ประวัติวัดดอนคา
วัดดอนคาตั้งอยู่เลขที่ 2 หมํู่ที่ 1 ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินประมาณ 80 ไร่
อณาเขต
ทิศตะวันออก ติดทางสาธารณะประโยชน์ ยาว 534 เมตร. ทิศตะวันตก ติดภูเขาสำโรง ยาว 534 เมตร. ทิศเหนือ ติดเขาแหลม เขาทองแดง ที่ดินของชาวบ้าน ยาว 260 เมตร ทิศใต้ติดทางสาธารณะประโยชน์ ยาว 220 เมตร หลักฐานการย้ายวัด หลวงปู่ยา เกสฺโร ย้ายจากวัดสร
ะเกตุ ไปอยู่วัดสระโบสถ์ (วัดล้าง) ต่อมาได้ย้ายมาสร้างวัดใหม่ด้านทิศตะวันออกของเขาสำโรง ตั้งชื่อวัดตามสระน้ำว่าวัดสระน้อย (วัดดอนคา) ปัจจุบัน พื้นที่วัดมีโรงเรียนประถมศึกษาตั้งอยู่ด้วย สร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อ พ.ศ.2459 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา 2 กันยายน 2477 ยาว 2 เส้น (80 เมตร) กว้าง 1 เส้น (กว้าง 40 เมตร) สมัย ร.7 ปัจจุบันบูรณะเป็นวิหารพระครูนิมิตธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อทองสุข ธมฺมธีโร) ป.ธ.5 อุโบสถหลังใหม่ สร้างเมื่อ พ.ศ.2528 ได้รับพระราชทานวิสุงคาสีมา พ.ศ.2542 ผูกพัทธสีมาเมื่อ 11 - 19 กุุุุมภาพันธ์ 2543 กว้าง 10.40 เมตร ยาว 24 เมตร เขตเสมา 51 x 67 เมตร วิหารหลวงพ่อแหลน สร้างเมื่อ พ.ศ.2538 กว้าง 4.70 เมตร ยาว 11.30 เมตร เจ้าอาวาสถึงปัจจุบัน มี 6 รูป ดังนี้
1. หลวงปู่ยา เกสฺโร (สฐิน) เกิด พ.ศ. 2414 มรณะภาพ พ.ศ.2494
อายุ 80 ปี (พ.ศ. 2459 - 2494)
2. พระอาจารย์ใหญ่ อุตโม (ฤทธิ์บำรุง) เกิด พ.ศ.2467
(2459 - 2499)
3. พระอาจารย์จันทร์ ธมฺมจาโร (2500 - 2504)
4. พระมหาแท่ง (2505 - 2505)
5.พระครูนิมิตธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อทองสุข ธมฺมธีโร)
ป.ธ. 5 (แสงบัณฑิต) เกิด 14 มีนาคม 2469
มรณะ 30 ตุลาคม 2545
6. พระอธิการมงคลชัย ปภสฺสโร (ฤทธิ์บำรุง) เกิด 8 ตุลาคม 2513
( 2 เมษายน 2550 - ............)
ประวัติบ้านดอนคา (นครจำคา หรือ จำคานคร)
เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ระแวกแถวนี้มีเมืองอยู่สามเมือง
1.เมื่องจำคานคร (เมืองจอมปราสาท) มีเจ้าชายปราสาททองเป็นเจ้าเมือง (อ.ท่าตะโก)
2.เมืองประคำ มีเจ้าชายจิตเกษมเป็นเจ้าเมือง (อ.ไพศาล)
3.เมืองไพศาลี มีท้าวไพศาลีเป็นเจ้าเมือง มีมเหสีชื่อนางสร้อยจำปา มีพระธิดาชื่อ นางสร้อยลัดดา (อ.ไพศาลี)
เจ้าชายปราสาททองกับเจ้าชายจิตเกษม มีความประสงค์ที่จะได้นางสร้อยลัดดามาเป็นพระชายา ทั้งสองจึงไปสู่ขอท้าวไพศาลี ท้าวไพศาลีไม่รู้จะยกให้ใครดี จึงให้ทั้งสองเมืองแข่งกันขุดอ่างน้ำใช้ทหาร 1,000 คน ถึงกำหนดวันแข่งขัน ทหารเมืองจำคานครได้ไปขุดอ่างน้ำอยู่ห่างเมืองไปทางทิศตะวันออก ของเขาตีคลี ประมาณ 6 กิโลเมตร แต่ทหารเมืองประคำไม่พร้อมขอเลื่อนการแข่งขัน ต่อมาท้าวไพศาลีกำหนดการแข่งขันขึ้นมาใหม่ ใช้ทหารทั้งสองเมืองกลิ้งหินแข่งกัน จุดหมายหลักชัยอยู่ที่บ้านหินกลิ้งในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างทั้งสองเมืองเท่ากัน ประมาณ 15 กิโลเมตร เมืองจำคานครเสียเปรียบเพราะกลิ้งจากที่ต่ำไปที่สูง ส่วนเมืองประคำกลิ้งจากที่สูงลงที่ต่ำ ก้อนหินมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 วา จุดหมายเส้นชัย "หลักประโคนชัย" เป็นเสาหินสูงใหญ่ทาด้วยสีขาว ผลการกลิ้งหินผลปรากฏว่าทหารเมืองจำคานครถึงก่อน พวกนางสนมกำนัลของฝ่ายเจ้าหญิงเอาเหล้ายาอาหารคาวหวานมาเลี้ยงต้อนรับอย่างอิ่มหมีพีมัน จนลืมกฏิกาว่าถ้าใครมาถึงแล้วให้ลั่นฆ้องสัญญาณ แต่ลืมหมดไม่ทำตามกฏิกา ฝ่ายทหารเมืองประคำกลิ้งมาถึงทีหลังแต่ทำถูกกฏิกา คือ ตีฆ้อง กลองสัญญาณให้ทราบ ท้าวไพศาลีจึงยกราชธิดาให้เจ้าชายเมืองประคำ แต่พระราชธิดาเห็นว่าไม่ยุติธรรมจึงออกหนีไปที่วังนางสร้อย (ปัจจุบันคือบ้าน วังปลาสร้อย ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก) ไม่ยอมอภิเษกกับเจ้าชายจิตเกษม พวกพระญาติตามไปเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ หนีต่อไปที่เขาโลมนาง (อ.ไพศาลี) พวกพระญาติตามไปอีก พระนางจึงยอมอภิเษกกับเจ้าชายจิตเกษม เจ้าชายปราสาททองจึงใคร่ครวญว่าทหารของพระองค์เป็นฝ่ายชนะแต่ถูกปรับแพ้เพราะตรงกับสำนวนไทยที่ว่า "วัวเห็นแก่หญ้า ขี้ข้า เห็นแก่กิน" จึงสั่งลงโทษทหารด้วยการจองจำใส่ขื่อข่าย่างไฟให้ตายทั้งเป็น แต่ต่อมาคำพูด "ย่างข่า" กลายเป็น "ดอนคา" ทหารปัจจุบันอยู่บริเวณหมู่ที่ 5 "บ้านวังแรง" เจ้าชายปราสาททองมีความเครียดแค้นเจ้าชายจิตเกษมตลอดมา เวลาผ่านพ้นไป 1 ปี จึงยกทัพไปล้างแค้นแย่งนางสร้อยลัดดากลับมาเป็นชายาจนได้ เจ้าชายจิตเกษมถูกประหารชีวิต แต่มีพระโอรสติดมาด้วยระหว่างทางช้างมาที่ต้อนผู้คนและบรรทุกทรัพย์สมบัติมาถึงเมืองประจันทรฺ์คีรี (เขาช้างฟับ) ช้างบรรทุกของหนักมากหมดแรงฟุบลงสิ้นใจตาย ปัจจุบันมีหินก้อนใหญ่คล้ายช้างนอนฟุบอยู่ ภายใต้ท้องมีอ่างน้ำขังอยู่ แต่ดื่มแล้วมีกลิ่นเหม็นคล้ายสาบช้าง เมื่อกาลเวลาผ่านไปโอรสของเจ้าชายจิตเกษมได้ทรงทราบความจริงว่าเจ้าชายปราสาททองไม่ใช่พระราชบิดาของพระองค์และได้ฆ่าพระราชบิดาของพระองค์ด้วย จึงหนีไปรวมผู้คนที่เมืองประคำทำการฝึกอาวุธจนมีความเข้มแข็ง จึงยกทัพกลับมาตีเมืองจำคานครและได้ชัยชนะจับเจ้าชายปราสาททองประหารชีวิตด้วย ระยะทางการกลิ้งหินได้ยุบลงเป็นลำธารขนาดกว้างพอกับก้อนหิน แต่ปัจจุบันกลายเป็นลำห้วย จุดที่บ้านเขาหินกลิ้ง จะมีหิน 3 ก้อน ก้อนหินของเมืองจำคานครอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ก้อนของเมืองประคำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก้อนหินหลักประโคนชัยอยู่กลางเมืองไพศาลี (ชำรุดทรุดโทรมมาก)
หลักฐานทางโบราณคดีบ้านดอนคา
สุภรณ์ โอเจริญ (2528:07) กล่าวว่ากรมศิลปากรณืสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของอำเภอท่าตะโก ประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านเหนือติดกับเขาพนมฉัตรและเขาสำโรง ลักษณะเมืองโบราณเป็นเมืองรูปหลายเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมคางหมู มุมมนจนเกือบจะเป็นรูปวงกลม มีคูล้อมรอบ มีกำแพงเมืองชั้นเดียว กว้าง 8 เมตร สูง 6 เมตร มีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้มีทางน้ำที่ขุดเชื่อมคู ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ นอกกำแพงเมืองมีอ่างน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางทิศเหนือ มีคันดินกั้นน้ำล้อมรอบโบราณสถาน ภายในกำแพงเมืองด้านทิศเหนือมีโคกดินสูง บางแห่งมีแนวอิฐขนาดใหญ่ (ปัจจุบันทรุดโทรมหมดแล้ว) โบราณวัตถุจากการสำรวจพบเพียงเศษภาชนะดินเผาจำนวนมากอยู่ภายในกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ
จากการสำรวจของกรมศีลปากร พ.ศ. 2510 ได้พบโบราณวัตถุเป็นเศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก ก้อนดินเผาสีแดงขนา 6.5 ซ.ม. กว้าง 4.2 ซ.ม. ด้านหน้าเป็นรูปบุคคลซึ่งอาจจะเป็นพระพรห์มกำลังนั่งชันเข่าข้างขวา มือซ้ายเท้าพื้น มือขวาแตะพื้นนั่งอยู่บนดอกบัวบานสวมหมวกยอดแหลม
กำนันตำบลดอนคา
1.กำนันรุ่ง สุขเเจ่ม (บ้านตุ๊กแก)
2.กำนันอ๊อด สุขแจ่ม (บ้านเขาล้อ)
3.กำนันเจิม ฤทธิ์บำรุง (บ้านเขาล้อ)
4.กำนันเเขก ชูยอด (บ้านดอนคา)
5.กำนันย้อน ฤทธิ์เทพ (บ้านเขาล้อ)
6.กำนันแม้น กลัดพันธ์ (บ้านเขาล้อ)
7.กำนันหยี มีรักษ์ (บ้านดอาคา)
8.กำนันเปลื้อง โพธิ์อ่อง (บ้านดอนคา)
9.กำนันอำนาจ ชื่นศิริ (บ้านดอนคา)
10.กำนันเอน ฤทธิ์บำรุง (บ้านเขาล้อ)
11.กำนันกมล ประภาชัยมงคล (บ้านดอนคา)
12.กำนันสมเกียรติ ประภาชัยมงคล (บ้านดอนคา)
แบ่งเขตการปกครอง เป็น 9 หมู่บ้าน
ประกอบด้วยหมู่บ้าน หมู่1 บ้านดอนคา , หมู่2 บ้านเขาล้อ , หมู่3 บ้านตุ๊กแก , หมู่4 บ้านดอนคา , หมู่5 บ้านวังแรง , หมู่6 บ้านเขาโคกควายใหญ่ , หมู่8 บ้านวังปลาสร้อย , หมู่9 บ้านตุ๊กแกพัฒนา , หมู่10 บ้านพนมฉัตรพัฒนา