Christian Assembly Paklok

โทร เส้นทาง เว็บไซต์

Christian Assembly Paklok ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่เพจทางการของคริสตจักร

 #พระคัมภีร์วันละคำวันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงรับพระพร"เฉลยธรรมบัญญัติ 28:1-14 "พระพรเหล...
04/10/2026

#พระคัมภีร์วันละคำ
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงรับพระพร"

เฉลยธรรมบัญญัติ 28:1-14 "พระพรเหล่านี้จะตามมาทันท่าน ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน"

ณ เชเคม ระหว่างภูเขาเกริซิมและเอบาล พระเจ้าทรงรื้อฟื้นพันธสัญญากับชนชาติอิสราเอลหลังจากโมเสสให้ประชาชนกล่าว "อาเมน" ต่อพระวจนะของพระเจ้าแล้ว เนื้อหาบทนี้จึงนำเข้าสู่เรื่องพระพรของการเชื่อฟัง พระพรในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่อิสราเอลต้องวิ่งไล่ตาม แต่เป็นพระพรที่พระเจ้าทรงกล่าวว่า "พระพรเหล่านี้จะตามมาทันท่าน" เมื่อประชากรของพระเจ้าฟัง เชื่อฟัง และดำเนินตามพระวจนะของพระองค์

1. พระพรของการเชื่อฟัง : การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าจะก่อให้เกิดพระพรในทุกแห่งของชีวิต พระพรในทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมอบให้ และพระพรในทุกทางแห่งการดำเนินกับพระองค์
- พระพรในทุกแห่ง : "ท่านทั้งหลายจะรับพระพรในเมือง ท่านทั้งหลายจะรับพระพรในทุ่งนา" พระพรของพระเจ้าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือในทุ่งนา พระเจ้าทรงสามารถอวยพรประชากรของพระองค์ได้ ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นของพระเจ้าในทุกแห่งที่เขาอยู่ พระองค์ไม่ได้ทรงสถิตอยู่เฉพาะในสถานที่ประชุม แต่ทรงสถิตอยู่กับเราในทุกหนแห่งทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ระหว่างการเดินทางในการรับใช้ และในชีวิตประจำวัน เราสามารถดำเนินกับพระเจ้าและเป็นพระพรแก่ผู้อื่นได้ "พระองค์ทรงกระทำให้ข้าพเจ้านอนลงที่ทุ่งหญ้าเขียวสด พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปริมน้ำแดนสงบ" (สดุดี 23:2)
- พระพรในทุกสิ่ง : "พงศ์พันธุ์ของตัวท่านเอง ผลแห่งแผ่นดินของท่านและพันธุ์แห่งสัตว์ของท่านจะรับพร...กระจาดของท่าน และรางนวดแป้งของท่านจะรับพระพร" พระเจ้าทรงอวยพรผลแห่งครรภ์ ผลแห่งพื้นดิน ผลแห่งสัตว์ ตะกร้า และรางนวดแป้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงครอบครัว งาน ผลผลิต และสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต พระเจ้าทรงสนพระทัยชีวิตของเราอย่างครบถ้วนแม้กระทั่งสิ่งธรรมดาที่เราอาจมองข้าม แต่พระพรที่ได้รับไม่ควรจบลงที่ตัวเรา พระพรที่พระเจ้าประทานควรกลายเป็นพระพรที่ส่งต่อไปยังผู้อื่น "พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าไม่ขัดสน" (สดุดี 23:1)
- พระพรในทุกทาง : "ท่านจะรับพระพรเมื่อท่านเข้ามาและท่านจะรับพระพรเมื่อท่านออกไป" คำว่า "เข้าและออก" เป็นภาพการดำเนินชีวิตทั้งหมด พระพรไม่ได้อยู่เฉพาะเวลาที่เราไปถึงจุดหมาย แต่พระเจ้าทรงอยู่กับเราในทุกย่างก้าวของการเดินทาง ผู้เชื่อไม่จำเป็นต้องรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับอนาคต แต่สามารถก้าวเดินต่อไปได้ เพราะรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยและทรงนำทาง "ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์" (สดุดี 23:3)

2. พระพรตามพระสัญญา : พระพรอีกด้านหนึ่งมาจากพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้ไว้ "พระเจ้าจะทรงตั้งท่านให้เป็นชนชาติบริสุทธิ์แด่พระองค์ ดังที่พระองค์ทรงปฏิญาณแก่ท่านแล้ว "อิสราเอลเป็นชนชาติที่ถูกแยกออกไว้เป็นของพระเจ้า พระองค์จึงทรงสำแดงพระสัญญาและการดูแลของพระองค์ในด้านต่าง ๆ โดยเห็นได้ชัดในเรื่องความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความรุ่งเรือง
- พระพรแห่งความมั่นคง - พระเจ้าทรงปกป้อง : พระเจ้าทรงสัญญาว่า จะทรงช่วยประชากรของพระองค์ในการเผชิญหน้ากับศัตรู และทรงบัญชาพระพรเหนือยุ้งฉางและทุกสิ่งที่ลงมือกระทำ ความมั่นคงของผู้เชื่อไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีการต่อสู้ แต่หมายความว่า เราไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง พระเจ้าทรงเป็นผู้ปกป้อง ทรงเป็นกำลัง และทรงดูแลผลแห่งการงานของมือเรา "แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใด ๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์" (สดุดี 23:4)
- พระพรแห่งความมั่งคั่ง - เพราะพระเจ้าทรงประทาน : พระเจ้าทรงสัญญาว่า "พระเจ้าจะเปิดคลังฟ้าอันดีของพระองค์ประทานฝนแก่ท่านตามฤดูกาล" ความมั่งคั่งในตัวบทเกี่ยวข้องกับการที่พระเจ้า ทรงจัดเตรียมให้เกิดผล และทำให้ประชากรของพระองค์สามารถเป็นผู้ให้แก่ผู้อื่นได้ "ท่านจะให้หลายประชาชาติขอยืม แต่ท่านจะไม่ขอยืมเขา" พระพรของพระเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อให้เราเก็บไว้เพียงคนเดียว แต่เพื่อให้พระพรไหลผ่านชีวิตของเราไปยังผู้อื่น ในพระเยซูคริสต์ เราได้รับพระพรฝ่ายวิญญาณนานาประการอย่างเต็มบริบูรณ์ และได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้แจกจ่ายพระคุณของพระองค์ "พระองค์ทรงเจิมศีรษะข้าพระองค์ด้วยน้ำมันและขันน้ำของข้าพระองค์ก็ล้นอยู่" (สดุดี 23:5)
- พระพรแห่งความรุ่งเรือง - เพราะพระเจ้าทรงให้เกิดผล : "พระเจ้าทรงกระทำให้ท่านเป็นหัวไม่ใช่เป็นหาง กระทำให้สูงขึ้นทางเดียว มิใช่ให้ต่ำลง" ความรุ่งเรืองตามพระประสงค์ของพระเจ้าไม่ใช่เพียงความสำเร็จทางวัตถุ แต่คือชีวิตที่พระเจ้าทรงยกขึ้นและทรงใช้ให้เกิดผลตามพระประสงค์เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์ ดังนั้นชีวิตที่รุ่งเรืองในสายพระเนตรพระเจ้าคือ ชีวิตที่เกิดผล และยกย่องเทิดทูน ถวายพระเกียรติพระเจ้า "แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไปตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า" (สดุดี 23:6)

สรุป "จงรับพระพร" คือ...
- พระพรของการเชื่อฟัง
: พระพรในทุกแห่ง : เพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับเรา
: พระพรในทุกสิ่ง : เพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียม
: พระพรในทุกทาง : เพราะพระเจ้าทรงนำเรา
- พระพรตามพระสัญญา
: พระพรแห่งความมั่นคง : เพราะพระเจ้าทรงปกป้อง
: พระพรแห่งความมั่งคั่ง : เพราะพระเจ้าทรงประทาน
: พระพรแห่งความรุ่งเรือง : เพราะพระเจ้าทรงให้เกิดผล

"สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ทรงโปรดประทานพระพรฝ่ายวิญญาณแก่เรานานาประการในสวรรคสถานโดยพระคริสต์" (เอเฟซัส 1:3)

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณสำหรับพระสัญญาและพระพรของพระองค์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์ฟังและเชื่อฟังพระวจนะดำเนินในทางของพระองค์ทุกวันขอให้ชีวิตของข้าพระองค์ได้รับพระพร และเป็นพระพรแก่ผู้อื่นเพื่อพระนามของพระองค์ได้รับเกียรติ อาเมน

พระเจ้าอวยพรครับ

 #พระคัมภีร์วันละคำวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงกล่าวว่า อาเมน"เฉลยธรรมบัญญัติ 27:11-26 "ผู้...
03/10/2026

#พระคัมภีร์วันละคำ
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงกล่าวว่า อาเมน"

เฉลยธรรมบัญญัติ 27:11-26 "ผู้ใดไม่ดำรงถ้อยคำแห่งธรรมบัญญัตินี้โดยการกระทำตาม ให้ผู้นั้นรับคำสาปแช่ง ให้ประชาชนทั้งปวงกล่าวพร้อมกันว่า อาเมน"

คำว่า "อาเมน" หมายถึง การยืนยันว่า "เป็นความจริง แน่นอน ขอให้เป็นเช่นนั้น" เมื่อประชาชนกล่าวอาเมน ต่อถ้อยคำของพระเจ้า พวกเขากำลังยอมรับว่า พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง พร้อมดำเนินชีวิตตามถ้อยคำนั้น

1. อาเมน - เกริซิม ภูเขาแห่งพระพร : เกริซิมเป็นภูเขาอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเชเคมมีสภาพเขียวชอุ่ม พระเจ้ากำหนดให้เป็นสถานที่ที่ประกาศคำอวยพรจาก 6 เผ่า คือ สิเมโอน เลวี ยูดาห์ อิสสาคาร์ โยเซฟ และเบนยามิน
- ภูเขาที่แยกออก : Gerizim มีรากศัพท์มาจากคำที่หมายถึง "แยกออก" หรือ "ตัดออก" ชีวิตที่แยกออกจากบาป ย่อมดำเนินชีวิตกับพระเจ้าและอยู่ในพระพรแห่งพันธสัญญาโดยการไถ่บาปของพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงแยกเราออกจากจากบาปและความตายเพื่อมีชีวิตในพระองค์
- ภูเขาแห่งพระพร : คำประกาศจากภูเขาเกริซิมเต็มด้วยพระพรของพระเจ้า ชีวิตในพระเยซูคริสต์ที่เชื่อฟังจะเต็มล้นด้วยพระพรเช่นเดียวกับความเขียวชอุ่มของเกริซิม

ดังนั้น อาเมนต่อพระพร - เกริซิม : เมื่อพระเจ้าทรงพระสัญญา ให้เรากล่าวว่า "อาเมน" และดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟัง

2. อาเมน - เอบาล ภูเขาแห่งพระคุณ : เอบาลอยู่ทางทิศเหนือของเชเคม มีสภาพแห้งแล้งกว่าภูเขาเกริซิม พระเจ้าทรงกำหนดให้เป็นสถานที่ประกาศคำแช่งสาปจาก 6 เผ่า คือ รูเบน กาด อาเชอร์ เศบูลุน ดาน และนัฟทาลี
- ภูเขาแห่งการแช่งสาป : Ebal มีรากศัพท์มาจากคำที่หมายถึง "รกร้าง" หรือ "เปลือยเปล่า" ให้เห็นถึงอำนาจของความบาปที่มาพร้อมกับการแช่งสาป ความแห้งแล้งกันดารชีวิตฝ่ายวิญญาณ ไม่มีผลของความชอบธรรม "แผ่นดินจะให้ต้นไม้และพืชที่มีหนามแก่เจ้า และเจ้าจะกินพืชต่าง ๆ ของทุ่งนา" (ปฐมกาล 3:18)
- ภูเขาแห่งพระคุณ : แม้ภูเขาเอบาลจะเป็นภูเขาแห่งการแช่งสาปเมื่อไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า แต่กระนั้นพระเจ้าทรงสำแดงพระคุณผ่านทางภูเขานี้ ที่ไหนที่มีบาปที่นั่นยังมีพระคุณของพระเจ้าเสมอ
:โยชูวา 8:30 "แล้วโยชูวาได้สร้างแท่นบูชาในภูเขาเอบาล ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล" เพราะการละเมิดพระวจนะของอิสราเอลต้องรับผลของการไม่เชื่อฟังด้วยการแช่งสาป แต่พระเจ้าทรงสำแดงพระคุณของโทษบาปไม่เชื่อฟังนี้ด้วยการสำนึกผิด และถวายเครื่องบูชาแสดงการกลับใจใหม่
: กาลาเทีย 3:13 "พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ โดยการที่พระองค์ทรงยอมถูกแช่งสาปเพื่อเรา" ที่ไม้กางเขนพระเจ้าทรงสำแดงพระคุณแก่เราโดยทางพระเยซูคริสต์ เพื่อให้เราพ้นการแช่งสาปเพราะบาป

ดังนั้น อาเมนต่อความบาป
- เอบาล : เมื่อพระวจนะเปิดเผยบาป ให้เรากล่าวว่า "อาเมน" ไม่ปฏิเสธแต่กลับใจและรับพระคุณ

3. อาเมน - พระอาเมน พระผู้ช่วยให้รอด : "ให้คนเลวีกล่าวประกาศแก่ประชาชนด้วยเสียงดังว่า....ให้ประชาชนตอบว่า อาเมน" คนเลวีที่ยืนอยู่ระหว่างภูเขาแห่งพระพร เกริซิม กับภูเขาแห่งการแช่งสาป เอบาล คือ พวกปุโรหิต ที่จะประกาศตัวอย่างแห่งพระวจนะที่จะต้องรับการแช่งสาปถ้าละเมิด และทั้ง 12 ประการนี้ อิสราเอลทุกคนจะกล่าวตอบรับพร้อมกันว่า "อาเมน" คำตอบรับนี้นอกจากจะหมายถึง ยืนยัน และตอบรับกันอย่างหนักแน่นว่าการไม่เชื่อฟังจะต้องรับการแช่งสาปแล้วคำว่า "อาเมน" ยังเผยให้เห็นว่า "พระเยซูคริสต์" พระองค์ทรงเป็น "พระอาเมน" ด้วย
- วิวรณ์ 3:14 "พระองค์ผู้ทรงเป็นพระอาเมน ทรงเป็นพยานที่ซื่อสัตย์และสัตย์จริง" คำว่า อาเมน เป็นพระนามและพระลักษณะของพระองค์
- 2โครินธิ์ 1:20 "บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดว่า อาเมน" ดังนั้น คำแช่งสาปทั้ง 12 ประการ ที่ประชาชนตอบรับว่า "อาเมน" เป็นเส้นเสียงแห่งพระคุณที่เห็นเส้นทางอันสวยงามแห่งการไถ่ประชากรของพระองค์ให้พ้นการแช่งสาป

ดังนั้น อาเมนต่อพระผู้ช่วยให้รอด - พระอาเมน : พระเยซูคริสต์ทรงรับคำแช่งสาปแทนเรา และทำให้พระสัญญาของพระเจ้าสำเร็จทั้งสิ้น

"อาเมน" ไม่ใช่เพียงเสียงตอบรับพระวจนะ แต่เป็นเสียงแห่งความเชื่อที่นำเราไปพบ "พระอาเมน" คือพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสัตย์จริงและทรงไถ่เราให้พ้นจากคำแช่งสาป

สรุป "จงกล่าวว่า อาเมน"
- เมื่อพระเจ้าตรัสว่า "จงเชื่อฟัง" ให้เรากล่าวว่า อาเมน
- เมื่อพระเจ้าตรัสว่า "เจ้าทำบาป" ให้เรากล่าวว่า อาเมน
- เมื่อพระเจ้าประทานพระเยซูคริสต์ ให้เรากล่าว่า อาเมน
เพราะเบื้องหลังเสียง "อาเมน" ของเรามีพระองค์ผู้ทรงเป็น "พระอาเมน" อยู่เสมอ

ข้าแต่พระบิดา ขอทรงสอนให้ข้าพระองค์กล่าว “อาเมน” ต่อพระวจนะของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นคำเตือน คำตักเตือน พระพร หรือพระสัญญา ขอให้ข้าพระองค์ไม่พึ่งความชอบธรรมของตนเอง แต่พึ่งพระคุณของพระองค์ ขอให้ชีวิตของข้าพระองค์ตั้งมั่นอยู่ในพระเยซูคริสต์ พระอาเมน ผู้ทรงสัตย์ซื่อและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพระองค์ อาเมน

พระเจ้าอวยพรครับ

 #พระคัมภีร์วันละคำวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงจารึก"เฉลยธรรมบัญญัติ 27:1-10 "และท่านจงจารึ...
02/10/2026

#พระคัมภีร์วันละคำ
วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงจารึก"

เฉลยธรรมบัญญัติ 27:1-10 "และท่านจงจารึกบรรดาถ้อยคำของกฎหมายนี้บนศิลานั้นอย่างชัดเจน"

เมื่ออิสราเอลกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนยึดครองแผ่นดินพันธสัญญา พระเจ้าทรงบัญชาให้พวกเขาตั้งศิลาก้อนใหญ่และจารึกพระวจนะไว้อย่างชัดเจน พร้อมสร้างแท่นบูชาจากศิลาที่ไม่ผ่านการตกแต่งแล้วถวายเครื่องบูชาแด่พระองค์ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมแต่จะเป็นเครื่องเตือนใจว่าความสัมพันธ์แห่งพันธสัญญากับพระเจ้าตั้งอยู่บนพระวจนะ การเชื่อฟัง และการนมัสการ

ศิลาจารึก - จารึกพระวจนะในใจ : พระเจ้าทรงบัญชาให้ตั้งศิลาก้อนใหญ่ฉาบปูนแล้วเขียนถ้อยคำพระบัญญัติไว้ "อย่างชัดเจน" เพื่อให้ประชากรเห็นและระลึกถึงพระวจนะอยู่เสมอ พระวจนะจึงไม่ควรเป็นเพียงสิ่งที่เราได้ยินหรืออ่าน แต่ต้องเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงจารึกลงในหัวใจ "เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย เราจะจารึกมันไว้บนดวงใจเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา" (เยเรมีย์ 31:33)
- ตั้งศิลาไว้ในใจ : ชนชาติอิสราเอลต้องตั้งศิลาไว้ในแผ่นดินพันธสัญญา ส่วนเราต้องมีพระเยซูคริสต์ พระศิลาแห่งความรอด เป็นรากฐานของชีวิต และให้พระวจนะของพระองค์ตั้งมั่นอยู่ในใจ
- จารึกอย่างชัดเจน : "จงจารึกบรรดาถ้อยคำของกฎหมายนี้บนศิลานั้นอย่างชัดเจน" คำว่า "อย่างชัดเจน" หมายถึงพระวจนะต้องไม่เป็นสิ่งคลุมเครือในชีวิตของเรา ความเชื่อชัด การเชื่อฟังชัด การดำเนินชีวิตชัด แล้วพระวจนะที่ปรากฎออกมาจึงจะชัดในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระเจ้าจะทรงทำสิ่งนี้ผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จารึกพระวจนะของพระองค์ไว้ในใจของผู้เชื่อ "ท่านปรากฎเป็นหนังสือของพระคริสต์ ซึ่งเราได้เขียนไว้มิใช่ด้วยน้ำหมึก แต่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์และมิได้เขียนไว้ที่แผ่นศิลา แต่เขียนไว้ที่แผ่นดวงใจมนุษย์" (2โครินธ์ 3:3) พระวจนะที่เราอ่านและได้ยินต้องกลายเป็นพระวจนะที่เราเชื่อ และดำเนินตาม

ศิลาแท่นบูชา - จารึกการนมัสการในชีวิต : นอกจากศิลาจารึกแล้ว พระเจ้าทรงบัญชาให้อิสราเอลสร้างแท่นบูชาจาก "ศิลา" นมัสการพระเจ้า และข้อสังเกตสำคัญคือ ศิลาจารึกพระวจนะกับศิลาแท่นบูชาอยู่ด้วยกัน เพราะพระวจนะที่แท้จริงต้องนำไปสู่การนมัสการ และการเชื่อฟังพระวจนะคือการนมัสการที่แท้จริง
- ศิลาเป็นแท่นบูชา : "ท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านที่นั่นเป็นแท่นศิลา อย่าใช้เครื่องมือเหล็กสกัดศิลานั้น" แท่นบูชาเป็นสถานที่แห่งความสั้มพันธ์กับพระเจ้า และพระเยซูคริสต์ทรงเป็นทางเดียวที่นำเราเข้าถึงพระบิดา พระองค์ทรงเป็นพระศิลาแห่งความรอด ผู้บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ และสมบูรณ์พร้อม
- ศิลาที่ไม่ตกแต่ง : "ท่านจงสร้างแท่นบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยศิลาที่ไม่ต้องตกแต่ง" หมายถึง ศิลาตามรูปทรงที่เป็นอยู่ไม่ต้องสกัดหรือตกแต่งอะไรเพิ่มเติม "ถ้าจะก่อแท่นบูชาด้วยศิลา สำหรับเรา อย่าก่อด้วยศิลาที่ตกแต่งแล้ว เพราะถ้าเจ้าใช้เครื่องมือตกแต่งศิลานั้น เจ้าจะทำให้ศิลานั้นเป็นมลทิน" (อพยพ 20:25) สิ่งนี้เตือนเราว่าความรอดในพระเยซูคริสต์เพียงพอ เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมสิ่งใดเพื่อทำให้พระคริสต์สมบูรณ์ขึ้น หรือสร้างทางอื่นเพื่อเข้าถึงพระเจ้า
: เครื่องเผาบูชา - ถวายชีวิต : เครื่องเผาบูชาเป็นภาพของการถวายตัวทั้งหมด ชีวิตที่มีพระวจนะในใจและดำเนินตามพระวจนะจึงเป็นชีวิตที่ถวายแด่พระเจ้า
: เครื่องศานติบูชา - สามัคคีธรรม : เครื่องศานติบูชาแสดงถึงการขอบพระคุณและการสามัคคีธรรมกับพระเจ้าชีวิตที่มีพระวจนะและเชื่อฟังพระวจนะ จึงเป็นชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างแท้จริง

สรุป "จงจารึก" ไม่ใช่เพียงการเขียนตัวหนังสือลงบนศิลา แต่คือการให้พระเจ้าจารึกพระองค์เองลงในชีวิตของเราผ่านทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์และการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์
- ศิลาจารึก : พระวจนะต้องจารึกไว้ในแผ่นดวงใจ
- ศิลาแท่นบูชา : ชีวิตที่มีพระวจนะต้องกลายเป็นชีวิตแห่งการนมัสการพระเจ้า
- ชีวิตที่จารึกแล้ว : ต้องสำแดงออกอย่างชัดเจนว่าเราเป็นประชากรของพระเจ้า

ดังนั้น อย่าให้พระวจนะเป็นเพียงสิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์ที่เราอ่าน แต่ให้พระวจนะอยู่ในหัวใจที่เราเชื่อและอยู่ในชีวิตที่เราดำเนิน

"จงจารึกพระวจนะไว้ในใจ และจงสำแดงพระวจนะออกมาในชีวิต"

ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระวจนะของพระองค์ ขอทรงจารึกพระวจนะไว้ในใจของข้าพระองค์ ให้ข้าพระองค์ไม่เพียงแต่ได้ยินและจดจำแต่ดำเนินชีวิตตามพระวจนะ ขอให้ชีวิตของข้าพระองค์เป็นแท่นบูชาที่ถวายเกียรติแด่พระองค์ ถวายเวลา ความคิด การงาน การรับใช้ และทุกสิ่งที่มีไว้กับพระองค์ และขอให้ชีวิตของข้าพระองค์สำแดงอย่างชัดเจนว่า ข้าพระองค์เป็นประชากรของพระองค์ ขอให้ข้าพระองค์รักพระองค์ นมัสการและเชื่อฟังพระองค์ทุกวัน เพื่อพระนามของพระองค์จะได้รับเกียรติ อาเมน

พระเจ้าอวยพรครับ

 #พระคัมภีร์วันละคำวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงเป็นของพระองค์"เฉลยธรรมบัญญัติ 26:16-19 "...
01/10/2026

#พระคัมภีร์วันละคำ
วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงเป็นของพระองค์"

เฉลยธรรมบัญญัติ 26:16-19 "และในวันนี้พระเจ้าทรงนับว่าท่านทั้งหลายเป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับท่าน และว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์"

เนื้อหาในบทนี้กล่าวถึงการถวาย 3 ประการสำคัญ คือถวายผลแรก เพื่อขอบพระคุณ นมัสการ และชื่นชมยินดีในพระเจ้า ถวายทศางค์เพื่อสำแดงความรัก ความบริสุทธิ์ และการแบ่งปัน และในตอนท้าย โมเสสนำประชากรมาถึงจุดสำคัญที่สุด คือ "จงถวายตัวเป็นของพระองค์" เพราะการถวายและการเชื่อฟังทั้งหมดตั้งอยู่บนรากฐานของความสัมพันธ์ว่า "พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราเป็นประชากรของพระองค์" การเป็นของพระเจ้าไม่ใช่เพียงตำแหน่งหรือชื่อเรียก แต่ต้องปรากฏในชีวิตที่เชื่อฟัง ฟังพระสุรเสียง ยึดมั่นในพระสัญญา และดำเนินชีวิตเพื่อถวายพระเกียรติแด่พระองค์

1. ชนชาติแห่งพระบัญญัติ - เป็นของพระองค์จึงถือรักษาพระวจนะ : "ฉะนั้นท่านจงระวังที่จะกระทำตามด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน" (เฉลยธรรมบัญญัติ 26:16) พระเจ้าไม่ได้ทรงต้องการเพียงคนที่รู้พระบัญญัติ แต่ทรงต้องการคนที่นำพระวจนะมาดำเนินชีวิต และคำว่า "สุดจิตสุดใจ" ชี้ให้เห็นว่าการเชื่อฟังไม่ใช่การทำตามภายนอกอย่างที่เป็นภาระ แต่เกิดจากใจที่รักและถวายแด่พระองค์ ในพระเยซูคริสต์เราไม่ได้เชื่อฟังเพื่อให้พระเจ้าทรงรับเราเป็นของพระองค์ แต่เพราะพระองค์ทรงรับเราไว้แล้ว เราจึงตอบสนองด้วยความรักและการเชื่อฟัง "ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา" (ยอห์น 14:15)
- การเชื่อฟังของบุตร : "บุตรย่อมให้เกียรติแก่บิดามารดา คนใช้ก็ย่อมให้เกียรตินายของเขา แล้วถ้าเราเป็นพระบิดา เกียรติของเราอยู่ที่ไหน และถ้าเราเป็นเจ้านาย ความยำเกรงเราอยู่ที่ไหน" (มาลาคี 1:6)
- การเชื่อฟังของเจ้าสาว : "ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีเหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า" (เอเฟซัส 5:22)
- การเชื่อฟังของปุโรหิต : "ริมฝีปากของปุโรหิตควรเป็นยามความรู้ และมนุษย์ควรแสวงหาคำสั่งสอนจากปากของเขาเพราะว่าเขาเป็นทูตของพระเจ้าจอมโยธา" (มาลาคี 2:7)

ดังนั้น เป็นของพระองค์ - จึงให้พระวจนะของพระองค์เป็นมาตรฐานชีวิต

2. ชนชาติแห่งพระสุรเสียง - เป็นของพระองค์จึงฟังพระสุรเสียง : "วันนี้ท่านได้ยอมรับแล้วว่า พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าของท่าน และท่านจะเดินตามพระมรรคาของพระองค์....และจะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์" (เฉลยธรรมบัญญัติ 26:17) สังเกตลำดับพระวจนะ คือ ยอมรับพระองค์ จึงเดินตามพระองค์ แล้วรักษาพระบัญญัติ เชื่อฟังพระสุรเสียง นี่คือภาพของแกะกับผู้เลี้ยง "แกะของเราย่อมฟังเสียงของเรา และเรารู้จักแกะเหล่านั้น และแกะนั้นตามเรา" (ยอห์น 10:27) แกะที่เป็นของผู้เลี้ยงย่อมรู้จักเสียงของผู้เลี้ยงท่ามกลางเสียงมากมายในโลก เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะเชื่อฟังและเดินตาม อับราฮัมบิดาแห่งความเชื่อเป็นแบบอย่างของผู้ที่เชื่อและฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า
- ฮีบรู 11:8 "เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออกไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน" อับราฮัมเป็นแบบอย่างของแกะที่ฟังเสียงผู้เลี้ยง คือเดินตามพระสุรเสียงของพระเจ้าจนถึงแผ่นดินคานาอัน
- ปฐมกาล 22:18 "ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา" เพราะอับราฮัมเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า พระพรจึงมาถึงประชาชาติทั้งหลายคือการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์
- ปฐมกาล 24:3 "เราจะให้เจ้าสาบานในพระนามพระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์และพระเจ้าแห่งพิภพโลกว่าเจ้าจะไม่หาภรรยาให้บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคานาอัน" อับราฮัมฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าในเรื่องภรรยาของอิสอัค และภาพของเรเบคาห์จึงสะท้อนถึงคริสตจักรของพระเยซูคริสต์

ดังนั้น เป็นของพระองค์ - จึงไม่ให้เสียงอื่นเป็นผู้กำหนดทิศทางชีวิต แต่ให้พระสุรเสียงของพระผู้เลี้ยงนำเรา

3. ชนชาติแห่งพระสัญญา - เป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรับเราไว้ : "ในวันนี้พระเจ้าทรงรับว่าท่านทั้งหลายเป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้กับท่าน" (เฉลยธรรมบัญญัติ 26:18) นี่คือถ้อยคำแห่งความสัมพันธ์ตามพันธสัญญา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา และเราคือประชากรของพระองค์
- อพยพ 19:5 "เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา ที่เราเลือกสรรจากท่ามกลางชนชาติทั้งปวง" ตัวตนของเราไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า "เราเป็นใครในสายตาของโลก" แต่เริ่มต้นจากคำถามว่า "เราเป็นของใคร" อิสราเอลเริ่มต้นจากการที่พระเจ้าทรงถือว่าเป็นชนชาติของพระองค์ ตามพระสัญญาที่ให้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ
- ยอห์น 6:39 "และพระประสงค์ของพระบิดาผู้ทรงใช้เรามานั้นก็คือให้เรารักษาบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงมอบไว้กับเรา มิให้หายไปสักคนเดียว แต่ให้ฟื้นขึ้นมาในวันที่สุด" โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์เราจึงเป็นของพระเจ้าตามพระสัญญา

ดังนั้น เป็นของพระองค์ - จึงมีตัวตนอยู่ในพระสัญญา ไม่ใช่อยู่ในความกลัว

4. ชนชาติแห่งการสรรเสริญ - เป็นของพระองค์ จึงดำเนินชีวิตเพื่อพระเกียรติของพระองค์ : "พระองค์จะทรงตั้งท่านให้สูงเหนือบรรดาประชาชาติซึ่งพระองค์ได้ทรงสร้างในเรื่องสรรเสริญ ชื่อเสียง และเกียรติยศ และว่าท่านจะเป็นชนชาติบริสุทธิ์แด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน" (เฉลยธรรมบัญญัติ 26:19) พระเจ้าทรงประสงค์ให้ประชากรของพระองค์เป็นชนชาติที่มีคำสรรเสริญ ชื่อเสียง และเกียรติ โดยชีวิตของพวกเขาทำให้คนอื่นมองเห็นพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์เราได้รับพระพร รับใช้ สามัคคีธรรม และนมัสการ ไม่ใช่เพื่อยกตัวเราเอง แต่เพื่อประกาศพระองค์
- 1เปโตร 2:9 "ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว...เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์" เปโตรได้ยืนยันตามเนื้อหาสาระสำคัญของพันธสัญญาที่โมเสสประกาศกับชนชาติอิสราเอล
- เอเฟซัส 1:6 "เพื่อจะให้เป็นที่สรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ซึ่งทรงโปรดประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นที่รักของพระองค์" โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์จึงได้สถาปนาเราไว้ให้อยู่ในตำแหน่งการสรรเสริญพระเกียรติพระเจ้า

ดังนั้น เป็นของพระองค์ - จึงสำแดงชีวิตที่ประกาศพระองค์

สรุป "จงเป็นของพระองค์" คือ
- ชนชาติแห่งพระบัญญัติ คือ ถือรักษาพระวจนะในชีวิต
- ชนชาติแห่งพระสุรเสียง คือ ฟังและทำตามพระองค์
- ชนชาติแห่งพระสัญญา คือ ดำรงชีวิตในพระสัญญา
- ชนชาติแห่งการสรรเสริญ คือ ต้องประกาศพระนามของพระองค์

ชีวิตของเราวันนี้ สำแดงหรือไม่ว่าเราเป็นของพระองค์ ขอให้ทุกสิ่งที่เรามี ทุกสิ่งที่เราเป็น และทุกสิ่งที่เราทำ สะท้อนความจริงว่า "เราเป็นของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา"

ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณพระองค์ที่ทรงรับข้าพระองค์ไว้เป็นของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ ขอทรงช่วยให้ข้าพระองค์เป็นคนที่รักและเชื่อฟังพระวจนะ ฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และยึดมั่นในพระสัญญาของพระองค์ ขอให้ชีวิตของข้าพระองค์สะท้อนว่าข้าพระองค์เป็นของพระองค์ ทั้งในการดำเนินชีวิต การรับใช้ และทุกสิ่งที่กระทำ เพื่อให้คนทั้งหลายมองเห็นพระองค์ และพระนามของพระองค์ได้รับการสรรเสริญเสมอ อาเมน

พระเจ้าอวยพรครับ

 #พระคัมภีร์วันละคำวันพุธที่  30 กันยายน 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงถวายทศางค์"เฉลยธรรมบัญญัติ 26:12-15 "เมื่อท...
30/09/2026

#พระคัมภีร์วันละคำ
วันพุธที่ 30 กันยายน 2026 พระคัมภีร์วันละคำ เสนอคำว่า "จงถวายทศางค์"

เฉลยธรรมบัญญัติ 26:12-15 "เมื่อท่านถวายทศางค์จากผลไม้ของท่านเสร็จแล้ว ในปีที่สามอันเป็นปีทศางค์คือให้ทศางค์นั้นแก่คนเลวีและคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย เพื่อเขาจะได้รับประทานให้อิ่มหนำภายในเมืองของท่าน"

ทศางค์ :ในตอนนี้กล่าวถึง "ทศางค์ปีที่สาม" ซึ่งเป็นทศางค์ที่จัดเก็บและนำไปใช้ในเมืองที่อิสราเอลอาศัยอยู่ เพื่อให้คนเลวีและคนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย ให้ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง จึงเห็นว่าการถวายทศางค์ไม่ได้พูดถึง "จำนวนที่ถวาย" แต่สะท้อนถึง "หัวใจของผู้ถวาย"

ทศางค์ คือ หัวใจของความรัก : "เพื่อเขาจะได้รับประทานอย่างอิ่มหนำ" ทศางค์ปีที่สามถูกนำมาใช้ให้คนเลวี คนต่างด้าว ลูกกำพร้า ได้รับประทานอย่างอิ่มหนำ มีกฎบัญญัติหลายประการที่พระเจ้าทรงประทานไว้เพื่อดูแลสิทธิของคนกลุ่มนี้ พระองค์สำแดงความรักห่วงใยคนเหล่านี้และทรงใช้ประชากรของพระองค์เป็นช่องทางแห่งความรัก "ทศางค์ปีที่สาม" จึงมีความหมายฝ่ายวิญญาณ ดังนี้
- ทศางค์หัวใจของพระบิดา : ในพระทัยของพระเจ้าพระบิดาเต็มไปด้วยความรักที่มีให้กับคนเลวี คนต่างด้าว ลูกกำพร้าและแม่ม่าย คนเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนถึงจิตวิญญาณของเราและ "ทศางค์ในปีที่สาม" คือพระเยซูคริสต์ที่ได้สิ้นพระชนม์ไถ่บาป เติมเต็มจิตวิญญาณที่ขาดอยู่ให้เราทั้งหลายครบถ้วนสมบูรณ์ เรียกว่า "อิ่มหนำ" หรือ "ชีวิตครบบริบูรณ์" ตามที่พระเยซูตรัสว่า "เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์" (ยอห์น 10:10)
: เผ่าเลวี คือ จิตวิญญาณที่ต้องการพระเจ้า เพราะพระเจ้าเท่านั้นที่เป็นมรดกของคนเลวี พวกเขาไม่มีที่ดินเพื่อดำรงชีวิต แต่พระเจ้าจะเติมเต็มส่วนที่ขาดอย่างครบบริบูรณ์ เผ่าเลวีจะอิ่มหนำจากทศางค์ที่ได้รับ ในพันธสัญญาใหม่เราได้รับการทรงเรียกให้เป็นผู้รับใช้และเป็นปุโรหิตในฝ่ายวิญญาณ พระเยซูคริสต์จึงเป็นทศางค์ที่จะให้เราอิ่มหนำในฝ่ายวิญญาณ "และทรงตั้งเราไว้ให้เป็นอาณาจักรและเป็นปุโรหิตของพระเจ้าพระบิดาของพระองค์" (วิวรณ์ 1:6)
: คนต่างด้าว คือ จิตวิญญาณที่ต้องการความมั่นคง เป็นคนที่มาจากที่อื่นปราศจากความมั่นคงปลอดภัย และในพระเยซูคริสต์ เราทั้งหลายได้รับความมั่นคงปลอดภัยในฝ่ายวิญญาณ ถูกนับเข้าเป็นประชากรของพระเจ้า พลเมืองแห่งแผ่นดินสวรรค์ คนในครอบครัวของพระองค์ "เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่าเป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า" (เอเฟซัส 2:19)
: ลูกกำพร้า คือ จิตวิญญาณที่ต้องการบิดา คนที่ไม่มีพ่อเป็นคนที่ขาดความมั่นใจ ขาดทิศทาง ไร้อนาคต และมีชีวิตอยู่ด้วยความระแวง กลัว ดิ้นรน ต่อสู้ แต่ในพระเยซูคริสต์เราทั้งหลายได้รับการยกขึ้นเป็นบุตรของพระเจ้าและบุตรที่มีบิดาจะไม่หวาดกลัวและกระวนกระวายสิ่งใดอีก "เหตุฉะนั้นอย่ากระวนกระวายว่าจะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม หรือจะเอาอะไรนุ่งห่ม...แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่าท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้" (มัทธิว 6:31-32)
: แม่ม่าย คือ จิตวิญญาณที่ต้องการที่พึ่งพิง : แม่ม่ายเป็นกลุ่มคนเปราะบางในสังคม เป็นเหยื่อความรุนแรง การถูกทำร้ายเอาเปรียบ จิตวิญญาณแบบแม่ม่ายจึงต้องการพระเยซูคริสต์เพื่อเป็นที่พึ่งพิงได้รับการปกป้องคุ้มครอง "ฝ่ายผู้หญิงที่เป็นแม่ม่ายไร้ที่พึ่ง และอยู่แต่ลำพังผู้เดียวนั้นก็ยอมมอบความหวังไว้กับพระเจ้า" (1ทิโมธี 5:5)
- ทศางค์หัวใจเหมือนพระบิดา : การถวายทศางค์ในปีที่สามของอิสราเอลด้วยความเต็มใจก็เป็นแบบอย่างจิตวิญญาณของเราที่มีพระเยซูคริสต์ในชีวิตต้องมีหัวใจแบบเดียวกับพระบิดา โดยสำแดงความรักต่อพระเจ้าด้วยความรักห่วงใยที่ให้กับคนที่ขาดแคลน
: 1ยอห์น 3:17 "แต่ถ้าผู้ใดมีทรัพย์สมบัติในโลกนี้และเห็นพี่น้องของตนขัดสนแล้วยังใจจืดใจดำไม่สงเคราะห์เขา ความรักของพระเจ้าจะดำรงอยู่ในผู้นั้นอย่างไรได้" พระเจ้าทรงประทานให้มีพอที่เราจะเป็นพรให้กับคนที่ขัดสน ขาดแคลน
: กาลาเทีย 6:10 "เหตุฉะนั้นเมื่อเรามีโอกาสให้เราทำดีต่อคนทั้งปวง และเฉพาะอย่างยิ่งต่อครอบครัวที่มีความเชื่อ" ความเชื่อในพระเยซูคริสต์ต้องแสดงออกเป็นความรักให้กับพี่น้อง
: โรม 13:8 "อย่าเป็นหนี้อะไรใคร นอกจากความรักซึ่งมีต่อกัน เพราะว่าผู้ที่รักเพื่อนบ้านก็ได้ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติครบถ้วนแล้ว" คนขัดสนที่อยู่ท่ามกลางเรา คือโอกาสแห่งการสำแดงความรัก และการใช้หนี้พระคุณความรักนิรันดร์ของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์

ทศางค์ คือหัวใจของความบริสุทธิ์ : "ข้าพระองค์ยกส่วนศักดิ์สิทธิ์ออกจากบ้านของข้าพระองค์แล้วข้าพระองค์ได้ให้แก่คนเลวี...ตามพระบัญญัติซึ่งพระองค์ทรงบัญชาไว้แก่ข้าพระองค์ทุกประการ" ส่วนทศางค์ที่ถวายในปีที่สามถือว่าเป็น "สิ่งบริสุทธิ์" แด่พระเจ้า คือได้แยกออกมาเพื่อถวายให้พระเจ้า เพื่อแบ่งปันกับคนเลวี คนต่างด้าว ลูกกำพร้า และแม่ม่าย ต้องได้รับการจัดการอย่างถูกต้องชอบธรรมตามพระบัญชาของพระเจ้าจึงสะท้อนถึง "หัวใจที่บริสุทธิ์" พระเจ้าไม่ได้มองที่จำนวนปริมาณของการถวายทศางค์ แต่ทรงมองถึงท่าทีในหัวใจของผู้ถวายด้วยใจที่ซื่อสัตย์ มือที่สะอาด หูที่ฟังพระบัญชา คือ "หัวใจบริสุทธิ์" พระเจ้าปรารถนาผู้ถวายที่ใจบริสุทธิ์มากกว่าจำนวนที่มากมาย "ผู้ใดจะขึ้นไปบนภูเขาของพระเจ้า และผู้ใดจะยืนอยู่ในวิสุทธิสถานของพระองค์ คือผู้ที่มีมือสะอาดและใจบริสุทธิ์ ผู้ที่มิได้ปลงใจในสิ่งเท็จ และมิได้สาบานอย่างหลอกลวง" (สดุดี 24:3)

ทศางค์ คือหัวใจของการแบ่งปันพระพร : หลังจากประชาชนถวายทศางค์และแจกจ่ายแบ่งปันเสร็จสิ้นแล้ว พวกเขาอธิษฐานว่า "ขอพระองค์ทอดพระเนตรจากสถานประทับอันบริสุทธิ์ของพระองค์ คือจากสวรรค์ และขอทรงอำนวยพระพรแก่คนอิสราเอลประชากรของพระองค์และแก่ที่ดิน" คำอธิษฐานนี้ให้ความจริงฝ่ายวิญญาณว่าต้นทางของพระพรมาจากพระเจ้า แผ่นดินเป็นของพระองค์ ผลผลิตมาจากพระองค์ กำลังในการทำงานมาจากพระองค์ และสิ่งที่เรานำมาถวายก็เป็นสิ่งที่พระองค์ประทานให้ ดังนั้น การถวายทศางค์และการแจกจ่ายแบ่งปันให้กับคนขัดสน ขาดแคลน ไม่ใช่การซื้อพระพรจากพระเจ้า แต่เป็น "หัวใจที่แบ่งปันพระพร" เราได้รับพระพรจากพระองค์แล้ว และต้องการเป็นช่องทางส่งต่อพระพรสำหรับคนที่ขัดสน "ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์" (ฟีลิปปี 2:5)

สรุป "จงถวายทศางค์" เพื่อความอิ่มหนำ
- ทศางค์ คือหัวใจของความรัก : จิตวิญญาณอิ่มหนำด้วยความรักของพระเจ้า
- ทศางค์ คือหัวใจของความบริสุทธิ์ : จิตวิญญาณอิ่มหนำด้วยหัวใจที่ซื่อสัตย์ มือที่สะอาด และหูที่เชื่อฟัง
- ทศางค์ คือหัวใจของการแบ่งปัน : จิตวิญญาณอิ่มหนำด้วยน้ำใจแบบพระเยซูคริสต์ คือแบ่งปันด้วยใจขอบพระคุณ

"หัวใจแห่งความรัก เป็นหัวใจที่บริสุทธิ์ พร้อมแบ่งปันจากหัวใจ"

ข้าแต่พระบิดา ขอบพระคุณสำหรับพระคุณและพระพรทุกอย่างที่มาจากพระองค์ โปรดเติมเต็มหัวใจของข้าพระองค์ที่จะเต็มด้วยความรักของพระบิดา รู้จักถวายด้วยความรัก ด้วยใจบริสุทธิ์ และด้วยน้ำใจแบ่งปันแบบพระเยซูคริสต์ ขอทรงใช้สิ่งที่ข้าพระองค์ได้รับแบ่งปันเป็นพรกับผู้รับใช้ของพระองค์และผู้ที่ขัดสน ให้ชีวิตของข้าพระองค์เป็นช่องทางที่ความรัก ความบริสุทธิ์ และพระพรของพระองค์ไหลไปสู่ผู้อื่น ขอพระองค์ทรงรับของถวายและชีวิตของข้าพระองค์ให้เป็นที่ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ อาเมน

พระเจ้าอวยพรครับ

 #ข้อท่องจำประจำวันพุธที่ 30 เมษายน 2026
30/09/2026

#ข้อท่องจำประจำวันพุธที่ 30 เมษายน 2026

 #พระคัมภีร์วันละคำวันอังคารที่ 29 กันยายน 2026 พระคัมภีร์วันละคำเสนอคำว่า "จงถวายผลแรก"เฉลยธรรมบัญญัติ 26:1-11 "บัดนี้ข...
29/09/2026

#พระคัมภีร์วันละคำ
วันอังคารที่ 29 กันยายน 2026 พระคัมภีร์วันละคำเสนอคำว่า "จงถวายผลแรก"

เฉลยธรรมบัญญัติ 26:1-11 "บัดนี้ข้าพระองค์นำผลรุ่นแรกมาจากแผ่นดินนั้นซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ และท่านจงวางสิ่งของนั้นถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และกราบนมัสการพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน"

"ผลแรก" คือ ผลผลิตที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินซึ่งชาวอิสราเอลต้องแยกออกและนำมาถวายแด่พระเจ้า เมื่อพระองค์ทรงนำพวกเขาเข้าสู่แผ่นดินพันธสัญญา สิ่งสำคัญในการถวายผลแรกนี้เพื่อยอมรับว่าทุกสิ่งที่เขามีในวันนี้มาจากพระเจ้าทั้งสิ้น "ข้าพเจ้ายอมรับในวันนี้แด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านว่าข้าพเจ้าได้เข้ามาในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะประทานแก่เราทั้งหลาย" (เฉลยธรรมบัญญัติ 26:3)

ถวายผลแรก : เป็นเครื่องหมายแห่งการขอบพระคุณ การนมัสการและความชื่นชมยินดีในพระเจ้า ภาพของ "ถวายผลแรก" จึงชี้ไปถึงพระเยซูคริสต์ที่ได้เสด็จมาถวายพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปที่ไม้กางเขน และเป็นผลแรกแห่งการเป็นขึ้นมาจากความตาย โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์เราจึงถวายผลแรกในพระองค์ได้
- ถวายขอบพระคุณ : "เขามิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่" (โรม 1:21) ชีวิตจิตวิญญาณของเราเป็นที่ถวายพระเกียรติและขอบพระคุณพระเจ้าเพราะอยู่ในพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นผลแรก
- ถวายนมัสการ : "พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณและผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง" (ยอห์น 4:24) ในพระเยซูคริสต์เราจึงเป็นที่นมัสการพระเจ้าด้วยผลแรก
- ถวายความชื่นชมยินดี : "เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุขและความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์" (โรม 14:17) โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์เราจึง "ถูกนับว่าชอบธรรม" และ "เต็มล้นด้วยสันติสุข" และ "ชื่นชมยินดีในชีวิตฝ่ายวิญญาณ"

1. ถวายผลแรก คือ การขอบพระคุณ : "ท่านจงเอาผลแรกทั้งหมดซึ่งท่านเกี่ยวเก็บมาจากแผ่นดินของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน จงนำผลใส่กระจาดนำไปยังที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้" การถวายผลแรกเป็นท่าทีของคนรู้จักพระคุณและประกาศว่า "สิ่งที่ข้าพระองค์มีในวันนี้ เป็นอยู่ในวันนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้ประทาน" อิสราเอลไม่ได้มองว่า "ข้าพระองค์ปลูก ข้าพระองค์ลงมือทำ ข้าพระองค์หามาได้" แต่ต้องยอมรับว่าเบื้องหลังทุกสิ่งคือ พระคุณ การจัดเตรียม และการประทานของพระเจ้า "ไม่มีมนุษย์คนใดได้รับสิ่งใดเลยนอกจากที่พระเจ้าทรงประทานจากสวรรค์ให้เขา" (ยอห์น 3:27)

บทเรียนฝ่ายวิญญาณ คือ เมื่อเราได้รับพระพร เราอาจจะมองเห็นแต่แรงงาน ความสามารถ ควาทพยายามอดทนต่อสู้ของตนเอง จนลืมพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ประทานและทรงค้ำจุนในทุกสิ่ง การถวายผลแรกได้เตือนจิตวิญญาณว่า ก่อนเราจะมีความสามารถ เรามีพระเจ้าผู้ทรงประทาน ก่อนเราจะมีทรัพย์ เรามีพระองค์เป็นผู้จัดเตรียม ก่อนเราจะสำเร็จ เรามีพระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย ก่อนเรามีผลผลิต เรามีพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง ประทานชีวิต กำลัง และสติปัญญา
- 1พงศาวดาร 29:14 "แต่ข้าพระองค์เป็นผู้ใด ชนชาติของข้าพระองค์เป็นผู้ใด ที่ข้าพระองค์ทั้งหลายจะสามารถถวายแด่พระเจ้าด้วยความเต็มใจ เพราะว่าสิ่งของทุกอย่างมาจากพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถวายของที่เป็นของพระองค์แด่พระองค์เท่านั้น" ดาวิดผู้เป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอลเรียนรู้ที่จะขอบพระคุณพระเจ้า เพราะทุกสิ่งนั้นเป็นของพระเจ้าและมาจากพระคุณของพระองค์
- ฟีลิปปี 4:19 "และพระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานสิ่งสารพัดที่พวกท่านขาดอยู่นั้น จากทรัพย์อันรุ่งเรืองของพระองค์ในพระเยซูคริสต์" ท่านเปาโลก็มีประสบการณ์ในการดูแลจากพระเจ้า ท่านไม่ได้ขาดสิ่งใดเลยที่ผ่านมาทางพี่น้องฟีลิปปี และหนุนใจให้พี่น้องเชื่อมั่นในการจัดสรรประทานของพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นคลังแห่งทรัพย์ทุกสิ่ง
- ยากอบ 1:17 "ของประทานอันดีทุกอย่าง และของประทานอันเลิศทุกอย่างย่อมมาจากเบื้องบน" พระเจ้าทรงจัดเตรียมและประทานทุกสิ่งที่ดีเหมาะสมทั้งการดำเนินชีวิต และการปรนนิบัติรับใช้พระองค์

ดังนั้น "คนที่รู้จักพระคุณ จะรู้จักขอบพระคุณ" ตามพระวจนะที่ว่า "จงถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยทรัพย์สินของตน และด้วยผลแรกแห่งผลิตผลทั้งสิ้นของเจ้า" (สุภาษิต 3:9)

2. ถวายผลแรก คือ การนมัสการ : ตามพระบัญชาในบริบทนี้ ก่อนที่จะถวายผลแรก ผู้ถวายต้องกล่าวถึงเรื่องราวที่พระเจ้าทรงกระทำเสียก่อน "บิดาของข้าพระองค์เป็นชาวอารัมผู้หลงทางท่องเที่ยวไป" นั่นหมายถึงอับราฮัมผู้กราบไหว้รูปเคารพยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำยูเฟรติส "ท่านลงไปอียิปต์และอาศัยอยู่ที่นั่น มีแต่จำนวนน้อยที่นั่นท่านก็กลายเป็นชนชาติหนึ่งใหญ่โต" หมายถึง ครอบครัวยาโคบที่ย้ายลงไปอยู่อียิปต์และเป็นแรงงานทาส 430 ปี จนกลายเป็นชนชาติอิสราเอล
- นมัสการด้วยการระลึก : "เราเคยเป็นคนพเนจร เราเคยเป็นทาส ได้รับการช่วยกู้ พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย" ดังนั้น การถวายผลแรกไม่ได้เป็นเพียงการนำสิ่งของมาถวายบนแท่นบูชา แต่สำแดงชีวิตที่เป็นของพระเจ้า ชีวิตมาจากพระเจ้า รักษาไว้โดยพระเจ้า และจะอยู่เพื่อพระเจ้า มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยการนมัสการ
: 1โครินธ์ 11:24 "จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา" วันนี้ เมื่อเรานมัสการด้วยโต๊ะหักขนมปัง โดยโต๊ะนี้เรากำลังร่วมนมัสการระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ ชีวิตของข้าพระองค์เป็นของพระองค์ และจะอยู่เพื่อนมัสการพระองค์
- นมัสการด้วยการประกาศ : การถวายผลแรกบนแท่นบูชายังเป็นการประกาศพระกิตติคุณของพระเจ้าในการนมัสการด้วย บางครั้งเราได้รับพระพรเราจำสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้ แต่ลืมว่าพระองค์ทรงช่วยเราอย่างไร การถวายนมัสการกำลังประกาศว่าพระองค์ทรงช่วยกู้เราให้รอดอย่างไร พระองค์ทรงฟังคำอธิษฐานและตอบอย่างไร พระองค์ทรงฤทธานุภาพอย่างไรในชีวิตของเรา
: 1โครินธ์ 11:26 "เมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าจนกว่าพระองค์จะเสด็จมา" การร่วมนมัสการโต๊ะหักขนมปังจะร่วมกันประกาศถึงการสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาป การฟื้นพระชนม์เพื่อสถิตอยู่กับเรา และประกาศถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองตามพระสัญญา
- นมัสการด้วยการพิจารณา : การถวายผลแรกบนแท่นบูชายังเป็นการมอบตัวถวายชีวิตให้กับพระเจ้าอีกวาระหนึ่ง "ผลแรก" เมื่อถวายให้พระเจ้านอกจากหมายถึงการขอบพระคุณ การประกาศพระกิตติคุณ ยังเป็นการมอบถวายตัวให้กับพระเจ้าด้วย พระเจ้าทรงดูแลมาแล้วอย่างไร ก็เชื่อมั่นที่จะถวายตัวเพื่อพระเกียรติพระองค์ต่อไปฉันนั้น
: 1โครินธ์ 11:28 "ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเองแล้วจึงกินและดื่มจากถ้วยนี้" การนมัสการร่วมโต๊ะขนมปังก็เช่นกัน นอกจากระลึกเพื่อขอบพระคุณ ประกาศพระกิตติคุณ ต้องมอบถวายตัวให้กับพระเจ้าด้วยในพระเยซูคริสต์

3. ถวายผลแรก คือ ความชื่นชมยินดี : "ท่านจงปิติร่าเริงด้วยของดีทุกสิ่งซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน" ในที่สุดแล้ว การถวายผลแรกไม่ได้จบลงด้วยความรู้สึกเสียดายหรือสูญเสีย แต่จบลงด้วยความชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นเวลาแห่งความชื่นชมยินดีร่วมกันในครอบครัว ยิ่งกว่านั้น ผลแรกที่ถวายยังกลายเป็นพระพรแก่คนเลวี คนต่างด้าว และผู้ที่อยู่ท่ามกลางพวกเขาด้วย "ผลแรก" ที่ถวายให้พระเจ้าจึงเป็นการแบ่งปันพระพรด้วยความชื่นชมยินดี คนของพระเจ้าไม่ควรเป็นเพียงผู้รับพรเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้แบ่งปันพระพรด้วย พระพรที่แท้จริงไม่ได้ทำให้เรายึดครอบครองไว้เพื่อตนเอง แต่ทำให้เรามีใจกว้างขวางและแบ่งปันเป็นพรแก่ผู้อื่น
- ลูกา 6:38 "จงให้เขา และท่านจะได้รับด้วย และในตักของท่านจะได้รับตวงด้วยทะนานถ้วนยัดสั่นแน่นพูนล้นใส่ให้" คือพระสัญญาแห่งการแบ่งปันเพื่อความชื่นชมยินดีเต็มเปี่ยม
- 2โครินธ์ 9:9 "ตามที่พระคัมภีร์ได้เขียนไว้ว่า เขาแจกจ่าย เขาให้แก่คนยากจน ความชอบธรรมของเขาดำรงอยู่เป็นนิตย์" ผลแรกไม่ใช่เป็นเพียงความชอบธรรมในการนมัสการ การขอบพระคุณเท่านั้น แต่จะเป็นความชอบธรรมที่หลั่งไหลไปสู่ผู้ยากจน คนต่างด้าวที่จะได้มีส่วนขอบพระคุณพระเจ้าและร่วมชื่นชมยินดีด้วย

ดังนั้น เราไม่ได้เป็นเพียงผู้รับพระพร แต่ต้องเป็นผู้ส่งต่อพระพรด้วย "ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้าซึ่งพระองค์ตรัสว่า การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ" (กิจการ 20:35)

สรุป จงถวายผลแรก คือ
- จงถวายการขอบพระคุณ : ในพระเยซูคริสต์ชีวิตของเรามีเหตุที่จะถวายพระเกียรติและขอบพระคุณพระเจ้า
- จงถวายการนมัสการ : ในพระเยซูคริสต์ เราได้เข้าถึงพระเจ้า จึงระลึกถึงพระคุณ ประกาศพระคุณ และถวายตัวแด่พระองค์
- จงถวายความชื่นชมยินดี : ในพระเยซูคริสต์ เราเป็นคนชอบธรรม มีสันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่อเราได้รับพระพร
- อย่าลืมขอบพระคุณผู้ประทานพระพร
- อย่าลืมนมัสการสรรเสริญพระองค์ผู้ทรงพระคุณ
- อย่าลืมแบ่งปันพระคุณแก่ผู้อื่นด้วยความชื่นชมยินดี

ข้าแต่พระเจ้า ขอบพระคุณพระองค์สำหรับพระพรทุกอย่างที่ทรงประทานแก่ข้าพระองค์ ทุกสิ่งมาจากพระองค์ เป็นของพระองค์ ขอสอนให้ข้าพระองค์มีหัวใจที่รู้จักขอบพระคุณพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นผลแรกแห่งการเป็นขึ้นจากความตาย ขออย่าให้ข้าพระองค์ลืมพระคุณ หรือยึดพระพรไว้เพื่อตัวเอง แต่ขอให้ชีวิต เวลา ทรัพย์ และของประทานของข้าพระองค์เป็น "ผลแรก" ที่ถวายพระองค์ และเป็นพระพรแก่ผู้อื่น อาเมน

พระเจ้าอวยพรครับ

ที่อยู่

40/9 หมู่ 2 ตำบลป่าคลอก
Amphoe Thalang
83110

เบอร์โทรศัพท์

+66812703517

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Christian Assembly Paklok โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่