วัดป่าบ้านตาด "วัดเกษรศีลคุณ"

วัดป่าบ้านตาด "วัดเกษรศีลคุณ" นำเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวของวัดป่าบ้านตาดอย่างเป็นทางการ ธรรมหลวงตา หลวงพ่อสุธรรม
(1)

“สมถภาวนา กับ สมถกรรมฐาน เหมือนกันไหมครับ?”สมถะหมายถึงความสงบ วิปัสสนา หมายถึงปัญญา นี่เรียกว่า “สมถะ–วิปัสสนา” เช่นบอกว...
28/08/2026

“สมถภาวนา กับ สมถกรรมฐาน เหมือนกันไหมครับ?”

สมถะหมายถึงความสงบ วิปัสสนา หมายถึงปัญญา นี่เรียกว่า “สมถะ–วิปัสสนา” เช่นบอกว่า “นั่งวิปัสสนา” อย่างนี้ก็ฟังกันออกเข้าใจได้ แต่ถ้าจะให้ถูกต้องตามความมุ่งหมายที่แท้จริงแล้ว นั่งวิปัสสนาก็คือว่า ผู้ที่จะมาทางด้านปัญญา นั่งสมถะนี่ไม่มีใครพูดกันหรอก”

“นั่งสมถะคือ นั่งเฉยๆ หรือครับ” ผู้ศึกษาธรรมหน้าใหม่ถามขึ้น

ท่านอาจารย์ (หลวงตาพระมหาบัว) อธิบายว่า “นั่งสมถะก็นั่งเพื่อความสงบ ภาวนา พุทโธ – พุทโธ นี่เป็นสมถะ เพื่อให้จิตสงบเรียกว่า สมถะ วิปัสสนานั้นหมายถึงความพิจารณาด้านปัญญา เพื่อแยกธาตุ แยกขันธ์ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ความแตกสลาย ให้ปัญญาได้เห็นชัด พิจารณาให้เห็นชัดตามความเป็นจริงแล้วมันจะแก่กล้าขึ้น”

“สำหรับคนธรรมดาอย่างพวกผมนี้ ควรเริ่มจากสมถะก่อนใช่ไหมครับ?”

“ร้อยทั้งร้อย สมถะต้องเป็นพื้นฐานก่อนเสมอ”

“คือต้องมีความสงบก่อน” ผู้ถามย้ำให้แน่ใจ

“ใช่ – ตามธรรมดาของจิตนั้น มันยุ่งตลอดเวลาอยู่แล้ว เราจะต้องตะล่อมจิตเข้าสู่ความสงบ พอจิตได้รับความสงบแล้วก็จะเป็นพลังเหมือนเราชาร์จแบตเตอรี่”

“ผมก็ภาวนามานานแล้วนะครับ แต่ไม่ได้สม่ำเสมอ ทีนี้ควรจะภาวนาไปนานสักแค่ไหน มันถึงจะได้พิจารณาอะไรบ้างอย่างที่ท่านอาจารย์เรียกว่า “วิปัสสนา” คือเกิดความรู้ขึ้นมา?”

“ก็ตั้งแต่เราไม่เคยพิจารณาเลย กี่เดือน กี่วัน กี่ปี ไม่คิดเล่า ทีนี้พอเริ่มภาวนาขึ้นมาจะต้องนานเท่าไรเชียวละ นั่นแน่ะ – มันแพ้เปรียบกันอยู่ตรงนี้แหละนะ ตรงความพยายาม”

“ความจริง – ถ้าทำไปเรื่อยๆ ทำเสมอๆ แล้วจะรู้ขึ้นเองใช่ไหมครับ?”

“จะรู้ได้เองซิ เพราะการทำสิ่งเหล่านี้ทำเพื่อให้รู้ไม่ใช่ทำเพื่อให้หลงนี่ ทำเพื่อให้รู้”

“คือถ้าหากภาวนา พุทโธ อยู่ตลอดเวลา ก็จะได้แค่พุทโธเท่านั้นเอง?” ลูกศิษย์ข้องใจ

“เออ – ให้มันได้แค่พุทโธก็ยังดีนะ เวลาเราภาวนาพุทโธ พุทโธ จิตมันไปยุ่งกับอะไรมากไหมเล่า”

“ไม่ยุ่งครับ มันนิ่งหายไปเลย ทีนี้พอว่าเรารู้ว่า ไอ้เจ้าร่างกายนี้มันต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องแห้งเหี่ยวไป เมื่อรู้แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไร?”

