22/05/2026
คุตบะห์วันศุกร์ (خطبةجمعة)
ครั้งที่ 849 ณ
มัสยิดท่าอิฐ ประจำวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 ( بوزية )
ตรงกับวันที่ 27 ซุ้ลเกาะดะห์ ฮิจเราะห์ศักราช ( هجرية ) 1447
คุตบะห์ เรื่องกำชับละหมาด 5 เวลาทุกครัวเรือน
โดยอาจารย์อัสวัด เลาะเฮาะ (Amorn lohhoh) أبو محمد نوير لؤهؤ โรงเรียนท่าอิฐศึกษา
السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
بسم الله الرحمن الرحيم
الْحَمْدُ ِ للهِ نَحْمَدُهُ وَنَسْتَعِيْنُهُ وَنَسْتَغْفِرُهُ وَنَعُوْذُ بِاللهِ مِنْ شُرُوْرِ أَنْفُسِنَا وَسَيّئَاتِ أَعْمَالِنَا مَنْ يَهْدِهِ اللهُ فَلاَ مُضِلّ لَهُ وَمَنْ يُضْلِلْهُ فَلاَ هَادِيَ لَهُ أَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلهَ إِلاّ اللهُ وَأَشْهَدُ أَنّ مُحَمّدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ
اللهم صل عَلَى أَشْرَفِ الأَنْبِيَاءِ وَالْمُرْسَلِيْنَ سيدنا ونبينا مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِهِ وَأَصْحَابِهِ وَمَنْ سَارَ عَلَى نَهْجِهِ القَوِيْمِ وَدَعَا إِلَى الصِّرَاطِ المُسْتَقِيْمِ إِلَى يَوْمِ الدِّيْنِ وَسَلَّمَ تَسْلِيْمًا كَثِيْرًا
أَمَا بَعْدُ فَيَا عِبَادَ اللهِ أُوْصِيْكُمْ وَإِيَّايَ َنفْسِي بِتَقْوَى اللهِ حَقَّ تُقَاتِهِ فَقَدْ فَازَ الْمُتَّقُوْن
أَعُوْذُ بِاللهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ.
{ إِنَّا عَرَضْنَا ٱلْأَمَانَةَ عَلَى ٱلسَّمَـٰوَٰتِ وَٱلْأَرْضِ وَٱلْجِبَالِ فَأَبَيْنَ أَن يَحْمِلْنَهَا وَأَشْفَقْنَ مِنْهَا وَحَمَلَهَا ٱلْإِنسَـٰنُ ۖ إِنَّهُۥ كَانَ ظَلُومًۭا جَهُولًۭا } ٧٢
صَدَقَ الله ُالْعَظِيْمُ
ขอความรักความเมตตาปราณีจากพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ จงประสพแด่พี่น้องผู้ศรัทธาที่รักทุกท่าน อุดมการณ์สำคัญที่จะเป็นเครื่องจักรที่จะนำเราท่านทั้งหลายไปสู่แนวทางของพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ อย่างแท้จริง นั่นคือการตักวายำเกรงต่อพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ฉะนั้นจึงขอเรียกร้องเชิญชวน เราท่านทั้งหลายมาร่วมยึดสายเชือกแห่งการตักวาอันนี้ให้มั่นเถิด โดยปฏิบัติตามที่พระองค์ทรงใช้ละเว้นจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม
พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพรัก การปฏิบัติศาสนกิจที่เป็นเสาหลักอันดับ 2 ของอิสลาม เพื่อขัดเกลาจิตใจ ยับยั้งความชั่ว และเป็นเครื่องมือเชื่อมต่อกับพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ การละหมาดที่ถูกต้อง (ซุบฮิ, ดุฮรี, อัสรี, มัฆริบ และ อิชาอฺ)
การตรงเวลาและมีคุชัวะอฺ (ความสงบนิ่งมีสมาธิ) จะนำมาซึ่งการอภัยโทษและการมีระเบียบวินัย การละหมาดเป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติโดยตรงจากพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ในค่ำคืนอิสรออฺและมิอฺรอจญ์ เป็นเสาหลักที่แสดงถึงความศรัทธาและความนอบน้อมต่อพระผู้เป็นเจ้า ช่วงเวลาละหมาด ซุบฮิ เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการรำลึกถึงพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ดุฮรี หยุดพักจากการงานเพื่อเชื่อมต่อกับพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ในช่วงเที่ยง อัสรี สะท้อนถึงความหมายของชีวิต ในช่วงบ่าย มัฆริบ รำลึกถึงพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ก่อนสิ้นสุดวันหลังดวงอาทิตย์ตก อิชาอฺ สิ้นสุดวันด้วยการขออภัยโทษและความเมตตาจากพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ
การละหมาด 5 เวลาเป็นการชำระล้างบาปเล็กน้อยที่เกิดขึ้นระหว่างวัน และการรักษาเวลาละหมาดช่วยสร้างระเบียบวินัยให้กับชีวิตการปฏิบัติที่สมบูรณ์: ต้องอาบน้ำละหมาดอย่างดี, ละหมาดตรงเวลา, และมีสมาธิ (คุชัวะอฺ) ในการก้มกราบ (รุกัวะอฺและสุญูด) การละหมาดไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่ของบ่าว แต่ยังเป็นการปกป้องมนุษย์จากการทำความชั่วและสิ่งอนาจาร หากมุสลิมละเลยการละหมาด ย่อมหมายถึงการละเลยพันธสัญญาที่สำคัญที่สุด การละหมาดคือสายธารแห่งการชำระล้าง
พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพรัก จงยำเกรงต่อพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ เถิด เพราะความยำเกรงคือเกราะป้องกันที่ดียิ่ง และการละหมาดคือสายใยที่มั่นคงที่สุดระหว่างเรากับ พระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ
[ أرَأيتُم لو أنَّ نَهرًا ببابِ أحَدِكُم يَغتَسِلُ منه كُلَّ يَومٍ خَمسَ مَرَّاتٍ، هل يَبقى مِن دَرَنِه شيءٌ؟ قالوا: لا يَبقى مِن دَرَنِه شيءٌ، قال: فذلك مَثَلُ الصَّلَواتِ الخَمسِ، يَمحو اللهُ بهِنَّ الخَطايا ] خلاصة حكم المحدث : [صحيح] التخريج : أخرجه البخاري (528)، ومسلم (667)
الراوي : أبو هريرة | المحدث : مسلم | المصدر : صحيح مسلم | الصفحة أو الرقم|
كما صَحَّ عِندَ مُسلِمٍ أنَّ النبيَّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّمَ قال: «الصَّلَواتُ الخَمسُ، والجُمُعةُ إلى الجُمُعةِ، ورَمَضانُ إلى رَمَضانَ؛ مُكَفِّراتٌ ما بَينَهُنَّ إذا اجتُنِبَ الكَبائِرُ».
อุปมาของการละหมาด 5 เวลา ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เคยเปรียบเทียบการละหมาดไว้อย่างลึกซึ้งว่า "พวกท่านลองคิดดูซิว่า หากที่หน้าประตูบ้านของใครคนหนึ่งในหมู่พวกท่านมีแม่น้ำไหลผ่าน และเขาได้อาบน้ำในแม่น้ำนั้นวันละ 5 ครั้ง พวกท่านคิดว่าจะมีสิ่งสกปรกใด ๆ หลงเหลืออยู่ที่ตัวเขาอีกหรือไม่ ? " (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และ มุสลิม) ลองตรองดูเถิดพี่น้อง โลกดุนยาแห่งนี้เต็มไปด้วย "ฝุ่นละออง" แห่งบาปและความวุ่นวายที่คอยเกาะกินจิตใจเราอยู่ตลอดเวลา การละหมาดแต่ละเวลาก็คือการ "ก้าวลงสู่สายธาร" เพื่อล้างคราบสกปรกเหล่านั้นออกไป ซุบฮิ: คือการชำระล้างความมืดมิดในหัวใจด้วยแสงรุ่งอรุณ ดุฮรี และ อัสรี: คือการพักจากพายุแห่งการทำมาหากินมาสงบนิ่งใต้ร่มเงาของพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ มัฆริบ และ อิชาอฺ คือการปิดกล่องภารกิจในแต่ละวันด้วยการขอบคุณและความสันติหากเราทิ้งละหมาดไปแม้เพียงเวลาเดียว ก็เปรียบเสมือนเรายอมปล่อยให้ "สนิม" แห่งบาปเกาะกินหัวใจจนหนาเตอะ จนวันหนึ่งเราอาจมองไม่เห็นแสงนำทางของพระองค์อีกเลย
พี่น้องศรัทธาชนที่เคารพ บรรดาซอฮาบะฮ์ (รอฎิยัลลอฮู่อันฮุม) ไม่ได้มองว่าการละหมาดคือภาระ แต่พวกเขามองว่ามันคือ "ความหวานชื่น" และ "ที่พักพิง" ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
พี่น้องศรัทธาชนที่เคารพ เหล่าวีรชนในยุคนั้น มีทัศนคติที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ ที่ทำให้พวกเขาได้รับการยกเกียรติภูมิจากองค์พระผู้อภิบาลพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ และ ศาสนทูตของพระองค์ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ จนทุกการประพฤติการกระทำในความเป็นบ่าว ของพวกเขาได้ถูกถ่ายทอดผ่านยุคสมัยต่าง ๆ จนมาถึงยุคของเรา นั่นคือมีการสำนึกต่อความเมตตาและความนอบน้อมต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ
1. ด้วยความสำนึกนี้จึงให้ความสำคัญต่อการละหมาดและมีความเสียสละแม้ในยามบาดเจ็บ ครั้งหนึ่ง ท่านอับบาซ บิน บิชร รอฎิยัลลอฮู่อัน ได้รับหน้าที่เฝ้ายามในยามค่ำคืน ท่านได้ยืนละหมาดในขณะที่ศัตรูแอบยิงธนูมาปักที่ร่างของท่านถึง 3 ดอก แต่ท่านกลับไม่ยอมตัดละหมาดและทนความเจ็บปวดเพื่ออ่านซูเราะฮ์ที่ท่านรักให้จบ ท่านกล่าวในภายหลังว่า "หากฉันไม่กลัวว่าคำสั่งของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เรื่องการเฝ้ายามจะเสียหาย ฉันจะไม่เลิกละหมาดจนกว่าลมหายใจจะสิ้นสุด"
