13/01/2020
ชีวประวัติของพ่อปู่เจ้ายี่กอฮง
ท่านเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่ถือกำเนิดในมณฑลกวางตุ้งในช่วงปี พ.ศ.๒๓๙๔ แซ่ “แต้” และมีนามว่า “หงี่ฮง” บ้างก็ว่าท่านนั้นถือกำเนิดในประเทศไทย ตรงแถวสี่กั๊กพระยาศรี โดยบิดามีอาชีพค้าผ้า ต่อมาเมื่อบิดาของท่านได้เสียชีวิตลง ท่านได้เดินทางไปอยู่กับญาติและศึกษาต่อที่ประเทศจีน จนอายุ ๑๖ ปีจึงเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกครั้ง ช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โดยตั้งปณิธานว่าจะมาประกอบอาชีพทำการค้าขายในสยามประเทศจนกว่าชีวิตจะหาไม่
การกลับมาพำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทยของท่านครั้นนั้นท่านได้เลือกไปอาศัยและค้าขายอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วได้สมรสเป็นลูกเขยของคหบดีย่านตลาดสันป่าข่อย
ซึ่งไม่แน่ใจว่าท่านคหบดีในสมัยนั้นมีหลายท่าน จะเป็นท่าน “หลวงศรีประกาศ” เจ้าของโรงแรมและภัตตาคารจีนชื่อดังในสมัยนั้น ซึ่งยังมีธุรกิจการเดินรถโดยสารสายเชียงใหม่ –ลำปางและการค้าอีกหลายอย่างในช่วงเวลานั้น
หรือจะเป็นคหบดีใหญ่ในช่วงเวลานั้น คือ หลวงอนุสารสุนทร เจ้าของที่ดินย่านไนท์บาซ่าตรงตลาดอนุสาร ผู้เป็นต้นตระกูล “ชุติมา” และ “นิมมานเหมินทร์” ซึ่งท่านยี่กอฮงอาจจะเป็นเขยของคหบดีท่านหนึ่ง เนื่องจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนกล่าวแต่เพียงสั้นๆ ว่าเป็นเขยของคหบดีใหญ่ในสมัยนั้น เท่านั้นเอง
จนท่านอายุได้ประมาณ ๓๐ ปีท่านได้โดยล่องแพนำสินค้าลงมาค้าขายอยู่แถวบริเวณหน้าจวนของท่านเจ้าคุณโชฎึกราชเศรษฐี แถววัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร (ไม่แน่ใจว่าเป็นท่านเจ้าคุณเถียน ต้นสกุลโชติกเสถียรหรือไม่ แต่เมื่อสืบความดูแล้วน่าจะใช่ เพราะพระยาโชฎึกราชเศรษฐีมีอยู่หลายยุคหลายสมัยและมีอยู่หลายท่าน แต่คนล่าสุดที่มีชื่อเสียงอยู่สมัยรัชกาลที่ ๖ ในข้อเขียนของอาจารย์ประภัสสร ก็น่าจะเป็นท่านเจ้าคุณเถียนมากที่สุด)
เมื่อค้าขายได้กำไรมีทรัพย์ในระดับหนึ่งแล้วท่านจึงตัดสินใจมาตั้งรกรากทำการค้าอยู่ที่พระนครโดยถาวร โดยเลือกทำเลปลูกตึกอยู่ตรง สน.พลับพลาไชยในปัจจุบัน
อันนามว่า “ยี่กอฮง” นั้นท่านได้มาเมื่อครั้นเข้าร่วมขบวนการลับแห่งหนึ่งที่ต่อต้านราชวงศ์ชิง - กอบกู้ราชวงศ์หมิง ด้วยบุคลิกลักษณ์การเป็นผู้นำของท่าน ทำให้ท่านก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งหัวหน้ารอง เพราะคำว่า “ยี่กอ (??)” จะมักใช้เรียกผู้ที่ตนนับถือในฐานะพี่รอง
แม้ภายหลังสมาคมลับแห่งนี้ได้มีการเปลี่ยนพี่ใหญ่ (??) หรือหัวหน้าใหญ่ใหม่ ท่านก็ไม่ขอรับตำแหน่งพี่ใหญ่ ยังคงความเป็นพี่รองต่อไป
เมื่อครั้น ดร.ซุน ยัดเซ็น นักปฏิวัติแห่งสาธารณรัฐจีนเดินทางมาเยือนประเทศไทยก่อนโค่นล้มราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ ท่าน ดร.ซุนได้มารู้จักสนิทสนมกับท่านยี่กอฮงเป็นอย่างมาก จนถึงกับขนานนามท่านยี่กอฮงว่าเป็น ตี๊ย่ง” หรือ “ผู้มีสติปัญญาความกล้าหาญมาก”
หลังจากราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้มไปแล้ว ท่านยี่กอฮงก็ได้ตั้งอกตั้งใจทำการค้ามากมายหลายอย่าง ทั้งค้าขายกับคนไทยด้วยกันและกับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาค้าขายกับประเทศไทย จนมีโรงสีชื่อ “เคียมฮั่ว” เป็นของตัวเอง