“เวลาที่จิตสงบแล้ว คำว่า “ความรู้” ที่เรารู้ กับคำว่า “พุทโธ” จะเป็นอันเดียวกันใช่ไหม?”

“ใช่ครับ”

“นั่น หลักธรรมดาของมันจะต้องเป็นอย่างนั้น คือคำว่า “พุทโธ” นี่ หากจะเทียบกับภายนอกก็เหมือนกับตามรอยโค เอาโคไปปล่อยไว้ที่จุดใดจุดหนึ่ง เวลาตามไปดักทางโน้นทางนี้ก็ไม่เจอไม่พบ เราก็ต้องตามรอยมันไปจนกระทั่งถึงตัวโค พอถึงตัวโค รอยโคก็หมดปัญหาเลย เพราะเราตามเพื่อเอาตัวโค เราไม่ตามเพื่อเอารอยของมัน ประการหนึ่งรอยกับโค มันอยู่ด้วยกันแล้วใช่ไหม? เมื่อถึงตัวโคแล้วรอยก็หมดปัญหาไป อันคำว่า “พุทโธ” ก็ดี อานาปานสติก็ดี ก็เป็นการตามรอยเพื่อให้ถึง “พุทธะ” อันแท้จริงนั่นเอง เราต้องรู้ว่าพุทโธนี้ก็พาให้ไปถึงตัวจริงของพุทโธเหมือนกัน เราไม่ปล่อยมันก็ถึงตัวโคจนได้ แต่นี่มันไม่อย่างนั้นซิ พอตามรอยโคไปแล้ว ไปเถลไถลที่นั่นที่นี่อย่างนั้นก็ไม่เจอโค เราพุทโธ พุทโธ คำหนึ่งสองคำแล้วเถลไถล มันก็ไม่ถึงพุทโธ”

“ไม่หรอกครับ ไม่” ลูกศิษย์ค้านขึ้น

“ไม่ – ไม่ – พูดแต่ไม่ ไม่ยังไง ไหนว่าไปซิ” ท่านอาจารย์ซักบ้าง

“คือแต่ก่อนนั่งฝึกใหม่ๆ มันก็เป็น แต่ระยะหลังๆ นี่เราพยายามควบคุมพุทโธไว้ได้ อยู่กับพุทโธอยู่กับตัวรู้ครับ แต่ทีนี้ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่า เราได้มาถึงตัวโคหรือยัง”

“เอ๊า ถ้ามันอยู่กับที่ไม่ไถลไปไหน มันก็ต้องถึงซิ”

“ไม่ถึงครับ บางทีพุทโธ พุทโธ อยู่ก็หายไปเฉยๆ เหมือนจะหลับ แต่ผมว่าผมไม่ได้หลับ”

“เวลาภาวนาพุทโธให้ติดต่อกันเรื่อยๆ พุทโธนั้นก็จะละเอียดลงไป ละเอียดลงไป จนไปกลมกลืนกับความรู้ ความรู้กับพุทโธจะเป็นอันเดียวกัน ทีนี้เราจะพุทโธหรือไม่พุทโธก็ตาม ความรู้นั้นจะแน่วแน่ละเอียดเข้าทุกที” ท่านอาจารย์อธิบายชี้แจงอย่างชัดเจน

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน สนทนาธรรมกับศิษย์

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงตาพระมหาบัว

หลักสำคัญจงถือเราเป็นตัวประกันในคุณธรรมไว้ก่อน ด้วยการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง แม้จะตายอยู่ในแนวรบกับการฆ่ากิเลส ก็จงตา...
28/08/2026

หลักสำคัญจงถือเราเป็นตัวประกันในคุณธรรมไว้ก่อน ด้วยการปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง แม้จะตายอยู่ในแนวรบกับการฆ่ากิเลส ก็จงตายแบบนักรบ แบบนักต่อสู้ไม่หมายป่าช้าที่ทิ้งสรีรศพ ชีวิตจบที่ไหนถ้ายังไม่ถึงที่สุดก็ยอมให้กิเลสอกุสลาไปก่อน หากถึงที่สุดความมุ่งหมายโดยสมบูรณ์แล้วก็ กุสลา ตัวเองอย่างหายห่วง ร่มไม้ชายเขาที่ไหนได้ทั้งนั้นไม่มีอะไรแปลกกัน

ขอให้จิตเต็มไปด้วย กุสลา รอบตัวเป็นอันสมบูรณ์เต็มที่ ในการอยู่การตายไม่เป็นสิ่งน่ากลัวน่ากล้า เพราะความตายเป็นคติธรรมดาของผู้รู้คติธรรมดาอย่างเต็มภูมิแล้ว อันความกลัวตายนั้นเป็นเรื่องของกิเลสเขย่าต่างหาก กิเลสตายไปจากใจหมดแล้ว ไม่มีอะไรเขย่ากวนใจให้กลัวให้กล้าอีกต่อไป

เอานะนักรบเพื่อจบพรหมจรรย์ในเพศแห่งนักบวช จงเตรียมตัวจ้อราวกับนักมวยต่อยกันบนเวที อย่าเผลอตัวให้กิเลสน็อกตกเวที มันน่าอับอายขายขี้หน้านักปฏิบัติ ไม่มีแง่ที่ควรให้อภัยใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากเป็นลมตายอยู่กับแนวรบมิได้ถูกน็อกจากกิเลสเท่านั้นจึงควรอภัยโดยหลักคติธรรมดา

เราอยากพบอยากเห็นเพื่อนฝูงที่ได้ชัยชนะกิเลส ก้าวลงเวทีอย่างสง่าผ่าเผยด้วยใจที่ทรงความบริสุทธิ์สุดส่วน จะเข้าสวมกอดด้วยมุทิตาจิตชนิดไม่มีอะไรเหมือน

แต่ไม่อยากพบเห็นอย่างยิ่งตลอดวันตายที่เพื่อนฝูงตกจากเวที เพราะถูกน็อกจากกิเลสด้วยความไม่เป็นท่าน่าชมเชย จงเอาให้ได้ครองธรรมไชโยเป็นอุทานภายในใจจนได้ เทวดาจะได้อนุโมทนาสาธุการทั่วหน้ากัน

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงตาพระมหาบัว

การเบื่อหน่ายต่อการงานก็ไม่ควรเบื่อหน่าย งานเหล่านี้ก็เพื่อเราโดยตรง เพื่อผู้อื่นโดยทางอ้อม ควรทำเป็นคู่เคียงกันไปกับด้า...
28/08/2026

การเบื่อหน่ายต่อการงานก็ไม่ควรเบื่อหน่าย งานเหล่านี้ก็เพื่อเราโดยตรง เพื่อผู้อื่นโดยทางอ้อม ควรทำเป็นคู่เคียงกันไปกับด้านธรรมะ เพราะโลกอยู่ได้ด้วยงาน ความเมตตานั้นอาจารย์เมตตาอยู่โดยสม่ำเสมอไม่เคยลดละบ้างเลย กรุณาอยู่ด้วยความอบอุ่นและมีกำลังใจประกอบการทำงาน

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงตาพระมหาบัว

“มีความสุขไหม”คำถามนี้ถ้าหลวงปู่เชอร์รีถามพระ เพราะท่านอาจเห็นว่ายังปฏิบัติไม่จริงจังและใจยังคิดถึงเรื่องความสุขสบายทางก...
27/08/2026

“มีความสุขไหม”

คำถามนี้ถ้าหลวงปู่เชอร์รีถามพระ เพราะท่านอาจเห็นว่ายังปฏิบัติไม่จริงจังและใจยังคิดถึงเรื่องความสุขสบายทางกาย คําถามนั้นเป็นการตักเตือนอย่างสุภาพว่าหากการปฏิบัติไม่ถูกต้องใจก็ยังคงยุ่งกับความอยากทางกาย ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการคิดถึงอาหารหรือความสุขสบาย แต่มาจากการฝึกด้วยสติ สมาธิและปัญญา

ถ้าท่านถามโยมเพราะท่านเห็นว่าเรามัวแต่ยุ่งกับความอยาก เรื่องหนึ่งเสร็จแล้วก็ไปทำอีกเรื่องหนึ่งสลับไปมาไม่สิ้นสุด จิตใจจึงเต็มไปด้วยเรื่องความอยากทางโลก การทําให้ความอยากสมหวังต้องใช้เงิน การหามาได้ต้องทํางาน ความอยากมากก็ต้องใช้เงินมากก็ต้องทํางานมาก การทํางานมากก็หมายถึงความทุกข์มาก

หลวงปู่เชอร์รี อภิเจโต วัดป่าบ้านตาด

LuangpuCherry Abhiceto WatpaBaanTaad

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงปู่เชอร์รีอภิเจโต

ท่านจึงสอนไว้ว่ากำหนดลมหายใจเข้าออก คือการกำหนดลมเข้าออกในเบื้องต้นก็ทราบเพียงลมเข้าลมออกเท่านั้น ต่อไปเมื่อกำหนดรู้อยู่...
27/08/2026

