紫辰觀 อารามจื่อเฉินก้วน จังหวัดกระบี่

紫辰觀 อารามจื่อเฉินก้วน จังหวัดกระบี่ สถานปฏิบัติธรรมศาสนาเต๋า ซึ่งมิได้ขึ้นตรงต่อองค์กรศาสนาใดๆ ในประเทศไทยทั้งสิ้น
Instagram : zichen_guan
Line : https://line.me/ti/g/qJUz2jtjN5

”ดราม่าสายนักพรต“เจิ้งอี vs ฉวนเจิน บนโลกโซเชียลถ้าใครคิดว่าดราม่าบนโลกออนไลน์มีแค่เรื่องดารา วงการบันเทิง หรือการเมือง....
30/07/2026

”ดราม่าสายนักพรต“

เจิ้งอี vs ฉวนเจิน บนโลกโซเชียล

ถ้าใครคิดว่าดราม่าบนโลกออนไลน์มีแค่เรื่องดารา วงการบันเทิง หรือการเมือง... คงต้องถอยไปตั้งหลักใหม่ เพราะในวงการเต๋า (นักพรต) เขาก็มีประเด็นแซะกันผ่านคีย์บอร์ดเหมือนกัน…!

เรื่องของเรื่องเกิดจากการที่มีนักพรตจาก "สายเจิ้งอี" บางท่าน หยิบยกข้อปฏิบัติตัวของ "สำนักฉวนเจิน" เรื่อง “การห้ามกินเนื้อสัตว์” และ “การห้ามแต่งงานมีครอบครัว” มาโพสต์ลงโซเชียลในเชิงหยอกล้อผสมแซะและบลัฟกัน

คำถามคือ... ทำไมสองสำนักนี้ถึงมีวิถีชีวิตที่ต่างกันขนาดนี้…?
และทำไมเรื่องกินเนื้อ-แต่งงาน ถึงกลายมาเป็นหัวข้อแซะกันได้…?

เรามาทำความรู้จักทั้งสองนิกายกันก่อนดีกว่า…!
ก่อนจะไปดูดราม่า ต้องเข้าใจก่อนว่าทั้งสองสำนักนี้มี “แนวทางปฏิบัติ” ที่ต่างกันมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว

“สำนักเจิ้งอี” สายโลกียะ
นักพรตสำนักนี้สามารถแต่งงาน มีลูก สืบทอดตระกูล และกินเนื้อสัตว์ได้ (ยกเว้นเนื้อบางชนิดตามข้อห้ามเฉพาะ วัว, หมา, ปลาอู, และนกเป็ดน้ำ) เน้นการทำพิธีกรรม ไล่ผี และเขียนยันต์ มีแนวคิดเรื่องการบำเพ็ญไม่จำเป็นต้องแยกตัวจากโลกียะ

“สำนักฉวนเจิน” สายโลกุตระ (นิกายเหนือ)
ก่อตั้งโดยปรมาจารย์หวังฉงหยาง ถือศีลเคร่งครัด ห้ามแต่งงาน ห้ามกินเนื้อสัตว์ ต้องออกบวชอยู่วัด/อาราม เน้นการฝึกจิต นั่งสมาธิ ขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุธรรม มีแนวคิดเรื่องการจะบรรลุเป็นเซียนได้ ต้องละทิ้งกิเลสทางโลก ตัดความแค้นความรัก รักษาความบริสุทธิ์ของร่างกายและจิตใจ

“สำนักฉวนเจิน” สายกลาง (นิกายใต้)
สำนักฉวนเจินสายใต้ไม่ได้เน้นวิถีอารามวาสี ที่จะต้องออกบวชตัดขาดจากโลก นักพรตฉวนเจินสายใต้จำนวนมากเป็น "นักบวชครองเรือน" ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ทำงานในสังคม ไม่มีข้อบังคับให้ทานเจตลอดชีวิต (จะทานเจเฉพาะวันสำคัญ วันศีล ประกอบพิธี หรือช่วงเก็บตัวฝึกกรรมฐาน) มีแนวคิดเรื่องการบำเพ็ญไปพร้อมกับกระแสโลก ไม่ตึง ไม่หย่อน

***หมายเหตุ***
ฉวนเจินไม่ได้มีเพียงนิกายเดียว แต่ยังมีสายต่างๆ ที่แยกย่อยออกมา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกสายต้องทานเจ ถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต การเหมารวมว่าฉวนเจินทั้งหมดต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้นไม่ถูกต้อง เป็นเพียงทัศนคติอันตื้นเขินจากทิฐิและอัตตาส่วนตน…!

แล้วแซะกันเรื่องอะไร…?

ต้นเหตุทั้งหมดก็ล้วนแต่มาจากทิฐิและอัตตาทั้งสิ้น…!

ฝั่งหนึ่งมองว่า ต้นสายฉวนเจินกินเจ ถือพรหมจรรย์ ฉวนเจินทั้งหมดก็ต้องกินเจและถือพรหมจรรย์สิ…!

อีกฝั่งหนึ่งก็มองว่า เต๋ามีมากนิกาย หลายจารีต สังกัดอยู่สำนักไหน ก็ใช้จารีตสำนักนั้น เพราะเส้นทางของคนเราล้วนต่างกัน…!

มันจึงกลายเป็นสงครามคีย์บอร์ดฉบับยุทธภพที่ฝั่งหนึ่งมองว่าอีกฝั่ง “ก็แค่สร้างภาพ” ส่วนอีกฝั่งก็มองว่าฝั่งตรงข้าม “ตาบอดใจบอด”

ใดๆ ก็ตาม…!
นักพรตที่เลือกอยู่กับจารีตทานเจถือพรหมจรรย์ ก็ควรทานเจและถือพรหมจรรย์…!

นักพรตที่เลือกอยู่กับจารีตอื่น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทานเจและถือพรหมจรรย์…!

แต่นักพรตที่ประกาศตนว่าเป็นนักพรต ด้วยความภาคภูมิใจ ก็ควรที่จะปฏิบัติตนให้สมกับความภาคภูมิใจและความเป็นพรตนั้น ไม่ควรมาต่อปากสาดโคลน บลัพกันไปมาบนโลกออนไลน์ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เพราะนั่นไม่ใช่ความประพฤติอันพึงมีของนักบวช ความประพฤติดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในศาสนา อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไร้ซึ่งวุฒิภาวะ จิตใจไกลห่างจากความเป็นเต๋า และขาดคุณสมบัติแห่งการเป็นพรตอันแท้จริง

สุดท้ายไม่ว่า “เจิ้งอี” หรือ “ฉวนเจิน” ก็ล้วนแต่เป็นเต๋า การบำเพ็ญธรรมไม่ได้วัดกันที่ว่าใครกินอะไร แต่งงานได้หรือไม่ ความเป็นพรตที่แท้จริงก็ไม่ได้วัดกันที่อาภรณ์ที่สวมใส่ หรือโองการที่เป็นเพียงกระดาษ แต่อยู่ที่ว่า "จิตใจ" ได้เข้าถึงความสงบและละวางกิเลสได้จริงหรือเปล่า การโพสต์แซะกันบนโซเชียล อาจจะเป็นเพียงความหลงผิด หรือกิเลสเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่นักพรตทั้งสองสายยังต้องเรียนรู้และข้ามผ่านมันไปให้ได้อยู่ดี

#ขอปัญญาจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย
#ขอเทียนจุนทรงอำนวยพระพร
#คืนความเป็นธรรมให้ฉวนเจิน
#福生无量天尊

29/07/2026

#至寶真君 #侯寶垣道長 #侯爺 #青松觀 #至寶台 #黃龍古觀 #香港 #道教 #香港全真道堂音樂 #全真科儀 #高功 #法師 #經文 #至寶源流 #葉長清道長 #葉長清 #全真 #全真道堂經韻
簡歷摘錄於香港道教 #青松觀
寶誥出自於廣東省恵州博羅 #黃龍古觀

恭賀青松闡派至寶侯大真君寶誕

《至寶真君簡歷及寶誥》

https://youtu.be/I5NVd2-YNdk?si=WAcxutHYTR-dKJia

(至寶真君小讚)

https://youtu.be/2Jicc8scXDc?si=uPa_XNR_QJUo8iGC

侯寶垣道長,生於一九一四年十月十日農歷甲寅年八月廿四日,一九九九年十二月十七日農歷己卯年十一月初十羽化登真。俗名貴華,(寶垣)乃其道號,屬於至寶台(寶)字派弟子。教內人士一般尊稱寶垣道長為(侯爺)。

侯道長出生於小康之家,十四歲的中學時代,由於父親離世,乃輟學經商以養慈母。三十歲時,客旅廣州,在中國道教至寶台慈善會入道,師從葉文遠(至勤)道長。

據其後人之憶述:侯道長從年青時已愛好道家書籍,經商時已在其店舖上層設[呂祖壇]以恭奉呂祖仙師

入至寶台後,他積極參與慈善活動,如當年至寶台所開辦之托兒所、學校等,侯道長都有參與策劃;一九四八年重建至寶台會址時,更擔任籌募的工作。
一九五○年初,因營商的關係,侯道長開始定居香港。來港後,適逢至寶台道侶陸至真、葉至和、盧寶經、易寶雲、陳台鏡等,迎接何啟忠煉師南下設壇,
繼行普度(呂祖聖諭)籌建青松觀;侯道長也慨然加入,並辛勞以赴、積極參與。加入青松觀以後,侯道長便常駐住住觀內,專責經懺科儀事務。

一九五二年更夥同陸至真、葉至和、盧寶經等道侶向政府申請註冊為合法社團,並獲批准。是年因壇務的開展,觀址地方狹少,不敷應用,又遷往九龍彌敦道二百號五樓,擴辦各項善業。

一九六○年(庚子)春初,精於堪輿之學的侯道長,親自勘察新界青山麒麟圍一地,發覺該地是廣大園林,來龍去脈,藏風聚氣,又得祖師賜示以[乃香火廣大之洞天福地],認為可作永久道場;於是幾經辛勞奔走、艱難籌措,終於在六十年代末期,逐步完成興建起規模宏偉之青松觀。

在發展青山本觀的同時,侯道長於一九七一年推動九龍觀址的擴遷,購入大南街樓宇,作為青松觀在九龍區的另一道場。侯道長自皈依青松觀以後,一直主理經懺科儀事宜。由於他個人聰慧及努力,除主修道家科儀外,亦兼學釋家。雖然他已羽化將近二十餘年,但他對香港經懺科儀所出的貢獻,至今仍為人所津津樂道。

如他倡導培育坤道為齋醮高功及經生,破除當時香港只可乾道升壇誦經之傳統;廣印經本,遇有[請經者]或[學經者]皆來者不拒;他毫不藏私,
悉力協助有需要之道觀建立經懺,使道教科儀得以發揚開去,其胸襟之廣闊,以及對香港全真科儀所作出的貢獻和創舉,實在令人欽敬!

除發展香港外,侯道長力從祖師聖喻[播玄風於全球]。從一九七七年起,便開始著手弘道於海外,先後在美國三藩市、加拿大溫哥華、澳洲悉尼、布理斯本及新加坡等地興建青松觀。

國內方面,自八十年代起,侯道長也懷著愛國愛教的情懷,多次參訪祖國的名山古觀,並拜謁全真三大祖庭,每見到宮觀及道友有困難,皆竭誠關懷並給予慷慨幫助。九十年代,侯道長更推動青松觀斥巨資重建廣東博羅縣羅浮山之黃龍古觀。

除透過中國道教協會之穿引向[希望工程]捐款,更幫助內地較貧困之道觀維修殿宇,九十年代中前後捐資達人民幣五百萬元,受惠宮觀逾二百七十餘所之多。
侯道長甚至到晚年,仍頻密往來中港之間,為的是祖國宮觀的修復事宜。
為了這樣奔波勞累於一九九九年 功滿果圓 奉召飛昇
隨即被呂祖仙師追封為至寶真人 於三年後更升為至寶真君
並且不時於各道堂賜訓乩示於人間

24/07/2026

แค่มีใจ ทำอะไรก็ถูกต้อง จริงหรือ...?

ไท่ซ่างเต้าจู่ทรงตรัสว่า...
合抱之木,生於毫末;
ต้นไม้ใหญ่หลายคนโอบ เริ่มจาก หน่ออ่อนเล็กๆ ที่หยั่งรากผ่านแดดฝน
九層之台,起於累土;
หอสูงเสียดฟ้า 9 ชั้น เริ่มจาก การขนดินถมทีละตะกร้า ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
千里之行,始於足下。
การเดินทางพันลี้ เริ่มจาก ก้าวแรกที่มั่นคงใต้ฝ่าเท้าในปัจจุบัน

การที่สรรพสิ่งในโลกนี้ มีความยิ่งใหญ่ได้ ก็ด้วยการเติบโตทีละก้าว ทีละขั้นตอน อาศัยความมานะภาคเพียร ผ่านกาลเวลาอันเนิ่นนาน จึงสำเร็จได้อย่างที่เห็น ใช่อาศัยเพียงคิดว่ามีใจ ทำอะไรก็ถูก

หากลองย้อนมองดูมนุษย์ในปัจจุบัน ผู้คนมากมาย ร้อยพ่อพันแม่ บ้างก็ยึดถือว่าสิ่งที่ตนทำนั้นคือธรรมวิถี บ้างก็มาดมั่นว่าตนเองนั้นคือธรรมวิถี แม้ไร้ซึ่งครูบาอาจารย์ ไร้ซึ่งการอบรมสั่งสอน ไร้ซึ่งแนวทางการศึกษา ก็ไม่เป็นไร อาศัยอ้างเอ่ยว่าใจตนนั้นบริสุทธิ์ ฟ้าดินย่อมเป็นผู้รับรอง ดังนั้น ตนใคร่จะทำสิ่งใดย่อมถูกต้องเสมอ แม้ไม่เป็นไปตามแนวทางแห่งพระศาสนา หรือขัดกับสิ่งที่เหล่าปรมาจารย์ทรงกำหนดไว้

"ฟ้า" มีกฎฟ้า "ดิน" มีกฎดิน "คน" มีกฎคน
"บ้าน" มีกฎบ้าน "เมือง" มีกฎเมือง
สรรพสิ่งในโลกล้วนแล้วแต่มี "กฎเกณฑ์"
แม้สรรพสิ่งก็ต้องดำเนินไปตามธรรมวิถี
ดังนั้น หากมนุษย์ผู้หนึ่ง ใคร่อยากทำลายกฎเกณฑ์ เหตุด้วยกฎเกณฑ์นั้นไม่เอื้อประโยชน์แก่ตน คนผู้นั้น "ย่อมไร้ความชอบธรรม"

สรรพวิชา ถือกำเนิดจาก "ปรมาจารย์" ไม่ว่าสำนักไหน หรือศาสนาใด ก็ย่อมต้องเคารพในสิ่งที่ปรมาจารย์ทรงบัญญัติไว้ หากฝ่าผืนทำลายไป ย่อมได้ชื่อว่า "นอกรีตเนรคุณ" ยิ่งพวกที่ยังไม่แม้แต่จะมีวาสนาสืบทอดสายวิชา อาศัยลักลั่น "สรรหาตำรามาศึกษาเอง" ในทางไสยเวทคนเหล่านี้ ย่อมได้ชื่อว่า ไร้ซึ่งครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน สรรพวิชาย่อมไม่ประสิทธิ

การที่เที่ยวเอาตำรา หรือคัมภีร์ของสายวิชาต่างๆ มาศึกษาเอง คิดเอง เออเอง ย่อมไม่ต่างจากการขโมยของเขามาอ้างเป็นของตน ซ้ำร้ายหากเอาวิชาครึ่งๆ กลางๆ พวกนี้มาใช้ประกอบพิธีให้ผู้อื่น นอกจากจะไม่เป็นการช่วยแล้ว ยังเป็นการทำร้ายเขาเสียด้วยซ้ำ

ไม่ว่าสำนัก หรือศาสนาใดในโลกใบนี้ ล้วนมีคำสอนหนึ่งที่ตรงกัน คือ "เกรงกลัวและละอายต่อบาป" หากเรื่องพื้นฐานเช่นนี้ยังคิดยังปฏิบัติไม่ได้ จะเอาความศักดิ์สิทธิ์ที่ไหนมาบังเกิด ให้ผู้คนเคารพศรัทธาเล่า

ขอเทียนจุนทรงอำนวยพระพร
#福生無量天尊

22/07/2026

“ศึกษาธรรมจาก AI แต่หัวใจห่างไกลเต๋า”

เมื่อความรู้หาได้ง่าย แต่ความละอายกลับลดลง

ทุกวันนี้ทั้ง AI และสื่อโซเชียลต่างเฟื่องฟู เราสามารถเข้าถึงคัมภีร์ทางศาสนา หรือตำราทางไสยเวทย์ได้ในไม่กี่วินาที เราสามารถเสิร์ชหาประโยคสวยๆ คำคมลึกซึ้งจากอินเทอร์เน็ตมาอ้างอิงเพื่อสนับสนุนความคิดของตัวเองได้อย่างง่ายดาย

แต่นั่นทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่ากลัวอย่างหนึ่งในวงการผู้ศึกษาศาสนา ปรัชญา หรือแม้แต่วิชาไสยเวทย์ต่างๆ นั่นคือการหยิบโน่นผสมนี่ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับความอยากของตัวเอง

หลายคนพยายามหาเหตุผลมาบอกว่า ฉันสามารถทำพิธีกรรมได้ ใช้ไสยเวทย์ของสำนักต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องบวช ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องมีครูบาอาจารย์คอยสั่งสอน อาศัยหาซื้อหาอ่านเอาจากตำราหรือจากอินเทอร์เน็ต เพราะใจฉันบริสุทธิ์และมีฟ้าดินเป็นผู้รับรอง แต่นั่นคือการเข้าใจผิดอย่างมหันต์

สิ่งแรกที่ควรรู้ คือ แยกให้ออกระหว่าง "ปรัชญา" กับ "ระบบศาสนา"

เมื่อใดที่เราก้าวเข้าสู่การทำ "พิธีกรรม" (เช่น การบูชาดาว การส่งฎีกา หรือการใช้อุปกรณ์ทางศาสนา) เมื่อนั้นเราไม่ได้อยู่แค่ในภาคของปรัชญาชวนคิด ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการก้าวล่วงสู่ขอบเขตของศาสนาเเล้ว

บางคนมักชอบยกคัมภีร์สายปฏิบัติจิต เช่น ชิงจิ้งจิง มาอ้างว่า “แค่ใจสงบ ฟ้าดินก็ยอมรับ” หรือ “จิตบริสุทธิ์ก็คือโองการสวรรค์แล้ว”
ความจริง คือ จิตที่บริสุทธิ์เป็นเรื่องของการขัดเกลาตนเอง แต่การทำพิธีกรรมต้องมี "การสืบสายวิชาหรือโองการทางศาสนา" ที่ส่งผ่านปรมาจารย์ และกระทำอย่างถูกต้องตามสายวิชา การอ้างจิตบริสุทธิ์เพื่อทำพิธีโดยพลการ ไม่ใช่การไม่ยึดติด แต่คือการ "ละเมิด" กฎเกณฑ์ที่ปรมาจารย์ตั้งไว้

มีคนไม่น้อยที่พยายามเอา "ปรัชญา" มาปะปนกับ "ความชอบธรรมในการประกอบพิธี" คำที่มักถูกนำมาใช้ คือ "ไม่ควรยึดติด" ถามว่า หากไม่สนใจสิ่งที่เหล่าปรมาจารย์กำหนดไว้ ฝ่าฝืน ละเมิด และไม่สนใจกฏเกณฑ์ แบบนี้คือการ "ไม่ยึดติด" หรือ "ละเลยกันแน่" ...?

กรณีแบบนี้เรามักยกเรื่องการดำเนินตามวิถีมาอธิบายเพื่อให้เข้าใจง่าย เช่น มนุษย์ดำเนินวิถีไปตามพิภพ พิภพดำเนินวิถีไปตามฟ้า ฟ้าดำเนินวิถีไปตามเต๋า นี่คือคุณธรรม หากสิ่งเหล่านี้บิดเบือนไปความโกลาหลจะไม่เกิดขึ้นหรือ...?

ยกตัวอย่าง เช่น การพยามนำเชือกล่ามช้างมาร้อยผ่านรูเข็มแทนเส้นด้าย ต่อให้คุณพยามใส่เข้าไปแค่ไหนก็ไม่สามารถที่ใส่เชื่อกล่ามช้างจะเข้าไปในรูเข็มได้อย่างแน่นอน มีแต่จะเสียเวลาไปโดยไร้ประโยนช์

หากคุณไม่มีครู ไม่บวช ไม่มีสายวิชาที่ถูกต้อง ก็ไม่ต่างจาก "เชือกและเข็มที่มีขนาดไม่ถูกต้อง" มันย่อมไม่มีวันเข้ากันและนำมาใช้งานจริงไม่ได้ เช่นเดียวกัน ต่อให้พยามแค่ไหนสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่มีวันถูกต้อง

อีกเรื่องหนึ่ง คือ การอ้างคำประเภท “ครูคือสะพาน ข้ามฝั่งแล้วก็ไม่ต้องยึดติดกับสะพาน” หรือ “ทิ้งชื่อทิ้งคัมภีร์ไปก็ยังเป็นนักพรตได้” มักถูกนำมาใช้เป็นเกราะบังหน้าของคนทิฐิสูงที่อยากมีสิทธิ์มีอำนาจในการทำพิธี แต่ไม่อยากยอมตนอยู่ใต้โอวาทของครูบาอาจารย์ ไม่ทำตามระเบียบจารีตของสำนัก หรือศาสนา

ในศาสนาเต๋า "ซานเป่า" (รัตนตรัย) ประกอบด้วย เต๋า, คัมภีร์, และ อาจารย์
หากคุณปรามาสคัมภีร์ว่าเป็นแค่ตัวอักษรไม่ใช่เต๋า และมองว่าไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์คอยรับรอง เท่ากับคุณได้ละทิ้งสรณะไปแล้ว เมื่อไม่มีสรณะ คุณจะเอาความชอบธรรมมาจากไหนกัน...? คุณยังไม่ได้เริ่มเดินขึ้นสะพานด้วยซ้ำ แต่กลับบอกว่าตัวเองข้ามฝั่งและปล่อยวางสะพานได้แล้ว เพราะฉะนั้น อย่าอ้างว่า "ไม่ยึดติดสะพาน" ทั้งที่ยังไม่ได้ "ก้าวขึ้นสะพาน"

สุดท้ายนี้ ถามตัวเองให้ชัด ยึดมั่นใน "ศาสนา" "ปรัชญา" หรือ "ไสยเวท"
ความสับสนของคนยุคนี้ คือ การแยก 3 สิ่งนี้ไม่ออก จึงเกิดการสนทนาที่วกวนและหาข้ออ้างแบบข้างๆ คูๆ

ถ้าหากใคร่อยากเป็น "นักปรัชญา" อ่านคัมภีร์ คิดวิเคราะห์ นั่งสมาธิอยู่บ้านเงียบๆ ได้ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น (แต่ต้องไม่ก้าวก่ายพิธีทางศาสนาโดยมิชอบ)

ถ้าหากใคร่อยากเป็น "พ่อมด หมอผี ผู้ใช้คาถาอาคม" ก็ศึกษาไปตามศาสตร์ ตามสายวิชา ของแต่ละสำนัก (แต่อย่าเพียงแค่ซื้อคัมภีร์มาแอบอ้าง ทำพิธีมั่วซั่วตามใจฉัน)

แต่ถ้าหากใคร่จะอ้างศาสนาเต๋า คุณต้องยอมรับระบบ และกฎเกณฑ์ทางศาสนาให้ได้ ไม่ใช่อ้างเอาปรัชญา อ้างเอาความคิดของตน มาเป็นความชอบธรรมในการละเมิดสรรพวิชา

การกระทำเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการไม่เคารพ ไม่ให้เกียรติแแล้ว ยังถือเป็นการดูหมิ่นศาสนาเเละเหล่าปรมาจารย์อย่างถึงที่สุด

ใดๆ ก็ตาม ในฐานะนักพรตคนหนึ่ง อยากฝากไว้ให้คิดว่า การเรียนรู้ผ่านโลกออนไลน์หรือให้ AI ช่วยแปลคัมภีร์ แล้วนำมาตีความด้วย "อัตตา" ของตัวเอง เพื่อหาช่องว่างมาสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สุดท้ายแล้วสิ่งที่คุณกำลังเคารพไม่ใช่ "เต๋า" หรือ "ฟ้าดิน" หรอก

แต่มันคือ "กิเลสในใจ" ของคุณที่ครอบงำอยู่ต่างหาก

การศึกษาเต๋า ควรเริ่มต้นที่ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความเกรงกลัวและละอายต่อบาปกรรม และความเคารพในครูบาอาจารย์ ดำรงค์ตนอยูในศีลธรรม ยึดมั่นในสรณะ หากเริ่มต้นด้วยการโกหกตัวเอง หลอกผี หลอกเจ้า และผู้อื่นเพื่อความชอบธรรมที่จอมปลอม หนทางข้างหน้าย่อมมีแต่ความเสื่อมลงอย่างแน่นอน

ขอเทียนจุนทรงอำนวยพระพร
#福生無量天尊

22/07/2026

การบำบัดด้วยธรรมชาติในวิถีแห่งคัมภีร์ฮวงตี้เน่ยจิงและปรัชญาเต๋า

การบำบัดด้วยธรรมชาติในมุมมองของปรัชญาเต๋ามิใช่เรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ หากแต่ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญที่ว่า "มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ การรักษาที่แท้จริงคือการคืนสมดุลตามธรรมชาติให้แก่ร่างกาย" ซึ่งสอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับคัมภีร์แพทย์จีน "ฮวงตี้เน่ยจิง" (黄帝内经 )

รากฐานความคิดแบบองค์รวม

1. มนุษย์และธรรมชาติเป็นหนึ่งเดียว (天人合一)
คัมภีร์ฮวงตี้เน่ยจิงได้เปรียบเทียบร่างกายมนุษย์เป็นจักรวาลขนาดย่อและจักรวาลคือร่างกายขนาดใหญ่ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ลมฟ้าอากาศ และสภาพแวดล้อม ล้วนส่งผลกระทบต่อพลังชีวิต (ชี่) และการทำงานของอวัยวะภายในโดยตรง
ขณะที่ปรัชญาเต๋ากล่าวว่า "มนุษย์ดำเนินตามแผ่นดิน แผ่นดินดำเนินตามท้องฟ้า ท้องฟ้าดำเนินตามเต๋า เต๋าดำเนินตามธรรมชาติ" ความเจ็บป่วยส่วนใหญ่จึงเกิดจากการดำเนินชีวิตที่ขัดแย้งกับกฎธรรมชาติ มากกว่าการถูกรุกรานจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว

2. การเสริมสร้างปราณต้นกำเนิด(ภูมิคุ้มกัน) เพื่อต้านทานโรคภัย (正气存内,邪不可干)
คัมภีร์ฮวงตี้เน่ยจิงระบุไว้ชัดเจนว่า "หากปราณต้นกำเนิด (เจิ้งชี่) ภายในร่างกายมีความสมบูรณ์ พลังชั่วร้าย (ปัจจัยก่อโรค) ย่อมไม่สามารถรุกรานได้" องค์ความรู้ในวิถีเต๋าและแพทย์แผนจีนจึงไม่มุ่งเน้นเพียงการต่อสู้กับโรคภัย แต่เน้นการฟื้นฟูและส่งเสริมศักยภาพในการเยียวยาตนเองตามธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์

3. การป้องกันก่อนเกิดโรค (治未病)
"วิญญูชนย่อมยับยั้งและป้องกันก่อนที่จะเกิดโรค ไม่รอให้เกิดโรคแล้วจึงทำการรักษา" การดูแลตนเองให้ถูกต้องตามสภาวะธรรมชาติคือมาตรการป้องกันเชิงรุก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทั้งศาสตร์การแพทย์แผนจีนและปรัชญาเต๋า

หลักการสำคัญในการบำบัดรักษา

1. การปรับสมดุลหยิน-หยาง (阴阳平衡)
ความเจ็บป่วยทุกรูปแบบเกิดจากการสูญเสียสมดุลระหว่างพลังงานหยินและหยาง เช่น การนอนดึกทำลายหยิน การทำงานหนักเกินกำลังทำให้หยางพร่อง จึงควรอาศัยแสงแดดเพื่อเสริมสร้างหยางในเวลากลางวัน และพักผ่อนอย่างสงบเพื่อสะสมหยินในเวลากลางคืน รวมถึงการรักษาสภาวะอารมณ์ให้มีความราบเรียบ

2. การดำเนินชีวิตสอดคล้องตามฤดูกาล (順應四時)
ฤดูใบไม้ผลิ: ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจให้เบิกบาน เพื่อส่งเสริมการไหลเวียนของพลังตับ
ฤดูร้อน: รักษากายใจให้สงบร่มเย็น หลีกเลี่ยงความโกรธ ปล่อยให้เหงื่อออกตามธรรมชาติ เพื่อบำรุงพลังหัวใจ
ฤดูใบไม้ร่วง: รักษาสมาธิและความสงบ ลดการบริโภคอาหารรสจัด เพื่อส่งเสริมการทำงานของพลังปอด
ฤดูหนาว: นอนหลับเร็วขึ้นและตื่นให้สายลง รักษาความอบอุ่นของร่างกาย เพื่อเก็บสะสมพลังไต

3. การส่งเสริมการไหลเวียนของเส้นลมปราณ (氣則通)
คัมภีร์ฮวงตี้เน่ยจิงระบุว่า "หากการไหลเวียนของปราณและเลือดไม่สมดุล โรคภัยย่อมเกิดขึ้น" เส้นลมปราณคือทางเดินของพลังชีวิต การบริหารร่างกายด้วยท่าทางที่ถูกต้องร่วมกับการฝึกหายใจ จะช่วยเปิดทางเดินของลมปราณให้สะดวก เมื่อลมปราณไหลเวียนได้อย่างราบรื่น อวัยวะภายในย่อมกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. การดูแลสภาวะจิตใจเป็นลำดับแรก (養心為上)
"เมื่อจิตใจสงบ ปราศจากความปรารถนาอันเกินพอดี ปราณต้นกำเนิดย่อมรวบรวมได้ จิตวิญญาณสถิตอยู่ภายใน โรคภัยย่อมไม่อาจกล้ำกราย" ความวิตกกังวล ความโกรธ และความยึดติด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การไหลเวียนของลมปราณติดขัด การฝึกสมาธิและการเจริญสติจึงถือเป็นการเยียวยาในระดับลึกซึ้งที่สุด

แนวทางปฏิบัติตามหลักวิถีธรรมชาติ

นาฬิกาชีวิต: เข้านอนและตื่นนอนตามแสงธรรมชาติ โดยควรเข้าสู่การนอนหลับก่อนเวลา 23.00 น. เพื่อรองรับการฟื้นฟูของถุงน้ำดีและตับ
เทคนิคการหายใจ: ฝึกการหายใจระดับลึก สูดลมหายใจเข้าช้าๆ ผ่านทางจมูกลงสู่บริเวณท้องล่าง (ตันเถียน) และผ่อนลมหายใจออกเบาๆ ทำต่อเนื่องครั้งละ 5–10 นาที
โภชนาการบำบัด: เลือกอาหารจากทั้งพืชและสัตว์ให้เหมาะกับร่างกายและฤดูกาล เน้นอาหารปรุงสุก สด สะอาด ย่อยง่าย เพื่อบำรุงม้ามและกระเพาะอาหาร หลีกเลี่ยงน้ำเย็นและเครื่องดื่มเย็นจัด ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง เพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีและส่งเสริมสุขภาพ
กายบริหารฟื้นฟู: ฝึกกายบริหารเบาๆ เช่น ปาต้วนจิน ไท่เก๊ก หรือการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ โดยเน้นความต่อเนื่องและนุ่มนวล
ปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ: สัมผัสธรรมชาติในพื้นที่เปิดโล่ง เช่น สวนสาธารณะ ป่าไม้หรือแหล่งน้ำ ริมทะเล เพื่อปรับคลื่นพลังงานของร่างกายให้เข้าสู่สมดุลธรรมชาติ

บทสรุป

การบำบัดด้วยธรรมชาติมิใช่การปฏิเสธวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ หากแต่เป็นการเรียนรู้เพื่อดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องกับ "กฎแห่งเต๋า" การไม่ฝืนหรือเร่งรัดธรรมชาติของร่างกาย จะเปิดโอกาสให้ระบบฟื้นฟูตนเองภายในกลไกมนุษย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

หมายเหตุ: แนวทางตามบทความนี้เป็นเพียงคำแนะนำสำหรับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและส่งเสริมสุขภาวะเบื้องต้นด้วยตนเอง หากมีโรคประจำตัวหรืออาการป่วยเรื้อรัง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

19/07/2026

"สิบอักษรสวรรค์"

เมื่อเข้าสู่ "เดือนหกตามปฏิทินจันทรคติจีน" จะเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่า "เหลยจายเยว่" (雷齋月 - เดือนแห่งศีลอัสนี) เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ ไปจนถึง วันที่ 24 ค่ำของเดือนหก

