30/07/2026
”ดราม่าสายนักพรต“
เจิ้งอี vs ฉวนเจิน บนโลกโซเชียล
ถ้าใครคิดว่าดราม่าบนโลกออนไลน์มีแค่เรื่องดารา วงการบันเทิง หรือการเมือง... คงต้องถอยไปตั้งหลักใหม่ เพราะในวงการเต๋า (นักพรต) เขาก็มีประเด็นแซะกันผ่านคีย์บอร์ดเหมือนกัน…!
เรื่องของเรื่องเกิดจากการที่มีนักพรตจาก "สายเจิ้งอี" บางท่าน หยิบยกข้อปฏิบัติตัวของ "สำนักฉวนเจิน" เรื่อง “การห้ามกินเนื้อสัตว์” และ “การห้ามแต่งงานมีครอบครัว” มาโพสต์ลงโซเชียลในเชิงหยอกล้อผสมแซะและบลัฟกัน
คำถามคือ... ทำไมสองสำนักนี้ถึงมีวิถีชีวิตที่ต่างกันขนาดนี้…?
และทำไมเรื่องกินเนื้อ-แต่งงาน ถึงกลายมาเป็นหัวข้อแซะกันได้…?
เรามาทำความรู้จักทั้งสองนิกายกันก่อนดีกว่า…!
ก่อนจะไปดูดราม่า ต้องเข้าใจก่อนว่าทั้งสองสำนักนี้มี “แนวทางปฏิบัติ” ที่ต่างกันมาตั้งแต่ก่อตั้งแล้ว
“สำนักเจิ้งอี” สายโลกียะ
นักพรตสำนักนี้สามารถแต่งงาน มีลูก สืบทอดตระกูล และกินเนื้อสัตว์ได้ (ยกเว้นเนื้อบางชนิดตามข้อห้ามเฉพาะ วัว, หมา, ปลาอู, และนกเป็ดน้ำ) เน้นการทำพิธีกรรม ไล่ผี และเขียนยันต์ มีแนวคิดเรื่องการบำเพ็ญไม่จำเป็นต้องแยกตัวจากโลกียะ
“สำนักฉวนเจิน” สายโลกุตระ (นิกายเหนือ)
ก่อตั้งโดยปรมาจารย์หวังฉงหยาง ถือศีลเคร่งครัด ห้ามแต่งงาน ห้ามกินเนื้อสัตว์ ต้องออกบวชอยู่วัด/อาราม เน้นการฝึกจิต นั่งสมาธิ ขัดเกลาตนเองเพื่อบรรลุธรรม มีแนวคิดเรื่องการจะบรรลุเป็นเซียนได้ ต้องละทิ้งกิเลสทางโลก ตัดความแค้นความรัก รักษาความบริสุทธิ์ของร่างกายและจิตใจ
“สำนักฉวนเจิน” สายกลาง (นิกายใต้)
สำนักฉวนเจินสายใต้ไม่ได้เน้นวิถีอารามวาสี ที่จะต้องออกบวชตัดขาดจากโลก นักพรตฉวนเจินสายใต้จำนวนมากเป็น "นักบวชครองเรือน" ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ทำงานในสังคม ไม่มีข้อบังคับให้ทานเจตลอดชีวิต (จะทานเจเฉพาะวันสำคัญ วันศีล ประกอบพิธี หรือช่วงเก็บตัวฝึกกรรมฐาน) มีแนวคิดเรื่องการบำเพ็ญไปพร้อมกับกระแสโลก ไม่ตึง ไม่หย่อน
***หมายเหตุ***
ฉวนเจินไม่ได้มีเพียงนิกายเดียว แต่ยังมีสายต่างๆ ที่แยกย่อยออกมา ซึ่งไม่ได้หมายความว่าทุกสายต้องทานเจ ถือพรหมจรรย์ตลอดชีวิต การเหมารวมว่าฉวนเจินทั้งหมดต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้นั้นไม่ถูกต้อง เป็นเพียงทัศนคติอันตื้นเขินจากทิฐิและอัตตาส่วนตน…!
แล้วแซะกันเรื่องอะไร…?
ต้นเหตุทั้งหมดก็ล้วนแต่มาจากทิฐิและอัตตาทั้งสิ้น…!
ฝั่งหนึ่งมองว่า ต้นสายฉวนเจินกินเจ ถือพรหมจรรย์ ฉวนเจินทั้งหมดก็ต้องกินเจและถือพรหมจรรย์สิ…!
อีกฝั่งหนึ่งก็มองว่า เต๋ามีมากนิกาย หลายจารีต สังกัดอยู่สำนักไหน ก็ใช้จารีตสำนักนั้น เพราะเส้นทางของคนเราล้วนต่างกัน…!
มันจึงกลายเป็นสงครามคีย์บอร์ดฉบับยุทธภพที่ฝั่งหนึ่งมองว่าอีกฝั่ง “ก็แค่สร้างภาพ” ส่วนอีกฝั่งก็มองว่าฝั่งตรงข้าม “ตาบอดใจบอด”
ใดๆ ก็ตาม…!
นักพรตที่เลือกอยู่กับจารีตทานเจถือพรหมจรรย์ ก็ควรทานเจและถือพรหมจรรย์…!
นักพรตที่เลือกอยู่กับจารีตอื่น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องทานเจและถือพรหมจรรย์…!
แต่นักพรตที่ประกาศตนว่าเป็นนักพรต ด้วยความภาคภูมิใจ ก็ควรที่จะปฏิบัติตนให้สมกับความภาคภูมิใจและความเป็นพรตนั้น ไม่ควรมาต่อปากสาดโคลน บลัพกันไปมาบนโลกออนไลน์ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เพราะนั่นไม่ใช่ความประพฤติอันพึงมีของนักบวช ความประพฤติดังกล่าว เป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกในศาสนา อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไร้ซึ่งวุฒิภาวะ จิตใจไกลห่างจากความเป็นเต๋า และขาดคุณสมบัติแห่งการเป็นพรตอันแท้จริง
สุดท้ายไม่ว่า “เจิ้งอี” หรือ “ฉวนเจิน” ก็ล้วนแต่เป็นเต๋า การบำเพ็ญธรรมไม่ได้วัดกันที่ว่าใครกินอะไร แต่งงานได้หรือไม่ ความเป็นพรตที่แท้จริงก็ไม่ได้วัดกันที่อาภรณ์ที่สวมใส่ หรือโองการที่เป็นเพียงกระดาษ แต่อยู่ที่ว่า "จิตใจ" ได้เข้าถึงความสงบและละวางกิเลสได้จริงหรือเปล่า การโพสต์แซะกันบนโซเชียล อาจจะเป็นเพียงความหลงผิด หรือกิเลสเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่นักพรตทั้งสองสายยังต้องเรียนรู้และข้ามผ่านมันไปให้ได้อยู่ดี
#ขอปัญญาจงบังเกิดแก่ท่านทั้งหลาย
#ขอเทียนจุนทรงอำนวยพระพร
#คืนความเป็นธรรมให้ฉวนเจิน
#福生无量天尊