ท่านจึงสอนไว้ว่ากำหนดลมหายใจเข้าออก คือการกำหนดลมเข้าออกในเบื้องต้นก็ทราบเพียงลมเข้าลมออกเท่านั้น

ต่อไปเมื่อกำหนดรู้อยู่ด้วยสติ ลมเข้าลมออกก็ค่อยแผ่วเบาลงไป ๆ ถึงขั้นละเอียด พอถึงขั้นละเอียดแล้วจิตสงบ ความสงบนี้เป็นบาทฐานแห่งวิปัสสนา

พระองค์ก็ทรงถือเอาความสงบนี้เป็นบาทฐานหรือเป็นต้นทุน เป็นที่ก้าวขึ้นสู่ความแยบคาย จึงเคลื่อนไหวทางกิริยาของจิตได้แก่พระปัญญา พิจารณาถึงเรื่องปัจจยาการ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ นี่เข้าสู่กระแสของจิต โดยประสับประสานกันกับส่วนร่างกาย

พอออกจากร่างกายแล้วก็เป็นอานาปานสติส่วนละเอียด ก็พิจารณาถึงเรื่องความเคลื่อนไหวของจิตที่แสดงมาเป็นสังขาร ซึมซาบออกมาเป็นสัญญา ตลอดถึงแย็บออกเป็นวิญญาณ ถอยหน้าถอยหลัง หลายครั้งหลายหนด้วยความสนพระทัย อยากทราบความจริงที่มีอยู่นั้นซึ่งกำลังแสดงความจริงอยู่ตามหลักธรรมชาติของตน ปัญญาย่อมทรงทราบได้เป็นสำดับ ๆ จนสามารถแทงทะลุปรุโปร่งไปหมด จึงเรียกว่าวิปัสสนา

เคลื่อนย้ายจากฐานแห่งสมาธิคือความสงบ แล้วก็แปรสภาพสู่วิปัสสนาญาณ คือความละเอียดแห่งปัญญา จึงกลายเป็นวิปัสสนาญาณหยั่งทราบ สามารถทำลายกิเลสอาสวะ ซึ่งเคยหมักหมมหรือเคยฝังอยู่ภายในพระทัยของพระองค์มาเป็นเวลานาน ให้แตกกระจายในขณะนั้น เช่นเดียวกับความมืดซึ่งเคยมีมาตั้งกัปตั้งกัลป์ก็ตาม แต่พอเปิดไฟฟ้าขึ้นเท่านั้น ความมืดนั้นไม่ได้มีที่อ้างไม่มีที่ยืนยัน ไม่มีที่แข็งข้อได้ว่าข้าพเจ้าได้เคยมืดดำอยู่กับโลกอันนี้มาเป็นเวลานานแล้ว แม้จะเปิดไฟขึ้นมาข้าพเจ้าไม่ยอมหนีจากความมืด ไม่ยอมกลายจากความมืดไปเป็นความสว่าง พอไฟเปิดขึ้นเท่านั้นความมืดทั้งหลายก็กระจายตัวออกไปทันที มีแต่ความสว่างขึ้นในขณะเดียวกัน

นี่เมื่อปัญญาได้หยั่งทราบรอบจิตทุกด้าน ไม่มีมุมใดที่เหลืออยู่เลย แล้วความสว่างจ้า จิตที่บริสุทธิ์ก็แสดงขึ้นมาเต็มที่ นั่นเรียกว่าท่านตรัสรู้ สิ่งที่เคยฝังจมมาพาให้เป็นพืชแห่งความเกิดแก่เจ็บตายมานานแสนนาน ก็ได้พังทลายลงแล้วด้วยวิปัสสนาญาณที่หยั่งทราบละเอียดทั่วถึง สลัดปัดทิ้งไปหมดด้วยพระปัญญา จึงได้ทรงนำธรรมนี้ออกมา แยกประเภททั้งกิเลสประเภทนั้น ๆ ทั้งธรรมเครื่องกำจัดกิเลสประเภทนั้น ๆ จะควรทำอย่างไรต่อกัน

จึงมีวิธีการมากมายตามแต่จริตนิสัยของนักปฏิบัติหรือพุทธบริษัททั้งหลาย จะชอบในวิธีการใดบรรดาวิธีการทั้งหลายที่ทรงแสดงไว้แล้วนั้นแล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ เช่นกรรมฐาน ๔๐ เป็นต้น นี่ยกออกมาแยกออกมาเป็นอาการ ๆ ซึ่งล้วนแล้วตั้งแต่เป็นวิธีการที่จะทำจิตให้สงบ และก้าวเข้าสู่วิปัสสนาจนกระทั่งถึงความหลุดพ้นได้เช่นเดียวกัน นี่มีพระพุทธเจ้าเท่านั้น และมีวิชาธรรมนี้เท่านั้นที่สามารถทำลายสิ่งที่ลึกลับฝังอยู่ภายในจิต ให้เกิดเป็นพืชเป็นผลสืบเนื่องกันเป็นความทุกข์เหมือนลูกโซ่มาโดยลำดับนี้ ได้ขาดกระจายออกไปจากใจ มีวิชาธรรมเท่านั้น ไม่มีวิชาใดในโลกนี้จะสามารถทำลายสิ่งเหล่านี้ได้นอกจากวิชาธรรม

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงตาพระมหาบัว

ขอเรียนเชิญผู้ใจบุญทุกท่านร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา ผ้าป่าข้อเข่าเทียมเจริญตามพระบรมศาสดาแก่เผื่อมนุษยชาติ สาธุบุญครับ
27/08/2026

ขอเรียนเชิญผู้ใจบุญทุกท่านร่วมทำบุญตามกำลังศรัทธา ผ้าป่าข้อเข่าเทียมเจริญตามพระบรมศาสดาแก่เผื่อมนุษยชาติ

สาธุบุญครับ

“บุญที่เราทำ เราทำไปแล้วตัวของเราเองไม่เดือดร้อน ครอบครัวของเราไม่เดือดร้อน อันนั้นจะเป็นบุญที่บริสุทธิ์ เป็นบุญที่แท้จร...
26/08/2026

“บุญที่เราทำ เราทำไปแล้วตัวของเราเองไม่เดือดร้อน ครอบครัวของเราไม่เดือดร้อน อันนั้นจะเป็นบุญที่บริสุทธิ์ เป็นบุญที่แท้จริง”

หลวงพ่อสุธรรม สุธัมโม วัดป่าบ้านตาด

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงพ่อสุธรรมสุธัมโม

"ความดูดดื่มของใจจะพาไปเอง"ตอนกลางค่ำกลางคืนก็ให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนากันบ้าง สงบใจ ประมาณสัก ๕ นาทีก็ยังดี เบื้องต้นบ...
26/08/2026

"ความดูดดื่มของใจจะพาไปเอง"

ตอนกลางค่ำกลางคืนก็ให้พี่น้องทั้งหลายได้ภาวนากันบ้าง สงบใจ ประมาณสัก ๕ นาทีก็ยังดี

เบื้องต้นบังคับเสียก่อน ท่านทั้งหลายให้บังคับท่านทั้งหลายเอง บังคับความชั่วที่มันคิดมันปรุงอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ

เอาความหลับนั้นเป็นเวลาระงับความคิดนี้ ถ้าไม่ได้หลับ...ตาย มนุษย์เรานี้ได้นอนหลับได้ระงับความคิดความปรุงมันก่อฟีนก่อไฟตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ ให้เอาไประงับ

ภาวนาธรรมบทใดก็ตามให้ได้วันหนึ่งสัก ๕ นาที เอาไปบังคับตัวเองบ้างมันเป็นยังไงบังคับเพื่อความดีแก่ตน มันจะเสียหายที่ตรงไหน

บังคับ ๕ นาทีนี้ เราจะเอาคำบริกรรมใดก็ได้มาติดกับใจของเราเช่น พุทโธก็ได้ ธัมโม หรือ สังโฆ อานาปานสติ ก็ได้ แต่ที่สำคัญ คือ ให้มีสติบังคับตลอด ในเวลานั้นอย่าให้คิดเรื่องอื่น ให้คิดแต่เรื่องคำบริกรรม หรือลมหายใจนี้เท่านั้น

ได้ ๕ นาที ได้ ๕ นาทีวันนี้ เอ้า ! วันหลังได้ ๕ นาที ต่อไปมันจะเข้าสัมผัสธรรมนะ

เวลานี้หัวใจของเรามีตั้งแต่มูตรแต่คูถเต็มหัวใจทั่วโลกดินแดน เรื่องธรรมเข้าไปสัมผัสใจนี้แทบจะว่าไม่มี ก็มีแต่แดนแห่งชาวพุทธ ชาวพุทธผู้ที่ตั้งใจภาวนาก็แทบไม่มีอีกนะ มันย่นเข้าไปๆ นี้จึงเอาออกเรื่องภาวนาเป็นเครื่องประกาศธรรมสอนโลก กระจายออกจากภาวนา

