วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท

วัดมเหยงคณ์  ธัมโมวาท เผยแผ่ธัมโมวาท:พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)
เพจนี้จัดทำโดย ลูกศิษย์
(3)

เผยแผ่ธัมโมวาท:พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี) เจ้าอาวาส วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................  #การบรรลุธรรม๔จำพวก การฝึกจิต การพัฒนาจิต เราก็ไม่สามารถจะไป...
23/06/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
#การบรรลุธรรม๔จำพวก

การฝึกจิต การพัฒนาจิต
เราก็ไม่สามารถจะไปเร่งให้จิตใจเราเกิดความรู้แจ้งเห็นจริงได้
ยิ่งเร่งก็ยิ่งเละไปใหญ่
ยิ่งเร่งรีบยิ่งไม่ได้อะไร
ต้องเดินสายกลาง ต้องพอดี ต้องเป็นกลาง

ฉะนั้นเดินพอดี ปฏิบัติพอดี
แต่ต้องทำต่อเนื่อง ใช้เวลามาก
สำหรับผู้ที่มีปัญญาน้อย บรรลุช้า

(ทันธาภิญญา … บรรลุช้า
ขิปปาภิญญา … บรรลุเร็ว)

การบรรลุธรรมมี ๔ พวก

ประเภทที่ ๑ #ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
คือ #ปฏิบัติก็ลำบาก #แถมบรรลุยาก

ปฏิบัติทีไรทุกข์ทรมานสังขาร ปวดเจ็บเยอะ
ด้วยเป็นวิบาก เป็นอกุศลวิบาก
ทำบาป ทำร้ายเบียดเบียนชีวิตร่างกายเขาไว้เยอะในอดีต
ก็จะปฏิบัติลำบาก
เป็นทุกขาปฏิปทา ทุกข์เยอะ
ทันธาภิญญา แถมบรรลุยากเสียอีก
ปฏิบัติก็ลำบาก บรรลุก็ยาก

ประเภทที่ ๒ #ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
#ปฏิบัติลำบาก ปวดเจ็บทุกข์ทรมานมาก #แต่บรรลุได้ไว

มีตัวอย่างเช่น พระไปปฏิบัติในป่า
เดินจงกรมเดินจนเท้าแตก เจ็บเท้า
เท้าเลือดไหล เดินไม่ไหว
แต่ก็ยังทำความเพียร
เดินไม่ได้ก็คลานจงกรม
เดินไม่ไหว แต่ว่าก็ยังอยากจะทำความเพียร
คลานจงกรมตะคุ่ม ๆ ในพุ่มไม้

เป็นช่วงสลัว ๆ
นายพรานก็ออกล่าสัตว์
เห็นตะคุ่ม ๆ ก็นึกว่าเป็นเนื้อเป็นสัตว์ ก็เลยพุ่งหอก
ปรากฏหอกเสียบอกพระภิกษุเข้าไป

นายพรานตกใจ
พระก็ไม่ได้โกรธ ไม่ได้ว่าอะไร
บอกอย่างนั้นท่านช่วยดึงหอกออกไป

พอดึงหอกออก เลือดก็พุ่งออกมา
พระก็บอกช่วยไปหาหญ้ามาอุดไว้ก่อน
แล้วก็ประคองให้นั่ง
ท่านก็ทำความเพียร ที่สุดก็บรรลุธรรม
ปฏิบัติทุกข์มาก

ประเภทที่ ๓ #สุขาปฏิปทาทันธาภิญญา
#ปฏิบัติสบาย #แต่บรรลุยาก

ปฏิบัติสบาย
รู้สึกมันสบายไปหมด ไม่ปวดไม่เจ็บไม่อะไร สบาย
ทันธาภิญญา แต่บรรลุยาก

ปฏิบัติสบายดี
สงบ สบายทุกอย่าง ร่างกายไม่ปวดไม่เจ็บ
ไม่ได้มีวิบากกรรมประเภทเบียดเบียนทำร้ายร่างกายเขาไว้
สุขภาพดี ร่างกายไม่ปวด สงบ สบาย
แต่บรรลุยาก

ประเภทที่ ๔ #สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
#ปฏิบัติสบาย #บรรลุไว

อย่างท่านพาหิยะ พาหิยทารุจีริยะ
เป็นนักบวช
ท่านปฏิบัติ คนก็นับถือมาก
ท่านก็เข้าใจว่าท่านเป็นพระอรหันต์
วันหนึ่งท่านก็ดำริ เรานี่ก็เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง

เทวดาพรหมซึ่งเคยเป็นเพื่อนกัน
สมัยที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อนเคยเป็นภิกษุปฏิบัติด้วยกัน
เพื่อนบรรลุธรรมเป็นอนาคามี ก็เลยไปอยู่ในพรหมโลก
พรหมอายุยืนยาว
ตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาถึงปัจจุบันเขาก็ยังมีชีวิตอยู่
แล้วก็เป็นอริยบุคคล
เขาก็รู้วาระจิตของพาหิยะซึ่งเป็นเพื่อนกัน
ก็ลงมาปรากฏ
แสดงว่าท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์
ปฏิปทาของท่านก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อพระอรหันต์เลย
แต่บัดนี้มีพระอรหันต์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติบังเกิดขึ้นแล้วในโลก
พระองค์ประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี

ท่านพาหิยะพอได้ฟังเทวดาพรหมมาบอกอย่างนั้น
ก็สังเวชสลดใจ เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์จริง
พอได้รู้ว่ามีพระพุทธเจ้าอุบัติบังเกิดขึ้นในโลก
ก็ละสถานที่ ทิ้งทุกอย่าง
เดินทางมุ่งหน้าไปสู่เมืองสาวัตถี

จนกระทั่งมาถึงแต่เช้า
เข้าไปในวัดเชตวัน
ถามพระภิกษุสงฆ์ว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหน

พระภิกษุก็บอกว่า
ขณะนี้พระพุทธองค์พระศาสดากำลังออกบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีอยู่

ท่านพาหิยะก็ออกจากวัดเชตวันเดินมุ่งหน้าเข้าไปในเมือง
ไปเจอพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเดินบิณฑบาต
ก็ตรงเข้าไปกราบ
แล้วก็ขอให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ขณะนี้ตถาคตกำลังบิณฑบาต
ไม่ใช่เวลาสมควรที่จะแสดงธรรม

ท่านพาหิยะก็อ้อนวอน
พระองค์ก็ยังยืนยันว่า ไม่ใช่เวลาที่จะสมควรแสดงธรรม

ท่านพาหิยะก็อ้างเหตุผล
ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน
ความตายย่อมมาถึงได้เมื่อไรก็ไม่รู้
อ้างเหตุผลอ้อนวอนถึง ๓ ครั้ง พระพุทธเจ้าจึงได้แสดงธรรม

การแสดงธรรมครั้งนั้นก็ทรงรวบรัดให้ย่อที่สุด
แต่ว่าสามารถทำให้พาหิยะบรรลุเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดเลย เป็นพระอรหันต์ได้เลย
แสดงว่าปฏิบัติไม่ลำบาก
แค่ฟังธรรมแค่นั้นบรรลุธรรมได้เลย
เป็นสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
ปฏิบัติสบาย บรรลุได้ง่าย
ในสมัยพุทธกาลก็จะมีเยอะที่ฟังธรรมแล้วก็บรรลุธรรมได้เลย สบาย ง่าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เธอจงทำไว้ในใจโดยแยบคาย
เห็นสักแต่ว่าเห็น
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน
ทราบสักแต่ว่าทราบ
รู้สักแต่ว่ารู้
เธอจะไม่มี

เมื่อเธอไม่มี (ก็คือไม่มีตัวตน)
เธอก็จะไม่มีในโลกนี้ โลกหน้า ระหว่างโลกทั้งสอง

ท่านพาหิยะบรรลุธรรมเลย

เห็นสักแต่ว่าเห็น
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน
เป็นการระลึกรู้การเห็นการได้ยิน เพียงรู้แค่สิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น

การเห็นมันเป็นสภาวะ
สีกระทบตา
เห็นเป็นสภาวะ เป็นปรมัตถ์

เสียงกระทบหู
ได้ยินเกิดขึ้น
เป็นสภาวะ เป็นปรมัตถ์

ถ้ารู้แค่ สังเกตแค่สิ่งที่กำลังปรากฏ
เกิดการผัสสะทางตา เห็น
เกิดการเกิดผัสสะทางหู ได้ยิน
ตรงนั้นจะมีสภาวะปรมัตถ์รูปนามขันธ์ ๕ ปรากฏ

สีเป็นรูป ตาเป็นรูป
การเห็นเป็นนาม

เสียงเป็นรูป หูเป็นรูป
ได้ยินเป็นนาม

รูปนามมีความแตกดับ เกิดขึ้น ดับทันที
ฉะนั้นถ้าสติระลึกได้ตรงบ่อย ๆ ญาณปัญญาจึงเกิดขึ้นโดยฉับพลัน
เห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดดับ
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ระลึกสักแต่ว่า
สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน
ใส่ใจแค่สิ่งที่ปรากฏ
ไม่ตีความหมาย ไม่ขยายไปในสมมติ
ตลอดทั้งไม่ยินดียินร้าย
ทำใจเป็นกลาง วางเฉยเป็นอย่างดี

