พระสุนทรีวาณี Phra Sunthareevani

พระสุนทรีวาณี  Phra Sunthareevani ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก พระสุนทรีวาณี Phra Sunthareevani, พุทธสถาน, Bangkok.

15/09/2020
 #พระสุนทรีวาณี (ปัญญา บารมี โชคลาภ)
21/06/2020

#พระสุนทรีวาณี (ปัญญา บารมี โชคลาภ)

ประวัติพระสุนทรีวาณี พร้อมคาถาบูชาโดย  พระเทพปฏิภาณวาที  (เจ้าคุณพิพิธ)ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม  เจ้าคณะเขตดุส...
21/06/2020

ประวัติ
พระสุนทรีวาณี พร้อมคาถาบูชา
โดย พระเทพปฏิภาณวาที (เจ้าคุณพิพิธ)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะเขตดุสิต
วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร
ณ บัดนี้ จักแสดงเรื่อง “พระคาถาสุนทรีวาณี” เป็น ๒ ภาค คือ ๑. ภาควิชาการ ๒. ภาคตำนานอันเป็นการสืบค้นและเป็นเรื่องเล่าที่ได้สดับมาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อท่านผู้ใคร่ศึกษาเรียนรู้ ทั้งยังจะเป็นความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้เจริญพระคาถาและบูชาพระสุนทรีวาณี

ภาควิชาการ

พระสุนทรีวาณี แต่เดิมนั้นเป็นภาพพระสุนทรีวาณี (นางฟ้า) สถิตอยู่บนดอกบัว สมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศนเทพวราราม ทรงคิดแบบขึ้นจากพระสูตรสัททาวิเสส แล้วทรงให้ท่านหมื่นศิริธัชสังกาศ เจ้ากรม (แดง) จัดการเขียนขึ้นเอาไว้ในพระตำหนักของสมเด็จฯ ปรากฏว่าเป็นที่สนพระทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องภาพสุนทรีวาณีนี้ พระราชทานสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ครั้นกาลต่อมาภายหลังพระองค์ได้ทรงเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พิมพ์พระราชวิจารณ์พระสุนทรีวาณีนี้ พระราชทานในงานพระราชทานกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๑

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์ภาพสุนทรีวาณี พระราชทานแด่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ที่ได้ทูลถามสาเหตุให้ทรงพระราชวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องลัทธิมหายาน กับหินยาน เป็นรูปดอกบัวขึ้นจากน้ำ ดอกกลางเป็นดอกบัวบาน มีรูปนางฟ้านั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น หัตถ์ซ้ายพาดตักอย่างพระมารวิชัย ในอุ้งหัตถ์มีดวงแก้ว หัตถ์ขวาทำอาการกวักดุจพระคันธารราษฎร์ ดอกริมเป็นดอกบัวโรย เบื้องขวามีรูปบุรุษ เบื้องซ้ายมีรูปสตรีนั่งพับเพียบประนมมืออยู่บนนั้น เบื้องบนมีรูปเทวดาถือเครื่องสักการะดั้นเมฆสองแถวซ้อนกัน เบื้องล่างมีรูปนาคกับสัตว์ต่างๆ ตีความไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่มีท่วงทีคล้ายพระทางลัทธิมหายาน ซึ่งทำเป็นดอกบัวขึ้นจากน้ำ มีพระพุทธรูปนั่งบนนั้น องค์เดียวบ้าง สามองค์บ้าง ห้าองค์บ้าง จึงมีพระราชทานไปสอบถามกรมพระสมมตอมรพันธุ์ แล้วพระราชทาน พระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ไม่ทราบลัทธิทางมหายาน มีใจใคร่จะทราบจึงเขียนหนังสือกราบทูลถามเท้าถึงความคาดคะเนตามที่สังเกตเห็นมาบ้าง จึงทรงมีพระราชวิจารณ์พระราชทาน

ส่วนทางที่พระสมมตอมรพันธุ์ไปสืบนั้น ได้ความว่า เป็นแบบที่สมเด็จพระวันรัต (แดง) คิดออกมาจากคาถาบทหนึ่ง ซึ่งมาในหนังสือ สัททาวิเสส ให้เขียนกรอบไว้ ท่านเรียกว่า “รูปสุนทรีวาณี” กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้นำรูปแผ่นต้นนั้นมาถวายทอดพระเนตร รูปนั้นเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอันมากจนถึงพระราชดำริจะทำประกอบกับแผ่นศิลาจารึกประดิษฐานไว้ที่วัดเบญจมบพิตร ดูประหนึ่งทรงพระราชดำริให้เป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระวันรัต ด้วย

สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อธิบายว่า “รูปสุนทรีวาณี” นั้น หมายถึง พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ตามที่มาในพระคาถานี้ เป็นหลัก

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง ฯ



วาณี หมายถึงนางฟ้า คือพระไตรปิฎก

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

มีรูปอันงดงาม เกิดแต่ท้องแห่งดอกบัว คือพระโอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย

ปาณีนัง สะระณัง เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีความปรารถนาทั้งหลาย

มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดี

สมเด็จพระวันรัต (แดง) กล่าวว่า อาจารย์ของท่านทางคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ สอนให้บริกรรมคาถานี้ ก่อนจะเริ่มเรียนพระปริยัติ และเข้าที่ภาวนาทุกคราวไป ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมีสมเด็จพระสังฆราช (วัดราชสิทธาราม) เป็นต้น ล้วนนับถือคาถานี้อยู่ทั่วกัน จนกระทั่งอาราธนากัมมัฏฐานก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอาคาถานี้อยู่ทั่วไป จนถึงอาราธนาก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอามาผูกเป็นรูปปรุงเปรียบเข้าอีกหลายอย่าง หัตถ์ขวาแห่งสุนทรีวาณี ซึ่งทำเพียงดังอาการกวักนั้นเพื่อจะให้ได้กับคำว่า “เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก” ซึ่งถือเอาความหมายว่า เรียกให้มาดูดวงแก้วในหัตถ์ซ้าย เปรียบเป็นอมตะ รูปบุรุษเบื้องขวานั้น เปรียบเป็นภิกษุสงฆ์สาวก รูปสตรีเบื้องซ้ายนั้นเป็นพระภิกษุณีสงฆ์สาวิกา เทวดาแถวล่างนั้นหมายถึงเทวโลก พรหมแถวบน หมายถึงพรหมโลก ต่างมาทำสักการบูชา น่านน้ำภายใต้นั้นเปรียบด้วยสังสารวัฏ นาค และสัตว์น้ำ เปรียบเป็นพุทธบริษัท ท่านหมื่นศิริธัชสังกาศเจ้ากรม (แดง) มาเขียนแล้วเข้ากรอบลับแลตั้งไว้บูชา ภายหลังได้ทำเป็นรูปหล่อขึ้นด้วย

ในสมัยต่อมาสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม หล่อพระกริ่ง ท่านเจ้าคุณมงคลราชมุนี ผู้เป็นศิษย์ ก็ได้สร้างพระสุนทรีวาณีขึ้นด้วยโลหะชนวนที่เหลือจากการหล่อพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นรูปลอยนูนออกมางดงามมากทำเป็นแบบเหรียญ มีรูปทั้งหมดทรงกลีบบัว ด้านหลังมีอักษร ม.ค. ๑ อีกทั้งให้บรรดาเยาวชน และนิสิตนักศึกษาทั้งหลาย ผู้เริ่มแรกจะเข้าศึกษา ให้ภาวนาคาถาดังกล่าวนี้ก่อน จะเป็นผู้เจริญด้วยการศึกษาเป็นอย่างดี

อนึ่ง พระสุนทรีวาณี เป็นพระที่ทรงไว้ด้วยความเมตตาอย่างสูง เป็นพระที่เป็นสิริมงคลมหาลาภต่างๆ จึงเหมาะแก่ห้างร้าน บริษัท และร้านค้าทั่วไปจะมีไว้บูชาเพื่อเจริญด้วยลาภ ยศ ความสุข สรรเสริญ ตลอดจนการเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของตน

ภาคตำนานเล่าขาน

อันที่จริงที่กล่าวว่าสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ วัดสุทัศนเทพวราราม (พ.ศ.๒๔๒๐- ๒๔๔๓) ท่านถอดคาถานี้เป็นองค์เทพนารีนั้น ยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วท่านเจริญพระคาถานี้ดังกล่าวข้างต้นจนกระทั่งวันหนึ่งท่านนิมิตในฝัน ครั้นตื่นจำวัดแล้วจึงเชิญจิตรกรหลวงมาเขียนภาพนี้ ดังความหมายข้างต้นในภาควิชาการและชะรอยว่าจิตรกรผู้จำลองเขียนความฝันของท่านจะเป็นจิตกรซึ่งมีเชื้อสายจีนที่เขียนภาพจิตรกรรมปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ พระรูปแห่งพระสุนทรีวาณีจึงออกมาในลักษณะแบบกึ่งจีน-กึ่งไทย สังเกตได้จากเครื่องสักการะที่เทวาและพระพรหมบูชาโดยถือโคมจีนอันสื่อว่าเป็นเครื่องบูชาชั้นสูงของจีน

ในบันทึกหอสมุดแห่งชาติ ข้าพเจ้าได้รับมาจากการถ่ายไมโครฟิล์ม เล่าเอาไว้ว่า คราวครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรียังต่างประเทศ (ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าประเทศใด เพราะเอกสารกร่อนสลายไปแล้ว จึงควรที่จะสืบสวนค้นคว้ากันมาประดับความรู้) ด้วยความที่พระองค์มีพระราชศรัทธาในสมเด็จพระวันรัต (แดง) อย่างยิ่งทั้งโดยศีลาจารวัตร ความเชี่ยวชาญในด้านศาสนา ความสามารถในการบริหารการศึกษา และความเชี่ยวชาญเรื่องการบูรณะพระอาราม จนถึงวางพระราชหฤทัยให้ดูแลงานช่างในการที่ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จึงเสด็จไปกราบสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วออกพระโอษฐ์ ว่า... “โยมจะไปเจริญสัมพันธไมตรีต่างประเทศ มิเช่นนั้นชาวต่างชาติจะล่าอาณานิคม โยมมีความกังวลใจ ๒ เรื่อง คือ การฝ่าอันตรายในการเดินทาง และเกรงว่าการเจริญสัมพันธไมตรีจักไม่สำเร็จ พระคุณท่านมีอะไรให้โยมติดตัวไปบ้าง” (ขอวิจารณ์เพิ่มเล็กน้อยว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง คงได้ศึกษาเรื่องเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ใช้อาคมแสดง

ฤทธิ์จนฝรั่งเศสใช้อาวุธยิงแทงแล้วไม่เป็นอันตราย ฝรั่งเศสจึงยอมเจริญสัมพันธไมตรีด้วย เรื่องนี้ควรศึกษาบันทึกพงศาวดารเอง ข้าพเจ้าเป็นเพียงจำได้คร่าวๆ)

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสอย่างนี้แล้ว สมเด็จพระวันรัต (แดง) เข้ากุฏิแล้วเขียนพระคาถาสุนทรีวาณีถวาย ทั้งได้ถวายพระพรว่า “ถ้ามหาบพิตรเกิดความกังวลพระทัยในสองประการ ขอจงจำเริญบริกรรมคาถาด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ก็จะเกิดองค์ฌาน สมาบัติ พระราชกิจจะสำเร็จดังพระราชหฤทัย”

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับสยามประเทศ ได้เสด็จไปนมัสการสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วตรัสเล่าว่า “พระคาถาสุนทรีวาณีนี้ศักดิ์สิทธิ์ โยมบริกรรม เวลาเหยียบเรือรบฝรั่งขนาดใหญ่ ก็บริกรรม พอเท้าแตะเรือรบ เกิดสะเทือนยาบยวบทั้งลำเรือ พวกฝรั่งตกใจมาก ต่อมาฝรั่งเอาม้าเทศมาให้ขี่ รู้ทีเดียวว่าม้ากับคนไม่คุ้นกันก็จะพยศและสะบัด ฝรั่งจะทำให้อับอายขายหน้า โยมจึงขอหญ้าหนึ่งกำมือ บริกรรมคาถาแล้วให้ม้ากิน ม้ามันเชื่อง บังคับง่าย เป็นที่อัศจรรย์ใจของฝรั่ง (ม้าตัวนั้นก็คือม้าตัวที่ทรงที่บรมราชานุสาวรีย์ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมนี้เอง จึงเป็นม้าที่ยืนด้วยความเชื่อง มิใช่เลียนอนุสาวรีย์แบบฝรั่งสร้างทั่วไป)

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสแล้ว จึงถามประวัติพระคาถา สมเด็จพระวันรัต (แดง) ถวายพระพรเล่าที่มาแล้ว จึงอัญเชิญเสด็จเข้าในกุฏิให้ทอดพระเนตรภาพจิตรกรรมพระสุนทรีวาณี พระพุทธเจ้าหลวงทรงเลื่อมใสยิ่ง จึงออกพระโอษฐ์ยืมไปบูชาเป็นเวลา ๕ ปี กาลต่อมาเมื่อสมเด็จพระวันรัต (แดง) อาพาธใกล้มรณภาพ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมอาการที่วัดโพธินิมิตสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้ถวายพระพรขอคืนภาพพระสุนทรีวาณีแก่วัด ซึ่งก็ได้โปรดฯให้อัญเชิญคืนวัด

พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของพระสุนทรีวาณี เมื่อทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร จึงให้ออกแบบพระสุนทรีวาณี เพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อให้ครูอาจารย์นักเรียนได้บริกรรมคาถานี้ ซึ่งสามารถสืบค้นได้จากประวัติวัดเบญจมฯ และประวัติโรงเรียน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ทราบว่าท่านผู้บริหารจะให้ความสำคัญหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบนั้นถอดจากจิตรกรรมมาเป็นประติมากรรม ซึ่งข้าพเจ้าเสียดายยิ่งนักที่ไม่มีผู้ใดถอดสร้างรูปเหมือนและเหรียญเพื่อแจกครูอาจารย์ และนักเรียนให้บริกรรม กราบไหว้และห้อยคอ

ข้าพเจ้ามาพบความอัศจรรย์แห่งพระคาถานี้ตอนเมื่ออายุ ๒๗-๒๘ ปี ซึ่งมีความอัศจรรย์มากมายและตั้งใจว่าจะเล่าบันทึกเก็บไว้เป็นตำนาน แต่จะขอบอกเล่าเพิ่มเติมจากประวัติข้างต้นว่า เฉพาะพระสงฆ์ที่บริกรรมพระคาถานี้ในยุครัตนโกสินทร์ คือสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เสกข้าวให้ไก่ป่ากินไก่ป่ายังเชื่อง สมเด็จพระวันรัต (แดง) สมเด็จพระสังฆราช (แพ) สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศฯ พระวิสุทธาธิบดี (ไสว) วัดไตรมิตรวิทยาราม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดไร่ขิง ท่านเขียนจิตรกรรมไว้ที่วัดไร่ขิงด้วย พระเทพสุวรรณโมลี (สอิ้ง) เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี รูปปัจจุบัน

ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปที่จังหวัดสงขลา ไปพบวัดหนึ่งอดีตเจ้าอาวาสชื่อหลวงพ่อทอง (ตอนนั้นท่านมรณภาพแล้ว) ท่านเขียนปั้นพระสุนทรีวาณีไว้ที่หน้าบันอุโบสถ ข้าพเจ้าจึงไม่สงสัยว่าทำไมท่านจึงขลัง

หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี ท่านเล่าเป็นบันทึกของวัดว่า ท่านบริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี เสกพระปิดตาของท่าน อีกทั้งหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ท่านก็เสกพระปิดตาและวัตถุมงคลของท่านด้วยพระคาถาสุนทรีวาณี

พระคณาจารย์สายวัดสุทัศน์ฯ เมื่อจะเข้าสู่การบริกรรมเสกวัตถุมงคลและลงอักขระ เลขยันต์ ก็บริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี ทุกรูปไป

เรื่องการสร้างพระสุนทรีวาณีในรูปแบบต่างๆ เช่น พระบูชาครอบน้ำพระพุทธมนต์ (ขันน้ำมนต์) ก็มักจะหล่อพระสุนทรีวาณีประดิษฐานยอดครบน้ำมนต์ จวบจนถึงท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์สังวรคุณ (เจ้าคุณถนอม) ซึ่งเป็นศิษย์สืบสายตรงจากเจ้าคุณพระศรีสัจจญาณเถระ (เจ้าคุณประหยัด) เจ้าคุณประหยัดเป็นศิษย์สายตรงสมเด็จพระสังฆราช (แพ) รุ่นน้องของเจ้าคุณพระมงคลราชมุนี (เจ้าคุณศรีฯ สนธิ์) ที่หน้าบันพระวิหารวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) สะพานพุทธก็มีรูปปั้นพระสุนทรีวาณี

ข้าพเจ้าเมื่อได้รับพระคาถานี้บริกรรมจึงพบความอัศจรรย์ว่า “ผู้ใดปัญญาดี จะสามารถเรียนวิชาทุกประการ และจำได้แม่นยำ ผู้ใดปัญญาไม่ดีนัก บริกรรมแล้วจะเป็นวาสนามหานิยม” ข้าพเจ้าซึ่งนำมาเป็นต้นบทพระกัมมัฏฐานให้ญาติโยมวัดสุทัศน์ และนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชาลัยได้บริกรรมก่อนเข้ากัมมัฏฐาน

เรื่องการพิมพ์ภาพพระสุนทรีวาณี เพื่อแจกในบทต้นนั้นเนื่องจากคงเกรงไปว่ารูปพระสุนทรีวาณีตามแบบเดิม มีภูษาพัสตราภรณ์น้อยไป พิมพ์ครั้งที่ ๒ จึงเพิ่มภูษาพัสตราภรณ์ลงไป แต่พระพักตร์ออกจะดูดุๆ อยู่บ้าง

ข้าพเจ้าได้มอบหมายให้พระครูธรรมธร (สุภาพ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพระเลขานุการดำเนินการพิจารณาแบบ ปั้นหล่อขนาดเกือบเท่าตัวคนและขอให้มีรูปพัสตราภรณ์ เพื่อจะได้ประดับเพชรพลอย ยุคแรกสร้าง ๙ องค์ ยุคที่ ๒ อีก ๙ องค์ อัญเชิญไว้วัดสุทัศน์ฯ ๒ องค์ วัดบ้านเกิดข้าพเจ้า ที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๓ องค์ วัดพรหมสุวรรณฯ อำเภอตาพระยา ๑ องค์ และทางภาคใต้ รวมทั้งถวายวัดไร่ขิง ๑ องค์ ส่วน ๙ องค์ ที่สร้างใหม่นี้ได้ขอให้ประชาชนเขียนแผ่นชะตาลงในยันต์มหาพิชัยสงคราม แล้วนำแผ่นยันต์มาหล่อ เพื่อประมวลกระแสจิตของคนเป็นหมื่นเป็นแสน กับทั้งลงยันต์ตามตำรับพระกริ่งวัดสุทัศน์ อย่างสมบูรณ์

ข้าพเจ้าได้จำลองภาพพระสุนทรีวาณีไว้ที่วัดคลองเตยใน กรุงเทพฯ จำลองฉากลับแลไว้ศาลาลอยวัดสุทัศน์ สร้างพระผง พระเหรียญนับเป็นสิบรุ่น เป็นพระของขวัญปีใหม่สลับกับพระศรีศากยมุนี เซเว่น-อีเลฟเว่น สร้างพระสุนทรีวาณีลอยองค์มอบแก่ผู้สวดมนต์ตามแบบที่ท่านพระครูธรรมธร (สุภาพ จิตฺตสุโภ) ย่อจากองค์บูชาหน้ารถได้ เลี่ยมห้อยคอได้

อนึ่ง ข้าพเจ้าได้ขอให้อาจารย์กฤษณะ สุริยกานต์ ซึ่งเป็นจิตรกรเขียนภาพพุทธประวัติ ๓ มิติ (พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ธรรมสภา) ได้บริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณีแล้วเขียนภาพโดยยึดแบบดั้งเดิมของสมเด็จพระวันรัต (แดง) แต่ขอให้จัดสัดส่วนตามลักษณะงานปั้นซึ่งก็สำเร็จแล้ว จึงขอนำภาพพระสุนทรีวาณีทั้ง ๓ แบบมาแสดงเป็นหลักฐานไว้

ข้าพเจ้าดีใจปีติเป็นอย่างยิ่ง ที่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรมัธยม (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) โดยผู้อำนวยการและคณะครูอาจารย์ กรรมการสถานศึกษา และศิษย์เก่า จะปรารภสร้าง โดยกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จเพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จในพิธีการหล่อและพุทธาภิเษกจัดเป็นตำนานที่บันทึก และโดยพระบารมีอันเปี่ยมล้นด้วยพรหมวิหารธรรมของพระองค์ จะเป็นกระแสแห่งเมตตา ปัญญา วาสนา บารมี ทุกประการ

ท้ายนี้ ต้องขอประทานอภัยที่การเขียนเล่าเรื่องนี้ มีคำว่า “ข้าพเจ้า” แทนคำว่า “อาตมา” อาจจะดูไม่สุภาพนักหรืออาจดูว่าเป็นคำเขื่อง แต่เพราะเป็นเรื่องเล่า จึงขออนุญาตและขออภัยที่ใช้ คำว่า “ข้าพเจ้า” มา ณ โอกาสนี้