2. พวกเขาได้ ละวางทางโลกเมื่อถึงเวลา (ชาวตลาดในยุคซอฮาบะฮ์) ท่านอับดุลเลาะฮ์ บิน อับบาส รอฎิยัลลอฮู่อัน เคยเล่าถึงบรรดาพ่อค้าในยุคนั้นว่า เมื่อพวกเขาได้ยินเสียงอาซาน แม้เขากำลังชั่งตวงสินค้าหรือถือตาชั่งอยู่ พวกเขาจะวางทุกอย่างลงทันที เพื่อมุ่งหน้าสู่มัสยิด เพราะพวกเขารู้ดีว่ากำไรที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่เหรียญทอง แต่อยู่ที่การตอบรับเสียงเรียกของพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ
พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ การละหมาดคือ "เสาหลัก" ที่ค้ำจุนบ้านแห่งศรัทธา หากเสาต้นนี้ พังทลายลง ส่วนอื่นของศาสนา ก็ยากจะตั้งมั่นอยู่ได้ ท่านพี่น้องครับ อย่าให้งานยุ่ง ๆ หรืองานรื่นเริงใด ๆ มาชิงเวลาเพียงไม่กี่นาที ที่เราจะได้ "สนทนา" กับ พระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ พระผู้เป็นเจ้าเลย พี่น้องศรัทธาชนที่รัก ลองเรามามองดู ท่านอุมัร อิบนุ คอฏฏอบ รอฎิยัลลอฮู่อัน ในวาระสุดท้ายของท่าน เมื่อท่านถูกลอบแทงจนบาดเจ็บสาหัส เลือดไหลนอง สิ่งแรกที่ท่านถามเมื่อฟื้นขึ้นมาไม่ใช่เรื่องแผล ! แต่คือคำถามที่ว่า "ผู้คนละหมาดกันหรือยัง ?" และท่านกล่าวประโยคที่สั่นสะเทือนประวัติศาสตร์ของโลกมุสลิมว่า "ไม่มีโชคส่วนใดในอิสลาม สำหรับผู้ที่ทิ้งละหมาด"
ท่านอาลี อิบนุ อบีตอลิบ รอฎิยัลลอฮู่อัน ที่เมื่อถึงเวลาละหมาด ร่างกายของท่านจะสั่นสะท้านและใบหน้าจะซีดเผือด เมื่อมีคนถามท่านว่าเกิดอะไรขึ้น ? ท่านตอบว่า “ ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องแบกรับ 'อมานะฮ์' (ภาระหน้าที่) ที่ชั้นฟ้าและแผ่นดินต่างปฏิเสธที่จะแบกรับ แต่มนุษย์ผู้อ่อนแออย่างฉันกลับรับมันไว้ “
إِنَّا عَرَضْنَا الْأَمَانَةَ عَلَى السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ وَالْجِبَالِ فَأَبَيْنَ أَن يَحْمِلْنَهَا وَأَشْفَقْنَ مِنْهَا وَحَمَلَهَا الْإِنسَانُ ۖ إِنَّهُ كَانَ ظَلُومًا جَهُولًا 72 الأحزاب
แท้จริงได้เสนอ อะมานะห์ แก่ชั้นฟ้าทั้งหลายแผ่นดิน และขุนเขาทั้งหลาย แต่พวกมันปฏิเสธจะแบกรับมัน และกลัวต่อมัน และมนุษย์ได้แบกรับมันและเขาเป็นผู้อธรรมงมงายยิ่ง
3. จิตวิญญาณของการละหมาดนั้นเหล่าอุลามาอ์และผู้ทรงศีล (ซอลีฮีน) สอนเราว่า การละหมาดที่ไร้หัวใจเปรียบเหมือน "ร่างที่ไร้วิญญาณ" มีเรื่องเล่าของ ท่านมุสลิม อิบนุ ยะซาร ขณะที่ท่านกำลังละหมาดอยู่ในมัสยิดที่เมืองบัสเราะห์ ทันใดนั้น เสามัสยิดต้นหนึ่งพังครืนลงมา ผู้คนแตกตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน แต่ท่านกลับนิ่งเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อท่านละหมาดเสร็จ ท่านถามว่า "เกิดอะไรขึ้นหรือ ?" นั่นคือความหมายของคำว่า "คุชัวะอฺ" คือการดึงจิตออกจากเสียงอื้ออึงของโลก เพื่อไปเฝ้าพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ พระเจ้าเพียงพระองค์เดียว
