23/06/2026
ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
#การบรรลุธรรม๔จำพวก
การฝึกจิต การพัฒนาจิต
เราก็ไม่สามารถจะไปเร่งให้จิตใจเราเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงได้
ยิ่งเร่งก็ยิ่งเละไปใหญ่
ยิ่งเร่งรีบยิ่งไม่ได้อะไร
ต้องเดินสายกลาง ต้องพอดี ต้องเป็นกลาง
ฉะนั้นเดินพอดี ปฏิบัติพอดี
แต่ต้องทำต่อเนื่อง ใช้เวลามาก
สำหรับผู้ที่มีปัญญาน้อย บรรลุช้า
(ทันธาภิญญา … บรรลุช้า
ขิปปาภิญญา … บรรลุเร็ว)
การบรรลุธรรมมี ๔ พวก
ประเภทที่ ๑ #ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
คือ #ปฏิบัติก็ลำบาก #แถมบรรลุยาก
ปฏิบัติทีไรทุกข์ทรมานสังขาร ปวดเจ็บเยอะ
ด้วยเป็นวิบาก เป็นอกุศลวิบาก
ทำบาป ทำร้ายเบียดเบียนชีวิตร่างกายเขาไว้เยอะในอดีต
ก็จะปฏิบัติลำบาก
เป็นทุกขาปฏิปทา ทุกข์เยอะ
ทันธาภิญญา แถมบรรลุยากเสียอีก
ปฏิบัติก็ลำบาก บรรลุก็ยาก
ประเภทที่ ๒ #ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
#ปฏิบัติลำบาก ปวดเจ็บทุกข์ทรมานมาก #แต่บรรลุได้ไว
มีตัวอย่างเช่น พระไปปฏิบัติในป่า
เดินจงกรมเดินจนเท้าแตก เจ็บเท้า
เท้าเลือดไหล เดินไม่ไหว
แต่ก็ยังทำความเพียร
เดินไม่ได้ก็คลานจงกรม
เดินไม่ไหว แต่ว่าก็ยังอยากจะทำความเพียร
คลานจงกรมตะคุ่ม ๆ ในพุ่มไม้
เป็นช่วงสลัว ๆ
นายพรานก็ออกล่าสัตว์
เห็นตะคุ่ม ๆ ก็นึกว่าเป็นเนื้อเป็นสัตว์ ก็เลยพุ่งหอก
ปรากฏหอกเสียบอกพระภิกษุเข้าไป
นายพรานตกใจ
พระก็ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ว่าอะไร
บอกอย่างนั้นท่านช่วยดึงหอกออกไป
พอดึงหอกออก เลือดก็พุ่งออกมา
พระก็บอกช่วยไปหาหญ้ามาอุดไว้ก่อน
แล้วก็ประคองให้นั่ง
ท่านก็ทำความเพียร ที่สุดก็บรรลุธรรม
ปฏิบัติทุกข์มาก
ประเภทที่ ๓ #สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา
#ปฏิบัติสบาย #แต่บรรลุยาก
ปฏิบัติสบาย
รู้สึกมันสบายไปหมด ไม่ปวดไม่เจ็บไม่อะไร สบาย
ทันธาภิญญา แต่บรรลุยาก
ปฏิบัติสบายดี
สงบ สบายทุกอย่าง ร่างกายไม่ปวดไม่เจ็บ
ไม่ได้มีวิบากกรรมประเภทเบียดเบียนทำร้ายร่างกายเขาไว้
สุขภาพดี ร่างกายไม่ปวด สงบ สบาย
แต่บรรลุยาก
ประเภทที่ ๔ #สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
#ปฏิบัติสบาย #บรรลุไว
อย่างท่านพาหิยะ พาหิยทารุจีริยะ
เป็นนักบวช
ท่านปฏิบัติ คนก็นับถือมาก
ท่านก็เข้าใจว่าท่านเป็นพระอรหันต์
วันหนึ่งท่านก็ดำริ เรานี่ก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง
เทวดาพรหมซึ่งเคยเป็นเพื่อนกัน
สมัยที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนเคยเป็นภิกษุปฏิบัติด้วยกัน
เพื่อนบรรลุธรรมเป็นอนาคามี ก็เลยไปอยู่ในพรหมโลก
พรหมอายุยืนยาว
ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาถึงปัจจุบันเขาก็ยังมีชีวิตอยู่
แล้วก็เป็นอริยบุคคล
เขาก็รู้วาระจิตของพาหิยะซึ่งเป็นเพื่อนกัน
ก็ลงมาปรากฏ
แสดงว่าท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์
ปฏิปทาของท่านก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อพระอรหันต์เลย
แต่บัดนี้มีพระอรหันต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติบังเกิดขึ้นแล้วในโลก
พระองค์ประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี
ท่านพาหิยะพอได้ฟังเทวดาพรหมมาบอกอย่างนั้น
ก็สังเวชสลดใจ เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์จริง
พอได้รู้ว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก
ก็ละสถานที่ ทิ้งทุกอย่าง
เดินทางมุ่งหน้าไปสู่เมืองสาวัตถี
จนกระทั่งมาถึงแต่เช้า