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการภาวนา สอนธรรมจากภาวนา อันนี้ขอให้เอาภาวนาไปสอนตนบ้างนะ สอนตนบังคับตนบ้าง เอา ๕ นาทีเสียก่อน

ทีนี้พอธรรมได้สัมผัสใจแล้วมันจะตื่นเต้น เพราะรสอะไรไม่เหมือนรสธรรม พอธรรมได้สัมผัสใจเพราะบังคับจิตไม่ให้คิดไปกับกิเลสความสกปรกเพียง ๕ นาทีเสียก่อน บังคับ สติบีบบังคับเอาไว้แล้วต่อไปมันหากมี

ระยะใดระยะหนึ่ง วันใดวันหนึ่งจนได้แหละ จิตจะก้าวเข้าสู่ความสงบพอเข้าสู่ความสงบ นี้เรียกว่า ธรรมเริ่มสัมผัสใจแล้ว จิตใจจะมีความรู้สึกตื่นตัวตื่นใจ และจะรู้คุณค่าของความสงบจากธรรม และจะเห็นโทษของความวุ่นวายของตนไปโดยลำดับ ทีนี้มันก็พอฟัดพอเหวี่ยงกัน

ทีนี้ ๕ นาทีไม่ต้องพูดนะ พอจิตได้ดื่มธรรมเท่านั้น ๕ นาทีไม่ต้องพูด มันขยับของมันไปเองๆ เป็นชั่วโมงๆ สองชั่วโมง สามชั่วโมง ได้ทั้งนั้นเพราะอรรถธรรมอยู่ที่หัวใจ ไม่ได้อยู่กับมืดแจ้งอะไรนี่นะ

เมื่อจิตใจเราหิวโหยโรยแรงจากอรรถจากธรรมมานาน มาได้เจอธรรมเข้าแล้วทำไมจะไม่กระตือรือร้น นี่ล่ะที่นี่อัน ๕ นาทีหมดความหมายไปเลย #ความดูดดื่มของใจจะพาไปเอง

พี่น้องทั้งหลายจําเอานะ ให้บังคับเอา ไม่บังคับดีไม่ได้นะ
เราจะเอาตั้งแต่ตามใจ ๆ อันตามใจนั้นเป็นเรื่องของกิเลสทำลายเราทั้งนั้นไม่ได้ส่งเสริมเราให้ดี การบังคับเราเพื่อความเป็นคนดี จะชั่วก็ขอให้เห็นเสียทีพระพุทธเจ้าบังคับพระองค์จนเป็นศาสดา ชั่วที่ไหน พระสาวกอรหันต์ที่ว่า สังฆัง สรณัง คัจฉามิ นั่นท่านบังคับตนเอง ชั่วที่ไหน ทำไมจึงได้มาเป็น สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ต่อโลกได้

นี่เราบังคับเราให้เป็นที่พึ่งของตน พุทฺธํ ธมฺนํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ในเบื้องต้นเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นสรณะ พอขยับเข้าไปจิตกับธรรมในหัวใจตนเป็นสรณะของตนขึ้นมาๆ ทีนี้สง่าผ่าเผยแล้วอยู่ที่ไหนติดกับธรรมอันนี้ตลอด ยืน เดิน นั่ง นอน ไปไหนอบอุ่นตลอดเวลา

นี่ล่ะธรรมเข้าสู่ใจ ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ไม่มีเช้าสายบ่ายเย็น อบอุ่นตลอดเวลาเลย พากันจำเอานะ

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงตาพระมหาบัว

หลวงปู่เชอร์รีมักจะบอกให้เรายิ้ม ท่านกล่าวว่า "เวลาเรายิ้มมันดูดีขึ้นนะ ถ้ายิ้มแล้วดูหล่อและสวยขึ้น"การยิ้มไม่เพียงแต่ทำ...
25/08/2026

หลวงปู่เชอร์รีมักจะบอกให้เรายิ้ม ท่านกล่าวว่า "เวลาเรายิ้มมันดูดีขึ้นนะ ถ้ายิ้มแล้วดูหล่อและสวยขึ้น"

การยิ้มไม่เพียงแต่ทำให้ใบหน้าเราดูงดงามขึ้น แต่ยังช่วยเปลี่ยนอารมณ์จากที่ไม่ดีให้ดีขึ้น คนรอบข้างก็รู้สึก สบายใจด้วย