สืบเนื่องจากเดือนนี้คือเดือนแห่งการเทวสมภพขององค์ "จิ่วเทียนอิ้งหยวนเหลยเซิงผู่ฮว่าเทียนจุน" (九天應元雷聲普化天尊) ผู้ปกครองแห่งกรมกองพระอัสนีบาต
โดยตลอดช่วงเวลา 24 วันนี้ เหล่าสาธุชน ผู้ศรัทธา และเหล่านักบวช จะร่วมกัน "ถือศีล ทานมังสวิรัติ งดเว้นเนื้อสัตว์" และตั้งจิตอธิษฐานสวดท่องคาถาสาธยายพระสูตรเพื่อชำระล้างกายใจให้บริสุทธิ์อยู่เป็นนิจ

พระองค์เคยตั้งมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ขององค์หยวนสื่อเทียนจุนว่า
"หากในอนาคต มีเวไนยสัตว์ใดที่เผชิญกับความทุกข์ยาก โรคภัยไข้เจ็บ คดีความ หรือชะตาชีวิตตกต่ำ เพียงเอ่ยพระนามของพระองค์... เหล่าปีศาจจะขวัญหนีดีฝ่อ ทวยเทพจะคอยปกปักรักษา อุปสรรคทั้งปวงจะมลายหายไปดั่งฝุ่นธุลีและความปรารถนาอันเป็นกุศลจะสัมฤทธิ์ผลโดยเร็วพลัน"

พระนามสิบอักษรศักดิ์สิทธิ์ (ใช้ในการสวดภาวนา)
“九 天 應 元 雷 聲 普 化 天 尊”
(จิ่ว - เทียน - อิ้ง - หยวน - เหลย - เซิง - ผู่ - ฮว่า - เทียน - จุน)

16 มหาอานิสงส์จากการบริกรรมพระคาถาสิบอักษร
เมื่อสวดภาวนาในตอนเช้า-เย็น หรือช่วงเวลาที่ใจสงบเป็นประจำ จะได้รับอานิสงส์อันศักดิ์สิทธิ์ 16 ประการ ดังนี้
1. กายใจเบาสบาย สมปรารถนา ขจัดอุปสรรคทั้งปวง
2. ป้องกันภัยพิบัติและภัยแล้ง สิ่งที่วอนขอได้รับการตอบรับ
3. เรียกขวัญและประสานสามจิตเจ็ดขวัญให้มั่นคง
4. ปรับดวงชะตา เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ขจัดพลังงานอัปมงคล
5. บรรเทาโรคภัยไข้เจ็บ ส่งเสริมให้อายุยืนยาว สุขภาพแข็งแรง
6. คลายแรงพยาบาท ขจัดคำสาปแช่งและสิ่งไม่ดีที่คนอื่นคิดร้าย
7. ละลายคดีความ เรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล และการถูกนินทาว่าร้าย
8. ป้องกันที่อยู่อาศัย ปัดเป่าเภทภัยจากเสนียจดิน สิ่งก่อสร้าง
9. ขจัดอุปสรรคความรัก แก้ปัญหาคู่ครอง
10. คุ้มครองหญิงตั้งครรภ์ บุตรธิดาปัญญาเป็นเลิศ
11. ขับไล่สิ่งเร้นลับ ล้างฝันร้ายและลางบอกเหตุที่ไม่ดี
12. ขจัดพิษไข้ ป้องกันโรคระบาดและลมเพลมพัด
13. ช่วยนำทางจิตวิญญาณของผู้ล่วงลับให้ไปสู่สุคติภูมิ
14. บันดาลฝนฟ้าให้ตกต้องตามฤดูกาล หรือช่วยบรรเทาอุทกภัย
15. ขจัดภัยพิบัติทั้ง 3 และความยากลำบากทั้ง 9 ประการ
16. ชำระล้างวิบากกรรมและอกุศลในอดีตให้สูญสิ้น

เดือนหกนี้เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ชำระทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ การทานเจไม่ได้เพียงช่วยลดการเบียดเบียนชีวิตอื่น แต่ยังช่วยลดพลังงานหยินที่หนักอึ้งในร่างกาย ทำให้สมาธิของเราดิ่งลึกได้ง่ายขึ้น
เมื่อใดที่รู้สึกเหนื่อยล้า พลังงานตก หรือชีวิตติดขัด ลองหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ แล้วสวดภาวนาเบาๆ ในใจว่า “九天應元雷聲普化天尊” (จิ่วเทียนอิ้งหยวนเหลยเซิงผู่ฮว่าเทียนจุน) สัก 3-9 จบ ขอพลังแห่งองค์พระอัสนีเจ้าปัดเป่าทุกข์โศกโรคภัยให้มลายสิ้น

ขอเทียนจุนทรงอำนวยพระพร
#福生無量天尊

14/07/2026

ที่อยู่

ม. 4 ต. คลองยา
Ao Loek
81110

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ 紫辰觀 อารามจื่อเฉินก้วน จังหวัดกระบี่ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์