26/08/2026
ข้อคิดหนึ่ง...จากพระวาจา (โดยคุณพ่อชัยยะ กิจสวัสดิ์)
เทศกาลธรรมดา ปี A อาทิตย์ที่ 22
ข้อคิดจากพระวรสารของนักบุญมัทธิว (มธ 16:21-27)
พระวรสารวันนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการทำนายครั้งแรกถึงพระทรมานของพระเยซูเจ้า
พี่น้องครับ แม้เปโตรพึ่งจะประกาศที่เมืองซีซารียาแห่งฟิลิปว่า “พระเยซูเจ้าคือพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงชีวิต” ดังที่เราได้ฟังในพระวรสารของวันอาทิตย์ที่แล้ว แต่พระคริสตเจ้าตามความคิดของเปโตรนั้นแตกต่างจากความคิดของพระเยซูเจ้าอย่างสิ้นเชิง
สำหรับเปโตร “พระคริสตเจ้า” ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษากรีก หรือ “พระเมสสิยาห์” ซึ่งมาจากภาษาฮีบรู ก็คือกษัตริย์นักรบที่พระเจ้าทรงส่งมาเพื่อนำชาวยิวขับไล่พวกโรมันออกจากแผ่นดินอิสราเอล แล้วทำให้ชนชาติยิวกลับมามีอำนาจรุ่งเรืองเหนือชนชาติอื่นให้สมกับเป็นประชากรที่พระเจ้าทรงเลือกสรร
เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยซูเจ้าตรัสในพระวรสารวันนี้ว่าพระเมสสิยาห์ “จะต้องเสด็จไปกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อรับการทรมาน และจะถูกประหารชีวิต” เปโตรจึงยอมรับไม่ได้และทูลคัดค้านทันทีว่า “เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์อย่างแน่นอน”
พี่น้องครับ ยังไม่ทันที่เปโตรจะพูดจบดี คำตำหนิอันหนักหน่วงก็ตามมาทันที “เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง”
คำว่า “ซาตาน” เป็นภาษาฮีบรูแปลว่า “ปรปักษ์” เพราะฉะนั้น ซาตานมันจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เปโตรเป็นปรปักษ์กับพระเยซูเจ้า จนพระองค์ต้องตรัสว่า “เจ้าไม่คิดอย่างพระเจ้า แต่คิดอย่างมนุษย์”
พี่น้องครับ ข้อหาที่ทำให้เปโตรเป็นซาตานก็คือ “ไม่คิดอย่างพระเจ้า” แล้วพี่น้องอยากจะคิดอย่างพระเจ้า หรืออยากจะคิดอย่างมนุษย์ล่ะครับ?
ถ้าคำตอบของพี่น้องคืออยากจะคิดอย่างพระเจ้า พระวรสารวันนี้มีคำตอบให้พี่น้องว่าต้องคิดอย่างไร?
สิ่งแรกที่พี่น้องต้องคิดอาจจะดูขัดแย้งกันสักหน่อย คือพี่น้องคงจำพระวาจาที่พระเยซูเจ้าตรัสไว้ว่า “ท่านทั้งหลายที่เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนัก จงมาพบเราเถิด เราจะให้ท่านได้พักผ่อน” (มธ 11:28) ได้ใช่มั้ยครับ แต่ก็เป็นพระเยซูเจ้าองค์เดียวกันนี่แหละที่ตรัสในพระวรสารวันนี้ด้วยว่า “ถ้าผู้ใดอยากตามเรา ก็จงเลิกคิดถึงตนเอง จงแบกไม้กางเขนของตนและติดตามเรา”
พี่น้องฟังแล้วคงมีคำถามตามมาทันทีใช่มั้ยครับ ตกลงวันนี้เรามาวัด มาหาพระเยซูเจ้าทำไม?
มาเพื่อขอให้พระองค์ยกภาระหนักออกไปจากบ่าของเราเพราะเราเหน็ดเหนื่อย หรือมาเพื่อจะแบกกางเขนติดตามพระองค์ เอางัยดี งงใช่มั้ยครับ?
พี่น้องครับ จริง ๆ เรามาก็เพื่อขอให้พระองค์ยกเอาภาระออกไปจากบ่าของเรา นั่นคือเอาภาระที่ไม่จำเป็น ภาระที่ไม่มีประโยชน์ และภาระที่ไม่มีความหมายต่อชีวิตของเราออกไป แล้วขอพระองค์โปรดให้เรามีพละกำลังและความมุ่งมั่นที่จะแบกกางเขนติดตามพระองค์จนถึงยอดเขากัลวาริโอ อันเป็นหนทางที่จะนำเราไปสู่ความรอดพ้นและเกียรติมงคลอันรุ่งโรจน์ตลอดนิรันดร
พี่น้องครับ การแบกกางเขนก็คือการยอมรับภาระทุกอย่างอันเกิดจากการรับใช้พระเจ้า เหมือนอย่างประกาศกเยเรมีย์ในบทอ่านที่หนึ่งวันนี้ที่แม้จะต้องสู้ทนกับความอับอาย สู้ทนกับการถูกเยาะเย้ยถากถางจนต้องร้องว่า “แย่แล้ว ตายแน่ ๆ” แต่ท่านก็ยินยอมรับใช้พระเจ้าด้วยการประกาศพระวาจาของพระองค์
และนอกจากจะยอมรับภาระอันเกิดจากการรับใช้พระเจ้าแล้ว กางเขนยังหมายถึงการยอมรับภาระอันเกิดจากการเสียสละเวลาว่างหรือเวลาพักผ่อนส่วนตัวของเราเพื่อไปเยี่ยมเยียนคนชราบ้าง ไปเยี่ยมเยียนคนพิการบ้าง คนด้อยโอกาสบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการรับใช้พระเจ้าที่ดีที่สุด
และนอกจากภาระอันเกิดจากการรับใช้พระเจ้าและเพื่อนพี่น้องแล้ว กางเขนยังหมายรวมถึงภาระอันเกิดจากการทำหน้าที่ประจำวันของเรา ภาระอันเกิดจากการต่อสู้กับปัญหาต่าง ๆ ที่ประเดประดังเข้ามาในชีวิตของเรา ตลอดจนภาระอันเกิดจากการต่อสู้กับตัวเราเองตามที่นักบุญเปาโลอ้อนวอนและกำชับเราในบทอ่านที่สองวันนี้ว่า “ข้าพเจ้าอ้อนวอนท่านทั้งหลายให้ถวายร่างกายของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต...อย่าคล้อยตามความประพฤติของโลกนี้ แต่จงเปลี่ยนแปลงตนเองโดยการฟื้นฟูความคิดขึ้นใหม่”
พี่น้องครับ รวมความว่าเราต้องพร้อมแบกภาระอันเกิดจากการรับใช้พระเจ้า ภาระอันเกิดจากการรับใช้เพื่อนพี่น้อง และสุดท้ายเรายังมีภาระต้องต่อสู้กับตัวเราเองอีกด้วย เราต้องสู้ทนแบกกางเขนอย่างนี้แหละจึงจะได้ชื่อว่า “คิดอย่างพระเจ้า” !
พี่น้องครับ นอกจากคิดอย่างพระเจ้าโดยการสู้ทนแบกกางเขนแล้ว วันนี้พระเยซูเจ้ายังสอนให้เรารู้และคิดถึง “เคล็ดลับ” อีกอย่างหนึ่งซึ่งจะทำให้เรามีชีวิต และเป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากอีกด้วย นั่นก็คือให้เรา “ตายต่อตนเอง” หรือ “เลิกคิดถึงแต่ตนเอง”
พระองค์ตรัสว่า “ผู้ใดใคร่รักษาชีวิตของตนให้รอดพ้น ก็จะสูญเสียชีวิตนิรันดร แต่ถ้าผู้ใดเสียชีวิตของตนเพราะเรา ก็จะพบชีวิตนิรันดร”
พี่น้องครับ ฟังดูเหมือนมันจะขัดแย้งกัน แต่เหตุผลของพระเยซูเจ้าก็คือหากเรามัวแต่รักษาชีวิตของตน มัวแต่แสวงหาความสะดวกสบายใส่ตัว มัวแต่ดำเนินชีวิตตามใจตนเอง เรากำลังปล่อยตัวเราเองให้หย่อนยาน เห็นแก่ตัว และก็ยึดติดอยู่กับสิ่งของของโลกนี้ ซึ่งเป็นชีวิตที่สวนทางกับพระเจ้าและทำให้ความเป็น “ฉายาของพระเจ้า” ในตัวเราลดน้อยถอยลง และเมื่อความเป็นฉายาของพระเจ้าลดน้อยลง มันก็จะส่งผลให้ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ของเราต้องด้อยค่าลงจนกลายเป็นคนไร้ค่าไปในที่สุด
เหตุผลอีกด้านหนึ่ง พี่น้องลองคิดดูสิ หากไม่มีผู้ใดดำเนินชีวิตตามเคล็ดลับของพระเยซูเจ้า ต่างคนต่างเห็นแก่ความปลอดภัยของตนเอง ไม่ยอมเสี่ยง ไม่ยอมเสียสละ เราคงไม่มียารักษาโรคใหม่ ๆ ไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ไม่มีสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งคงทำให้ชีวิตของเรายากลำบากมากกว่านี้หรืออาจจบสิ้นไปนานแล้วก็ได้
เพราะฉะนั้น ผู้ที่พร้อมเดิมพันชีวิตของตนเพื่อพระเจ้าเท่านั้นแหละที่จะพบชีวิต และเป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากที่สุดด้วย !
พี่น้องครับ พี่น้องอย่าลืมนะว่า ทุก ๆ วินาที ชีวิตของเรากำลังเคลื่อนที่ไปสู่ความตายและการพิพากษา ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากสองสิ่งนี้ไปได้สักคนเดียว !
และขอย้ำว่า เกณฑ์ในการพิพากษาตัดสินของพระเยซูเจ้าก็คือ “ผู้ที่อุทิศชีวิตของตนเพื่อพระองค์ ก็จะพบชีวิตนิรันดร” !!
ก่อนจะจบ ขอย้อนกลับมาที่เรื่องราวของนักบุญเปโตรในพระวรสารวันนี้อีกนิดหนึ่ง
แม้เปโตรจะถูกพระเยซูเจ้าดุว่าเป็นซาตาน แต่คำสั่งที่พระองค์ทรงใช้ “ขับไล่” เปโตรก็ยังแฝงไปด้วยคำเชิญชวนและการให้โอกาสเปโตรกลับมาติดตามพระองค์อีกครั้ง
ก่อนหน้านี้พระองค์ขับไล่ปีศาจที่ล่อลวงพระองค์ในถิ่นทุรกันดารว่า “เจ้าซาตาน จงไปให้พ้น” แต่กับเปโตร พระองค์ตรัสสั่งว่า “เจ้าซาตาน ถอยไปข้างหลัง”
หมายความว่า พระองค์ทรงขับไล่ปีศาจให้ไปแล้วไปลับ แต่กับเปโตรไม่ใช่ไปแล้วไปลับ เพียงแค่ให้ “ถอยไปอยู่ข้างหลัง” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ “ให้กลับมาติดตามพระองค์ !”
พี่น้องครับ นี่คือสิ่งที่ทำให้เปโตรแตกต่างจากปีศาจอย่างสิ้นเชิง เพราะปีศาจมันเย่อหยิ่งจองหองเกินกว่าจะยอมติดตามพระเยซูเจ้า ส่วนเปโตร แม้จะผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ท่านก็หันกลับมาติดตามพระองค์ทุกครั้ง
บัดนี้ พี่น้องครับ ต่อหน้าพระเยซูเจ้าผู้ประทับอยู่ในศีลมหาสนิทซึ่งเรากำลังจะเข้าไปรับอีกสักครู่หนึ่งนี้ ให้เราวอนขอพระองค์โปรดให้ตาแห่งใจของเราสว่างขึ้น เพื่อเราจะได้ตัดสินใจเลือกอย่างถูกต้อง ว่าจะเดินตามแบบอย่างของนักบุญเปโตร คือหันกลับมาแบกกางเขนติดตามพระองค์ หรือจะเดินตามแบบอย่างของปีศาจ คือไปแล้วไปลับ และขอพระองค์โปรดให้เรามีความมุ่งมั่นและมีพละกำลังที่จะเดินตามหนทางที่พระองค์ทรงดลใจให้เราเลือกในวันนี้ด้วยเทอญ