พระคาถาสุนทรีวาณี

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนังฯ

“ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนานางฟ้า คือพระไตรปิฎก ผู้มีรูปอันงาม เกิดแต่ท้องประทุมชาติ คือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย มะนัง ขอจงมาสู่มโนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติละเสียซึ่งอาสวะกิเลส ที่ดองอยู่ในสันดานของข้าพเจ้า ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดให้สิ้นไปเสื่อมไป ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้เป็นอัตตกิลมถานุโยค ไม่ทำให้ลำบากแก่สังขาร”

บทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรื่อง ภาพพระบฏ “พระสุนทรีวาณี”

คัดลอกจากพระราชวิจารณ์เปรียบเทียบลัทธิพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยานกับมหายาน

พระราชทานมายัง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

บ้านปลายเนิน คลองเตยวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๔๗๑เจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการ

ได้รับหนังสือของท่าน ที่ ๘๑ / ๒๐๒๘ ส่งสำเนาพระราชหัตถเลขา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งพระราชทานถึงฉัน ทรงพระราชวิจารณ์ในเรื่องลัทธิมหายานกับหินยาน โปรดเกล้าฯ ให้ถามความแก่ฉันเพื่อประกอบเรื่อง จะโปรดเกล้าฯ ให้ตีพิมพ์พระราชทาน ในงานวันที่ ๒๓ ตุลาคม ถ้ามีสำเนาหนังสือฉันกราบบังคมทูลประการใด ก็ให้ส่งมาด้วยชั้น

ฉันได้เพียรค้นหาหนังสือเก่าที่เก็บไว้หมดแล้ว มีความเสียใจจริง ๆ ค้นไม่พบหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เคยมีอันตรายถูกปลวกขึ้นกัดหนังสือเสียไปเมื่อคราวหนึ่ง ทำให้สงสัยไปว่าเรื่องนี้จะถูกปลวกกัดเสียสูญไปในครั้งนั้น แต่อย่างไรก็ดี หนังสือของฉันอันติดต่อกับพระราชวิจารณ์นี้ไม่สำคัญเลย เป็นแต่กราบบังคมทูลถามเพื่อศึกษาเท่านั้น เค้าต้นเรื่องอันเป็นเหตุให้ทรงพระราชวิจารณ์จำได้อยู่บ้าง ดั่งจะบรรยายต่อไปนี้

ในกาลครั้งหนึ่ง กรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ ทรงพระราชดำริทำพระบฏเล็ก ๆ ขายให้พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง) เขียนตัวอย่างเป็นปางมารผจญ แล้วส่งออกตีพิมพ์ที่เมืองนอก ครั้นได้เข้ามาก็ส่งไปจำหน่ายตามร้านค้า เป็นที่ต้องตาต้องใจคนเป็นอันมาก ขายดีเล่าลือจนทราบถึงพระกรรณ ตรั้สถามถึงลักษณะพระบฎนั้น ฉันจึงไปซื้อมาถวายแผ่นหนึ่งก็พอพระราชหฤทัย

ต่อมากรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจเห็นว่าขายดีมีกำไรมาก จึงทรงจัดให้ช่างเขียนขึ้นอีกหลายแบบ ส่งออกไปให้ทำเข้ามาอีก แล้วคนอื่นก็สั่งทำมาขายด้วย ต่างคิดค้นหาแบบเก่าใหม่ ที่หวังว่าคนจะชอบส่งไปเป็นตัวอย่าง เป็นการแย่งขายแย่งประโยชน์กันตามเคย พระบฏต่าง ๆ จึงทยอย ๆ กันเข้ามามาก

ฝ่ายฉันเห็นว่ามีพระราชหฤทัย ใฝ่อยู่ในพระบฏที่เขาทำเข้ามาขายนั้น เวลาเที่ยวเดินเล่นตามถนน เห็นแบบที่ทำเข้ามาใหม่ ก็ซื้อส่งขึ้นถวายต่อไปเนือง ๆ

พระบฏแบบที่ซื้อถวาย เป็นเหตุให้ทรงพระราชวิจารณ์เรื่องลัทธิมหายานกับหินยานนี้ เป็นรูปกอบัวขึ้นจากน้ำ ดอกกลางเป็นดอกบัวบานมีรูปนาง(ฟ้า)นั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น หัตถ์ซ้ายพาดตักอย่างพระมารวิชัยในอุ้งหัตถ์มีดวงแก้ว หัตถ์ขวาทำอาการกวักดุจพระคันธารราษฎร์ ดอกริมเป็นดอกบัวโรย เบื้องขวาเป็นรูปบุรุษ เบื้องซ้ายมีรูปสตรีนั่งพับเพียบประนมมืออยู่บนนั้น เบื้องบนมีรูปเทวดาถือเครื่องสักการดั้นเมฆสองแถวซ้อนกัน

เบื้องล่างมีรูปนาคกับสัตว์ต่าง ๆ ตีความไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่มีท่วงทีคล้ายกับทางลัทธิมหายานอันเคยเห็นมาเนือง ๆ ซึ่งทำเป็นดอกบัวขึ้นจากน้ำ มีพระพุทธรูปนั่งบนนั้นองค์เดียวบ้างสามองค์บ้าง ห้าองค์บ้าง จึงพระราชทานไปสอบถามกรมพระสมมตอมรพันธุ์ แล้วพระราชทานพระราชหัตถเลขาถึงฉัน ตามที่ปรากฏอยู่ในสำเนาฉบับต้นนั้น

ฉันไม่ทราบลัทธิมหายาน มีใจใคร่จะทราบ จึงเขียนหนังสือกราบบังคมทูลถาม ท้าวถึงความคาดคะเนตามที่สังเกตเห็นมาบ้าง จึงทรงพระราชวิจารณ์พระราชทาน ตามปรากฏในสำเนาฉบับหลัง ๆ ต่อไปนั้น

ส่วนทางที่กรมพระสมมตอมรพันธุ์ไปสืบนั้น ได้ความว่าเป็นแบบที่สมเด็จพระวันรัต (แดง) คิดออกจากคาถาอันหนึ่ง ซึ่งมาในพวกหนังสือสัททาวิเสส ให้เขียนเข้ากรอบไว้ ท่านเรียกว่ารูปสุนทรีวาณี กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้นำรูปแผ่นต้นนั้นมาถวายทอดพระเนตร มีอธิบายยืดยาวจำไม่ได้ แต่ได้ไปเรียนถามสมเด็จพระพุฒาจารย์มาใหม่แล้ว ดังจะเล่าต่อไป รูปนั้นเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอันมาก จนถึงทรงพระราชดำริจะทำประกอบกับแผ่นศิลาจารึก ประดิษฐานไว้ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ดูประหนึ่งจะทรงพระราชดำริให้ระลึกถึงสมเด็จพระวันรัตด้วย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ อธิบายว่า รูปสุนทรีวาณีนั้นหมายเป็นพระธรรม ดอกบัวนั้นหมายเป็นพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า ตามที่มาในคาถานี้เป็นหลัก

มุนินทะ วะทะนัมฺพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหั ปิณะยะตัง มะนัง ฯ

วาณี นางฟ้า คือพระไตรปิฎก มุนินฺท วทนมฺพุช คพฺภสมฺภว สุนฺทรี มีรูปอันงาม เกิดแต่ห้องแห่งดอกบัว คือโอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งปราชญ์ทั้งหลาย ปาณีนํ สรณํ เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีปราณทั้งหลาย มยฺหํ ปิณยตํ มนํ จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดีฯ สมเด็จพระวันรัตกล่าวว่า อาจารย์ของท่าน ทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ สอนให้บริกรรมคาถานี้ ก่อนที่จะเริ่มเรียนพระปริยัติ และเข้าที่ภาวนาทุกคราวไป ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมีสมเด็จพระสังฆราช วัดราชสิทธารามเป็นต้น ล้วนนับถือคาถานี้อยู่ทั่วกัน จนกระทั่งอาราธนาธรรมก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอามาผูกเป็นรูปปรุงเปรียบเข้าอีกหลายอย่าง หัตถ์ขวาแห่งสุนทรีวาณีซึ่งทำให้เป็นอาการกวักนั้น เพื่อจะให้ได้คำว่า เอหิปสฺสิโก ดวงแก้วในพระหัตถ์ซ้ายก็เปรียบเป็นอมตะ รูปบุรุษเบื้องขวาก็เปรียบเป็นภิกษุสงฆ์สาวก รูปสตรีเบื้องซ้ายนั้นเปรียบเป็นพระภิกษุณีสงฆ์สาวิกา เทวดาแถวล่างนั้นหมายถึง เทวโลก พรหมแถวบนหมายถึงเทวโลกต่างมาทำการสักการบูชา น่านน้ำภายใต้นั้นเปรียบด้วยสังสารวัฏ นาคและสัตว์น้ำนั้นเปรียบเป็นพุทธบริษัท ท่าน(ลบหา) หมื่นศิริธัชสังกาศ เจ้ากรม (แดง) มาเขียนแล้วเข้ากรอบเป็นลับแลตั้งบูชาไว้ ภายหลังได้ทำเป็นรูปหล่อขึ้นด้วย เมื่อท่านอาพาธด้วยถูกสุนัขบ้ากัด พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยม ทอดพระเนตรเห็นตรัสถามว่ารูปอะไร ท่านทูลว่ารูปวาณี แต่มิได้ตรัสซักไซ้ประการใดต่อไป เห็นจะเป็นด้วยทรงเกรงใจว่าท่านกำลังอาพาธอยู่ เมื่อท่านถึงแก่มรณภาพแล้ว กรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจให้มายืมรูปเขียนไปถ่ายทำแบบตีพิมพ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทอดพระเนตรเห็นแบบตีพิมพ์จะทรงระลึกได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระสมมตอมรพันธุ์ไปสอบถาม และนำรูปมาถวายทอดพระเนตรรูปเดิมนั้นเดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ สมเด็จพระพุฒาจารย์รักษาไว้

ข้อความทั้งนี้ จะสมควรนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาหรือไม่ แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร ได้ส่งสำเนาพระราชหัตถเลขาคืนมานี้แล้วควรมิควรแล้วแต่จะโปรดนริศ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ ขอเดชะ

วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าไปพบรูปพิมพ์ มีมาขายใหม่สองอย่าง ต้องแวะซื้อขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายรูปที่เขียนเปรียบด้วยพระรัตนตรัย ซึ่งอ้างเป็นของสมเด็จพระวันรัต (แดง) นั้น อยู่ข้างประหลาด ข้าพระพุทธเจ้ามีความพิศวงหลงใหลอยู่ แต่พิจารณาที่เปรียบไม่เห็นเค้าเงื่อนเลยจะต้องเที่ยวสืบอัตถาธิบายดู

ควรมิควรแล้วแต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ข้าพระพุทธเจ้า