4. สารจากอัลกุรอ่านพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ทรงย้ำเตือนในซูเราะห์ อัล-มาอูน ถึงความน่ากลัวของการละหมาดที่ไร้ความหมาย
فَوَيْلٌ لِّلْمُصَلِّينَ (4) الَّذِينَ هُمْ عَن صَلَاتِهِمْ سَاهُونَ (5)
ดังนั้น ความวิบัติจงประสบแด่บรรดาผู้ละหมาด คือผู้ที่พวกเขาละเลยต่อการละหมาดของพวกเขา" (107:4-5)
และทรงบอกถึงอานุภาพของการละหมาดในซูเราะห์ อัล-อังกะบูต ว่า:
وَلَذِكْرُ اللَّهِ أَكْبَرُ العنكبوت :45 " إِنَّ الصَّلَاةَ تَنْهَىٰ عَنِ الْفَحْشَاءِ وَالْمُنكَرِ
แท้จริงการละหมาดนั้นจะยับยั้งการลามกและความชั่ว และการรำลึกถึงพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ นั้นยิ่งใหญ่ยิ่ง"
พี่น้องศรัทธาชนที่เคารพ การละหมาด 5 เวลาไม่ใช่ "ภาษี" ที่เราต้องจ่ายด้วยความจำใจ แต่เป็น "สะพาน" ที่เราใช้ข้ามผ่านความวุ่นวายของโลกนี้ไปสู่ความสงบในหัวใจ หากวันนี้ชีวิตท่านกำลังติดขัด การงานล้มเหลว หรือหัวใจว้าวุ่น ลองกลับไปตรวจสอบ "สายเชือก" เส้นนี้ดูว่ามันยังแข็งแรงอยู่ไหม ? หรือ มันขาดสะบั้นไปแล้ว ? จงละหมาดเสมือนว่ามันคือ "เป็นการละหมาดครั้งสุดท้าย" ในชีวิตของท่าน เพราะเราไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยว่าลมหายใจหลังสิ้นสุดการ "ให้สลาม" จะยังมีชีวิตอยู่เพื่อละหมาดในเวลาถัดไปหรือไม่ ?
ขออัลลอฮ์ทรงตอบรับการงานของพวกเรา และทำให้เราเป็นหนึ่งในกลุ่มชนที่ธำรงไว้ซึ่งการละหมาดด้วยเถิด อามีน
พี่น้องศรัทธาชนที่เคารพ การละหมาดในยุคไซเบอร์(Cybernetics ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์)ที่มีสิ่งเร้าอยู่รอบตัว ต้องใช้ "ความรัก" นำทาง "ความแข็งกร้าว" โดยเน้นการทำให้บ้านเป็น โอเอซิส(Oasis แหล่งน้ำกลางทะเลทราย)แห่งความสงบมากกว่าสนามรบ
พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ บ้านต้องเป็น "เรือ" ไม่ใช่ "คุก" ในยุคที่เด็ก ๆ เผชิญความเครียดจากโซเชียลมีเดีย(social media เครื่องมือสื่อสารสองทาง)และการแข่งขัน การเคี่ยวเข็นด้วยการดุด่ามักได้ผลลัพธ์ที่เป็นการ "ฝืนทำ" มากกว่า "ศรัทธา"
ฉะนั้นอย่าเพิ่งสั่งให้ลูกวางมือถือ ถ้าเรายังถืออยู่ เมื่ออาซานดัง พ่อแม่ต้องวางทุกอย่างทันทีเพื่อให้เขาเห็นว่า "อัลลอฮ์สำคัญกว่าโลกออนไลน์" ต้องสร้างบรรยากาศ ใช้กลิ่นหอมหวนกับมุมละหมาดที่สะอาดตา ทำให้การละหมาดเป็นช่วงเวลาที่สมาชิกในบ้านได้พักผ่อนจากความวุ่นวาย ต้องมีเทคนิคการจูงใจ ในยุคปัจจุบันใช้ความอ่อนโยนนำทาง
ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ สอนให้สั่งใช้ลูกละหมาดเมื่ออายุ 7 ขวบ และเข้มงวดเมื่อ 10 ขวบ ระยะเวลา 3 ปีนี้คือ "ช่วงเวลาแห่งความรัก" ไม่ใช่การขู่เข็ญเชื่อมโยงละหมาดกับความสำเร็จ อธิบายให้คนในครอบครัวเห็นว่า การละหมาดคือการ "ชาร์จพลังจิตวิญญาณ" เพื่อสู้กับความเหนื่อยล้าในที่ทำงานหรือโรงเรียน ต้องมีละหมาดญะมาอะฮ์ในบ้าน การละหมาดพร้อมกันสร้างสายใยที่หน้าจอทำไม่ได้ หลังละหมาดลองใช้เวลา 5 นาทีนั่งคุยกัน (นาซีฮัต) ด้วยความเมตตา พระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ทรงกำชับเรื่องการอดทนต่อครอบครัวในซูเราะห์ ฏอฮา
(132) سورة طه: وَأْمُرْ أَهْلَكَ بِالصَّلَاةِ وَاصْطَبِرْ عَلَيْهَا ۖ لَا نَسْأَلُكَ رِزْقًا ۖ نَّحْنُ نَرْزُقُكَ ۗ وَالْعَاقِبَةُ لِلتَّقْوَىٰ
และเจ้าจงใช้ครอบครัวของเจ้าให้ละหมาด และจงอดทนในการปฏิบัติมัน
คำว่า "จงอดทน" (วัศฏอบิร) ในอายะฮ์นี้มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าการทนทั่วไป คือต้องอดทนอย่างยิ่งยวดในการตักเตือนซ้ำ ๆ ด้วยความไม่ย่อท้อและไม่ใช้อารมณ์ บทเรียนจากผู้ทรงศีล (ซอลีฮีน)ท่านอุลามาอ์บางท่านเคยกล่าวว่า "ฉันตื่นขึ้นมาละหมาดตะฮัจญุดกลางดึก และพยายามยืนละหมาดให้นานขึ้น เพียงหวังว่าพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ จะทรงคุ้มครองลูกของฉันที่กำลังนอนอยู่" ดุอาอ์คืออาวุธ: อย่าลืมขอดุอาอ์เหมือนท่านนบีอิบรอฮีม (عليه السلام) ว่า
رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلَاةِ وَمِن ذُرِّيَّتِي ۚ رَبَّنَا وَتَقَبَّلْ دُعَاءِ سورة ابراهيم 40
ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์และลูกหลานของข้าพระองค์เป็นผู้ดำรงการละหมาดด้วยเถิด
สรุปแนวทางปฏิบัติ เปลี่ยนจาก "สั่ง" เป็น "ชวน" เปลี่ยนจาก "ตำหนิ" เป็น "ดุอาอ์ให้เห็น" เปลี่ยน บ้าน ให้เป็น "มัสยิด" แห่งความเมตตา หากท่านต้องการให้ร้อยเรียงเนื้อหานี้เข้าเป็นเรื่องเดียวกัน
พี่น้องผู้ศรัทธาชนทั้งหลาย สุดท้ายนี้ ก่อนที่เราจะเดินออกจากมัสยิดแห่งนี้ไปสู่ภารกิจทางโลก ผมขอฝากคำถามทิ้งท้ายไว้ให้เรากลับไปครุ่นคิด ณ ประตูหน้าบ้านของท่านเอง บ้านของเรา หรือเพียงที่พักทางผ่าน ? ในยุคที่แสงสีจากหน้าจอมือถือสว่างไสวในมือของลูกหลาน แต่แสงแห่งรุกูอฺและสุญูดกลับริบหรี่ลงในหัวใจ ท่านในฐานะ "ผู้นำครอบครัว" จะปล่อยให้เรือลำนี้ลอยคว้างไปตามกระแสน้ำที่เชี่ยวชาญของดุนยาอย่างนั้นหรือ ? ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ท่านเตือนเราว่า ทุกคนในหมู่พวกท่านคือผู้ดูแล และทุกคนจะต้องถูกสอบสวนในหน้าที่ความรับผิดชอบของเขา เปลี่ยนจาก "คุก" ให้เป็น "วิมาน" การเคี่ยวเข็ญคนในบ้านให้ละหมาดในยุคนี้ ไม่ใช่การถือไม้เรียวไล่ฟาดฟัน แต่คือการถือ "ตะเกียงแห่งความเมตตา" นำทางพวกเขา จงเป็นแบบอย่างก่อนออกคำสั่ง อย่าเรียกให้ลูกละหมาดในขณะที่พ่อยังนั่งดูข่าว หรือแม่ยังติดซีรีส์ จงใช้ความอดทนเป็นที่ตั้ง พระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ทรงสั่งให้เราใช้ครอบครัวละหมาด และทรงย้ำว่า "จงอดทน" (วัศฏอบิร) เพราะการดึงคนออกจากความหวานชื่นของโลก ต้องใช้เวลาและการให้อภัย สร้างบ้านให้เป็นมัสยิด ให้เสียงอาซานในบ้านเป็นเสียงที่ไพเราะที่สุด ให้วงละหมาดญะมาอะฮ์คือที่เยียวยาบาดแผลจากโลกภายนอก หากท่านเตือนแล้วเขายังนิ่ง หากท่านสอนแล้วเขายังเฉย อย่าเพิ่งหมดหวังและอย่าเพิ่งก่นด่า เพราะคำสาปแช่งจากปากพ่อแม่คือไฟที่เผาลูกตัวเอง แต่จงคุกเข่าลงในยามค่ำคืน ร้องไห้ต่อหน้าพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ และกล่าวตามบทดุอาอ์ของนบีอิบรอฮีมว่า
رَبِّ اجْعَلْنِي مُقِيمَ الصَّلَاةِ وَمِن ذُرِّيَّتِي ۚ رَبَّنَا وَتَقَبَّلْ دُعَاءِ
ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงให้ข้าพระองค์และลูกหลานของข้าพระองค์ เป็นผู้ดำรงการละหมาดด้วยเถิด
พี่น้องผู้ศรัทธาที่เคารพ ในวันที่เราต้องนอนนิ่งอยู่ในกุโบรฺ สิ่งเดียวที่จะเชื่อมเรากับลูกหลานได้ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เราทิ้งไว้ให้ แต่คือ "รอยสุญูด" ที่เราเคยเคี่ยวเข็ญให้เขาทำในวันนี้ วันนั้นเขาจะขอดุอาอ์ให้เรา เพราะเราเคยสอนให้เขารู้จักพระเจ้าพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ จงกลับบ้านไปวันนี้ ไปกอดลูกหลานของท่านด้วยความรัก ! แล้วกระซิบกับเขาเบา ๆ ว่า "ลูกรัก มาละหมาดกับพ่อ/แม่นะ เราจะได้ไปสวรรค์ด้วยกัน" ขอพระองค์ทรงเปลี่ยนหัวใจที่แข็งกระด้างของคนในครอบครัวของเรา ให้กลายเป็นหัวใจที่นอบน้อมต่อพระองค์ الله سبحانه وتعالﷻ ด้วยเถิด อามีน ยาร้อบบิ้ลอาลามีน
أَقُوْلُ قَوْلِيْ هَذَا وَأَسْتَغْفِرُ اللهَ الْعَظِيْمَ لِيْ وَلَكُمْ وَلِسَائِرِ الْمُسْلِمِيْنَ وَالْمُسْلِمَاتِ فَاسْتَغْفِرُوْهُ إِنَّهُ هُوَ الْغَفُوْرُ الرَّحِيْم
ฉันขอประกาศคำกล่าวของฉันนี้ และฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ให้แก่ตัวฉันเอง, ให้แก่พวกท่านทั้งหลาย และให้แก่บรรดามุสลิมชายและมุสลิมหญิงทุกคน ดังนั้นพวกท่านจงขออภัยโทษต่อพระองค์เถิด แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงอภัยโทษยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