มัสยิดอัรเราะห์มาน บ้านชะไว مسجد الرحمن

มัสยิดอัรเราะห์มาน  บ้านชะไว مسجد الرحمن มัสยิดอัรเราะห์มาน ตั้งอยู่เลขที่ 50/9 ม.2ต.ชะไว อ.ไชโย จ.อ่างทอง

 #ฮุก่มของการถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาล ทั้งแบบต่อเนื่องและแยกกัน และการถือหรือการละเว้น /เชคบินบ้าสรอฮิมะฮุลลอฮ์คำถาม:...
22/03/2026

#ฮุก่มของการถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาล ทั้งแบบต่อเนื่องและแยกกัน และการถือหรือการละเว้น /เชคบินบ้าสรอฮิมะฮุลลอฮ์
คำถาม:อนุญาตให้คนเราเลือกถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาลตามที่ต้องการได้หรือไม่ หรือว่าการถือศีลอดนี้มีช่วงเวลาที่กำหนดแน่นอน? และถ้ามุสลิมถือศีลอดวันเหล่านี้แล้ว จะกลายเป็นวาญิบ (บังคับ) สำหรับเขาหรือไม่ ต้องถือทุกปีหรือไม่?
คำตอบ:ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ
การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ และขอความศานติและความจำเริญจงมีแด่ท่านเราะสูลของอัลลอฮ์ ตลอดจนวงศ์วานและบรรดาสหายของท่าน และผู้ที่ดำเนินตามแนวทางของท่าน
หลังจากนั้น:
แท้จริงมีรายงานยืนยันจากท่านศาสดา ﷺ ว่า:
«من صام رمضان ثم أتبعه ستاً من شوال كان كصيام الدهر»
“ผู้ใดถือศีลอดเดือนรอมฎอน แล้วตามด้วย (ถือศีลอด) อีกหกวันจากเดือนเชาวาล เท่ากับว่าเขาถือศีลอดตลอดทั้งปี”
(บันทึกโดยอิมามมุสลิม)
การถือศีลอด 6 วันในเดือนเชาวาล ไม่มีการกำหนดวันที่ตายตัว�ผู้ศรัทธาสามารถเลือกได้ทั้งเดือน: จะถือช่วงต้นเดือนก็ได้ ช่วงกลางเดือนก็ได้ ช่วงปลายเดือนก็ได้ หรือจะแยกถือ (ไม่ต่อเนื่อง) ก็ได้ หากสามารถรีบถือให้เร็วและต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือน จะถือว่า ดีกว่า เพราะเป็นการรีบเร่งทำความดี อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ มีความกว้าง (ยืดหยุ่น) จะถือแบบต่อเนื่องหรือแยกก็ได้ จะถือครบหรือไม่ครบก็ได้ และการถือศีลอดนี้ไม่ใช่ฟัรฎูแต่เป็นสุนนะฮ์
ดังนั้นหากบางปีถือ และบางปีไม่ถือ ไม่มีความผิด หรือถือบางวันและเว้นบางวัน ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ
#ที่มา:https://binbaz.org.sa/fatwas/6320/حكم-صيام-الست-من-شوال-متتابعة-ومفرقة-وصومها-وتركها

20/03/2026

#คุตบะห์วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2569
อ.อับดุลกอเด็ร ภู่โพธ์
มัสยิดอัรเราะห์มาน ชะไว (สุเหร่านอก)

20/03/2026

คุตบะห์วันอีดิ้ลฟิฏร์1447
อ.ดาวูด รอมาน
มัสยิดอัรเราะห์มาน ชะไว (สุเหร่านอก)
#ขออัลลอฮ์โปรดตอบรับการงานที่ดีจากของเราและจากพวกท่านด้วยเถิด
تقبل الله منا ومنكم صالح الأعمال

 #ขอเชิญร่วมละหมาดอีดิ้ลฟิฏร์และรับฟังคุฏบะห์โดยอ.ดาวูด รอมาน เวลา07.00น.น.เจ็ดโมงเช้าณ.ลานหน้ามัสยิดอัรเราะห์มาน สุเหร่...
19/03/2026

#ขอเชิญร่วมละหมาดอีดิ้ลฟิฏร์และรับฟังคุฏบะห์โดย
อ.ดาวูด รอมาน
เวลา07.00น.น.เจ็ดโมงเช้า
ณ.ลานหน้ามัสยิดอัรเราะห์มาน สุเหร่านอก
หลังละหมาดมีอาหารและเครื่องดื่มจัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์
#นำอาหารมาเลี้ยงติดต่อ 092-262-6502

 #ปลายทางของรอมฎอน…ระหว่างความหวังและความหวาดกลัวเชคซอลิฮ์ อัลเฟาซานขณะนี้เดือนอันประเสริฐได้สิ้นสุดลงหรือเกือบจะสิ้นสุด...
17/03/2026

#ปลายทางของรอมฎอน…ระหว่างความหวังและความหวาดกลัว
เชคซอลิฮ์ อัลเฟาซาน
ขณะนี้เดือนอันประเสริฐได้สิ้นสุดลงหรือเกือบจะสิ้นสุด ดังนั้นเราจงทบทวนและตรวจสอบตัวของเราเองว่า เราได้ทำอะไรไว้บ้าง?
เราได้เตรียมอะไรไว้สำหรับตัวเราเองในเดือนอันยิ่งใหญ่นี้?
ผู้ใดที่ทำความดี ก็จงสรรเสริญอัลลอฮ์ และจงทำความดีให้ต่อไปเถิด และผู้ใดที่บกพร่อง ก็จงรีบกลับตัวสู่การเตาบะฮ์ (การสำนึกผิด) เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงรับการเตาบะฮ์จากบ่าวของพระองค์ และทรงอภัยในความผิดทั้งหลาย
อัลลอฮ์ตรัสว่า
{وَلَا تَيْأَسُوا مِن رَّوْحِ اللَّهِ ۖ إِنَّهُ لَا يَيْأَسُ مِن رَّوْحِ اللَّهِ إِلَّا الْقَوْمُ الْكَافِرُونَ}
“และพวกเจ้าอย่าสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์ แท้จริงไม่มีผู้ใดสิ้นหวังจากความเมตตาของอัลลอฮ์ นอกจากกลุ่มชนผู้ปฏิเสธศรัทธาเท่านั้น”
ผู้ที่ทำดี หรือผู้ที่บกพร่องก็ตาม จงพยายามให้การจบลงของเขาเป็นการจบที่ดี เพราะแท้จริงการงานทั้งหลายนั้นถูกตัดสินด้วยตอนจบของมัน
จากนั้นจงมีความเกรงกลัวและความหวาดหวั่นว่า การงานของเราอาจจะไม่ถูกตอบรับ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ ตรัสว่า
{إِنَّمَا يَتَقَبَّلُ اللَّهُ مِنَ الْمُتَّقِينَ}
“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรับ (การงาน) เฉพาะจากบรรดาผู้ยำเกรงเท่านั้น”