ลองนึกดูว่าถาคนรอบตัวเราทำหน้าบิ้งกันหมด บรรยากาศไม่น่าอยู่

รอยยิ้มเล็กๆ สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้

หลวงปู่เชอร์รี อภิเจโต วัดป่าบ้านตาด

Luangpu Cherry Abhiceto Watpabaantaad

#วัดป่าบ้านตาด
#หลวงปู่เชอร์รี

“มีแต่ผัวเมียกันน่ะที่นอนมุ้งเดียวกัน” เดิมหลวงปู่เจี๊ยะจะเรียกหลวงตาพระมหาบัวว่า “ครูบา” ต่อมาในภายหลังท่านจึงเรียกหลวง...
24/08/2026

“มีแต่ผัวเมียกันน่ะที่นอนมุ้งเดียวกัน”
เดิมหลวงปู่เจี๊ยะจะเรียกหลวงตาพระมหาบัวว่า “ครูบา” ต่อมาในภายหลังท่านจึงเรียกหลวงตาว่า “ท่านอาจารย์”
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต คือลำดับ 1 ในใจของหลวงปู่เจี๊ยะ ลำดับที่ 2 คือหลวงตาพระมหาบัว

เนื่องจากว่าในวันที่ 23 สิงหาคม 2569 เป็นวันครบรอบ 22 ปีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ละสังขาร ทางเพจขอนำเสนอเรื่องราวจากคำบอกเล่าของหลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ที่เมตตาเล่าไว้และลูกศิษย์นำมาพิมพ์ลงในหนังสือ “คืนแผ่นดิน พระอาจารย์แบน ธนากโร” ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องราวในปี 2494 หลวงปู่แบน ขณะนั้นมีพรรษา 4 เดินทางมากับหลวงปู่กงมา จิรปุญโญ เพื่อไปอยู่ที่วัดดอยธรรมเจดีย์ โดยมีตอนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหลวงตาพระมหาบัวและหลวงปู่เจี๊ยะ ที่จะแสดงให้เห็นได้ถึงความใกล้ชิดกันระหว่างหลวงตาพระมหาบัวและหลวงปู่เจี๊ยะ ทางเพจจึงเห็นเป็นการดีที่จะนำมาเผยแพร่เพื่อให้ทุกท่านได้อ่านโดยมีรายละเอียดดังนี้

ร่วมเดินทางไกลกับครูบาอาจารย์ เวลาเดินทางมาครั้งแรกมาเรือนะ ลงเรือที่ท่าแฉลบ นั่งเรือนอนเรือทั้งนั่งทั้งนอนนั่นล่ะ

มากับท่านอาจารย์ใหญ่กงมา มีหลวงตาท่านก็นั่งมาด้วย หลวงตามหาบัว (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) แล้วก็หลวงตาเจี๊ยะ (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท)

หลวงตาเจี๊ยะก็มาด้วย นอนในเรือเราก็นอน ถึงเวลาเมื่อย ๆ เราก็นั่ง หลวงตาเจี๊ยะนี่ท่านไม่ธรรมดานะ พอเวลาตอนเย็นใกล้ค่ำท่านรู้อยู่นอนในทะเลยุงมันจะชุม

" #ครูบา ๆ มานอนนี่ มุ้งผมใหญ่" ท่านพูดกับหลวงตา

หลวงตาเจี๊ยะกับหลวงตามหาบัว ท่านสนิทกันตั้งแต่อยู่กับหลวงปู่มั่นด้วยกันที่หนองผือ

หลวงตาท่านก็พูดว่า “ #มีแต่ผัวเมียน่ะเขานอนมุ้งเดียวกัน"

#แล้วหลวงตาท่านก็ไม่เข้าไปนอนนะ ท่านก็นอนอยู่ของท่านข้างนอก นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ไปอย่างนั้น ก็มันไม่มีทางที่จะไป เดินไปไหนก็ไม่ได้ก็เรือมันวิ่งตามทะเล

ขึ้นจากเรือที่กรุงเทพฯ ขึ้นที่ท่าสวัสดี นั่งรถไปวัดบรมนิวาสฯ นั่งรถก็นั่งรถกระบะ รถกระบะบั่นก็รถกระบะสำหรับขนของนั่นล่ะ มันไม่มีหรอกที่จะเป็นรถตู้หรือรถนั่งอะไร มีรถกระบะขนคนขนของ

ขึ้นจากเรือไปส่งหลวงตาเจียะท่านไปพักที่วัดบวรฯ (วัดบวรนิเวศวิหาร) ท่านสนิทกับท่านเจ้าคุณพรหมฯ (ผิน สุวโจ)

