This work is licensed under a Creative Commons Attribution-ShareAlike 3.0 Unported License.
ประวัติวัดลำลูกบัว
วัดลำลูกบัว เด
ิมหมู่บ้านลำลูกบัวไม่มีวัดให้พุทธศาสนิกชนได้บำเพ็ญกุศล ถ้าจะบำเพ็ญกุศลหรือประกอบศาสนกิจก็ต้องเดินทางไปที่วัดสามง่าม หรือวัดตะโกสูง ซึ่งอยู่ห่างไกลถึง ๔-๕ กิโลเมตร การคมนาคมไม่สะดวกทั้งทางบกและทางน้ำ ด้วยเหตุนี้ นายหว่าง-นางเผื่อน บุญศรีและท่านกำนันฉาย อำไพจิต (ขุนกรีกลเกษตร) ได้ร่วมใจกันถวายที่ดินให้เป็นที่ตั้งของวัด วัดได้สร้างเป็นที่พักสงฆ์ขึ้นก่อนเป็นศาลาเดิมหลังคามุมแฝกกว้างขวางพอสมควร ด้านหน้าเป็นที่บำเพ็ญกุศล ด้านหลังกั้นเป็นห้องให้พระอยู่อาศัย ได้นิมนต์หลวงตาโตมาจำพรรษาและปกครองวัดนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๐ ซึ่งท่านอยู่ได้สองปีก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น จากนั้นชาวบ้านได้นิมนต์ท่านอาจารย์เล็ก จากวัดเกาะแรตมาจำพรรษาอยู่หลายปี มีการก่อสร้างกุฏิสงฆ์เพิ่มขึ้นเป็นเรือนไม้ทรงไทยและมีชาวบ้านถวายด้วย ๒-๓ หลัง ต่อมาเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ ทางวัดได้รับอนุญาตให้ตั้งเป็นวัดได้ อาจารย์เล็กได้พยายามหาเงิน มาซื้อเสาและตัวไม้เพื่อสร้างศาลากาลเปรียญได้พอสมควร แต่ท่านก็ได้ลาสิกขาไปเสียก่อน ชาวบ้านจึงได้นิมนต์ท่านอาจารย์เคี้ยง จากวัดสามง่ามมาอยู่ต่อ ท่านอาจารย์เคี้ยงได้เริ่มสร้างศาลาการเปรียญจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้วท่านก็ได้ลาสิก ต่อมาหลวงตายันมาอยู่ดูแลวัดต่อ เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๐ ทางวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาหลวงตาเย็นก็มรณภาพ ปีนี้เองชาวบ้านพร้อมใจกันไปนิมนต์พระภิกษุเขียนและพระภิกษุผิวจากวัดธรรมศาลาให้มาจำพรรษาที่วัดนี้ โดยพระภิกษุเขียนเป็นผู้รักษาการเจ้าอาวาสเมื่อปี๒๔๘๓ ท่านอาจารย์ทั้งสองรูปนี้มีความถนัดไปคนละหย่าง อาจารย์เขียนมีความถนัดในการเป็นนักเทศน์เช่น เทศน์มหาชาติเป็นต้น ส่วนอาจารย์ผิวมีความถนัดในการเป็นหมอยารักษาคนไข้ แต่ไม่มีความถนัดในการก่อสร้าง อาจารย์เขียนลาสิกขาบทไปก่อนส่วนอาจารย์ผิวนั้นได้สร้างฐานบาตรไว้เป็นผลงานอย่างเดียวแล้วลาสิกขาบทตามไปอีก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๔
