09/10/2023
🔻ศุภสิทธิ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพ ... "เบื้องหลังความสำเร็จท่องเที่ยวชีวภาพ"🔺
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ทำหน้าที่ในการส่งเสริม “การท่องเที่ยวชีวภาพ” โดยนำความโดดเด่น ในด้านความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาช่วยสร้างคุณค่าต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีอยู่ค่อนข้างจำกัด มีมูลค่าไม่มากและไม่คุ้มค่าต่อการนำสินค้าออกไปขายยังภายนอกพื้นที่ ทำอย่างไรถึงจะดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาหายังแหล่งผลิต โดยเชื่อมโยงวิวทิวทัศน์ที่มีของชุมชนเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญ จนเกิดเป็นการท่องเที่ยวชีวภาพ บ้านรวมไทย กุยบุรี ประจวบคีรีขันธุ์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานส่งเสริมการท่องเที่ยวชีวภาพของเบโด้ ณ วันนี้บ้านรวมไทย มีความเข้มแข็งและสามารถเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่น ๆ เบโด้จึงได้นำชุมชนที่มีความสนใจในเรื่องของการทำท่องเที่ยวชีวภาพ เข้าร่วมถอดบทเรียนและสัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวที่บ้านรวมไทยไปพร้อม ๆ กัน โดยมีคุณศุภสิทธ์ จำปาวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจชีวภาพของเบโด้ เป็นหัวเรือใหญ่ในการทำงานด้านการส่งเสริมชุมชน ที่พร้อมจะลุยและเดินทางไปกับชุมชน โดยมีจุดหมายของการผลักดันการท่องเที่ยวชีวภาพให้เป็นคำที่นักเดินทางต้องนึกถึง
• จุดเริ่มต้นโครงการท่องเที่ยวชีวภาพ
ต้องย้อนไป 10 ปีที่แล้ว เบโด้มีการทำงานส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพ เรามีโครงการส่งเสริมธุรกิจจากสัตว์ป่า ตอนนั้นมีสัตว์ป่าหลายชนิดที่เราให้การส่งเสริม เช่น ไก่ฟ้า ชะมดเช็ด กวางสวยงาม ช้าง ฯลฯ กุยบุรีคือจุดเริ่มต้นที่เราได้เข้ามาส่งเสริมเรื่องการที่คนจะอยู่กับช้างได้อย่างไรจนพัฒนามาสู่เรื่องของการท่องเที่ยวชีวภาพ เหตุที่ทำให้เราเข้ามาที่กุยบุรี เพราะเมื่อก่อนคนกับช้างมีปัญหากัน ช้างเข้ามารุกล้ำ เกิดการทำร้ายช้าง เราก็มีแนวคิดว่าทำอย่างไรคนกับช้างถึงจะอยู่ร่วมกันได้ บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านที่มีการรวมคนจากหลากหลายพื้นที่ ในบริบทของพื้นที่มีการเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวภายใต้การบริหารของกรมอุทยานแห่งชาติฯ แต่ทำอย่างไรถึงจะให้ชุมชนได้ประโยชน์และมีส่วนร่วมกับการท่องเที่ยวนี้ เพราะจริง ๆ แล้ว ทางอุทยานฯ กับชุมชนก็เกื้อหนุนกัน ชุมชนได้เข้ามาช่วยสร้างแนวกันไฟ เรื่องของการอนุรักษ์ก็เลยมีการหารือกันว่า ให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกับการท่องเที่ยวอุทยานฯ เช่น เรื่องของรถนำเที่ยวซึ่งมีประมาณ 50 คัน เรื่องขององค์ความรู้ในการเป็นมัคคุเทศก์ โดยต้องได้รับการอบรมจากทางอุทยานฯ เพื่อที่จะได้ให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวได้ถูกต้อง ครบถ้วน โดยภายหลังก็ได้จัดตั้งเป็นชมรมท่องเที่ยวขึ้นมาอย่างถูกต้อง เบโด้ได้เข้ามาปรึกษาหารือกับทางอุทยานฯ และชุมชน ในการที่ทำอย่างไรการท่องเที่ยวถึงจะครบทั้ง 3 องค์ประกอบ
1.สถานที่ท่องเที่ยว
2.สินค้า
3.ที่พัก
ทางเบโด้ก็เลยพาชุมชนไปเรียนรู้เรื่องการจัดทำโฮมสเตย์ที่สุโขทัย และขอรับรองมาตรฐานเพื่อที่จะได้บริการแก่นักท่องเที่ยวที่อยากจะสัมผัสกับบรรยากาศวิถีชุมชน โดยนำแนวคิดการท่องเที่ยวชีวภาพเข้ามาให้แก่ชุมชน
• นิยามของคำว่า ท่องเที่ยวชีวภาพ
ท่องเที่ยวชีวภาพ หรือ Bio Tourism หมายถึงการท่องเที่ยวไปในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ อาจจะเป็นเรื่องของชนิดพันธุ์ เช่น ต้นไม้ใหญ่ กล้วยไม้ที่มีความสวยงาม หรือจะเป็นเรื่องของระบบนิเวศแบบในป่าอุทยาน โดยเน้นเรื่องของความมีอัตลักษณ์โดยเชื่อมโยงกับบริบทอื่นของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลุ่มอาชีพ สินค้า บริการ เป็นการท่องเที่ยวที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการโดยกระบวนการท่องเที่ยวชีวภาพจะมี 5 ขั้นตอนด้วยกันคือ
1. การประเมินบริบทของชุมชน ดูความหลากหลายทางชีวภาพของชุมชนว่าจะสามารถนำเสนอเรื่องราวได้อย่างไรบ้าง
2. เตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของชุมชนโดยเข้าไปศึกษาดูงานในพื้นที่ของชุมชน โดยการจำลองเป็นนักท่องเที่ยวเพื่อให้เขาได้เรียนรู้ว่า จุดไหนที่ควรจะปรับปรุงและนำไปพัฒนาได้บ้าง
3.การทำเส้นทางท่องเที่ยว
4.สร้างความเชื่อมโยงกับเครือข่ายหรือหน่วยงานในพื้นที่ เพราะคำว่าท่องเที่ยวเชิงชีวภาพยังเป็นคำใหม่อยู่ เป็นหนึ่งในการท่องเที่ยวโดยชุมชน
5.การจัดอีเวนท์เพื่อประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้การท่องเที่ยวชีวภาพในพื้นที่
• แนวคิดหลักของการท่องเที่ยวชีวภาพ
ต้องดูบริบทของชุมชนว่าจะชูเรื่องอะไรเป็นสำคัญ อย่างที่กุยบุรีจะเน้นเรื่องการนั่งรถชมสัตว์ป่าในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีบริบทเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ชาใบหม่อน กระดาษสา
จากใบสับปะรด เบโด้เองเป็นหน่วยงานเล็ก มีโครงสร้างอยู่ที่ 50 กว่าคน โดยความคิดเห็นส่วนตัวของผมเอง วิธีการทำงานโดยหน่วยงานเล็ก ผมมองแบบสูตรปุ๋ย N คือ Networking เรื่องของเครือข่าย ชุมชนเป็นหนึ่งในเครือข่าย สถาบันการศึกษาก็เป็นเครือข่าย เราต้องนำศักยภาพของแต่ละเครือข่ายเข้ามาช่วยกัน P คือ Participation การมีส่วนร่วม K คือ Knowledge การเติมเต็มองค์ความรู้ โดยการนำชุมชนต่างถิ่นมาเรียนรู้ ถอดบทเรียนการเป็นเจ้าบ้านที่ดี
• จุดเด่นของบ้านรวมไทย
ที่นี่โดดเด่นเรื่องทรัพยากรชีวภาพคือการปลูกสับปะรด และใบหม่อน โดยเบโด้เองก็มาให้องค์ความรู้ในเรื่องของการนำใบสับปะรด ซึ่งไม่ได้ใช้งานอะไร แทนที่จะทิ้งเป็นขยะ เราก็นำมาทำเป็นกระดาษสาจากใบสับปะรด จัดเป็นเวิร์คชอปเพื่อให้นักท่องเที่ยว มีกิจกรรมทำนอกเหนือจากการมาชมสัตว์ป่า และยังมีเรื่องการทำชาจากใบหม่อน คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้ว่าที่นี่ปลูกหม่อนเยอะมาก เบโด้ก็เข้าช่วยส่งเสริมในเรื่องของการทำชาจากใบหม่อน ช่วยดูแลเรื่องแพคเกจจิ้ง ดูช่องทางการตลาด การออกงานขายสินค้า
• การจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้
เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เราเริ่มดำเนินงานจัดงานคล้ายงานประจำปี เพื่อให้เกิดการรับรู้ ประชาสัมพันธ์พื้นที่ เนื่องจากพื้นที่เป็นที่กว้างเราก็จัดในธีม คอนเซ็ปต์ คาวบอย ไนท์ โดยตั้งชื่องานว่า “นั่งฟ่อน นอนเต้นท์ จิบชา ท้าลมหนาว” จัดในช่วงฤดูหนาว ที่อากาศค่อนข้างเย็น จัดให้มีดนตรี ขายเครื่องดื่ม-อาหาร และผลิตภัณฑ์ของชุมชน ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคนมาร่วมงานมากมาย นโยบายของเบโด้จะให้การสนับสนุนชุมชนละ 3 ปี ปีแรกก็จะให้เยอะหน่อย พอปีที่สองที่สามก็จะลดหลั่นลงไป เนื่องจากมีหน่วยงานอื่น ๆ ที่เข้าร่วมด้วย และตัวชุมชนเองก็พอ จะดูแลตัวเองได้บ้างแล้ว พอเลยสามปีไปแล้วเราก็คาดหวังว่าชุมชนจะสามารถจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง สร้างความเข้มแข็งได้ด้วยตัวเอง
• วิธีการคัดสรรชุมชนเข้าร่วมโครงการ
มีด้วยกัน 2 ทางคือ
1. เราไปในพื้นที่ชุมชนและมองเห็นถึงความโดดเด่นของทรัพยากร เช่น กล้วยไม้ฟ้ามุ่ย บ้านปงไคร้ และเขามีหน่วยงานอื่น ๆ เข้าไปช่วยในเรื่องของการเพาะ ขยายพันธุ์และเราก็ต้องดูบริบทอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น มีการโหนสลิง Zipline เป็นจุดขาย เดินป่าเพื่อไปดูต้นจำปียักษ์ที่มีขนาดใหญ่มาก เราก็นำเหล่านี้มาสร้างเส้นทางท่องเที่ยว
2. เชิญชวนชุมชนที่สนใจให้สมัครเข้าร่วมโครงการ ท่องเที่ยวชีวภาพแล้วเราก็จะพิจารณาคุณสมบัติว่ามีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่ ถ้าผ่านตรงจุดนี้ก็ต้องมีการเตรียมความพร้อม ราว ๆ 2 ปี โดยให้ชุมชนนั้น ๆ เข้าร่วมดูงานการทำงานของชุมชนที่พร้อมแล้ว ในฐานะนักท่องเที่ยวท่านหนึ่ง แล้วนำสิ่งที่เห็นไปปรับใช้กับชุมชนของตน
• จำนวนชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ
ท่องเที่ยวชีวภาพกับทางเบโด้ เรามีชุมชนทั้งหมดในลิสต์ 34 ชุมชน ที่เราดำเนินการและจัดงานไปให้แล้วมีทั้งหมด 15 ชุมชน ใน 15 ชุมชนมีอยู่ 6 ชุมชนที่เราดำเนินการไปครบแล้ว 3 ปี ได้แก่ กุยบุรี ประจวบคีรีขันธ์, เลยวังไสย์ เลย, ลุ่มสุ่ม กาญจนบุรี, วันยาว จันทบุรี, ปงไคร้ เชียงใหม่และโหนดนาเล สงขลา
• เป้าหมายของเบโด้ในเรื่องการท่องเที่ยวชีวภาพ
เราอยากชูคำว่า ท่องเที่ยวชีวภาพ ให้เป็นคำที่แพร่หลาย แต่เมื่อมีคำว่า ชีวภาพ เข้ามาก็เลยต้องเกิดการอธิบาย ให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือการท่องเที่ยวตามสภาพนั่นแหละแต่อยู่ในบริบทของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่ในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ อีกมุมหนึ่งของการเกิดคำว่าท่องเที่ยวชีวภาพ เรามีการส่งเสริมให้ชุมนนำความหลากหลายทางชีวภาพมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งแต่ละชุมชนก็มีความแตกต่างกันในทรัพยากรที่มีอยู่
เมื่อผนวกกับการมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามในพื้นที่ เราก็มองว่าน่าจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ควรเข้าไปส่งเสริมให้ชุมชนมีเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้เกิดการอนุรักษ์ได้ก็จะต้องเกิดรายได้ก่อนนะ เราก็เลยมองว่า แทนที่เราจะเอาของออกไปขายข้างนอก เราเปลี่ยนเป็นการนำคนเข้ามาในชุมชนดีกว่าหรือไม่ ซึ่งไม่เพียงแต่ชุมชนที่เราให้การสนับสนุนเท่านั้นนะ รายได้ยังกระจายไปสู่ชุมชนทั่วไป ในเรื่องของการเดินทาง การขายอาหาร น้ำดื่ม
เป้าหมายของเราคือต้องทำให้เกิดความชัดเจนในกระบวนการ การท่องเที่ยวชีวภาพ ต้องสร้างมาตรฐานว่าการท่องเที่ยวชีวภาพ ต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง เพื่อที่ว่าจะได้เป็นโมเดลสำหรับคนที่สนใจอยากจะเดินตามรอย แต่หัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ จะต้องเกิดการอนุรักษ์ อย่างที่กุยบุรี ถ้ามีเวลาเราก็อยากจะเชิญชวนนักท่องเที่ยวช่วยกันทำโป่งสำหรับช้าง ถ้าไปดูกล้วยไม้ฟ้ามุ่ย เราก็จะให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมเพาะกล้วยไม้ เมื่อนักท่องเที่ยวกลับเรา ก็จะนำไปติดตามต้นไม้ที่เรียกกันว่า ปล่อยป่า แต่ถ้าเป็นที่วันยาว ก็จะเป็นเรื่องของการร่วมปลูกป่าชายเลน หรือช่วยกันปล่อยปูลงสู่ทะเล เพราะนักท่องเที่ยวจะชื่นชอบการมีส่วนร่วม เบโด้คาดหวังว่าจะให้เกิดการท่องเที่ยวแบบนี้ในอีกหลาย ๆ พื้นที่ แต่ก็มีข้อจำกัดอีกหลายอย่างเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบประมาณบุคลากรที่จะเข้าไปช่วยส่งเสริม
• การท่องเที่ยวชีวภาพนับว่า
เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจได้หรือไม่ได้แน่นอน เพราะตัวชี้วัดของเราคือการเพิ่มขึ้นของรายได้ในชุมชน มีรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและบริการ ที่พักโฮมเสตย์ ยานพาหนะ การท่องเที่ยวชีวภาพได้เป็นตัวชี้วัดในเรื่องของรายได้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วมันได้มากกว่านั้น มากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป
• เกณฑ์ในการคัดเลือกชุมชน
เราจะเลือกชุมชนที่เป็นเครือข่ายของเราก่อน โดยที่ชุมชนนั้น ๆ อาจจะเริ่มด้วยการนำทรัพยากรชีวภาพมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ก่อน แต่ยังมีบริบทอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงให้เกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วย หากว่าชุมชนของเราเองไม่เพียงพอเราก็จะมองชุมชนที่เป็นเครือข่ายภายใต้กรมป่าไม้ หากเราต้องการให้เกิดความสำเร็จ ในเรื่องการท่องเที่ยวชีวภาพ
1.ต้องมีทุนธรรมชาติที่เป็นอัตลักษณ์
2.กระบวนการมีส่วนร่วม
3.ต้องมีผู้นำ
4.จะต้องมีนักท่องเที่ยวจริง มันถึงจะทำให้กระบวนการท่องเที่ยวอยู่ได้
5.การส่งเสริมความรู้ในด้านวิชาการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าไปพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์
ในส่วนตัวผมให้คำจำกัดความการท่องเที่ยวชีวภาพที่ดีว่าควรมีคุณสมบัติ A-G
A คือ Activity กิจกรรมในการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับบริบทพื้นที่อาชีพและวิถีของชุมชน
B คือ Basic พื้นฐานของชุมชนในเรื่องของการกิน การอยู่ หรือที่เรียกว่าวิถีความเป็น
C คือ Community ชุมชนต้องมีส่วนร่วม
D คือ Deliverable value การมอบคุณค่าแก่นักท่องเที่ยว อาจจะเป็นเรื่องอัธยาศัยไมตรีก็ได้
E คือ Experience ประสบการณ์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยว บางคนอาจจะไม่เคยนั่งรถอีแต๊ก ไม่เคยนั่งเรือหัวโทง
F คือ Funny การมีกิจกรรมที่สร้างความสนุกสนาน
G คือ Gastronomy การได้ลิ้มลองรสชาติอาหารแปลก ๆ เพราะอาหารจัดว่าเป็น Soft Power ได้ดีทีเดียว ผมก็อยากให้ทุกที่สร้างจุดเด่นในเรื่องนี้