นริศ

ขอเดชะ ฯ





พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒

ถึง เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัตติวงศ์

รูปภาพที่ส่งมาวันนี้ ๒ แผ่นนั้น เคยเห็นแขวนอยู่ตามตลาด แต่พระพุทธรูปอีกแผ่นหนึ่งไม่เคยเห็นแปลกดี กิริยาอาการช่างเป็นรูปข้างมหายานเสียจริง ๆ ได้ส่งออกไปสอบถามกรมขุนสมมต ๆ ว่าได้ทราบแต่ว่ามีคัมภีร์อะไร ฉันได้ขอให้กรมสมมตสอบถามพระธรรมโกษาและพระ(ลบสม)ศรีสมโพธิเห็นจะได้ความ

เรื่องมหายานและหีนยานแยกกันอย่างไร มีพงศาวดารซึ่งพรตญี่ปุ่นเก็บมาแต่งเป็นภาษาอังกฤษบางวงศ์แห่งพรตญี่ปุ่น เขาได้ให้ฉันถวายกรมหมื่นวชิรญาณไป ยังยึดไว้สืบค้นจนเดี๋ยวนี้ เมื่อแรกนี้ใกล้เคียงกันมากถึงอยู่ร่วมอารามแต่แยกเป็นคนละคณะ ฟ้าเหียนซึ่งเป็นพรตจีนออกไปสืบข่าวพระศาสนาที่อินเดียก่อนคริสตศักราช ๖๐๐ ปี ได้ไปถึงเมืองปาตลิบุตร ได้ไปที่วัดอโศการามและกุกกุฏาราม ได้พบพระสงฆ์ทั้งสองคณะอยู่กุฏิคนละฟาก มีเสาศิลาซึ่งจารึกคำพระเจ้าธรรมาโศกถวายสกลชมพูทวีปเป็นพุทธบูชา ๓ ครั้ง กุฏิฟากหนึ่งเป็นมหายานฟากหนึ่งเป็นหีนยาน ฟ้าเหียนออกไปขัดข้องด้วยภาษา จึงได้เที่ยวไปในประเทศอื่น ๆ มีกาสีชนบทเป็นต้นถึง ๓ ปีแล้ว จึงย้อนกลับมาในมคธรัฐ เข้าเรียนพระวินัยในสำนักมหายานแล้วพวกมหายานให้ลอกคัดพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ อยู่อีก ๖ ปี จึงแล้วรวมเป็นเวลา ๑๐ ปีเศษ จึงได้กลับไปเมืองจีน

ภายหลังมีพรตจีนอีกรูปหนึ่ง ชื่อห้วนเจียงออกไปเมื่อก่อนคริสตศักราช ๓๐๐ ปี เวลานั้นเมืองปาตลิบุตรร้างไปมากแล้ว พระสงฆ์ไม่มีแต่เสนาสนะเหล่านั้นยังมีรากปรากฏอยู่

บัดนี้อังกฤษไปค้นพบตำบลที่ตั้งเสนาสนะและเจดียสถานต่าง ๆ ทั้งวังและเมืองซึ่งอยู่บกบ้างจมอยู่ในน้ำบ้าง ได้หลักฐานสำคัญเป็นอันมาก ขาดสิ่งซึ่งต้องการอย่างยิ่งอยู่นั้น คือคำจารึก หลักศิลามีถึง ๓ หลัก แต่แตกย่อยกระจาย เก็บมาคุมเข้าได้ก็ยังไม่ถึงตัวหนังสือ ที่ชำรุดมากนัก เพราะมีมิจฉาทิฐิไปทำลาย แล้วซ้ำถูกสายน้ำกัดผ่านเข้าไปในกลางเมืองด้วย ดีที่พบรอยพระพุทธบาทซึ่งเหยียบไว้ที่ริมแม่น้ำ เมื่อเวลาจะไปปรินิพพาน แต่ยังไม่ได้สร้างเป็นเมืองนั้น ครั้นเมื่อสร้างเป็นเมืองแล้ว พระเจ้าอโศกเชิญเข้ามาไว้ในพระราชวัง ขนาดแผ่นศิลาและรอยต้องกันกับพรตฟ้าเหียนและพรตห้วนเจียงได้ไปเห็น ศิลานันเป็นศิลาทรายขนาดเป็นคั่นบันไดท่าเรือจ้าง กว้าง ๒ ฟีต ยาว ๒ ฟีตครึ่ง รอยพระพุทธบาทนั้นวัดแต่ปลายนิ้วจนถึงส้นได้ฟุต ๑ กับ ๖ นิ้ว กว้างในที่กว้าง ๖ นิ้ว รอยลายที่ปรากฏอยู่ที่นิ้วอุตคุตเป็นดอกไม้คือก้นหอย และพวงปลาต่อลงมา แต่เดี๋ยวนี้ชำรุดมาก ด้วยชาวบ้านใช้ลับมีด พระบาทนี้ช่างห่างกับเราเสียจริง ๆ ถึงพรตจีน ๒ รูปก็ได้กล่าวไว้ว่ารอยโตกว่าชนสามัญ เพราะพระพุทธเจ้าโตมาก แต่ยังหาถึงใจท่านพวกลังกาไม่

ที่กล่าวมานี้ เพื่อจะให้เห็นว่าหีนยานกับมหายานอยู่ด้วยกันมาแต่ก่อน หีนยานเห็นจะคอยหารมหายานอยู่เสมอ แต่เพราะรกรากอันเดียวกัน จึงไม่หารเสียหมด เพราะมีมูลอยู่บ้าง เช่นกับมูลแห่งศาสนามหายาน ถือว่ามีพระพุทธเจ้าโลกธาตุละองค์ ขึ้นพระพุทธอมิตาภาซึ่งอยู่ในศุขัสนคร จึงมีสูตรสำหรับบูชาพระพุทธเจ้าทั้งหลายยิ่งท่องสูตรเหล่านั้นได้มากยิ่งได้บุญ จนพวกจีนทำเครื่องจักรสวดมนต์ข้างฝ่ายสูตรสัมพุทเธของเรามีมูลเป็นอันเดียวกัน บอกอานิสงส์ก็คล้ายกัน แต่ตัดชื่อเสียงลงเสียเป็นอันมาก ปรากฏว่ามาครูเดียวกับมหายาน ฉันเข้าใจว่ารูปที่สมเด็จพระวันรัตเขียนมาจากคัมภีร์ใดคัมภีร์นั้น จะเป็นมหายานแปลงเช่นสัมพุทเธ

อนึ่ง มีเรื่องซึ่งเป็นอินเตอเรสต์ของช่างที่เก็บไว้ว่าจะบอก แต่ท่าจะลืมเสีย ไหน ๆ วันอาทิตย์ก็ปล่อยเสียที ข้างฝรั่งเขากล่าวกันมานานหนักหนาแล้วตั้งแต่ฉันไปอินเดียบรรดาฝีมือช่างที่เราเรียกว่าฮินดูเขาเรียกว่ากรีก เป็นคู่กันกับมโฮมาดัน กรีกเป็นของเก่า มโฮมาดันเป็นของใหม่ ได้นึกเถียงในใจเสมอมาแล้วก็ค่อยรู้มาทีละน้อย ๆ จนบัดนี้ลงใจเชื่อเสียแล้ว เหตุที่เชื่อนั้น คือ ในประเทศอินเดียก่อนแต่พระเจ้าอโศกขึ้นไป ปราสาทราชมนเทียรกำแพงเมืองและวัด ทำด้วยไม้ทั้งนั้น จนเมืองปาตลิบุตรที่พบนี้กำแพงยาว ๔ ไมล์ กว้างไมล์ ๑ ก็ใช้เสาไม้รังปักเป็น ๒ ชั้นถมดินกลาง การช่างศิลาเกิดขึ้นในประเทศยันยอดที่อะเล็กแซนดราดิเกรตมาตั้งอยู่ จันทรคุปต์ซึ่งเป็นต้นวงศ์พระเจ้าอโศกได้รับพุ่งกันแล้วกลับเป็นไมตรี สืบวงศ์มาจึงได้ไล่กรีกออก ตกมาถึงครั้งอโศก เริ่มสร้างเครื่องศิลาเมื่อสร้างพระเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ บรรดาเครื่องศิลาที่มีอยู่ในอินเดียไม่มีอะไรเก่ากว่าที่อโศกสร้างทั้งสิ้น ในเมืองปาตลิบุตรนี้เอง ขุดได้บัวปลายเสา รูปเป็นกรีก ลวดลายทั้งแก้ไขบ้างแล้วก็ยังมีลายกรีกติดอยู่ เพราะฉะนั้นข้อที่เราจะทำอะไรไม่ให้ฝรั่งเห็นว่าเรียนอย่างฝรั่ง เห็นจะไปไม่รอด แต่เป็นเครื่องอุดหนุนให้เราเถียงว่าไม่ใช่เอาอย่างฝรั่ง เพราะเราเอาอย่างผู้ซึ่งเขาเอาอย่างฝรั่งถึง ๒,๐๐๐ ปีเศษมาแล้ว

สยามินทร์

สำเนาพระหัตถเลขา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธุ์

ซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายให้กับพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หนังสือฎีกาสัททสารที่ส่งมานั้น ข้าพระพุทธเจ้าตรวจดู หาข้อความที่เกี่ยวกับรูปเปรียบต่างๆ นี้ก็ไม่มีชัด นอกจากแก้คาถาที่ลงในนั้น แต่เป็นภูมิประโยคสูงอยู่ข้างยาก

ข้าพระพุทธเจ้า จะได้ให้หลวงศรีวรโวหาร แปลทูลเกล้าฯ ถวาย แลจะได้ให้ค้นสุโพธาลังการสอบด้วย



ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สมมตอมรพันธุ์
ขอเดชะ
กระทรวงธรรมการ


วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒

ข้าพระพุทธเจ้า พระยาวุฒิการบดี ขอประทานกราบทูล

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ ทราบฝ่าพระบาท

ด้วยประทานลายพระหัตถ์ที่ ๑๙๔ /๒๑๒๗ ลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ มีรับสั่งให้หลวงศรีวรโวหาร ฤๅหล

03/06/2020

ประวัติ

พระสุนทรีวาณี พร้อมคาถาบูชา

โดย พระเทพปฏิภาณวาที (เจ้าคุณพิพิธ)

ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เจ้าคณะเขตดุสิต

วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร

ณ บัดนี้ จักแสดงเรื่อง “พระคาถาสุนทรีวาณี” เป็น ๒ ภาค คือ ๑. ภาควิชาการ ๒. ภาคตำนานอันเป็นการสืบค้นและเป็นเรื่องเล่าที่ได้สดับมาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อท่านผู้ใคร่ศึกษาเรียนรู้ ทั้งยังจะเป็นความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้เจริญพระคาถาและบูชาพระสุนทรีวาณี