หลวงตาบ้านตาดท่านพักวัดบรมฯ แล้วเราก็ได้ไปพักวัดบรมฯ ก็ภเดียวกับที่หลวงตาท่านพักนั่นล่ะ กุฏิคณะเขียวอยู่ตรงข้าง ๆ ทางรถไฟ ท่านอยู่กันเป็นคณะ ๆ อันนั้นวัดบรมฯ นะ บิณฑบาตก็บิณฑบาตตามทางรถไฟ

แล้วต่อมาเดินทางมาโคราช ถนนมิตรภาพยังไม่ทันได้เปิด มาโคราชต้องมารถไฟ ขึ้นที่หัวลำโพงแล้วก็มาโคราช มาโคราชแล้วก็มาขอนแก่น สถานีรถไฟขอนแก่นกับตัวเมืองขอนแก่นนั่นมันไกลกัน มาขอนแก่นเพราะท่านอาจารย์ใหญ่ท่านรับนิมนต์โยมมาฉันที่โรงหนังอยู่ในขอนแก่น

จากนั้นไปอุดรฯ เดินทางไกลนะไปอุดรฯ แล้วก็นอนอุดรฯ คืนหนึ่งนอนที่สถานีรถไฟ สถานีนั้นไม่มีใครจัดดอกนอนตามชอกตามแซก ตรงไหนที่นอนได้เอนหลังได้ก็นอน เช้าไปบิณฑบาตจากสถานีรถไฟไปบิณฑบาตในเมืองนี่ไกลมากสมัยก่อน

วันรุ่งขึ้นฉันเรียบร้อยเดินทางมาสกลฯ นั่งรถบรรทุกน้ำมัน น้ำมันก๊าดนะไม่ใช่น้ำมันเบนซิน เขาบรรทุกปี๊บน้ำมันก๊าดชั้นล่างแล้วคนโดยสารนั่งบนปี๊บน้ำมันนั่นล่ะ โป๊กเปิก ๆ ๆ เสียงรถวิ่งทางมันเป็นหลุมเป็นบ่อ เขาก็เอาผ้าใบปูรองให้นั่ง ไปถึงสกลฯ พักวัดสุทธาวาสหลายวัน เพราะมันไม่มีรถจะไปจะมาต้องคอยรถ

คัดลอกจากหนังสือ “คืนแผ่นดิน พระอาจารย์แบน ธนากโร หน้า 48 – 49”

น้อมรำลึกครบรอบ 22 ปีหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ละสังขาร วันที่ 23 สิงหาคม 2569

หลวงปู่เจี๊ยะ สนิทสนม ให้ความเคารพหลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน อย่างมาก

หลวงปู่เจี๊ยะ เป็นคนกราบนิมนต์หลวงตาพระมหาบัวไปอยู่ที่สถานีทดลองจังหวัดจันทบุรีก่อนที่ออกพรรษาปี 2498 หลวงตาพระมหาบัวจึงเดินทางมาก่อร่างสร้างวัดป่าบ้านตาดในเดือนพฤศจิกายน 2498

หลวงปู่เจี๊ยะสนิทสนมกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์และพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศวิหาร และเป็นคนแนะนำให้หลวงตาพระมหาบัว รู้จักกันด้วย หลังจากนั้นหลวงตาพระมหาบัวจึงได้เดินทางไปพักที่วัดบวรนิเวศวิหารบ่อยครั้งจนกระทั่งรู้จักสนิทคุ้นเคยกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร และกลุ่มญาติธรรมสำคัญของวัดบวรนิเวศวิหาร อาทิ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ นายไพโรจน์ คุ้มไพโรจน์ คุณเพาพงา วรรธนะกุล เป็นต้น

หลวงปู่เจี๊ยะมาจำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาดในปี 2504 ในปีเดียวกันนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกเทศน์ธรรมหลวงตาพระมหาบัว

หลวงตาพระมหาบัวเคยให้หลวงปู่เจี๊ยะไปอยู่ที่สวนแสงธรรม

ญาติพระอาจารย์นพดลถวายที่ดินสร้างวัดแด่องค์หลวงตาพระมหาบัว ต่อมาได้สร้างเป็นวัดชื่อว่า “วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม” หลวงตาพระมหาบัวจึงได้นิมนต์ให้หลวงปู่เจี๊ยะไปอยู่ที่นั่นจนกระทั่งท่านละสังขาร

#วัดป่าบ้านตาดวัดเกษรศีลคุณ
#หลวงปู่เจี๊ยะจุนโท

ที่อยู่

วัดป่าบ้านตาด
Ban Tat
41000

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดป่าบ้านตาด "วัดเกษรศีลคุณ"ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดป่าบ้านตาด "วัดเกษรศีลคุณ":

ทางลัด

แชร์