ดังนั้นจงพิจารณาตัวของพวกท่านเอง ทั้งเจตนาและจุดมุ่งหมายของพวกท่านและอย่าให้ผู้ใดในพวกท่านหลงชื่นชมในการงานของตน หรือคิดว่าตนได้ทำสิ่งที่จำเป็นครบถ้วนแล้ว หรือคิดว่าตนได้ปฏิบัติสิทธิของอัลลอฮ์อย่างสมบูรณ์ืแต่ควรมองว่าตนเองยังบกพร่อง ยังละเลย และควรถ่อมตนแตกสลายอยู่ต่อหน้าองค์พระผู้อภิบาลของเขา
บรรดาสะลัฟบางท่านกล่าวว่า:
لو أعلم أن الله تقبل مني مثقال حبة من خردل لتمنيت الموت
“หากฉันรู้ว่าอัลลอฮ์ทรงตอบรับจากฉันเพียงเท่าน้ำหนักของเมล็ดมัสตาร์ด ฉันก็จะปรารถนาให้ความตายมาถึงฉัน”
นั่นก็เพราะพวกเขามีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์อย่างยิ่ง
และอัลลอฮ์ได้กล่าวถึงบ่าวผู้ประเสริฐของพระองค์ว่า
{وَٱلَّذِينَ يُؤْتُونَ مَآ ءَاتَواْ وَقُلُوبُهُمْ وَجِلَةٌ أَنَّهُمْ إِلَىٰ رَبِّهِمْ رَٰجِعُونَ أُو۟لَٰٓئِكَ يُسَٰرِعُونَ فِي ٱلْخَيْرَٰتِ وَهُمْ لَهَا سَٰبِقُونَ}
“และบรรดาผู้ที่ให้สิ่งที่พวกเขาให้ไป และหัวใจของพวกเขาหวาดหวั่น เพราะพวกเขาจะต้องกลับไปยังพระเจ้าของพวกเขา
ชนเหล่านี้แหละที่รีบเร่งในการทำความดี และพวกเขาเป็นผู้ที่นำหน้าในความดีเหล่านั้น”
ท่านหญิงอาอิชะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อนาง) มารดาแห่งบรรดาผู้ศรัทธา ได้กล่าวว่า:
يا رسول اللّه أهم الذين يزنون ويشربون الخمرويخافون أن يعذبوا بذنوبهم؟
“โอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ คนเหล่านี้คือผู้ที่ทำซินา (ล่วงประเวณี) ดื่มสุรา แล้วกลัวว่าจะถูกลงโทษเพราะบาปของพวกเขาหรือ?”

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
«لَا يَا ابْنَةَ الصِّدِّيقِ، إِنَّهُمْ قَوْمٌ أَطَاعُوا اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ وَأَحْسَنُوا، وَيَخَافُونَ أَنْ تُرَدَّ عَلَيْهِمْ أَعْمَالُهُمْ وَأَلَّا تُقْبَلَ مِنْهُمْ»
“ไม่ใช่เช่นนั้น โอ้บุตรสาวของอัศศิดดีก (อบูบักร) แต่พวกเขาคือกลุ่มชนที่เชื่อฟังอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกร และทำความดี แต่พวกเขากลัวว่าการงานของพวกเขาจะถูกปฏิเสธ และจะไม่ถูกตอบรับจากพวกเขา”
ดังนั้นเราควรมีความหวาดกลัวว่าการงานของเราอาจถูกปฏิเสธ
และไม่ควรหลงชื่นชมกับมัน หรือมองว่ามันมากมาย เพราะแท้จริงมันยังน้อยมากเมื่อเทียบกับสิทธิของอัลลอฮ์ที่เราต้องปฏิบัติ
เพราะสิทธิของอัลลอฮ์ที่มีเหนือเรานั้นยิ่งใหญ่มาก
แต่พระองค์ทรงอภัย ทรงเอื้อเฟื้อ และทรงประทานจากความโปรดปรานของพระองค์
แต่ทั้งหมดนั้นสำหรับผู้ที่ มีความหวังและความไว้วางใจที่ดีต่อพระผู้อภิบาลของตน
ดังนั้นจงมีความหวังที่ดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่าน จงมีความหวังที่ดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกท่าน จงหวังในความดีงามจากพระองค์ และจงประกอบความดีงามเถิด
ที่มา:https://www.youtube.com/watch?v=eWU82iYgtq0

 #ช่วงเวลาที่ดุอาอ์ได้รับการตอบรับเชคบินบ้าส รอฮิมะฮุลลอฮ์ #คำถาม: ช่วงเวลาใดบ้างที่ดุอาอ์จะได้รับการตอบรับ? #คำตอบ: ช่ว...
15/03/2026

#ช่วงเวลาที่ดุอาอ์ได้รับการตอบรับ
เชคบินบ้าส รอฮิมะฮุลลอฮ์
#คำถาม: ช่วงเวลาใดบ้างที่ดุอาอ์จะได้รับการตอบรับ?
#คำตอบ: ช่วงเวลาที่ดุอาอ์มีโอกาสได้รับการตอบรับนั้นมีหลายช่วงเวลา ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในสุนนะฮ์ ดังนี้
1. ช่วงระหว่างอะซานกับอิกอมะฮ์
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
«الدُّعَاءُ لَا يُرَدُّ بَيْنَ الأَذَانِ وَالإِقَامَةِ»
“ดุอาอ์จะไม่ถูกปฏิเสธในช่วงระหว่างอะซานกับอิกอมะฮ์”
ดังนั้นผู้ศรัทธาควรใช้ช่วงเวลานี้ในการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์
2. กลางคืน โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายของคืน (หนึ่งในสามสุดท้ายของคืน)
ในเวลากลางคืนมีช่วงเวลาหนึ่งที่ผู้ขอจะไม่ถูกปฏิเสธ โดยช่วงที่มีโอกาสมากที่สุดคือ กลางดึกและหนึ่งในสามสุดท้ายของคืน
มีรายงานจากท่านนบี ﷺ ว่า:
«يَنْزِلُ رَبُّنَا إِلَى السَّمَاءِ الدُّنْيَا كُلَّ لَيْلَةٍ حِينَ يَبْقَى ثُلُثُ اللَّيْلِ الآخِرُ، فَيَقُولُ:
مَنْ يَدْعُونِي فَأَسْتَجِيبَ لَهُ؟ مَنْ يَسْأَلُنِي فَأُعْطِيَهُ؟مَنْ يَسْتَغْفِرُنِي فَأَغْفِرَ لَهُ؟
حَتَّى يَنْفَجِرَ الفَجْرُ»
“พระเจ้าของเราจะทรงลงมายังฟากฟ้าใกล้โลกทุกคืน เมื่อเหลือหนึ่งในสามสุดท้ายของคืน แล้วพระองค์ตรัสว่า
‘ใครเล่าที่วิงวอนขอต่อข้า แล้วข้าจะตอบรับเขา?
ใครเล่าที่ขอจากข้า แล้วข้าจะให้เขา?
ใครเล่าที่ขออภัยโทษจากข้า แล้วข้าจะอภัยให้เขา?’
จนกระทั่งรุ่งอรุณปรากฏ”
ผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงจึงควรพยายามเลือกช่วงเวลานี้ในการดุอาอ์ โดยเฉพาะ หนึ่งในสามสุดท้ายของคืน พร้อมกับวิงวอนต่ออัลลอฮ์ด้วยพระนามอันงดงามและคุณลักษณะอันสูงส่งของพระองค์ พร้อมทั้งขอดุอาอ์ด้วยความจริงใจ ซ้ำ ๆ และมีความหวังต่อพระองค์
หลักการสำคัญเกี่ยวกับการตอบรับดุอาอ์
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
«مَا مِنْ مُسْلِمٍ يَدْعُو اللَّهَ بِدَعْوَةٍ لَيْسَ فِيهَا إِثْمٌ وَلَا قَطِيعَةُ رَحِمٍ إِلَّا أَعْطَاهُ اللَّهُ بِهَا إِحْدَى ثَلَاثٍ:إِمَّا أَنْ تُعَجَّلَ لَهُ دَعْوَتُهُ فِي الدُّنْيَا،وَإِمَّا أَنْ يَدَّخِرَهَا لَهُ فِي الآخِرَةِ،وَإِمَّا أَنْ يَصْرِفَ عَنْهُ مِنَ السُّوءِ مِثْلَهَا»
قَالُوا: يَا رَسُولَ اللَّهِ إِذًا نُكْثِرُ.
قَالَ: «اللَّهُ أَكْثَرُ»
“ไม่มีมุสลิมคนใดวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ โดยที่ดุอาอ์นั้นไม่มีบาปและไม่ตัดความสัมพันธ์เครือญาติ นอกจากอัลลอฮ์จะให้เขาอย่างใดอย่างหนึ่งในสามประการนี้
ให้เขาได้รับสิ่งที่ขออย่างรวดเร็วในโลกนี้
เก็บไว้เป็นผลบุญให้เขาในอาคิเราะฮ์
หรือปกป้องเขาจากความชั่วร้ายเท่ากับสิ่งที่เขาขอ”
พวกเขากล่าวว่า: “เช่นนั้นเราจะขอดุอาอ์ให้มากขึ้น”
ท่านตอบว่า: “อัลลอฮ์ทรงให้มากยิ่งกว่า”
และผู้ศรัทธาควรมีความหวังต่อการตอบรับจากอัลลอฮ์ และหลีกเลี่ยงรายได้ที่หะรอม เพราะรายได้ที่ไม่บริสุทธิ์เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ดุอาอ์ไม่ได้รับการตอบรับ
3. ขณะสุญูด
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
«أَقْرَبُ مَا يَكُونُ العَبْدُ مِنْ رَبِّهِ وَهُوَ سَاجِدٌ، فَأَكْثِرُوا الدُّعَاءَ»
“ช่วงเวลาที่บ่าวใกล้ชิดพระเจ้าของเขามากที่สุดคือขณะที่เขาสุญูด ดังนั้นจงขอดุอาอ์ให้มาก”
และท่านยังกล่าวว่า:
«أَمَّا الرُّكُوعُ فَعَظِّمُوا فِيهِ الرَّبَّ، وَأَمَّا السُّجُودُ فَاجْتَهِدُوا فِي الدُّعَاءِ فَقَمِنٌ أَنْ يُسْتَجَابَ لَكُمْ»
“ส่วนการรุกูอ์นั้นจงสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
และส่วนการสุญูดนั้นจงขอดุอาอ์อย่างขยันขันแข็ง เพราะมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่ดุอาอ์จะได้รับการตอบรับ”(บันทึกโดยมุสลิม)
4. ขณะที่อิหม่ามขึ้นมิมบัรในวันศุกร์จนกระทั่งละหมาดเสร็จ
ช่วงเวลานี้เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ดุอาอ์มีโอกาสได้รับการตอบรับ
5. ตอนท้ายของละหมาด ก่อนให้สลาม
หลังจากอ่านตะชะฮุดแล้ว สามารถขอดุอาอ์ได้ เพราะท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
«ثُمَّ لِيَتَخَيَّرْ مِنَ الدُّعَاءِ أَعْجَبَهُ إِلَيْهِ فَيَدْعُو»
“จากนั้นให้เขาเลือกดุอาอ์ที่เขาชอบที่สุด แล้วจึงวิงวอนขอ”
6. ช่วงท้ายของวันศุกร์ หลังละหมาดอัสร์จนถึงก่อนดวงอาทิตย์ตก

นี่เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดุอาอ์มีโอกาสได้รับการตอบรับ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่นั่งรอละหมาดมักริบในสภาพมีวุฎูอ์
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
«فِي يَوْمِ الجُمُعَةِ سَاعَةٌ لَا يَسْأَلُ اللَّهَ أَحَدٌ فِيهَا شَيْئًا وَهُوَ قَائِمٌ يُصَلِّي إِلَّا أَعْطَاهُ اللَّهُ إِيَّاهُ»
“ในวันศุกร์มีช่วงเวลาหนึ่ง ที่ไม่มีใครขอสิ่งใดจากอัลลอฮ์ในขณะที่เขายืนละหมาด นอกจากอัลลอฮ์จะให้สิ่งนั้นแก่เขา”
ท่านนบี ﷺ ได้ชี้ว่าเวลานั้นเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ โดยท่านกล่าวว่า
«لا يَسْأَلُ اللَّهَ فِيهَا شَيْئًا وَهُوَ قَائِمٌ يُصَلِّي»
“ไม่มีผู้ใดขอสิ่งใดจากอัลลอฮ์ในช่วงเวลานั้น ในขณะที่เขายืนละหมาด นอกจากอัลลอฮ์จะประทานให้แก่เขา”
•บรรดานักวิชาการได้อธิบายคำกล่าวของท่านนบี ﷺ ที่ว่า
«وَهُوَ قَائِمٌ يُصَلِّي»
หมายถึง ผู้ที่กำลังรอละหมาดอยู่ เพราะผู้ที่นั่งรอละหมาดนั้นมีสถานะเสมือนผู้กำลังละหมาด เนื่องจากช่วงเวลาหลังละหมาดอัสร์ไม่ใช่เวลาที่มีการละหมาดซุนนะฮ์
ดังนั้น ผู้ที่นั่งรอ ละหมาดมักริบ จึงถือว่าอยู่ในสถานะเหมือนผู้กำลังละหมาด ด้วยเหตุนี้ จึงควรขอดุอาอ์ให้มากในช่วงเวลาก่อนดวงอาทิตย์ตก หากอยู่ในมัสยิดก็ให้ทำในมัสยิด และหากเป็นผู้หญิงหรือผู้ป่วยที่อยู่ที่บ้าน ก็สามารถปฏิบัติสิ่งนี้ได้เช่นกัน โดยการมีวุฎูอ์ (ชำระล้างร่างกาย) และนั่งรอละหมาดมักริบ
ช่วงเวลาทั้งหมดเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่มีโอกาสที่ดุอาอ์จะได้รับการตอบรับ ดังนั้นควรพยายามเลือกช่วงเวลาเหล่านี้ในการขอดุอาอ์ และขอดุอาอ์ให้มาก พร้อมกับ
ความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์
ความนอบน้อมถ่อมตน
ความสำนึกในความต่ำต้อยต่อพระองค์
ความต้องการและพึ่งพาพระองค์อย่างแท้จริง
พร้อมทั้งควรกล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์ให้มาก และควรเริ่มดุอาอ์ด้วยการ สรรเสริญอัลลอฮ์ และ การส่งศอละวาตแก่ท่านนบี ﷺ
เพราะการเริ่มต้นดุอาอ์ด้วย การกล่าวสรรเสริญอัลลอฮ์ และการขอพรแก่ท่านนบี ﷺ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ดุอาอ์ได้รับการตอบรับ ดังที่มีรายงานหะดีษที่ถูกต้องจากท่านรอซูลของอัลลอฮ์

ที่มา:https://binbaz.org.sa/fatwas/3063/الاوقات-التي-تجاب-فيها-الدعوات

13/03/2026
 #ซะกาตฟิฏรฺ ต้องจ่ายหนึ่งศออ์ จากอาหารหลักของแต่ละประเทศ  #มีคำถามมากเกี่ยวกับการจ่าย ข้าวสาร เป็นซะกาตฟิฏรฺ และเกี่ยวก...
12/03/2026

#ซะกาตฟิฏรฺ ต้องจ่ายหนึ่งศออ์ จากอาหารหลักของแต่ละประเทศ
#มีคำถามมากเกี่ยวกับการจ่าย ข้าวสาร เป็นซะกาตฟิฏรฺ และเกี่ยวกับการจ่าย เงินแทนอาหาร
คำตอบคือ: มีหลักฐานยืนยันจากท่านเราะสูล ﷺ ว่าท่านได้กำหนดซะกาตฟิฏรฺแก่บรรดามุสลิมเป็น หนึ่งศออ์จากอินทผลัม หรือหนึ่งศออ์จากข้าวบาร์เลย์ และท่านได้สั่งให้จ่ายมัน ก่อนที่ผู้คนจะออกไปละหมาดอีด (คือ ละหมาดอีดิลฟิฏรฺ)
และมีบันทึกอยู่ในเศาะฮีหฺทั้งสองเล่มว่า จาก อบูสะอีด อัลคุดรีย์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า:
«كُنَّا نُعْطِيهَا فِي زَمَنِ النَّبِيِّ ﷺ صَاعًا مِنْ طَعَامٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ تَمْرٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ شَعِيرٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ إِقِطٍ، أَوْ صَاعًا مِنْ زَبِيبٍ»
“ในสมัยของท่านนบี ﷺ พวกเราเคยจ่ายซะกาตฟิฏรฺเป็นหนึ่งศออ์ของอาหาร หรือ หนึ่งศออ์ของอินทผลัม หรือ หนึ่งศออ์ของข้าวบาร์เลย์ หรือ หนึ่งศออ์ของอิฏกฺ (นมแห้ง) หรือหนึ่งศออ์ของลูกเกด”
•นักวิชาการกลุ่มหนึ่งได้อธิบายคำว่า “อาหาร ” ในหะดีษนี้ว่า หมายถึง ข้าวสาลี
•นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งอธิบายว่า หมายถึง อาหารหลักของชาวเมืองนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ข้าวโพด ลูกเดือย หรืออย่างอื่น
ความเห็นที่ถูกต้องคือความหมายที่สอง เพราะซะกาตเป็นการช่วยเหลือจากคนมีฐานะต่อคนยากจน มุสลิมไม่จำเป็นต้องบริจาคสิ่งที่ไม่ใช่ อาหารหลัก ของท้องถิ่นตนเอง ซึ่งในซาอุดีอาระเบีย 'ข้าวสาร' ถือเป็นอาหารหลักที่ทั้งดีและมีค่า ยิ่งกว่าข้าวบาร์เลย์ (ที่ระบุไว้ในสมัยก่อน) เสียอีก ดังนั้น การจ่ายซะกาตฟิตเราะฮ์ด้วยข้าวสารจึงถือว่าทำได้โดยไม่มีปัญหาครับ
#จำนวนที่จำเป็นต้องจ่าย คือ หนึ่งศออ์จากทุกชนิด โดยใช้ศออ์ของท่านนบี ﷺ ซึ่งเท่ากับ สี่กำมือเต็มของมือทั้งสองข้างของคนปกติ ตามที่กล่าวไว้ในพจนานุกรมและแหล่งอื่น ๆ และเมื่อนำมาชั่งน้ำหนัก จะมีค่าประมาณ สามกิโลกรัม
ดังนั้น หากมุสลิมจ่าย หนึ่งศออ์ของข้าวสาร หรืออาหารหลักอื่นของประเทศของเขา ก็ถือว่าใช้ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ชนิดที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษนี้ ตามความเห็นที่ถูกต้องที่สุดของนักวิชาการ และไม่เป็นไรที่จะกำหนดโดยน้ำหนักประมาณ สามกิโลกรัม
ซะกาตฟิฏรฺเป็นวาญิบ ต้องจ่ายแทนเด็กและผู้ใหญ่ ชายและหญิง คนอิสระและทาส�จากบรรดามุสลิม ส่วนทารกที่ยังอยู่ในครรภ์ นั้น ไม่จำเป็นต้องจ่ายตามมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ แต่ถือว่า เป็นสิ่งที่แนะนำ (มุสตะหับ) เพราะมีรายงานว่า อุษมานรอฎิยัลลอฮุอันฮุเคยทำเช่นนั้น
#เวลาที่จำเป็นต้องจ่าย คือก่อนละหมาดอีด และ ไม่อนุญาตให้เลื่อนออกไปหลังละหมาดอีดี และไม่มีปัญหาหากจะจ่าย ก่อนวันอีดหนึ่งหรือสองวัน
ดังนั้น เวลาที่เร็วที่สุดในการจ่าย ตามความเห็นที่ถูกต้องที่สุดของนักวิชาการ คือ คืนวันที่ 28 ของรอมฎอน เพราะเดือนอาจมี 29 หรือ 30 วัน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านเราะสูล ﷺ เคยจ่ายมันก่อนวันอีดหนึ่งหรือสองวัน
#ผู้มีสิทธิรับซะกาตฟิฏรฺ คือ คนยากจนและคนขัดสน
มีรายงานจาก อิบนุอับบาสกรอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า:
«فَرَضَ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ زَكَاةَ الْفِطْرِ طُهْرَةً لِلصَّائِمِ مِنَ اللَّغْوِ وَالرَّفَثِ، وَطُعْمَةً لِلْمَسَاكِينِ، فَمَنْ أَدَّاهَا قَبْلَ الصَّلَاةِ فَهِيَ زَكَاةٌ مَقْبُولَةٌ، وَمَنْ أَدَّاهَا بَعْدَ الصَّلَاةِ فَهِيَ صَدَقَةٌ مِنَ الصَّدَقَاتِ»
“ท่านเราะสูลของอัลลอฮ์ ﷺ ได้กำหนดซะกาตฟิฏรฺ เพื่อเป็นการชำระผู้ถือศีลอดจากคำพูดไร้สาระและคำหยาบคาย และเพื่อเป็นอาหารแก่คนยากจน ดังนั้นผู้ใดจ่ายมันก่อนละหมาด มันก็เป็นซะกาตที่ได้รับการตอบรับ และผู้ใดจ่ายมันหลังละหมาด มันก็เป็นเพียงการบริจาคอย่างหนึ่งจากการบริจาคทั้งหลาย”
#การจ่ายเป็นเงินแทนอาหารนั้นไม่อนุญาต ตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ และเป็นทัศนะที่มีหลักฐานถูกต้องกว่า เพราะสิ่งที่จำเป็นคือ ต้องจ่ายเป็นอาหาร ตามที่ท่านนบี ﷺ และเศาะฮาบะฮ์ของท่านได้ปฏิบัติ และนี่คือทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ของประชาชาติอิสลาม
เราขอต่ออัลลอฮ์ให้พระองค์ทรงประทานความเข้าใจในศาสนาแก่เราและบรรดามุสลิมทั้งหลาย ให้ยืนหยัดอยู่บนศาสนาของพระองค์ และให้พระองค์ทรงปรับปรุงหัวใจและการงานของเรา แท้จริงพระองค์ทรงใจกว้างและทรงเอื้อเฟื้อยิ่ง
ขออัลลอฮ์ทรงประทานความจำเริญและสันติแด่ศาสดาของเรา มุฮัมมัด ﷺ ครอบครัวของท่าน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน
•อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ์ อิบนุ บาซ อดีตประธานทั่วไป ฝ่ายวิจัยทางวิชาการ การฟัตวา การดะอ์วะฮ์ และการชี้นำศาสนา
ที่มา:https://binbaz.org.sa/articles/169/زكاة-الفطر-صاع-من-قوت-البلد

 #"ลัยละตุลก็อดร์:ค่ำคืนที่ประเสริฐกว่าพันเดือน"ท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:“จงพยายามแสวงหา คืนลัยล...
10/03/2026

#"ลัยละตุลก็อดร์:ค่ำคืนที่ประเสริฐกว่าพันเดือน"

ท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:
“จงพยายามแสวงหา คืนลัยละตุลก็อดร์ในคืนคี่ของสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน”
•ผู้รายงาน: อาอิชะฮ์ อุมมุลมุอ์มินีนผู้ตรวจสอบหะดีษ: อัล-บุคอรีย์
•แหล่งที่มา: เศาะฮีห์อัลบุคอรีย์ หมายเลข 2017สถานะหะดีษ: เศาะฮีห์ (ถูกต้อง)
•บันทึกโดย: อะห์มัด (24445), อัลบัยฮะกีย์ (8606) และอัลบะฆอวีย์ ใน ชัรหุสสุนนะฮ์
#คำอธิบาย
คืนลัยละตุลก็อดร์นั้น ประเสริฐยิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน เป็นคืนที่มีเกียรติยิ่งที่สุดคืนหนึ่ง เพราะในคืนนั้นความดีจะถูกทวีคูณ ผลบุญเพิ่มขึ้น และความผิดบาปได้รับการอภัย เป็นคืนที่มีความจำเริญจากคืนต่าง ๆ ในเดือนรอมฎอน
คืนดังกล่าวถูกเรียกว่า “ลัยละตุลก็อดร์” (คืนแห่งเกียรติหรือการกำหนด) เนื่องจากความยิ่งใหญ่และเกียรติของมัน บางทัศนะกล่าวว่าเพราะการทำอิบาดะฮ์ในคืนนั้นมีคุณค่าและน้ำหนักมาก และยังมีคำอธิบายอื่น ๆ อีก
หนึ่งในปรีชาญาณของอัลลอฮ์ที่ทรงซ่อนคืนดังกล่าวไว้จากมนุษย์ ก็เพื่อให้พวกเขาพยายามแสวงหาในหลายคืน ทำให้เพิ่มการอิบาดะฮ์และการทำความดี ซึ่งจะนำประโยชน์กลับมาสู่พวกเขาเอง
ในหะดีษนี้ ท่านอาอิชะฮ์รอฎิยัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า“จงแสวงหา” หมายถึง ให้ใช้ความพยายามและความตั้งใจในการค้นหาคืนลัยละตุลก็อดร์
และคืนดังกล่าวอยู่ใน คืนคี่ของสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน ได้แก่ คืนที่ 21 คืนที่ 23 คืนที่ 25 คืนที่ 27 คืนที่ 29 ซึ่งเป็นสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน โดยไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าเป็นคืนใดแน่นอน
หะดีษนี้แสดงให้เห็นถึง การส่งเสริมให้แสวงหาคืนลัยละตุลก็อดร์และใช้โอกาสนั้นในการทำความดี เพราะในคืนนั้นมีความประเสริฐและผลบุญที่ยิ่งใหญ่
#ที่มา : https://dorar.net/hadith/sharh/24372

 #ลัยละตุลก็อดร์:หนึ่งคืนเหนือพันเดือน•ลัยละตุลก็อดร์ความประเสริฐ •สิ่งที่ควรกระทำ •และเวลาของมัน #หัวข้อที่หนึ่ง:คืนลัย...
09/03/2026

#ลัยละตุลก็อดร์:หนึ่งคืนเหนือพันเดือน
•ลัยละตุลก็อดร์ความประเสริฐ •สิ่งที่ควรกระทำ •และเวลาของมัน
#หัวข้อที่หนึ่ง:คืนลัยละตุลก็อดร์ ความประเสริฐ
1. อัลกุรอานถูกประทานลงมาในคืนนั้น อัลลอ์ตะอาลากล่าวว่า:
إِنَّا أَنزلْنَاهُ فِي لَيْلَةِ الْقَدْرِ(القدر: 1)
“แท้จริงเราได้ประทานมัน (อัลกุรอาน) ลงมาในคืนลัยละตุลก็อดร์”
2. อัลลอฮ์ทรงกำหนดกิจการต่าง ๆ ของปีในคืนนั้น
อัลลอฮ์กล่าวว่า:
فِيهَا يُفْرَقُ كُلُّ أَمْرٍ حَكِيمٍ أَمْرًا مِنْ عِنْدِنَا إِنَّا كُنَّا مُرْسِلِينَ(الدخان: 4-5)
“ในคืนนั้น ทุกกิจการที่เปี่ยมด้วยปรีชาญาณจะถูกกำหนด เป็นบัญชาจากเรา แท้จริงเราเป็นผู้ส่ง (ศาสนทูต) มา”
ในคืนนั้น อัลลอฮ์ทรงกำหนดการของสรรพสิ่งตลอดปี เช่น ผู้มีชีวิต ผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับความรอด ผู้พินาศ ผู้มีความสุข ผู้ทุกข์ยาก ผู้มีเกียรติ และผู้ต่ำต้อย รวมถึงทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้เกิดขึ้นในปีถัดไป
3. เป็นคืนที่เปี่ยมด้วยความจำเริญ
إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ فِي لَيْلَةٍ مُبَارَكَةٍ(الدخان: 3)
“แท้จริงเราได้ประทานมันลงมาในคืนที่จำเริญ”
4. การอิบาดะฮ์ในคืนนั้นประเสริฐกว่าหนึ่งพันเดือน
لَيْلَةُ الْقَدْرِ خَيْرٌ مِنْ أَلْفِ شَهْرٍ(القدر: 3)
“คืนลัยละตุลก็อดร์ประเสริฐยิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน”
การทำอิบาดะฮ์ในคืนนั้นดียิ่งกว่าการทำอิบาดะฮ์ตลอด หนึ่งพันเดือนที่ไม่มีคืนลัยละตุลก็อดร์ และหนึ่งพันเดือนเท่ากับประมาณ 83 ปี 4 เดือน
5. มลาอิกะฮ์และญิบรีลลงมาในคืนนั้น
تَنَزَّلُ الْمَلَائِكَةُ وَالرُّوحُ فِيهَا بِإِذْنِ رَبِّهِمْ مِنْ كُلِّ أَمْرٍ (القدر: 4)
“บรรดามลาอิกะฮ์และอัรรูฮ์ (ญิบรีล) จะลงมาในคืนนั้น ด้วยพระอนุญาตจากพระเจ้าของพวกเขา พร้อมกับทุกกิจการ”
มลาอิกะฮ์จะลงมายังโลกพร้อมกับ ความดี ความจำเริญ ความเมตตา และการอภัยโทษ
6. เป็นคืนแห่งสันติ
سَلَامٌ هِيَ حَتَّى مَطْلَعِ الْفَجْرِ(القدر: 5)
“มันคือสันติ จนกระทั่งรุ่งอรุณ”
คือคืนที่ปราศจากความชั่วและอันตราย เป็นคืนที่เต็มไปด้วยการทำอิบาดะฮ์ การทำความดี และความปลอดภัยจากการลงโทษ
#หัวข้อที่สอง:สิ่งที่ควรกระทำในคืนลัยละตุลก็อดร์
ประเด็นที่ 1: การละหมาดกลางคืน (กิยามุลลัยล์)
แนะนำให้ทำการละหมาดในคืนอันประเสริฐนี้
หลักฐานจากหะดีษ

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ، عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ:
«وَمَنْ قَامَ لَيْلَةَ الْقَدْرِ إِيمَانًا وَاحْتِسَابًا غُفِرَ لَهُ مَا تَقَدَّمَ مِنْ ذَنْبِهِ»
จากท่านอบูฮุรอยเราะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า:ท่านรอซูลุลลองฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:
“ผู้ใดที่ยืนละหมาดในคืนลัยละตุลก็อดร์ด้วยความศรัทธาและหวังผลบุญจากอัลลอฮ์ บาปที่ผ่านมาของเขาจะถูกอภัย”
ประเด็นที่ 2: การอิอ์ติกาฟ
การอิอ์ติกาฟในคืนลัยละตุลก็อดร์เป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ เพราะท่านนบี ﷺ เคยอิอ์ติกาฟในสิบคืนสุดท้ายเพื่อแสวงหาคืนลัยละตุลก็อดร์
หลักฐานจากหะดีษ
عن أبي سعيد الخدري رضي الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال:
«مَنْ كَانَ اعْتَكَفَ مَعِي فَلْيَعْتَكِفِ الْعَشْرَ الْأَوَاخِرَ، وَقَدْ أُرِيتُ هَذِهِ اللَّيْلَةَ ثُمَّ أُنْسِيتُهَا، وَقَدْ رَأَيْتُنِي أَسْجُدُ فِي مَاءٍ وَطِينٍ مِنْ صَبِيحَتِهَا، فَالْتَمِسُوهَا فِي الْعَشْرِ الْأَوَاخِرِ، وَالْتَمِسُوهَا فِي كُلِّ وِتْرٍ»
จากท่านอบูซะอีดอัลคุดรี รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า :ท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:
“ผู้ใดที่เคยอิอ์ติกาฟกับฉัน ก็จงอิอ์ติกาฟในสิบคืนสุดท้าย เพราะฉันเคยถูกให้เห็นคืนดังกล่าวแล้ว แต่ต่อมาฉันถูกทำให้ลืม และฉันเห็นว่าตนเองสุญูดในน้ำและโคลนในเช้าวันนั้น ดังนั้นจงแสวงหามันในสิบคืนสุดท้าย และจงแสวงหามันในคืนคี่”
ประเด็นที่ 3: การทำความดี
อัลลอฮ์ตะอาลากล่าวว่า:
لَيْلَةُ الْقَدْرِ خَيْرٌ مِنْ أَلْفِ شَهْرٍ(القدر: 3)
“คืนลัยละตุลก็อดร์ประเสริฐยิ่งกว่าหนึ่งพันเดือน”
บรรดานักตัฟซีรจำนวนมากกล่าวว่า:การทำความดีในคืนนั้น ประเสริฐกว่าการทำความดีในหนึ่งพันเดือนที่ไม่มีคืนลัยละตุลก็อดร์

#หัวข้อที่สาม: เวลาของคืนลัยละตุลก็อดร์และสัญญาณของมัน
1: เวลาของคืนลัยละตุลก็อดร์
คืนลัยละตุลก็อดร์อยู่ใน สิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน และมีแนวโน้มว่าจะอยู่ใน คืนคี่มากกว่าคืนคู่
นี่เป็นทัศนะของนักวิชาการในมัซฮับ ชาฟิอีย์ ฮัมบะลีย์ และเป็นทัศนะหนึ่งของมาลิกีย์ รวมทั้งเป็นทัศนะที่เลือกโดย อิบนุตัยมียะฮ์ อัศศอนอานีย์ อิบนุบาซ อิบนุอุษัยมีน
หลักฐานจากหะดีษ
عن عائشة رضي الله عنها أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال:
«تَحَرَّوْا لَيْلَةَ الْقَدْرِ فِي الْوِتْرِ مِنَ الْعَشْرِ الْأَوَاخِرِ مِنْ رَمَضَان»
จากท่านหญิงอาอิชะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮากล่าวว่า:ท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:
“จงแสวงหาคืนลัยละตุลก็อดร์ในคืนคี่ของสิบคืนสุดท้ายของรอมฎอน”
عَنْ ابْنِ عَبَّاسٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ:
«الْتَمِسُوهَا فِي الْعَشْرِ الْأَوَاخِرِ مِنْ رَمَضَانَ، لَيْلَةُ الْقَدْرِ فِي تَاسِعَةٍ تَبْقَى، فِي سَابِعَةٍ تَبْقَى، فِي خَامِسَةٍ تَبْقَى»
จากท่านอิบนุอับบ้าส รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านนบีซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:“จงแสวงหามันในสิบคืนสุดท้ายของรอมฎอน คืนลัยละตุลก็อดร์อาจอยู่เมื่อเหลืออีก 9 คืน 7 คืน หรือ 5 คืน”
عَنْ ابْنِ عُمَرَ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُمَا:«أَنَّ رِجَالًا مِنْ أَصْحَابِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أُرُوا لَيْلَةَ الْقَدْرِ فِي الْمَنَامِ فِي السَّبْعِ الْأَوَاخِرِ، فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: أَرَى رُؤْيَاكُمْ قَدْ تَوَاطَأَتْ فِي السَّبْعِ الْأَوَاخِرِ، فَمَنْ كَانَ مُتَحَرِّيَهَا فَلْيَتَحَرَّهَا فِي السَّبْعِ الْأَوَاخِرِ
จากท่านอิบนุอุมัร รอฎิยัลลอฮุอันฮัมากล่าวว่า:
“มีชายหลายคนจากบรรดาเศาะหาบะฮ์เห็นคืนลัยละตุลก็อดร์ในความฝันว่าอยู่ในเจ็ดคืนสุดท้าย
ดังนั้นท่านนบี ﷺ กล่าวว่า: “ฉันเห็นว่าความฝันของพวกท่านสอดคล้องกันในเจ็ดคืนสุดท้าย ดังนั้นผู้ใดจะแสวงหามันก็จงแสวงหาในเจ็ดคืนสุดท้าย”

2: คืนลัยละตุลก็อดร์เปลี่ยนไปหรือคงที่?
คืนลัยละตุลก็อดร์ ไม่ได้ถูกกำหนดอยู่ในคืนใดคืนหนึ่งตลอดทุกปี แต่จะเปลี่ยนไปในคืนต่าง ๆ ของ สิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน
นี่เป็นทัศนะของมัซฮับชาฟิอีย์ มัซฮับฮัมบะลีย์ และเป็นทัศนะหนึ่งของมัซฮับมาลิกีย์และยังเป็นทัศนะของ นักวิชาการส่วนใหญ่
หลักฐานจากสุนนะฮ์
หะดีษที่ 1
عن أبي سعيدٍ الخدريِّ رَضِيَ اللهُ عنه أنَّ رسولَ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم قال:
((كنتُ أجاوِرُ هذه العَشْرَ، ثم قد بدا لي أن أجاوِرَ هذه العَشْرَ الأواخِر، فمن كان اعتَكَفَ معي فلْيَثْبُتْ في مُعتَكَفِه، وقد أُرِيتُ هذه الليلةَ، ثم أُنْسِيتُها، فابتَغُوها في العَشْرِ الأواخِرِ، وابتَغُوها في كلِّ وِترٍ، وقد رأيتُني أسجُدُ في ماءٍ وطِينٍ، فاستهَلَّتِ السَّماءُ في تلك الليلةِ فأمطَرَت، فوَكَف المسجِدُ في مُصَلَّى النبيِّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم ليلةَ إحدى وعشرينَ، فبَصُرَتْ عيني رسولَ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم، ونَظَرْتُ إليه انصَرَفَ مِنَ الصُّبْحِ ووجهُه ممتلئٌ طينًا وماءً))
จากอบูสะอีด อัลคุดรีย์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อท่าน) รายงานว่าท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า
“ฉันเคยทำอิอ์ติกาฟในสิบวันแรก ต่อมาฉันเห็นว่าควรทำอิอ์ติกาฟในสิบวันสุดท้าย ดังนั้นผู้ใดที่ทำอิอ์ติกาฟกับฉัน ก็จงอยู่ในที่อิอ์ติกาฟของเขาต่อไป แท้จริงฉันเคยถูกให้เห็นคืนลัยละตุลก็อดร์ แต่ต่อมาฉันถูกทำให้ลืมมัน ดังนั้นจงแสวงหามันในสิบคืนสุดท้าย และจงแสวงหามันในคืนคี่ และฉันเห็นว่าตัวฉันสุญูดอยู่ในน้ำและโคลนในเช้าวันนั้น” ต่อมาท้องฟ้าได้ฝนตกในคืนนั้น ทำให้หลังคามัสญิดรั่ว และมีน้ำหยดลงมาในที่ละหมาดของท่านนบี ﷺ ในคืนที่ยี่สิบเอ็ด
อบูสะอีดกล่าวว่า “ฉันเห็นท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ หลังจากละหมาดศุบฮ์ ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยโคลนและน้ำ”
หะดีษที่ 2
عن عبدِ اللهِ بنِ أُنَيسٍ أنَّ رسولَ اللهِ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم قال:
((أُرِيتُ ليلةَ القَدْرِ ثمَّ أُنْسِيتُها، وأُراني صُبْحَها أسجُدُ في ماءٍ وطِينٍ، قال: فمُطِرْنَا ليلةَ ثلاثٍ وعِشرينَ، فصلَّى بنا رسولُ الله، فانصرَفَ، وإنَّ أثَرَ الماءِ والطِّينِ على جَبهَتِه وأنفِه))
จากอับดุลลอฮ์ อิบนุ อุไนส์ รายงานว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า
“ฉันเคยถูกให้เห็นคืนลัยละตุลก็อดร์ แต่ต่อมาฉันถูกทำให้ลืมมัน และฉันเห็นว่าตนเองสุญูดในน้ำและโคลนในเช้าวันนั้น”
ผู้รายงานกล่าวว่า
“ในคืนที่ยี่สิบสาม มีฝนตก และท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้นำพวกเราละหมาด
เมื่อท่านเสร็จจากการละหมาด เราเห็นรอยน้ำและโคลนอยู่บนหน้าผากและจมูกของท่าน”
3: การคงอยู่ของคืนลัยละตุลก็อดร์
คืนลัยละตุลก็อดร์ ยังคงมีอยู่ ไม่ได้ถูกยกเลิก และจะคงอยู่จนถึงวันกิยามะฮ์
หลักฐาน
1. จากสุนนะฮ์
عن عائشةَ رَضِيَ اللهُ عنها أنَّ النَّبيَّ صلَّى اللهُ عليه وسلَّم قال:
((تَحرَّوا لَيلةَ القدْرِ في الوِتْر من العَشرِ الأواخِرِ مِن رَمضانَ))
จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ (ขออัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อท่าน) รายงานว่า
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า“จงแสวงหาคืนลัยละตุลก็อดร์ในคืนคี่ของสิบคืนสุดท้ายของเดือนรอมฎอน”
2. จากมติเอกฉันท์ของนักวิชาการ (อิจญ์มาอ์)
นักวิชาการ อันนะวะวีย์ (النووي) ได้รายงานว่ามี มติเอกฉันท์ของนักวิชาการ ว่า: ((คืนลัยละตุลก็อดร์ยังคงมีอยู่ และจะคงอยู่จนถึงวันกิยามะฮ์))
4:เครื่องหมายของคืนลัยละตุลก็อดร์
หนึ่งในเครื่องหมายของคืนลัยละตุลก็อดร์คือ
ดวงอาทิตย์จะขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้นโดยไม่มีแสงจ้า
หลักฐานจากหะดีษ

عَنْ أُبَيِّ بْنِ كَعْبٍ رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ قَالَ:
«أَخْبَرَنَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَنَّهَا تَطْلُعُ يَوْمَئِذٍ لَا شُعَاعَ لَهَا»
จากท่านอุบัย อิบนุกะอ์บฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า:
“ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้บอกเราว่า ดวงอาทิตย์ในวันนั้นจะขึ้นโดยไม่มีแสงจ้า”
และในรายงานหนึ่งของมุสลิม
«وَأَمَارَتُهَا أَنْ تَطْلُعَ الشَّمْسُ فِي صَبِيحَةِ يَوْمِهَا بَيْضَاءَ لَا شُعَاعَ لَهَا»
“สัญญาณของมันคือ ดวงอาทิตย์ในเช้าวันนั้นจะขึ้นมาเป็นสีขาว ไม่มีแสงจ้า”

ที่มา: https://dorar.net/feqhia/2663/المبحث-الثاني-ليلة-القدر

 #เมื่อคนไร้ค่าชี้นำสังคมท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:“จะมีช่วงเวลาหนึ่งมาถึงผู้คน ซึ่งเป็นปีแห่งการ...
08/03/2026

#เมื่อคนไร้ค่าชี้นำสังคม
ท่านรอซูลุลลอฮิซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า:
“จะมีช่วงเวลาหนึ่งมาถึงผู้คน ซึ่งเป็นปีแห่งการหลอกลวง ในช่วงเวลานั้นคนโกหกจะถูกเชื่อว่าเป็นคนพูดจริงและคนพูดจริงจะถูกกล่าวหาว่าโกหก คนทรยศจะได้รับความไว้วางใจและคนซื่อสัตย์จะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศ และในเวลานั้น ‘อัรรุวัยบิฎะฮ์’ จะพูดในเรื่องของสาธารณชน”
มีผู้ถามว่า: “อัรรุวัยบิฎะฮ์”คืออะไร?
ท่านนบี ﷺ ตอบว่า:“คือคนที่ต่ำต้อย ไร้ค่า แต่กลับพูดและแทรกแซงในกิจการของสาธารณชน”
ผู้รายงาน: อบูฮุร็อยเราะฮ์ นักวิชาการหะดีษ: อัลอัลบานีย์
แหล่งที่มา: เศาะฮีห์ อิบนุมาญะฮ์ เลขหะดีษ: 3277 สถานะหะดีษ: เศาะฮีห์ (ถูกต้อง)
คำอธิบายหะดีษ
โลกนี้เป็นสถานที่แห่งการทดสอบและบททดสอบต่าง ๆ ผู้ที่มีปัญญาคือผู้ที่ปกป้องตนเองและศาสนาของตน เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในฟิตนะฮ์ (ความวุ่นวายและการทดสอบ) และเพื่อให้รอดพ้นจากมัน
แท้จริงแล้วท่านนบี ﷺ ได้สอนแนวทางแก่เราในการเอาตัวรอดจากฟิตนะฮ์เหล่านี้
ในหะดีษนี้ อบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านรอซูล ﷺ กล่าวว่า“จะมีช่วงเวลาหนึ่งมาถึงผู้คน ซึ่งเป็นปีแห่งการหลอกลวง” นั่นคือช่วงเวลาที่ความจริงถูกบิดเบือนและกลับด้าน จนแม้แต่สิ่งที่มนุษย์ควรระวังไม่ให้ถูกหลอก ก็ยังถูกทำให้สับสน
ในช่วงเวลานั้น “คนโกหกจะถูกเชื่อว่าเป็นคนพูดจริง คนพูดจริงกลับถูกกล่าวหาว่าโกหก คนทรยศกลับได้รับความไว้วางใจ คนซื่อสัตย์กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ทรยศ”
นี่เป็นสัญญาณของความเสื่อมและการกลับตาลปัตรของสภาพสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงของโลกดุนยา เมื่อความโกหกและการทรยศแพร่หลาย จนผู้คนมองว่ามันคือความจริง
ส่วนความซื่อสัตย์และความซื่อตรงกลับกลายเป็นสิ่งแปลกประหลาด คนที่พูดความจริงอาจถูกกล่าวหาว่าโกหก และคนที่รักษาความไว้วางใจอาจถูกกล่าวหาว่าทรยศ เพราะพวกเขากลายเป็นสิ่งที่ไม่เข้ากับสังคมที่ป่วยไข้ ซึ่งไม่ชอบสิ่งดีงาม แต่กลับยอมรับสิ่งชั่วร้ายและเคยชินกับมัน
การทำลายความไว้วางใจยังรวมถึงสิ่งอื่น ๆ ที่เบี่ยงเบนจากความจริง เช่น การยกคนโง่เขลาให้เป็นนักวิชาการ เมื่อผู้รู้ที่แท้จริงหายไป การให้ผู้ปกครองที่อธรรมและผู้มีอำนาจที่อยุติธรรมขึ้นมาปกครอง เมื่อความเท็จและผู้สนับสนุนความเท็จมีอำนาจเหนือกว่า
#ความหมายของ “อัรรุวัยบิฎะฮ์” (الرُّوَيْبضة)
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า
“และในเวลานั้น ‘อัรรุวัยบิฎะฮ์’ จะพูดในเรื่องของสาธารณชน”
มีผู้ถามว่า “อัรรุวัยบิฎะฮ์คืออะไร?”
ท่านนบี ﷺ ตอบว่า
“คือคนที่ต่ำต้อย ไร้ค่า แต่กลับพูดในกิจการของประชาชน”
คำว่า “คนต่ำต้อย” (التافه) หมายถึงคนที่ไร้ค่า ต่ำต้อย และไม่มีเกียรติ
คำว่า الرُّوَيْبضة เป็นรูปคำย่อ(تصغير)ของคำว่า رابضة หมายถึงคนที่อ่อนแอ ไร้ความสามารถ และไม่แสวงหาสิ่งสูงส่งในชีวิต นั่งเฉย ๆ ไม่แสวงหาความรู้หรือเกียรติยศ แต่กลับเข้ามาพูดและแทรกแซงในเรื่องใหญ่ของสังคม
•บทเรียนจากหะดีษนี้
ในหะดีษนี้มีสัญญาณหนึ่งของความเป็นรอซูลุลลอฮ์ของท่านนบี ﷺ เพราะท่านได้กล่าวถึง
ความเสื่อมของศาสนาในหมู่ผู้คน
การเปลี่ยนแปลงของความไว้วางใจในสังคม
และแท้จริงแล้ว หลายสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ก็ได้ปรากฏขึ้นแล้วในโลกของผู้คนในปัจจุบัน.
#ที่มา:https://dorar.net/hadith/sharh/83850

ที่อยู่

50/9 หมู่2 ตำบลชะไว อำเภอไชโย จังหวดอ่างทอง
Ang Thong
14140

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ มัสยิดอัรเราะห์มาน บ้านชะไว مسجد الرحمنผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง มัสยิดอัรเราะห์มาน บ้านชะไว مسجد الرحمن:

แชร์

ประเภท