อรรถธรรมพ่อแม่ครูบาอาจารย์

อรรถธรรมพ่อแม่ครูบาอาจารย์ แสดงภาพเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และป?

11/06/2026

ขอเชิญร่วมพิธีถวาย–
โครงการบูรณะพระธาตุพนม

โดย พระราชพัชรมานิต ว.
(หลวงพ่ออัครเดช ถิรจิตฺโต)
หลวงพ่อทองจันทร์ พุทธญาโณ
ณ มณฑลพิธีลานหน้าองค์พระธาตุพนม
วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

วันเสาร์ที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๙

กำหนดการ

๑. พิธีบวงสรวงสักการะองค์พระธาตุพนม (อ.หม่ง คุภัยโส)

๒. พิธีเจริญพระพุทธมนต์

พระราชพัชรมานิต ว. ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๓ เจ้าอาวาสวัดบุญญาวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

สมาทานเบญจศีล, อาราธนาพระปริตร, พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม คณะสงฆ์

๓. พิธีกล่าวถวายโครงการบูรณะพระธาตุพนม ๑๓ รายการ

คุณสุวารี เจนจิรวัฒนพา กล่าวรายงาน

พระราชพัชรมานิต ว. (หลวงพ่อตั๋น) กล่าวสัมโมทนียกถา

พระธรรมวชิรโสภณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๐ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร กล่าวสัมโมทนียกถา

คณะสงฆ์ให้พร เสร็จพิธี

09/06/2026
09/06/2026
09/06/2026
17/05/2026

“ โลกเปลี่ยน... แต่เฮาต้องดำเนินชีวิต ”

หลวงปู่​เลี่ยม ฐิตธมฺโม
(พระพรหมวชิรญาณโสภณ)

แจ้งข่าวการละสังขารองค์หลวงปู่หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม วัด​ป่า​สีห์​พนม​ประชา​ราม​ อ.สว่าง​แดนดิน​ จ.สกลนคร ละสังขารด้วย...
06/05/2026

แจ้งข่าวการละสังขารองค์หลวงปู่
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม วัด​ป่า​สีห์​พนม​ประชา​ราม​ อ.สว่าง​แดนดิน​ จ.สกลนคร ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา ๐๗.๔๐ น. ตรงกับวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙

"..หมดทั้งโลก​ ทั้งสงสาร
ทั้งใกล้ทั้งไกล​ ทั้งคนยากจนเข็ญใจ
ไร้ทรัพย์อัปปัญญา​ ทั้งคนร่ำรวย
ที่เขาสมมุติเรียกกันอยู่ในโลก
สรุปแล้วทุกข์ก็เสมอกัน
มีมากมีน้อย​ ก็ทุกข์เท่ากัน

เว้นแต่ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า​
จะไม่เสมอกัน​
ผู้มีธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
ฝังอยู่ในดวงจิตดวงใจ
ผู้มีน้อย​ สุขน้อย
มีพอปานกลาง​ สุขพอปานกลาง
มีมาก​ สุขมาก​ ไม่เหมือนกัน
ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นของเย็น
ของเบา​ ของสบาย​ ไม่ใช่ของหนัก.."
โอวาทธรรมหลวง​ปู่​บุญ​มา​ คมฺภีรธมฺโม

#น้อมกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต

ลูกกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม หากมีสิ่งใดใดที่ลูกหลานเคยประมาทพลาดพลั้งไป ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ด้วยความขาดสติรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ดี ขอพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม โปรดอโหสิกรรม งดโทษให้แก่ลูกหลานด้วยเทอญ

"..ถ้ามาเกิดอีก กว่าจะรู้ตัว กว่าจะรู้เดียงสา มันกินเวลาไปกี่เดือน กี่ปี มาเสียเวลาอยู่ในครรภ์มารดาอีก ๙ เดือน ๑๐ เดือน กว่าจะคลอดออกมา พอคลอดออกมาแล้ว กว่าจะนึกจะคิดได้ก็ ๑๕ - ๑๖ ปี และกว่าจะมีผู้มาชี้มาแนะบอกทางให้ กว่าจะมีผู้มาสอน และสอนแล้วกว่าตัวเองจะรับได้ และกว่าจะมาตั้งใจเจริญเมตตาภาวนาอีก มันเสียเวลาไปเท่าไร

เพราะฉะนั้น เมื่อเวลารู้เนื้อรู้ตัวแล้ว ก็รีบกระทำบำเพ็ญ ถ้ามันเป็นไปได้ ก็ให้มันเป็นในชาติปัจจุบันนี้ล่ะ มันดีที่สุดแล้ว ให้มันผ่านให้มันพ้นไปจากความทุกข์ ความเจ็บ ความปวด ความเกิด ความตายนี่ล่ะ ให้มันผ่านมันพ้นพวกนี้ไป.."
โอวาทธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม

#ชีวประวัติปฏิปทา
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม ท่านถือกำเนิดตรงกับวันจันทร์ที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๑ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง ณ บ้านขาม ต.ค้อใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บิดาท่านชื่อ นายเข่ง ธิอัมพร มารดาท่านชื่อ นางชาดา ธิอัมพร สำหรับบิดาของหลวงปู่บุญมา ภายหลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง มีชื่อและฉายาตามพระพุทธศาสนาว่า “หลวงปู่เข่ง โฆสธัมโม” ขณะนั้นหลวงปู่บุญมาได้พรรษาที่ ๑๐ แล้ว จากนั้นจึงได้ออกธุดงค์ไปในที่ต่างๆ และบั้นปลายชีวิตหลวงปู่เข่ง ท่านได้มาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่บุญมา ที่วัดป่าสีห์พนมประชาคม จ.สกลนคร และได้มรณภาพลงเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.๒๕๓๗ ขณะมีอายุได้ ๙๐ ปี พรรษา ๓๓

ชีวิตในวัยเด็กของหลวงปู่บุญมา ท่านได้เรียนจนจบชั้นประถมบริบูรณ์ แล้วได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพทำนา เมื่อ อายุได้ ๑๗-๑๘ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรศึกษาธรรมอยู่ได้ ๑ พรรษา ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) หลังจากสึกออกมาช่วยบิดามารดาทำนานั้น ในใจท่านก็คิดเสมอว่า “ถ้ามีโอกาสเมื่อไร ก็จะรักษาศีลอุโบสถเมื่อนั้น” ท่านปฏิบัติอยู่อย่างนี้ จนเป็นที่เลื่องลือของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านว่า ทำไมเด็กหนุ่มนี้จึงมีอุปนิสัยแตกต่างจากคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่หันเหมาทางพระพุทธศาสนา เข้าวัดเข้าวารักษาศีลอุโบสถเหมือนคนเฒ่าคนแก่

หลวงปู่บุญมา ท่านได้เล่าถึงชีวิตเมื่อวัยหนุ่มว่า “เมื่อเข้าหาครูบาอาจารย์ท่านก็เทศน์ให้ฟัง ในเรื่องอานิสงส์ในการรักษาศีล ๕ และทุกข์โทษของการละเมิดผิดศีลผิดธรรมเป็นอย่างไร ก็นำมาพิจารณา และครั้นเวลาครูบาอาจารย์ชวนไปวิเวก ฝึกสมาธิ ศึกษาธรรมะ ก็สนใจปฏิบัติตาม ทำให้จิตเกิดความสงบเยือกเย็น” นับว่าท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีที่ส่อแววให้เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ

หลวงปู่บุญมา เล่าถึงสมัยชีวิตฆราวาส ได้พิจารณาความตายถึง ๓ วาระ สมัยท่านเป็นฆราวาสได้แต่งงานมีเหย้ามีเรือน ใช้ชีวิตตามวิถีชาวโลก จนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน เหตุการณ์หลังจากนั้นวาสนาบารมีทางธรรมท่านได้ใกล้เข้ามา จึงดลบันดาลให้เหตุการณ์กระทบอารมณ์ เป็นทุกข์อย่างหนักทางโลก ปีแรก น้องสาวท่านตาย ปีที่สอง มารดาก็มาตายอีก หลวงปู่บุญมาท่านเล่าว่าตอนนั้น จิตของท่านเกิดธรรมะ ได้คิดว่า “ความตายมันได้ใกล้เข้ามาหาเรา...ถ้าเราอยู่ต่อไป ไม่กี่วันก็คงตาย ถ้าจะตาย ขอให้ไปส่งความดีก่อนตาย เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งในอนาคต” เป็นทางออกที่ดีที่สุด ก่อนความตายจะมาถึง แต่ไม่ทันที่ท่านจะได้ออกบำเพ็ญความดีตามที่ท่านตั้งใจไว้ พายุโลกโหมกระหน่ำซ้ำเติมซ้ำสามในระยะเวลาไม่นาน ภรรยาท่านก็มาเสียชีวิตลง “ทุกข์เกิดขึ้น” เป็นทุกข์ที่ทำให้ท่านต้องตั้งคำถาม และพิจารณาปัญหาต่อไปว่า “ลูกที่่เกิดมา จะทำอย่างไร ใครจะเลี้ยงลูก”

แล้วท่านก็พิจารณาเรื่องลูกว่า “ถึงแม้ว่าแม่จะตาย พ่อก็ยังอยู่ เด็กบางรายเกิดมาไม่กี่วันก็ตาย บางคนเดินได้ วิ่งได้ แล้วก็มาตาย แล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน ไม่ถึงวันตายก็ไม่ตาย ถ้าจะให้ทานลูกแก่ผู้ต้องการ ลูกก็คงเติบใหญ่ขึ้นได้ด้วยบุญวาสนาบารมีของตนเองที่สร้างสมมาแต่ปางก่อน” ท่านคิดได้อย่างนี้ จึงยกลูกให้แก่พ่อตา แม่ยาย เป็นผู้เลี้ยงดู และตัดสินใจออกบวช ช่วงนั้นประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ระหว่างช่วงจัดงานศพให้ภรรยาท่านนั้น ได้นิมนต์ หลวงปู่สิงห์ สหธัมโม ไปสวดบังสุกุล หลวงปู่สิงห์ พระอาจารย์ผู้ที่ให้ธรรมะแนะนำการปฏิบัติแก่ท่านอยู่ก่อนแล้ว ได้ถามท่านว่า “จะบวชไหม” ซึ่งท่านก็ตอบหลวงปู่สิงห์ไปว่า “บวชแน่นอนครับ” หลังจากจัดการงานศพของภรรยาเสร็จ ท่านก็ลาบิดา พ่อตา แม่ยาย เข้าไปวัดพระธาตุฝุ่น ต.ค้อใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เพื่อรอบวชในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔

ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔ เวลา ๑๔.๑๕ น. ขณะอายุได้ ๒๔ ปี ณ วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระครูสมุห์สวัสดิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “คัมภีรธัมโม” ซึ่งแปลว่า ผู้มีธรรมอันลึกซึ้ง

เมื่อ อุปสมบทแล้วเสร็จ ท่านได้ไปอยู่จำพรรษาศึกษาข้อวัตรปฏิปทากับหลวงปู่สิงห์ สหธัมโม วัดพระธาตุฝุ่น จ.สกลนคร ในพรรษาแรก หลวงปู่สิงห์ได้ให้ท่านฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาขนานใหญ่ ขนาดยอมอดนอน ไม่ยอมหลับในตอนกลางคืน ช่วงเข้าพรรษาตลอด ๓ เดือน พระเณรที่อยู่ด้วยต้องยืน เดิน นั่ง ๓ อิริยาบถตลอดทั้งคืน ห้ามนอนเวลากลางคืน จึงทำให้ได้รับผลจากการภาวนามากตลอดพรรษา

พอพรรษาที่ ๒ พระบุญมา จิตท่านเกิดฟุ้งซ่านอยากจะสึก ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่สิงห์ สหธัมโม จึงได้ให้ท่านไปหาหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ที่ถ้ำค้อ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ห่างจากวัดถ้ำฝุ่นไป ๒๐-๓๐ กิโลเมตร เมื่อ ไปถึงถ้ำค้อ ที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพำนักจำพรรษาอยู่ พระบุญมาได้เข้าไปกราบคารวะ หลวงปู่ขาวจึงได้พูดขึ้นว่า “ทำไมถึงอยากสึก แยกจิตออกนอกทำไม” พระบุญมา ท่านยังไม่ทันตอบ หลวงปู่ขาวก็พูดต่อไปอีกว่า “ออกก็ออกมาจากที่นั่น จะเข้าไปที่เดิม มันถูกรึ” หลวงปู่ขาวท่านรู้วาระจิต จากนั้นก็อบรมสั่งสอนให้ท่านอยู่ป่าเป็นวัตร อยู่กับช้าง กับเสือ กับผีสาง เป็นการให้มีสติอยู่กับตนไป ไม่ให้ฟุ้งซ่านส่งจิตออกไปไหน” หลวงปู่บุญมา ท่านเล่าว่า “ช่วง นี้กลัวมาก ถึงสวดมนต์อย่างไรก็กลัว กลัวตาย ช่วงที่อยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย จึงตั้งใจบำเพ็ญเพียรภาวนาตามคำสอนขององค์ท่าน ปรากฏผลดีมาก จิตใจสบาย วิเวกดี จิตไม่ปรุงแต่งอะไร ไม่ออกไปสร้างบ้านสร้างเรือน สร้างครอบครัวอีก เพราะกลัวตาย คนกลัวตายต้องหาที่พึ่ง ถ้าได้ที่พึ่งทางจิตแล้วสบาย ไม่กลัวตายต่อไปอีกแล้ว”

ครั้นออก พรรษาได้จาริกธุดงค์เข้ากราบรับข้ออรรถข้อธรรมจากพระเถระผู้ใหญ่ ศิษย์ในองค์หลวงปู่ใหญ่มั่น ภูริทัตโต หลายองค์ อาทิ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู, หลวงปู่หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย และหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี เป็นต้น และได้จาริกธุดงค์ร่วมกันกับ หลวงปู่คำบุ ธัมมธโร ซึ่งเป็นพระอาจารย์รูปสำคัญของท่าน ออกวิเวกตามสถานที่ต่างๆ ไปยังป่าช้าง ป่าเสือ ฝึกจิตตามป่าตามเขาโถงถ้ำ ไปในที่ๆ ขึ้นชื่อว่าอาถรรพณ์ผีดุ เปลี่ยนที่จำพรรษาไปเรื่อยๆ ไม่ติดถิ่น ทั้งที่กันดารห่างไกลจากบ้านจากเรือนสลับกับการไปฝึกอบรมยังสำนักของพ่อแม่ ครูอาจารย์ ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานถึง ๒๙ พรรษา

เริ่มจำพรรษาที่ วัดป่าสีห์พนมประชาคม บ้านหนองกุง ต.บงใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ในพรรษาที่ ๒๐ เป็นพรรษาแรก ตรงกับปี พ.ศ.๒๕๑๔ จากนั้นจึงออกจาริกธุดงค์ไปจำพรรษาในที่ต่างๆ แล้วเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ หลวงปู่บุญมา ท่านก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าสีห์พนมประชาคม มาโดยตลอดจวบจนกระทั่งกาลละสังขาร วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙

".. เราจะได้ค้นคว้าพิจารณาร่างกายนี่แหละ ถ้าสมาธิดีแล้ว ดูกายแยกออกไปว่า ในร่างกายนี้มีอะไรบ้าง ร่างกายนี้มีรูป รูปคือขันธ์ มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ นี่ท่านเรียกว่าขันธ์ ๕...ขันธ์ แปลว่าผูก แปลว่ามัด แปลว่าถ่วง แปลว่าดึง แปลว่าทับ มันจึงหนัก มาพิจารณาแยกแยะออกจากรูปอันนี้ ร่างกายนี้มีอะไรบ้างอยู่ในรูปนี้ มันมีธาตุทั้ง ๔ มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม ประชุมกันอยู่นี่ ธาตุดิน มีขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ตับ ปอด หัวใจ ไส้น้อย ไส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเก่า เป็นต้น ธาตุเหล่านี้คือธาตุดิน...ธาตุน้ำ มีน้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร นี่เป็นธาตุน้ำ...ธาตุไฟ ไฟยังกายให้อบอุ่น ไฟยังกายให้ทรุดโทรม ไฟยังกายให้กระวนกระวาน ไฟเผาอาหารให้ย่อย...ธาตุลม ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องล่าง ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รวมทั้ง ๔ ธาตุที่มาประชุมกันเป็นก้อนสกนธ์กายขึ้นมา เรียกว่าสัตว์ เรียกว่าบุคคล เมื่อมันแตกออกจากกันแล้ว ดินไปสู่ดิน น้ำลงไปสู่น้ำ ไฟไปสู่ไฟ ลมไปสู่ลม เมื่อมันแตกออกจากกันแล้วก็ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีรูปร่าง มีแต่ดวงรู้ ทีนี้ร่างกายมันแตกเป็น มันแปรปรวนเป็น ร่างกายนี่มันเป็นอนิจจัง มันเป็นทุกขัง มันเป็นอนัตตา มันแปรปรวน เปลี่ยแปลง มันไม่เที่ยง

สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และสิ่งใดเป็นทุกข์ ตรงนี้จำเอาไว้ให้ดีว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตน" ถ้ามีแต่ตนของตนล้วนๆ อยู่แล้ว มันไม่มีอะไรอยู่ในนั้น มันไม่มีสุข มันไม่มีทุกข์ มันไม่มีร้อน มันไม่มีหนาว มันไม่มีมืด มันไม่มีสว่าง ถ้าเข้าไปถึงดวงใจจริงๆ นั่นล่ะ มันเป็นอย่างนี้ แต่นี่เรามันหลง หลงมายึดกาย กายนี่มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสุข พาให้เกิดทุกข์ พาให้ร้อน พาให้หนาว พาให้เย็น พาให้วุ่นวาย พาให้เจ็บนั่นเจ็บนี่ ปวดนั่นปวดนี่ เพราะกายนี่ ถ้ามีแต่จิตล้วนๆ มันไม่มีอะไรอยู่ในนั้น ทีนี้จิตเรามายึดกาย ตรงนี้แหละทำให้เกิดทุกข์ เกิดเวทนา เวทนา ก็มีสุข มีทุกข์ มีเฉยๆ ทำให้เกิดราคะตัณหา เกิดโทสะ เกิดโมหะ เกิดอวิชชาตัณหา เกิดความโกรธ ความโลภ ความหลง โกรธเพราะมันมีกาย ถ้าไม่มีกายมันก็จะไม่มีอะไร

เพราะฉะนั้นท่านถึงให้มาปฏิบัติค้นคว้า มาดูกาย แยกแยะถอนจิตออกจากกาย ทำลายกายออกจากจิต แยกเป็นส่วนๆ อย่างอาการ ๓๒ แยกเอาผมมากองไว้ที่หนึ่ง เอาขนมากองไว้ที่หนึ่ง เอาเล็บมากองไว้ที่หนึ่ง เอาฟันมากองไว้ที่หนึ่ง เอาหนังมากองไว้ที่หนึ่ง เอาเนื้อมากองไว้ที่หนึ่ง เอากระดูกมากองไว้ที่หนึ่ง เอาตับมากองไว้ที่หนึ่ง เอาไตมากองไว้ที่หนึ่ง เอาม้ามมากองไว้ที่หนึ่ง เอาเอ็นมากองไว้ที่หนึ่ง เอาตับไตไส้พุงเอาไปแยกเป็นกองๆ ไว้ อาการ ๓๒ นี้ ทั้งน้ำ น้ำดีก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำเสลดก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำเหลืองก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำหนองก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำเลือดก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง กองให้มันเรี่ยรายออกไป แล้วเราก็ดูกำหนดไปแต่ละอย่างๆ พอกระจายออกไปแล้วทีนี้ก็เอารวมเข้ามาอีก แล้วก็แยกกระจายออกไปอีก เล่นอยู่อย่างนั้นแหละ ให้มันชำนิชำนาญ

เมื่อจิตมันทำได้อยู่อย่างนี้ ก็แปลว่า จิตของเราก็เป็นสมาธิอยู่โดยปริยาย พิจารณาอยู่อย่างนี้มันก็เป็นสมาธิอยู่กับการที่เราพิจารณานี้ นี่ท่านเรียกว่า ใช้ปัญญาพิจารณา เมื่อเราพิจารณาดูกายของเราได้ชัดเจนแล้ว ทีนี้ของภายนอกก็อย่างเดียวกัน สัตว์ก็อย่างเดียวกัน ต้นไม้ก็อย่างเดียวกัน ภูเขาก็อย่างเดียวกัน เพราะมันเป็นวัตถุอย่างเดียวกัน มีเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีแปรปรวนในท่ามกลาง และมีแตกสลายในที่สุด มันเป็นอยู่อย่างนั้น ให้ยกขึ้นมาพิจารณาให้จิตมันรู้ ให้มันเห็น ให้จิตมันถอนออก ไม่ให้จิตมันหลง หลงรัก หลงชัง ไม่ให้จิตมันหลงยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ แยกแยะดูกาย วันนี้ก็ดู วันหน้าก็ดู ดูมันอยู่นั่นแหละ จนให้จิตมันถอนออกหรือคลายออก อันนั้นมันจะเป็นไปของมันเอง เมื่อมันรู้แล้วมันจะวางของมันเอง วางตรงไหน รู้ตรงไหน เห็นว่าไม่ใช่เรา เห็นว่าไม่ใช่ตน เห็นว่ามันเป็นดิน เห็นว่ามันเป็นน้ำ เห็นว่ามันเป็นไฟ เห็นว่ามันเป็นลม เห็นมันเป็นอาการ ๓๒ อยู่เฉยๆ มันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ดูมันอยู่นั่นแหละ ให้มันชำนิชำนาญ ให้มันเร็วขึ้น พอเห็นรูปปั๊บ ถ้ามันเห็นเกิดความสวยงามขึ้นมา เราก็กำหนดเข้ามา เข้ามาดูกายของเรา เมื่อดูกายของเรามันเห็นอย่างเดิม ที่เราได้พิจารณาค้นคว้าอยู่แล้ว มันก็จะหายจากความกำหนัดยินดีในรูป

ดูภายนอกและก็ดูภายใน ภายนอกก็คือ คนอื่น สัตว์อื่น ต้นไม้ เถาวัลย์ ภายในก็คือ ร่างกายของเรา มันก็อย่างเดียวกัน ถ้ามันแจ้งภายใน มันก็แจ้งภายนอก เพราะฉะนั้นท่านถึงให้มาปฏิบัติให้รู้แจ้งโลก โลกนอกก็คือ คนอื่น สัตว์อื่น ต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์ โลกในก็คือ ร่างกายของเราและจิตใจของเรา ถ้าจิตใจของเรายังยึดมั่นถือมั่นร่างกายนี่อยู่ว่าเป็นตัวเป็นตนอยู่มันก็ยังเป็นโลกอยู่ มันยังไม่เป็นธรรม ถ้ามันถอนออกมาว่า จิตเป็นจิต กายเป็นกาย มันก็จะถอนออกมาจากโลก มันถึงจะเป็นธรรมตรงนี้ ตรงที่มันถอนออกมา ธรรมคือตัวรู้ ตัวรู้คือดวงใจของเรา พอมันแยกออกมาเป็นตนของตนแล้ว ศีลก็อยู่ที่นี่ อันเดียวกันนี่ที่ดวงใจของเรานี่ ดวงใจคือดวงรู้ของเรานี่ สมาธิก็คือดวงรู้ ปัญญาก็คือดวงรู้ นิโรธะ คือ ความดับทุกข์ มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็คืออันเดียวกันอันเดิมนี่ล่ะ สรุปแล้วมารวมอยู่จุดเดียวคือ "ดวงใจ" อะไรๆ อยู่ที่นี่ เกิดขึ้นที่นี่ ดับลงที่นี่ รักก็เกิดที่นี่ ชังก็เกิดที่นี่ โกรธก็เกิดที่นี่ โลภก็เกิดที่นี่ หลงก็อยู่ที่นี่ มันรวมอยู่ที่จิต ถ้าจิตเรารู้เแล้วก็พยายามบำรุงตัวรู้ ตัวสติให้มันเด่นขึ้นมา เมื่อตัวรู้ ตัวสติมันเด่นขึ้นมา ความไม่รู้-ความหลงคืออะไร ความไม่รู้-ความหลงก็คือตัวอวิชชา ตัวอวิชชาคือความไม่รู้ ความไม่รู้นี่แหละมันพาให้เราเกิด มันพาให้เราแก่ มันพาให้เราเจ็บ มันพาให้เราตายอยู่ในโลกนี้...ท่านจึงว่า "อวิชชา ปัจจยาสังขารา" เมื่อมันมีอวิชชาคือความไม่รู้นี่มันพาให้เกิดเป็นสังขาราขึ้นมา ถ้ามันรู้แล้วมันจะมีอะไรพาให้เกิดขึ้นมา เมื่อมันรู้แล้วมันไม่หลงแล้ว ความหลงก็คือความมืด ถ้าความมืดความหลงมันตกไปหมดของเราแล้ว มันก็ไม่กลับมามืดไม่กลับมาหลงอีก มันก็จบแล้วที่นี่จะให้มันเป็นอะไรอีก.."
โอวาทธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม

กราบ​ กราบ​ กราบ

🙏🏻 🙏🏻 🙏🏻

 #น้อมกราบถวายความอาลัยพระราชวัชรปัทมคุณ หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา ๐๙.๒๙ น. ตรงกับวันพุธที่...
06/05/2026

#น้อมกราบถวายความอาลัย
พระราชวัชรปัทมคุณ หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา ๐๙.๒๙ น. ตรงกับวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙ ณ วัดป่าดาราภิรมย์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สิริอายุ ๙๑ ปี ๑๑ เดือน ๖ วัน ๗๒ พรรษา

#น้อมกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต

ลูกกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร หากมีสิ่งใดใดที่ลูกหลานเคยประมาทพลาดพลั้งไป ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ด้วยความขาดสติรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ดี ขอพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร โปรดอโหสิกรรม งดโทษให้แก่ลูกหลานด้วยเทอญ

#ธรรมเทศนาภาวนาเพื่อให้เห็นทุกข์
ความเกิดนี้ก็เป็นทุกข์ด้วย พิจารณาความเกิดว่าเป็นทุกข์อย่างไร เห็นคนทั้งหลายพอถึงวันเกิด ก็ทำบุญเลี้ยงเพื่อนเลี้ยงฝูงสนุกสนาน วันเกิดไม่น่าเป็นทุกข์ นี่แหล่ะคือกิริยาเหล่านี้บังทุกข์ไว้ ถ้าพิจารณาว่าถึงวันเกิดเข้าไปอีก ๑ ปีแล้ว หมดไป ๑ ปีแล้ว ปีหน้าวันเกิดอีก หมดไปอีกแล้ว ..
โอวาทธรรมหลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร

หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร "พระมหาเถระผู้มีจริยวัตรงามดั่งดอกบัว" หลวงปู่บัวเกตุ ท่านเป็นพระคณาจารย์ที่ประชาชนในภาคตะวันออกและทางภาคเหนือ มีความเคารพศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างมาก ท่านเป็นพระบริสุทธิสงฆ์ผู้ตั้งมั่นในความประพฤติปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ตามหลักพระธรรมวินัยทุกประการ ไม่ยอมก้าวล่วงแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม นับเป็นพระเถราจารย์ที่กราบไหว้ได้อย่างสนิทใจ
#ชีวประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร (พระครูวิบูลย์ธรรมกิจ) สถานะเดิมท่านชื่อ "พันธุ์บัวเกตุ แซ่สิ" เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๓ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๔๗๗ บิดาชื่อ "ตงหริ่น แซ่สิ" (เกิดประเทศจีน) มารดาชื่อ "นางเปีย แสงศรี" เกิด ณ บ้านสวน หมู่ที่ ๒ ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี มีพี่น้องร่วมกัน ๖ คน

เมื่ออายุได้ ๕-๖ ขวบ พอถึงฤดูหนาวประมาณเดือนกุมภาพันธ์ จะมีพระธุดงค์มาปักกลดที่ป่ามะม่วง หลังโรงเรียนบางละมุง ตกเย็นญาติโยมจะนำน้ำปานะบ้าง ตังเมบ้างไปถวาย พอตอนบ่ายๆ โยมบิดาก็เคี่ยวน้ำตาลกระจกหรือซื้อน้ำตาลกรวดบ้างไปถวาย และโยมบิดาจะพาไปด้วยทุกครั้ง ที่ชอบมากก็คือได้รับความเมตตาจากพระธุดงค์ผูกข้อมือ "ผูกของเหนียว" จึงเกิดความผูกพันและคิดว่าถ้าเราโตได้บวชจะขอบวชเป็นพระธุดงค์ มีความรู้สึกชอบพระป่าตั้งแต่นั้นมา

เมื่ออายุได้ ๗ ปี บิดาได้นำไปฝากเข้าเรียนหนังสือกับครูใหญ่โรงเรียนเจริญราษฎร์(เมืองพัทยา ๒) พอเข้าเรียนปีแรก ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง บ้านเมืองจึงตกอยู่ในภาวะสงคราม เกิดอาการขัดสนทางด้านอาหาร เสื้อผ้าและอุปกรณ์การเรียน

เรียนได้ปีเดียว บิดาได้ถึงแก่กรรม เมื่อสิ้นบิดาก็ทำให้ครอบครัวลำบากยิ่งขึ้น จึงต้องรับจ้างฝั้นเชือกทำสายสมอเรือ ได้ค่าจ้างวันละ ๕๐ สตางค์ ขณะนั้นมีทหารเรือมาประจำอยู่ ได้แนะนำให้ชาวบ้านทำน้ำตาลมะพร้าว สงครามยิ่งรุนแรงก็ยิ่งขัดสนเครื่องอุปโภคบริโภคมากขึ้น มารดาจึงนำไปฝากอยู่กับหลวงตาแดง วัดช่องลม สงครามโลกสงบ พอดีจบชั้น ป.๔ แต่ขณะนั้นยังไม่มีที่จะเรียนต่อ

• #บรรพชาอุปสมบท
พออายุย่าง ๒๐ ปี เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๔๙๗ โยมมารดาได้นำไปฝากวัดกับหลวงปู่เผือก ฉนฺนเถระ(พระครูวิบูลย์ธรรมกิจ) เจ้าอาวาสวัดช่องลม ได้รับการอบรมสั่งสอนและฝึกซ้อมขานนาคจากหลวงพ่อบุญมี อคุคปุญฺโญ รองเจ้าอาวาส ท่านจะเน้นหนักเรื่องอักขระมคธมาก อยู่วัดได้สองเดือนจึงได้อุปสมบท เมื่อวันขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีมะเมีย ตรงกับวันจันทร์ที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๙๗ เวลา ๑๑.๐๕ น. โดยมี พระเทพกวี(จั่น วิจัญฺจโล) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นพระอุปัชฌาย์ พระราชเมธากรกวี(สุบิน สุเมโธ) วัดเทพนิมิตร เป็นพระกรรมวาจาจาย์ พระครูชลโธปมคุณ(ปุ่น ชยปุณฺโณ) วัดเขาบางทราย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ณ พัทธสีมาวัดช่องลม ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้รับฉายาว่า "ปทุมสิโร" เมื่อบวชแล้วเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็น "บัวเกตุ กิจสุภาพศิริกุล"

• #ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติและปกครองคณะสงฆ์
ในพรรษาแรกท่านได้ศึกษาเล่าเรียนทางปริยัติธรรมในสำนักของวัดช่องลมนาเกลือ สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีถึงนักธรรมชั้นเอกในปี พ.ศ.๒๔๙๙ ท่านได้เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมประจำสำนักของวัดตั้งแต่นั้นมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๒๕ เป็นเวลานานถึง ๒๖ ปี

ในพรรษาที่สองของท่าน หลวงพ่อบุญมี อคฺคปุญฺโญ รองเจ้าอาวาสวัดช่องลม ถูกให้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่วัดโพธิสัมพันธ์ ซึ่งมีผู้ศรัทธาบริจาคที่ดินสร้างวัด ในส่วนของทางวัดช่องลมจึงไม่มีพระเก่าอยู่เลย เหลือหลวงปู่เผือก ฉนฺนเถระ กับท่านเพียง ๒ รูป ท่านจึงต้องช่วยงานต่างๆ ของทางวัด จัดทำบัญชี สอนนาค ท่องปาฏิโมกข์ สอนปริยัติธรรม การฝึกเป็นครูสอนปริยัติธรรม

ท่านเล่าให้ฟังว่าขณะนั้นหลวงปู่เผือก ฉนฺนเถระ อายุ ๘๓ ปีแล้ว การสอนนั้นไม่ใช่ของง่ายเลย พื้นฐานทั้งทางโลกและทางธรรมก็น้อย ประสบการณ์ต่างๆก็ยังมีไม่พอ ด้วยความมานะพยายาม ท่านจึงได้ค้นคว้าอ่านตำรับตำราและต้องจำให้มากๆ ไว้ก่อน ฝึกคิด ฝึกทำ และฝึกพูด สิ่งใดที่ขัดข้องจนปัญญาก็ไปที่วัดศรีมหาราชา สอบถามกับพระเถระผู้ใหญ่เช่น พระครูใบฎีกาผัด พระครูปริยัติวราทร(ผิว ปนฺนโท) เจ้าคณะตำบลในสมัยนั้นอยู่เสมอๆ ในที่สุดท่านก็สามารถสอนได้ ปี พ.ศ.๒๔๙๙ ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูใบฎีกาบัวเกตุ ฐานานุกรมในท่านพระเขมทัสสีชลธีสมานคุณ(เอี่ยม เมฆิโย) เจ้าคณะจังหวัดชลบุรีฝ่ายธรรมยุต

หลังจากที่หลวงปู่เผือก ฉนฺนเถระ มรณภาพแล้วพระภิกษุสงฆ์และชาวบ้านทั้งหลาย ได้นิมนต์ท่านทำหน้าที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดช่องลมนาเกลือ พ.ศ.๒๕๐๓

พอถึง ปี พ.ศ.๒๕๐๕ ท่านพระครูใบฎีกาบัวเกตุ ปทุมสิโรได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดช่องลม เมืองพัทยา จ.ชลบุรีโดยสมบูรณ์ ในระยะแรก มีผู้ศรัทธาท่านไม่มากนัก เพราะท่านมีพรรษาน้อยยังหนุ่มอยู่ ประกอบกับขณะนั้น ทางวัดมีปัญหามาก ถึงกับในบางพรรษา มีท่านกับสามเณรรูปเดียวเท่านั้น สมัยนั้นทางวัดอัตคัดขัดสนมาก บ่อยครั้งท่านต้องเอาน้ำตาลทรายมาเคี่ยวให้เดือดจนเป็นตังเม แล้วจึงเอามาฉันร่วมกับพระเณรในวัด แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของท่าน ว่าต้องทำให้ได้และให้ดี ท่านได้พยายามศึกษาหาความรู้ สอบถามผู้รู้เก่าๆ ที่เคยบวชมาก่อน ว่าแนวทางที่ครูบาอาจารย์สมัยก่อนท่านทำกันมาอย่างไร ท่านปฏิบัติตนตามแนวทางของพระธรรมวินัยและบูรพาจารย์มาอย่างสม่ำเสมอมิได้บกพร่อง โดยที่ไม่ให้ใครมาว่าท่านได้ ท่านยังใช้วิธีการให้ญาติโยมของทางวัดช่วยสอดส่องดูแลการประพฤติปฏิบัติของพระเณร เมื่อไปนอกวัด โดยท่านเข้มงวดต่อการนุ่งห่ม การสำรวมระวังในทุกอิริยาบถของพระเณร ถ้าอบรมสั่งสอนศิษย์โดยรวมถึงเรื่องวัตรปฏิบัติที่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า " การสอนที่ยากที่สุดคือการสอนตนเอง" ทุกเรื่องที่จะอบรมสั่งสอนท่านได้ปฏิบัติตนเป็นอย่างที่ดีสมฐานะของความเป็นผู้นำหมู่คณะที่ควรแก่การเคารพยิ่ง ท่านได้ปกครองพระภิกษุสามเณรตามแนวทางของพระธรรมวินัยและบูรพาจารย์มาด้วยดี

มาปี พ.ศ.๒๕๑๒ ท่านพระครูใบฎีกาบัวเกตุได้รับการแต่งตั้งเป็น พระครูวิบูลธรรมกิจ (บัวเกตุ ปทุมสิโร) และได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูอุปัชฌาย์ในเวลาต่อมา ตลอดระยะเวลาที่ท่านพระครูวิบูลธรรมกิจได้ปกครองดูแลวัดช่องลมนี้มา ท่านสั่งสอนอบรมพระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกาภายในวัดให้มีความรู้ในพระธรรมวินัยด้วยดี

• #การบําเพ็ญสมณธรรม
ท่านพระครูวิบูลธรรมกิจ (พระอาจารย์บัวเกตุ ปทุมสิโร) เป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย สนใจและปฏิบัติในทางสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน พร้อมกันนั้นท่านก็แสวงหาครูบาอาจารย์เพื่อศึกษาวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง จะได้นําเอามาอบรมสั่งสอนศิษย์และญาติโยมต่อไป เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ท่านได้เดินทางไปเรียนวิปัสนากัมมัฏฐานกับหลวงปู่จ่าง วัดน้ำตกพริ้ว จ.จันทบุรี ได้ปฏิบัติอยู่ด้วยประมาณหนึ่งเดือน แต่ด้วยความเป็นห่วงหลวงปู่ (หลวงปู่เผือก ฉันโน) ที่อยู่วัดเพียงลําพัง จึงกลับมาอุปัฏฐากหลวงปู่ ในช่วงเวลานั้นท่านได้ปฏิบัติด้วยตนเองอยู่เสมอ

ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ พระครูโสภิตบรรณากร ได้แนะนําแนวทางการปฏิบัติสมถวิปัสนากัมมัฏฐาน ของหลวงปู่พล ธัมมปาโล (พระครูสังวรธรรมานุวัตร) วัดหนองคณฑี อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี ใช้คําภาวนาว่า “สัมพุทโธ” ท่านปฏิบัติจนสามารถนํามาใช้อรมสั่งสอนภิกษุสามเณรและญาติโยมในวัดมาตลอด

• #ธุดงค์ท่องถิ่นธรรมพระกัมมัฏฐาน
ท่านเริ่มออกธุดงค์ปฏิบัติธรรมครั้งแรก หลังจากออกพรรษาและมีการสอบธรรมสนามหลวงแล้วในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ในการออกธุดงค์ครั้งนี้ได้ไปด้วยกัน ๓ รูป มีตัวท่าน พระพล ธีรพโล (พระครูวรพรตศีลขันธ์) ปัจจุบันอยู่ที่สหรัฐอเมริกา พระประเสริฐ ฐิตโสภโณ (ผู้บันทึกและปัจจุบันลาสิกขาแล้ว) ได้เตรียมเครื่องอัฐบริขารที่จําเป็นต่อการธุดงค์ แต่เนื่องจากยังไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย เมื่อได้ธุดงค์ด้วยเท้าแล้วจึงเกิดความยุ่งยากลําบากพอสมควร เป็นเพราะอัฐบริขารเหล่านั้นมีน้ำหนักมาก ท่านได้ออกเดินทางออกจากวัดในวันพุธที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๖ ตอนเช้ามืดโดยโยมประจวบ โศภารักษ์ ขับรถไปส่งที่วัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี เพื่อจะได้กราบนมัสการพระพุทธบาทและกราบหลวงปู่พล ธัมมปาโล วัดหนองคณฑี เพื่อขอคําชี้แนะจากท่าน หลังจากได้สนทนาพอสมควรจึงกราบลาหลวงปู่และกราบพระพุทธรูปที่วัดแล้วออกเดินทางด้วยเท้าไป ตามเส้นทางรถไฟสายแก่งคอย - ชัยภูมิ พักค้างคืนที่ถ้ำเขาพัด มีปัญหาเล็กน้อยจากเครื่องอัฐบริขาร พักปักกลดกลางคืนทําวัตรแล้วนั่งสมาธิ รุ่งเช้าออกบิณฑบาตในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆ กลับที่พัก ฉันอาหารแล้วออกเดินทางต่อ ในระหว่างเดินธุดงค์ ถ้ามีชาวบ้านมาทําบุญท่านก็จะแสดงธรรมเทศนา ท่านจะ ปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตรตลอดเวลาของการธุดงค์ ท่านได้ข้อคิดเป็นสติว่า ยิ่งธุดงค์มากใจก็แข็ง เท้าก็แข็ง

การเดินด้วยเท้าในวันที่สองมีปัญหาเท้าเริ่มเจ็บ เนื่องจากเดินด้วยเท้าเปล่าไปตามหัวระแหงของท้องนาบ้าง ทางรถไฟบ้าง ป่าเขาบ้าง ประกอบกับน้ำหนักของอัฐบริขาร จึงเป็นอุปสรรคทําให้เดินได้ช้าลงและต้องพักอยู่กับที่หลายๆ วัน สถานที่ที่ท่านเลือกพักปักกลด ท่านจะเลือกบริเวณที่เหมาะสมและสงบ หรือไม่ก็ตามถ้ำตามเขาที่ไกลจากหมู่บ้านพอประมาณ ในระยะแรกๆ ท่านเลือกพักที่วัดเพื่อรักษาบาดแผลที่เกิดจากการเดินทางหลายๆ วัน เมื่อเห็นว่ามีอุปสรรคทําให้เดินได้ช้าลง ท่านก็หันมาใช้โดยสารรถยนต์หรือรถไฟสลับการเดินด้วยเท้าบ้าง เพื่อให้ถึงที่หมายตามที่ตั้งใจไว้ แต่ในระยะหลังๆ มักเดินด้วยเท้าเพราะมีรองเท้าใส่

ท่านได้เดินทางไปปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ที่วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา ระยะเวลาพอสมควรแล้วจึงกราบลาไปสกลนคร (ที่วัดป่าสาลวันนี้ได้ความรู้เรื่องเครื่องอัฐบริขารที่ใช้ ในการออกธุดงค์และการฉันภัตตาหารแบบพระวัดป่าที่ฉันมื้อเดียวในบาตร)

ถึงวัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ได้พักและปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ ที่นี้ ท่านมีโอกาสสนทนาธรรมกับหลวงพ่อทิพย์และพระอาจารย์แปลง ครั้งนี้ท่านได้ปรับปรุงเครื่องอัฐบริขาร ใหม่ให้ถูกต้องเหมาะกับการเดินธุดงค์ ได้อยู่พักปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ นานกว่ายี่สิบวัน

หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับลงมากราบพระธาตุพนม มาสกลนคร กราบอัฐิธาตุท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าสุทธาวาส มาพักค้างคืนที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ วัดถ้ำสีแก้ว แล้วลงมาพักที่วัดป่าสาลวันอีกครั้ง ถึงวันพุธที่ ๑๘ เมษายน จึงเดินทางกลับวัดช่องลมนาเกลือ เป็นเวลาทั้งสิ้น ๔๕ วัน ในการออกธุดงค์ครั้งแรก

ท่านพระครูวิบูลธรรมกิจก็เริ่มออกเดินธุดงค์เพื่อความสงบและสันโดษตามที่ต่างๆ ตลอดแนวทางที่ท่านเดินธุดงค์ไปท่านได้เผยแผ่หลักธรรมคำสั่งสอนแก่ชาวบ้านที่ได้มาฟังธรรมของท่านเกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอันมาก ถึงกระนั้นท่านมิได้ละทิ้งหน้าที่เจ้าอาวาส หน้าที่พระอุปัชฌาย์ ท่านได้ปกครองดูแลและทำการอุปสมบทแก่กุลบุตรเป็นอันมาก

หลังจากปี พ.ศ.๒๕๑๖ เป็นต้นมา ที่วัดช่องลมนาเกลือได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น สีจีวรเปลี่ยนไปเป็นสีกลัก บาตรก็เปลี่ยนเป็นบาตรสแตนเลส ฝาบาตรอลูมิเนียม การอุ้มบาตรก็เปลี่ยนมาใช้สายโยก (สายสะพาย) แทน การปฏิบัติก็ได้นําแบบวัดบ้านผสมกับวัดป่าบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้งประเพณีเดิมที่ชาวบ้านทํากันมา โดยปรับให้เข้ากันและได้จัดให้มีสถานที่ปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของวัดป่าขึ้นที่พักสงฆ์สุทธิภาวัน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นที่พักสงฆ์แห่งแรกในอําเภอบางละมุง จึงนับว่าการออกธุดงค์ครั้งนี้เท่ากับเป็นการสร้างความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมอันเป็นคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง สมดั่งคําหลวงปู่ ฝั้น อาจาโร ที่บอกไว้ว่า “ท่านจะเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในวันข้างหน้า ”

การเดินธุดงค์ครั้งที่สองเกิดขึ้นเมื่อออกพรรษาในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ แล้ว หลังจากท่านทําภารกิจของอุปัชฌาย์และของคณะสงฆ์เสร็จแล้ว ท่านก็เตรียมการสําหรับธุดงค์ทันที เนื่องจากมีประสบการณ์มาแล้ว หลังจากกราบนมัสการพระพุทธบาทที่สระบุรีแล้ว จึงออกธุดงค์ด้วยเท้าไปตามทางรถไฟสายแก่งคอย - นครราชสีมา ได้มาพักปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ณ วัดป่าสาลวันอีกครั้ง นานพอสมควร แล้วจึงเดินทางต่อด้วยรถยนต์ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่ถ้ำขามพอสมควรแก่เวลาแล้ว จึงเดินทางต่อมา วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลําภู มาจังหวัดเลย ลงมาหล่มสัก เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย ตาก แล้วขึ้นลําปางและไป เชียงราย พอใกล้เข้าพรรษาจึงเดินทางกลับวัดช่องลมนาเกลือ

ในปี พ.ศ.๒๕๑๘ ท่านธุดงค์ไปจังหวัดกาญจนบุรี เมื่อไปถึงพุมุด ได้ปฏิบัติธรรมอยู่บริเวณนั้น พอใกล้เข้าพรรษา ท่านจึงกลับมาจําพรรษาที่วัดช่องลม

ปี พ.ศ.๒๕๑๙ ธุดงค์อีกครั้ง ไปถึงด่านเจดีย์สามองค์ข้ามไปพม่า แล้วกลับเข้ามาทางอุทัยธานี

ปี พ.ศ.๒๕๒๐ ไม่ได้ออกธุดงค์ ท่านมีกิจของคณะสงฆ์ ในปีนี้ท่านได้อุปัฏฐากและสนทนาธรรมกับหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร(พระญาณสิทธาจารย์) ท่านได้มาพักอยู่ที่วัดช่องลมระยะเวลาหนึ่ง

ปี พ.ศ.๒๕๒๑ ท่านได้ออกธุดงค์ไปกาญจนบุรีอีกครั้ง แต่ยังไปไม่ถึง ในระหว่างนั้นได้พบกับพระธุดงค์ด้วยกันจึงได้ชักชวนกันไปธุดงค์ในดินแดนแถบภาคกลาง มาทางอยุธยา อุทัยธานี (วัดถ้ำทอง) และวัดเกาะแก้ว-พิศดาราม ต.บ้านลานดอกไม้ จ.กําแพงเพชร และกลับถึงวัดช่องลม วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๒๑

ปี พ.ศ.๒๕๒๒ เดินธุดงค์ไปถึงที่ ต.บ้านลานดอกไม้ วัดเกาะแก้ว-พิศดาราม จ.กําแพงเพชร ได้ปริวิเวกอยู่แถบภาคกลางตอนเหนือ มีจังหวัดสุโขทัย (วัดศรีสัชนาลัย) อุตรดิตถ์ กลับมายัง อ.พรานกระต่าย จ. กําแพงเพชร

ปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ท่านออกธุดงค์เพียงองค์เดียว โดยออกจากวัดมาปฏิบัติธรรมอยู่ที่กําแพงเพชร จากนั้นมา อ.เด่นชัย จ.แพร่ แล้วต่อด้วยรถไฟไปพักปฏิบัติธรรมที่ถ้ำจาง อ. แม่เมาะ จ.เชียงราย แล้วกลับลงมาถ้ำสุขเกษม (วัดถ้ำสุขเกษมสวรรค์) อ.เถิน จ.ลําปาง ได้จําพรรษาที่นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกมาจากวัดช่องลมมา ได้ปฏิบัติสมณธรรมในระหว่างพรรษานี้ มีอุบาสกอุบาสิกามาทําบุญและปฏิบัติธรรมกันมาก ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านแถวนั้นและฆราวาสที่มีศรัทธาทางจังหวัดภาคเหนือตามมาปฏิบัติธรรมด้วยเป็นครั้งคราวและท่านได้บอกกับลูกศิษย์ว่าที่ถ้ำสุขเกษมนี้ การปฏิบัติธรรมมีความก้าวหน้ามาก

ปี พ.ศ.๒๕๒๔ หลังจากออกพรรษาได้ธุดงค์ไปปฏิบัติธรรมตามที่โยมได้นิมนต์ไปที่ จ.เชียงราย ไปกลับพระลูกศิษย์ ๓ รูป ได้ไปปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ขาน ฐานวโร วัดบ้านเหล่า ต.ทุ่งก่อ อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย ประมาณสองเดือน

ปี พ.ศ.๒๕๒๕ อุบาสกอุบาสิกาทางพัทยาเป็นห่วงเป็นใย ส่งคนมาคอยดูแลท่านอยู่เสมอและพรรษานี้ได้นิมนต์ให้ท่านกลับมาอยู่วัดช่องลมบ้าง และเนื่องจากมีภาระกิจทางสงฆ์มากจึงไม่ได้ธุดงค์

จากนั้นปี พ.ศ.๒๕๒๖ ท่านออกธุดงค์ไปทางภาคเหนืออีกครั้ง อยู่ที่วัดศิลาวารี ดอยต๊อก อ.เถิน จ.ลําปาง จากนั้น โยมได้นิมนต์ไปป่าลัน ต.ปงน้อย อ.แม่จัน จ.เชียงราย อยู่จําพรรษาที่สํานักสงฆ์อรัญญวิเวก บ้านป่าลัน ๒ พรรษา (พ.ศ. ๒๕๒๖ – ๒๕๒๗)

ปี พ.ศ.๒๕๒๘ ธุดงค์มาพักอยู่ในสวนของโยมอุปัฏฐากที่ อ. เถิน ประมาณ ๑๕ วัน แล้วจึงธุดงค์ต่อไปที่ ปางกื๊ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จําพรรษาอยู่ที่สํานักสงฆ์คูหาผาสุข ๒ พรรษา (พ.ศ. ๒๕๒๘ – ๒๕๒๙) ที่นี่ท่านได้ปฏิบัติธรรมและเทศนาธรรมแก่ญาติโยมตลอดทั้งสองพรรษา

ในระหว่างที่ท่านได้ธุดงค์ปฏิบัติสมณธรรมตามสถานที่ต่างๆ นั้น ท่านได้ศึกษาและปฏิบัติด้วยตัวของท่านเองเป็นส่วนใหญ่ ต่อเมื่อมีโอกาสได้พบกับครูอาจารย์ทางด้านสมถวิปัสนากัมมัฏฐาน ท่านก็จะเข้ากราบนมัสและการเรียนถามปัญหาข้อข้องใจต่างๆ ตามที่ท่านได้ประสบมา และท่านก็นําคําสอนมาปฏิบัติ ท่านมักจะอบรมสั่งสอนคนโดยทั่วไปว่า การทําสมาธิจําเป็นต้องมีครูบาอาจารย์คอยแนะนําแก้ข้อสงสัยต่างๆ อันเกิดขึ้นขณะปฏิบัติ มิฉะนั้นจะทําให้หลงทาง เสียเวลาเนินนาน หรือเดินทางผิดไปเลยก็ได้

ต่อมาปี พ.ศ.๒๕๓๐ เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๓๐) ท่านได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี (พระราชนิโรธรังสี) ณ วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย ได้พักค้างคืนที่วัดหนึ่งคืนแล้ว วันรุ่งขึ้นได้กราบลาหลวงปู่เทสก์ แล้วเดินทางไปกราบนมัสการหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ณ วัดป่าบ้านตาด จ. อุดรธานี ต่อมาจึงได้เดินทางไปธุดงค์ และไปพักปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์คูหาผาสุก ปางกื๊ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ในปี พ.ศ ๒๕๒๗ และ ๒๕๓๒ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ได้มาพักปฏิบัติธรรมที่สํานักสงฆ์สุทธิภาวัน ของวัดช่องลมและได้สร้างศาลาบําเพ็ญบุญและกุฎิไว้หนึ่งหลัง

จากนั้นท่านได้ธุดงค์จากปางกื๊ด ไปที่ อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ได้พักปฏิบัติธรรมอยู่ที่หลังหมู่บ้านป่าหมากและได้รับนิมนต์ให้ไปที่บ้านแม่ปาง อ.แม่ลาน้อย จนกระทั่งเกิดความคิดที่จะสร้างวัดขึ้นที่นี่ ตั้งแต่บัดนั้นท่านไม่ได้ออกธุดงค์อีก

ปี พ.ศ.๒๕๓๐ จึงได้ธุดงค์ไปถึงเขต อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวเขาจำนวนมาก ท่านหวังจะฟื้นฟูพระศาสนาที่นี่จึงได้สร้างวัดป่าริมธาราวาสขึ้น เพื่อสั่งสอนอบรมและส่งเสริมความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้มีธรรมและพัฒนาให้เจริญขึ้น เมื่อพัฒนาวัดจนเจริญพร้อมทุกด้านแล้ว ท่านได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดแม่ปาง ต.สันติคีรี อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน หลังจากพัฒนาวัดแม่ลาน้อยจนเจริญเป็นวัดที่มีชาวบ้านและชาวเขาศรัทธา จนกลายเป็นศูนย์รวมแหล่งเผยแพร่ศาสนาพุทธที่สมบูรณ์แล้ว ท่านได้ย้ายไปจำพรรษาเพื่อพัฒนา วัดเขานกยูง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย จนเมื่อพัฒนาวัดเขานกยูง สำเร็จแล้ว ท่านจึงได้ย้ายไปจำพรรษาที่วัดปางกึ๊ด อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เรื่อยมาจนถึงปี พ.ศ.๒๕๖๔

• #อาพาธ
ช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๖๔ เนื่องด้วยพระครูวิบูลธรรมกิจ (หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร) ได้อาพาธด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและระบบประสาทภายในร่างกาย​ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พระเมตตา ทรงรับพระครูวิบูลธรรมกิจ ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ณ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยอยู่ในความดูแลของคณะแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจจุบันอาการโดยรวมของท่านพระครูวิบูลธรรมกิจ (หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร) ดีขึ้นตามลำดับ

และได้เข้าพำนักพักฟื้นอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์พระอารามหลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่​ เพื่อจะได้สะดวกในการเดินทางมาพบคณะแพทย์ ณ โรงพยาบาลมหาราช นครเชียงใหม่ โดยมีคณะแพทย์ และพระ​อุปัฏฐาก​คอยดูแลพยาบาลอย่างใกล้ชิด​

• #สมณศักดิ์ " #พระราชวัชรปัทมคุณ"
(หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร)
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ให้พระครูวิบูลธรรมกิจ (บัวเกตุ ปทุมสิโร) วัดป่าปางกื๊ดกิตติธรรม เป็นพระราชาคณะชั้นราช มีราชทินนามว่า #พระราชวัชรปัทมคุณสุนทรสีลาจารนิวิฐ_ยติคณิสสร_บวรสังฆารามคามวาสี สถิต ณ วัดป่าปางกึ๊ดกิตติธรรม จังหวัดเชียงใหม่ มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานสนุกรมได้ ๔ รูป คือ พระครูปลัด ๑ พระครูสังฆรักษ์ พระครูสมุห์ ๑ พระครูใบฎีกา ๑ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๖๖

โดยในวันศุกร์ที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๖ ณ พระวิหารวัดป่าดาราภิรมย์พระอารามหลวง นายอินทพร จั่นเอี่ยม รองผู้อำนวยการ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวายแด่พระราชวัชรปัทมคุณ (หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร) โดยมีพระเดชพระคุณ พระธรรมศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) เจ้าคณะภาค ๖ – ๗ ธรรมยุต รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมกุฏราชวิทยาลัย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถวายเครื่องสักการะและผ้าไตรแสดงมุทิตาจิตพระราชวัชรปัทมคุณ (หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร) ในพิธีมอบสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพวชิราธิบดี เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน (ธ) เจ้าอาวาสวัดป่าดาราภิรมย์พระอารามหลวง ร่วมรับมอบเครื่องสักการะและผ้าไตร ณ วัดป่าดาราภิรมย์พระอารามหลวง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

".. น้ำตาลสด จากต้นมะพร้าวก็ดี
จากต้นตาลก็ดี จากอ้อยก็ดี
เมื่อเขานำลงไปในกระทะ เอาไปเคี่ยวด้วยไฟ
มันเดือดมากเข้า มากเข้า งวดมากเข้า มากเข้า
มันก็จะข้น กวนมากเข้า มากเข้า มันก็จะเป็นก้อน
จิตก็เหมือนกันสำรวมระวังดีแล้วก็จะนิ่ง
เพราะอารมณ์อื่นไม่ดึงไป ไม่ชักไป .. "
โอวาทธรรมหลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร

ที่ผ่านมาไม่ว่าพระอาจารย์บัวเกตุ จะย้ายไปจำพรรษาที่วัดไหน ไกลแสนไกล เดินทางลำบากแค่ไหน ลูกศิษย์ลูกหาก็จะตามไปกราบสักการะมิได้ขาด โดยเฉพาะชาวชลบุรี ศรีราชา พัทยา และใกล้เคียง ต่างพากันไปกราบท่าน และช่วยพัฒนาวัดที่ท่านไปจำพรรษาจนเจริญรุ่งเรืองทุกหนทุกแห่ง ปัจจุบันท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าปางกื๊ดกิตติธรรม อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เป็นวัดป่ากลางหุบเขาที่สงบสงัด เป็นสัปปายะสถานของพระกัมมัฏฐานผู้รักความสันโดษอย่างหลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร พระมหาเถระผู้มีจริยวัตรงดงามดั่งดอกบัว

"..ถ้าใจเราถึงพระรัตนตรัย อย่างแท้จริงแล้ว
แม้กราบที่ไหนก็โดนพระ ตรงกันข้าม
ถ้าหากใจเราไม่ถึง พระรัตนตรัยแล้ว
แม้กราบพระที่ไหน​ ๆ​ ก็ไม่โดนพระ
ที่สุด แม้กราบที่ตักพระ ก็ไม่โดนพระ ไม่ถึงพระ
เพราะทุกสรรพสิ่ง ทั่วไตรโลกธาตุนี้
มีใจเป็นใหญ่ใจเป็นประธาน
ทุกสรรพสิ่งย่อมสำเร็จแล้วได้ด้วยใจ.."
โอวาทธรรมคำสอนของหลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร

กราบ​ กราบ​ กราบ

🙏🏻 🙏🏻 🙏🏻

ที่อยู่

10/11
Amphoe Warinjamrap
34190

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ อรรถธรรมพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์