ต่อมาหลวงตาอยู่ได้มารักษาการเจ้าอาวาสวัดนี้ต่อ ท่านได้เริ่มขยายบริเวณวัดให้กว้างขวางขึ้นกว่าเดิมโดยการแผ้วถางป่าละเมาะต่างๆซึ่งปกคลุมทั่วไปจนสะอาดขึ้น ท่านทำหน้าที่เฝ้าวัดและทำความสะอาดบริเวณวัดดีมาก แต่ไม่ถนัดเรื่องการก่อสร้าง
ในระหว่างนี้นายหว่าง-นางเผื่อน บุญศรีและทายกทายิกาทั้งหลายก็คิดจะสร้างอุโบสถขึ้นโดยเริ่มต้นเตรียมการปั้นอิฐ และเผาอิฐขึ้นในบริเวณวัดให้มีจำนวนเพียงพอที่จะก่อสร้างและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากชาวบ้าน ช่างที่เริ่มลงมือก่อสร้างนี้เป็นช่างจากชาวบ้านหลายคนช่วยกันทำโดยตอกเสาเข็มลงรากก่ออิฐเป็นรูปฐานบัวคว่ำ-บัวหงาย และก่อสร้างกำแพงผนังอุโบสถขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงขื่อ การก่อสร้างได้หยุดลงเป็นระยะๆ เพราะขาดวัสดุอุปกรณ์และแรงงาน ต่อมามีการไปซื้อไม้รังทั้งต้นมาถากทำเป็นขื่ออุโบสถแล้วติดตั้งเครื่องบนโดยโครงสร้างเป็นไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยแฝกทั้งหลังจนแล้วเสร็จ พอเป็นที่สังฆกรรมได้ ต่อมาหลวงตาอยู่ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น โดยมีหลวงตาแม้นพระลูกวัดเป็นผู้ดูแลวัดต่อมาเมื่อปี ๒๔๘๙
เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ นายหว่าง-นางเผื่อน บุญศรี ผู้อุปถัมภ์วัดมาโดยตลอดและกรรมการวัดได้ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องฝังลูกนิมิตขึ้น เพื่อนำเงินมาก่อสร้างอุโบสถให้เสร็จสมบูรณ์ จึงพร้อมใจกันไปนิมนต์อาจารย์แหวน อาจารย์เคล้า อาจารย์โน้ม จากวัดดอนยอมาเตรียมงานปิดทองฝังลูกนิมิต แต่พระอาจารย์ทั้ง ๓ ท่านได้กลับวัดดอนยอก่อนที่จะมีงาน ในปี พ.ศ. ๒๔๙๑ คณะกรรมการวัดลำลูกบัวได้จัดงานปิดทองฝังลูกนิมิต โดยก่อนงานได้ไปนิมนต์พระสวิง ฐานงฺกโร วัดพระงาม ให้มาช่วยงานปิดทองฝังลูกนิมิต ซึ่งในงานนี้กำหนดให้มีงาน ๗ วัน ๗ คืน มีพุทธศาสนิกชนมาร่วมงานพอประมาณ เพราะการคมนาคมไม่สะดวก รวมรายได้ ๕๕,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายแล้วคงเหลือเงินสุทธิ ๒๕,๐๐๐ บาท หลังจากเสร็จงาน พระสวิง ฐานงฺกโร ได้กลับวัดพระงามตามเดิม
ต่อมาคณะกรรมการวัดและพุทธศาสนิกชนชาวลำลูกบัวได้ไปอาราธนาพระสวิง ฐานงฺกโรมาจำพรรษาที่วัดลำลูกบัว เพื่อสอนธรรมแก่พระภิกษุ หลังจากออกพรรษาพระสอนธรรมแล้ว ประมาณเดือนอ้ายแรม ๒ ค่ำ พระสวิง ฐานงฺกโร จะเดินทางกลับวัดพระงามแต่บรรดาญาติโยมชาวลำลูกบัวไม่ยอมให้กลับ จึงไปอาราธนาหลวงพ่อเต๋ คงทอง ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะตำบลสามง่าม ให้ตั้งพระสวิง ฐานงฺกโร เป็นผู้ดูแลวัดลำลูกบัวอยู่ ๑ ปี พระปฐมมคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดนครปฐม ซึ่งประจำอยู่ที่วัดเสน่หา ได้แต่งตั้งให้พระสวิง ฐานงฺกโร เป็นพระสังฆาธิการสวิง ฐานงฺกโร (หลวงพ่อแกละ) เจ้าอาวาสวัดลำลูกบัว ในปี พ.ศ.๒๔๙๒ สืบต่อมาจนถึง พ.ศ.๒๕๔๙ หลวงพ่อแกละก็ได้มรณะภาพโดยสมณศักดิ์สุดท้ายคือพระครูพัฒนาภินันท์ หลังจากนั้นพระปลัดสมญา สนฺตมโน ซึ่งดำรงตำแหน่งรองเจ้าอาวาสในขณะนั้นก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๕๕๐ สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ยุคแห่งการพัฒนาวัด(พ.ศ.๒๔๙๒-๒๕๔๕)
หลังจากหลวงพ่อแกละได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสแล้ว ได้ดำเนินการก่อสร้างเสนาสนะ ด้านการศึกษา การพัฒนาการส่งเสริมการคมนาคมและสภาพแวดล้อมเป็นต้น การก่อสร้างแทบทุกอย่างจะทำโดยเจ้าอาวาสและพระลูกวัดเป็นส่วนใหญ่ จะกล่าวถึงเฉพาะที่สำคัญดังนี้
พ.ศ. ๒๔๙๒ สร้างอุโบสถต่อโดยปั้นกระเบื้องเอง ระยะเวลา ๕ ปีจึงแล้วเสร็จ สิ้นเงินประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๔๙๗ สร้างหอฉันและหอสวดมนต์ สิ้นเงินประมาณ ๗๓,๕๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๐ ต่อเติมศาลาการเปรียญ และกำแพงอุโบสถใหม่ สิ้นเงินประมาณ ๕๖,๗๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๐ สร้างหอระฆัง สิ้นเงินประมาณ ๑๓,๕๒๕ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๑ สร้างอาคารเรียนประถมศึกษาแบบ ๐๐๔ ๑ หลัง เป็นอาคารไม้ ๒ ชั้น สิ้นเงินประมาณ ๑๙๐,๙๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๕ สร้างหอประปาพร้อมถัง ให้โรงเรียน สิ้นเงินประมาณ ๓๔,๕๒๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๐๖-๐๙ ร่วมกับกำนันแซ ภูศรี กำนันตำบลสามง่าม และทางราชการตัดถนนจากสามง่ามไปยังวัดลำลูกบัว และต่อจากวัดลำลูกบัวไปเชื่อมกับถนนพลดำริห์
พ.ศ. ๒๕๑๐ สร้างกุฏิ ๓ หลัง ชั้นล่างคอนกรีต ชั้นบนไม้ทรงไทย สิ้นเงินประมาณ ๕๖,๕๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๐ สร้างสะพานข้ามคลองแหลมกะเจา สิ้นเงินประมาณ ๒๘,๕๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๑ สร้างสะพานคอนกรีตข้ามคลองลำลูกบัว สิ้นเงินประมาณ ๖๕,๗๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๒ ตัดถนนจากวัดลำลูกบัว ถึงบ้านไผ่กุ่มยาว ๓ กม.
พ.ศ. ๒๕๑๓ สร้างหอประชุม โรงครัว สร้างห้องสุขาเพิ่มอีก ๖ ห้อง สิ้นเงินประมาณ ๕๘,๙๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๔ สร้างโรงเรียนปริยัติธรรม ตึก ๒ ชั้น ๑ หลัง สิ้นเงินประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๖ สร้างโรงอาหาร และเมรุเผาศพจนแล้วเสร็จ สิ้นเงินประมาณ ๑๗๖,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๘ สร้างโรงเรียนประถมศึกษาแบบ ๐๑๗ จำนวน ๑ หลัง อาคาร ๒ ชั้น สิ้นเงินประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๑๙ สร้างศาลาเมรุเผาศพจนแล้วเสร็จ สิ้นเงินประมาณ ๒๗๕,๐๘๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๐ สร้างห้องสมุดพัฒนาภินันท์เป็นอาคาร ๒ ชั้น ค.ส.ล. สิ้นเงินประมาณ ๔๗๖,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๓ ซื้อที่ดินอีก ๔ ไร่เศษ และถมเสร็จ เพื่อขยายเขตโรงเรียน สิ้นเงินประมาณ ๑๖๙,๕๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๔ สร้างกำแพงวัดด้านนอกยาว ๑๒๐ เมตร สิ้นเงิน ๔๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๒๖-๒๗ปรับปรุงศาลาการเปรียญ สิ้นเงินประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๒-๓๘สร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นอาคาร ค.ส.ล.ทรงไทย ๒ ชั้น กว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๕๕ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๕ สร้างกุฏิเจ้าอาวาส ๑ หลัง อาคาร ค.ส.ล. ๒ ชั้น เรือนไม้ ๑ ชั้น กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๒ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๒,๕๘๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๖-๓๗สร้างโรงครัวเรือนขนาดกว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๖๐ เมตร โดยพื้นเป็น ค.ส.ล. โครงสร้างหลังคาเป็นเหล็ก สิ้นเงินประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ. ๒๕๓๘ ปรับปรุงและต่อเติมศาลาการเปรียญให้สูงขึ้น ๒ เมตร ยาว ๑๔.๕๐ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๒,๘๗๑,๔๐๐ บาท
พ.ศ.๒๕๔๐-๔๓สร้างมณฑปหลวงปู่ขาว ๑ หลัง เป็น ค.ส.ล. ลักษณะแบบจตุรมุข มียอดบุษบก ขนาดกว้าง ๘ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ.๒๕๔๑-๔๓สร้างมณฑปที่เก็บอัฐิบุพการี และบูรพาจารย์ เป็นอาคาร ค.ส.ล. ทรงไทย มียอดบุษบก กว้าง ๔ เมตร ยาว ๘ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ.๒๕๔๓-๔๔สร้างเมรุเตาเผาใหม่แบบไร้มลภาวะ เป็น ค.ส.ล. ทรงไทย มีจตุรมุขด้านหน้าแบบบุษบก สิ้นเงินประมาณ ๓,๗๐๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ.๒๕๔๔ สร้างศาลาบำเพ็ญกุศล เป็นอาคาร ค.ส.ล. ทรงไทยชั้นเดียว กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๓๔ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๑,๕๒๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ.๒๕๔๔ สร้างโรงครัวในส่วนต่อจากศาลาบำเพ็ญกุศล เป็นอาคาร ค.ส.ล. ชั้นเดียว กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาท
พ.ศ.๒๕๔๕ สร้างศูนย์วิปัสสนากรรมฐานของอำเภอดอนตูม เป็นอาคาร ค.ส.ล. กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๘ เมตร สิ้นเงินประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท
ประวัติการสร้างถาวรวัตถุ
๑. ศูนย์วิปัสสนากรรมฐานของอำเภอดอนตูม
มีลักษณะทรงไทยประยุกต์ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน หลังคาไม้เนื้อแข็ง มุงกระเบื้องลอนใหญ่ พื้นปูด้วยหินขัดอย่างดี กว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๘ เมตร ติดตั้งเครื่องปรับอากาศแล้วเสร็จสมบูรณ์ ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ราคาค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท
๒. ศาลาฌาปนสถานบำเพ็ญกุศลพร้อมโรงครัว(ใหม่)
ศาลาบำเพ็ญกุศล มีลักษณะ ทรงไทยชั้นเดียว เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องลอนเล็กตราช้างสีแดง พื้นปูด้วยหินขัดอย่างดี กว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๓๔ เมตร ราคาค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๑,๕๒๐,๐๐๐ บาท ส่วนโรงครัวของศาลาบำเพ็ญกุศลมีลักษณะทรงไทยประยุกต์ชั้นเดียว เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน หลังคาไม้เนื้อแข็ง มุงกระเบื้องลอนเล็กตราช้างสีแดง กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ราคาค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาท ทั้งสองหลังก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๔๔
