God's Love revealed

God's Love revealed Mission

02/10/2022
17/02/2022

"הלוויים"הקול החדש מהמסורת היהודיתTHE NEW SOUND OF THE JEWISH TRADITIONהרכב נשמה יהודי חדש המשלב מוסיקה מן המסורת היהודית בהפקה מושקעת וחדשה באווירת מוסיקת ע...

15/02/2022

In my last episode, I presented how from a small town of Salem the Jebusites transformed the site into a walled and well-protected fortress of Jebus. We talk...

15/02/2022

First premiere episode of the "History of Jerusalem" series. We start with the topography of Jerusalem and a very interesting geographic arrangement of Jerus...

28/01/2022

THIS IS A PRESENTATION WHICH IS A RESULT OF 2 YEARS OF MY WORK IN UNITY ENGINE, WHERE I CREATED MODELS OF JERUSALEM FROM 13 DIFFERENT PERIODS. 1. MELCHIZEDEK...

22/01/2022

Special thanks to Emanuel Machnicki for writing the script for this episode! When looking at and understanding these contemporary conflicts around Israel, it...

03/01/2022

Andrea & Virginia Bocelli sing Hallelujah - White House Christmas 2021

31/12/2021

Pope Francis celebrated Christmas Eve Mass in St. Peter’s Basilica in the Vatican on Friday. About 1,500 people attended the Mass, which was held earlier in ...

15/12/2021

บทที่4
ความเชื่อและการประพฤติ

ในบทเรียนสามบทแรก เราได้ศึกษาถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อชนชาติยิศราเอล และพระเจ้าได้ทรงนำเขามั้งหลายออกมาจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ ได้ทรงโปรดประทานคำสัญญาไมตรีเดิมที่ภูเขาซีนาย และได้ทรงยอมให้พระบุตรสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อความบาปของเราทั้งหลาย ซึ่งเดี๋ยวนี้เราอยู่ภายใต้คำสัญญาไมตรีอันนี้ บทนี้จะเริ่มศึกษาถึง "หน้าที่" ของมนุษย์ต่อพระเจ้า เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนคำสัญญาไมตรีใหม่มีผลบังคับใช้ หลายวันต่อมาหลังจากที่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์แล้ว ในวันเทศกาลเพ็นเทคศเต ฝูงชนเป็นจำนวนมากได้ยินอัครสาวกเปโตรเทศนาครั้งแรก ในคำเทศนาเปโตรได้กล่าวหาฝูงชนนั้นว่าเป็นผู้ที่ได้ฆ่าพระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า พระคัมภีร์กล่าวว่า "เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวแก่เปโตรและอัครสาวกอื่นว่า พี่น้องเอ๋ยเราจะทำอย่างไร ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า จงกลับใจเสียใหม่และรับบัพติศมาในนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อความผิดบาปของท่านจะทรงยกเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์" (กิจการ 2.37-38) ในวันนั้นพระคัมภีร์กล่าวว่ามีสามพันคนเข้ารับบัพติศมา เพื่อความผิดบาปในอดีตจะยกเสีย และเขาเหล่านั้นได้ถูกนับเข้าสู่คริสตจักร (กิจการ 2.41-47)
ยังมีชาวยิวอื่น ๆ ซึ่งเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์แต่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ "แม้ในพวกขุนนางก็มีหลายคนเชื่อถือพระองค์ แต่เขามิได้รับพระองค์โดยเปิดเผย กลัวว่าพวกฟาริซายจะขับไล่เขาเสียจากธรรมศาลา ด้วยว่าเขารักความสรรเสริญของมนุษย์มากกว่าความสรรเสริญของพระเจ้า" (โยฮัน 12.42-43) จากตัวอย่างอันนี้เราเห็นได้ชัดทีเดียวว่า มีความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่มีความเชื่อแต่ไม่ปฏิบัติตาม กับความเชื่อที่ปฏิบัติตาม เป็นแบบแผนแห่งความรอดในพระคัมภีร์ใหม่ เป็นสาระสำคัญที่เราจะเรียนในบทเรียนนี้

เราได้รับความรอดโดยความเชื่อ
ในเอเฟโซ 2.8 เปาโลกล่าวว่า "ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่แต่ตัวท่านทั้งหลายเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้" ความจริงที่สำคัญเป็นที่ยอมรับทั่วไป แต่ก็ยังมีการเข้าใจผิดกันมาก ในเฮ็บราย 11.6 เราอ่านพบว่า "แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้ เพราะว่าผู้ที่มาหาพระเจ้าต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และต้องเชื่อว่าพระองค์เป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่ปลงใจแสวงหาพระองค์" และอีกข้อหนึ่ง ในกิจการ 16.31 เปาโลได้บอกกับนายคุกชาวฟิลิปปอยว่า "จงเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์เจ้าและท่านจะรอดได้..."
พระเยซูได้กล่าวไว้ใน มาระโก 16.16 "ผู้ใดได้เชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด..." ถ้าปราศจากความเชื่อเราไม่มีความหวังเลย บางคนอาจจะให้เหตุผลว่า ความเชื่อของขุนนางผู้ที่ไม่ยอมรับโดยเปิดเผยเป็นความเชื่อที่พระเจ้ายอมรับเหมือนกับความเชื่อของสามพันคนในวันเพ็นเทคศเตที่เชื่อฟังพระกิตติคุณ พระคัมภีร์สอนว่าความเชื่อของเราจะเป็นที่ยอมรับแก่พระเจ้าได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับฐานะหรือเงื่อนไขที่เราดำรงอยู่