ภาควิชาการ

พระสุนทรีวาณี แต่เดิมนั้นเป็นภาพพระสุนทรีวาณี (นางฟ้า) สถิตอยู่บนดอกบัว สมเด็จพระวันรัต (แดง) วัดสุทัศนเทพวราราม ทรงคิดแบบขึ้นจากพระสูตรสัททาวิเสส แล้วทรงให้ท่านหมื่นศิริธัชสังกาศ เจ้ากรม (แดง) จัดการเขียนขึ้นเอาไว้ในพระตำหนักของสมเด็จฯ ปรากฏว่าเป็นที่สนพระทัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงได้ทรงมีพระราชวิจารณ์เรื่องภาพสุนทรีวาณีนี้ พระราชทานสมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ครั้นกาลต่อมาภายหลังพระองค์ได้ทรงเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ พิมพ์พระราชวิจารณ์พระสุนทรีวาณีนี้ พระราชทานในงานพระราชทานกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๑

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชวิจารณ์ภาพสุนทรีวาณี พระราชทานแด่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ที่ได้ทูลถามสาเหตุให้ทรงพระราชวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องลัทธิมหายาน กับหินยาน เป็นรูปดอกบัวขึ้นจากน้ำ ดอกกลางเป็นดอกบัวบาน มีรูปนางฟ้านั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น หัตถ์ซ้ายพาดตักอย่างพระมารวิชัย ในอุ้งหัตถ์มีดวงแก้ว หัตถ์ขวาทำอาการกวักดุจพระคันธารราษฎร์ ดอกริมเป็นดอกบัวโรย เบื้องขวามีรูปบุรุษ เบื้องซ้ายมีรูปสตรีนั่งพับเพียบประนมมืออยู่บนนั้น เบื้องบนมีรูปเทวดาถือเครื่องสักการะดั้นเมฆสองแถวซ้อนกัน เบื้องล่างมีรูปนาคกับสัตว์ต่างๆ ตีความไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่มีท่วงทีคล้ายพระทางลัทธิมหายาน ซึ่งทำเป็นดอกบัวขึ้นจากน้ำ มีพระพุทธรูปนั่งบนนั้น องค์เดียวบ้าง สามองค์บ้าง ห้าองค์บ้าง จึงมีพระราชทานไปสอบถามกรมพระสมมตอมรพันธุ์ แล้วพระราชทาน พระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ไม่ทราบลัทธิทางมหายาน มีใจใคร่จะทราบจึงเขียนหนังสือกราบทูลถามเท้าถึงความคาดคะเนตามที่สังเกตเห็นมาบ้าง จึงทรงมีพระราชวิจารณ์พระราชทาน

ส่วนทางที่พระสมมตอมรพันธุ์ไปสืบนั้น ได้ความว่า เป็นแบบที่สมเด็จพระวันรัต (แดง) คิดออกมาจากคาถาบทหนึ่ง ซึ่งมาในหนังสือ สัททาวิเสส ให้เขียนกรอบไว้ ท่านเรียกว่า “รูปสุนทรีวาณี” กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้นำรูปแผ่นต้นนั้นมาถวายทอดพระเนตร รูปนั้นเป็นที่ต้องพระราชหฤทัย ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอันมากจนถึงพระราชดำริจะทำประกอบกับแผ่นศิลาจารึกประดิษฐานไว้ที่วัดเบญจมบพิตร ดูประหนึ่งทรงพระราชดำริให้เป็นที่ระลึกถึงสมเด็จพระวันรัต ด้วย

สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อธิบายว่า “รูปสุนทรีวาณี” นั้น หมายถึง พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ตามที่มาในพระคาถานี้ เป็นหลัก

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง ฯ



วาณี หมายถึงนางฟ้า คือพระไตรปิฎก

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

มีรูปอันงดงาม เกิดแต่ท้องแห่งดอกบัว คือพระโอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย

ปาณีนัง สะระณัง เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีความปรารถนาทั้งหลาย

มัยหัง ปิณะยะตัง มะนัง จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดี

สมเด็จพระวันรัต (แดง) กล่าวว่า อาจารย์ของท่านทางคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ สอนให้บริกรรมคาถานี้ ก่อนจะเริ่มเรียนพระปริยัติ และเข้าที่ภาวนาทุกคราวไป ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมีสมเด็จพระสังฆราช (วัดราชสิทธาราม) เป็นต้น ล้วนนับถือคาถานี้อยู่ทั่วกัน จนกระทั่งอาราธนากัมมัฏฐานก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอาคาถานี้อยู่ทั่วไป จนถึงอาราธนาก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอามาผูกเป็นรูปปรุงเปรียบเข้าอีกหลายอย่าง หัตถ์ขวาแห่งสุนทรีวาณี ซึ่งทำเพียงดังอาการกวักนั้นเพื่อจะให้ได้กับคำว่า “เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก” ซึ่งถือเอาความหมายว่า เรียกให้มาดูดวงแก้วในหัตถ์ซ้าย เปรียบเป็นอมตะ รูปบุรุษเบื้องขวานั้น เปรียบเป็นภิกษุสงฆ์สาวก รูปสตรีเบื้องซ้ายนั้นเป็นพระภิกษุณีสงฆ์สาวิกา เทวดาแถวล่างนั้นหมายถึงเทวโลก พรหมแถวบน หมายถึงพรหมโลก ต่างมาทำสักการบูชา น่านน้ำภายใต้นั้นเปรียบด้วยสังสารวัฏ นาค และสัตว์น้ำ เปรียบเป็นพุทธบริษัท ท่านหมื่นศิริธัชสังกาศเจ้ากรม (แดง) มาเขียนแล้วเข้ากรอบลับแลตั้งไว้บูชา ภายหลังได้ทำเป็นรูปหล่อขึ้นด้วย

ในสมัยต่อมาสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนเทพวราราม หล่อพระกริ่ง ท่านเจ้าคุณมงคลราชมุนี ผู้เป็นศิษย์ ก็ได้สร้างพระสุนทรีวาณีขึ้นด้วยโลหะชนวนที่เหลือจากการหล่อพระกริ่งของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) เป็นรูปลอยนูนออกมางดงามมากทำเป็นแบบเหรียญ มีรูปทั้งหมดทรงกลีบบัว ด้านหลังมีอักษร ม.ค. ๑ อีกทั้งให้บรรดาเยาวชน และนิสิตนักศึกษาทั้งหลาย ผู้เริ่มแรกจะเข้าศึกษา ให้ภาวนาคาถาดังกล่าวนี้ก่อน จะเป็นผู้เจริญด้วยการศึกษาเป็นอย่างดี

อนึ่ง พระสุนทรีวาณี เป็นพระที่ทรงไว้ด้วยความเมตตาอย่างสูง เป็นพระที่เป็นสิริมงคลมหาลาภต่างๆ จึงเหมาะแก่ห้างร้าน บริษัท และร้านค้าทั่วไปจะมีไว้บูชาเพื่อเจริญด้วยลาภ ยศ ความสุข สรรเสริญ ตลอดจนการเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของตน

ภาคตำนานเล่าขาน

อันที่จริงที่กล่าวว่าสมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) อดีตเจ้าอาวาสองค์ที่ ๓ วัดสุทัศนเทพวราราม (พ.ศ.๒๔๒๐- ๒๔๔๓) ท่านถอดคาถานี้เป็นองค์เทพนารีนั้น ยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วท่านเจริญพระคาถานี้ดังกล่าวข้างต้นจนกระทั่งวันหนึ่งท่านนิมิตในฝัน ครั้นตื่นจำวัดแล้วจึงเชิญจิตรกรหลวงมาเขียนภาพนี้ ดังความหมายข้างต้นในภาควิชาการและชะรอยว่าจิตรกรผู้จำลองเขียนความฝันของท่านจะเป็นจิตกรซึ่งมีเชื้อสายจีนที่เขียนภาพจิตรกรรมปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ พระรูปแห่งพระสุนทรีวาณีจึงออกมาในลักษณะแบบกึ่งจีน-กึ่งไทย สังเกตได้จากเครื่องสักการะที่เทวาและพระพรหมบูชาโดยถือโคมจีนอันสื่อว่าเป็นเครื่องบูชาชั้นสูงของจีน

ในบันทึกหอสมุดแห่งชาติ ข้าพเจ้าได้รับมาจากการถ่ายไมโครฟิล์ม เล่าเอาไว้ว่า คราวครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ จะเสด็จไปเจริญสัมพันธไมตรียังต่างประเทศ (ข้าพเจ้าจำไม่ได้ว่าประเทศใด เพราะเอกสารกร่อนสลายไปแล้ว จึงควรที่จะสืบสวนค้นคว้ากันมาประดับความรู้) ด้วยความที่พระองค์มีพระราชศรัทธาในสมเด็จพระวันรัต (แดง) อย่างยิ่งทั้งโดยศีลาจารวัตร ความเชี่ยวชาญในด้านศาสนา ความสามารถในการบริหารการศึกษา และความเชี่ยวชาญเรื่องการบูรณะพระอาราม จนถึงวางพระราชหฤทัยให้ดูแลงานช่างในการที่ทรงสร้างวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จึงเสด็จไปกราบสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วออกพระโอษฐ์ ว่า... “โยมจะไปเจริญสัมพันธไมตรีต่างประเทศ มิเช่นนั้นชาวต่างชาติจะล่าอาณานิคม โยมมีความกังวลใจ ๒ เรื่อง คือ การฝ่าอันตรายในการเดินทาง และเกรงว่าการเจริญสัมพันธไมตรีจักไม่สำเร็จ พระคุณท่านมีอะไรให้โยมติดตัวไปบ้าง” (ขอวิจารณ์เพิ่มเล็กน้อยว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง คงได้ศึกษาเรื่องเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) สมัยพระนครศรีอยุธยาเป็นราชธานี ที่ใช้อาคมแสดง

ฤทธิ์จนฝรั่งเศสใช้อาวุธยิงแทงแล้วไม่เป็นอันตราย ฝรั่งเศสจึงยอมเจริญสัมพันธไมตรีด้วย เรื่องนี้ควรศึกษาบันทึกพงศาวดารเอง ข้าพเจ้าเป็นเพียงจำได้คร่าวๆ)

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสอย่างนี้แล้ว สมเด็จพระวันรัต (แดง) เข้ากุฏิแล้วเขียนพระคาถาสุนทรีวาณีถวาย ทั้งได้ถวายพระพรว่า “ถ้ามหาบพิตรเกิดความกังวลพระทัยในสองประการ ขอจงจำเริญบริกรรมคาถาด้วยศรัทธา สติ สมาธิ ก็จะเกิดองค์ฌาน สมาบัติ พระราชกิจจะสำเร็จดังพระราชหฤทัย”