… เห็นสักแต่ว่าเห็น
เวลาลืมตามันก็ต้องมีการเห็น
ถ้ามีความรู้สึกตัว ระลึกรู้
เห็นแล้วก็รู้สึกตัว ระลึกรู้ มันก็จะเหมือนมีตาใน
รู้กายรู้ใจด้วย รู้การเห็นด้วย
รู้ตัวทั่วพร้อม

ตาเนื้อก็มองเห็นสิ่งภายนอก
ตาใจ ตาปัญญา รู้เห็นกายใจตัวเองได้ด้วย
รู้ทั้งการเห็น
รู้ทั้งสภาวะกายและจิตใจเป็นอย่างไรพร้อมไปด้วยกัน

… ได้ยินสักแต่ว่าำด้ยิน
ได้ยิน รู้สึกตัว
ก็ระลึกสภาพได้ยิน
สภาพรู้สึกตัวมันก็จะรู้ทั้งกายใจ
รู้พร้อม
เห็นความเปลี่ยนแปลงแตกดับ
อนิจจังทุกขังอนัตตาปรากฏ ณ ขณะนั้น

… ทราบสักแต่ว่าทราบ
อันนี้หมายถึง รู้กลิ่น รู้รส รู้สึกสัมผัส
๓ ทางพระองค์รวบทีเดียว ใช้คำว่าทราบสักแต่ว่าทราบ
เพราะว่ากำลังบิณฑบาต

เวลารู้กลิ่น
ก็กำหนดรู้ สักแต่ว่ารู้กลิ่น

รู้รส ลิ้มรส
ก็มัสติรู้พร้อมเฉพาะที่กำลังรู้รส

รู้สึกสัมผัสทางกาย
ซึ่งมีบ่อย ทางกายมันมีอยู่ประจำ
มีการสัมผัสทางกาย เย็น ร้อน ตึง หย่อน ไหว
ผัสสะปัจจะยา เวทะนา
พอมีผัสสะก็มีเวทนา
ทำให้รู้สึกสุข ทุกข์ ตรงนั้นตรงที่มีผัสสะ
เย็นกระทบรู้สึกสบาย
ร้อนกระทบบางทีไม่สบาย
รู้สึกตัว ระลึกสักแต่ว่าสัมผัส รู้พร้อม
เห็นความเปลี่ยนแปลงแตกดับเฉพาะหน้า
ปัญญารู้แจ้ง

และตรัสว่า
… รู้สักแต่ว่ารู้
รู้เป็นเรื่องของจิต
จิตเป็นธาตุรู้ เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์
เมื่อมีความระลึกรู้สึกตัว
เห็นจิต รู้ … ดับ
รู้ … ดับทันที
รู้หมดไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์
สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็เป็นอนัตตา
ปัญญารู้แจ้งเห็นอนัตตาได้
เห็นว่ารู้ก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา

ฉะนั้นการเห็นไม่ใช่ตัวตน
ได้ยินไม่ใช่ตัวตน
รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส รู้ขึ้นทางใจ ก็ไม่ใช่ตัวตน

ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
เมื่อเห็นสักแต่ว่าเห็น
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน
ทราบสักแต่ว่าทราบ
รู้สักแต่ว่ารู้
เธอจะไม่มี

เธอจะไม่มี … ก็หมายถึงไม่มีตัวตน
เคยเห็นเป็นเราเป็นตัวเรา
มันกลับไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวตน
มีแต่ธรรมชาติ มีแต่สภาวะ

เห็นก็เป็นสภาวะ
ได้ยินก็เป็นสภาวะ
รู้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส ก็สักแต่ว่าเป็นสภาวะ หรือเป็นเพียงธาตุ ธรรมชาติ
เปลี่ยนแปลงแตกดับเท่านั้น
ไม่มีตัวเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ฉะนั้นเธอก็จะไม่มีทั้งโลกนี้และโลกหน้า หรือระหว่างโลกทั้งสอง
พ้นทุกข์

ท่านบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์
ขิปปาภิญญา บรรลุได้ไว
สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา ปฏิบัติสบาย
ไม่ต้องมาเดินจงกรมนั่งสมาธิปวดขาเยอะ

นี่แสดงว่าเขาสั่งสมมา
ตอนพระพุทธเจ้าองค์ก่อน เขาก็บวช แล้วก็ปฏิบัติก็ฝึกมาแล้ว
เพื่อนไปเป็นพระอนาคามี

ก็ดูว่าเราอยู่ในประเภทพวกไหน

ทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา
ปฏิบัติลำบาก บรรลุยาก พวกที่ ๑

พวกที่ ๒ ทุกขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
ปฏิบัติลำบาก แต่บรรลุเร็ว
ก็ยังดี
ทุกข์ทรมาน แต่ว่าอย่างไรก็ได้บรรลุธรรม

สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา
ปฏิบัติสบาย แต่บรรลุยาก
ติดสุขสบายอยู่อย่างนั้น
ปัญญาไม่รู้แจ้งแทงตลอด

สุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา
ปฏิบัติสบาย บรรลุเร็ว

#จะเอาประเภทไหนดี
#เอาตามใจก็ไม่ได้ #เราทำเหตุมาอย่างไร
มันจะคอยไปเบียดเบียนเขาไว้
#ภพชาติเวียนว่ายตายเกิดเบียดเบียนเขาไว้เยอะ
#มาชาตินี้ก็กว่าจะรู้เรื่องรู้ราว #อะไรเป็นบุญอะไรเป็นบาป
#ก็อาจจะพลาดไปทำบาปเสียเยอะ จริงไหม

เพราะฉะนั้นจะมีใครที่บริสุทธิ์ ไม่เคยผิดศีลเลย
มันคงจะยากเหมือนกัน
หายากเกิดมาไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
ไม่ลักขโมยฉ้อโกงใคร
ไม่ประพฤติผิดในกาม
ไม่โกหกหลอกลวงใคร
ไม่พูดจาส่อเสียดยุยงให้ร้ายผู้อื่น
ไม่พูดจาหยาบคายด่าทอ
ตลอดทั้งไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไร้สาระ
ไม่เพ่งเล็งจะเอาของเขา
ไม่พยาบาทอาฆาตแค้น
ก็ยากที่จะรอดมาได้

ธรรมบรรยาย การบรรลุธรรม ๔ พวก
ธรรมปิดคอร์สกรรมฐานคนเก่า ๙ วัน
(๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๙) ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ อย่างพวกเราก็เข้ารอบมาได้ มาปัจจุบันนี้ถือว่าเข้ามาสู่รอบลึกม...
22/06/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
อย่างพวกเราก็เข้ารอบมาได้
มาปัจจุบันนี้ถือว่าเข้ามาสู่รอบลึกมากแล้ว
จะเรียกว่ารอบสุดท้ายก็ว่าได้

… #รอบแรกคือการได้เกิดเป็นมนุษย์

#การเกิดเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่หาได้โดยยาก
ทุลลโภ มนุสสัตตปฏิลาโภ

พระพุทธเจ้าอุปมาเหมือนเต่าตาบอดจมอยู่ในทะเล
ร้อยปีโผล่มาได้ครั้งหนึ่ง
เต่าจะเอาหัวคล้องบ่วงแอกขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่การเกิดเป็นมนุษย์ยากกว่านั้น
อันนี้เราก็ได้มาแล้วเป็นมนุษย์

… #ได้พบพุทธศาสนา

บางยุคบางสมัยไม่มีพุทธศาสนา ไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก

ถึงแม้พระองค์จะดับขันธ์นิพพานไปแล้ว แต่ยังอยู่
ในวันที่พระองค์จะดับขันธ์นิพพาน
ที่นอนตะแคง เรียกว่านอนอนุฏฐานไสยา

อนุฏฐานไสยา กับสีหไสยา ต่างกันไหม?
ตะแคงเหมือนกัน
สีหไสยา นอนพักชั่วคราวแล้วก็ลุกขึ้นมา
แต่อนุฏฐานไสยา เป็นการนอนครั้งสุดท้าย ไม่ลุกขึ้นมาอีกแล้ว

วันนั้นทั้งวันพระองค์ยังเดินทาง
ประชวรหนัก ถ่ายเป็นเลือดยังเดินทาง
เพื่อจะไปปรินิพพานที่กุสินารา
เมื่อไปถึงตอนเย็น
ให้พระอานนท์จัดที่นอนระหว่างต้นสาละทั้งคู่ แล้วก็นอน
แม้อาพาธหนักประชวรหนักนั่งไม่ไหวก็ยังสอน
ทรงเรียกภิกษุมาสอน