๓. เมรุเตาเผาแบบไร้มลภาวะ
มีลักษณะทรงไทย มีจตุรมุขด้านหน้าแบบบุษบก เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูนด้านข้างและด้านหลัง เริ่มก่อสร้างปี พ.ศ. ๒๕๔๓ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๔ ราคาค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๓,๗๐๐,๐๐๐ บาท
๔. มณฑปที่เก็บอัฐิบุพการี และ บูรพาจารย์
มีลักษณะแบบทรงไทย มียอดบุษบก เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงกระเบื้องสุโขทัย ลวดลายติดกระจก ปิดทองหน้าบัน พื้นปูหินแกรนิตกว้าง ๔ เมตร ยาว ๘ เมตร เริ่มก่อสร้างปี พ.ศ. ๒๕๔๑ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๓ ราคาค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท
๕. มณฑปหลวงปู่ขาว
มีลักษณะแบบจตุรมุข มียอดบุษบก เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดกว้าง ๘ เมตร ติดกระจก ปิดทองหน้าบัน พื้นปูหินแกรนิต เริ่มก่อสร้างปี พ.ศ. ๒๕๔๐ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี ๒๕๔๓ ราคาค่าก่อสร้างเป็นจำนวนเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท
๖. อุโบสถใหม่
มีลักษณะรูปทรงเป็นแบบทรงไทยประกอบด้วยช่อฟ้าใบระกา ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่างและเชิงบันไดที่มีลวดลายไทยอันวิจิตรงดงาม ประดับกระจกสีเป็นอาคารสองชั้น โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบกาบกล้วย โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๒ สร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๓๕ มีขนาดกว้าง ๒๒ เมตร ยาว ๕๕ เมตร
๗. ศาลาการเปรียญ
มีลักษณะรูปทรงไทย อาคารชั้นเดียวยกพื้น โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูนประกอบด้วยลวดลายไทยตามสมควร โดยหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็งมุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ก่อสร้างแล้วเสร็จปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นเงิน ๒,๘๗๑,๔๐๐ บาท ศาลาการเปรียญหลังนี้มีขนาด กว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๔๐ เมตร
๘. ศาลาฌาปนสถาน (เมรุเก่า)
มีลักษณะรูปทรงไทยเรียบง่าย โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก โครงสร้างหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็ง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นเงิน ๒๗๕,๐๘๐ บาท มีขนาดกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๘ เมตร
ประวัติเจ้าอาวาส
ลำดับรายนามพระที่มาปกครองวัดลำลูกบัว
๑. หลวงตาโต ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๖๙-๒๔๗๐
๒. พระอาจารย์เล็ก ตรีมาลา จากวัดเกาะแรต ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๐-๒๔๗๔
๓. พระอาจารย์เคี้ยง แซ่ตั้ง จากวัดสามง่าม ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๔-๒๔๗๖
๔. หลวงตายัน ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๗๗-๒๔๘๒
๕. พระเขียน จากวัดธรรมศาลา ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๒-๒๔๘๓
๖. พระผัน จากวัดธรรมศาลา ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๓-๒๔๘๔
๗. พระอยู่ สามบุญลือ จากวัดลำลูกบัว ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๙
๘. พระอาจารย์แม้น ทองดอนเหมือน ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๙-๒๔๙๑
๙. พระอาจารย์แหวน จากวัดดอนยายหอม ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๑
๑๐. พระอาจารย์เคล้า ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๑
๑๑. พระครูพัฒนาภินันท์ จากวัดพระงาม ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๒-๒๕๔๙
พระครูพัฒนาภินันท์ มาอยู่วัดลำลูกบัวเมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ พ.ศ.๒๔๙๑ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๒ (สมัยพระปฐมมคราจารย์ วัดเสน่หา เป็นเจ้าคณะจังหวัดนครปฐม) ซึ่งถือว่าพระครูพัฒนาภินันท์เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดลำลูกบัว ที่ได้รับการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติการปกครองของสงฆ์
๑๒. พระปลัดสมญาส สนฺตมโน จากวัดลำลูกบัว ปกครองวัดระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๐-ปัจจุบัน