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกลับสยามประเทศ ได้เสด็จไปนมัสการสมเด็จพระวันรัต (แดง) แล้วตรัสเล่าว่า “พระคาถาสุนทรีวาณีนี้ศักดิ์สิทธิ์ โยมบริกรรม เวลาเหยียบเรือรบฝรั่งขนาดใหญ่ ก็บริกรรม พอเท้าแตะเรือรบ เกิดสะเทือนยาบยวบทั้งลำเรือ พวกฝรั่งตกใจมาก ต่อมาฝรั่งเอาม้าเทศมาให้ขี่ รู้ทีเดียวว่าม้ากับคนไม่คุ้นกันก็จะพยศและสะบัด ฝรั่งจะทำให้อับอายขายหน้า โยมจึงขอหญ้าหนึ่งกำมือ บริกรรมคาถาแล้วให้ม้ากิน ม้ามันเชื่อง บังคับง่าย เป็นที่อัศจรรย์ใจของฝรั่ง (ม้าตัวนั้นก็คือม้าตัวที่ทรงที่บรมราชานุสาวรีย์ หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมนี้เอง จึงเป็นม้าที่ยืนด้วยความเชื่อง มิใช่เลียนอนุสาวรีย์แบบฝรั่งสร้างทั่วไป)

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงตรัสแล้ว จึงถามประวัติพระคาถา สมเด็จพระวันรัต (แดง) ถวายพระพรเล่าที่มาแล้ว จึงอัญเชิญเสด็จเข้าในกุฏิให้ทอดพระเนตรภาพจิตรกรรมพระสุนทรีวาณี พระพุทธเจ้าหลวงทรงเลื่อมใสยิ่ง จึงออกพระโอษฐ์ยืมไปบูชาเป็นเวลา ๕ ปี กาลต่อมาเมื่อสมเด็จพระวันรัต (แดง) อาพาธใกล้มรณภาพ พระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมอาการที่วัดโพธินิมิตสถิตมหาสีมาราม สมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้ถวายพระพรขอคืนภาพพระสุนทรีวาณีแก่วัด ซึ่งก็ได้โปรดฯให้อัญเชิญคืนวัด

พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของพระสุนทรีวาณี เมื่อทรงโปรดให้สร้างโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร จึงให้ออกแบบพระสุนทรีวาณี เพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อให้ครูอาจารย์นักเรียนได้บริกรรมคาถานี้ ซึ่งสามารถสืบค้นได้จากประวัติวัดเบญจมฯ และประวัติโรงเรียน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ทราบว่าท่านผู้บริหารจะให้ความสำคัญหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบนั้นถอดจากจิตรกรรมมาเป็นประติมากรรม ซึ่งข้าพเจ้าเสียดายยิ่งนักที่ไม่มีผู้ใดถอดสร้างรูปเหมือนและเหรียญเพื่อแจกครูอาจารย์ และนักเรียนให้บริกรรม กราบไหว้และห้อยคอ

ข้าพเจ้ามาพบความอัศจรรย์แห่งพระคาถานี้ตอนเมื่ออายุ ๒๗-๒๘ ปี ซึ่งมีความอัศจรรย์มากมายและตั้งใจว่าจะเล่าบันทึกเก็บไว้เป็นตำนาน แต่จะขอบอกเล่าเพิ่มเติมจากประวัติข้างต้นว่า เฉพาะพระสงฆ์ที่บริกรรมพระคาถานี้ในยุครัตนโกสินทร์ คือสมเด็จพระสังฆราช (สุก) เสกข้าวให้ไก่ป่ากินไก่ป่ายังเชื่อง สมเด็จพระวันรัต (แดง) สมเด็จพระสังฆราช (แพ) สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศฯ พระวิสุทธาธิบดี (ไสว) วัดไตรมิตรวิทยาราม พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ วัดไร่ขิง ท่านเขียนจิตรกรรมไว้ที่วัดไร่ขิงด้วย พระเทพสุวรรณโมลี (สอิ้ง) เจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรี รูปปัจจุบัน

ข้าพเจ้าเคยเดินทางไปที่จังหวัดสงขลา ไปพบวัดหนึ่งอดีตเจ้าอาวาสชื่อหลวงพ่อทอง (ตอนนั้นท่านมรณภาพแล้ว) ท่านเขียนปั้นพระสุนทรีวาณีไว้ที่หน้าบันอุโบสถ ข้าพเจ้าจึงไม่สงสัยว่าทำไมท่านจึงขลัง

หลวงพ่อแก้ว วัดเครือวัลย์ ชลบุรี ท่านเล่าเป็นบันทึกของวัดว่า ท่านบริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี เสกพระปิดตาของท่าน อีกทั้งหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ท่านก็เสกพระปิดตาและวัตถุมงคลของท่านด้วยพระคาถาสุนทรีวาณี

พระคณาจารย์สายวัดสุทัศน์ฯ เมื่อจะเข้าสู่การบริกรรมเสกวัตถุมงคลและลงอักขระ เลขยันต์ ก็บริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณี ทุกรูปไป

เรื่องการสร้างพระสุนทรีวาณีในรูปแบบต่างๆ เช่น พระบูชาครอบน้ำพระพุทธมนต์ (ขันน้ำมนต์) ก็มักจะหล่อพระสุนทรีวาณีประดิษฐานยอดครบน้ำมนต์ จวบจนถึงท่านเจ้าคุณพระพิพัฒน์สังวรคุณ (เจ้าคุณถนอม) ซึ่งเป็นศิษย์สืบสายตรงจากเจ้าคุณพระศรีสัจจญาณเถระ (เจ้าคุณประหยัด) เจ้าคุณประหยัดเป็นศิษย์สายตรงสมเด็จพระสังฆราช (แพ) รุ่นน้องของเจ้าคุณพระมงคลราชมุนี (เจ้าคุณศรีฯ สนธิ์) ที่หน้าบันพระวิหารวัดราชบูรณะ (วัดเลียบ) สะพานพุทธก็มีรูปปั้นพระสุนทรีวาณี

ข้าพเจ้าเมื่อได้รับพระคาถานี้บริกรรมจึงพบความอัศจรรย์ว่า “ผู้ใดปัญญาดี จะสามารถเรียนวิชาทุกประการ และจำได้แม่นยำ ผู้ใดปัญญาไม่ดีนัก บริกรรมแล้วจะเป็นวาสนามหานิยม” ข้าพเจ้าซึ่งนำมาเป็นต้นบทพระกัมมัฏฐานให้ญาติโยมวัดสุทัศน์ และนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชาลัยได้บริกรรมก่อนเข้ากัมมัฏฐาน

เรื่องการพิมพ์ภาพพระสุนทรีวาณี เพื่อแจกในบทต้นนั้นเนื่องจากคงเกรงไปว่ารูปพระสุนทรีวาณีตามแบบเดิม มีภูษาพัสตราภรณ์น้อยไป พิมพ์ครั้งที่ ๒ จึงเพิ่มภูษาพัสตราภรณ์ลงไป แต่พระพักตร์ออกจะดูดุๆ อยู่บ้าง

ข้าพเจ้าได้มอบหมายให้พระครูธรรมธร (สุภาพ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นพระเลขานุการดำเนินการพิจารณาแบบ ปั้นหล่อขนาดเกือบเท่าตัวคนและขอให้มีรูปพัสตราภรณ์ เพื่อจะได้ประดับเพชรพลอย ยุคแรกสร้าง ๙ องค์ ยุคที่ ๒ อีก ๙ องค์ อัญเชิญไว้วัดสุทัศน์ฯ ๒ องค์ วัดบ้านเกิดข้าพเจ้า ที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๓ องค์ วัดพรหมสุวรรณฯ อำเภอตาพระยา ๑ องค์ และทางภาคใต้ รวมทั้งถวายวัดไร่ขิง ๑ องค์ ส่วน ๙ องค์ ที่สร้างใหม่นี้ได้ขอให้ประชาชนเขียนแผ่นชะตาลงในยันต์มหาพิชัยสงคราม แล้วนำแผ่นยันต์มาหล่อ เพื่อประมวลกระแสจิตของคนเป็นหมื่นเป็นแสน กับทั้งลงยันต์ตามตำรับพระกริ่งวัดสุทัศน์ อย่างสมบูรณ์

ข้าพเจ้าได้จำลองภาพพระสุนทรีวาณีไว้ที่วัดคลองเตยใน กรุงเทพฯ จำลองฉากลับแลไว้ศาลาลอยวัดสุทัศน์ สร้างพระผง พระเหรียญนับเป็นสิบรุ่น เป็นพระของขวัญปีใหม่สลับกับพระศรีศากยมุนี เซเว่น-อีเลฟเว่น สร้างพระสุนทรีวาณีลอยองค์มอบแก่ผู้สวดมนต์ตามแบบที่ท่านพระครูธรรมธร (สุภาพ จิตฺตสุโภ) ย่อจากองค์บูชาหน้ารถได้ เลี่ยมห้อยคอได้

อนึ่ง ข้าพเจ้าได้ขอให้อาจารย์กฤษณะ สุริยกานต์ ซึ่งเป็นจิตรกรเขียนภาพพุทธประวัติ ๓ มิติ (พิมพ์ที่สำนักพิมพ์ธรรมสภา) ได้บริกรรมคาถาพระสุนทรีวาณีแล้วเขียนภาพโดยยึดแบบดั้งเดิมของสมเด็จพระวันรัต (แดง) แต่ขอให้จัดสัดส่วนตามลักษณะงานปั้นซึ่งก็สำเร็จแล้ว จึงขอนำภาพพระสุนทรีวาณีทั้ง ๓ แบบมาแสดงเป็นหลักฐานไว้

ข้าพเจ้าดีใจปีติเป็นอย่างยิ่ง ที่โรงเรียนสาธิตประสานมิตรมัธยม (มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) โดยผู้อำนวยการและคณะครูอาจารย์ กรรมการสถานศึกษา และศิษย์เก่า จะปรารภสร้าง โดยกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จเพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จในพิธีการหล่อและพุทธาภิเษกจัดเป็นตำนานที่บันทึก และโดยพระบารมีอันเปี่ยมล้นด้วยพรหมวิหารธรรมของพระองค์ จะเป็นกระแสแห่งเมตตา ปัญญา วาสนา บารมี ทุกประการ

ท้ายนี้ ต้องขอประทานอภัยที่การเขียนเล่าเรื่องนี้ มีคำว่า “ข้าพเจ้า” แทนคำว่า “อาตมา” อาจจะดูไม่สุภาพนักหรืออาจดูว่าเป็นคำเขื่อง แต่เพราะเป็นเรื่องเล่า จึงขออนุญาตและขออภัยที่ใช้ คำว่า “ข้าพเจ้า” มา ณ โอกาสนี้

พระคาถาสุนทรีวาณี

มุนินทะ วะทะนัมพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหัง ปิณะยะตัง มะนังฯ

