พระสิวลีมหาลาภ วัดสะเดา

พระสิวลีมหาลาภ วัดสะเดา พระสิวลี มหาลาภ โชคดี เจริญรุ่งเรือ?

15/02/2022
 #กำหนดประกอบพิธีตั้งศาลพระภูมิ-เจ้าที่วัดวัดสะเดา ต.หนองพระอ.วังทอง จ.พิษณุโลก24 มิถุนายน 2563เวลา 09.09 เป็นต้นไปขอเรี...
03/06/2020

#กำหนดประกอบพิธี
ตั้งศาลพระภูมิ-เจ้าที่วัด
วัดสะเดา ต.หนองพระ
อ.วังทอง จ.พิษณุโลก
24 มิถุนายน 2563
เวลา 09.09 เป็นต้นไป
ขอเรียนเชิญท่านผู้ศรัทธา ตั้งมั่นดีแล้ว ร่วมพิธีโดยพร้อมเพียงกัน #รายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามได้

. #ขอเชิญสาธุชนทุกท่าน ทอดกฐินสามัคคีเพื่อสมทบทุนบูรณะศาลาการเปรียญชั้น 2🔺️ณ วัดสะเดา  ต.หนองพระ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก #กำ...
27/10/2019

. #ขอเชิญสาธุชนทุกท่าน ทอดกฐินสามัคคี
เพื่อสมทบทุนบูรณะศาลาการเปรียญชั้น 2

🔺️ณ วัดสะเดา ต.หนองพระ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

#กำหนดการ...
วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2562
เวลา 13:00 น. ตั้งองค์กฐินสามัคคี
เวลา 18.30 น. พิธีเจริญพระพุทธมนต์.....................................................

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน 2562
เวลา 07:30 น. ถวายภัตตาหารเช้าภิกษุ-สามเณร
เวลา 09:49 น. ถวายผ้ากฐินสามัคคี พระสงฆ์อุปโลกน์ สวดญัตติทุติยกรรมวาจาให้ผ้ากฐิน คณะศรัทธาถวายบริวารกฐิน พระสงฆ์สัมโมทนียกกล่าวอุปนิสินนกถาและอนุโมทนา เป็นเสร็จพิธี
เวลา 11:00 น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์-สามเณร คณะศรัทธารับประทานอาหารที่โรงทาน รับแจกวัตถุมงคล,หนังสือธรรมะ

-ร่วมเป็นเจ้าภาพผ้าไตรพระลำดับ ไตรละ 500 บาท

▶️เกร็ดความรู้ / พระพุทธศาสนา / เ พิ่ ม พู น ส ติ ปั ญ ญ  า #ทำบุญให้คนตาย_ใครได้บุญการทำบุญอุทิศให้บิดามารดา หรือญาติผู...
08/09/2019

▶️เกร็ดความรู้ / พระพุทธศาสนา /
เ พิ่ ม พู น ส ติ ปั ญ ญ า

#ทำบุญให้คนตาย_ใครได้บุญ
การทำบุญอุทิศให้บิดามารดา
หรือญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว
จัดเป็นหนึ่งในวิธีทำบุญ ๑๐ ประการ
เรียกว่า "ปัตติทานมัย"
บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ
คำถามที่คนมักถามหรือสงสัยอยู่เสมอว่า
บุญที่เราทำบุญอุทิศไปให้นั้น ผู้ตายจะได้รับหรือไม่
ในสมัยพุทธกาล มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อ ชาณุสโสณี
ได้เคยทูลถามคำถามนี้กับพระพุทธเจ้าว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พราหมณ์ย่อมให้ทาน
เพราะเชื่อว่า ทานนี้ต้องสำเร็จแก่ญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอญาติผู้ล่วงลับไปแล้ว จงบริโภคทานนี้

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ทานนั้น ย่อมสำเร็จ
แก่ญาติผู้ล่วงลับหรือไม่
หรือญาติเหล่านั้น จะได้บริโภาคทานหรือไม่"
พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า
"ดูก่อนพราหมณ์
ทานนั้น ย่อมสำเร็จในฐานะแล ย่อมไม่สำเร็จในอฐานะ"
หมายความว่า
ถ้าญาติผู้ล่วงลับนั้น
อยู่ในฐานะที่จะได้รับ
เขาก็จะได้รับ
แต่ถ้าไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับ เขาก็จะไม่ได้รับ

ทรงตรัสชี้แจงเพิ่มเติมว่า
ถ้าญาติผู้ล่วงลับนั้น ทำบาปเอาไว้
มีฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม เป็นต้น
แล้วไปเกิดในนรก เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
ข้าวน้ำที่ทำบุญอุทิศไปให้ เขาก็จะไม่ได้รับ
อนึ่ง ถ้าญาติผู้ล่วงลับนั้น ทำดีเอาไว้
มีให้ทานและรักษาศีล เป็นต้น
แล้วไปเกิดเป็นมนุษย์ หรือเทวดา เป็นพรหม
ข้าวน้ำที่ทำบุญอุทิศไปให้ เขาจะไม่ได้รับ เช่นกัน
ผุ้ที่อยู่ในฐานะที่จะผลจากข้าวน้ำที่อุทิศไปให้
คือผู้ที่เกิดเป็นเปรต
และเป็นเปรตจำพวก "ปรทัตตูปชีวิเปรต "เท่านั้น
ปรทัตตูปชีวิเปรต
คือเปตรที่มีกรรมเบาบาง
เป็นอยู่ด้วยการขอส่วนบุญที่เขาอุทิศให้
ตามพระพุทธพจน์เบื้องต้น
ข้าวปลาอาหารที่เราทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตาย
มีเปรตจำพวกเดียวที่อยู่ในฐานะที่จะรับได้
นอกนั้นไม่ได้รับ....
🚩📕 #แต่บุญที่ทำไปแล้วแม้ญาติจะไม่ได้รับ
#บุญที่ทำนั้นไม่สูญเปล่าย่อมตกแก่ผู้ทำอย่างสมบูรณ์
แหล่งอ้างอิง ชาณุสโสณีสูตร
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง (ภาษาไทย)
เล่มที่ ๒๔ หน้าที่ ๒๔๓ ข้อที่ ๑๖๖

#แชร์ไปได้บุญเพิ่มพูนธรรมทานบารมีแก่ตน

พระสีวลีเถระ... เอตทัคคะในทางผู้มีลาภมากพระสีวลี เป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา ราชธิดาแห่งโกลิยนคร ตั้งแต่ท่านจุติลงถือปฏิสน...
23/07/2019

พระสีวลีเถระ... เอตทัคคะในทางผู้มีลาภมาก

พระสีวลี เป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา ราชธิดาแห่งโกลิยนคร ตั้งแต่ท่านจุติลงถือปฏิสนธิในครรภ์ของพระมารดา ได้ทำให้ลาภสักการะเกิดขึ้นแก่พระมารดาเป็นอันมาก ท่านอาศัยอยู่ในครรภ์ของพระมารดา นานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ครั้นเมื่อใกล้เวลาจะประสูติ พระมารดาได้รับทุกขเวทนาอย่างแรงกล้า พระนางจึงขอให้พระสวามีไปกราบบังคมทูลขอพรจากพระบรมศาสดาและพระพุทธองค์ตรัส ประทานพรแก่พระนางว่า:- “ขอพระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะ จงเป็นหญิงมีความสุข ปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด” ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ ทุกขเวทนาของพระนางก็อันตรธานไปพระนางประสูติพระราชโอรสอย่างง่ายดาย ดุจน้ำไหลออกจากหม้อ พระประยูรญาติทั้งหลายได้ขนานพระนามพระราชโอรสของพระนางสุปปวาสาว่า “สีวลีกุมาร”

เมื่อพระนางมีพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว มีพระประสงค์ที่จะถวายมหาทานติดต่อกันเป็นเวลา ๗ วัน จึงจึงความประสงค์แก่พระสวามีให้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ สงฆ์ มารับมหาทานอาหารบิณฑบาตในพระราชนิเวสน์ ตลอด ๗ วันในวันถวายมหาทานนั้น สีวลีกุมาร มีพระวรกายเข้มแข็งดุจกุมารผู้มีพระชนม์ ๗ พรรษา ได้ช่วยพระบิดาและพระมารดาจัดแจงกิจต่าง ๆ มีการนำธมกรก (ธะมะกะหรก = กระบอกกรองน้ำ) มากรองน้ำดื่มและอังคาสพระบรมศาสดาและหมู่พระภิกษุสงฆ์ ในขณะที่สีวลีกุมาร ช่วยพระบิดาและพระมารดาอยู่นั้น ท่านพระสารีบุตรเถระได้สังเกตดูอยู่ตลอดเวลา และเกิดความรู้สึกพอใจในพระราชกุมารน้อยเป็นอย่างมาก

ครั้นถึงวันที่ ๗ ซึ่งเป็นวันสุดท้าย พระเถระได้สนทนากับสีวลีกุมารแล้วชักชวนให้มาบวช สีวลีกุมาร ผู้มีจิตน้อมไปในการบวชอยู่แล้ว เมื่อพระเถระชักชวน จึงกราบทูลขออนุญาตจากพระบิดาและพระมารดา เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงติดตามพระเถระไปยังพระอาราม พระสารีบุตรเถระ ผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้น คือ ตจปัญจกกรรมฐานทั้ง ๕ ได้แก่ เกสา(ผม) โลมา(ขน) นขา(เล็บ) ทันตา(ฟัน) ตโจ (หนัง) ให้พิจารณาของทั้ง ๕ เหล่านี้ว่าเป็นของไม่งานเป็นของสกปรก ไม่ควรเข้าไปยึดติดหลงใหลในสิ่งเหล่านี้ สีวลีกุมาร ได้สดับพระกรรมฐานนั้นแล้วนำไปพิจารณาในขณะที่กำลังจรดมีดโกนเพื่อโกนผม ครั้งแรกนั้นท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน จรดมีดโกนลงครั้งที่ ๒ ท่านได้บรรลุเป็นพระสกทาคามี จรดมีดโกนลงครั้งที่ ๓ ท่านได้บรรลุเป็นพระอนาคามี และเมื่อโกนผมเสร็จ ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์เมื่อท่านอุปสมบทแล้วปรากฏว่าท่านเป็นพุทธสาวก ที่มีลาภสักการะมากมาย ด้วยอำนาจบุญบารมีของท่านที่สั่งสมมา ลาภสักการะเหล่านี้ได้เผื่อแผ่ไปยังพระสงฆ์สาวกท่านอื่น ๆ ด้วย แม้พระบรมศาสดาเมื่อทรงพาหมู่ภิกษุสงฆ์เสด็จทางไกลกันดาร ถ้ามี พระสีวลี ร่วมเดินทางไปด้วย ความขาดแคลนอาหารและที่พักอาศัยในระหว่างทางก็จะไม่เกิดขึ้นแก่หมู่ภิกษุ สงฆ์เลย เช่น....พระพุทธองค์และหมู่ภิกษุอาศัยบุญพระสีวลี

สมัยหนึ่ง พระบรมศาสดาเสด็จพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จำนวน ๕๐๐ รูปไปเยี่ยมพระเรวตะผู้เป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ซึ่งจำพรรษาอยู่ ณ ป่าไม้ตะเคียน เมื่อเสด็จมาถึงทาง ๒ แพร่ง พระอานนท์เถระได้กราบทูลสภาพหนทางว่า.....
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเสด็จไปทางอ้อม ระยะทางไกล ๖๐ โยชน์ มีประชาชนอยู่อาศัยมาก พระภิกษุไม่ลำบากด้วยภิกขาจาร แต่ถ้าเสด็จไปทางลัดระยะทางประมาณ ๓๐ โยชน์ ไม่มีประชาชนอยู่อาศัย มีสภาพเป็นป่าใหญ่ มีแต่อมนุษย์อยู่อาศัย พระภิกษุสงฆ์จะลำบากด้วยภิกขาจาร”
พระพุทธองค์ ตรัสถามว่า:-
“ดูก่อนอานนท์ พระสีวลีมากับเราด้วยหรือไม่?”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเสวลีมากับเราด้วย พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ ตรัสว่า:-
“ดูก่อนอานนท์ ถ้าอย่างนั้นก็จงไปทางลัด ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลด้วยอาหารบิณฑบาต เพราะเทวดาทั้งหลายที่สิงสถิตอยู่ในป่าระหว่างทาง จะจัดสถานที่พักและอาหารบิณฑบาตไว้ถวายพระสีวลีผู้เป็นที่เคารพนับถือของพวก ตน เราทั้งหลายก็จะได้อาศัยบุญของพระสีวลี นั้นด้วย”

ได้รับยกย่องในทางผู้มีลาภมาก
ด้วยอำนาจบุญที่ท่านพระสีวลี ได้บำเพ็ญสั่งสมอบรมมาตั้งแต่อดีตชาติ เป็นปัจจัยส่งผลให้ท่านเจริญด้วยลาภสักการะ โดยมีเทพยาดา นาค ครุฑ และมนุษย์ทั้งหลาย นำมาถวายโดยมิขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าท่านจะอยู่ในที่ใด ๆ ในป่า ในบ้าน ในน้ำ หรือบนบก เป็นต้นด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์ จึงทรงประกาศให้ปรากฏในหมู่พุทธบริษัทตรัสยกย่องท่านในตำแหน่ง เอคทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้มีลาภมากนับว่าท่านพระสีวลีเถระเป็นพระมหาสาวกอีกรูปหนึ่งที่ได้ช่วย กิจการ พระศาสนา แบ่งเบาภาระของพระบรมศาสดาเป็นอย่างมาก ท่านดำรงอายุสังขารโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน

30/06/2019

สัจจะธรรมของสังขาร...ไม่ใช่ของเรา...ถึงเวลาเราก็ต้องคืนธรรมชาติไป #จริงแท้แน่ชัดสังขาร

#แชร์ต่อได้บุญครับ

ฑีฆายุโก โหตุ สังฆราชาสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกเนื่องในมงคลสมัยพระชนมายุคร...
25/06/2019

ฑีฆายุโก โหตุ สังฆราชา
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เนื่องในมงคลสมัยพระชนมายุครบ ๙๒ พรรษา
๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

ด้วยเกล้า ด้วยกระหม่อม
แอดมิน,สมาชิก, #พระสิวลีมหาลาภวัดสะเดา

♦ #วันพระ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒♦วันพระ และ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา #วันอัฏฐมีบูชา คือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ...
25/05/2019

♦ #วันพระ วันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๖๒♦
วันพระ และ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา

#วันอัฏฐมีบูชา คือวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 8 วัน) ถือเป็นวันสำคัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย)

นอกจากนั้น วันนี้เป็นวันคล้ายวันที่พระนางสิริมหามายา องค์พระพุทธมารดาสิ้นพระชนม์ (หลังประสูติ) และเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน (หลังตรัสรู้) อีกด้วย

งานประเพณีถวายพระเพลิงฯจำลอง ในวันอัฏฐมีบูชา วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง
เมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จปรินิพพานไปแล้ว 8 วัน มัลละกษัตริย์แห่งเมืองกุสินารา พร้อมด้วยประชาชน และพระสงฆ์อันมีพระมหากัสสปเถระเป็นประธาน ได้พร้อมกันกระทำการถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ แห่งเมืองกุสินารา เป็นวันหนึ่งที่ชาวพุทธต้องมีความโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการสูญเสียแห่งพระพุทธสรีระ เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งนิยมเรียกกันว่าวันอัฏฐมีนั้น เมื่อเวียนมาบรรจบแต่ละปี พุทธศาสนิกชนบางส่วนได้ประกอบพิธีบูชาขึ้น มีการเวียนเทียนเป็นต้น แต่ไม่ทั่วไปทั่วราชอาณาจักร โดยจะประกอบพิธีในบางวัดเท่านั้น ตามแต่ความศรัทธาของท้องถิ่น ในจังหวัดอุตรดิตถ์ เช่น ประเพณีถวายพระเพลิงฯ จำลอง ที่วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง และประเพณีอัฎฐมีบูชาของ วัดใหม่สุคนธาราม ต.วัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่รักษาสืบสานมายาวนานมากกว่า 120 ปีแล้ว เป็นต้น

พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพมีขึ้นในวันที่ 8 หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานใต้ต้นสาละในราตรี 15 ค่ำ เดือน 6 โดยพวกเจ้ามัลลกษัตริย์จัดบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และเครื่องดนตรีทุกชนิด ที่มีอยู่ใน เมืองกุสินาราตลอด 7 วัน แล้วให้เจ้ามัลละระดับหัวหน้า 8 คน สรงเกล้า นุ่งห่มผ้าใหม่ อัญเชิญพระสรีระไปทางทิศตะวันออก ของพระนคร เพื่อถวาย พระเพลิง

มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า

ประติมากรรรมรูปพระมหากัสสปะถวายบังคมพระพุทธสรีระก่อนการถวายพระเพลิง ที่วัดอินทาราม กรุงเทพฯ
พวกเจ้ามัลละถามถึงวิธีปฏิบัติพระสรีระกับพระอานนท์เถระ แล้วทำตามคำของพระเถระนั้นคือ ห่อพระสรีระด้วยผ้าใหม่แล้วซับด้วยสำลี แล้วใช้ผ้าใหม่ห่อทับอีก ทำเช่นนี้จนหมดผ้า 500 คู่ แล้วเชิญลงในรางเหล็กที่เติมด้วยน้ำมัน แล้วทำจิตกาธานด้วยดอกไม้จันทน์ และของหอมทุกชนิด จากนั้นอัญเชิญ พวกเจ้ามัลละระดับหัวหน้า 4 คน สระสรงเกล้า และนุ่งห่มผ้าใหม่ พยายามจุดไฟที่เชิงตะกอน แต่ก็ไม่อาจให้ไฟติดได้ จึงสอบถามสาเหตุ พระอนุรุทธะ พระเถระ แจ้งว่า "เพราะเทวดามีความประสงค์ให้รอพระมหากัสสปะ และภิกษุหมู่ใหญ่ 500 รูป ผู้กำลังเดินทางมาเพื่อถวายบังคมพระบาทเสียก่อน ไฟก็จะลุกไหม้" ก็เทวดา เหล่านั้น เคยเป็นโยมอุปัฏฐากของพระเถระ และพระสาวกผู้ใหญ่มาก่อน จึงไม่ยินดีที่ไม่เห็นพระมหากัสสปะอยู่ในพิธี และเมื่อภิกษุหมู่ 500 รูปโดยมีพระมหากัสสปะเป็นประธานเดินทางมาพร้อมกัน ณ ที่ถวายพระเพลิงแล้ว ไฟจึงลุกโชนขึ้นเองโดยไม่ต้องมีใครจุด

สถานที่สันนิษฐานว่าเป็นที่โทณพราหมณ์แจกพระบรมสารีริกธาตุแก่เจ้าผู้ครองนครทั้ง 8 ในกุสินารานคร
หลังจากที่พระเพลิงเผาซึ่งเผาไหม้พระพุทธสรีระดับมอดลงแล้ว บรรดากษัตริย์มัลละทั้งหลายจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุทั้งหมด ใส่ลงในหีบทองแล้วนำไปรักษาไว้ภายในนครกุสินารา ส่วนเครื่องบริขารต่างๆ ของพระพุทธเจ้าได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐานตามที่ต่างๆ อาทิ ผ้าไตรจีวร อัญเชิญไปประดิษฐานที่แคว้นคันธาระ บาตรอัญเชิญไปประดิษฐานที่เมืองปาตลีบุตร เป็นต้น และเมื่อบรรดากษัตริย์จากแคว้นต่างๆ ได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานที่นครกุสินารา จึงได้ส่งตัวแทนไปขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อนำกลับมาสักการะยังแคว้นของตนแต่ก็ถูกกษัตริย์มัลละปฏิเสธ จึงทำให้ทั้งสองฝ่ายขัดแย้งและเตรียมทำสงครามกัน แต่ในสุดเหตุการณ์ก็มิได้บานปลาย เนื่องจากโทณพราหมณ์ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อยุติความขัดแย้งโดยเสนอให้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น 8 ส่วนเท่าๆ กัน ซึ่งกษัตริย์แต่ละเมืองทรงสร้างเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามเมืองต่างๆ ดังนี้

1.กษัตริย์ลิจฉวี ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองเวสาลี
2.กษัตริย์ศากยะ ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองกบิลพัสดุ์
3.กษัตริย์ถูลิยะ ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองอัลลกัปปะ
4.กษัตริย์โกลิยะ ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองรามคาม
5.มหาพราหมณ์ สร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองเวฏฐทีปกะ
6.กษัตริย์มัลละแห่งเมืองปาวา ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองปาวา
7.พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองราชคฤห์
8.มัลลกษัตริย์แห่งกุสินารา ทรงสร้างเจดีย์บรรจุไว้ที่เมืองกุสินารา
9.กษัตริย์เมืองโมริยะ ทรงสร้างสถูปบรรจุพระอังคาร (อังคารสถูป) ที่เมืองปิปผลิวัน
10.โทณพราหมณ์ สร้างสถูปบรรจุทะนานตวงพระบรมสารีริกธาตุ ที่เมืองกุสินารา (ทะนานตวงพระบรมสารีริกธาตุแจก, คำว่า ตุมพะ แปลว่า ทะนาน, บางทีเรียกสถูปนี้ว่า ตุมพสถูป)

สำหรับกรณีของกษัตริย์เมืองโมริยะนั้น ได้ส่งผู้แทนมาหลังจากที่โทณพราหมณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทั้ง 8 เมืองไปแล้วจึงได้อัญเชิญพระอังคารไปแทน ส่วนโทณพราหมณ์ ก็ได้สร้างสถูปบรรจุทะนานที่ใช้สำหรับตวงพระบรมสารีริกธาตุสำหรับตนเอง และผู้คนได้สักการะดังที่ได้กล่าวไป

🔴พระปฐมบรมราชโองการ  พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ ๑๐ )"เราจ...
04/05/2019

🔴พระปฐมบรมราชโองการ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ ๑๐ )

"เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป"

วันเสาร์ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒
ตรงกับขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ ปี กุน
🔸 ทรงพระเจริญ🔸

🔴ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ได้ออกประกาศสงกรานต์ ประจำปีพุทธศักราช 2562 ตรงกับปีกุน (มนุษย์ผู้หญิง ธาตุ...
12/04/2019

🔴ฝ่ายโหรพราหมณ์ กองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง ได้ออกประกาศสงกรานต์ ประจำปีพุทธศักราช 2562 ตรงกับปีกุน (มนุษย์ผู้หญิง ธาตุน้ำ) เอกศก จุลศักราช 1381 ทางจันทรคติ เป็น ปกติมาสวาร ทางสุริยคติ เป็น ปกติสุรทิน โดยวันที่ 14 เมษายน ถือเป็นวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 5 เวลา 15.03.03 น.

ขณะที่ นางสงกรานต์ในปีนี้ ทรงนามว่า "ทุงสะเทวี" ทรงพาหุรัดทัดดอกทับทิม อาภรณ์แก้ว-ปัทมราค ภักษาหารอุทุมพร พระหัตถ์ขวาทรงจักร พระหัตถ์ซ้ายทรงสังข์ เสด็จนั่งมาเหนือหลังครุฑ เป็นพาหนะ​

​วันที่ 16 เมษายน 2562 เวลา 19.12 นาที เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น 1381 ปีนี้ วันจันทร์ เป็น ธงชัย, วันเสาร์ เป็น อธิบดี, วันอาทิตย์ เป็น อุบาทว์, วันจันทร์ เป็น โลกาวินาศ

สำหรับปีนี้ วันพฤหัสบดีเป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า ตกในมหาสมุทร 100 ห่า ตกในป่าหิมพานต์ 150 ห่า ตกในเขาจักรวาล 200 ห่า นาคให้น้ำ 3 ตัว

เกณฑ์ธัญญาหาร ได้เศษ 2 ชื่อ วิบัติ ข้าวกล้าในภูมินาจะเกิดกิมิชาติ (ด้วงกับแมลง) จะได้ผลกึ่งเสียกึ่ง เกณฑ์ธาราธิคุณ ตกราศีปถวี (ดิน) น้ำงามพอดี

#พระสิวลีมหาลาภ...วัดสะดา

ที่อยู่

Amphoe Wang Thong
65130

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระสิวลีมหาลาภ วัดสะเดาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์