ภิกษุทั้งหลาย
เธออย่าเข้าใจว่า เมื่อตถาคตนิพพานแล้ว
เราไม่มีศาสดาแล้ว ศาสดาของเรานิพพานเสียแล้ว
เธออย่าเข้าใจอย่างนั้น

#ภิกษุทั้งหลาย
#ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย
#นั่นแหละจะเป็นศาสดาแก่พวกเธอทั้งหลายในกาลที่ตถาคตล่วงลับ

ฉะนั้น #ผู้ใดเห็นธรรม #ผู้นั้นก็เห็นพระพุทธเจ้า
ก็ถือว่าเป็นบุญลาภของชีวิตที่เกิดมาเราได้พบพุทธศาสนา

… #การถึงพร้อมด้วยศรัทธาเป็นสิ่งที่หาได้โดยยาก
ทุลลภา สัทธาสัมปัตติ

เชื่อว่าท่านทั้งหลายมีศรัทธา
เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม
เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน
โดยเฉพาะเชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

#ศรัทธานี่มีความสำคัญมาก
#เมื่อเรามีศรัทธา #มันดึงเอาคุณงามความดีต่างๆขึ้นมา
อย่างองค์ของการบรรลุธรรมเป็นโสดาบันเป็นต้น
มี ๔ ข้อ

๑. มีศรัทธาเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า
นี่เป็นองค์ของการที่จะได้บรรลุธรรม หรือมีปัญญามาก

๒. มีศรัทธาเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรม
เชื่อมั่นศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้ามาก

๓. ศรัทธาเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์

๔. มีศีลที่พระอริยะสรรเสริญ
ไม่ด่าง ไม่พร้อย ไม่ทะลุ เป็นไท เป็นไปเพื่อสมาธิ
ก็คือเรามีศีลที่บริสุทธิ์
แล้วก็ต้องเป็นบาทฐานของการเจริญภาวนาด้วย

นี่เป็นองค์ของการที่จะบรรลุธรรม

ฉะนั้นมีศรัทธาถือว่าเป็นบุญลาภที่เราได้สิ่งที่หาได้โดยยาก

… #การได้ฟังพระสัทธรรมเป็นสิ่งที่หาได้โดยยากในโลก
ทุลลภัง สัทธัมมัสสวนัง

การที่เราจะได้ยินเรื่องอะไรคือทุกข์
อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์
อะไรเป็นความดับทุกข์
อะไรเป็นข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
อริยมรรคมีองค์ ๘
สติปัฏฐาน ๔
เราไม่ได้ได้ยินได้ง่าย ๆ
ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ใครจะมาสอนได้
ไม่มีทางเลย
เพราะฉะนั้นขอให้รู้ว่าเป็นบุญลาภของชีวิตที่เราได้ยินได้ฟังพระสัทธรรม

การได้บรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนา
ทุลลภา ปัพพัชชา

… #การได้บรรพชาอุปสมบทในพุทธศาสนา
นี่เราก็ได้มา
ฉะนั้นเข้ารอบมาเยอะแล้ว

ในการบวช ปัจจุบันภิกษุในเมืองไทยมีเท่าไร
๓๐๐,๐๐๐ ได้ไหม
ที่จะได้ปฏิบัติกรรมฐานมีเท่าไร
ไม่ได้มีมาก
น้อยมากที่จะสนใจใฝ่ธรรมในการเจริญภาวนา
แต่พวกเราก็มาในทางนี้ได้

หรือว่าบางท่านสนใจใคร่จะภาวนา
แต่มันก็ติดภาระธุระอะไรต่าง ๆ
อย่างญาติโยมสนใจปฏิบัติ แต่เขาไม่มีเวลา
มีภาระการงาน มีครอบครัว
ที่จะสละออกมาได้ไม่ง่าย
แล้วก็เราได้สละ มาเก็บตัวภาวนา
มันไม่ใช่เรื่องง่าย
ถ้าเราไม่มีบุญบารมีเก่าก่อนส่งมา มาได้ยาก

#นี่ถือว่ามาเข้าสู่รอบสุดท้ายแล้ว
#แต่มันยังต้องเดินทางต่อ
#ขึ้นมาบนถนนสายนิพพานรอบสุดท้าย
#แต่ว่าจุดหมายปลายทางมันยังอยู่ข้างหน้าอยู่
#เราต้องพากเพียรไป
ถ้ามัวท้อแท้ท้อถอยขี้เกียจเกียจคร้านมันก็ถึงไม่ได้
ตกรอบเสียก่อน

นึกถึงว่าเราเข้ามาถึงรอบนี้แล้ว
แค่เอื้อมเท่านั้น
อะไรที่มันต้องเอื้อม ถ้าเราไม่เอื้อมมันก็ไม่ถึง
ต้องเอื้อม ก็คือต้องเพียร ต้องพากเพียรให้มาก
ก็จะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

ธรรมบรรยาย แนะแนวการปฏิบัติกรรมฐาน
ธรรมบรรยายอบรมพระวิปัสสนาจารย์
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร
(๒๕-๕-๖๙) ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ การภาวนารูปแบบมันมีหลายอย่าง แม้แต่เจริญมรณานุสติระลึกถึงความ...
21/06/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
การภาวนารูปแบบมันมีหลายอย่าง
แม้แต่เจริญมรณานุสติระลึกถึงความตายยังหยั่งลงสู่นิพพานได้
ทั้ง ๆ ที่มรณานุสติ การพิจารณาความตาย เป็นเรื่องของสมถกรรมฐานแท้ ๆ
แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ทำแล้ว ทำให้มาก หยั่งลงสู่อมตธรรมได้
อมตธรรมเป็นชื่อของพระนิพพาน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
การพิจารณาความตาย มรณานุสติ ที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว หยั่งลงสู่อมตธรรมได้
ภิกษุทั้งหลายเธอเจริญมรณานุสติบ้างหรือไม่
ระลึกถึงความตายบ้างไหม

ภิกษุรูปหนึ่งก็กราบทูลว่า
เจริญพระพุทธเจ้าข้า

ภิกษุ เธอเจริญอย่างไร

องค์หนึ่งก็กราบทูลว่า
ข้าพระองค์มาพิจารณาว่า
วันหนึ่งคืนหนึ่งผ่านไปเราก็อาจจะมรณภาพได้
อย่ากระนั้นเลย เราจะศึกษาขวนขวายพากเพียร ทำให้ยิ่งขึ้น

ภิกษุอีกรูปหนึ่งก็กราบทูลว่า
ข้าพระองค์ก็เจริญมรณานุสติพระพุทธเจ้าข้า

ภิกษุ เธอเจริญอย่างไร

ข้าพระองค์มาพิจารณาว่า
ชั่วฉันภัตตาหารมื้อหนึ่ง ฉันข้าวมื้อหนึ่ง อาจจะมรณภาพก็ได้
อย่ากระนั้นเลย เราจะขวนขวายพากเพียรเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์

ภิกษุอีกรูปหนึ่งกราบทูลว่า
ข้าพระองค์พิจารณาความตายเหมือนกัน

เธอเจริญอย่างไร

ข้าพระองค์มาพิจารณาว่า
เมื่อฉันข้าวเพียง ๔-๕ คำ
ยังไม่จบมื้อเลย เราอาจจะตาย อาจจะมรณภาพ
อย่ากระนั้นเลย เราจะพยายามขวนขวายพากเพียรให้ยิ่ง

ภิกษุอีกรูปหนึ่งก็กราบทูลว่า
ข้าพระองค์ก็เจริญมรณานุสติเหมือนกันพระพุทธเจ้าข้า

ดูก่อนภิกษุ เธอเจริญอย่างไร

ข้าพระองค์มาพิจารณาว่า
ชั่วฉันข้าวเพียงคำเดียวก็มรณภาพตายได้
อย่ากระนั้นเลย เราจะพยายามพากเพียรขวนขวายศึกษาปฏิบัติให้ยิ่ง

ภิกษุอีกรูปหนึ่งกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ก็เจริญมรณานุสติเหมือนกันพระพุทธเจ้าข้า

เธอเจริญอย่างไรภิกษุ

ข้าพระองค์มาพิจารณาว่า
ชั่วหายใจเข้าแล้วไม่ออกก็ตาย
ชั่วหายใจออกแล้วไม่เข้า สูดแล้วมันไม่เข้า ก็ตายแล้ว แป๊บเดียว
อย่ากระนั้นเลย เราจะพยายามขวนขวายพากเพียรปฏิบัติให้ยิ่ง

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ภิกษุที่พิจารณาว่าชั่ววันหนึ่งคืนหนึ่งมรณภาพ
หรือฉันข้าวมื้อหนึ่งมรณภาพ
หรือฉันข้าว ๔-๕ คำแล้วมรณภาพ
ยังเป็นการเจริญมรณานุสติอย่างเพลาอยู่ อย่างอ่อนอยู่

แต่ภิกษุที่เจริญมรณานุสติโดยพิจารณาว่าชั่วฉันข้าว ๑ คำ
และภิกษุที่เจริญมรณานุสติโดยการพิจารณาว่าหายใจเข้าออก ไม่เข้า ตาย
ถือว่าเป็นการเจริญมรณานุสติอย่างอุกฤษฎ์อย่างแก่กล้า

ภิกษุทั้งหลาย
ถ้าเช่นนั้นเธอทั้งหลายเจริญมรณานุสติอย่างอุกฤษฎ์อย่างแก่กล้าเถิด

#การเจริญมรณานุสติหยั่งลงสู่อมตธรรมได้อย่างไร?
#คือพอพิจารณาแล้วมันเกิดความไม่ประมาท
#พอไม่ประมาทในชีวิตแล้วก็จะอุทิศตน
#อุทิศกายอุทิศใจในการพากเพียรภาวนาที่จะรู้แจ้งอริยสัจ
#นี้ทุกข์
#นี้เหตุให้เกิดทุกข์
#นี้ความดับทุกข์
#นี้ข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์

#ประพฤติดังเหมือนคนมีศีรษะถูกไฟไหม้
ลองคิดดูว่าคนศีรษะถูกไฟไหม้จะทำอะไร?
นอนก่อน?
เดี๋ยวไว้ก่อน เดี๋ยวไปเล่นก่อน ไปเที่ยวก่อน?
มันไม่ใช่อย่างนั้น
#ไฟไหม้บนศีรษะต้องรีบดับไฟ

เช่นเดียวกัน
เรามีไฟคือราคะ
ราคัคคิ … ไฟคือราคะ
โทสัคคิ … ไฟคือโทสะ
โมหัคคิ … ไฟคือโมหะ
เผาไหม้อยู่

#ไฟคือความแก่ #ความเจ็บ #ความตาย #เผาไหม้อยู่
#รอไม่ได้
#ชีวิตถ้ายังเวียนว่ายตายเกิดเกิดแก่เจ็บตาย
#น้ำตาที่หลั่งไหลที่ผ่านมาแล้วมากกว่าน้ำในมหาสมุทร
#ยังรอคอยข้างหน้าอีก
#พอพิจารณาอย่างนี้ก็จะมีความวิริยะอุตสาหะพากเพียร
#ที่สุดก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

ในสูตรหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ถ้ามีชนมาเสนอว่า
ชนทั้งหลายจะเอาหอกแทงท่าน ตอนเช้า ๑๐๐ เล่ม
ตอนกลางวันอีก ๑๐๐ เล่ม
ตอนเย็นอีก ๑๐๐ เล่ม
เป็นเวลา ๑๐๐ ปี
พ้นจากนั้นได้รู้แจ้งอริยสัจ
เธอจะพิจารณาอย่างไร?

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เธอควรรับข้อเสนอนั้น

ไหวไหม
โดนหอกเล่มเดียวก็แย่แล้ว
นี้วันละ ๓๐๐ เล่มเป็นเวลา ๑๐๐ ปี
แต่มันได้รู้แจ้งอริยสัจ ทำที่สุดแห่งทุกข์

พระพุทธเจ้ามาอุปมาให้เห็นว่า
ขนาดทุกข์ขนาดนี้วันละ ๓๐๐ เล่ม เป็นเวลา ๑๐๐ ปี
กับการได้บรรลุรู้แจ้งอริยสัจแล้วพ้นทุกข์
มันยังดีกว่า

แต่ถ้าไม่ได้รู้แจ้งอริยสัจ
ชีวิตมันยังเวียนว่ายตายเกิด
มากนักหนาที่จะต้องโดน
บางครั้งก็โดนฆ่าโดยขวานบ้าง โดนตัดคอด้วยดาบบ้าง
โดนหอกบ้าง โดนไฟ โดนน้ำ
มากกว่าวันละ ๓๐๐ เล่ม เป็นเวลา ๑๐๐ ปีนี่อีก
แล้วก็ไม่รู้ว่าจะหลุดพ้นกันเมื่อไรสำหรับบุคคลผู้มีอวิชชา
อวิชชาจึงไม่ปรากฏเบื้องต้นเบื้องปลาย
นี่โดนขนาดนี้ยังยอมรับได้เลยสำหรับแลกกับการรู้แจ้งอริยสัจ

ฉะนั้นยิ่งพ้นจากพุทธศาสนาไปแล้วจะไม่มีคำสอนเหล่านี้ เราจะทำอย่างไร
ภพชาติข้างหน้าต่อไปอาจจะหลงผิดไปทำผิดทำชั่วอีก
แต่ว่าภพนี้ชาตินี้มันมีโอกาส
ยิ่งเรามาอยู่ที่นี่
ได้พากเพียร
เก็บอารมณ์ สำรวมวาจา สัมมาวาจา เจรจาชอบ

เจรจาชอบ … กับชอบเจรจา … เหมือนกันไหม?

บางทีเขาให้เก็บวาจา เราก็คอยจะเจรจา
อันนั้นเขาเรียกว่าชอบเจรจา

เจรจาชอบ
การเว้นจากวจีทุจริต
เจรจาชอบไม่ได้หมายถึงจะต้องพูด
หมายถึงการเว้น
ถึงไม่พูดอะไรเลย แต่เรามีการเว้นจากวจีทุจริต
เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ เพ้อเจ้อ
ต้องมี
มันเป็นองค์มรรคองค์หนึ่ง

ฉะนั้นเป็นโอกาสดีของชีวิต
จึงมาให้กำลังใจให้ท่านทั้งหลายได้วิริยะอุตสาหะพากเพียร
เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์
ก็จะคุ้มกับเวลาที่เราได้มาที่นี่

ธรรมบรรยาย แนะแนวการปฏิบัติกรรมฐาน
ธรรมบรรยายอบรมพระวิปัสสนาจารย์
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร
(๒๕-๕-๖๙) ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔ มันมีทั้งการเจริญแบบเจาะจง และแบบทั่วไป...
20/06/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
ในการเจริญสติปัฏฐาน ๔
มันมีทั้งการเจริญแบบเจาะจง และแบบทั่วไป

แบบเจาะจงก็จะอยู่ในอานาปานสติสูตร
ในพระไตรปิฎกก็เล่มที่ ๑๔
ที่เรียกกันทั่วไปว่าอานาปานสติ ๑๖ ขั้น
กายานุปัสสนา
นี่เจาะเฉพาะลมหายใจอย่างเดียว
ก็จะดูอย่างนั้นไปจนกระทั่งมีสมาธิ เกิดปีติ เกิด
แล้วก็ถึงเลื่อนมาสู่ฐานกาย ฐานเวทนา ฐานจิต ฐานธรรม
แต่ละฐานก็จะมี ๔ ข้อ
๔ x ๔ ก็เป็น ๑๖

ส่วนบางท่านเจริญแบบทั่วไป
ดูลมอย่างเดียวไม่ไหวก็ไปเจริญแบบมหาสติปัฏฐานสูตร
มหาสติปัฏฐานสูตรก็จะอยู่ในฑีฆนิกาย มหาวรรค
ในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐

ก็คือกายานุปัสสนาสติปัฏฐานไม่ได้กำหนดเจาะเฉพาะลมอย่างเดียว
สามารถจะระลึกรู้สลับไป
ดูลม เดี๋ยวดูอิริยาบถ
หรือจะดูลม ไปดูอิริยาบถย่อยสลับ ๆ
อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า
พิจารณาเห็นกายในกายที่เป็นภายในอยู่
พิจารณาเห็นกายในกายที่เป็นภายนอกอยู่
พิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายในภายนอกอยู่

คำว่า กายในกาย คืออะไร?

ลมหายใจมันก็กายอย่างหนึ่ง
ระลึกรู้ลมหายใจก็เรียกว่ากายในกาย

อิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน แต่ละอันก็คือกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย
กำหนดรู้ยืน เดิน นั่ง นอน ก็เรียกว่ากายในกาย

อิริยาบถย่อยต่าง ๆ แต่ละอย่างก็เป็นกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย
เราจะไปกำหนดคู้ เหยียด เคลื่อนไหวก็ตาม มันก็คือกายในกาย

อาการ ๓๒
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก
แต่ละอย่างมันก็คือกายอย่างหนึ่งในบรรดากายทั้งหลาย

ฉะนั้นกำหนดพิจารณาเห็นกายในกายที่เป็นภายในอยู่
แสดงถึงว่ากำหนดได้ต่าง ๆ
ไม่ได้ดูอย่างเดียวเท่านั้น
เช่น ดูลมหายใจเข้าออกอยู่
แล้วก็กายอิริยาบถใหญ่ปรากฏ นั่งปรากฏ
ก็กำหนดรู้การนั่ง

หรือกำหนดอิริยาบถนั่งเป็นหลัก
มันมีอิริยาบถย่อยปรากฏ เห็นกายขยับขึ้นมาก็รู้

หรือกำหนดอิริยาบถนั่งอยู่
มันเห็นอาการ ๓๒ ปรากฏ
บางทีเห็นเป็นกระดูกขึ้นมา
ก็เอามาเป็นกรรมฐานได้

นี่กายในกายที่เป็นภายในบ้าง ภายนอกบ้าง
คือเรียกว่ามันกำหนดได้ต่าง ๆ
จนกระทั่งพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นในกายนี้ พิจารณาเห็นความเสื่อมไปดับไปในกายนี้
พิจารณาเห็นทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมไปในกายนี้
จนมีสติตั้งมั่น พิจารณาเห็นว่ากายนี้ก็สักแต่ว่ากาย
คือสักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
นั่นหมายถึงว่ามันไม่ใช่ตัวตน

ที่กำหนดกายยืน เดิน นั่ง นอน กายต่าง ๆ
จะพิจารณาเห็นกายนี้มันก็เป็นเพียงที่ตั้งของ (ของ) สติ
ให้สติเข้าไปรู้กาย
แล้วก็เกิดญาณ
ญาณก็คือปัญญา เข้าไปเห็นความจริงของกาย
กายมันก็เลยกลายเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ตั้งของญาณปัญญา
คือมันไม่ใช่ตัวตน

พอกำหนดเห็นอย่างนี้
ท่านกล่าวว่าตัณหาและทิฏฐิก็จะอาศัยอยู่ไม่ได้
ตัณหาหรือทิฏฐิที่มันเป็นองค์ของอุปาทานก็จะหลุดไป
ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ ในโลกด้วย
นี้ก็เป็นคำที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้

หรือว่าจะกำหนดเวทนาในเวทนา
เวทนาก็ดูได้
บางครั้งก็เสวยความสุข สบายกาย สบายใจ
บางทีก็เสวยความทุกข์ ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ
หรือเป็นอทุกขมสุขเวทนา ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ตาม
ก็กำหนดได้ต่าง ๆ
เพราะแต่ละอย่างก็เป็นเวทนาอย่างหนึ่งในบรรดาเวทนาทั้งหลาย
จะกำหนดความสุขก็เป็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย
เรียกว่าเวทนาในเวทนา
คือคำย่อลงมาจะใช้คำว่าเวทนาในเวทนา

พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาที่เป็นภายในอยู่ ภายนอกอยู่ ทั้งภายในภายนอก
พิจารณาเห็นความเกิดขึ้น เห็นความเสื่อมไปดับไปในเวทนา
จนมีสติตั้งมั่นพิจารณาเห็นว่า เวทนานี้ก็สักแต่ว่าเวทนา
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยระลึก
สักแต่ว่าเป็นที่อาศัยรู้
ไม่ใช่ตัวตน
ตัณหาและทิฏฐิก็หลุดไป
ไม่ยึดถือยึดมั่นอะไร ๆ ในโลกด้วย
นี่ก็เหมือนกัน

ฐานที่ ๓ ก็คือจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
พิจารณาเห็นจิตในจิต

จิตมันมีอะไรบ้างในมหาสติปัฏฐาน?
ท่านก็แสดงจิตไว้ ๑๖ ประการเป็นตัวอย่าง
เช่น จิตมีราคะ ก็รู้ว่าจิตมีราคะ
จิตขณะนี้มันมีราคะ กำหนดรู้
จิตปราศจากราคะ กำหนดรู้จิตปราศจากราคะ
จิตมีโทสะ ก็กำหนดรู้ว่าจิตขณะนี้มีโทสะ โกรธอยู่
หรือว่าขณะนี้จิตปราศจากโทสะก็กำหนดรู้
จิตมีโมหะ ก็รู้ว่าจิตมีโมหะ
จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ว่าจิตปราศจากโมหะ
จิตหดหู่ ก็รู้ว่าจิตหดหู่
จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
จิตเป็นมหรคตก็รู้
จิตไม่เป็นมหรคต ก็คือจิตเข้าถึงความเป็นมหัคคต
ก็คือสมาธิแนบแน่นจนระดับฌาน เป็นมหรคต
จิตมีสมาธิก็รู้ ไม่มีสมาธิก็รู้
จิตหลุดพ้นก็รู้ จิตไม่หลุดพ้นก็รู้

#เราปฏิบัติ #มีไหมจิตหลุดพ้น?
ตทังควิมุตติ … หลุดพ้นชั่วขณะ
วิกขัมภนวิมุตติ … หลุดพ้นได้นาน ๆ
สมุจเฉทวิมุตติ … หลุดพ้นโดยเด็ดขาด

#เจริญวิปัสสนา #ระดับตทังควิมุตติมันต้องมีแล้ว
เช่น กำหนดวางใจเป็นกลาง วางเฉย มันดับไป
สมมติว่ากำลังเกิดความฟุ้ง
กำหนดฟุ้งหนอ วางเฉย
ฟุ้งดับไป หายไป หลุดพ้นไหม? หลุดพ้น
หลุดพ้นไปก็รู้หลุดพ้น
แต่มันเกิดใหม่อีก
#มันเป็นเพียงชั่วขณะ #ยังไม่ได้เด็ดขาด

ระดับที่จะตัดโทสะขาดสนิทมันต้องระดับอนาคามิมรรคแล้ว
อนาคามิมรรคจะตัดปฏิฆะ สังโยชน์ขาด
ความโกรธทั้งหลายจะไม่เกิดขึ้นเลยกับอนาคามี
หรือว่ากามราคะความใคร่กำหนัดยินดีในกามคุณอารมณ์นี่ก็จะไม่เกิดขึ้นเลยในพระอนาคามีบุคคล

แต่ว่าโสดาบัน สกทาคามี อริยบุคคล ๒ ประเภทนี้ยังเกิด
โทสะยังมี ยังมีเสียใจ
แต่ว่าความโกรธมันจะไม่รุนแรง หยาบ ถึงขั้นเป็นทุจริตเป็นพยาบาทอาฆาตแค้น
นี้จะไม่เกิดขึ้นกับโสดาบัน
แต่ความเสียใจ โกรธ อย่างนี้มีได้

อย่างนางวิสาขาเป็นโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ
หลานที่รักตาย เศร้าโศกฟูมฟาย

เข้าไปที่วัด
พระพุทธเจ้าถามว่า
วิสาขา เป็นอะไรมาแต่เช้า
ผมเปียกหน้าเปียกมาแต่เช้า

หลานสาวที่รักตายเจ้าค่ะ
หลานที่รัก คนเป็นที่รักมาก
ถ้าเกิดในเมืองสาวัตถี
มีคนดี ๆ อย่างหลานสาว อย่างนี้จะเอาไหมเล่า

ก็ดีเจ้าค่ะ

แล้วในเมืองสาวัตถีมีตายวันละเท่าไร

ตายทุกวันแหละ

ถ้าเป็นเช่นนั้นเธอไม่ต้องผมเปียก หน้าเปียกชุ่มผม ทุกวัน ๆ
คิดได้เลย
โสดาบันพอถูกเตือนสติก็คิดได้
ชีวิตมันเป็นธรรมดาการเกิดแก่เจ็บตาย

เขายังมีโทสะ
ความเศร้าโศกเป็นเรื่องมีโทสะ
โสดาบันจะตัดสังโยชน์ ๓ เส้นขาด
สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสขาด

สักกายทิฏฐิ คือยึดมั่นในขันธ์ ๕ เป็นตัวตน
อย่างที่เรารู้สึกว่ากายนี้เป็นตัวเรา นี่โดนแล้ว
หรือว่าไม่ยึดว่าเป็นตัวเรา แต่มันยึดว่าเป็นของเรา
นี่ก็โดน โดนอุปาทาน

จริง ๆ กายไม่ใช่เรา กายไม่ใช่ของเรา
กายคือรูป
แต่กายนี้มันอยู่ในเราใช่ไหม? ถ้าใช่ก็โดนอีก โดนอุปาทาน
กายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ได้อยู่ในเรา
แต่มันมีเรามาอยู่ในกายนี้ไหม?
ถ้ามีมันก็โดน โดนอุปาทาน

ฉะนั้นการยึดถือมันจะยึดอยู่ ๔ แบบ
๑. ยึดว่าเป็นของเรา
๒. ยึดว่าเป็นตัวเรา
๓. ยึดว่าอยู่ในเรา
๔. ยึดว่ามีเรามาอยู่ในขันธ์ ๕
นี่โดนหมดอุปาทาน

ฉะนั้นไปยึดเวทนา
ที่เสวยสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เฉย ๆ บ้าง
ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา อยู่ในเรา หรือมีเรามาอยู่ในเวทนา
ก็โดน
นี่เป็นสักกายทิฏฐิ

ยึดสัญญาความจำได้หมายรู้
สังขารสิ่งที่ปรุงแต่งจิต
ยึดวิญญาณขันธ์เป็นตัวตน
ยึด ๔ แบบนี้
เป็นเรา เป็นของเรา อยู่ในเรา มีเราอยู่ในนี้
ฉะนั้นยึด ๔ แบบ ไปคูณขันธ์ ๕ มันก็เลยเป็น ๒๐ ประการ
เรียกว่าสักกายทิฏฐิ ๒๐ ประการ
อันนี้โสดาบันจะตัดขาด

#แต่อย่างปุถุชนเราก็หลุดพ้นได้ชั่วขณะหนึ่งๆ
#พอกำหนดภาวนาไป
#เห็นมันดับไป #ไม่เที่ยง #ไม่ใช่ตัวตน
#เราภาวนาไป #เราจะรู้สึกขึ้นมาว่าเอ๊ะมันไม่ใช่ตัวเรา
เดิน ๆ #กำหนดการเดิน
#เดินมันไม่ใช่เรา
#ขาที่เคลื่อนไปเป็นเพียงสิ่งหนึ่ง
#เห็นอนัตตา มันเกิดเห็นอนัตตา

#แต่เผลอๆมันก็ยึดอีกแล้ว
#เราต้องเห็นบ่อยๆ
#เห็นไปจนกระทั่งวิปัสสนาญาณก้าวไปสู่ขั้นโลกุตระถึงจะตัดขาด

ญาณโลกุตระครั้งแรกก็คือในโสดาปัตติมรรค

ที่จริงบุคคลคนหนึ่งที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์มีมรรคเกิดขึ้นเพียงแค่ ๔ ขณะ
อย่างละขณะเดียวเท่านั้น
โสดาปัตติมรรคเกิดขึ้นมาแวบเดียวมีประสิทธิภาพประหารอนุสัยกิเลส
สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค เกิดมาเพียงขณะเดียว

อย่างพระอรหันต์ท่านจะผ่านมาเพียงโสดาปัตติมรรค ๑ ขณะ
สกทาคามิมรรค ๑ ขณะ
อนาคามิมรรค ๑ ขณะ
อรหัตตมรรค ๑ ขณะเท่านั้นเอง
ไม่ได้เกิดมากกว่านั้น
แต่ว่าตัวผล ผลจิต โสดาปัตติผลเกิดจำนวนมากได้ อนาคามิผล
เวลาเข้าผลสมาบัติก็จะไปเสวยนิพพานเป็นอารมณ์
ก็จิตก็จะเป็นผลตลอด
เป็นโสดาปัตติผลถ้าเป็นโสดาบัน
ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็เป็นอรหัตตผลตลอดเวลา
มีนิพพานเป็นอารมณ์

อย่างพระพุทธเจ้าก็จะเข้าผลสมาบัติ
พระพุทธเจ้ากลางวันพักในป่าบ้าง
จะไม่ได้นอน ไปนั่งเข้าสมาบัติ
ตอนกลางคืนก็สอนพระ
ตอนมัชฌิมยามสอนเทวดาอีก
ตั้งแต่ ๔ ทุ่ม ถึง ตี ๒ มัชฌิมยามเทวดาก็จะเข้าเฝ้าถามปัญหา
พระองค์ก็ต้องประทับสอน

พอพ้นตี ๒ ไปแล้วในมัชฌิมยามก็ยังต้องเดินจงกรมก่อนก่อนจะพัก
ตี ๒ พระพุทธเจ้าเดินจงกรม
เหมือนบริหารกาย เพราะนั่งอยู่นาน
แล้วก็ประทับสีหไสยาสน์
ส่วนมากก็เข้าผลสมาบัติ
แล้วก็ไม่ได้ตื่นบรรทมตอนสว่าง
ตื่นเช้ามืดขึ้นมาตรวจข่ายพระญาณ
เวไนยสัตว์ทั้งหลายบุคคลใดที่สมควร มีอินทรีย์พอที่จะโปรดได้ก็จะเข้ามาในข่ายพระญาณ
พระองค์ก็เสด็จไปโปรด

พวกเราได้เข้าข่ายพระญาณหรือลอดมาได้?
น่าจะลอดมาเรื่อย
น่าจะได้ผ่านมาบ้าง แต่ไม่รู้ช่วงนั้นเป็นใครอย่างไรอยู่ที่ไหน
อย่างพวกเดียรถีย์ก็เกิดในยุคสมัยพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้รับประโยชน์เลย
แถมจะมีโทษ
บางทีก็ไปเบียดเบียน ทำร้าย ใส่ร้ายพุทธศาสนา
ไม่ได้รับประโยชน์ ได้รับโทษ

ธรรมบรรยาย แนะแนวการปฏิบัติกรรมฐาน
ธรรมบรรยายอบรมพระวิปัสสนาจารย์
วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร
(๒๕-๕-๖๙) ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ ไก่ขันประชันแว่ว พร้อมดอกแก้วกรุ่นกำจาย น้ำค้างพร่างแพรวพราย ...
19/06/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
ไก่ขันประชันแว่ว พร้อมดอกแก้วกรุ่นกำจาย
น้ำค้างพร่างแพรวพราย แสงทองฉายที่ปลายฟ้า
ชีวิตเริ่มอีกครั้ง สิ่งที่หวังยังรอท่า
ความหมายอาจไกลตา แต่จงฝ่ามุ่งหน้าไป
และใช่ อาจไม่ถึง แต่ก็ซึ้งและสุขใจ
ไม่ขอท้อสิ่งใด แม้ทำได้แค่กรุยทาง

ชีวิตต้องพากเพียร
การทำสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์ตนและผู้อื่น
ความสำเร็จเกิดจากความเพียร
ถ้าไม่พากเพียรก็ไปตามน้ำ ตามกระแส

#ในกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว
#ปลาย่อมแหวกว่ายทวนกระแสน้ำ
#ปลาที่ลอยตามน้ำก็เห็นมีแต่ปลาตาย
#ต้องทวนกระแส

#กระแสของโลกจะดึงลงต่ำ
#สิ่งปรนเปรอ #สิ่งมอมเมาดึงให้หลงอยู่ติดอยู่
#มีมากในสังคมปัจจุบัน
#ทุกคนมีเครื่อบรับ #มีเครื่องสื่อเข้าถึงประจำตัว
#ฉะนั้นถ้าไม่มีสติ #ไม่มีปัญญา #ไม่พิจารณาให้แยบคาย
#เราก็จะหลงติด #สยบ #หมกมุ่น #พัวพันไปด้วยกามคุณทั้งหลาย
#ฉะนั้นต้องทวนกระแสของโลก

มีใครบ้างที่ไม่มีเครื่องมือสื่อสาร ไม่มีโทรศัพท์ประจำตัว
จะไม่มีก็ตอนมาเข้าคอร์สนี่แหละ นอกนั้นมีตลอด
เราเข้าไปหาเขาเอง
เขาก็เข้ามาถึงที่นอน

ถ้าเราเข้าไป
ต้องมีสติปัญญาพิจารณา
อะไรที่เป็นคุณ อะไรที่เป็นโทษ
อะไรที่เป็นประโยชน์ อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์

สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อลดละ ขัดเกลากิเลส เป็นไปเพื่อส่งเสริมสติปัญญา
สิ่งนั้นก็ควรเสพ ควรเจริญ ควรกระทำให้มาก
สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อความตกต่ำ
สติสมาธิตกต่ำ กิเลสเจริญขึ้น ความโลภโกรธหลงเจริญขึ้น
เรียกว่าสิ่งนั้นไม่เป็นประโยชน์ เป็นโทษ

พิจารณาเห็นโทษโดยความเป็นโทษ
พิจารณาเห็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่าเป็นประโยชน์
ก็ถือว่าเป็นความเห็นชอบอย่างหนึ่ง
เห็นสิ่งที่นำมาซึ่งความทุกข์ รู้ว่าสิ่งนี้นำมาซึ่งทุกข์โทษ
ก็ต้องตัดใจ สละ ละออกไป

ใจที่สงบได้ด้วยวิธีอย่างไร
ใจที่ผ่องใส ใจที่จะบริสุทธิ์ ด้วยวิธีอย่างไรก็ต้องรู้
เพื่อเข้าไปเสพ เข้าไปเจริญ เข้าไปกระทำให้มากซึ่งสิ่งเหล่านั้น

คำสอนพระพุทธเจ้าจึงมีการตักเตือน
ทรงอุปมายกขึ้นมาให้เห็นทุกข์เห็นโทษ
เช่น ในสัตติสตสูตร
พระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุว่า
ถ้ามีชนทั้งหลายจะนำหอกมาแทงตอนเช้า ๑๐๐ เล่ม
ตอนกลางวันอีก ๑๐๐ เล่ม
ตอนเย็นอีก ๑๐๐ เล่ม
เป็นเวลาร้อยปี เท่าอายุนั่นแหละ
แต่เมื่อพ้นจากนั้นแล้วจะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม
ว่านี่คือทุกข์
นี่คือเหตุให้เกิดทุกข์
นี่คือความดับทุกข์
นี่คือข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์
เธอทั้งหลายจะมีความเห็นอย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัสว่า เธอควรรับข้อเสนอนั้น

เรามาคิดดู โดนหอกแค่เล่มเดียววันหนึ่งก็แย่แล้ว
นี่โดนวันละ ๓๐๐ เล่ม เป็นเวลาร้อยปี
มันหนักหนาสากรรจ์มาก
แต่ถ้านำไปเปรียบเทียบกับการที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ
มันหนักกว่านี่มากมายมหาศาล
ที่จะต้องเจอหอก เจอดาบ เจอขวาน เจอถูกประหัตประหาร
แล้วก็ไม่รู้จะยุติจบกันเมื่อไร
ถ้ายังมีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาประกอบไว้
สัตว์โลกทั้งหลายจะต้องเสวยทุกข์อันยาวนาน
น้ำตามากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔
กระดูกถ้าเก็บไว้ได้จะมากกว่าหุบเขา
เลือดที่หลั่งไหลเพราะถูกประหารมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔
มันมากกว่ามาก

พระพุทธเจ้าทรงยกอุปมาเปรียบเทียบมาให้เห็น
ที่เรารู้สึกได้ว่าโดนหอก ๓๐๐ เล่ม ร้อยปีมันหนักหนามาก
แม้กระนั้นพระพุทธเจ้ายังว่าควรรับข้อเสนอเลย
ถ้าพ้นจากนั้นได้รู้แจ้งอริยสัจ
เพราะการได้รู้แจ้งอริยสัจก็เป็นอันว่าเข้าถึงความดับทุกข์ให้ตัวเองได้
มันยังยุติได้ ยังทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
แต่ถ้าไม่รู้แจ้งอริยสัจ
ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดเกิดแก่เจ็บตาย เจอทุกข์นานัปการ
ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไรในสังสารวัฏอันยาวไกล

ภิกษุกราบทูลถาม
ความยาวนานที่ว่ากัปหนึ่ง มหากัปหนึ่ง มันนานขนาดไหน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
ยากที่จะนับให้เป็นตัวเลขให้รู้เรื่องได้

คนมันจะรู้เรื่องได้ระดับหนึ่ง
หนึ่งร้อย หนึ่งพัน หนึ่งแสน หนึ่งล้าน มันก็รู้เรื่อง
สิบล้าน พันล้าน ร้อยล้าน ก็ยังรู้เรื่อง
ล้านล้านก็รู้เรื่อง
แล้วถ้ามันเกินกว่านั้นเล่า
ล้านล้านล้านล้านล้านล้าน มันก็ไม่รู้เรื่องแล้ว
มันเกินกว่าเราที่จะนับถูก
นับไม่ได้

พระพุทธเจ้าจึงว่า
แต่อุปมาให้ฟังได้
หุบเขาแท่งทึบไม่มีโพรง สูง ๑ โยชน์ (๑๖ กิโลเมตร)
กว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์
ร้อยปีบุรุษนำผ้าบาง ๆ ไปลูบสักครั้งหนึ่ง
ร้อยปีก็ไปลูบ
จนกว่าหินนั้นจะสึกกร่อนเหี้ยนเตียนลงไปหมดไป
แม้กระนั้นก็ยังไม่ถึงมหากัปหนึ่ง
นี่ความยาวนานของสังสารวัฏที่เวียนว่ายตายเกิด

ชีวิตของแต่ละท่านไม่ได้เกิดมาเพียงแค่มหากัปหนึ่ง
ไม่ได้เพียงแค่ร้อยกัป พันกัป แสนกัป
แต่มันมากกว่านั้น
ขนาดมหากัปหนึ่งก็ตามที่อุปมา มันจึงน้ำตาถึงมากขนาดนั้น
ผ่านความทุกข์ยากลำบาก
แต่เราจำไม่ได้เอง
มันจำไม่ได้ เกิดมาก็ประมาทอีก

เพราะฉะนั้นก็ต้องอาศัยฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า
เอามาใคร่ครวญพิจารณาให้เกิดความตระหนัก
มองเห็นทุกข์โทษ เห็นภัยในสังสารวัฏ
เพื่อให้เกิดความเบื่อหน่าย
เบื่อหน่ายในการต้องเวียนว่ายตายเกิด
เบื่อหน่ายในการต้องเกิดแก่เจ็บตาย
เบื่อหน่ายในกองทุกข์ทั้งหลาย

เมื่อเบื่อหน่ายก็จะมีโอกาสที่จิตเข้าถึงการคลายกำหนัด
ด้วยวิราคะ ด้วยถึงมรรคผลมัคคญาณชำระกิเลส
นั่นแหละก็จะถึงวิมุตติความหลุดพ้นได้

สัมโมทนียกถา วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ อย่างโยมที่อายุมาก หรือบางทีเราป่วย เราลุกไม่ได้ นอน ถ้าเราเข...
16/06/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
อย่างโยมที่อายุมาก
หรือบางทีเราป่วย เราลุกไม่ได้ นอน
ถ้าเราเข้าใจ เราก็สามารถนอนภาวนาได้
นอนภาวนา นอนปฏิบัติ

#คนป่วยถ้าไม่มีธรรมะก็จะกลุ้มใจ #เสียใจ #กระวนกระวาย
#แต่ถ้าเรามีธรรมะ #เราจะสงบจิตใจได้
#เพราะว่าการภาวนามันก็เหมือนกับการฝึกจิตให้ละวางให้ปล่อยวาง

สังขารเป็นทุกข์
กำหนดพิจารณาลงไปก็เห็นทุกข์ เห็นสังขารร่างกาย
แต่ว่าเราจะต้องฝึกจิตใจไม่ให้ทุกข์ด้วย

พระพุทธเจ้าก็สอน
อย่างคนแก่คนป่วยเคยไปถามพระพุทธเจ้า
ว่าโยมเป็นคนแก่คนป่วยจะปฏิบัติอย่างไร

พระพุทธเจ้าสอนว่า
#คนแก่คนป่วยกายมันกระสับกระส่าย #มันปวดมันเจ็บ
#แต่ให้รักษาใจไม่ให้กระสับกระส่ายด้วย

#เรามีสิทธิจะทำได้ถ้าเราฝึก
กายกระสับกระส่ายคือกายมันปวดมันเจ็บ
แต่รักษาใจไม่กระสับกระส่ายได้ด้วยมีสติ
มีสติมาดูแลรักษาจิต
แล้วก็หัดวางหัดปล่อยไว้

ให้พิจารณาว่ากายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
เขาก็ต้องปวดต้องเจ็บ เป็นไปตามของเขา
เราก็ปล่อยเขา
อย่าไปอยากว่าจะต้องให้มันหาย ให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
จิตเราก็จะกลุ้มมากขึ้นอีก

เรายอมรับกับมัน
ว่ามันเป็นสังขารที่บีบคั้น ไม่จีรังยั่งยืน
วางเขา
#เอาสติมาดูจิต #รักษาจิต
#พิจารณาให้เห็นว่าความปวดกับจิตมันคนละอย่างกัน
ถือว่าเริ่มมีปัญญา

โดยปกติคนเราถ้าไม่ได้ปฏิบัติ
มันจะเห็นปนกันหมด
แล้วมันก็เห็นเป็นตัวเราด้วย
จิตใจกับกาย ความปวดกับใจ มันเป็นอันเดียวกันหมด
แล้วก็เป็นตัวเราปวด

ใจเราตอนแรกมันก็กระวนกระวาย
กายก็ปวด ใจก็กระวนกระวาย
แต่ถ้าเรามาปฏิบัติธรรม เราเจริญสติแยกดู
พยายามดูใจ
พอเราฝึกหัดปล่อยวางละวาง
ดูไปดูมา #ความปวดกับใจมันคนละอย่างกัน
#ความปวดมันอยู่ที่กาย ปวดขา ปวดหลัง ไม่สบาย
#แต่มันไม่ใช่ใจ
#จิตใจมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง
#ดูไปก็จะเห็นว่าจิตใจมันไม่ใช่กาย #จิตใจไม่ใช่ปวด #ปวดไม่ใช่จิตใจ
แล้วก็ฝึกให้ใจมันเฉย ๆ

พอฝึกไปฝึกมามันก็มีโอกาสมีปัญญา
เห็นว่าปวดก็อย่างหนึ่ง จิตใจก็อย่างหนึ่ง
ใจมันก็เฉย ๆ ได้
แล้วก็มีปัญญาเห็นแจ้งขึ้นไปอีกว่า
ปวดนั้นก็ไม่ใช่เรา จิตใจนี้ก็ไม่ใช่เรา
เรียกว่ามีปัญญาเกิดขึ้น
ถ้าเห็นว่าไม่ใช่เรา ไม่มีตัวเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา
เรียกว่าเป็นวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้น
ถ้าเราฝึก อย่างน้อยก็ลดความทุกข์ใจลงไป

ชีวิตเรามันต้องเจอความป่วยความเจ็บ
เราจะได้วางใจ จะได้บรรเทา
มันปวดเจ็บก็เฉพาะทางกาย
ใจเราไม่กระวนกระวายด้วย
แล้วจิตเราจะได้ไม่เศร้าหมองด้วย
ถ้าเราตายตอนเศร้าหมอง ไปอบายได้

เคยมีลูกศิษย์ที่เป็นพยาบาลป่วยเป็นมะเร็ง
ผ่าตัดลำไส้ ผ่าในท้องหลายรอบ
ก็ได้ไปเยี่ยม
ช่วงแรกเขาบอกว่าเขาปวดเจ็บมาก
คนนี้ก็รายหนึ่งที่หัวใจหยุดเต้นไปแล้วฟื้นขึ้นมาอีก
อันนี้ฟื้นด้วยหมอปั๊มหัวใจขึ้นมา

พอเขาฟื้นมา เขาก็เล่าให้ญาติพี่น้องฟังว่า
ตอนที่เขาจะตาย เขาไม่รู้สึกทรมานอะไร
เขาเห็นภาพอาตมาไปยืนสอน
ที่จริงมันก็เป็นภาพที่เคยเห็นมาแล้วนั่นแหละ
คือเคยไปสอนเขาก่อนหน้าที่เขาจะหัวใจหยุดเต้นไม่กี่วัน
ภาพอันนั้นจิตมันบันทึกเข้าไว้
เวลาจะตาย ภาพเหล่านี้มันมาปรากฏอีกครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้นจิตมันก็เป็นจิตที่ดี
เห็นพระมา จิตมันก็อยู่กับพระ
มันก็ลืมความปวดเจ็บ
ไม่รู้สึกว่ามีขามีร่างกายปวด
เรียกว่าหมดลมหายใจไป หัวใจหยุดเต้นไป
หมอก็ปั๊มหัวใจฟื้นขึ้นมา

แต่พอฟื้นขึ้นมามันเจ็บอีกแล้ว
เขาเลยบอกกับญาติพี่น้องว่าทีหลังไม่ต้องปั๊มเขาขึ้นมาแล้ว
เขาสั่งไว้อย่างนั้น บอกไม่ต้องปั๊มเขาขึ้นมา
ถ้าไปตอนนั้นก็สบายแล้ว ว่าอย่างนั้น

นี่คือถ้าคนเราทำบุญทำกุศลอะไรไว้ใกล้จะตาย มันติดตา
เหมือนโยมมาปฏิบัติธรรม
ภาพอันนี้มันปรากฏได้เวลาจะตาย
จิตใจเราก็อิ่มเอิบ
มันจะลืมความปวดเจ็บทางร่างกาย
เพราะจิตมันรับได้ทีละอย่าง
พอจิตมันไปรับอยู่กับภาพนิมิต หรือไปรับอยู่กับจิต ไปรู้ลมหายใจ
มันก็จะลืมความปวดเจ็บ มันก็ไม่ทรมาน

ทีนี้พอฟื้นมาแล้วปวด ทรมาน
อาตมาไปเยี่ยม
เขาบอกว่าทรมานมาก ปวดเจ็บ โรคมันกำเริบ

ก็เลยบอกว่าให้ดูจิต
อาตมาก็ไปสอน บอกให้
เมื่อร่างกายมันปวดเจ็บก็ปล่อยทิ้งมันไป
คือไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปดู ไม่ต้องไปคอยระแวงมัน
ดูจิตใจอย่างเดียว
ดูซิว่าเราจะรักษาจิตของเราให้ดี ไม่กระวนกระวาย
ร่างกายก็ปล่อยมัน
สังขารร่างกายมันบังคับไม่ได้
มันจะป่วยจะเจ็บอย่างไรก็ปล่อย
คอยดูจิตไว้

ก็ปรากฏว่าวันหลังอาตมาไปเยี่ยมอีก
จากการที่เขาผ่าซ้ำอีก ผ่าท้องอีก
แต่ไปเยี่ยมคราวนี้เขาบอกว่าเขาสบายขึ้น
จากการที่ฝึกดูจิต มันไม่ค่อยไปสนใจกับร่างกาย
พอดูจิตมาก ๆ แล้วมันก็ไม่ทรมาน ทำใจได้

ตอนนี้ก็ตายไปแล้ว
แล้วหมอก็คงไม่ปั๊มขึ้นมาอีกแล้ว

นี่คือการฝึกจิตไว้เป็น มีธรรมะเป็น มันช่วยได้
ตายไปก็ไปดี
ดีไม่ดีบางคนบรรลุธรรมตอนจะตาย
เหตุการณ์มันบังคับ ทำให้ดูในตัวเอง
พิจารณาเห็นความแตกดับ เห็นทุกข์ เห็นความไม่จีรัง
เพราะว่าการจะบรรลุธรรมเข้าถึงนิพพาน
มันต้องมีปัญญาเห็นแจ้งในสังขารร่างกายตัวเองตามความเป็นจริง
ปัญญาจะเป็นตัวทำลายกิเลส
แล้วก็บรรลุเข้าถึงนิพพาน

ปัญญาที่รู้แจ้งนั้นก็คือเห็นสังขารตามความเป็นจริง
ว่าสังขารคือสิ่งที่ประกอบเป็นร่างกายกับจิตใจ
มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลง มันแตกดับ
มันบังคับไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวตน
แต่มันต้องเป็นการเห็นจริง ๆ เห็นแจ้งด้วยญาณปัญญา
มันไม่ใช่คิดนึกเอา

เพราะฉะนั้นเวลาปฏิบัติจึงต้องเจริญสติเข้าไปหยั่งรู้ไว้
หยั่งพิจารณาสังขารร่างกายให้จรดสภาวะ
ดูซิว่าร่างกายเรามีความรู้สึก
ความไหว ความกระเพื่อม สะเทือน
ความรู้สึกสบาย ไม่สบาย
นี่คือสภาวะ

ดูจิตใจเราไว้ว่าจิตใจเราเป็นอย่างไร
เดี๋ยวคิดเดี๋ยวนึก เดี๋ยวชอบเดี๋ยวชัง
คอยพิจารณาอยู่

แต่ทีนี้ใหม่ ๆ จิตมันไม่ค่อยตั้งอยู่กับกายกับใจ
เราก็ต้องมีกรรมฐานอื่นมาก่อน
เช่น มาดูลมหายใจไว้ก่อน
ดูลมหายใจเข้า ดูลมหายใจออก
พยายามฝึกดูลมเพื่อให้จิตมันตั้งมั่น
พอจิตมันตั้งมั่น ก็จะได้พิจารณาเข้าไปดูสภาวะได้
ถ้าจิตเราไม่ตั้งมั่น มันไปเรื่อย
ลืมเนื้อลืมตัว หลับไหล เลอะ
พิจารณาอะไรไม่เห็นความจริง

เพราะฉะนั้นเขาจึงมีการต้องฝึก
ฝึกดูลมหายใจ
ฝึกการเดิน
นั่งอย่างเดียวก็ไปไม่ได้ เราก็ต้องมีเดิน
เดินก็ให้รู้ตัว เดินธรรมดา ก้าวอย่างมีสติ
เวลานั่งก็ตั้งสติ
แม้เวลาเรานอน เราก็เจริญสติ
กำหนดดูกายที่นอน ดูใจ ดูกาย

ชีวิตสังขารย่อแล้วมันก็มีกายกับใจ มีรูปกับนาม
ซึ่งโดยปกติปุถุชนเราก็จะยึดเอาเป็นตัวเรา
ยึดร่างกายนี้คือตัวเรา คือตัวตนของเรา
ยึดจิตใจว่าจิตใจนั้นคือเรา คือตัวตนของเรา
นี่คือเรายึดผิดอยู่ เห็นผิดอยู่

เรามาปฏิบัติเพื่อให้มีปัญญารู้แจ้ง
มันจะได้ถอน ถอนความยึดถือยึดมั่น
เกิดปัญญารู้แจ้ง
สังขารร่างกายจิตใจมันเป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุ
เป็นธรรมชาติ
เป็นเหตุเป็นปัจจัยของมันอย่างนั้น
บังคับมันไม่ได้
เพราะมีสิ่งนี้จึงเกิดสิ่งนี้
เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ ๆ จึงดับไป
แต่มันต้องฝึกไว้เรื่อย ๆ ต่อเนื่อง

ในพุทธศาสนามีคำสอนที่จะทำให้เราเข้าถึงความดับทุกข์ได้
เหลือแต่ว่าเราจะสนใจปฏิบัติ
อย่างที่เราได้มาวัดก็ถือว่าเราได้มาสนใจใฝ่ธรรม
ทำให้เราเพิ่มพูนศรัทธา เพิ่มพูนสติปัญญา
ได้มีโอกาสมาเดินจงกรม ได้มีโอกาสมานั่งภาวนา
สั่งสมไว้

แล้วเราก็เอากลับไปทำต่อ
เพราะว่าอินทรีย์บารมีของเรายังไม่แก่กล้าพอที่จะบรรลุธรรมได้
ยังต้องเพียร ต้องสั่งสมไปอีก
เรามาเพื่อให้รู้ว่าเราจะปฏิบัติเจริญกรรมฐานทำอย่างไร
แล้วก็นำไปปฏิบัติต่อ

ธรรมบรรยาย ชีวิตหลังความตาย
ธรรมสุปฏิปันโน ๘ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ที่อยู่

95 หมู่ 2 ต. หันตรา อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา
Ayutthaya
13000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66822333848

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาทผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท:

แชร์