เมื่อธุรกิจหลายๆ ธุรกิจของท่านรุ่งเรืองรุดหน้าตลอดมา จนทำให้ท่านมีฐานะติดอันดับมหาเศรษฐีในสมัยนั้นและมีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชนชั้นเจ้านายในพระบรมมหาราชวังเลยทีเดียว
ต่อมาในสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ประเทศไทยต้องมาประสบกับวิกฤตการณ์ทางด้านการเงินการคลัง จึงมีนโยบายให้เปิดบ่อนหวยเสรีขึ้นเพื่อหาเงินเข้าท้องพระคลังหลวง
ท่านยี่กอฮงจึงได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้จัดการดำเนินการควบคุมบ่อนเบี้ยหวย ก ข โดยให้ทำกออกหวยวันละ 2 ครั้งในช่วงสายและเย็น (มีลักษณะคล้ายๆ หวยปิงปองหรือจับยี่กี่ในปัจจุบันนั่นเอง) ซึ่งท่านก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีเยี่ยม สามารถหาเงินส่งส่วยเข้าท้องพระคลังหลวงได้เป็นจำนวนมาก
ตอนที่ท่านรับหน้าที่คุมบ่อนเบี้ยหวยนั้นกล่าวกันว่า ท่านได้ให้ความสนใจในเรื่องวิชาคาถาอาคมของไทยเราเป็นอย่างมาก จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าท่านนั้นเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า
ในคราวที่ท่านคุมบ่อนฮวยหวยที่สามยอด ท่านก็นำวิชาอาคมที่เล่าเรียนมาใช้ป้องกันสะกดคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้าม ที่จะเข้ามาใช้เวทมนต์คดโกงหรือเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับบ่อนของท่านอยู่บ่อยครั้ง โดยได้กระทำพิธีอย่างถูกต้องตามตำราอย่างสมบูรณ์ ได้รับการกล่าวขานกันว่าอย่าคิดมาโกงหรือใช้คาถาในบ่อนของท่านอย่างเด็ดขาดเพราะจะใช้ไม่ได้ผล จนทำให้กิจการบ่อนฮวยหวยของท่านเจริญรุ่งเรืองอย่างหาใครเทียบไม่ได้ในสมัยนั้น
เมื่อท่านได้เงินจากการเปิดบ่อนฮวยหวยจนร่ำรวยมาแล้ว ก็มีผู้มาเสนอให้ท่านเปิดโรงฝิ่นเพราะสามารถทำกำไรได้งาม ใครเสพแล้วมักติดต้องกลับมาเสพอีก แต่ท่านก็ปฏิเสธยืนกรานว่าจะไม่ประกอบอาชีพเปิดโรงฝิ่น เนื่องจากเป็นอาชีพที่เลวร้ายเกินกว่าที่ท่านจะรับได้ และยังอาจจะเป็นเหตุให้แผ่นดินสยามที่มีบุญ คุณต่อท่านต้องอ่อนแอลงไปเหมือนเมื่อครั้นในสมัยราชวงศ์ชิง ที่ชาวจีนติดฝิ่นกันงอมแงมจนไม่มีเรี่ยวแรงไปต่อสู้กับศัตรูต่างชาติที่เข้ามายึดประเทศจีน จึงไม่ปรารถนาให้ประเทศไทยเป็นอย่างประเทศจีนในสมัยนั้น
คนเราเมื่อร่ำรวยแล้วก็ต้องรู้จักช่วยเหลือผู้อื่นในด้านสาธารณกุศลอันเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่งที่ชาวจีนยึดถือปฏิบัติกันมายาวนานสืบต่อกันมา
ท่านได้สร้างสาธารณประโยชน์ไว้อย่างมากมาย อาทิเช่น ถนน, โรงเรียนเผยอิง, ศาลเจ้าเก่าถนนทรงวาด, ศาลเจ้าไต้ฮงกง, ก่อสร้างท่าน้ำฮั่วเซี้ยม, ริเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลเทียนฟ้า และเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิปอเต็กตึ้งขึ้น โดยชักชวนเหล่าพรรคพวกเพื่อนฝูงในสมัยนั้นเช่นตระกูลหวั่งหลี ล่ำซำ และ ฯลฯ มาร่วมกันสร้างมูลนิธิช่วยเหลือผู้ยากไร้ตกทุกข์ได้ยากและสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กที่เรียนดีแต่ยากไร้ อีกทั้งยังเป็นตัวตั้งตัวตีในการรณรงค์หาเงินเข้าสภากาชาดไทยอย่างมากมาย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบความและทรงพอพระทัยเป็นอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นรองหัวหมื่น พระอนุวัฒน์ราชนิยม และยังพระราชทานนามสกุลเพื่อเป็นบำเหน็จความดีความชอบและเพื่อเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลให้ว่า “เตชะวนิช” คอยควบคุมดูแลการส่งสินค้าตรงบางรัก
ไม่เพียงแต่ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางในสยามประเทศเท่านั้น ตามประวัติเล่ากันว่าเดิมในยุคนั้นท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางแมนจู ขุนนางไต้หวันและขุนนางฝรั่งเศสด้วย รวมท่านได้เป็นขุนนางถึง ๔ ประเทศในช่วงเดียวกัน อันเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลท่านเป็นอย่างมาก
ต่อมาบั้นปลายชีวิตของท่านในช่วงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง ทำให้ท่านเกิดปัญหาด้านการเงินอย่างรุนแรงจนถูกฟ้องล้มละลาย ทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดไปเป็นของหลวง รวมทั้งตัวบ้านของท่านด้วย แต่เนื่องจากท่านได้ประกอบคุณงามความดีให้แก่บ้านเมืองไว้เป็นอันมาก จึงอนุญาตให้ท่านอาศัยอยู่ในบ้านของท่านตรง สน.พลับพลาไชยไปจนตลอดชีวิต
แล้วในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ท่านก็ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบในบ้านหลังนี้รวมสิริอายุ ๘๕ ปี ขณะเดียวกันหลวงอดุลเดชจรัส ผู้เป็นอธิบดีกรมตำรวจในสมัยนั้นมีความต้องการใช้บ้านของท่านมาเป็นโรงพักกลางแทนโรงพักสามแยกที่ถูกไฟไหม้เสียหายไป จึงทำการรื้อตัวอาคารเดิมทั้งหมดทิ้งลง แล้วสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาแทน และสร้างศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงไว้บนโรงพักแห่งนี้ด้วย อันเป็นที่เคารพนับถือเป็นอย่างมากของเหล่าตำรวจและประชาชนทั่วไป
ต่อมาได้มีการก่อสร้าง สน.พลับพลาไชยใหม่อีกครั้งและศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงก็ยังได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ด้วย บนดาดฟ้าชั้น๔ คู่กับสน.พลับพลาไชยให้ได้กราบไหว้ขอโชคลาภกันมาถึงปัจจุบัน
ศาลพ่อปู่เจ้ายี่ฮงกงถือว่าเป็นศาลเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งของชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวไต้หวัน ชาวฮ่องกง ชาวสิงคโปร์ ชาวมาเลเซีย จะให้ความนับถือกันเป็นอย่างมาก จนมีเรื่องราวปรากฏบนเว็บไซต์ของประเทศที่กล่าวมาอย่างมากมายหลายเว็บ
ด้วยเริ่มแรกเดิมทีนั้นเชื่อกันว่าเดิมนั้นท่านเป็นเจ้าของโรงหวยบ่อนเบี้ยที่โด่งดังร่ำรวย มีวิชาอาคมที่แก่กล้า และอีกทั้งท่านยังเป็นผู้ที่มีความเมตตาปราณีชอบให้ความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก จึงมีผู้คนมาบนบานสารกล่าวขอให้ท่านช่วยเหลือให้มีโชคลาภและรอดพ้นจากความยากจน ซึ่งหลายๆ คนก็ได้โชคลาภร่ำรวยกลับไป จึงทำให้ศาลแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องการมาขอโชคขอลาภ
มีผู้ขนานนามให้ท่านอย่างมากมาย อาทิเช่น อากงของนักเสี่ยงโชค, เทพเจ้าแห่งการเสี่ยงโชค, เทพเจ้าแห่งโชคลาภ, เจ้าพ่อแห่งหวย และอีกมากมายหลายชื่อ
ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ณ ศาลพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงบนดาดฟ้าชั้น ๔ ของ สน.พลับพลาไชยแห่งนี้ จึงมีประชาชนเดินทางมาขอโชคขอลาภขอหวยกันอย่างมากมาย บ้างก็มาขอให้ช่วยปลดหนี้ บ้างก็ขอให้ประสบความสำเร็จมีโชคลาภในการค้าขาย กันอยู่มากมายตลอดเวลา
การจะมากราบไหว้ขอโชคขอลาภกับพ่อปู่เจ้ายี่กอฮงนั้น เคล็ดลับ ถ้าจะมาขอโชคขอลาภกับพ่อปู่นั้น ให้เตรียมเอาของมาทำการสักการะด้วย 3 อย่าง คือ
-โอยั๊วแก่ๆ ไม่ใส่น้ำตาล (กาแฟดำโบราณ)
-หมากพลู
-และพวงมาลัยดอกดาวเรือง
ซึ่งทั้ง 3 อย่างนี้เป็นของโปรดของท่าน แล้วจะไม่ผิดหวัง