13/04/2026
เหตุใดคริสเตียนจึงไม่ควรเข้าร่วมเทศกาลสงกรานต์
คริสตจักรพยัคฆภูมิพิสัยของเรา มีพันธกิจในการประกาศข่าวประเสริฐ และส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักจริยธรรมคริสเตียนบนพื้นฐานของพระคริสตธรรมคัมภีร์ เมื่อพิจารณาตามพระวจนะของพระเจ้า จึงได้ข้อสรุปดังต่อไปนี้
1. เบื้องหลังของเทศกาลมิได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความเชื่อในพระเจ้า
พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า
“อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน… อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน” (อพยพ 20:3-5)
หลักการนี้มิได้หมายถึงเพียงการกราบไหว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อหรือพิธีกรรมที่มิได้ยึดถือพระเจ้าเป็นศูนย์กลางด้วย
เมื่อศึกษาถึงที่มาของ สงกรานต์ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์–ฮินดูและพุทธศาสนา รวมถึงตำนานพื้นบ้านต่างๆ ซึ่งมิได้สอดคล้องกับหลักคำสอนในพระคัมภีร์
สงกรานต์ มีการเชื่อมโยงเรื่องการสาดน้ำหรือการสรงน้ำกับตำนาน “พญานาค” ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้ให้น้ำหรือเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งพระคัมภีร์ยังกล่าวถึง “พญานาค หรือ งูดึกดำบรรพ์” ซึ่งเชื่อมโยงคือ “งูใหญ่ คือ งูดึกดำบรรพ์ ที่เรียกว่า มาร และซาตาน…” (วิวรณ์ 12:9)
เมื่อพินิจพิจารณาแล้วการสาดน้ำและการสรงน้ำนั้นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานพระวจนะของพระเจ้า
2. พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานธรรมชาติและฤดูกาล
พระคัมภีร์สอนว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานฝนและดูแลสรรพสิ่งทั้งปวง
“พระองค์ทรงให้ฝนตกแก่คนชอบธรรมและคนอธรรม” (มัทธิว 5:45)
ดังนั้น ความเชื่อที่ผูกโยงธรรมชาติกับสิ่งอื่นนอกเหนือจากพระเจ้า จึงไม่สอดคล้องกับความจริงตามพระวจนะ
3. ผู้เชื่อถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตแยกจากสิ่งที่ไม่ถวายเกียรติพระเจ้า
ในสภาพสังคมปัจจุบัน การเฉลิมฉลองในช่วง สงกรานต์ บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น ความไม่สำรวม การล่วงละเมิด หรืออบายมุข ซึ่งขัดต่อหลักจริยธรรมคริสเตียน
พระคัมภีร์กล่าวว่า
“เพราะฉะนั้นเจ้าจงบริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” (เลวีนิติ 11:45)
“อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ…” (โรม 12:2)
“ร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์…” (1 โครินธ์ 6:19)
4. การให้เกียรติบิดามารดาสามารถกระทำได้ตลอดชีวิต มิได้จำกัดเพียงเทศกาล
พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับความกตัญญูต่อบิดามารดาอย่างยิ่ง
“ฝ่ายบุตร จงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตน… จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า” (เอเฟซัส 6:1-2)
การแสดงความเคารพและความรักต่อบุพการี มิได้จำกัดเฉพาะวันใดวันหนึ่ง แต่ควรเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินอย่างสม่ำเสมอตลอดไป
5. การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า
พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง รวมถึงน้ำซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ผู้เชื่อจึงได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลสิ่งทรงสร้างอย่างสัตย์ซื่อ และใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม
พระคัมภีร์สอนให้เราเป็น “ผู้รับมอบฉันทะที่วางใจได้” (1 โครินธ์ 4:2)
ดังนั้น การใช้น้ำควรเป็นไปอย่างเกิดประโยชน์และมีความรับผิดชอบ มิใช่ใช้ไปโดยขาดการตระหนักถึงคุณค่า
ด้วยเหตุผลดังกล่าว คริสตจักรของเราจึงมุ่งมั่นอธิษฐาน อดอาหาร และวิงวอนต่อพระเจ้าในช่วงเวลานี้ เพื่อให้ผู้คนได้รับการเปิดตาฝ่ายวิญญาณ และกลับมาสู่ความจริงแห่งพระวจนะ ผ่านการประกาศข่าวประเสริฐและการเป็นพยานถึงความรักของ พระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสละพระองค์เองเพื่อเรา
พร้อมกันนี้ เรายังอธิษฐานเผื่อพี่น้องคริสเตียนและคริสตจักรทั่วประเทศไทย ให้ตระหนักและยืนหยัดในความเชื่ออย่างมั่นคง
ขอพระคุณ สันติสุข และความรักจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ดำรงอยู่กับท่านทั้งหลาย เพื่อชีวิตของเราจะเติบโตสู่ความไพบูลย์ใน พระเยซูคริสต์ ตลอดไป อาเมน