สถานะของความเชื่อ
พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้บรรยายถึงสถานะหรือเงื่อนไขสองประการซึ่งความเชื่อดำรงอยู่ สถานะอันหนึ่งความเชื่อจะนำเราไปถึงความรอด และอีกสถานะหนึ่งความเชื่อนั้นใช้การอะไรไม่ได้เลย จะเป็นที่แช่งสาปมากกว่าเป็นพร สถานะสองประการคือ ความเชื่อที่ตายและความเชื่อที่มีชีวิตอันประกอบด้วยความประพฤติ
ใน ยาโกโบ 2.17 พระคัมภีร์กล่าวว่า ความเชื่อถ้าปราศจากการประพฤติ ความเชื่อก็ตายอยู่ในตัวเองแล้ว เหมือนกับสถานของร่างกายมนุษย์ซึ่งกำลังมีชีวิตอยู่หรือตายแล้ว ความเชื่อที่มีชีวิตเหมือนร่างกายที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งสำแดงออกโดยการกระทำ ความเชื่อที่ตายเหมือนร่างกายที่ตายแล้วไม่มีชีวิตชีวาอะไร ความเชื่อที่ตายเป็นความเชื่อเท่านั้น เป็นความเชื่อที่ไม่ได้ประพฤติตามคำสั่งของพระคริสต์ ความเชื่อแบบนี้เป็นความเชื่อของ "ขุนนาง" ซึ่งไม่ยอมรับโดยเปิดเผย พระคัมภีร์ยังบอกว่าแม้พญามารก็มีความเชื่อแบบนี้ด้วย แต่ความเชื่อแบบนี้ไม่มีคุณค่าแก่ความรอดเลย ในยาโกโบ 2.19 ได้ตำหนิคำสอนเกี่ยวกับความรอดที่ผิดโดยเอาความเชื่อแยกออกจากการเชื่อฟังที่ประกอบด้วยความประพฤติตามพระคำของพระเจ้า "ท่านเชื่อว่ามีพระเจ้าแต่องค์เดียวนั่นก็ดีอยู่แล้ว พวกปีศาจทั้งปวงก็เชื่อเหมือนกันและกลัวจนตัวสั่น"
ยาโกโบได้ชี้ให้เห็นว่าปราศจากความเชื่อจะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้ ในที่สุดยาโกโบได้สรุปถึงเรื่องนี้ไว้ในข้อสุดท้ายว่า "ด้วยว่ากายอันปราศจากจิตต์วิญญาณตายแล้วฉันใด ความเชื่ออันปราศจากการประพฤติก็ตายแล้วฉันนั้น" ยาโกโบหมายความว่าเหมือนกับร่างกายที่ตายแล้วย่อมใช้การไม่ได้ เพระปราศจากจิตต์วิญญาณ เพราะฉะนั้นความเชื่อที่ตายแล้วคือ ความเชื่อที่ปราศจากการประพฤติ ตามคำตรัสสั่งของพระเยซูคริสต์ก็ตายแล้วฉันนั้น
เราอาจมีความเชื่อในพระเยซู และแม้เราเคยอ้างตัวว่าเป็นคริสเตียน นอกจากว่าเราปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์แล้ว ความเชื่อของเราจะพิสูจน์ว่าเราตายแล้ว และเราจะพินาศชั่วนิรันดร์แน่นอน พระคัมภีร์ได้สอนชัดเจนทีเดียวถึงความแตกต่างระหว่างความเชื่อที่ตาย ความเชื่อที่ใช้การไม่ได้ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่นำเราถึงความรอด และกระทำกิจมีชีวิตชีวา ความเชื่ออันประกอบด้วยการประพฤติเป็นความเชื่อที่ชอบพระทัยพระเจ้า ในพระคัมภีร์ไม่มีสักตัวอย่างเดียวที่มีผู้ที่รอดโดยความเชื่อที่ตายแล้ว เปาโลได้อธิบายไว้ถึงเรื่องนี้อย่างชัดเจนทีเดียว ฆะลาเตีย 5.6 เมื่อเขาได้กล่าวว่าความเชื่อที่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าคือ "...ความเชื่อต่างหากซึ่งกระทำกิจด้วยความรัก" ตัวอย่างการกลับใจบังเกิดใหม่ทุก ๆ ราย ก็ชี้ให้เห็นว่าบุคคลจะรอดได้อันมีความเชื่อซี่งบวกด้วยความประพฤติที่ปฏิบัติตามบัญญัติของพระเจ้า ยาโกโบกล่าวว่า "จงสำแดงความเชื่อของท่านที่ปราศจากการประพฤติให้ข้าพเจ้าเห็น และข้าพเจ้าจะนำการประพฤติของข้าพเจ้ามาสำแดงให้ท่านเห็นว่าความเชื่อนั้นเป็นอย่างไร" (ยาโกโบ 2.18) หลักการดังกล่าวนี้ได้มีอุทาหรณ์กล่าวไว้ในหนังสือเฮ็บราย บทที่ 11 อย่างมากมาย หนังสือเฮ็บราย บทที่ 11 มักจะได้รับขนานนามว่า "บทบาทของบุคคลสำคัญที่ได้รับเกียรติในพระคัมภีร์เดิม"
ในบทที่ 11 ของหนังสือเฮ็บรายอันสำคัญนี้ ผู้เขียนได้บรรยายให้เราทราบถึงบุคคลหลายท่านซึ่งได้รับความรอด เพราะความเชื่อของเขา ทุก ๆ รายที่กล่าวไว้ ความเชื่อของเขาทั้งหลายประกอบด้วยการประพฤติตาม ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างบุคคลสำคัญ ๆ เช่น
1. เฮเบล โดยความเชื่อ ได้นำเครื่องบูชาอันประเสริฐมาถวาย (ความประพฤติ ข้อ 4)
2. โนฮา โดยความเชื่อ ได้ต่อนาวาตามที่พระเจ้าได้บอก (ความประพฤติ ข้อ 7)
3. อับราฮาม โดยความเชื่อ ได้จากบ้านเรือนของตน และได้เสียสละบุตรชายของตนเป็นเครื่องบูชา (ความประพฤติ ข้อ 8 และ 17)
(ถ้าเป็นไปได้ นักศึกษาควรอ่าน ยาโกโบ บทที่ 2 และ เฮ็บราย บทที่ 11)

ข้อพระคำที่เกี่ยวกับการเชื่อฟัง
ข้อความต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อพระคัมภีร์ที่ได้หยิบยกมาในที่นี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่า เราไม่เพียงแต่เชื่อในพระเยซูเท่านั้น แต่เราต้องเชื่อฟังข้อบังคับในพระกิตติคุณในการที่จะได้รับความรอด มัดธาย 7.21 "มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า พระองค์เจ้าเข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในเมืองสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้อยู่ในสวรรค์จึงจะเข้าได้"
กิจการ 10.34-35 "พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด แต่ชาวชนประเทศใด ๆ ที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติในทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยของพระองค์"
โยฮัน 15.14 "ถ้าท่านทั้งหลายจะประพฤติตามที่เราสั่งสอนท่าน ท่านจะเป็นมิตรสหายของเรา"
2เธซะโลนิเก 1.7-8 "เมื่อพระเยซูเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์ปรากฏพร้อมกับหมู่ทูตสวรรค์ของพระองค์ผู้มีฤทธิ์ดังเปลวเพลิง และจะสนองโทษแก่คนเหล่านั้นที่ไม่รู้จักพระเจ้า และไม่เชื่อฟังกิตติคุณของพระเยซูเจ้าของเรา"
1เปโตร 1.22 "โดยเหตุที่ท่านทั้งหลายได้ชำระจิตใจของตนแล้ว ด้วยเชื่อฟังความจริงจนมีใจรักพวกนี่น้องด้วยความรักอันแท้"
เฮ็บราย 5.9 "และเมื่อถึงที่สำเร็จแล้ว พระองค์ก็เลยทรงเป็นผู้เริ่มจัดความรอดนิรันดร์ให้แก่คนทั้งหลายที่เชื่อฟังพระองค์"
1โยฮัน 2.4 "คนใด ๆ ที่ว่า ข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ แต่มิได้ประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ คนนั้นเป็นคนพูดมุสา"
โรม 6.16 "ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านจะยอมตัวรับใช้ฟังคำของผู้ใด ท่านก็เป็นทาสของผู้นั้น คือเป็นทาสกระทำผิดจนถึงความตายก็ดีหรือฟังประพฤติการดีจนถึงความชอบธรรมก็ดี"
1โยฮัน 5.3 "เพราะว่านี่แหละเป็นความรักของพระเจ้า คือว่าให้เราทั้งหลายประพฤติตามพระบัญญัติของพระองค์ และพระบัญญัติของพระองค์หาหนักใจไม่"
โปรดดู 1ซามูเอล 15.16-24, ท่านผู้ประกาศ 12.13-14, มัดธาย 7.24-27

เราไม่รอดโดยความเชื่ออย่างเดียวเท่านั้น
จากข้อความเหล่านี้เราเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าบุคคลจะได้รับความรอดโดยความเชื่อแล้วก็ตาม แต่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะได้รับความรอดโดย "ความเชื่ออย่างเดียวเท่านั้น" คำสอนแบบนี้ไม่เพียงแต่ตัดเอาบัพติศมาออกไปเสียจากโครงการแห่งความรอดแล้ว ก็ยังตัดเอาความจำเป็นอย่างอื่น เช่น การกลับใจเสียใหม่ และความรัก ออกไปอีกด้วย มีข้อความหลายตอนที่สอนว่าเรารอดโดยความเชื่อ สิ่งสำคัญที่เราต้องระลึกไว้เสมอ เมื่อเราได้รับความรอดโดยความเชื่อ คำตอบที่ได้จากข้อพระธรรมก็ชัดมากทีเดียว เราจะได้รับความรอดโดยความเชื่อของเราก็ต่อเมื่อความเชื่อนั้นได้กระทำกิจโดยการปฏิบัติตาม เพราะ "ความเชื่อปราศจากการประพฤติ ความเชื่อนั้นก็ตาย" และ "ปีศาจก็เชื่อด้วยและเกรงกลัวจนตัวสั่น" (ยาโกโบ 2.17, 19)
พระคัมภีร์จะปรับเอาถึงขนาดหนักแก่ทฤษฎีของมนุษย์ที่สอนว่า เราจะเป็นผู้ชอบธรรมได้โดย "ความเชื่อเท่านั้น" ซึ่งกล่าวเลี่ยงออกจากการประพฤติที่เชื่อฟังและปฏิบัติตาม เมื่อความจริงมิได้กล่าวดังนั้น "ท่านทั้งหลายเห็นแล้วว่า ที่คนใด ๆ เป็นคนชอบธรรมนั้นก็เนื่องด้วยการประพฤติ และไม่ใช่โดยความเชื่ออย่างเดียว" (ยาโกโบ 2.24)

ความสัมพันธ์ของความเชื่อและการประพฤติ
พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้ว่าความเชื่อนั้นมีมากกว่าหนึ่งชนิด ฉันใดก็ย่อมมี "การประพฤติ" มากกว่าหนึ่งชนิดขึ้นไปด้วยเหมือนกันฉันนั้น พระคัมภีร์ได้บรรยายกิจหรือความประพฤติไว้สี่อย่างต่างกัน กิจสามชนิดที่จะกล่าวต่อไปนี้ไม่มีคุณค่าอะไรเลยสำหรับความรอดของเราทั้งหลาย แต่กิจอันที่สี่มีความสำคัญอย่างยิ่ง บุคคลจะเป็นผู้ชอบธรรมโดยปราศจากกิจประการที่สี่นี้ไม่ได้ (ยาโกโบ 2.24) กิจหรือความประพฤติสี่ประการ มีดังต่อไปนี้
1. กิจการของเนื้อหนัง กิจเหล่านี้เป็นกิจการของอธรรม เช่น การล่วงประเวณี, การฆ่ากัน และการเมาเหล้า กิจของเนื้อหนังได้บรรยายไว้ใน ฆะลาเตีย 5.19-21
2. กิจของเราเอง กิจเหล่านี้เป็นกิจของผู้เหล่านั้นที่หวังจะช่วยตนเองให้ได้รับความรอดโดยความสามารถของตนเอง แทนที่จะพึ่งในพระเจ้า กิจเหล่านี้รวมทั้งการนมัสการรูปเคารพที่ทำด้วยมือมนุษย์ และรวมทั้งศาสนาของมนุษย์อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความคิดของมนุษย์ไม่ใช่มาจากพระเจ้า (กิจการ 7.41, 2ติโมเธียว 1.19)
3. กิจที่ประพฤติตามบัญญัติของโมเซ ตามที่เราได้ศึกษาแล้วในบทที่สาม บัญญัติแห่งคำสัญญาไมตรีเดิมได้สิ้นสุดลงเมื่อพระคริสต์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เพราะฉะนั้นเปาโลจึงได้กล่าวว่าเดี๋ยวนี้เราไม่ได้อยู่ภายใต้บัญญัติอันนี้ "เพราะว่าโดยการประพฤติตามพระบัญญัตินั้น ไม่มีมนุษย์สักคนเดียวที่อยู่ในเนื้อหนังจะเป็นคนชอบธรรมได้" (ฆะลาเตีย 2.16)
4. กิจที่เชื่อฟังและประพฤติตาม กิจเหล่านี้เป็นกิจที่เชื่อฟังพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ถ้าปราศจากกิจเหล่านี้เราไม่สามารถ "เข้าในแผ่นดินสวรรค์ได้" (มัดธาย 7.21, ติโต 1.16, 1เธซะโลนิเก 1.7-9)
นี่จึงอธิบายให้เห็นว่าทำไมเปาโลกล่าวไว้ใน เอเฟโซ 2.9 ว่า เราไม่สามารถรอดโดยความประพฤติ เมื่อยาโกโบกล่าวว่าเราเป็นผู้ชอบธรรมโดยความประพฤติ (ยาโกโบ 2.24) แต่เปาโลหมายถึงกิจการที่เรากระทำ (ข้อ 8) ขณะเมื่อยาโกโบพูดถึงกิจแห่งการเชื่อฟัง (ยาโกโบ 2.14-21) ทั้งนี้มิได้หมายความว่าเราสามารถสร้างบุญกุศลเพื่อจะไปสวรรค์ได้ โนฮามิได้สร้างความดีโดยการต่อนาวาเพื่อจะได้รับความรอด ยะโฮซูอะมิได้ลงทุนอะไรเพื่อได้มาซึ่งเมืองยะริโฮ เมื่อได้เดินรอบกำแพงเมืองยะริโฮ ชนชาติยิศราเอลมิได้รับแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสัญญาจะให้ เพียงแต่เขาทั้งหลายได้เดินทางจากประเทศอียิปต์ ตัวอย่างเหล่านั้นก็เหมือนกับความรอดที่เราจะได้รับโดยพระเยซู ความรอดนั้นเป็นของประทานจากพระเจ้า แม้ว่าของประทานที่เราจะได้รับนั้นเราจะต้องแสดงออกโดยการเชื่อฟังและการประพฤติตาม เพราะฉะนั้นความเชื่อถ้าปราศจากการประพฤติตามก็ไม่มีคุณค่าอะไรเลย (ข้อพระธรรมเพิ่มเติม โปรดดู ลูกา 6.46-49, โรม 16.26, 1เปโตร 4.17-18, ฟิลิปปอย 2.12, โยฮัน 1.12)

หนทางของผู้ที่ไม่เชื่อฟัง
เมื่อถึงตอนนี้ท่านคงแปลกใจว่าทำไมบทเรียนทั้งหมดจะหนักไปในรูปความสัมพันธ์ของความเชื่อและการเชื่อฟัง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหตุว่ามีคนเป็นจำนวนมากที่ไม่เชื่อฟังและปฏิบัติตามพระคำของพระเจ้า โดยที่คนเหล่านั้นไม่ตระหนักว่าเขาได้ขัดคำสั่งอย่างใหญ่หลวง พระคัมภีร์สอนว่ามีสามทางที่มนุษย์จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า
1. ละเมิดสิ่งที่พระเจ้าทรงห้าม ทางที่เห็นได้ชัดซึ่งทำให้เราอาจะไม่เชื่อฟังพระเจ้าโดยการละเมิดหรือขัดคำสั่งที่พระองค์ได้เจาะจงห้ามเอาไว้โดยเฉพาะ อาดามและฮาวาได้กบฏต่อพระเจ้าโดยการที่ได้รับประทานผลไม้ที่พระเจ้าทรงห้าม (เยเนซิศ 2.17) หลักการอันเดียวยังคงใช้ปฏิบัติในพระคัมภีร์ใหม่ หลังจากที่เปาโลได้พรรณาถึง "กิจของเนื้อหนัง" เปาโลได้กล่าวสรุปไว้ดังนี้ "คนเหล่านั้นที่กระทำการเช่นนั้นจะรับส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" (ฆะลาเตีย 5.19-22)
2. ล้มเหลวในการที่จะปฏิบัติตามคำตรัสสั่งของพระเจ้า ยาโกโบกล่าวว่า "คนใดที่รู้จักกระทำการดีและไม่ได้กระทำ บาปจึงมีแก่คนนั้น" (ยาโกโบ 4.17) ถึงแม้ว่าคำตรัสสั่งของพระเจ้าจะดูเหมือนไร้สาระ หรือดูเหมือนว่าไม่จำเป็น แม้กระนั้นเราก็จะต้องรักษาถ้าเราอยากได้รับความรอด พระคัมภีร์กล่าวว่า ความคิดของพระเจ้าไม่เหมือนกับความคิดของมนุษย์ (ยะซายา 55.8-9) มีคำตรัสสั่งของพระเจ้ามากมายที่มนุษย์ได้ปฏิเสธเพราะไม่เห็นความสำคัญ แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้า คำสั่งเหล่านั้นสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าไม่เช่นนั้นพระองค์ก็คงไม่ตรัสสั่งไว้
แม่ทัพนามานผู้เป็นโรคเรื้อนเป็นตัวอย่างอันดีถึงเรื่องการไม่เชื่อฟัง (2พงศาวดารกษัตริย์ 5.1-14) ครั้งแรกเมื่อนามานได้รับคำสั่งจากพระเจ้าให้จุ่มตัวเองลงในแม่น้ำยาระเดนเจ็ดครั้ง เพราะเขาจะได้หายเป็นปกติจากโรคเรื้อน แต่นามานครั้งแรกได้ปฏิเสธไม่ยอมปฏิบัติตาม เพราะเห็นว่าคำสั่งนั้นไม่มีเหตุผลเลย นามานได้ออกไปด้วยความโกรธ แต่นามานได้กลับใจใหม่ คือได้กลับเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าที่เขาคิดว่าเป็นเรื่อง "โง่เขลา" การเชื่อฟังของนามานยังผลทำให้เขาหายสะอาดเป็นปกติ แท้จริง "ปัญญาของโลกนี้เป็นอปัญญาเฉพาะพระเจ้า" (1โกรินโธ 3.19) หลายครั้งหลายหนในประวัติศาสตร์ซึ่งมนุษย์มักไม่เห็นความสำคัญในการที่จะเชื่อฟังคำตรัสสั่งของพระเยซูคริสต์ พวกเหล่านี้ได้กระทำดังนั้นเพราะเนื่องจากผู้นำในองค์การศาสนา, คริสตจักร หรือที่ประชุมปรึกษาภายในวงการศาสนาลงความเห็นเลือกเอาตามใจชอบ ทั้งนี้มิได้หมายความว่าสิ่งที่เขาเลือกนั้นถูกต้องตามสายพระเนตรของพระเจ้า
3. โดยการปฏิบัติที่ไม่ได้อาศัยอำนาจของพระเจ้า อีกวิธีหนึ่งซึ่งเป็นวิธีที่มนุษย์มักไม่เชื่อฟังก็คือ มุสาในการใช้อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้าอันไม่ถูกต้อง ในข้อนี้มีหลักการ 2 ประเภท คือใช้คำของมนุษย์แทนคำสั่งอันแท้ของพระเจ้า และประการที่ 2 คือ ผู้ที่เพิ่มเติมคำตรัสสั่งที่ปฏิบัติในพระกิตติคุณซึ่งเราไม่มีอำนาจที่จะเพิ่มเติมได้ พระเยซูได้กล่าวถึงความบาปอันนี้ไว้ดังนี้ "คนเช่นนี้นับถือเราด้วยริมฝีปาก แต่ใจของเขาห่างไกลจากเรา เขาปฏิบัติเราโดยหาประโยชน์มิได้ ด้วยเอาคำของมนุษย์สอนว่าเป็นพระบัญญัติ" (มัดธาย 15.9) ตลอดทุกยุคทุกสมัยมนุษย์มีความรู้สึกว่า เป็นการ "ถูก" ที่จะเพิ่มเติมพระคำของพระเจ้า และนมัสการตามอำเภอใจของตนเอง โดยที่พระเจ้ามิได้ให้อำนาจไว้เลย การกระทำอย่างนี้ พระเจ้าทรงกล่าวโทษแก่ผู้ที่ขัดคำสั่งทุกยุคทุกสมัย เป็นเวลา 1500 ปีก่อนคริสตศักราช โมเซได้เขียนไว้ว่า "เจ้าทั้งหลายอย่าได้เพิ่มเติมคำที่เราสั่งสอนเจ้าทั้งหลาย และอย่าได้ลดหย่อนจากถ้อยคำนั้น เพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้ประพฤติตามข้อบัญญัติแห่งพระยะโฮวาพระเจ้าของเจ้า ซึ่งเราได้สั่งเจ้าทั้งหลาย" (พระบัญญัติ 4.2) ในพระคัมภีร์ใหม่อัครสาวกโยฮันกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเป็นพยานแก่ทุก ๆ คนที่ได้ยินถ้อยคำในหนังสือนี้ว่า ถ้าผู้ใดจะเพิ่มข้อความในเรื่องราวพยากรณ์ของหนังสือนี้ พระเจ้าจะทรงเพิ่มภัยทรมานที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ให้แก่ผู้นั้น ๆ และถ้าผู้ใดจะลดข้อความจากเรื่องราวแห่งหนังสือพยากรณ์นี้ พระเจ้าจะชักส่วนของผู้นั้นไปเสียจากต้นไม้แห่งชีวิตและจากเมืองบริสุทธิ์นั้น และจากข้อความเหล่านั้นที่เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้" (วิวรณ์ 22.18-19) ให้เราทั้งหลายมีความกล้าหาญที่จะสลัดคำสอนของมนุษย์ไปเสีย และประพฤติตามคำสอนและคำสั่งของพระเจ้าตามแบบฉบับที่เราอ่านพบในพระคริสตธรรมใหม่เท่านั้น

13/12/2021

หลักสูตรที่ 8 บทที่2
พระคริสตธรรมใหม่ (New Testament)

ส่วนใหญ่ตอนที่สองของพระคริสตธรรม คือ พระคริสตธรรมใหม่ ประกอบด้วยหนังสือ 27 เล่ม อย่างน้อยที่สุดมีผู้เขียน 8 คน พระคริสตธรรมเดิม เมื่อแรกได้เขียนขึ้นมาเป็นภาษาเฮ็บราย ต้นฉบับพระคริสตธรรมใหม่เขียนเป็นภาษากรีก

หนังสือ ผู้เขียน เวลาเขียน หนังสือ ผู้เขียน เวลาเขียน
1. มัดธาย มัดธาย ค.ศ. 50 15. 1ติโมเธียว เปาโล ค.ศ. 64-65
2. มาระโก มาระโก ค.ศ. 67-68 16. 2ติโมเธียว เปาโล ค.ศ. 67-68
3. ลูกา ลูกา ค.ศ. 58 17. ติโต เปาโล ค.ศ. 65
4. โยฮัน โยฮัน ค.ศ. 85-90 18. ฟิเลโมน เปาโล ค.ศ. 60
5. กิจการ ลูกา ค.ศ. 61 19. เฮ็บราย อาจเป็นเปาโล ค.ศ. 67-68
6. โรม เปาโล ค.ศ. 56 20. ยาโกโบ ยาโกโบ ค.ศ. 45-48
7. 1โกรินโธ เปาโล ค.ศ. 54 21. 1เปโตร เปโตร ค.ศ. 65
8. 2โกรินโธ เปาโล ค.ศ. 55 22. 2เปโตร เปโตร ค.ศ. 66-67
9. ฆะลาเตีย เปาโล ค.ศ. 55-56 23. 1โยฮัน โยฮัน ค.ศ. 85-90
10. เอเฟโซ เปาโล ค.ศ. 60 24. 2โยฮัน โยฮัน ค.ศ. 85-90
11. ฟิลิปปอย เปาโล ค.ศ. 61 25. 3โยฮัน โยฮัน ค.ศ. 85-90
12.โกโลซาย เปาโล ค.ศ. 60 26. ยูดา ยูดา ค.ศ. 75
13. 1เธซะโลนิเก เปาโล ค.ศ. 50-51 27. วิวรณ์ โยฮัน ค.ศ. 95-96
14. 2เธซะโลนิเก เปาโล ค.ศ. 51

พระคริสตธรรมได้แปลออกเป็นภาษาต่าง ๆ มากกว่าพันภาษา ฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษอยู่ในความนิยมมากที่สุด เรียกว่า ฉบับของพระเจ้าเจมส์แห่งประเทศอังกฤษ (King James Version) จัดแปลออกถวายเมื่อ ค.ศ. 1611 โดยนักศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก 47 คน ฉบับแก้ไขใหม่ที่ใช้กันอยู่มากที่สุดเรียกว่า ฉบับแก้ไข Revised Version แปลเมื่อ ค.ศ. 1885 โดยนักศาสนาที่มีชื่อเสียงของอังกฤษและอเมริกา 101 คน
ในตอนต้นศรวรรษแรก ก่อนที่พระคริสตธรรมใหม่จะได้เขียนให้ครบ คำสอนต่าง ๆ ได้สอนกันโดยตรงจากปากของผู้เขียน เป็นคำสั่งสอนที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า อย่างไรก็ตามก่อนสิ้นศตวรรษแรกนี้พระคริสตธรรมใหม่นี้ก็ได้เขียนเสร็จเป็นตัวอักษรถาวรสำหรับประชากรทุกชาติทั่วไปในโลก รายชื่อพระคริสตธรรมใหม่พร้อมผู้เขียนและเวลาที่เขียนได้แสดงไว้แล้วตามตารางข้างต้นอย่างใกล้เคียงความจริงที่สุด
ในการศึกษาตารางที่ได้ให้ไว้นี้ ควรจะจดจำไว้ว่าวันเวลาในสมัยโบราณนั้นส่วนมากไม่แน่นอนมีการขัดแย้งอยู่เสมอ และอาจจะไม่เหมือนกัน หรือตรงกันกับวิธีการคำนวณที่ดีที่สุด เช่นอย่างสมัยนี้กำหนดเวลาและการบันทึกไว้โดยมากจะพบข้าง ๆ หรือในหัวข้อต่าง ๆ ที่ตอนท้ายของหนังสือทุก ๆ เล่มได้บันทึกไว้ ณ ที่นั้นโดยผู้แปลหรือผู้พิมพ์ และไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของพระคำของพระเจ้าที่ได้รับการดลใจ ที่จริงส่วนมากตามที่ได้แสดงไว้ที่นั้น ก็ไม่ใช่เป็นข้อความที่จะเชื่อถือไว้เท่าใดนัก แม้กระทั่งภาพต่าง ๆ ในพระคริสตธรรมเป็นความจริงเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน เป็นแต่เพียงภาพที่ได้วาดขึ้นจากฝีมือของศิลปินโดยจินตนาการของตนเอง ไม่เคยพบปะภาพจริงสักภาพเดียว
เป็นที่น่าสนใจที่จะสังเกตว่า เปาโลได้เขียนพระคริสตธรรมซึ่งเป็นหนังสือฝากอย่างน้อย 13 เล่ม นับจากหนังสือโรมถึงหนังสือฟิเลโมน ถ้าจะนับจำนวนกันแล้ว เปาโลเป็นผู้เขียนมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นที่ยอมรับกันทั่ว ๆ ไปว่า เปาโลเป็นผู้เขียนหนังสือเฮ็บรายด้วยแม้จะไม่ได้ระบุชื่อไว้ ถ้าหนังสือเฮ็บรายไม่เป็นหนังสือที่เปาโลเขียนขึ้นแล้ว ก็นับได้ว่าลูกเขียนจำนวนคำเท่า ๆ กันกับเปาโล แต่รวมเป็นหนังสือสองเล่มคือ หนังสือลูกา และหนังสือกิจการ

ผู้เขียนพระคริสตธรรมใหม่
ชีวประวัติที่น่าสนใจอย่างมากที่สุดของบางคนที่ได้จารึกไว้ เป็นประวัติของบุคคลสำคัญ ๆ ผู้ที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้เขียนพระคริสตธรรมใหม่ การทดลองต่าง ๆ ความทุกข์ยากลำบากอันเนื่องมาจากการข่มเหง ตลอดจนความทนทุกข์มรมานของเขาทั้งหลาย เพื่อพระนามของพระเยซูคริสต์ พร้อมกับการได้รับชัยชนะเหนืออำนาจของความชั่วต่าง ๆ ย่อมเป็นแบบอย่างอันประเสริฐยิ่งสำหรับประชากรของพระเจ้าทุกยุคทุกสมัยต่อมา ดังจะได้กล่าวประวัติย่อ ๆ แห่งชีวิตของเขาทั้งหลายไว้ดังต่อไปนี้
มัดธาย (Matthew) แต่เดิมเป็นคนเก็บภาษี มีหน้าที่เก็บภาษีจากชนชาวยูดาย สำหรับอาณาจักรโรมัน คนเก็บภาษีส่วนมากในสมัยของพระเยซูคริสต์เป็นที่เกลียดชังอย่างมากโดยพวกยูดาย เพราะวิธีการอันไม่ยุติธรรมของเขาทั้งหลาย มัดธายผู้นี้ไม่เป็นคนอย่างนั้น ดังจะเห็นได้จากที่พระเยซูได้เรียกมัดธายให้เป็นอัครสาวก (มัดธาย 9.9, ลูกา 6.13-16) บางทีเรียกชื่อเขาว่า "เลวี" และ "บุตรของอาละฟาย" (มาระโก 2.14) บั้นปลายของชีวิตเป็นที่เชื่อกันว่าท่านถูกฆ่าตายด้วยดาบ ที่อายธิโอบ (เอธิโอเปีย) เพราะการเป็นพยานของท่านเพื่อพระเยซูคริสต์ หนังสือกิตติคุณที่ท่านมัดธายเขียนขื่อว่า "หนังสือมัดธาย"
มาระโก (Mark) เป็นผู้เขียนหนังสือมาระโก เป็นหลานชายของบาระนาบา ผู้ร่วมทำการด้วยกันกับเปาโลและบาระนาบา ในการประกาศพระกิตติคุณ ชื่อเต็มของเขาคือ "โยฮัน มาระโก" พระคริสตธรรมก็เรียกชื่อเขาทั้งสองชื่อ (กิจการ 12.12)
ลูกา (Luke) เป็นหมอ เป็นเพื่อนสนิทและผู้ทำการร่วมด้วยกันกับเปาโล ในการประกาศกิตติคุณ เป็นผู้เขียนหนังสือ "ลูกา" และ "กิจการ" เป็นผู้เดียวที่อยู่กับเปาโลในระหว่างเดือนสุดท้ายแห่ชีวิตของเปาโล (2ติโมเธียว 4.11)
โยฮัน (John) เป็นอัครสาวกและเป็นน้องชายของยาโกโบ เป็นผู้เขียนพระคริสตธรรม 4 เล่ม มีชื่อตามชื่อของท่านและพระธรรม "วิวรณ์" ไม่ควรเอาชื่อของท่านไปปะปนกับโยฮัน บัพติศโต เป็นคนละคน โยฮันผู้ให้บัพติศมาไม่เคยเขียนหนังสือเล่มใด ๆ หรืออย่านำไปปะปนกับชื่อของโยฮัน มาระโก ดังกล่าวมาแล้ว ท่านเป็นอัครสาวกคนเดียวที่เชื่อกันว่าตายอย่างธรรมดา
เปาโล (Paul) เป็นคนที่มีความรู้สูง ชื่อเดิมเป็นภาษาเฮ็บรายเรียกว่า "เซาโล" และก่อนการหันกลับมาหาพระเยซูคริสต์ ท่านเป็นคนข่มเหงคริสตจักรอย่างทารุณกรรมที่สุด คิดว่าคริสตศาสนาเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับพระบัญญัติของพระเจ้า ท่านยังได้เดินทางไปยังต่างประเทศตามหัวเมืองน้อยใหญ่เพื่อจะข่มเหง และขจัดผู้เหล่านั้นที่ติดตามพระเยซูคริสต์ให้ถึงแก่ความตายสิ้นทุกคน (กิจการ 26.5-11) ภายหลังการหันกลับมาหาพระเยซูคริสต์แล้ว (ดังปรากฏในหนังสือกิจการ บทที่ 9.22-26) ท่านได้กลับเป็นผู้ประกาศกิตติคุณที่สำคัญผู้หนึ่ง และเป็นอัครสาวกคนสุดท้าย (1โกรินโธ 15.8-9, ฆะลาเตีย 1.1) วาระสุดท้ายของท่านได้ถูกประหารด้วยการตัดศีรษะในกรุงโรม ประมาณ ค.ศ. 68
ยาโกโบ (James) พระคริสตธรรมใหม่กล่าวถึงศิษย์ 3 คน ที่มีชื่อว่า ยาโกโบเหมือนกันหมด (หนังสือมาระโก 1.18, ฆะลาเตีย 1.19, มัดธาย 10.3) เป็นการยากที่จะคิดแน่นอนได้จริง ๆ ว่าคนไหนเป็นผู้เขียนหนังสือยาโกโบ
เปโตร (Peter) มีชื่อเรียกว่า "ซีโมน" และ "เกฟา" เป็นพี่ชายของอันดะเรอา เป็นอัครสาวกและแต่งงานแล้วด้วย (มาระโก 1.30, 1โกรินโธ 9.5) เมื่อพระเยซูทรงเรียกมาเป็นอัครสาวกนั้น ท่านเป็นชาวประมงที่ไร้การศึกษา แต่ภายหลังจากการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์แล้ว ท่านเป็นผู้ประกาศที่มีอำนาจมากที่สุด ท่านได้เขียนหนังสือเปโตรฉบับต้นและฉบับที่สอง เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของท่านหลายอย่างได้บันทึกไว้ในหนังสือกิจการบทที่ 1 ถึงบทที่ 12 มีบางคนคิดว่าเปโตรถูกตรึงที่กางเขนโดยเอาศีรษะลง
ยูดา (Jude) เรารู้เรื่องยูดาไม่มากนัก รู้แต่เพียงว่าท่านเป็นศิษย์เคร่งครัดอีกผู้หนึ่ง และเป็นผู้เขียนหนังสือยูดา บางคนเชื่อว่ายูดาผู้นี้เป็นน้องชายขององค์พระผู้เป็นเจ้า (มัดธาย 13.55)

หัวข้อพระคริสตธรรมใหม่โดยย่อ
มัดธาย ถึง โยฮัน ทั้งสี่เล่มนี้ บางทีเรียกว่า "กิตติคุณทั้งสี่" เริ่มต้นด้วยการเกิดของโยฮันผู้ให้บัพติศมา และสิ้นสุดลงด้วยการถูกตรึง, การเป็นขึ้นมาจากความตาย และการเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์
กิจการของอัครสาวก หนังสือกิจการโดยมากเรียกว่า "หนังสือแห่งการหันกลับมาหาพระเจ้า" เพราะอธิบายอย่างละเอียดว่าหลายคนได้หันกลับมาหาพระเจ้าได้อย่างไรในสมัยของพระคริสตธรรมใหม่ และยังได้พูดถึงการเริ่มต้นและความเจริญของคริสตจักร
โรม ถึง ยูดา จดหมายฝากทั้ง 21 เล่มเหล่านี้ ได้เขียนถึงคริสเตียนทั้งหลาย และอภิปรายถึงเรื่องราวที่จะดำเนินชีวิตคริสเตียนอย่างสัตย์ซื่อสุจริตได้อย่างไร
หนังสือวิวรณ์ เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับคำพยากรณ์ ได้เขียนขึ้นในหลักใหญ่เป็นคำพยากรณ์และเป็นภาพพจน์ อธิบายถึงการต่อสู้ทางฝ่ายจิตต์วิญญาณ ระหว่างอำนาจของความดีและอำนาจของความชั่ว ไม่อาจเข้าใจได้อย่างถูกต้องถ้าแปลตามตัวอักษร

การดลใจให้เขียนพระคริสตธรรมขึ้น
ในหนังสือ 2ติโมเธียว 3.16 กล่าวไว้ว่า "พระคัมภีร์ทุกตอนพระเจ้าได้ทรงประสาทให้ (ดลใจให้เขียน) ย่อมเป็นประโยชน์สำหรับสั่งสอน..." ความจริงในพระคริสตธรรมเล่มใหญ่นี้หมายความว่า ผู้ที่เขียนพระคัมภีร์ทั้งหมดได้รับการทรงนำจากพระเจ้าให้เขียน แม้ว่าพระเจ้าได้ทรงใช้มือมนุษย์เขียนทุกสิ่งทุกอย่างตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจให้เขียน พระองค์ได้ทรงนำเขาทั้งหลายให้เขียนอย่างที่ไม่มีการผิดพลาดสักสิ่งเดียว (2เปโตร 1.21-22, 1เธซะโลนิเก 2.13)
ทั้งพระคริสตธรรมเดิมและใหม่ เป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่า พระคัมภีร์ทุกข้อเป็นพระวจนะของพระเจ้า ในพระคริสตธรรมเดิมเองเท่านั้นเราจะพบข้อความเช่นว่า "องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัส" "พระเจ้าตรัส" และ "พระดำรัสของพระเจ้าได้มาถึง" ข้อความเหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้มากกว่า 3,800 ครั้ง พระคริสตธรรมใหม่ผู้เขียนก็ได้กล่าวไว้ในบางแห่งเช่นเดียวกันว่า "พระบัญญัติของพระเจ้า" และ "พระคำของพระเจ้า" ข้อพระคัมภีร์ตอนสำคัญ ๆ บางข้อ ข้างล่างนี้ซึ่งจะอธิบายให้ชัดทีเดียวว่า คำพยากรณ์ทุกคำที่จารึกไว้ในพระคัมภีร์แล้ว พวกผู้พยากรณ์ไม่ได้คิดออกตามลำพังใจของตนเอง แต่ว่ามนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจให้กล่าวนั้น
2เปโตร 2.1 "ด้วยว่าคำพยากรณ์นั้นเมื่อก่อนไม่ได้เป็นมาตามใจมนุษย์ แต่ว่ามนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจให้กล่าวนั้น"
1โกรินโธ 14.37 "ข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนฝากมายังท่านทั้งหลายนั้น เป็นพระบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้า"
1เปโตร 1.25 "แต่ว่าคำของพระเจ้าดำรงอยู่เป็นนิตย์ นี่แหละคือข้อความแห่งข่าวประเสริฐซึ่งได้นำมาประกาศให้ท่านทั้งหลายทราบ"
2ติโมเธียว 3.16-17 "พระคัมภีร์ทุกตอนพระเจ้าได้ทรงประสาทให้ (ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจให้เขียน)"
ฆะลาเตีย 1.8 "แต่ว่ามาตรแม้นเราก็ดี ทูตสวรรค์ก็ดี จะมาประกาศกิตติคุณอื่นแก่ท่าน นอกจากที่เราได้ประกาศแก่ท่านแล้ว ก็ให้ผู้นั้นถูกสาปแช่ง"
ถ้ามีเวลาโปรดอ่านข้อเหล่านี้ต่อไปด้วย 1เธซะโลนิเก 2.13, ฆะลาเตีย 1.11-12, ลูกา 1.68-71, มัดธาย 10.19-20
จากข้อเหล่านี้และข้ออื่น ๆ ที่เหมือนกันจะเห็นได้ชัดทีเดียวว่า เมื่อผู้ใดไม่ยอมรับนับถือคำสอนแห่งพระคัมภีร์ ก็เท่ากับเขาได้หันหลังให้พระเจ้านั่นเองทีเดียว

หลักฐานทางคำพยากรณ์
จากข้อพิสูจน์ใหญ่อีกข้อหนึ่งที่ว่า พระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้า ที่ได้รับการดลใจให้เขียนนั้นก็คือ "คำพยากรณ์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงนั้นได้สำเร็จลง" มีคำพยากรณ์จำนวนมากมายที่ได้เขียนขึ้นไว้นับเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี ก่อนเหตุการณ์เหล่านั้นจะบังเกิดขึ้น แต่แล้วทุกข้อก็ได้สำเร็จลงตามคำพยากรณ์ทุกประการ
ประวัติศาสตร์สากลแสดงให้เห็นว่าข้อพระคัมภีร์หลายตอนมีคำพยากรณ์ต่าง ๆ กล่าวไว้และดำรงอยู่ก่อนแล้วหลายร้อยปี บางแห่งถึงพันปีก่อนสำเร็จลง คำพยากรณ์ใหญ่ ๆ เหล่านี้เป็นหลักฐานอันสำคัญที่จะยืนยันให้เห็นว่า พระคัมภีร์ทุกตอนได้จารึกไว้ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจจริง ๆ เพื่อความเหมาะสมสำหรับบทเรียนนี้จึงนำมาแสดงไว้เพียง 5 ตัวอย่างเท่านั้น
ดานิเอลบทที่ 2 (Daniel) ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล ดานิเอลได้พยากรณ์ถึง 4 อาณาจักรที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ บัดนี้เรารู้แน่นอนว่าอาณาจักรเหล่านั้นได้ตั้งขึ้นแล้ว เช่น ตัวอย่างที่ดานิเอลได้กล่าวไว้คือ อาณาจักรบาบูโลน (The Babylonian Empire) อาณาจักรเปอร์เซีย (The Medo-Persian Empire) ประมาณ 538-331 ปีก่อน ค.ศ. อาณาจักรกรีก (The Grecian Empire) ประมาณ 331-168 ปีก่อน ค.ศ. และอาณาจักรโรมัน (The Roman Empire) ในสมัยของพระเยซูคริสต์ เครื่องหมายและนิมิตต์หลาย ๆ อย่างของคำทำนายเหล่านี้ได้สำเร็จลงอย่างละเอียดละออทีเดียว
ยะซายา 13.19-22 (Isaiah) คำพยากรณ์นี้ได้เขียนขึ้นในราว 750 ปีก่อน ค.ศ. เมื่อกรุงบาบูโลนเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกสมัยนั้น กำแพงเมืองหนาถึง 87 ฟุต สูง 350 ฟุต สวนลอยในกรุงบาบูโลนนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ผู้พยากรณ์ได้กล่าวถึงไว้ว่ากรุงนี้จะถูกทำลายลงอย่างน่าอนาถใจที่สุด และจะไม่สร้างขึ้นอีก เป็นความจริงเช่นที่กล่าวไว้ กรุงบาบูโลนได้ถูกทำลายลงและทุกวันนี้ก็เหลือแต่ซากสลักหักพัง ครั้งหนึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังใหญ่ แต่มาบัดนี้เป็นที่อยู่และเที่ยวสัญจรไปมาของสัตว์ป่า ส่วนเมืองไม่สู้สำคัญอื่น ๆ ซึ่งได้ตั้งอยู่ก่อนแล้วยังคงเหลืออยู่ตราเท่าทุกวันนี้ คำพยากรณ์อย่างเดียวกันที่ได้กล่าวถึงเมืองตุโร (ยะเอศเคล 26.3-8, 21) เมืองซะมาเรีย (มีคา 1.6) และเมืองนีนะเว (ซะฟันยา 2.13-15) ก็ได้สำเร็จลงด้วยเช่นกัน
พระบัญญัติ บทที่ 28 (Deuteronomy) ประมาณ 1400 ปีก่อนคิรสตกาล โมเซได้พยากรณ์ถึงอนาคตของพวกยิศราเอล (อิศราเอลปัจจุบัน) ว่า เพราะความชั่วช้าในอนาคตของเขาทั้งหลาย เขาจะถูกชาติใหญ่แต่ไกลมาครอบครองมีอำนาจ และทำให้พวกยิศราเอลเหล่านี้กระจัดกระจายไปทั่วโลก คำพยากรณ์บางส่วนยังไม่สำเร็จ เพราะว่าเกือบ 1500 ปี เมื่อกองทัพโรมันอันเกรียงไกรได้ยกทัพเข้ากวาดล้างดินแดนประเทศปาเลสไตน์ และในปี ค.ศ. 70 ได้ชัยชนะและทำลายกรุงยะรูซาเล็มอย่างราบคาบ คำพยากรณ์นี้มีเรื่องราวอันละเอียดซับซ้อนอีกหลายอย่าง ยาวเกินไปที่จะนำมาอภิปรายในที่นี้ ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นคำพยากรณ์ทุกอย่างถูกต้องทุกวิถีทาง
ยะซายา บทที่ 53 และ บทเพลงสรรเสริญ บทที่ 22 (Isaiah and Psalms) คำพยากรณ์สำคัญ ๆ เหล่านี้ ระบุไว้อย่างชัดเจนถึงเรื่องการถูกตรึงของพระเยซูคริสต์ในอนาคต ทุกคนเมื่ออ่านดูก็รู้สึกเหมือนว่าผู้เขียนได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ ไม้กางเขนจริง ๆ เมื่อเขียนอยู่นั้น อย่างไรก็ตามกษัตริย์ดาวิด (ผู้เขียนคำพยากรณ์ในหนังสือบทเพลงสรรเสริญ) ได้ทรงพระชนม์อยู่ก่อนพระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดในโลกนี้มากกว่าพันปี และก่อนยะซายา 750 ปี คำจารึกเหล่านี้ปรากฏในการแปลของพระคริสตธรรมเดิม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าได้ถูกนำมาใช้หลายศตวรรษก่อนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ คำพยากรณ์เหล่านี้มีหลาย ๆ ทัศนะซึ่งอยู่ในลักษณะที่ไม่อาจสำเร็จได้โดยเหตุการณ์อันบังเอิญ หรือแม้โดยความพยายามของมนุษย์ที่จะกระทำอย่างนั้น ผู้พยากรณ์ได้ทำนายไว้เช่น ตัวอย่าง การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์นั้นจะเป็นด้วยการถูกตรึง (บทเพลงสรรเสริญ 22.16) ผู้ฆ่าพระองค์จะเอาเสื้อผ้าของพระองค์มาจับฉลากกัน (บทเพลงสรรเสริญ 22.18, มาระโก 5.24) พระองค์จะทรงถูกฝังไว้ในอุโมงค์ของคนมั่งมี (ยะซายา 53.9, มัดธาย 27.57-69) พระองค์จะทรงถูกเฆี่ยน (ยะซายา 53.5, มัดธาย 27.26) และยังมีสิ่งอื่น ๆ อีกมากมาย รวมทั้งคำกล่าวบางอย่างที่พระเยซูคริสต์จะได้กล่าวออกมา (บทเพลงสรรเสริญ 22.1-8, มัดธาย 27.43-46)

พระคัมภีร์ได้แสดงข้อเท็จจริงไว้เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก่อนสิ่งเหล่านั้นจะถูกค้นพบ
หลักฐานอันใหญ่ประการที่สองที่จะพิสูจน์ว่า พระคัมภีร์ได้เขียนขึ้นโดยการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นก็คือ พระคริสตธรรมได้แสดงข้อเท็จจริงไว้เป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก่อนบางสิ่งจะถูกค้นพบ แท้จริงพระคริสตธรรมได้อภิปรายไว้พันปีก่อนคริสตกาล
นับเป็นหลายพันปีที่มนุษย์เชื่อว่าโลกนี้แบน ถ้าเรือกำปั่นแล่นออกนอกฝั่งไกลออกไปจะตกลงที่ริมขอบของโลกและจะพินาศไป ทุกวันนี้เราหัวเราะเยาะทฤษฎีเช่นว่านั้น แต่กระนั้นก็ดี ความเชื่อเช่นว่านี้ โลกได้ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในเวลานั้น จนกระทั่งมาถึงสมัยของท่านโคลัมบัสจึงได้เปลี่ยนแปลงไป และจนกระทั่งมีท่านผู้หนึ่งชื่อว่า แมกแจลแลน (Magellan) ได้แล่นเรือรอบโลกเมื่อ ค.ศ. 1522 ในที่สุดก็พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม แต่พระคัมภีร์ได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่าโลกกลมมากกว่าสองพันปีก่อนแมกแจลแลนเดินทางรอบโลกเพื่อสำรวจว่าโลกเรานี้กลม ดังปรากฏในหนังสือยะซายา 40.22 "ก็คือองค์ที่ประทับเบื้องสูงบนขอบ (circle - ส่วนโค้ง) จักวาลพิภพ" และเราอ่านต่อไปพบว่าในการสร้างโลกนั้นพระเจ้า "เมื่อพระองค์ทรงครอบ (วงกลม) จักรวาลเหนือห้วงน้ำลึก" (สุภาษิต 8.28)
ท่านแมทธิว ฟอนทีน มอรี่ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น "ผู้พบช่องทางติดต่อทางทะเล" ผู้ให้กำเนิดวิชาทางสมุทรศาสตร์ เป็นผู้ที่เชื่อมั่นในพระเจ้าและเป็นนักศึกษาพระคัมภีร์อย่างใกล้ชิดผู้หนึ่ง ก่อนสมัยของท่านยังไม่มีช่องทางและแผนผังในการเดินเรือทางทะเล วันหนึ่งขณะเมื่อท่านป่วยอยู่ บุตรของท่านได้อ่านพระคัมภีร์ให้ฟัง บทเพลงสรรเสริญ บทที่ 8 มีใจความว่า "พระเจ้าได้ทรงมอบอำนาจให้แก่มนุษย์ที่จะครอบครองบรรดาพระหัตถกิจของพระองค์ พระองค์ทรงให้สรรพสิ่งอยู่ใต้เท้าของมนุษย์นั้น คือบรรดาฝูงแกะ ฝูงโค และฝูงสัตว์ตามทุ่งนา ทั้งนกในอากาศและปลาในทะเล และสรรพสิ่งที่ไปมาทางทะเล" "ไหนอ่านอีกทีหนึ่งซิ" ท่านได้กล่าว และเมื่อท่านได้ฟังซ้ำเป็นครั้งที่สอง, ท่านได้กล่าวว่า "ถ้าพระคำของพระเจ้ากล่าวไว้ว่า มีช่องทางไปมาทางทะเลได้ ช่องทางเหล่านั้นคงอยู่ที่นั่นแน่ พ่อจะไปค้นหา" เพียงไม่กี่ปีต่อมา ท่านได้ทำแผนผังช่องทางทะเลสำคัญ ๆ หลายสายไว้ได้หมด และช่องทางเหล่านี้เรือเดินสมุทรได้ใช้เดินทางกันมาจนตราบทุกวันนี้ ผู้เขียนพระคัมภีร์รู้ได้อย่างไรเมื่อพันปีก่อนพระคริสต์ได้ทรงบังเกิด สิ่งซึ่งนักปราชญ์ในโลกไม่เข้าใจจนเมื่อไม่นานมานี้เอง มีคำตอบแต่อย่างเดียว "พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้า"
ยิ่งเราได้ศึกษาหลักฐานอื่น ๆ ทางวิทยาศาสตร์อีกมากเท่าใด เราก็ยิ่งพบการดลใจของพระเจ้าแจ่มชัดขึ้นทุกที และเราจะกล่าวเช่นเดียวกับกษัตริย์ดาวิด ในบทเพลงสรรเสริญ 14.1 ว่า "คนโฉดเขลากล่าวในใจของตนแล้วว่า พระเจ้าไม่มี"

ที่อยู่

Sukhumvit
Bang Na
10-540

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ God's Love revealedผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์