28/08/2026
“สมถภาวนา กับ สมถกรรมฐาน เหมือนกันไหมครับ?”
สมถะหมายถึงความสงบ วิปัสสนา หมายถึงปัญญา นี่เรียกว่า “สมถะ–วิปัสสนา” เช่นบอกว่า “นั่งวิปัสสนา” อย่างนี้ก็ฟังกันออกเข้าใจได้ แต่ถ้าจะให้ถูกต้องตามความมุ่งหมายที่แท้จริงแล้ว นั่งวิปัสสนาก็คือว่า ผู้ที่จะมาทางด้านปัญญา นั่งสมถะนี่ไม่มีใครพูดกันหรอก”
“นั่งสมถะคือ นั่งเฉยๆ หรือครับ” ผู้ศึกษาธรรมหน้าใหม่ถามขึ้น
ท่านอาจารย์ (หลวงตาพระมหาบัว) อธิบายว่า “นั่งสมถะก็นั่งเพื่อความสงบ ภาวนา พุทโธ – พุทโธ นี่เป็นสมถะ เพื่อให้จิตสงบเรียกว่า สมถะ วิปัสสนานั้นหมายถึงความพิจารณาด้านปัญญา เพื่อแยกธาตุ แยกขันธ์ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ความแตกสลาย ให้ปัญญาได้เห็นชัด พิจารณาให้เห็นชัดตามความเป็นจริงแล้วมันจะแก่กล้าขึ้น”
“สำหรับคนธรรมดาอย่างพวกผมนี้ ควรเริ่มจากสมถะก่อนใช่ไหมครับ?”
“ร้อยทั้งร้อย สมถะต้องเป็นพื้นฐานก่อนเสมอ”
“คือต้องมีความสงบก่อน” ผู้ถามย้ำให้แน่ใจ
“ใช่ – ตามธรรมดาของจิตนั้น มันยุ่งตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจะต้องตะล่อมจิตเข้าสู่ความสงบ พอจิตได้รับความสงบแล้วก็จะเป็นพลังเหมือนเราชาร์จแบตเตอรี่”
“ผมก็ภาวนามานานแล้วนะครับ แต่ไม่ได้สม่ำเสมอ ทีนี้ควรจะภาวนาไปนานสักแค่ไหน มันถึงจะได้พิจารณาอะไรบ้างอย่างที่ท่านอาจารย์เรียกว่า “วิปัสสนา” คือเกิดความรู้ขึ้นมา?”
“ก็ตั้งแต่เราไม่เคยพิจารณาเลย กี่เดือน กี่วัน กี่ปี ไม่คิดเล่า ทีนี้พอเริ่มภาวนาขึ้นมาจะต้องนานเท่าไรเชียวละ นั่นแน่ะ – มันแพ้เปรียบกันอยู่ตรงนี้แหละนะ ตรงความพยายาม”
“ความจริง – ถ้าทำไปเรื่อยๆ ทำเสมอๆ แล้วจะรู้ขึ้นเองใช่ไหมครับ?”
“จะรู้ได้เองซิ เพราะการทำสิ่งเหล่านี้ทำเพื่อให้รู้ไม่ใช่ทำเพื่อให้หลงนี่ ทำเพื่อให้รู้”
“คือถ้าหากภาวนา พุทโธ อยู่ตลอดเวลา ก็จะได้แค่พุทโธเท่านั้นเอง?” ลูกศิษย์ข้องใจ
“เออ – ให้มันได้แค่พุทโธก็ยังดีนะ เวลาเราภาวนาพุทโธ พุทโธ จิตมันไปยุ่งกับอะไรมากไหมเล่า”
“ไม่ยุ่งครับ มันนิ่งหายไปเลย ทีนี้พอว่าเรารู้ว่า ไอ้เจ้าร่างกายนี้มันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องแห้งเหี่ยวไป เมื่อรู้แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร?”
“เวลาที่จิตสงบแล้ว คำว่า “ความรู้” ที่เรารู้ กับคำว่า “พุทโธ” จะเป็นอันเดียวกันใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
“นั่น หลักธรรมดาของมันจะต้องเป็นอย่างนั้น คือคำว่า “พุทโธ” นี่ หากจะเทียบกับภายนอกก็เหมือนกับตามรอยโค เอาโคไปปล่อยไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง เวลาตามไปดักทางโน้นทางนี้ก็ไม่เจอไม่พบ เราก็ต้องตามรอยมันไปจนกระทั่งถึงตัวโค พอถึงตัวโค รอยโคก็หมดปัญหาเลย เพราะเราตามเพื่อเอาตัวโค เราไม่ตามเพื่อเอารอยของมัน ประการหนึ่งรอยกับโค มันอยู่ด้วยกันแล้วใช่ไหม? เมื่อถึงตัวโคแล้วรอยก็หมดปัญหาไป อันคำว่า “พุทโธ” ก็ดี อานาปานสติก็ดี ก็เป็นการตามรอยเพื่อให้ถึง “พุทธะ” อันแท้จริงนั่นเอง เราต้องรู้ว่าพุทโธนี้ก็พาให้ไปถึงตัวจริงของพุทโธเหมือนกัน เราไม่ปล่อยมันก็ถึงตัวโคจนได้ แต่นี่มันไม่อย่างนั้นซิ พอตามรอยโคไปแล้ว ไปเถลไถลที่นั่นที่นี่อย่างนั้นก็ไม่เจอโค เราพุทโธ พุทโธ คำหนึ่งสองคำแล้วเถลไถล มันก็ไม่ถึงพุทโธ”
“ไม่หรอกครับ ไม่” ลูกศิษย์ค้านขึ้น
“ไม่ – ไม่ – พูดแต่ไม่ ไม่ยังไง ไหนว่าไปซิ” ท่านอาจารย์ซักบ้าง
“คือแต่ก่อนนั่งฝึกใหม่ๆ มันก็เป็น แต่ระยะหลังๆ นี่เราพยายามควบคุมพุทโธไว้ได้ อยู่กับพุทโธอยู่กับตัวรู้ครับ แต่ทีนี้ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่า เราได้มาถึงตัวโคหรือยัง”
“เอ๊า ถ้ามันอยู่กับที่ไม่ไถลไปไหน มันก็ต้องถึงซิ”
“ไม่ถึงครับ บางทีพุทโธ พุทโธ อยู่ก็หายไปเฉยๆ เหมือนจะหลับ แต่ผมว่าผมไม่ได้หลับ”
“เวลาภาวนาพุทโธให้ติดต่อกันเรื่อยๆ พุทโธนั้นก็จะละเอียดลงไป ละเอียดลงไป จนไปกลมกลืนกับความรู้ ความรู้กับพุทโธจะเป็นอันเดียวกัน ทีนี้เราจะพุทโธหรือไม่พุทโธก็ตาม ความรู้นั้นจะแน่วแน่ละเอียดเข้าทุกที” ท่านอาจารย์อธิบายชี้แจงอย่างชัดเจน
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน สนทนาธรรมกับศิษย์
#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงตาพระมหาบัว