วัดธรรมนิยม - พระนครศรีอยุธยา

วัดธรรมนิยม - พระนครศรีอยุธยา เยื้องสถานีรถไฟอยุธยา
จัดทำโดยญาติโยม มิเกี่ยวข้องกับเจ้าอาวาส วัดเก่าแก่เมืองอยุธยา
มีหลวงพ่อดำอันศักดิิ์สิทธิ์ เรียนเชิญมากราบสักการะกันครับ

ขออนุญาตขยายเวลาปิดจองเป็น วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. 63 เนื่องด้วยมีผู้ใจบุญสนใจจะร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากแต่ติดปัญหาหอพ่อหุ่นเ...
15/07/2020

ขออนุญาตขยายเวลาปิดจองเป็น วันอาทิตย์ที่ 19 ก.ค. 63 เนื่องด้วยมีผู้ใจบุญสนใจจะร่วมทำบุญเป็นจำนวนมากแต่ติดปัญหาหอพ่อหุ่นเปิดเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ณ หอพ่อหุ่น วัดธรรมนิยม..สาธุ

หรือ ติดต่อที่ เฟซบุ๊ก คุณ บุญเชิด ศิริยศ

https://www.facebook.com/booncherd.siriyos

เรียนเชิญครับ วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคมนี้
13/08/2019

เรียนเชิญครับ วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคมนี้

เครดิต : THAIRATH
31/01/2017

เครดิต : THAIRATH

30/01/2017

จะฝึกอะไร
ล้วนต้องมีขั้นหนึ่งสองสาม
มีแม่บทขั้นพื้นฐานง่ายๆ
เพื่อต่อยอดไปสู่อะไรที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

การเจริญสติก็เช่นกัน
แม่บทมาตรฐานของพระพุทธเจ้าที่รู้ๆกัน
คือการฝึกดูลมหายใจเข้าออกให้เป็น
ดูสุขดูทุกข์จากการหายใจเข้าออกแต่ละครั้งให้ได้
เพราะถ้าดูได้ รู้เป็น รู้ตรง รู้ทัน ณ จุดเกิดเหตุ
ก็จะเกิดสติ ค่อยๆสะสมกำลังรู้เห็นเข้ามาข้างใน
ไม่ส่งออกไปพล่านข้างนอกได้ดีขึ้นทุกที

อีกหนึ่งแม่บทมาตรฐานของการเจริญสติ
คือรู้ให้ทันว่า จิตมีความโกรธเป็นอย่างไร
แตกต่างจากจิตไม่มีความโกรธอย่างไร
หน้าตาของจิตที่โกรธกับไม่โกรธนั่นเอง
ที่ถ้ารู้ได้ ก็เริ่มเห็นความเป็นไปของจิตได้
รู้จักเหตุผลกลไกของการปรุงแต่งทางใจ
ได้มากขึ้นเรื่อยๆ วันต่อวัน

และเพื่อจะเห็นว่า
หน้าตาของจิตที่มีความโกรธเป็นอย่างไร
ก่อนอื่นต้องไม่ให้มันเลอะเลือนไปด้วยวจีกรรม
กล่าวคือ ถ้าโกรธแล้วโพล่งด่าเลย
หรือโกรธแล้วพลุ่งพล่าน งุ่นง่าน
มีข้ออ้างต่างๆนานา ประเภท เรื่องนี้ยอมไม่ได้
เรื่องนี้เจริญสติไม่ไหว ยังไงต้องเล่นงานมันก่อน
ยิ่งอ้าง โทสะยิ่งเจริญ ไม่ใช่สติเจริญ
กี่ปีก็รู้ไปไม่ถึงอารมณ์ดิบ
มองไม่เห็นความเคลื่อนไหวที่ผันผวนของจิต
ไม่เท่าทันเลยว่าการปรุงแต่งทางจิตเกิดดับตอนไหน

ต่อเมื่อมีเบสิกดี
ฝึกที่จะระงับปาก ขณะพลุ่งพล่านอยากด่า อยากสวน
รู้จักรอให้เย็น แล้วค่อยแปรอารมณ์เย็นๆเป็นคำพูด
คุณจะมีช่วงเวลาหนึ่ง ระว่างร้อนกับเย็น
เอาไว้เห็นความปั่นป่วนอย่างหนักทางกาย
เอาไว้เห็นความวอดวายทางจิต
เอาไว้เห็นความไหม้เกรียมทางอารมณ์
กับทั้งรู้จักความต่าง
ระหว่างใจด่วนด่า กับใจรู้จังหวะพูด
ระหว่างด่าด้วยไฟ กับพูดด้วยน้ำ
ระหว่างด่าเพื่อสะใจหายแค้น กับพูดเพื่อหวังผลดี

หากเบสิกดี ยั้งใจเป็น ระงับปากทัน
รอจนหายโกรธแล้วค่อยพูด
พอไปบวกกับความเข้าใจคอนเซ็ปต์
ในการเจริญสติของพระพุทธเจ้า
ที่ท่านให้ดูความต่างทางกายใจ
ก็จะรู้สึกเป็นเรื่องง่าย
เห็นต่อยอดการปรุงแต่งทางกายใจได้ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ
แต่หากขาดเบสิก
ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในการโพล่งตามอารมณ์เลย
ก็จะรู้สึกว่า ฟังหลักเจริญสติอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
ไม่รู้ว่าการเจริญสติให้เห็นกายใจเป็นรูปนาม
เขาทำกันอย่างไร
ท่านเอามรรคเอาผลมาทำประโยชน์อะไรกัน!

ศรัทธา ที่เกินหน้า ปัญญากลายเป็น งมงายปัญญา ที่เกินหน้า สติ กลายเป็น หลงตัวเองสมาธิ ที่เกินหน้า ปัญญากลายเป็น เกียจคร้าน...
27/12/2016

ศรัทธา ที่เกินหน้า ปัญญา
กลายเป็น งมงาย
ปัญญา ที่เกินหน้า สติ กลายเป็น หลงตัวเอง
สมาธิ ที่เกินหน้า ปัญญา
กลายเป็น เกียจคร้าน
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

25/12/2016
12/07/2016

วันนี้วันพระ..

06/07/2016

แม้แต่นางวิสาขาและหมอชีวก
ผู้เป็นบุคคลสำคัญในพุทธศาสนา
เมื่อขอพรจากพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบว่า
"ตถาคตเลิกให้พรแล้ว วิสาขา"
"ตถาคตเลิกให้พรแล้ว ชีวก"

กระทั่งหมอชีวกทูลชี้แจงว่า
ไม่ได้จะขอพรให้ตัวเอง
แต่จะขอพระราชทานอนุญาต
ให้ตนเองได้ถวายผ้าแด่พระพุทธองค์
พระพุทธองค์จึงทรงรับ
เนื่องจากหมอชีวกรักษาพระองค์มานาน
แต่ถ้าจะขอพรแบบเอาโน่นเอานี่
พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้แน่ๆ
เพราะการให้พรนั้น สร้างความรู้สึกผิดๆ
ขัดแย้งกับธรรมชาติความจริงที่ว่า
อยากได้อะไรต้องสร้างเอา
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
ไม่ใช่สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามพร

อย่างไรก็ตาม
แบบอย่างการ ‘ไม่ให้พร’ ของพระองค์
ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจ
เนื่องจากธรรมดามนุษย์เราชอบขอพร
ขอให้อายุมั่นขวัญยืนบ้าง
ขอให้มั่งมีศรีสุขบ้าง
บุคคลผู้ประพฤติตนบนเส้นทางศักดิ์สิทธิ์
พูดเป็นมงคลแค่นิดหน่อย
ก็ช่วยให้ใจชาวบ้านสบายดี มีปีติแล้ว
ดังนั้น พระองค์จึงบัญญัติพระวินัยไว้ว่า
"เราอนุญาตให้ภิกษุให้พรตอบแก่ชาวบ้านว่า
ขอท่านจงเจริญชนมายุยืนนาน"

พูดง่ายๆ ถ้าจะให้พรแบบพุทธ
ท่านให้แค่ ‘พูดเอาใจพอเป็นพิธี’
และต้องเป็นเรื่องอยู่ดีอายุยืนเท่านั้น
ห้ามให้พรสุ่มสี่สุ่มห้าเรื่อยเปื่อย
เช่น เขาขอให้ผัวกลับบ้าน ก็ให้พรไป
เขาขอให้ถูกลอตเตอรี่ ก็ไม่ขัดใจกัน
แบบนี้ผิดวินัย

แต่กาลเวลาล่วงเลยมา
พระวินัยและความเข้าใจต่างๆเลือนรางไป
ปัจจุบันพระใหญ่เณรน้อยให้พรกันสนุกปาก
เป็นเหตุให้การกราบไหว้ของชาวพุทธส่วนใหญ่
ไม่ค่อยได้บุญกุศลกันสักเท่าไร
คือพอก้มลงกราบเมื่อใด
ก็กระตุ้นให้นึกอยากขอหวย
อยากขอผัวขอเมียเมื่อนั้น

การกราบไหว้นั้นมีดีตรงที่รู้จักนอบน้อม
ใจที่นอบน้อมต่อผู้ควรนอบน้อมคือใจที่สูง
เป็นจิตวิญญาณที่สุกสว่าง
เป็นจิตวิญญาณที่พร้อมจะเจริญงอกงาม
เป็นจิตวิญญาณที่อยู่บนเส้นทางสร้างกรรมขาว
แต่เมื่อกราบไหว้ด้วยความละโมบ
หวังค้ากำไรเกินควร
ลงทุนแค่กราบ แต่จะเอาผลตอบแทนเป็นสวรรค์วิมาน
ใจเลยไม่ถึงสวรรค์ ไม่ถึงวิมาน
แต่ถึงแค่ความเห็นแก่ตัว เอาง่ายเข้าว่า
อันเป็นทางลาดลงต่ำไปแทน

การไหว้ของเด็กน้อยส่วนใหญ่
ได้บุญกว่าการไหว้ของผู้ใหญ่ส่วนมาก
เพราะไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า
จะได้มีความสุขกับการทำความเคารพ
ผู้มีบุญคุณอันควรเคารพ
ถ้าเด็กน้อยวันนี้ไม่ถูกสอนให้ไหว้แบบขอเข้าตัว
เขาก็จะโตขึ้นในวันหน้าตามธรรมชาติ
รู้ว่าไหว้บุคคลที่ควรไหว้แล้วอิ่มใจ เป็นมงคลในตัว
ไม่จำเป็นต้องขออะไรเพิ่ม

อนึ่ง การกราบไหว้ขอพรจากเทพ
อาจได้ผลจริงกับบางคน บางครั้ง
คนส่วนใหญ่รู้ว่าเทพเจ้าที่ไหนศักดิ์สิทธิ์
แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่า ข้อแลกเปลี่ยนคืออะไร
ต้องตามไปเป็นบริวารรับใช้กันกี่ชาติ
การติดตามกันไปเป็นพรวน บนทางกันดาร
กับการเจริญรอยตามพระผู้หมดกิเลส ไปบนทางสั้น
คือข้อแตกต่างระหว่างศาสนาเทพกับศาสนาพุทธ!

11/06/2016

คนชอบ"ริษยา"มี2ประเภท
1.มีสติรู้ว่าริษยา ยอมรับ และละอารมณ์นั้นได้ ไม่เอาจิตไปจับอารมณ์นั้นไว้

และรู้ว่าอะไรดีไม่ดี

2.ขาดสติรับรู้ว่าริษยา ไม่รู้ตัว ปล่อยจิตไปตามอารมณ์ที่เกิด ยึดติดอารมณ์นั้นไว้

คนประเภทแรก อารมณ์ริษยาจะค่อยๆเบาลง

คนประเภทหลังจะค่อยๆเพิ่มขึ้น
จนแก้ไข้ตัวเองไม่ได้

เกรงใจคนในบ้าน ให้เหมือนเกรงใจคนนอกบ้าน
07/06/2016

เกรงใจคนในบ้าน ให้เหมือนเกรงใจคนนอกบ้าน

อยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ
ถ้าไม่ปิดหูปิดตา
ก็ต้องสังเกตเห็นว่าอีกฝ่าย
ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
มีใจหรือไม่มีใจให้กับเรื่องไหน
ในที่สุดก็ต้องรู้ใจกัน

รู้สึกว่าตัวเองเป็นใครในชีวิตของอีกฝ่าย
ถ้าไม่ปล่อยให้สำนึกขาดหาย
ก็ต้องอยากทำฐานะของตัวเองให้ดี
นึก ‘อยากทำ’ อะไรให้อีกฝ่ายบ้าง
และรู้เองว่า ‘ต้องทำ’ อะไรไม่ให้ขาดตก
ในที่สุดก็เคยชินและเป็นสุขกับการเอาใจกัน

พอมีความเป็นกันเองเหนือใครอื่น
ถ้ายังครองสติไว้ ไม่เมาความชาชิน
ก็จะยังคงครองสติไว้ได้
ไม่ลืมว่าอีกฝ่ายเป็นอีกชีวิตหนึ่ง
ที่ไม่เคยแปลงร่างเป็นหุ่นไม้ไร้หัวจิตหัวใจ
ไม่นึกว่าเป็นของตายที่ไม่ต้องถนอมน้ำใจกัน
ในที่สุดก็คงเส้นคงวากับการเกรงใจกัน

รู้ใจ เอาใจ เกรงใจ
แล้วจะ ‘ได้ใจ’ กันไว้ตลอดไป!

ที่อยู่

หมู่1 ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา
Ayutthaya
13000

เบอร์โทรศัพท์

+6635244130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดธรรมนิยม - พระนครศรีอยุธยาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดธรรมนิยม - พระนครศรีอยุธยา:

แชร์

ประเภท