เข้าไปในวัดเชตวัน
ถามพระภิกษุสงฆ์ว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน
พระภิกษุก็บอกว่า
ขณะนี้พระพุทธองค์พระศาสดากำลังออกบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีอยู่
ท่านพาหิยะก็ออกจากวัดเชตวันเดินมุ่งหน้าเข้าไปในเมือง
ไปเจอพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเดินบิณฑบาต
ก็ตรงเข้าไปกราบ
แล้วก็ขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ขณะนี้ตถาคตกำลังบิณฑบาต
ไม่ใช่เวลาสมควรที่จะแสดงธรรม
ท่านพาหิยะก็อ้อนวอน
พระองค์ก็ยังยืนยันว่า ไม่ใช่เวลาที่จะสมควรแสดงธรรม
ท่านพาหิยะก็อ้างเหตุผล
ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน
ความตายย่อมมาถึงได้เมื่อไรก็ไม่รู้
อ้างเหตุผลอ้อนวอนถึง ๓ ครั้ง พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงธรรม
การแสดงธรรมครั้งนั้นก็ทรงรวบรัดให้ย่อที่สุด
แต่ว่าสามารถทำให้พาหิยะบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดเลย เป็นพระอรหันต์ได้เลย
แสดงว่าปฏิบัติไม่ลำบาก
แค่ฟังธรรมแค่นั้นบรรลุธรรมได้เลย
เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
ปฏิบัติสบาย บรรลุได้ง่าย
ในสมัยพุทธกาลก็จะมีเยอะที่ฟังธรรมแล้วก็บรรลุธรรมได้เลย สบาย ง่าย
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เธอจงทำไว้ในใจโดยแยบคาย
เห็นสักแต่ว่าเห็น
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน
ทราบสักแต่ว่าทราบ
รู้สักแต่ว่ารู้
เธอจะไม่มี
เมื่อเธอไม่มี (ก็คือไม่มีตัวตน)
เธอก็จะไม่มีในโลกนี้ โลกหน้า ระหว่างโลกทั้งสอง
ท่านพาหิยะบรรลุธรรมเลย
เห็นสักแต่ว่าเห็น
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน
เป็นการระลึกรู้การเห็นการได้ยิน เพียงรู้แค่สิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น
การเห็นมันเป็นสภาวะ
สีกระทบตา
เห็นเป็นสภาวะ เป็นปรมัตถ์
เสียงกระทบหู
ได้ยินเกิดขึ้น
เป็นสภาวะ เป็นปรมัตถ์
ถ้ารู้แค่ สังเกตแค่สิ่งที่กำลังปรากฏ
เกิดการผัสสะทางตา เห็น
เกิดการเกิดผัสสะทางหู ได้ยิน
ตรงนั้นจะมีสภาวะปรมัตถ์รูปนามขันธ์ ๕ ปรากฏ
สีเป็นรูป ตาเป็นรูป
การเห็นเป็นนาม
เสียงเป็นรูป หูเป็นรูป
ได้ยินเป็นนาม
รูปนามมีความแตกดับ เกิดขึ้น ดับทันที
ฉะนั้นถ้าสติระลึกได้ตรงบ่อย ๆ ญาณปัญญาจึงเกิดขึ้นโดยฉับพลัน
เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดดับ
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ระลึกสักแต่ว่า
สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน
ใส่ใจแค่สิ่งที่ปรากฏ
ไม่ตีความหมาย ไม่ขยายไปในสมมติ
ตลอดทั้งไม่ยินดียินร้าย
ทำใจเป็นกลาง วางเฉยเป็นอย่างดี
… เห็นสักแต่ว่าเห็น
เวลาลืมตามันก็ต้องมีการเห็น
ถ้ามีความรู้สึกตัว ระลึกรู้
เห็นแล้วก็รู้สึกตัว ระลึกรู้ มันก็จะเหมือนมีตาใน
รู้กายรู้ใจด้วย รู้การเห็นด้วย
รู้ตัวทั่วพร้อม
ตาเนื้อก็มองเห็นสิ่งภายนอก
ตาใจ ตาปัญญา รู้เห็นกายใจตัวเองได้ด้วย
รู้ทั้งการเห็น
รู้ทั้งสภาวะกายและจิตใจเป็นอย่างไรพร้อมไปด้วยกัน
… ได้ยินสักแต่ว่าำด้ยิน
ได้ยิน รู้สึกตัว
ก็ระลึกสภาพได้ยิน
สภาพรู้สึกตัวมันก็จะรู้ทั้งกายใจ
รู้พร้อม
เห็นความเปลี่ยนแปลงแตกดับ
อนิจจังทุกขังอนัตตาปรากฏ ณ ขณะนั้น
… ทราบสักแต่ว่าทราบ
อันนี้หมายถึง รู้กลิ่น รู้รส รู้สึกสัมผัส
๓ ทางพระองค์รวบทีเดียว ใช้คำว่าทราบสักแต่ว่าทราบ
เพราะว่ากำลังบิณฑบาต
เวลารู้กลิ่น
ก็กำหนดรู้ สักแต่ว่ารู้กลิ่น
รู้รส ลิ้มรส
ก็มัสติรู้พร้อมเฉพาะที่กำลังรู้รส
รู้สึกสัมผัสทางกาย
ซึ่งมีบ่อย ทางกายมันมีอยู่ประจำ
มีการสัมผัสทางกาย เย็น ร้อน ตึง หย่อน ไหว
ผัสสะปัจจะยา เวทะนา
พอมีผัสสะก็มีเวทนา
ทำให้รู้สึกสุข ทุกข์ ตรงนั้นตรงที่มีผัสสะ
เย็นกระทบรู้สึกสบาย
ร้อนกระทบบางทีไม่สบาย
รู้สึกตัว ระลึกสักแต่ว่าสัมผัส รู้พร้อม
เห็นความเปลี่ยนแปลงแตกดับเฉพาะหน้า
ปัญญารู้แจ้ง
และตรัสว่า
… รู้สักแต่ว่ารู้
รู้เป็นเรื่องของจิต
จิตเป็นธาตุรู้ เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์
เมื่อมีความระลึกรู้สึกตัว
เห็นจิต รู้ … ดับ
รู้ … ดับทันที
รู้หมดไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็เป็นอนัตตา
ปัญญารู้แจ้งเห็นอนัตตาได้
เห็นว่ารู้ก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา
ฉะนั้นการเห็นไม่ใช่ตัวตน
ได้ยินไม่ใช่ตัวตน
รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้ขึ้นทางใจ ก็ไม่ใช่ตัวตน
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เมื่อเห็นสักแต่ว่าเห็น
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน
ทราบสักแต่ว่าทราบ
รู้สักแต่ว่ารู้
เธอจะไม่มี
เธอจะไม่มี … ก็หมายถึงไม่มีตัวตน
เคยเห็นเป็นเราเป็นตัวเรา
มันกลับไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวตน
มีแต่ธรรมชาติ มีแต่สภาวะ
เห็นก็เป็นสภาวะ
ได้ยินก็เป็นสภาวะ
รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส ก็สักแต่ว่าเป็นสภาวะ หรือเป็นเพียงธาตุ ธรรมชาติ
เปลี่ยนแปลงแตกดับเท่านั้น
ไม่มีตัวเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ฉะนั้นเธอก็จะไม่มีทั้งโลกนี้และโลกหน้า หรือระหว่างโลกทั้งสอง
พ้นทุกข์
ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
ขิปปาภิญญา บรรลุได้ไว
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสบาย
ไม่ต้องมาเดินจงกรมนั่งสมาธิปวดขาเยอะ
นี่แสดงว่าเขาสั่งสมมา
ตอนพระพุทธเจ้าองค์ก่อน เขาก็บวช แล้วก็ปฏิบัติก็ฝึกมาแล้ว
เพื่อนไปเป็นพระอนาคามี
ก็ดูว่าเราอยู่ในประเภทพวกไหน
ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
ปฏิบัติลำบาก บรรลุยาก พวกที่ ๑
พวกที่ ๒ ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
ปฏิบัติลำบาก แต่บรรลุเร็ว
ก็ยังดี
ทุกข์ทรมาน แต่ว่าอย่างไรก็ได้บรรลุธรรม
สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา
ปฏิบัติสบาย แต่บรรลุยาก
ติดสุขสบายอยู่อย่างนั้น
ปัญญาไม่รู้แจ้งแทงตลอด
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
ปฏิบัติสบาย บรรลุเร็ว
#จะเอาประเภทไหนดี
#เอาตามใจก็ไม่ได้ #เราทำเหตุมาอย่างไร
มันจะคอยไปเบียดเบียนเขาไว้
#ภพชาติเวียนว่ายตายเกิดเบียดเบียนเขาไว้เยอะ
#มาชาตินี้ก็กว่าจะรู้เรื่องรู้ราว #อะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาป
#ก็อาจจะพลาดไปทำบาปเสียเยอะ จริงไหม
เพราะฉะนั้นจะมีใครที่บริสุทธิ์ ไม่เคยผิดศีลเลย
มันคงจะยากเหมือนกัน
หายากเกิดมาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ไม่ลักขโมยฉ้อโกงใคร
ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่โกหกหลอกลวงใคร
ไม่พูดจาส่อเสียดยุยงให้ร้ายผู้อื่น
ไม่พูดจาหยาบคายด่าทอ
ตลอดทั้งไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ
ไม่เพ่งเล็งจะเอาของเขา
ไม่พยาบาทอาฆาตแค้น
ก็ยากที่จะรอดมาได้
ธรรมบรรยาย การบรรลุธรรม ๔ พวก
ธรรมปิดคอร์สกรรมฐานคนเก่า ๙ วัน
(๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๙) ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา