วัดดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์

วัดดอนคา อำเภอท่าตะโก  จังหวัดนครสวรรค์ ถิ่นพระดัง.........คลังอาหาร...........ตำนานเมืองเก่า........เขาพนมฉัตร

ประวัติวัดดอนคา
วัดดอนคาตั้งอยู่เลขที่ 2 หมํู่ที่ 1 ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินประมาณ 80 ไร่

อณาเขต
ทิศตะวันออก ติดทางสาธารณะประโยชน์ ยาว 534 เมตร. ทิศตะวันตก ติดภูเขาสำโรง ยาว 534 เมตร. ทิศเหนือ ติดเขาแหลม เขาทองแดง ที่ดินของชาวบ้าน ยาว 260 เมตร ทิศใต้ติดทางสาธารณะประโยชน์ ยาว 220 เมตร หลักฐานการย้ายวัด หลวงปู่ยา เกสฺโร ย้ายจากวัดสร

ะเกตุ ไปอยู่วัดสระโบสถ์ (วัดล้าง) ต่อมาได้ย้ายมาสร้างวัดใหม่ด้านทิศตะวันออกของเขาสำโรง ตั้งชื่อวัดตามสระน้ำว่าวัดสระน้อย (วัดดอนคา) ปัจจุบัน พื้นที่วัดมีโรงเรียนประถมศึกษาตั้งอยู่ด้วย สร้างขึ้นเป็นวัดเมื่อ พ.ศ.2459 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา 2 กันยายน 2477 ยาว 2 เส้น (80 เมตร) กว้าง 1 เส้น (กว้าง 40 เมตร) สมัย ร.7 ปัจจุบันบูรณะเป็นวิหารพระครูนิมิตธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อทองสุข ธมฺมธีโร) ป.ธ.5 อุโบสถหลังใหม่ สร้างเมื่อ พ.ศ.2528 ได้รับพระราชทานวิสุงคาสีมา พ.ศ.2542 ผูกพัทธสีมาเมื่อ 11 - 19 กุุุุมภาพันธ์ 2543 กว้าง 10.40 เมตร ยาว 24 เมตร เขตเสมา 51 x 67 เมตร วิหารหลวงพ่อแหลน สร้างเมื่อ พ.ศ.2538 กว้าง 4.70 เมตร ยาว 11.30 เมตร เจ้าอาวาสถึงปัจจุบัน มี 6 รูป ดังนี้


1. หลวงปู่ยา เกสฺโร (สฐิน) เกิด พ.ศ. 2414 มรณะภาพ พ.ศ.2494
อายุ 80 ปี (พ.ศ. 2459 - 2494)
2. พระอาจารย์ใหญ่ อุตโม (ฤทธิ์บำรุง) เกิด พ.ศ.2467
(2459 - 2499)
3. พระอาจารย์จันทร์ ธมฺมจาโร (2500 - 2504)
4. พระมหาแท่ง (2505 - 2505)
5.พระครูนิมิตธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อทองสุข ธมฺมธีโร)
ป.ธ. 5 (แสงบัณฑิต) เกิด 14 มีนาคม 2469
มรณะ 30 ตุลาคม 2545
6. พระอธิการมงคลชัย ปภสฺสโร (ฤทธิ์บำรุง) เกิด 8 ตุลาคม 2513
( 2 เมษายน 2550 - ............)

ประวัติบ้านดอนคา (นครจำคา หรือ จำคานคร)
เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ระแวกแถวนี้มีเมืองอยู่สามเมือง

1.เมื่องจำคานคร (เมืองจอมปราสาท) มีเจ้าชายปราสาททองเป็นเจ้าเมือง (อ.ท่าตะโก)

2.เมืองประคำ มีเจ้าชายจิตเกษมเป็นเจ้าเมือง (อ.ไพศาล)

3.เมืองไพศาลี มีท้าวไพศาลีเป็นเจ้าเมือง มีมเหสีชื่อนางสร้อยจำปา มีพระธิดาชื่อ นางสร้อยลัดดา (อ.ไพศาลี)

เจ้าชายปราสาททองกับเจ้าชายจิตเกษม มีความประสงค์ที่จะได้นางสร้อยลัดดามาเป็นพระชายา ทั้งสองจึงไปสู่ขอท้าวไพศาลี ท้าวไพศาลีไม่รู้จะยกให้ใครดี จึงให้ทั้งสองเมืองแข่งกันขุดอ่างน้ำใช้ทหาร 1,000 คน ถึงกำหนดวันแข่งขัน ทหารเมืองจำคานครได้ไปขุดอ่างน้ำอยู่ห่างเมืองไปทางทิศตะวันออก ของเขาตีคลี ประมาณ 6 กิโลเมตร แต่ทหารเมืองประคำไม่พร้อมขอเลื่อนการแข่งขัน ต่อมาท้าวไพศาลีกำหนดการแข่งขันขึ้นมาใหม่ ใช้ทหารทั้งสองเมืองกลิ้งหินแข่งกัน จุดหมายหลักชัยอยู่ที่บ้านหินกลิ้งในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างทั้งสองเมืองเท่ากัน ประมาณ 15 กิโลเมตร เมืองจำคานครเสียเปรียบเพราะกลิ้งจากที่ต่ำไปที่สูง ส่วนเมืองประคำกลิ้งจากที่สูงลงที่ต่ำ ก้อนหินมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 วา จุดหมายเส้นชัย "หลักประโคนชัย" เป็นเสาหินสูงใหญ่ทาด้วยสีขาว ผลการกลิ้งหินผลปรากฏว่าทหารเมืองจำคานครถึงก่อน พวกนางสนมกำนัลของฝ่ายเจ้าหญิงเอาเหล้ายาอาหารคาวหวานมาเลี้ยงต้อนรับอย่างอิ่มหมีพีมัน จนลืมกฏิกาว่าถ้าใครมาถึงแล้วให้ลั่นฆ้องสัญญาณ แต่ลืมหมดไม่ทำตามกฏิกา ฝ่ายทหารเมืองประคำกลิ้งมาถึงทีหลังแต่ทำถูกกฏิกา คือ ตีฆ้อง กลองสัญญาณให้ทราบ ท้าวไพศาลีจึงยกราชธิดาให้เจ้าชายเมืองประคำ แต่พระราชธิดาเห็นว่าไม่ยุติธรรมจึงออกหนีไปที่วังนางสร้อย (ปัจจุบันคือบ้าน วังปลาสร้อย ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก) ไม่ยอมอภิเษกกับเจ้าชายจิตเกษม พวกพระญาติตามไปเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ หนีต่อไปที่เขาโลมนาง (อ.ไพศาลี) พวกพระญาติตามไปอีก พระนางจึงยอมอภิเษกกับเจ้าชายจิตเกษม เจ้าชายปราสาททองจึงใคร่ครวญว่าทหารของพระองค์เป็นฝ่ายชนะแต่ถูกปรับแพ้เพราะตรงกับสำนวนไทยที่ว่า "วัวเห็นแก่หญ้า ขี้ข้า เห็นแก่กิน" จึงสั่งลงโทษทหารด้วยการจองจำใส่ขื่อข่าย่างไฟให้ตายทั้งเป็น แต่ต่อมาคำพูด "ย่างข่า" กลายเป็น "ดอนคา" ทหารปัจจุบันอยู่บริเวณหมู่ที่ 5 "บ้านวังแรง" เจ้าชายปราสาททองมีความเครียดแค้นเจ้าชายจิตเกษมตลอดมา เวลาผ่านพ้นไป 1 ปี จึงยกทัพไปล้างแค้นแย่งนางสร้อยลัดดากลับมาเป็นชายาจนได้ เจ้าชายจิตเกษมถูกประหารชีวิต แต่มีพระโอรสติดมาด้วยระหว่างทางช้างมาที่ต้อนผู้คนและบรรทุกทรัพย์สมบัติมาถึงเมืองประจันทรฺ์คีรี (เขาช้างฟับ) ช้างบรรทุกของหนักมากหมดแรงฟุบลงสิ้นใจตาย ปัจจุบันมีหินก้อนใหญ่คล้ายช้างนอนฟุบอยู่ ภายใต้ท้องมีอ่างน้ำขังอยู่ แต่ดื่มแล้วมีกลิ่นเหม็นคล้ายสาบช้าง เมื่อกาลเวลาผ่านไปโอรสของเจ้าชายจิตเกษมได้ทรงทราบความจริงว่าเจ้าชายปราสาททองไม่ใช่พระราชบิดาของพระองค์และได้ฆ่าพระราชบิดาของพระองค์ด้วย จึงหนีไปรวมผู้คนที่เมืองประคำทำการฝึกอาวุธจนมีความเข้มแข็ง จึงยกทัพกลับมาตีเมืองจำคานครและได้ชัยชนะจับเจ้าชายปราสาททองประหารชีวิตด้วย ระยะทางการกลิ้งหินได้ยุบลงเป็นลำธารขนาดกว้างพอกับก้อนหิน แต่ปัจจุบันกลายเป็นลำห้วย จุดที่บ้านเขาหินกลิ้ง จะมีหิน 3 ก้อน ก้อนหินของเมืองจำคานครอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ก้อนของเมืองประคำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก้อนหินหลักประโคนชัยอยู่กลางเมืองไพศาลี (ชำรุดทรุดโทรมมาก)

หลักฐานทางโบราณคดีบ้านดอนคา

สุภรณ์ โอเจริญ (2528:07) กล่าวว่ากรมศิลปากรณืสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2510 เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของอำเภอท่าตะโก ประมาณ 2 กิโลเมตร ด้านเหนือติดกับเขาพนมฉัตรและเขาสำโรง ลักษณะเมืองโบราณเป็นเมืองรูปหลายเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมคางหมู มุมมนจนเกือบจะเป็นรูปวงกลม มีคูล้อมรอบ มีกำแพงเมืองชั้นเดียว กว้าง 8 เมตร สูง 6 เมตร มีแหล่งน้ำ 3 แห่ง ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้มีทางน้ำที่ขุดเชื่อมคู ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้และทิศใต้ นอกกำแพงเมืองมีอ่างน้ำขนาดใหญ่อยู่ทางทิศเหนือ มีคันดินกั้นน้ำล้อมรอบโบราณสถาน ภายในกำแพงเมืองด้านทิศเหนือมีโคกดินสูง บางแห่งมีแนวอิฐขนาดใหญ่ (ปัจจุบันทรุดโทรมหมดแล้ว) โบราณวัตถุจากการสำรวจพบเพียงเศษภาชนะดินเผาจำนวนมากอยู่ภายในกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ
จากการสำรวจของกรมศีลปากร พ.ศ. 2510 ได้พบโบราณวัตถุเป็นเศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก ก้อนดินเผาสีแดงขนา 6.5 ซ.ม. กว้าง 4.2 ซ.ม. ด้านหน้าเป็นรูปบุคคลซึ่งอาจจะเป็นพระพรห์มกำลังนั่งชันเข่าข้างขวา มือซ้ายเท้าพื้น มือขวาแตะพื้นนั่งอยู่บนดอกบัวบานสวมหมวกยอดแหลม

กำนันตำบลดอนคา

1.กำนันรุ่ง สุขเเจ่ม (บ้านตุ๊กแก)
2.กำนันอ๊อด สุขแจ่ม (บ้านเขาล้อ)
3.กำนันเจิม ฤทธิ์บำรุง (บ้านเขาล้อ)
4.กำนันเเขก ชูยอด (บ้านดอนคา)
5.กำนันย้อน ฤทธิ์เทพ (บ้านเขาล้อ)
6.กำนันแม้น กลัดพันธ์ (บ้านเขาล้อ)
7.กำนันหยี มีรักษ์ (บ้านดอาคา)
8.กำนันเปลื้อง โพธิ์อ่อง (บ้านดอนคา)
9.กำนันอำนาจ ชื่นศิริ (บ้านดอนคา)
10.กำนันเอน ฤทธิ์บำรุง (บ้านเขาล้อ)
11.กำนันกมล ประภาชัยมงคล (บ้านดอนคา)
12.กำนันสมเกียรติ ประภาชัยมงคล (บ้านดอนคา)

แบ่งเขตการปกครอง เป็น 9 หมู่บ้าน
ประกอบด้วยหมู่บ้าน หมู่1 บ้านดอนคา , หมู่2 บ้านเขาล้อ , หมู่3 บ้านตุ๊กแก , หมู่4 บ้านดอนคา , หมู่5 บ้านวังแรง , หมู่6 บ้านเขาโคกควายใหญ่ , หมู่8 บ้านวังปลาสร้อย , หมู่9 บ้านตุ๊กแกพัฒนา , หมู่10 บ้านพนมฉัตรพัฒนา

🏵️ยามมีสุข ก็ไม่ต้อง หลงครองสุข 🏵️ยามมีทุกข์ ก็ไม่ต้อง เศร้าหมองหม่น🏵️ยามได้ดี ไม่ต้องหลง ทนงตน 🏵️ยามอับจน ไม่ต้องโกรธ ก...
01/05/2026

🏵️ยามมีสุข ก็ไม่ต้อง หลงครองสุข
🏵️ยามมีทุกข์ ก็ไม่ต้อง เศร้าหมองหม่น
🏵️ยามได้ดี ไม่ต้องหลง ทนงตน
🏵️ยามอับจน ไม่ต้องโกรธ กล่าวโทษใคร
🏵️ทุกอย่างเกิด จากผล กรรมตนก่อ
🏵️สะสมส่อ สืบสาน บันดาลให้
🏵️จากผลบาป จากผลบุญ หนุนนำไป
🏵️เหมือนสายใย ที่ถักทอ ก่อจากกรรม
🌺"กมฺมุนา วตฺตติโลโก สัตว์โลกทั้งหลายย่อมเป็นไปตามกรรม"
🪷เช้าวันพระ ศุกร์ที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเมีย

เปิดคำทำนาย “นางรากษสเทวี” นางสงกรานต์ 2569 🔥  นับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ 2569  กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม...
16/04/2026

เปิดคำทำนาย “นางรากษสเทวี” นางสงกรานต์ 2569 🔥
นับถอยหลังเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ 2569
กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เผยประกาศอย่างเป็นทางการ
ปีมะเมีย เทวดาผู้หญิง ธาตุไฟ อัฐศก
จุลศักราช 1388
ทางจันทรคติ เป็น “อธิกมาส”
ทางสุริยคติ เป็น “ปกติสุรทิน”
✨ วันที่ 14 เมษายน — วันมหาสงกรานต์
ตรงกับวันอังคาร แรม 12 ค่ำ เดือน 5
เวลา 10 นาฬิกา 34 นาที 35 วินาที
ปีนี้สะท้อนถึง “พลังอำนาจที่เต็มเปี่ยม”
แต่ต้องระวัง “ความวุ่นวายช่วงกลางปี”
👑 นางสงกรานต์ 2569 ทรงนามว่า “รากษสเทวี” (ราก-สะ-สะ-เทวี)
ทรงพาหุรัด ทัดดอกบัวหลวง
อาภรณ์ประดับด้วยแก้วโมรา (แก้วมรกต)
เสวยโลหิตเป็นภักษาหาร
พระหัตถ์ขวาทรงตรีศูล พระหัตถ์ซ้ายทรงธนู
เสด็จยืนเหนือหลังวราหะ (หมูป่า) เป็นพาหนะ
📅 วันกาลโยคเปลี่ยน
วันที่ 16 เมษายน เวลา 14 นาฬิกา 40 นาที 12 วินาที
เปลี่ยนจุลศักราชใหม่ เป็น 1388
🔸 เกณฑ์วันสำคัญ
วันจันทร์ เป็น “ธงชัย” และ “โลกาวินาศ”
วันเสาร์ เป็น “อธิบดี”
วันอาทิตย์ เป็น “อุบาทว์”
🌧 เกณฑ์พิรุณศาสตร์ (ฝน)
บันดาลให้ฝนตก 500 ห่า
ตกในโลกมนุษย์ 50 ห่า
มหาสมุทร 100 ห่า
ป่าหิมพานต์ 150 ห่า
เขาจักรวาล 200 ห่า
นาคให้น้ำ 3 ตัว
➡️ หมายถึง น้ำยังไม่สมดุลต่อความต้องการ
🌾 เกณฑ์ธัญญาหาร
ได้เศษ 2 ชื่อ “วิบัติ”
ข้าวกล้าอาจเกิดศัตรูพืช (ด้วง แมลง)
ผลผลิตมีโอกาสได้ “กึ่งดี กึ่งเสีย”
➡️ เกษตรกรควรเตรียมแผนรับมือล่วงหน้า

🔥 เกณฑ์ธาราธิคุณ (น้ำ)
ตกราศีเตโช (ธาตุไฟ)
น้ำมีแนวโน้มน้อยลง ฝนตกไม่ทั่วถึง
➡️ อาจเกิดภัยแล้งบางพื้นที่ ควรบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ
⚠️ สิ่งที่ควรระวังในปีนี้
• ความวุ่นวายหรือความไม่แน่นอนช่วงกลางปี
• ปัญหาน้ำไม่เพียงพอในบางพื้นที่
• ศัตรูพืชและผลผลิตทางการเกษตร
• การวางแผนทรัพยากรและการใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ
🪷เช้าวันพระ พฤหัสบดีที่๑๖เมษายน ๒๕๖๙ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย
ขอให้ทุกท่านใช้สติ วางแผนชีวิตดี ๆ
เสริมพลังบวก รับปีใหม่ไทยอย่างมั่นคง
สงกรานต์2569 นางสงกรานต รากษสเทวี เดินทางใกล้ไกลขอให้ประสพแต่สิ่งที่เป็นมงคล ทุกประการเทอญ

🪷"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก"🌺"กัม-มุ-นา วัด-ตะ-ตี โล-โก"🏵️"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"เช้าวันพระ ศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙ แรม ๘ ...
10/04/2026

🪷"กมฺมุนา วตฺตตี โลโก"
🌺"กัม-มุ-นา วัด-ตะ-ตี โล-โก"
🏵️"สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
เช้าวันพระ ศุกร์ที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๙ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย

🏞️ป่าไม้และมนุษย์มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง ป่าเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค และทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เป...
01/04/2026

🏞️ป่าไม้และมนุษย์มีความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง ป่าเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค และทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เป็นปอดของโลกที่ช่วยฟอกอากาศและควบคุมสภาพภูมิอากาศ อย่างไรก็ตาม มนุษย์มักทำลายป่าเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัย ทำให้พื้นที่ป่าลดลงอย่างต่อเนื่อง การอนุรักษ์ป่าอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต่อความอยู่รอดของมนุษย์🏜️
🪷 "วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ วนโต ชายตี ภยํ..."
"ท่านทั้งหลายจงตัดป่า (คือกิเลส) แต่อย่าตัดต้นไม้... ภัยเกิดขึ้นจากป่า (คือกิเลส)"
🪷"อารามโรปา วนโรปา... เต จ อนฺททิวสํ รุหนฺติ"
"ผู้ปลูกสวน ปลูกป่าไม้... บุญของเขาเหล่านั้น ย่อมเจริญงอกงามอยู่เสมอทั้งกลางวันและกลางคืน"
🪷"อาทิจฺจมฺหิ ตปนฺเต นรํ นาริญฺจ ปสฺสติ..."
"คนและป่ามีความสัมพันธ์กันในเชิงที่ป่าให้ร่มเงาและที่อยู่อาศัยแก่ผู้ฝึกตน"
เช้าวันพระ พฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย

‘เปรตอัณฑะโต’ คติที่ไปของผู้ใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมท่านพระโมคคัลลานะกล่าวว่า :-    อาวุโส !  ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครร...
27/03/2026

‘เปรตอัณฑะโต’ คติที่ไปของผู้ใช้กฎหมายไม่เป็นธรรม

ท่านพระโมคคัลลานะกล่าวว่า :-
อาวุโส ! ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นกุมภัณฑเปรตชาย มีอัณฑะโตเท่าหม้อ ลอยไปในเวหาส์ เปรตนั้นแม้เมื่อเดินไปย่อมยกอัณฑะเหล่านั้นแหละขึ้นพาดบ่าเดินไป แม้เมื่อนั่งก็ย่อมนั่งบนอัณฑะเหล่านั้นแหละ ฝูงแร้งเหยี่ยว และนกตะกรุม พากันโฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้ง ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้นร้องครวญคราง ... .

อาวุโส ! ผมนั้นได้คิดเช่นนี้ว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ น่าประหลาดจริงหนอ ที่สัตว์แม้เห็นปานนี้ ยักษ์แม้เห็นปานนี้ เปรตแม้เห็นปานนี้ การได้อัตภาพแม้เห็นปานนี้ ก็มีอยู่.

ภิกษุทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ท่านพระโมคคัลลานะอวดอุตริมนุสธรรม.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า :-
ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีจักษุอยู่ ย่อมเป็นผู้มีญาณอยู่ เพราะสาวกได้รู้ได้เห็น หรือได้ทำสัตว์เช่นนี้ให้เป็นพยานแล้ว.
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อกาลก่อนเราก็ได้เห็นสัตว์นั้น แต่เราไม่ได้พยากรณ์ ถ้าเราพยากรณ์สัตว์นั้นและคนอื่นไม่เชื่อเรา ข้อนั้นก็จะพึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์แก่เขาเหล่านั้นสิ้นกาลนาน

ภิกษุทั้งหลาย ! ... สัตว์นั้นเคยเป็นผู้พิพากษาโกงชาวบ้าน (ตัดสินคดีไม่เป็นธรรม) อยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง ... . ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้อยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี แล้วได้ประสบอัตภาพเช่นนี้ ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้นแหละที่ยังเป็นส่วนเหลืออยู่.
ภิกษุทั้งหลาย ! โมคคัลลานะพูดจริง โมคคัลลานะไม่ต้องอาบัติ.
บาลี มหาวิ.วิ.๑:๒๑๐:๒๙๕.

EP.43 #บาปอันบังคับความไม่เป็นธรรม_เป็นเปรตแบกอัณฑะแห่งตน #บ่มิเป็นตราชั่ง_บ่มิเป็นตราชู #สมุดภาพไตรภูมิ ฉบับกรุงศรีอยุธยา - ฉบับกรุงธนบุรี เล่ม 1

จากหนังสือพระมาลัยโบราณ ฉบับวัดดอนขนาก จ.นครปฐม อ.ดอกรัก พยัคศร ปริวรรตและเรียบเรียง เผยแพร่โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) มีตอนหนึ่งว่าถึงบาปของการบังคับคดีความไม่เป็นธรรมไว้อย่างน่าสนใจคือ เป็นเปรตอัณฑะโตหรือ “กุมภัณฑเปรต” สำนวนกลอนอ่านง่ายสละสลวยดังนี้

๏ ยังมีเปรตหนึ่ง ลำบากเหลือใจ มีอัณฑะใหญ่ เติบเท่าตุ่มหาม
เลยลงถึงดิน ดุจดังถุงย่าม เน่าเปื่อยลามปาม เหม็นโขลงพึงชัง
เมื่อจะเดินไป แบกขึ้นบนหลัง วิ่งระเซเดินซัง โซเซไปมา
ครั้นเมื่อจะนั่ง ใหญ่คับหว่างขา จึงตื่นขึ้นมา นั่งทับมันลง
ครั้นเมื่อจะนั่งลง เจ็บปวดโก้งโค้ง จึงค่อยโขย่ง ลุกขึ้นโอ้เอ้
จึงแบกขึ้นเล่า พาแล่นโซเซ เหนื่อยหนักโอ้เอ้ สุดสิ้นถอยแรง
แร้งกานกตะกรุม จิกสับยื้อแย่ง พาบินด้วยแรง พาไปเวหา
ร้องครางครืดครืด เจ็บปวดหนักหนา ทนเวทนา อะดักอะดน
ฝูงเปรตหมู่นี้ เมื่อยังเป็นคน เป็นนายครองพล เป็นเจ้าท่านเมือง
ย่อมบังคับความ ให้เขาแค้นเคือง เป็นเจ้าท่านเมือง ว่าความบ่มิตรง
ผู้ใดไร้ทรัพย์ เร่งข่มมันลง บังคับความบ่มิตรง เป็นคนลำเอียง
เห็นแต่สินจ้าง ว่าความรายเรียง แต่งปากแต่งเสียง งุบงับดับเสีย
ผู้ใดให้ทรัพย์ คิดอ่านไกล่เกลี่ย บรรดาจะเสีย ให้ได้สินไหม
ผู้ใดเข็ญใจ มิให้อันใด ผิดชอบกดไว้ บ่มิได้ถามเลย
บ่มิถามตามเจ้า ถามตามจำเลย บ่มิได้เบิกเผย คำเขาทั้งสอง
บ่มิถามตามระบุ บ่มิถามตามทำนอง คำเขาทั้งสอง มิได้นำพา
ปฏิเสธภาคเสธ บ่มีได้พากษา บ่มิพิจารณา บ่มิได้คิดดู
บ่มิเป็นตราชั่ง บ่มิเป็นตราชู บ่มิได้ถามดู ตามพระวินัย
บังคับความบ่มิแท้ เป็นอัณฑะใหญ่ เป็นเหนียงนอกใน เป็นหูดเป็นฝีฯ

ผู้ใช้กฎหมาย ใช้กฎ ไม่เป็นธรรม
แนะนำจาก ดร นพ ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ ที่มา เพจ สืบสวนศิลป์

https://www.facebook.com/share/1GsvHraGdv/?mibextid=wwXIfr

🪷อตฺตตฺถปัญฺญา อสุจี มนุสฺสา  🪷อัด ตัด ถะ ปัน ยา อะ สุ จี มะ นุด สา        มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด 🛕วั...
26/03/2026

🪷อตฺตตฺถปัญฺญา อสุจี มนุสฺสา
🪷อัด ตัด ถะ ปัน ยา อะ สุ จี มะ นุด สา
มนุษย์ผู้เห็นแก่ประโยชน์ตน เป็นคนไม่สะอาด
🛕วันพระ พฤหัสบดีที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๙ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย

🪷โรสโก กทริโย จ ปาปิจฺโฉ มจฺฉรี สโฐ อหิริโก อโนตฺตปฺปี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ 🪷ผู้ใดเป็นคนขัดเคือง เหนียวแน่น ปรารถนาลามก ตร...
18/03/2026

🪷โรสโก กทริโย จ ปาปิจฺโฉ มจฺฉรี สโฐ อหิริโก อโนตฺตปฺปี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ
🪷ผู้ใดเป็นคนขัดเคือง เหนียวแน่น ปรารถนาลามก ตระหนี่ โอ้อวด ไม่ละอาย และไม่เกรงกลัวบาป พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
เช้าวันพระ พุธที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๖๘ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย

ศลกรรมบถ ทางแห่งกรรมดี, ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล,       กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ มี ๑๐ อย่างคือ       ก. กายก...
11/03/2026

ศลกรรมบถ ทางแห่งกรรมดี, ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล,
กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่สุคติ มี ๑๐ อย่างคือ
ก. กายกรรม ๓ ได้แก่
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำลายชีวิต
๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาของที่เขามิได้ให้
๓. กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม
ข. วจีกรรม ๔ ได้แก่
๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ
๕. ปิสุณาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดส่อเสียด
๖. ผรุสาย วาจาย เวรมณี เว้นจากพูดคำหยาบ
๗. สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ
ค. มโนกรรม ๓ ได้แก่
๘. อนภิชฌา ไม่โลภคอยจ้องอยากได้ของเขา
๙. อพยาบาท ไม่คิดร้ายเบียดเบียนเขา
๑๐. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม
🪷เช้าวันพระ พุทธที่๑๑มีนาคม๒๕๖๙ แรม๘ค่ำเดือน๔ ปีมะเมีย

มลทินที่ร้ายแรงที่สุด🪷อวิชชา ปรม์ มล์ ความไม่รู้เป็นมลทินร้ายที่สุดสิ่งของเปรอะเปื้อน แปลกปลอม โลหะขึ้นสนิม คอนกรีตมีขยะ...
03/03/2026

มลทินที่ร้ายแรงที่สุด
🪷อวิชชา ปรม์ มล์ ความไม่รู้เป็นมลทินร้ายที่สุด
สิ่งของเปรอะเปื้อน แปลกปลอม โลหะขึ้นสนิม คอนกรีตมีขยะเจือปน ย่อมสร้างมลทินและอันตรายอย่างใหญ่หลวงได้ แต่กระนั้นก็ไม่ถึงเศษเสี้ยวแห่ง “อวิชชา”
ที่ปลอมปนอยู่ในใจมนุษย์
อวิชชาเป็นต้นตอแห่งความไม่รู้ทั้งปวง ความไม่รู้ที่ทำให้คนเราคิดผิด พูดผิด กระทำผิด เป็นสิ่งติดตามมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว ความไม่รู้ความเป็นจริงของชีวิต คือไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้สาเหตุที่เกิดทุกข์ ไม่รู้ว่าต้องดับสาเหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้วิธีพ้นทุกข์ ซึ่งจะทำให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ
ความไม่รู้สิ่งเหล่านี้เป็นมลทินที่ร้ายแรงที่สุด อันตรายที่สุด ต้องเร่งแก้ไขอย่างด่วนที่สุด จะแก้ไข “อวิชชา” ได้ ด้วยมี “วิชชา” จะแก้ไข “ความไม่รู้” ได้ ด้วยมี “ความรู้”
ความรู้ที่เกิดจากใจหยุดนิ่ง ก่อเกิดการเห็นแจ้งในสรรพสิ่ง พรั่งพรูปัญญาให้สว่างไสว
หลั่งไหลความสุขใจอย่างไม่มีประมาณ สะอาด สว่าง สงบ รู้แจ้ง เห็นแจ้ง ไม่มีช่องว่างให้มลทินใจอยู่เลยแม้แต่น้อย จึงหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
🪷เช้าวันพระ มาฆบูชา อังคารที่ ๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย

🪷ทหราปิ จ เย วุฑฺฒา เย พาลา เย จ ปณฺฑิตาอฑฺฒา เจว ทลิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา🏵️ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนพาล ทั้งบัณฑิต...
24/02/2026

🪷ทหราปิ จ เย วุฑฺฒา เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา
อฑฺฒา เจว ทลิทฺทา จ สพฺเพ มจฺจุปรายนา
🏵️ทั้งเด็ก ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งคนพาล ทั้งบัณฑิต ทั้งคนมี ทั้งคนจน
ล้วนเดินหน้าไปหาความตายทั้งหมด
🪷น มิยฺยมานํ ธนมนฺเวติ กิญฺจิ
🏵️เมื่อตาย ทรัพย์สักนิดก็ติดตามไปไม่ได้
วันพระ อังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเมีย

🪷กิเลส หมายถึง สภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมองวจนัตถะ🪷กิเลเสนฺติ อุปตาเปนฺตีติ = กิเลสา แปลว่า ธรรมชาติใดย่อมทำให้เร่าร้อน เศร้...
15/02/2026

🪷กิเลส หมายถึง สภาพที่ทำให้จิตเศร้าหมอง
วจนัตถะ
🪷กิเลเสนฺติ อุปตาเปนฺตีติ = กิเลสา แปลว่า ธรรมชาติใดย่อมทำให้เร่าร้อน เศร้าหมอง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า กิเลส
🪷กิลิสฺสติ เอเตหีติ = กิเลสา แปลว่า สัมปยุตธรรม คือ จิต เจตสิก ย่อมเศร้าหมอง เร่าร้อน ด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้นธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งความเศร้าหมองเร่าร้อนของสัมปยุตนั้น จึงชื่อว่า กิเลส
🪷กิเลสวัตถุ
ในวิภังคปกรณ์ระบุว่า กิเลสวัตถุ 10 ได้แก่
โลภะ ความอยากได้
โทสะ ความคิดประทุษร้าย
โมหะ ความหลง
มานะ ความถือตัว
ทิฏฐิ ความเห็นผิด
วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
ถีนะ ความหดหู่
อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน
อหิริกะ ความไม่ละอายบาป
อโนตตัปปะ ความไม่เกรงกลัวบาป
🪷เช้าวันพระ จันทร์ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะเมีย

ที่อยู่

ตำบลดอนคา
Amphoe Tha Tako
60160

เบอร์โทรศัพท์

+66 98 993 3972

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์ผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง วัดดอนคา อำเภอท่าตะโก จังหวัดนครสวรรค์:

แชร์

ประเภท