เมื่อร่างกายเริ่มเย็นลง ต่อมาธาตุน้ำในร่างกายจะเริ่มไหลออก ในกรณีที่ไม่ได้ฉีดสารเคมีเข้าไปในร่างกาย และสุดท้ายคือธาตุดิน เมื่อมีการฌาปนกิจศพ สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงเถ้าถ่านและกระดูก ซึ่งจะกลับคืนสู่ธรรมชาติทั้งหมด นับเป็นการสิ้นสุดวงจรชีวิตทางกายภาพ หรือ “The Circle of Life” ในภพชาตินี้

ผมได้แผ่บุญกุศลไปยังดวงจิตของคุณแม่ เพื่อให้ท่านได้เดินทางไปสู่ภพภูมิที่สูงขึ้น ผมเชื่อว่า ด้วยความผูกพันระหว่างแม่กับลูก ย่อมทำให้พลังทางจิตของเราสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ เพราะฉะนั้น คุณแม่ย่อมรับรู้ได้ถึงการปฏิบัติธรรมของลูก

เวลาประมาณ ๐๑.๐๐ น. หัวใจของคุณแม่ก็หยุดเต้น เสียงสัญญาณดังยาวเหมือนกับฉากที่เคยเห็นในภาพยนตร์ แต่ครั้งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงตรงหน้าผม ผมและพี่ ๆ ที่มารอดูอาการได้เข้าไปกราบที่เท้าของคุณแม่ เพื่อกราบลาเป็นครั้งสุดท้าย

เนื่องจากคุณแม่เสียชีวิตในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เทศกาลปีใหม่ ผมจึงขอให้เริ่มจัดพิธีสวดพระอภิธรรมศพในวันที่ ๔ มกราคม เพื่อมิให้เป็นภาระและรบกวนช่วงเวลาหยุดปีใหม่ของผู้ที่มาช่วยจัดงาน

ตลอดช่วงพิธีสวดพระอภิธรรมศพ มีบุคคลจากหลากหลายวงการเดินทางมาร่วมงานในทุกวัน ในส่วนของพระสงฆ์ มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่จากวัดสระเกศฯ วัดเทพศิรินทร์ฯ วัดไตรมิตรฯ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก วัดมหาธาตุฯ วัดประยูรฯ และวัดพระศรีมหาธาตุฯ รวมทั้งพระสงฆ์อีกหลายสิบรูปจากวัดสระเกศฯ…..“

“…มีพี่ ๆ หลายท่านถามผมว่า “คุณแม่หมอมาเข้าฝันบ้างไหม”

คำตอบคือ ในช่วงที่ผมบวชอยู่ที่วัดสระเกศฯ มีอยู่วันหนึ่ง ตอนเช้ามืดผมได้ไปช่วยหลวงพี่โจและน้อง ๆ เด็กวัดถูพื้นโดยรอบพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่มาก น้อง ๆ เด็กวัดสอนให้ผมถูพื้นด้วยไม้ถูพื้นสองอันพร้อมกัน เพื่อให้งานเสร็จเร็วขึ้น นับเป็นการออกกำลังกายในยามเช้าที่ช่วยกระตุ้นให้หัวใจเต้นอยู่ในระดับโซน ๒–๓ ได้เป็นอย่างดี

นอกจากถูพื้นแล้ว ผมยังช่วยเช็ดฝุ่นบริเวณฐานพระประธาน ทำความสะอาดกรอบหน้าต่าง และบริเวณต่าง ๆ ภายในพระอุโบสถ เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้ว ผมได้นั่งสวดมนต์และขอพรจากพระประธานในพระอุโบสถ ก่อนออกบิณฑบาตพร้อมกับพระพี่เลี้ยง คือ หลวงพี่ไข่เจียว

คืนนั้น ก่อนเข้านอน ผมได้สวดมนต์และนั่งสมาธิร่วมกับพระอาจารย์ธีร์และเพื่อนพระสงฆ์ จนถึงเวลา ๒๓.๐๐ น.

ในช่วงใกล้รุ่งสางของวันรุ่งขึ้น ผมฝันเห็นคุณแม่หมอสวมชุดขาวและห่มสไบสีขาว ยืนถือผ้าขาวที่พับไว้คล้ายจีวร พร้อมรอยยิ้มอยู่บริเวณหน้าพระอุโบสถ เป็นภาพนิมิตที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขและสงบอย่างยิ่ง

ผมคิดว่า ปริศนาจากความฝันครั้งนั้น อาจหมายถึงคุณแม่หมอชอบใจที่ผมตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าไปช่วยงานของวัด หลังจากนั้นผมจึงตื่นไปช่วยงานอยู่เรื่อย ๆ จนกระทั่งลาสิกขา

นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน คุณแม่หมอก็ไม่เคยมาปรากฏให้ผมเห็นในความฝันอีกเลย…”

วันเสาร์ ที่  ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมาพลตำรวจตรีสุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยภริยา และเจ้าหน้...
24/08/2026

วันเสาร์ ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา
พลตำรวจตรีสุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วยภริยา และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลาง ได้เข้ากราบ เจ้าประคุณสมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เพื่อถวาย เทียนพรรษา เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา และกราบถวายมุทิตา เนื่องในโอกาส ที่เจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ “สมเด็จพระวชิรสิทธาจารย์”

จากนั้น พลตำรวจตรีสุวัฒน์ แสงนุ่ม พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการสอบสวนกลาง ได้ขึ้นไปกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ บนองค์พระเจดีย์ บรมบรรพตภูเขาทอง

ที่อยู่

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
Bangkok
10100

เวลาทำการ

จันทร์ 07:00 - 19:00
อังคาร 07:00 - 19:00
พุธ 07:00 - 19:00
พฤหัสบดี 07:00 - 19:00
ศุกร์ 07:00 - 19:00
เสาร์ 07:00 - 19:00
อาทิตย์ 07:00 - 19:00

เบอร์โทรศัพท์

+66623465632

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดสระเกศราชวรมหาวิหารผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร:

ทางลัด

แชร์

ประเภท