“ข้าพระพุทธเจ้าขออาราธนานางฟ้า คือพระไตรปิฎก ผู้มีรูปอันงาม เกิดแต่ท้องประทุมชาติ คือพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นใหญ่กว่านักปราชญ์ทั้งหลาย มะนัง ขอจงมาสู่มโนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติละเสียซึ่งอาสวะกิเลส ที่ดองอยู่ในสันดานของข้าพเจ้า ทั้งอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดให้สิ้นไปเสื่อมไป ข้าพเจ้าจะไม่ทำให้เป็นอัตตกิลมถานุโยค ไม่ทำให้ลำบากแก่สังขาร”

บทพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

เรื่อง ภาพพระบฏ “พระสุนทรีวาณี”

คัดลอกจากพระราชวิจารณ์เปรียบเทียบลัทธิพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยานกับมหายาน

พระราชทานมายัง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

บ้านปลายเนิน คลองเตยวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๔๗๑เจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการ

ได้รับหนังสือของท่าน ที่ ๘๑ / ๒๐๒๘ ส่งสำเนาพระราชหัตถเลขา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งพระราชทานถึงฉัน ทรงพระราชวิจารณ์ในเรื่องลัทธิมหายานกับหินยาน โปรดเกล้าฯ ให้ถามความแก่ฉันเพื่อประกอบเรื่อง จะโปรดเกล้าฯ ให้ตีพิมพ์พระราชทาน ในงานวันที่ ๒๓ ตุลาคม ถ้ามีสำเนาหนังสือฉันกราบบังคมทูลประการใด ก็ให้ส่งมาด้วยชั้น

ฉันได้เพียรค้นหาหนังสือเก่าที่เก็บไว้หมดแล้ว มีความเสียใจจริง ๆ ค้นไม่พบหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เคยมีอันตรายถูกปลวกขึ้นกัดหนังสือเสียไปเมื่อคราวหนึ่ง ทำให้สงสัยไปว่าเรื่องนี้จะถูกปลวกกัดเสียสูญไปในครั้งนั้น แต่อย่างไรก็ดี หนังสือของฉันอันติดต่อกับพระราชวิจารณ์นี้ไม่สำคัญเลย เป็นแต่กราบบังคมทูลถามเพื่อศึกษาเท่านั้น เค้าต้นเรื่องอันเป็นเหตุให้ทรงพระราชวิจารณ์จำได้อยู่บ้าง ดั่งจะบรรยายต่อไปนี้

ในกาลครั้งหนึ่ง กรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ ทรงพระราชดำริทำพระบฏเล็ก ๆ ขายให้พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง) เขียนตัวอย่างเป็นปางมารผจญ แล้วส่งออกตีพิมพ์ที่เมืองนอก ครั้นได้เข้ามาก็ส่งไปจำหน่ายตามร้านค้า เป็นที่ต้องตาต้องใจคนเป็นอันมาก ขายดีเล่าลือจนทราบถึงพระกรรณ ตรั้สถามถึงลักษณะพระบฎนั้น ฉันจึงไปซื้อมาถวายแผ่นหนึ่งก็พอพระราชหฤทัย

ต่อมากรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจเห็นว่าขายดีมีกำไรมาก จึงทรงจัดให้ช่างเขียนขึ้นอีกหลายแบบ ส่งออกไปให้ทำเข้ามาอีก แล้วคนอื่นก็สั่งทำมาขายด้วย ต่างคิดค้นหาแบบเก่าใหม่ ที่หวังว่าคนจะชอบส่งไปเป็นตัวอย่าง เป็นการแย่งขายแย่งประโยชน์กันตามเคย พระบฏต่าง ๆ จึงทยอย ๆ กันเข้ามามาก

ฝ่ายฉันเห็นว่ามีพระราชหฤทัย ใฝ่อยู่ในพระบฏที่เขาทำเข้ามาขายนั้น เวลาเที่ยวเดินเล่นตามถนน เห็นแบบที่ทำเข้ามาใหม่ ก็ซื้อส่งขึ้นถวายต่อไปเนือง ๆ

พระบฏแบบที่ซื้อถวาย เป็นเหตุให้ทรงพระราชวิจารณ์เรื่องลัทธิมหายานกับหินยานนี้ เป็นรูปกอบัวขึ้นจากน้ำ ดอกกลางเป็นดอกบัวบานมีรูปนาง(ฟ้า)นั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้น หัตถ์ซ้ายพาดตักอย่างพระมารวิชัยในอุ้งหัตถ์มีดวงแก้ว หัตถ์ขวาทำอาการกวักดุจพระคันธารราษฎร์ ดอกริมเป็นดอกบัวโรย เบื้องขวาเป็นรูปบุรุษ เบื้องซ้ายมีรูปสตรีนั่งพับเพียบประนมมืออยู่บนนั้น เบื้องบนมีรูปเทวดาถือเครื่องสักการดั้นเมฆสองแถวซ้อนกัน

เบื้องล่างมีรูปนาคกับสัตว์ต่าง ๆ ตีความไม่ออกว่าเป็นรูปอะไร แต่มีท่วงทีคล้ายกับทางลัทธิมหายานอันเคยเห็นมาเนือง ๆ ซึ่งทำเป็นดอกบัวขึ้นจากน้ำ มีพระพุทธรูปนั่งบนนั้นองค์เดียวบ้างสามองค์บ้าง ห้าองค์บ้าง จึงพระราชทานไปสอบถามกรมพระสมมตอมรพันธุ์ แล้วพระราชทานพระราชหัตถเลขาถึงฉัน ตามที่ปรากฏอยู่ในสำเนาฉบับต้นนั้น

ฉันไม่ทราบลัทธิมหายาน มีใจใคร่จะทราบ จึงเขียนหนังสือกราบบังคมทูลถาม ท้าวถึงความคาดคะเนตามที่สังเกตเห็นมาบ้าง จึงทรงพระราชวิจารณ์พระราชทาน ตามปรากฏในสำเนาฉบับหลัง ๆ ต่อไปนั้น

ส่วนทางที่กรมพระสมมตอมรพันธุ์ไปสืบนั้น ได้ความว่าเป็นแบบที่สมเด็จพระวันรัต (แดง) คิดออกจากคาถาอันหนึ่ง ซึ่งมาในพวกหนังสือสัททาวิเสส ให้เขียนเข้ากรอบไว้ ท่านเรียกว่ารูปสุนทรีวาณี กรมพระสมมตอมรพันธุ์ ได้นำรูปแผ่นต้นนั้นมาถวายทอดพระเนตร มีอธิบายยืดยาวจำไม่ได้ แต่ได้ไปเรียนถามสมเด็จพระพุฒาจารย์มาใหม่แล้ว ดังจะเล่าต่อไป รูปนั้นเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเป็นอันมาก จนถึงทรงพระราชดำริจะทำประกอบกับแผ่นศิลาจารึก ประดิษฐานไว้ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ดูประหนึ่งจะทรงพระราชดำริให้ระลึกถึงสมเด็จพระวันรัตด้วย

สมเด็จพระพุฒาจารย์ อธิบายว่า รูปสุนทรีวาณีนั้นหมายเป็นพระธรรม ดอกบัวนั้นหมายเป็นพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า ตามที่มาในคาถานี้เป็นหลัก

มุนินทะ วะทะนัมฺพุชะ คัพภะสัมภะวะ สุนทะรี

ปาณีนัง สะระณัง วาณี มัยหั ปิณะยะตัง มะนัง ฯ

วาณี นางฟ้า คือพระไตรปิฎก มุนินฺท วทนมฺพุช คพฺภสมฺภว สุนฺทรี มีรูปอันงาม เกิดแต่ห้องแห่งดอกบัว คือโอษฐ์แห่งพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งปราชญ์ทั้งหลาย ปาณีนํ สรณํ เป็นที่พึ่งแห่งสัตว์ผู้มีปราณทั้งหลาย มยฺหํ ปิณยตํ มนํ จงยังใจแห่งข้าพเจ้าทั้งหลายให้ยินดีฯ สมเด็จพระวันรัตกล่าวว่า อาจารย์ของท่าน ทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระ สอนให้บริกรรมคาถานี้ ก่อนที่จะเริ่มเรียนพระปริยัติ และเข้าที่ภาวนาทุกคราวไป ท่านผู้ใหญ่ทั้งหลายมีสมเด็จพระสังฆราช วัดราชสิทธารามเป็นต้น ล้วนนับถือคาถานี้อยู่ทั่วกัน จนกระทั่งอาราธนาธรรมก็ใช้คาถานี้ ท่านจึงคิดเอามาผูกเป็นรูปปรุงเปรียบเข้าอีกหลายอย่าง หัตถ์ขวาแห่งสุนทรีวาณีซึ่งทำให้เป็นอาการกวักนั้น เพื่อจะให้ได้คำว่า เอหิปสฺสิโก ดวงแก้วในพระหัตถ์ซ้ายก็เปรียบเป็นอมตะ รูปบุรุษเบื้องขวาก็เปรียบเป็นภิกษุสงฆ์สาวก รูปสตรีเบื้องซ้ายนั้นเปรียบเป็นพระภิกษุณีสงฆ์สาวิกา เทวดาแถวล่างนั้นหมายถึง เทวโลก พรหมแถวบนหมายถึงเทวโลกต่างมาทำการสักการบูชา น่านน้ำภายใต้นั้นเปรียบด้วยสังสารวัฏ นาคและสัตว์น้ำนั้นเปรียบเป็นพุทธบริษัท ท่าน(ลบหา) หมื่นศิริธัชสังกาศ เจ้ากรม (แดง) มาเขียนแล้วเข้ากรอบเป็นลับแลตั้งบูชาไว้ ภายหลังได้ทำเป็นรูปหล่อขึ้นด้วย เมื่อท่านอาพาธด้วยถูกสุนัขบ้ากัด พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยม ทอดพระเนตรเห็นตรัสถามว่ารูปอะไร ท่านทูลว่ารูปวาณี แต่มิได้ตรัสซักไซ้ประการใดต่อไป เห็นจะเป็นด้วยทรงเกรงใจว่าท่านกำลังอาพาธอยู่ เมื่อท่านถึงแก่มรณภาพแล้ว กรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจให้มายืมรูปเขียนไปถ่ายทำแบบตีพิมพ์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทอดพระเนตรเห็นแบบตีพิมพ์จะทรงระลึกได้ จึงโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระสมมตอมรพันธุ์ไปสอบถาม และนำรูปมาถวายทอดพระเนตรรูปเดิมนั้นเดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ สมเด็จพระพุฒาจารย์รักษาไว้

ข้อความทั้งนี้ จะสมควรนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาหรือไม่ แล้วแต่ท่านจะเห็นสมควร ได้ส่งสำเนาพระราชหัตถเลขาคืนมานี้แล้วควรมิควรแล้วแต่จะโปรดนริศ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ ขอเดชะ

วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าไปพบรูปพิมพ์ มีมาขายใหม่สองอย่าง ต้องแวะซื้อขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายรูปที่เขียนเปรียบด้วยพระรัตนตรัย ซึ่งอ้างเป็นของสมเด็จพระวันรัต (แดง) นั้น อยู่ข้างประหลาด ข้าพระพุทธเจ้ามีความพิศวงหลงใหลอยู่ แต่พิจารณาที่เปรียบไม่เห็นเค้าเงื่อนเลยจะต้องเที่ยวสืบอัตถาธิบายดู

ควรมิควรแล้วแต่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

ข้าพระพุทธเจ้า

นริศ

ขอเดชะ ฯ





พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์

วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒

ถึง เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัตติวงศ์

รูปภาพที่ส่งมาวันนี้ ๒ แผ่นนั้น เคยเห็นแขวนอยู่ตามตลาด แต่พระพุทธรูปอีกแผ่นหนึ่งไม่เคยเห็นแปลกดี กิริยาอาการช่างเป็นรูปข้างมหายานเสียจริง ๆ ได้ส่งออกไปสอบถามกรมขุนสมมต ๆ ว่าได้ทราบแต่ว่ามีคัมภีร์อะไร ฉันได้ขอให้กรมสมมตสอบถามพระธรรมโกษาและพระ(ลบสม)ศรีสมโพธิเห็นจะได้ความ

เรื่องมหายานและหีนยานแยกกันอย่างไร มีพงศาวดารซึ่งพรตญี่ปุ่นเก็บมาแต่งเป็นภาษาอังกฤษบางวงศ์แห่งพรตญี่ปุ่น เขาได้ให้ฉันถวายกรมหมื่นวชิรญาณไป ยังยึดไว้สืบค้นจนเดี๋ยวนี้ เมื่อแรกนี้ใกล้เคียงกันมากถึงอยู่ร่วมอารามแต่แยกเป็นคนละคณะ ฟ้าเหียนซึ่งเป็นพรตจีนออกไปสืบข่าวพระศาสนาที่อินเดียก่อนคริสตศักราช ๖๐๐ ปี ได้ไปถึงเมืองปาตลิบุตร ได้ไปที่วัดอโศการามและกุกกุฏาราม ได้พบพระสงฆ์ทั้งสองคณะอยู่กุฏิคนละฟาก มีเสาศิลาซึ่งจารึกคำพระเจ้าธรรมาโศกถวายสกลชมพูทวีปเป็นพุทธบูชา ๓ ครั้ง กุฏิฟากหนึ่งเป็นมหายานฟากหนึ่งเป็นหีนยาน ฟ้าเหียนออกไปขัดข้องด้วยภาษา จึงได้เที่ยวไปในประเทศอื่น ๆ มีกาสีชนบทเป็นต้นถึง ๓ ปีแล้ว จึงย้อนกลับมาในมคธรัฐ เข้าเรียนพระวินัยในสำนักมหายานแล้วพวกมหายานให้ลอกคัดพระวินัย พระสูตร พระปรมัตถ์ อยู่อีก ๖ ปี จึงแล้วรวมเป็นเวลา ๑๐ ปีเศษ จึงได้กลับไปเมืองจีน

ภายหลังมีพรตจีนอีกรูปหนึ่ง ชื่อห้วนเจียงออกไปเมื่อก่อนคริสตศักราช ๓๐๐ ปี เวลานั้นเมืองปาตลิบุตรร้างไปมากแล้ว พระสงฆ์ไม่มีแต่เสนาสนะเหล่านั้นยังมีรากปรากฏอยู่

บัดนี้อังกฤษไปค้นพบตำบลที่ตั้งเสนาสนะและเจดียสถานต่าง ๆ ทั้งวังและเมืองซึ่งอยู่บกบ้างจมอยู่ในน้ำบ้าง ได้หลักฐานสำคัญเป็นอันมาก ขาดสิ่งซึ่งต้องการอย่างยิ่งอยู่นั้น คือคำจารึก หลักศิลามีถึง ๓ หลัก แต่แตกย่อยกระจาย เก็บมาคุมเข้าได้ก็ยังไม่ถึงตัวหนังสือ ที่ชำรุดมากนัก เพราะมีมิจฉาทิฐิไปทำลาย แล้วซ้ำถูกสายน้ำกัดผ่านเข้าไปในกลางเมืองด้วย ดีที่พบรอยพระพุทธบาทซึ่งเหยียบไว้ที่ริมแม่น้ำ เมื่อเวลาจะไปปรินิพพาน แต่ยังไม่ได้สร้างเป็นเมืองนั้น ครั้นเมื่อสร้างเป็นเมืองแล้ว พระเจ้าอโศกเชิญเข้ามาไว้ในพระราชวัง ขนาดแผ่นศิลาและรอยต้องกันกับพรตฟ้าเหียนและพรตห้วนเจียงได้ไปเห็น ศิลานันเป็นศิลาทรายขนาดเป็นคั่นบันไดท่าเรือจ้าง กว้าง ๒ ฟีต ยาว ๒ ฟีตครึ่ง รอยพระพุทธบาทนั้นวัดแต่ปลายนิ้วจนถึงส้นได้ฟุต ๑ กับ ๖ นิ้ว กว้างในที่กว้าง ๖ นิ้ว รอยลายที่ปรากฏอยู่ที่นิ้วอุตคุตเป็นดอกไม้คือก้นหอย และพวงปลาต่อลงมา แต่เดี๋ยวนี้ชำรุดมาก ด้วยชาวบ้านใช้ลับมีด พระบาทนี้ช่างห่างกับเราเสียจริง ๆ ถึงพรตจีน ๒ รูปก็ได้กล่าวไว้ว่ารอยโตกว่าชนสามัญ เพราะพระพุทธเจ้าโตมาก แต่ยังหาถึงใจท่านพวกลังกาไม่

ที่กล่าวมานี้ เพื่อจะให้เห็นว่าหีนยานกับมหายานอยู่ด้วยกันมาแต่ก่อน หีนยานเห็นจะคอยหารมหายานอยู่เสมอ แต่เพราะรกรากอันเดียวกัน จึงไม่หารเสียหมด เพราะมีมูลอยู่บ้าง เช่นกับมูลแห่งศาสนามหายาน ถือว่ามีพระพุทธเจ้าโลกธาตุละองค์ ขึ้นพระพุทธอมิตาภาซึ่งอยู่ในศุขัสนคร จึงมีสูตรสำหรับบูชาพระพุทธเจ้าทั้งหลายยิ่งท่องสูตรเหล่านั้นได้มากยิ่งได้บุญ จนพวกจีนทำเครื่องจักรสวดมนต์ข้างฝ่ายสูตรสัมพุทเธของเรามีมูลเป็นอันเดียวกัน บอกอานิสงส์ก็คล้ายกัน แต่ตัดชื่อเสียงลงเสียเป็นอันมาก ปรากฏว่ามาครูเดียวกับมหายาน ฉันเข้าใจว่ารูปที่สมเด็จพระวันรัตเขียนมาจากคัมภีร์ใดคัมภีร์นั้น จะเป็นมหายานแปลงเช่นสัมพุทเธ

อนึ่ง มีเรื่องซึ่งเป็นอินเตอเรสต์ของช่างที่เก็บไว้ว่าจะบอก แต่ท่าจะลืมเสีย ไหน ๆ วันอาทิตย์ก็ปล่อยเสียที ข้างฝรั่งเขากล่าวกันมานานหนักหนาแล้วตั้งแต่ฉันไปอินเดียบรรดาฝีมือช่างที่เราเรียกว่าฮินดูเขาเรียกว่ากรีก เป็นคู่กันกับมโฮมาดัน กรีกเป็นของเก่า มโฮมาดันเป็นของใหม่ ได้นึกเถียงในใจเสมอมาแล้วก็ค่อยรู้มาทีละน้อย ๆ จนบัดนี้ลงใจเชื่อเสียแล้ว เหตุที่เชื่อนั้น คือ ในประเทศอินเดียก่อนแต่พระเจ้าอโศกขึ้นไป ปราสาทราชมนเทียรกำแพงเมืองและวัด ทำด้วยไม้ทั้งนั้น จนเมืองปาตลิบุตรที่พบนี้กำแพงยาว ๔ ไมล์ กว้างไมล์ ๑ ก็ใช้เสาไม้รังปักเป็น ๒ ชั้นถมดินกลาง การช่างศิลาเกิดขึ้นในประเทศยันยอดที่อะเล็กแซนดราดิเกรตมาตั้งอยู่ จันทรคุปต์ซึ่งเป็นต้นวงศ์พระเจ้าอโศกได้รับพุ่งกันแล้วกลับเป็นไมตรี สืบวงศ์มาจึงได้ไล่กรีกออก ตกมาถึงครั้งอโศก เริ่มสร้างเครื่องศิลาเมื่อสร้างพระเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ บรรดาเครื่องศิลาที่มีอยู่ในอินเดียไม่มีอะไรเก่ากว่าที่อโศกสร้างทั้งสิ้น ในเมืองปาตลิบุตรนี้เอง ขุดได้บัวปลายเสา รูปเป็นกรีก ลวดลายทั้งแก้ไขบ้างแล้วก็ยังมีลายกรีกติดอยู่ เพราะฉะนั้นข้อที่เราจะทำอะไรไม่ให้ฝรั่งเห็นว่าเรียนอย่างฝรั่ง เห็นจะไปไม่รอด แต่เป็นเครื่องอุดหนุนให้เราเถียงว่าไม่ใช่เอาอย่างฝรั่ง เพราะเราเอาอย่างผู้ซึ่งเขาเอาอย่างฝรั่งถึง ๒,๐๐๐ ปีเศษมาแล้ว

สยามินทร์

สำเนาพระหัตถเลขา

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธุ์

ซึ่งทูลเกล้าฯ ถวายให้กับพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

หนังสือฎีกาสัททสารที่ส่งมานั้น ข้าพระพุทธเจ้าตรวจดู หาข้อความที่เกี่ยวกับรูปเปรียบต่างๆ นี้ก็ไม่มีชัด นอกจากแก้คาถาที่ลงในนั้น แต่เป็นภูมิประโยคสูงอยู่ข้างยาก

ข้าพระพุทธเจ้า จะได้ให้หลวงศรีวรโวหาร แปลทูลเกล้าฯ ถวาย แลจะได้ให้ค้นสุโพธาลังการสอบด้วย



ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

สมมตอมรพันธุ์

ขอเดชะ

กระทรวงธรรมการ



วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒

ข้าพระพุทธเจ้า พระยาวุฒิการบดี ขอประทานกราบทูล

พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสมมตอมรพันธุ์ ทราบฝ่าพระบาท

ด้วยประทานลายพระหัตถ์ที่ ๑๙๔ /๒๑๒๗ ลงวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ มีรับสั่งให้หลวงศรีวรโวหาร ฤ

ที่อยู่

Bangkok
10200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระสุนทรีวาณี Phra Sunthareevaniผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท