วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท

วัดมเหยงคณ์  ธัมโมวาท เผยแผ่ธัมโมวาท:พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี)
เพจนี้จัดทำโดย ลูกศิษย์
(2)

เผยแผ่ธัมโมวาท:พระราชภาวนาวชิรญาณ (หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรํสี) เจ้าอาวาส วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................  #เราโชคดีที่เรามาเจอพุทธศาสนา  #ไม่ใช่ง่าย  #แล้วก็การที่เรา...
22/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
#เราโชคดีที่เรามาเจอพุทธศาสนา
#ไม่ใช่ง่าย
#แล้วก็การที่เราเจอพุทธศาสนาแล้วมีความสนใจ
#เหลืออย่างเดียวคือเราจะน้อมมาพากเพียรปฏิบัติตาม
#เราจึงจะพ้นทุกข์ได้

#แต่ถ้าเราไม่สนใจ
#พลาดโอกาสนี้ไปมันก็น่าเสียดาย
#โอกาสที่จะได้รอดจากอบายภูมิมากิดเป็นมนุษย์นี่ก็ยากแล้ว
#เป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่จะมาเจอพุทธศาสนาได้ง่ายๆ
#เจอพุทธศาสนาแล้วจะมีศรัทธา #เชื่อกรรม #เชื่อผลของกรรมก็ยาก
#มีศรัทธาแต่สนใจปฏิบัติก็ยาก

#เพราะฉะนั้นโอกาสชีวิตปัจจุบันถือว่าเราเข้ารอบมาลึก
#แค่เอื้อม
#เพียงแต่ต้องเอื้อม
#สนใจใฝ่ธรรมก่อนที่จะหมดโอกาส
#เพราะชีวิตนี่มันชั่วระยะสั้น

ชีวิตมนุษย์ที่จริงน้อยมาก
เทวดาเขายังพูดกันเลย
เทวดาเขาพูดถึงชีวิตมนุษย์ทำไมมันน้อยจัง
มันเทียบกับเทวดามันน้อยมาก

อย่างมีเทพบุตร
เทวดาผู้ชายเขาเรียกเทพบุตร
เทวดาผู้หญิงเรียกเทพธิดา
เทพบุตรตนหนึ่งมีเทพธิดาบริวารหลายคน
ก็พาไปเก็บผลไม้
ขณะที่กำลังเก็บผลไม้ กำลังเพลิดเพลินต้นไม้ผลไม้ดอกไม้
ก็มีเทพธิดาบริวารซึ่งคือภรรยาตนหนึ่งของเทพบุตรเสียชีวิตลง
แล้วก็มาเกิดเป็นมนุษย์

นางมาเกิดเป็นหญิงสาว
นางระลึกชาติได้ว่าตนเองเคยเป็นเทพธิดาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีเทพบุตรสามี
ตัวเองก็ปรารถนาอยากจะกลับไปที่นั่นอีก
ก็พยายามรักษาศีล เจริญทำความดีตลอด
จนกระทั่งโตก็แต่งงานมีลูกมีครอบครัวจนแก่เฒ่าก็ตาย

ด้วยอำนาจที่นางมีจิตปรารถนาที่จะกลับไปสู่ สวรรค์ที่ตนเองเคยอยู่ สามีที่ตนเองมีอยู่
แล้วตัวเองก็ทำความดี รักษาศีล ปฏิบัติธรรม
ทำให้ตายแล้วก็ไปเกิดที่เดิม

ปรากฏว่าพวกยังเก็บผลไม้กันอยู่ยังไม่จบเลย

เทพบุตรก็ถาม
เธอหายไปไหนมา

นางก็บอกว่า
ตาย ไปเกิดเป็นมนุษย์

มนุษย์เป็นอย่างไร

นี่ไปเกิด แล้วก็แต่งงานมีลูกมีเต้า จนแก่ตาย
ใจก็ปรารถนาอยากจะกลับมาที่เดิม
จนได้กลับมานี่

มนุษย์นี่ทำไมอายุสั้นจังเลย
เทียบของเขายังไม่จบวันเลย
หนึ่งวันหนึ่งคืนของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่ากับมนุษย์ ๑๐๐ ปี
ที่จริงชีวิตมนุษย์มันสั้น

เทวดาเขาก็ถาม
แล้วมนุษย์เขาทำอะไร

เขาก็มัวทำงานทำอะไร มัวเพลิดเพลิน

เทวดาเขาก็นึกว่า
ชีวิตน้อยขนาดนั้น
ทำไมยังไม่รีบขวนขวายทำความดี

เราเองก็เป็นมนุษย์
ชีวิตมันสั้น
เวลาของการสั่งสมพัฒนาจิตวิญญาณของเรามันมีน้อย
ฉะนั้นก็กระตุ้นตนเองว่า
ต่อไปเราจะเอาเวลาที่เหลือน้อยแล้วนี่
ชีวิตมนุษย์ปัจจุบัน ๗๕ ปีเป็นอายุขัย
โยมลองคิดดูว่าเราถ้าเทียบวันหนึ่ง
ตอนนี้มันครึ่งวันหรือยัง เที่ยงหรือยังอายุเรานี่ หรือบ่าย
ถ้าโยม ๗๕ นี่ก็เท่ากับพลบค่ำแล้ว
มันสั้น
ก็พยายามขวนขวายพากเพียร

ธรรมบรรยาย ๑ วันแห่งการฝึกจิตเพื่อชีวิตอันประเสริฐ
๙ สิงหาคม ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................  #โสดาปัตติมรรคเกิดมาชั่วแวบเดียว  #สามารถทำลายกิเลสตัดขาดลงไ...
21/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
#โสดาปัตติมรรคเกิดมาชั่วแวบเดียว
#สามารถทำลายกิเลสตัดขาดลงไป
#อย่างโสดาบันนี่ตัดสักกายทิฏฐิ #วิจิกิจฉา #สีลัพพตปรามาสขาด

… สักกายทิฏฐิ
หมายถึงความเห็นผิดยึดผิดในขันธ์ ๕
สิ่งที่มาประกอบเป็นชีวิตเรานี่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวเราของเรา
มันเป็นเพียงขันธ์ ๕
แต่เพราะไม่มีปัญญารู้แจ้ง เราก็หลงยึด
แล้วมันก็เลยโลภโกรธหลงกันอยู่อย่างนี้

โสดาบันจะตัดความเห็นผิดยึดผิดนี้ได้
ก็จะเห็นว่าสังขารร่างกายมันก็เป็นเพียงธรรมชาติของมัน
เป็นธาตุประกอบ
เปลี่ยนแปลงตามเหตุตามปัจจัย
ไม่ใช่ตัวตน

ความยึดในขันธ์ ๕ มันจะยึดอยู่ ๔ ประการ

๑. ยึดว่าขันธ์ ๕ เป็นตัวเรา

๒. ยึดว่าขันธ์ ๕ เป็นของเรา

๓. ยึดว่าขันธ์ ๕ อยู่ในเรา

๔. ยึดว่าเรามาอยู่ในขันธ์ ๕

๔ x ๕ = ๒๐ ประการ
เรียกว่าสักกายทิฏฐิ
๒๐ ประการนี้โสดาบันตัดขาด

โสดาปัตติมรรคเกิดมาแค่ชั่วแวบเดียว
ไม่ได้เกิดหลายขณะ
ชีวิตของคนคนหนึ่งที่บรรลุธรรม
โสดาปัตติมรรคเกิดมาหนึ่งขณะเท่านั้นเอง
ชั่วแวบ ชั่วขณะจิตของจิตเดียว
สามารถสมุจเฉทปหาน ตัดขาดได้

… วิจิกิจฉา
ความสงสัยลังเลใจในธรรมในข้อปฏิบัติ หมดความสงสัย
หนทางแห่งความดับทุกข์ไม่สงสัยแล้ว
เข้าใจหนทางแห่งความดับทุกข์
ไม่ต้องถามใครแล้ว
เพราะว่าตัวเองปฏิบัติเป็นแล้ว ได้รับผลแล้ว
มันก็จะเชื่อถึงการปฏิบัติของตนเอง
สันทิฏฐิโก ผู้ศึกษาและปฏิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง

… สีลัพพตปรามาส นี่ก็โสดาบันตัดได้
การไปยึดในข้อวัตรที่ผิดทาง ที่ไม่เป็นไปแห่งประโยชน์แห่งความเป็นไปในทางดับทุกข์
ก็จะไม่ไปอย่างนั้น

ข้อวัตรปฏิบัติที่มันผิด
ไปถือการทรมานตนแบบคิดว่านั่นเป็นทางแห่งความหลุดพ้น
เอาตัวย่างไฟ
เอาตัวไม่นุ่งผ้า
กินอาหารแบบโคแบบสุนัข
คนในสมัยนั้นก็มี
เขาเข้าใจว่าจะต้องทรมานกิเลสถึงจะหมดกิเลส

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มันทุกข์เปล่า ๆ
ไม่ใช่ข้อปฏิบัติของพระอริยะ
ไม่ได้ประกอบด้วยประโยชน์เลย
พระองค์ก็ทดลองทำมาแล้วอย่างยวดยิ่ง
ก็ไม่ได้ทำให้หมดกิเลส

#พระองค์ก็มาเดินทางสายกลาง #มัชฌิมาปฏิปทา

#ไม่เข้าไปข้องแวะกามสุขัลลิกานุโยค
#การหมกมุ่นพัวพันลุ่มหลงมัวเมาสยบอยู่กับกามทั้งหลาย

#ไม่เข้าไปข้องแวะอัตตกิลมถานุโยค
#การทรมานตัวเองให้ลำบาก

ให้พอเหมาะพอดี ทางสายกลาง
ปฏิบัติกายไม่ลำบาก ตาไม่ลำบาก

คำสอนพระพุทธเจ้ามีบางตอนที่พระองค์สอนว่า
#กายต้องไม่ลำบาก #ตาต้องไม่ลำบาก
#ถ้าเราภาวนาแล้วกายเราทรมานมาก
ตาก็ร้อน ตาก็ตึง ตาก็ปวด สมองปวดเกร็ง
#อย่างนี้มันก็ไม่ถูกทางแล้ว
#แสดงถึงว่าเราเพ่งเกินไป
#พอเพ่งไปเพ่งมามันก็ตึง สมองตึง ตาร้อน ตาตึง ปวด
#ไม่ได้เป็นทางที่จะเข้าถึงความดับทุกข์ได้

มีคำสอนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ตอนหนึ่งว่า

#เราไม่กล่าวว่าการรู้แจ้งสัจธรรมเกิดพร้อมด้วย ทุกข์และโทมนัส
ขณะที่ทุกข์และโทมนัสก็จะไปรู้แจ้งสัจธรรมบรรลุธรรมนี่เป็นไปไม่ได้อย่างนั้น

#แต่เรากล่าวว่าการรู้แจ้งสัจธรรมนั้นเป็นไปพร้อมด้วยสุขและโสมนัส
มันต้องมีความสุขโสมนัส
ปฏิบัติแล้วเข้าถึงความสุขสงบ ไม่ใช่ทุกข์โทมนัส
ใจก็โทมนัส ใจก็ไม่ได้สุข อย่างนี้มันไม่ได้

ธรรมบรรยาย ๑ วันแห่งการฝึกจิตเพื่อชีวิตอันประเสริฐ
๙ สิงหาคม ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ จิตถ้าไม่ได้รับการฝึก มันก็จะไม่เข้มแข็งทนทาน ไม่ทนทานต่ออารม...
20/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
จิตถ้าไม่ได้รับการฝึก
มันก็จะไม่เข้มแข็งทนทาน ไม่ทนทานต่ออารมณ์
อารมณ์อะไรมากระทบกระทั่งก็ทนไม่ไหว
เกิดความโกรธ เกิดความแค้นพยาบาท
หรืออารมณ์อะไรมายั่วยวนก็หัวปักหัวปำลุ่มหลง
ถ้าจิตที่เราไม่ได้ฝึกมันก็จะอ่อนแออย่างนี้

แล้วชีวิตของแต่ละคน
จะให้มันได้สิ่งที่สมปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นไปไม่ได้
มันต้องเจอเหตุการณ์ที่ไม่ได้อย่างปรารถนา อารมณ์ที่ไม่ได้ถูกใจ มันต้องเจออยู่แล้วทุกคน
ความสูญเสียความพลัดพรากมันก็ต้องเจอ
สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่หนีไม่พ้น ทุกคนต้องเจอ
แต่เมื่อคนหนึ่งเจอแล้วทุกข์มาก มันก็เสียกับเสีย
เสียบุคคล เสียทรัพย์ แล้วก็มาเสียใจ เสียศูนย์

แต่ถ้าคนที่มีธรรมะ ได้รับการฝึกอบรมจิตใจ
รู้จักทำใจวางได้ ยอมรับได้ว่ามันเป็นธรรมดา
มันไม่มีอะไรที่จะถูกใจเราทุกอย่าง
ไม่มีอะไรที่จะสมปรารถนาได้ทุกอย่าง
มันต้องมีอยู่แล้วสิ่งที่มันไม่ถูกใจ
มันต้องเจออยู่แล้วกับสิ่งที่ไม่เป็นไปดังปรารถนา
ความสูญเสียความพลัดพรากมันต้องเจอทุกคน
มันไม่เฉพาะเราคนเดียวเท่านั้น

คำนินทา คำกล่าวร้าย คำกล่าวหา คำว่าร้าย มันต้องเจอทั้งนั้นในโลกนี้
แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดก็ยังต้องเจอ
มีคนไปยืนเรียงด่า
ออกบิณฑบาตนี่คนไปด่าทุกวัน

นางมาคันทิยาโกรธ ก็จ้างคนไปยืนด่า
จนพระอานนท์ทนไม่ไหว
กราบทูลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
ขอพระองค์เสด็จไปที่อื่นเถอะ
อย่ามาบิณฑบาตแถวนี้

พระพุทธเจ้าถามว่า
อานนท์ แล้วเธอจะไปที่ไหน
ถ้าไปที่อื่นแล้วเขาด่าอีก เธอจะทำอย่างไร

ก็ไปต่ออีก

ถ้าไปอีก เขาด่าอีก เธอจะทำอย่างไร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า เหตุเกิดที่ไหนต้องแก้ที่นั่น
คนในโลกนี้ก็จะเป็นธรรมดาอย่างนี้
ฉะนั้นคำด่าคำว่า คำติเตียนนินทาว่าร้าย มันเป็นเรื่องประจำของโลก
ให้เราเข้าใจว่าเมื่อมีสรรเสริญก็ต้องมีนินทา
เป็นธรรมดา หนีไม่พ้น
บางครั้งเราก็ได้รับการสรรเสริญชมเชย
บางครั้งเราก็ได้รับการติฉินนินทาว่าร้าย
เราก็ยอมรับได้

มีสุข มันก็ต้องมีทุกข์
เป็นธรรมดาอย่างนี้
มันจะสุขตลอดมันไม่มีหรอก
มันต้องเปลี่ยน
ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่เที่ยง
มีลาภก็มีการเสื่อมลาภ
เป็นสิ่งประจำของโลก

ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ มันก็จะรู้จักยอมรับได้
ในเมื่อคนทั้งโลกเขาก็โดนว่าโดนด่า โดนนินทาว่าร้ายด้วยกันทั้งนั้น
เพิ่มเราไปอีกสักคนก็คงไม่แปลกอะไร
ขนาดพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังโดน
แล้วเราเป็นใครจะไม่โดน

ถ้าใจเราทำใจได้อย่างนี้ เราก็ไม่ทุกข์
สิ่งเหล่านั้นมันก็จะไม่เข้ามาถึงใจให้เราเดือดร้อน
คำเหล่านั้นมันก็จะอยู่แค่นั้นแหละ
เพราะจริง ๆ แล้วความทุกข์ในใจเรา
มันเกิดจากจิตของเราที่มันคิดไม่เป็น คิดไม่ถูก ทำใจไม่เป็น ทำใจไม่ถูก
แล้วก็เลยสร้างทุกข์ให้ใจเราเดือดร้อน
เกิดความเสียใจ แค้นใจ เศร้าโศก

ยิ่งปัจจุบันนี้เรามีสื่อว่องไว
มีการโพสต์ ใครจะโพสต์อะไรก็โพสต์
จะใช้คำพูดจาอะไรก็ไปกันได้ง่าย
ถ้าเราไปรับข้อมูลเหล่านี้มาก ๆ โดยที่เราไม่ตั้งหลักให้ดี
เราก็จะเป็นทาสของอารมณ์
จิตเราเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง เดือดร้อน
กลายเป็นทุกข์
ฉะนั้นเราก็หัดวาง หัดสละละวาง

คำว่าวางมันเป็นเรื่องที่พูดง่าย แต่ทำมันทำยาก
มันจึงไม่เฉพาะความคิดการพิจารณาใคร่ครวญให้ถูกต้องเท่านั้น
แต่เราต้องลงมือฝึกด้วย
ถ้าเราฝึกจิตใจของเรา ตรงนี้นี่แหละที่มันจะปลด
ปลดอารมณ์ ปลดสิ่งไม่ดีในใจของเราได้ดี

จริงอยู่การคิดให้เป็นก็ต้องมี
เขาเรียกว่าโยนิโสมนสิการ การทำไว้ในใจโดยแยบคายก็ต้องมี
แต่ว่า #การฝึกภาวนาอันนี้มันสำคัญขึ้นไปอีก
#เพราะตรงนี้มันเป็นยาใจโดยตรง
ถ้าเปรียบเหมือนยาก็ไปเยียวยารักษาจิตใจโดยตรง
#ความโลภความโกรธความหลงมันเกิดขึ้นที่ใจ
#หรือกิเลสทั้งหลายมันเกิดขึ้นที่ใจ
#การเจริญภาวนาเจริญสติมันเป็นตัวเข้าไปถึงใจโดยตรง
#เข้าไปมีสติสัมปชัญญะปัญญาเข้าไปถึงจิตใจ
#มันก็จึงชำระได้โดยตรงชำระได้ง่าย
#ถ้าเราฝึกสติของเราให้รู้เท่าทันต่ออารมณ์ต่อจิตใจของตัวเองอย่างใจเป็นกลาง

อย่างเวลาที่จิตใจเราคิดนึกปรุงแต่ง เราเกิดความรักความชัง
เราก็มีสติในการที่จะรู้ตัว รู้สึกตัว
เข้าไปอ่านใจตัวเอง
เราก็จะเห็นว่าใจเรากำลังทุกข์ กำลังเศร้า กำลังหม่นหมอง กำลังโลภโกรธหลง
เราก็รู้เฉย ๆ
เรารู้ว่าความทุกข์เหล่านี้มันก็มาจากกิเลสในใจเรา
กิเลสในใจเรามันก็มาจากความคิดนึกปรุงแต่ง
เพราะเราไปคิดในแง่ลบ คิดในแง่ไม่ดี
มันก็เลยทำให้ใจเราเป็นปัญหาอย่างนี้
ฉะนั้นเราจะไม่ปรุงแต่งไปในทางไม่ดี

เมื่อมันเกิดปรุงแต่งขึ้นมา เราก็รู้ทัน
คิดนึกขึ้นมาก็รู้ทัน
คิดอีกก็รู้อีก คิดอีกก็รู้อีก
แล้วก็รู้มันเฉย ๆ
เห็นความคิดปรุงแต่งอย่างวางเฉย

เราฝึกอย่างนี้
เราจะพบว่าความคิดดับไป ความปรุงแต่งดับไป
คิดดับไป ปรุงแต่งดับไป
ใจที่มันมีความโกรธ เกลียด เศร้าโศกมันจะคลายลง
มันก็จะดับ มันจะมอดไปดับไป
บางทีก็ดับไปทันที
ก็ทำให้ใจเราโปร่งโล่งเบา
เป็นวิธีที่ดับทุกข์ได้ในปัจจุบัน
เราจะดับได้เป็นช่วง ๆ ชั่วขณะหนึ่ง ๆ
ขณะที่เรามีสติรู้เท่าทัน ทำใจวางเป็น ใจเราก็จะร่มเย็นช่วงหนึ่ง

แต่พอเราเผลอ จิตมันก็จะไปปรุงอีกแล้ว
ไปคิดอีกแล้ว ไปนึกอีกแล้ว ไปหลงไปคิดเพลิน
ไปขัดเคืองใจ กลุ้มใจขึ้นมาอีก
เราก็รู้ทันอีก
รู้ละ รู้ปล่อย รู้วาง จิตเราก็ว่างลงอีก

ทีนี้พอเราฝึกมากขึ้น ๆ
สติเราไวขึ้น รู้สึกตัวได้ดีได้ต่อเนื่อง
จนความคิดมันก็หมดแรงหมดเรื่อง
ความปรุงแต่งก็สลายลง
ใจเราก็จะว่าง

#ที่เรารู้สึกว่าเราคิดมากคิดไม่หยุดนี่ที่จริงมันหยุดได้
#ถ้าเราฝึกการมีสติรู้สึกตัวตื่นรู้อยู่ในปัจจุบันเนืองๆ
#เราจะพบความว่างของจิต
#จิตที่มันไร้จากความคิด
#จิตที่มันไร้จากการปรุงแต่ง
#เราก็จะพบได้ด้วยตัวเราเอง
#แล้วนั่นแหละมันเป็นทางดับทุกข์
#เป็นทางแห่งความพ้นทุกข์ที่เราสัมผัสได้ด้วยตัวเองในปัจจุบัน
#แม้จะยังไม่ได้เด็ดขาดแต่ก็ยังบรรเทา
#มีเครื่องไม้เครื่องมือ
#มีกรรมฐานเป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ #เป็นเครื่องดับทุกข์ในปัจจุบันเป็นระยะๆ

แล้วเมื่อเราสะสมอันนี้มากขึ้น ๆ
มันจึงจะก้าวไปสู่ขั้นโลกุตระ ขั้นเหนือโลก ขั้นพ้นโลก ที่เป็นอริยมรรค
เป็นโลกุตรมรรคเกิดขึ้น

ธรรมบรรยาย ๑ วันแห่งการฝึกจิตเพื่อชีวิตอันประเสริฐ
๙ สิงหาคม ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ ทรัพย์สมบัติที่นำออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ได้ฉันใด ก็ย่อมจะเป็น...
19/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
ทรัพย์สมบัติที่นำออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ได้ฉันใด
ก็ย่อมจะเป็นประโยชน์ในการใช้ต่อไป
แต่ถ้านำออกมาจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ไม่ได้
ทรัพย์สมบัตินั้นก็หมดไป

#ฉันใดก็ดีโลกนี้เหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้
#ถ้าเรานำทรัพย์ออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไป
#นั่นก็คือการที่เรานำทรัพย์มาแปลงเป็นบุญ
#ทรัพย์สินเงินทองข้าวของวัตถุต่างๆถ้าเราไม่ได้แปลงเป็นบุญ
#มันก็จะอยู่กับโลกนี้
#เอาไปไม่ได้ #เอาติดตัวไปไม่ได้
#แล้วก็เป็นสมบัติของโลก #เป็นของบุคคลต่อไป
#สำหรับผู้มีศรัทธามีปัญญา
#สามารถนำไปได้ติดตัวไปได้ด้วยการแปลงเป็นบุญ

การได้เสียสละทรัพย์เกื้อกูล ให้ประโยชน์และความสุขต่อผู้อื่น ย่อมเป็นบุญ
บุญนี้ใครมาช่วงชิงเอาไปไม่ได้
โจรก็ปล้นเอาไปไม่ได้
ไม่เหมือนทรัพย์สมบัติภายนอก
โจรปล้นไปได้ คนโกงเอาไปได้ คนยักยอกเอาไปได้ ไฟไหม้ได้
น้ำท่วมได้

แต่ว่าบุญกุศลเป็นทรัพย์ที่ใครมาแย่งเอาไปไม่ได้
ไฟไหม้ไม่ได้ น้ำท่วมไม่ได้
ใครมาโกงเอาไปไม่ได้
เป็นของเจ้าของผู้กระทำอย่างแน่นอน
ฉะนั้นบุญเป็นสิ่งที่น่ากระทำ
เพราะนำประโยชน์และความสุขมาให้

การยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเท่ากับเหมือนเราเดินทางไกล
ไปแล้วก็ไปลับ ไม่ได้กลับได้
อย่างคนไปต่างประเทศไปต่างจังหวัดก็ยังมีโอกาสกลับบ้าน กลับมาได้
แต่สำหรับคนตาย ไปแล้วก็ไปลับ ไม่เห็นมีใครกลับคืนมาได้
เมื่อไปก็ต้องไปตามลำพังด้วย
ไปเดี่ยวคนเดียวผู้เดียวเท่านั้น

#คนมีบุญก็จะมีที่พึ่ง
#เหมือนเดินทางแล้วมีเสบียงติดตัว
#มีทรัพย์ติดตัวไปไหนมันก็สบาย
#คุณงามความดีเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่ง

เวลาคนเราตายไป
เขาก็ไม่ได้ดูที่ยศถาบรรดาศักดิ์
เอาฐานะไปอ้างยมบาลไม่ได้ว่าฉันมีฐานะ ฉันเป็นเศรษฐี
หรือเราจะเอาไปติดสินบนยมบาลก็ไม่ได้ ไม่มีโอกาส
หรือเราจะเอาบริวารว่า ฉันเป็นมนุษย์ ฉันมีบริวารเยอะ เขาก็ไม่ฟัง
เอาหน้าตารูปร่าง ฉันมีรูปร่างงดงาม เขาก็ไม่ฟัง

เขาดูที่การกระทำต่างหาก
ว่าคุณทำความดีหรือความชั่ว เขาดูตรงนั้น
ถ้าทำความชั่ว เขาก็ต้องจิกหัวลงสู่นรก
แต่ถ้าทำความดี
จะเป็นคนยากจนอนาถา ง่อยเปลี้ยเสียขา รูปร่างอัปลักษณ์ เจ็บป่วยพิกลพิการ
แต่เขาเป็นคนดี
ความดีนี่แหละจะถูกยกย่อง
เหมือนนำตัวไปประดิษฐานไว้บนสวรรค์

แล้วเรื่องกรรมดีกรรมชั่วนี่เราก็ไปปิดใครไม่ได้ด้วยถึงเวลานั้น
ตอนเป็นมนุษย์อาจจะมีการปกปิดผิดกฎหมาย กฎหมายก็ตามจับไม่ได้
แต่ถ้าไปอยู่โลกของการที่ต้องเสวยผลบุญผลบาป
ปิดบังอะไรไม่ได้

#ฉะนั้นบุญเป็นสิ่งที่เราควรจะได้สะสมเป็นที่พึ่ง
#คือทำกายของตนเองให้สุจริต
#ทำวาจาของตนเองให้สุจริต
#ทำจิตใจของตนเองให้สุจริต
#นี่ก็เป็นบุญแล้ว

กายไม่ฆ่าสัตว์
กายไม่ลักทรัพย์
กายไม่ประพฤติผิดในกาม

วาจาไม่พูดเท็จ
วาจาไม่พูดส่อเสียด
วาจาไม่พูดหยาบคาย
วาจาไม่พูดเพ้อเจ้อ
นี่ก็เป็นบุญแล้ว
เท่ากับเว้นบาปด้วย แล้วก็ได้บุญด้วย

ทางใจ
ก็ไม่เพ่งเล็งจะเอาของเขาโดยทุจริต
ไม่คิดพยาบาทอาฆาตแค้น
มีความเห็นถูกตามทำนองคลองธรรม

นี่ก็เป็นคุณงามความดีที่ชีวิตเราต้องดำเนิน
ดำเนินชีวิตของเราให้มีความสุจริต
กายวาจาใจที่สุจริตนี้ได้บุญ
แม้จะไม่ได้ให้ทาน แต่ถ้าเรามีกายวาจาสุจริต นี้ก็เป็นบุญใหญ่
จะว่าโดยทานก็เป็นมหาทานเหมือนกัน

การไม่ฆ่าเขา
เท่ากับเราให้ความปลอดภัยในชีวิตของสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ

เราเว้นการทุจริตฉ้อโกงลักขโมย
เท่ากับให้ความปลอดภัยแห่งทรัพย์สินของสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ

ไม่ล่วงละเมิดไม่ผิดศีลทางกาเม ไม่ผิดในข้อในกามทางเพศ
ชื่อว่าให้ความปลอดภัยในคู่ครองในคู่ชีวิต ในลูกหลานเขาโดยไม่มีประมาณ

การไม่โกหกหลอกลวงทำลายประโยชน์
ก็เท่ากับให้ความปลอดภัยต่อชีวิตของสัตว์ทั้งหลายโดยไม่ประมาณ
เขาก็ปลอดภัย

เมื่อให้ความปลอดภัยต่อสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ
ตนเองก็ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความปลอดภัยโดยไม่มีประมาณเช่นเดียวกัน
ชีวิตเราก็มีความปลอดภัย อยู่รอดปลอดภัย
จะมีภัยพิบัติก็รอดปลอดภัย
จะมีสงครามก็อยู่รอดปลอดภัย

ถ้าเรามีมหาทานนี้ คือมีกายวาจาใจที่สุจริต
ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่ทำไว้
เพราะเราให้ความปลอดภัยเขาไว้
การไม่ฆ่า การไม่ลัก ไม่ทุจริต ให้ความปลอดภัยในทั้งชีวิตทั้งทรัพย์สิน
ตนเองก็ย่อมจะได้รับความปลอดภัยในชีวิตปลอดภัยในทรัพย์สิน
ครอบครัวปลอดภัย ร่มเย็นเป็นสุข

ก็มีสิทธิจะทำได้
มีสิทธิจะลิขิตชีวิตของเราไปดีไม่ดีก็ด้วยการกระทำของเราเอง
ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้แล้ว
เราก็สั่งสมความสุจริตไป

จริงอยู่อดีตคนเราก็มีความผิดพลาดบกพร่อง
กระทำทุจริตกันมาทุกคน
ไม่มีใครที่จะบริสุทธิ์มาตั้งแต่เกิด
ล้วนแล้วแต่ก็ต้องมีความบกพร่อง ผิดศีลผิดธรรม
แต่ว่าเมื่อเราเข้าใจหลักธรรมแล้ว
ก็ไม่สายสำหรับการปรับปรุงชีวิตเราให้ดี
ชีวิตเราก็สามารถถึงความสุขความเจริญ
เข้าถึงความหลุดพ้น เข้าถึงความดับทุกข์ได้

สัมโมทนียกถา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ ความสุขของคฤหัสถ์ที่เรียกว่าคิหิสุข ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้ ...
18/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
ความสุขของคฤหัสถ์ที่เรียกว่าคิหิสุข
ที่พระพุทธเจ้าได้แสดงไว้
ความสุขของคฤหัสถ์มี ๔ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ … อัตถิสุข
ความสุขเกิดจากความมีทรัพย์

พอมีทรัพย์สมบัติไม่ขาดมือก็มีความสุข
คนมีบุญก็หาทรัพย์ได้ง่าย
บุญจากการที่เราเคยสั่งสมทานไว้
ส่งผลทำให้เป็นคนมีทรัพย์สมบัติมาก
บางคนก็ได้รับทรัพย์มรดกตกทอดมามาก
หรือบางคนประกอบอาชีพอะไรก็ดีไปหมด
อำนาจบุญกุศล
ได้มีความสุขจากการที่ได้มีทรัพย์

ประการที่ ๒ …โภคสุข
ความสุขที่เกิดจากการได้จ่ายทรัพย์

พอเรามีทรัพย์มีเงินทอง
ไปตลาด ไปห้างสรรพสินค้า มีเงินจ่าย
ก็มีความสุข จ่ายเพลิน
ถ้าไม่มีทรัพย์ เดินไปก็ไม่มีเงินจะจ่าย
เจออะไรถูกใจก็ซื้อไม่ได้
ฉะนั้นได้จ่ายทรัพย์ก็เป็นความสุขของฆราวาสของคฤหัสถ์

ประะการที่ ๓ … อนณสุข
ความสุขเกิดจากความไม่มีหนี้

ไม่มีหนี้สิน สบาย นอนหลับสบาย
ไม่ต้องมีใครมาคอยทวง ไม่ต้องคอยเสียดอก

พระพุทธเจ้าตรัสอุปมาอุปไมย
ความยากจนในทรัพย์ ที่สุดก็จะก่อหนี้
ต้องกู้หนี้ยืมสิน
เมื่อกู้มาแล้วก็นอนเป็นทุกข์ ต้องเสียดอก
การเสียดอกก็เป็นทุกข์อีก
ถูกเขาทวงก็เป็นทุกข์
ถูกเขาตามตัว ต้องคอยหลบ ก็เป็นทุกข์
เมื่อตามเจอก็ถูกเขาทำร้ายอีก
โดยเฉพาะคนที่เป็นหนี้นอกระบบ
เจ้าหนี้ส่งคนมาตามหนี้
เจอตัวทำร้ายร่างกาย
บางคนบาดเจ็บสาหัส บางคนก็เสียชีวิต
นี่โทษของความเป็นหนี้ โทษของความจน

พระพุทธเจ้าตรัสว่า
#บุคคลที่จนในธรรมก็เช่นเดียวกัน
#ไม่มีศรัทธา
#ไม่เชื่อกรรม
#ไม่เชื่อผลของกรรม
#ไม่เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน
#ไม่เชื่อในความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
#จึงขาดหิริโอตตัปปะ
#ขาดความละอายต่อบาป
#ขาดความเกรงกลัวต่อบาป
#เมื่อจนในธรรมก็เลยต้องกู้หนี้

#อะไรเป็นความกู้หนี้ของคนที่จนในธรรม?
#ก็คือทำบาปลงไป
#กระทำทุจริตผิดศีลผิดธรรม
โกรธแค้นมาก็เข่นฆ่า
เกิดความโลภมาก็ยักยอกคดโกง
ล่วงละเมิดทางเพศ
โกหกหลอกลวง
ทำลายประโยชน์ของผู้อื่น
#อันนี้ก็เรียกว่าเป็นการก่อหนี้ หนี้กรรม
#ทำบาปลงไปมันก็ต้องไปชดใช้กรรมอีก

#เมื่อมีหนี้แล้วทำผิดทำชั่วแล้วก็ยังไม่แก้ไข
#ยังปกปิดซ่อนเร้นความผิด
#บางทีก็โยนความผิดให้ผู้อื่น
#ก็เรียกว่าเสียดอก
#เป็นทุกข์อีก

ผู้รู้ทั้งหลายก็จะกล่าวไปในทางไม่ดี
บุคคลนี้ประพฤติไม่ดี
ผู้รู้ทั้งหลายติเตียน โลกติเตียน
ก็เป็นทุกข์
สังคมกล่าวขวัญไปในทางไม่ดี เสียชื่อเสียเสียง

แล้วก็ถูกเขาตามตัว
ก็หมายถึงจะไปนอนไปนั่งหลบซ่อนที่ไหน
มันก็มีอกุศลวิตกครอบงำใจ
เกิดความฟุ้งซ่านวิตกกังวล กลัวภัยกลัวอะไรต่าง ๆ

แล้วก็เมื่อเขาตามเจอก็ถูกทำร้าย
นั่นก็หมายถึงเมื่อกายแตก สิ้นชีวิต
เหมือนถูกนำไปฝังไว้ในนรก

เพราะฉะนั้นต้องสั่งสม
ทำให้เราเป็นคนรวยในธรรม

มีสุตตะ การได้ยินได้ฟังพระธรรม
ทำให้มีความเข้าใจในธรรม

แล้วก็เกิดศรัทธา เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม
ก็ทำให้มีหิริโอตตัปปะ

เมื่อมีหิริโอตตัปปะ การประพฤติธรรมก็ถูกต้อง
เว้นบาป บำเพ็ญบุญกุศลต่าง ๆ ความดี
ประพฤติอยู่ในศีลในธรรม

ประการที่ ๔ … อนวัชชสุข
ความสุขเกิดจากความประพฤติปฏิบัติที่ไม่มีโทษ

ถ้าเราดำเนินชีวิตประพฤติชีวิตให้มันสุจริต
มีกายสุจริต วาจาสุจริต มโนสุจริต
มันก็จะสบาย ปลอดโปร่งโล่งเบา

สัมโมทนียกถา วันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ ถ้ามีผู้มาเสนอ เอาหอกมาแทง ตอนเช้า ๑๐๐ เล่ม กลางวัน ๑๐๐ เล่ม ...
17/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
ถ้ามีผู้มาเสนอ
เอาหอกมาแทง ตอนเช้า ๑๐๐ เล่ม
กลางวัน ๑๐๐ เล่ม ตอนเย็นอีก ๑๐๐ เล่ม
เป็นเวลา ๑๐๐ ปีเท่าอายุ
เมื่อพ้นจากนั้นจะได้ตรัสรู้ จะได้รู้แจ้งอริยสัจ
จะเอาไหม?

ในสัตติสตสูตร
#พระพุทธเจ้ายกเรื่องนี้มาถามพระภิกษุ
#ถ้ามีชนเสนอว่าจะเอาหอกแทง #เช้า๑๐๐เล่ม
#กลางวัน๑๐๐เล่ม #ตอนเย็น๑๐๐เล่ม
#เป็นเวลา๑๐๐ปี
เท่ากับชีวิตมีอายุ ๑๐๐ ปี
#เมื่อพ้นจากนั้นแล้วจะได้รู้แจ้งอริยสัจ
#ถามว่าจะรับหรือไม่

เป็นโยมจะรับไหม
ประกันได้ว่าโดนหอกวันละ ๓๐๐ เล่มไป ๑๐๐ ปี แต่ว่ารู้แจ้งอริยสัจ
#เพราะอะไรถึงจะรับ?
#ความรู้แจ้งอริยสัจมันมีคุณค่ามาก
#เพราะว่ามันดับทุกข์ได้

#แล้วถ้าไม่รู้แจ้งอริยสัจจะเป็นอย่างไร?
#ในชีวิตต้องเวียนว่ายตายเกิด
#สำหรับผู้มีอวิชชา #มีตัณหาประกอบ
#เวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆมันจะต้องโดนหนักกว่านี้มาก
โดนหอก โดนดาบ โดนขวาน
สมัยนี้ก็โดนระเบิด โดนปืน โดนอะไรต่าง ๆ ตาย
#แล้วก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไรด้วย

พระองค์ยกอุปมาให้ฟังให้เห็นว่า
การรู้แจ้งอริยสัจ เปรียบเทียบกับโดนหอกวันละ ๓๐๐ เล่ม เป็นเวลา ๑๐๐ ปี
ซึ่งมันหนักหนาสากรรจ์
ถ้าตามความรู้สึกของคนเรานี่มันหนักมาก
เล่มเดียวก็แย่แล้ว
มันโดนไปวันละ ๓๐๐
แต่แลกกับการได้รู้แจ้งอริยสัจ
ยังควรรับข้อเสนอเลย
#พระพุทธเจ้าว่าควรรับข้อเสนอ
เพื่อให้เห็นความสำคัญของการรู้แจ้งอริยสัจ

มองให้เห็นโทษของสังสารวัฏว่ามันหนักหนาสากรรจ์กว่าโดนหอก ๓๐๐ เล่มเป็นเวลา ๑๐๐ ปี
มากกว่ากันมาก
เราซึ่งนึกไม่ถึงว่าในชีวิตการเวียนว่ายตายเกิดว่ามันจะทุกข์ขนาดไหน เรานึกไม่ออก
แต่โดนหอกวันละ ๓๐๐ เล่ม เรานึกออก
#ฉะนั้นพระองค์ก็เปรียบให้ฟังว่ามันทุกข์
#ในสังสารวัฏมันทุกข์กว่านี้มากต่อมาก
ถ้าเก็บน้ำตาไว้ได้ ที่ต้องเศร้าโศกร้องห่มร้องไห้มากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง๔

ลองคิดดู
เราจะต้องร้องกันกี่ภพชาติถึงจะได้น้ำตาขนาดนั้น
น้ำในมหาสมุทรมันมากขนาดไหน
แล้วมหาสมุทรทั้ง ๔
ชาติหนึ่งเราร้องทุกวัน เราจะได้น้ำตาสักเท่าไร
สมมติว่าเราเกิดมา ๑๐๐ ปี ร้องทุกวันเลย ได้น้ำตาสักปี๊บหนึ่งไหม
แล้วกี่ปี๊บมันถึงจะได้น้ำเท่ากับมหาสมุทร
แสดงว่าชีวิตการเวียนว่ายตายเกิดมันมาก
มากชนิดที่ว่าเราระลึกไม่ถึงเลยภพชาติที่ผ่านมาที่เวียนว่ายตายเกิด

พระองค์ทรงตรัส ว่า
ความยาวนานในสังสารวัฏ
ถ้านำต้นไม้กิ่งไม้ใบไม้ทั้งหมดเอามาตัดเป็นท่อน ๆ
ท่อนละ ๔ นิ้ว
แล้วก็เอามาสมมติ ท่อนนี้คือมารดาชาตินี้ ชาตินี้ก็ชาติหนึ่ง
นี้ก็เป็นมารดาท่อนหนึ่ง ๆ
ภพชาติเหล่านั้นมันยังไม่หมด
แต่กิ่งไม้ใบไม้ทั้งหมดที่เอามาสมมติหมดไปก่อน

เราลองคิดดูว่าต้นไม้มันขนาดไหน
ไม้ทั้งหมดเอามาตัดแค่ท่อนละ ๔ นิ้ว ๆ
เอามาสมมติว่านี่คือมารดาของเราของชาติที่แล้ว
อันนี้ก็มารดาอีกชาติหนึ่ง
นี่ก็มารดาอีกชาติหนึ่ง
ต้นไม้กิ่งไม้มันหมดไปก่อนแล้ว
เห็นไหมภพชาติมันมากขนาดนั้น

เพียงพอไหมที่เราจะเกิดธรรมสังเวช
เห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัยในสังสารวัฏ
ที่จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่าย
นำไปสู่ความคลายกำหนัดเพื่อความหลุดพ้น

ธรรมบรรยาย ดับทุกข์ด้วยธรรม
คอร์สกรรมฐาน ๙ วัน (ผู้ปฏิบัติใหม่)
๑๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................ ในแต่ละวันก็ควรจะมีเวลาปฏิบัติ มีเวลาให้กับตนเองที่จะทำได้เต็...
16/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
ในแต่ละวันก็ควรจะมีเวลาปฏิบัติ
มีเวลาให้กับตนเองที่จะทำได้เต็มที่
วันหนึ่ง ๆ ก็ควรจะมี
อย่างน้อยก็นั่งภาวนาตอนตื่นนอน ก่อนนอน
ยิ่งถ้าเราทำหลายช่วงก็ยิ่งดี
ทานข้าวเรายังต้องทานทุกวัน เช้า เที่ยง เย็น
ไม่มีเว้น

การภาวนาก็เหมือนอาหารใจ
เราก็ต้องทานทุกวัน ปฏิบัติทุกวัน
เช้า กลางวัน เย็น หรือค่ำ
ถ้าวันไหนไม่มีภาระการงานก็ทำมากขึ้น ทั้งวัน

แต่ถ้าเราทำงาน
ช่วงทำงานเราก็เจริญสติ ทำความรู้สึกตัวควบคู่ไปกับการทำงาน
ต้องรู้ทั้งงาน ซึ่งก็เป็นสมมติ

การรู้เรื่องงานเป็นเรื่องอารมณ์สมมติ
ที่เราจะต้องแปลความหมายของสิ่งที่ดู ของสิ่งที่ฟัง
ต้องคิดไปในอารมณ์อันเป็นอดีตอนาคต ซึ่งเป็นสมมติอารมณ์
ก็ต้องไปตามหน้าที่การงานที่ต้องทำ
แต่ก็ฝึกที่จะรู้สึกตัวควบคู่กันไป
เรียกว่ามองอย่างรู้สึกตัวขึ้น
แต่ก็ไม่ถึงกับปิดกั้นการแปลความหมายของสิ่งที่มองว่าอะไรเป็นอะไร

เวลาฟังก็ฟังอย่างรู้สึกตัว แต่ก็ต้องรู้ความหมาย
แปลเสียงว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็รู้สึกตัวไปได้
การยืน การเดิน การเคลื่อนไหว ก็รู้พร้อมไปได้
เรียกว่ามีสัมปชัญญะ ความรู้พร้อม
คือเคลื่อนไหวก็รู้ไปด้วย รู้พร้อมไปด้วย

เราไม่ได้ไปเน้นต้องรู้ทีละอย่าง
รู้กายแต่ละอย่าง ยก ย่าง เหยียบ ซ้าย ขวา
เราไม่ต้องไปเป็นแบบนั้น

รู้สึกตัวทั่วพร้อม
หรือว่าให้จิตใจมันรู้สึกตัวขึ้นมา มันก็รู้ไปได้
รู้กาย รู้พร้อมไปด้วยกัน
อยู่ในจอเดียวกัน
ก็เห็นทั้งสภาวะกาย เห็นทั้งสภาวะของใจ
ไม่ต้องหันซ้ายหันขวา
หมายถึงจิตไม่ต้องดูตรงนั้นดูตรงนี้ ดูตรงนั้นย้ายตรงนี้
อยู่ในจอเดียวกัน
ก็สามารถที่จะรู้ทั้งกายทั้งใจ
สภาวะทางกายสภาวะทางใจอยู่ในจอเดียวกันได้ อยู่ในจอใจด้วยกัน

เพียงให้ใจตื่น ฝึกให้ใจตื่นรู้ขึ้นมา
ก็รู้พร้อมไปทั้งสภาวะของกาย สภาวะของจิตใจ
ไม่ต้องเลื่อนไปเลื่อนมา
ไม่ต้องส่งจิตไปตรงนั้นไปตรงนี้ ไปตรงกายตรงนั้น ไปกายตรงนี้ให้เสียเวลาเสียจังหวะ
มันไม่ทัน

รู้อยู่ที่จอใจ แต่ก็ปรากฏความรู้สึกของกายได้
ทำให้ใจมันตื่น ตื่นรู้
มันก็รู้ไปทั้งใจ รู้ไปทั้งกาย
สภาวะของกายมันปรากฏมาที่จอใจ
สภาวะของใจก็รู้ ปรากฏอยู่

เหมือนอย่างขณะนี้ ถ้าเราจะทำความรู้สึกตัวขึ้น ทำใจให้ตื่นขึ้น ตื่นรู้ขึ้น
โดยที่ไม่ต้องหันจิตไปตรงนั้น หันจิตมาตรงนี้ ส่งจิตไปตรงนั้น ส่งจิตเลื่อนไปตรงนี้
เพียงแค่ตื่นรู้อยู่ในปัจจุบัน
เราสังเกตได้ไหมว่ามันรับรู้ได้ทั้งความรู้สึกทางกายและทางใจไปด้วยกัน
ความรู้สึกทางกายมันก็ปรากฎให้รู้
ความรู้สึกของใจที่กำลังตื่นอยู่ก็รู้อยู่ด้วย
เรียกว่าดูอยู่ที่จอเดียวกัน หน้าจอของใจ
ความที่เราไม่ได้ไปปิดกั้นทางใดทางหนึ่ง
เปิดจอรับสภาวะทั้งทางกายทางใจ

อย่างนี้มันก็จะทำให้เราไปใช้กับการทำงานได้
ทำงาน มีการฟัง มีการคุย มีการมอง
แต่ให้จิตเรามันตื่น ตื่นรู้
มันก็จะรู้ใจเจ้าของ รู้กายเจ้าของ
แล้วก็รู้สิ่งที่เข้ามา รูปเสียงที่เข้ามาปรากฏอยู่ในจอใจจอเดียวกัน
มีเครือข่ายเชื่อมโยง
เหมือนกับที่เขาวางวงจรปิดไว้
กล้องหลายกล้อง คนดูก็ดูแค่จอเดียว
ดูแค่จอเดียวก็เห็นหมด
เพราะว่ามันมีกล้องไว้ทั่ว มาปรากฏอยู่ที่จอเดียว
นี่อุปมาให้ฟัง

#เราเปรียบจอทีวีมาเป็นจอใจ หน้าจอของใจ
#ให้สภาวะหรือความรู้สึกทางกายมาปรากฏอยู่ที่จอใจ
#ในใจก็แน่นอนต้องรู้อยู่แล้วเพราะดูอยู่ที่ใจ
#แต่ว่ามันมีสภาวะของทางกายมาปรากฏอยู่ด้วย
ถึงไม่ได้ส่งไปหากาย แต่มันก็มาหา
#สภาวะทางกายมันมาปรากฏเอง
#จากการที่เราฝึกการรู้สภาวะทางกายมามากแล้ว
#มันก็เลยเหมือนมีสายเชื่อมโยงกันแล้ว
#ถึงไม่ได้ตั้งใจไปดูทางกาย #มันก็มาปรากฏอยู่ดี
#เราก็ไม่ต้องไปเติมเพิ่มว่าต้องหันไปมองกายส่วนนั้นส่วนนี้
#ให้ดูอยู่ที่จอใจ

#การดูอยู่ในที่เดียวมันก็เลยง่าย #ไม่ลำบาก
#เหมือนรปภดูอยู่ที่จอเดียว
#ไม่ต้องเดินไปไหนมาไหน ก็ง่าย
#อันนี้ก็เหมือนกัน #ดูอยู่ที่จอใจที่เดียว
ไม่ต้องวิ่งไปมองที่ขา มองที่เข่า มองที่ท้อง มองที่ตัว
#ไม่ต้องวิ่งไปมอง #แต่มันก็ยังมาปรากฏให้รับรู้ได้
#เอาแค่ที่มันรู้สึก

เราลองสังเกตดูได้ว่าเราไม่ได้ตั้งใจไปดูทางกาย
ดูอยู่ที่ใจอย่างเดียวนี่ มันรู้สึกได้ไหม
มันรับรู้ความรู้สึกทางกายได้ไหม
ทีนี้ถ้าได้ ภาระมันก็จะน้อย
ไม่ต้องออกแรงวิ่งไปวิ่งมา ส่งไปตรงนั้นส่งไปตรงนี้

เวลาในการสื่อสัมพันธ์กับการที่เราทำงาน
สัมพันธ์กับภายนอก
สัมพันธ์กับการต้องดูอะไรเป็นอะไร
สัมพันธ์กับต้องฟังอะไรเป็นอะไร
รู้สิ่งที่มาจากทางตา สิ่งที่มาจากทางหู
แต่ระหว่างสภาวะกายใจของตนเองมันรู้อยู่แล้ว
มันมีความรู้สึกตัว ตื่นรู้อยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว
เพียงแต่เพิ่มการรับรู้ภายนอกเข้ามาด้วย
แล้วก็ต้องรู้ แปลด้วยว่าอะไรเป็นอะไร เป็นสมมติ
ถึงการทำงานได้

ถ้ามีการรู้สึกตัวได้อย่างนี้
รู้สึกตัวอยู่ในปัจจุบันได้อย่างนี้
ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันได้
มันก็จะคุมเกม คุมระบบของความเป็นไปของจิตใจตนเอง

หรือว่าฟังเสียงคนพูดคำที่ไม่ดี
เราเห็นจิตตนเองเป็นอย่างไร
ถ้าเกิดมันกระเพื่อมมันขุ่นขึ้นมา มันก็จะเห็นได้ไว
เกิดความไม่พอใจขึ้นมานิดหนึ่งก็รู้

หรือว่ามองแล้วมันเกิดพอใจ
เห็นจิตใจเราพอใจ
มันก็จะรู้ขึ้นมาได้ไว
เนื่องจากว่ามันอยู่ในสายตา มันอยู่ในการถูกมองอยู่แล้ว
มันมีการมองอยู่ในจอใจอยู่แล้ว
อะไรมาปรากฎมันก็เลยเห็นได้ไว

ฉะนั้นการไปใช้ชีวิต เราก็จะต้องมีอย่างนี้
ไม่ว่าชีวิตของใครก็จะต้องอย่างนี้แหละ
ไม่ต่างไปจากนี้
คือมันต้องเห็น มันต้องได้ยิน
มันต้องได้กลิ่น มันต้องลิ้มรส
มันต้องสัมผัสทางกาย มันต้องมีการคิดนึก
มันไม่ได้ต่างอะไรไปจากนี้ได้
ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร
มันไม่พ้นไปจากสภาวธรรมเหล่านี้

ในเมื่อเรามีวิธีการ เรามีระบบอยู่แล้ว
เราดูระบบการทำงานของจิต ระบบการสื่อสัมพันธ์ระหว่างจิตกับตา ทางตา
จิตกับทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย ที่มันเชื่อมโยงกันอย่างนี้
ถ้าเราดูอยู่อย่างนี้ มันก็จะอยู่ในสายตาของจิต
อะไรเกิดขึ้นก็จะรู้
แล้วมันก็จะละ

สิ่งอะไรที่มันไม่ดี
ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิเกิดขึ้น มันก็จะรู้
เกิดความอิจฉาริษยา เกิดความตระหนี่หวงแหน
เกิดความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ เกิดความฟุ้งซ่าน
เกิดความพอใจไม่พอใจ มันก็ต้องรู้

ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติธรรม รู้จิตใจเจ้าของได้
ไม่ได้หมายถึงว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วเราไม่มีกิเลส
มันไม่ได้อย่างนั้น
เพียงแต่ว่ามันมีกิเลสแล้วรู้ทัน
ผู้ไม่มีกิเลสก็คือผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว
เพราะฉะนั้นก็อย่าไปหงุดหงิดต่อกิเลส ขัดเคืองต่อกิเลสตัวเอง
ว่าปฏิบัติธรรมแล้วทำไมเรายังมีกิเลสอยู่
หรือยิ่งปฏิบัติไปทำไมกิเลสเรายังมาก
เห็นกิเลสเรามากเหลือเกิน
เลยกลุ้มใจต่อกิเลส

ความจริงมันมากอยู่เดิมแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาก
มันไม่ได้มามากตอนปฏิบัติ
มันมากมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
เพียงแต่ตอนก่อนนู้นไม่ได้ดู
ดูไม่เป็น ดูไม่ออก
มันก็เลยผ่านไปเหมือนคนไม่ค่อยมีกิเลส
แต่พอมาปฏิบัติ เจริญสติ คอยดูคอยรู้
โอ้โฮ จิตเรานี่กิเลสเยอะ

เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ เราก็จะไม่ว่าอะไร
ถ้าไปว่าอะไร มันก็จะกลายเป็นไปรบกับกิเลส ไปเพิ่มกิเลสเข้าไปอีก
เกิดความกลุ้ม เกิดความอยากอย่างนั้นไม่เอาอย่างนี้
อันนี้แหละที่มันจะไปเติม

เมื่อรู้เท่าทันกิเลส อีกขั้นหนึ่งก็คือการละ

ฉะนั้นสองบุคคล
บุคคลหนึ่งเห็นกิเลสแล้วไปเพิ่มมัน
เกิดหงุดหงิดรำคาญกลุ้มใจ ถ้าทำใจไม่ถูก

อีกคนหนึ่งเห็นกิเลสแล้วก็ละได้
อย่างนี้ถึงจะดีกว่า

เห็นด้วยกันทั้งคู่
แต่คนหนึ่งเห็นแล้วก็กลุ้ม เห็นแล้วก็วุ่นวายตาม
เพิ่มมันอีก

อีกคนหนึ่งเห็นแล้วละได้

การละมันก็เป็นวิธีการปฏิบัติ
รู้นี่ก็ทำอยู่แล้ว มีสติระลึกรู้
แต่ตอนละนี่
มันจึงไม่ใช่รู้แล้วก็ไปเพิ่ม รู้แล้วเละ อย่างนี้ไม่ได้
รู้แล้วต้องละ

ทีนี้ละอย่างไร?
ด้วยการวาง ด้วยการสละ ด้วยการปล่อย ด้วยการวางเฉย
เห็นความโกรธแล้วก็วางเฉย
เห็นกิเลสก็วางเฉยต่อกิเลส ไม่ว่าอะไร
แค่วางเฉย วางเฉย มันก็คือการละไปในตัว
หรือจะปล่อยวาง หรือจะสละ

คำสอนเรื่องการปล่อยวางก็มีไว้ประจำจิตใจ เอามาใช้กำกับ
คำว่าสละ
คำว่าปล่อยวาง
คำว่าไม่ว่าอะไร ไม่เอาอะไร
เอามาหัดจิตใจให้มันเป็นไปตามนั้น

ถ้าใจมันเห็นกิเลสแล้วมันก็ไม่ว่าอะไร
มันดับไปเอง
เห็นกิเลสแล้วก็ปล่อย
เห็นกิเลสแล้วก็สละ ละออกไป
เห็นความอยากแล้วก็ละออกไป

ระหว่างความโกรธ … กับความอยาก … อันไหนละง่ายกว่ากัน?
เวลามีความโกรธ เรารู้ชัดว่านี่ไม่ดี
แต่ความอยาก บางทีมันดูไม่ออก
บางทีเราเห็นดีเห็นงามกับมัน เห็นเป็นพวกเดียวกัน
ก็เลยไม่ได้ละ
ทำตามความอยาก
ฉะนั้นความโกรธเราเห็นได้ว่าเป็นศัตรู
แต่ตัณหาความอยากบางทีเราเห็นเป็นมิตร
ยิ่งโมหะนี่ยิ่งมากับความมืดเลย
ไม่ค่อยรู้ทันความหลง

ฉะนั้นนำกรรมฐานไปปรับใช้กับชีวิตจริงประจำวัน
ก็จะสะสมไปทุกวัน ๆ
กิเลสก็อยู่ในการควบคุม อยู่ในการดูแล
สามารถจะรู้เท่าทัน ลดละสละออกไปได้

จึงให้ธรรมะเป็นคำย่อ
… #ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน
ให้เป็นคำสอนหนึ่งประโยคไปทำ
ตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน
ฝึกการตื่นรู้อยู่กับปัจจุบัน

ธรรมบรรยาย จอใจ
ธรรมบรรยายปิดคอร์สกรรมฐานคณะแพทย์พยาบาลศิริราช (๘ สิงหาคม ๒๕๖๙) ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................  #ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิด  #มันก็จะต้องมีบาปกรรม  #ชีวิตของแต่...
15/08/2026

ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่ ............................
#ถ้ายังเวียนว่ายตายเกิด #มันก็จะต้องมีบาปกรรม
#ชีวิตของแต่ละคนมันทำไว้สารพัด
#บาปกรรมมันก็จะตามให้ผลได้ต่างๆ
#อย่างเราทุกคนเชื่อได้เลยว่าเราทำบาปมาเยอะแยะสารพัดอย่างในอดีต
#แต่เราจำไม่ได้เอง
#มันก็มาส่งผลในปัจจุบันชาตินี้บ้าง #ให้ผลไปแล้วบ้าง
#มันให้ผลไม่ใช่ให้ผลชาติเดียว #มันให้ผลซ้ำซาก
#อย่างที่เรามาประสบอุบัติเหตุบ้าง #ป่วยหนักบ้าง ผ่าตัดบ้าง
#เหล่านี้มันเป็นเรื่องของอกุศลวิบากที่เราทำไว้จากการเบียดเบียน
#ทุกอย่างมันต้องมีเหตุหมด

ถ้าสาวไปถึงอดีตชาติของท่านพาหิยะท่านทำอะไรไว้
มีประวัติเหมือนกัน
ในสมัยพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ
สมัยนั้นท่านพาหิยะก็บวชเป็นพระภิกษุ
ภิกษุ ๗ รูปตั้งใจว่าจะปฏิบัติกันอย่างเต็มที่
ขึ้นภูเขาชัน ใช้ไม้พาดขึ้นไปบนยอดเขา แล้วก็เขี่ยบันไดทิ้งเลย
ตั้งใจเด็ดเดี่ยวว่าปฏิบัติ
คือถ้าได้บรรลุก็เหาะไปได้อะไรไปได้ บิณฑบาตได้
ถ้าไม่บรรลุธรรมก็ยอมตายบนภูเขา

เพื่อนของท่านบางองค์บรรลุเป็นพระอรหันต์
บางองค์บรรลุเป็นอนาคามี
ทีนี้เพื่อนก็เหาะได้ ก็ไปบิณฑบาตเอาอาหารมาเลี้ยงกัน
แต่ว่าอดีตพระพาหิยะท่านก็ไม่ฉัน ท่านไม่ยอม
ถ้าจะฉันก็ต้องไปบิณเอง
ท่านปฏิบัติต่อ
ในที่สุดก็มรณภาพ
ไม่ได้สำเร็จอะไร แต่ว่าทำเต็มที่จริงจัง
นี่เฉพาะชาติหนึ่งที่บำเพ็ญขนาดนั้น

ในชาติสุดท้ายท่านมาเกิดเป็นนักบวช
ไปทางเรือ แล้วเรือล่ม คนตาย
ท่านก็ว่าย รอดมาได้ ผ้าผ่อนหลุดลุ่ยหมด
ตอนแรกก็หลบคน อายเขา
หนักเข้าพอหิวก็ออกมา
คนเขาก็กระซิบกันว่า คนไม่นุ่งผ้า ยอมสละความอายได้
สงสัยจะเป็นพระอรหันต์

ตัวเองก็เลยทึกทักเอาเอง
เราเป็นพระอรหันต์กระมัง
ความเป็นพระอรหันต์เป็นกันอย่างนี้
มันเข้าใจผิดไปเลย
พอคนยกย่องมาก คนเอาของมาถวาย คนมาให้
ก็เลยสำคัญมั่นหมายไปเลย

จนกระทั่งเพื่อนไปปฏิบัติบนเขาด้วยกันองค์หนึ่งที่สำเร็จเป็นอนาคามี ไปเกิดเป็นพรหม
ทีนี้พรหมเขามีอายุยืนยาวเป็นกัป ๆ
เวลาผ่านมานานแสนนานจนมายุคพระพุทธเจ้าองค์ ปัจจุบัน เขาก็ยังอยู่เป็นพรหมอยู่
เขาระลึกได้ถึงเพื่อน เขารู้
เขาก็ลงมา มาเตือนว่าท่านไม่ได้เป็นพระอรหันต์
ปฏิปทาของท่านก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์

พาหิยะก็เลยสังเวชสลดใจ

เพื่อนก็บอกว่า
แต่ว่าพระอรหันต์จริง ๆ ตอนนี้อุบัติบังเกิดขึ้นในโลกแล้ว อยู่ที่เมืองสาวัตถี
คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พาหิยะก็ทิ้งบริขารตัวเองเลย
เดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเลย
ไปเจอตอนพระองค์กำลังบิณฑบาต
กราบขอให้พระองค์แสดงธรรม

พระพุทธเจ้าก็เลยต้องแสดงสั้น ๆ
เห็นสักแต่ว่าเห็น
ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน
ทราบสักแต่ว่าทราบ
รู้สักแต่ว่ารู้

เมื่อเธอทำอย่างนี้
เธอจะไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกหน้า ไม่มีระหว่างในโลกทั้งสอง
ก็คือความไม่มีตัวตน
พ้นไปได้
บรรลุธรรม

พอบรรลุธรรมก็ขอบวช
ท่านไม่มีบริขาร ไม่มีบาตร ไม่มีผ้าไตร ต้องไปแสวงหา
แต่โดนวัวขวิดมรณภาพ
วัวแม่ลูกอ่อนมียักษิณีสิง
เจ้ากรรมนายเวร เคยทำเขาไว้ในอดีต

อดีตท่านสมัยชาติหนึ่งไปเอาหญิงแพศยามานอน
แล้วก็ชิงทรัพย์แล้วฆ่าเขา
บาปทำไว้เหมือนกัน
พอมาเป็นพระอรหันต์แล้ว
ตนเองไม่เคยให้ทานเรื่องบาตรเรื่องผ้าไตร
ก็ไม่มีบาตรเกิด ไม่มีผ้าไตร
ไม่ทันได้บวช มัวแสวงหา
กรรมเก่ามันตามมาทัน

เป็นพระอรหันต์แล้วมันก็มีกรรมตามมาทันได้เฉพาะที่ยังมีชีวิตอยู่
แม้พระพุทธเจ้าเอง วันจะดับขันธปรินิพพานยังประชวรหนัก ถ่ายเป็นโลหิต
แล้วยังเดินทางด้วย

พระองค์กระหายน้ำ ให้พระอานนท์ไปตักน้ำ

พระอานนท์ก็บอก
น้ำขุ่นพระเจ้าข้า เกวียนเพิ่งผ่านไป

เอาเถอะอานนท์ ไปตัก

พระพุทธเจ้าต้องรับสั่งถึง ๓ ครั้ง
พระอานนท์ถึงเอาบาตรไปตัก
แล้วพอตัก น้ำก็ใส

นี่ก็เป็นวิบากกรรมที่อดีตแค่รั้งวัวไว้
เป็นพ่อค้า วัวที่ลากเกวียนมันจะกินน้ำ
ก็รั้งไว้ไม่ให้มันกินเพราะว่าน้ำมันขุ่น
วิบากกรรมอย่างนั้นยังตามมาเลย
แต่ว่าพอดับขันธปรินิพพาน มันก็เป็นอันว่าสิ้นสุด
ไม่มีขันธ์ ๕ ไปสืบต่ออีก
พ้นจากทุกข์ทั้งปวง

เพราะฉะนั้นเราพิจารณาแล้วว่า
ชีวิตที่มันยังเวียนว่ายตายเกิด เราจะเจอทุกข์สารพัดอย่าง
เพราะว่าชีวิตที่มันผ่านมาระยะยาวไกลมันทำบาปมาเยอะ
โดยเฉพาะสมัยที่เราไม่รู้เรื่องรู้ราว มีความเห็นผิด
มันก็จะทำชั่วสารพัดอย่างเลย
ขนาดชาตินี้ที่มาเป็นคนมีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูก รู้บาปบุญคุณโทษ
เรายังทำบาปไปเสียเยอะ จริงไหม
แต่ละคน รวมทั้งอาตมาก็เหมือนกัน
มันเป็นอย่างนี้
แล้วบางชาติยิ่งแล้วเลย
ไปเจอคำสอนที่ผิด
ฆ่าเขายิ่งดี ฆ่าสัตว์ยิ่งมาก ๆ บูชายัญ
มันทำมาเยอะ

#มีทางรอดทางเดียวที่จะพ้นทุกข์ได้จริงๆ
#คือการที่เราจะต้องเจริญภาวนาปฏิบัติ
#เข้าถึงวิปัสสนากรรมฐาน
#เข้าถึงปัญญารู้แจ้งเห็นจริง
#เข้าถึงนิพพานได้

ฉะนั้นก็ต้องทำ ฝึกฝนอบรมตัวเอง พากเพียรไป
แม้ยังไม่ถึง
แต่อย่างน้อยการที่เราปฏิบัติ เราก็จะเบาอกเบาใจขึ้น
เป็นคนจิตใจสงบร่มเย็นขึ้น
รู้จักผ่อนคลาย
รู้จักลดความฟุ้งซ่าน ลดความเครียด
เรามีสติสัมปชัญญะ ภาวนาเป็น
ร่มเย็นเป็นสุข
ลดละลงไป

ธรรมบรรยาย ๗ สิงหาคม ๒๕๖๙ ............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา

ที่อยู่

95 หมู่ 2 ต. หันตรา อ. พระนครศรีอยุธยา จ. พระนครศรีอยุธยา
Ayutthaya
13000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66822333848

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาทผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดมเหยงคณ์ ธัมโมวาท:

ทางลัด

แชร์