01/08/2024
อันนี้ต้องแชร์
ถ้าเข้าไปดูเฟซบุ๊คของเมย์-รัชนก อินทนนท์ จะเห็นว่าเธอปักหมุดหนึ่งโพสต์เอาไว้ ไม่ยอมเปลี่ยนมาตลอด 3 ปีเต็ม
โพสต์นั้นคือภาพการ์ตูนที่วาดสดุดีเหตุการณ์วันที่ 31 กรกฎาคม 2021 ในศึกแบดมินตันโอลิมปิก หญิงเดี่ยว รอบ 8 คนสุดท้ายที่กรุงโตเกียว
วันนั้นเธอพ่ายแพ้ ไต้ จื่อ-อิง นักแบดมินตันชาวไต้หวัน 2-1 เกม ร่วงตกรอบอย่างเจ็บช้ำ
ส่วนหนึ่งที่เธอปักหมุดไว้ เพราะต้องการขอบคุณความรักจากแฟนๆ ที่เป็นกำลังใจให้เธออย่างมากมาย และอีกเหตุผลหนึ่ง ก็เป็นการวางเป้าหมายในใจ เธอต้องกลับไปโอลิมปิก และไปให้ไกลกว่ารอบ 8 คนสุดท้ายให้ได้
เมย์ รัชนก คือนักแบดมินตันหญิงเดี่ยว ที่ใกล้เคียงการได้เหรียญโอลิมปิกมากที่สุดของประเทศไทย นี่คือความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้
ในลอนดอน 2012 รัชนก (มือวางอันดับ 9) ผ่านเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย แต่ไปแพ้หวัง ซิ่น จากจีน ทั้งๆ ที่ได้เกมแรกไปก่อนด้วยซ้ำ
จากนั้นในริโอ 2016 รัชนก (มือวางอันดับ 4) มีอาการบาดเจ็บก่อนทัวร์นาเมนต์ พอลงแข่งในสภาพที่ไม่พร้อมนัก ก็เลยไปได้ไม่ไกล ตกรอบ 16 คนสุดท้าย ด้วยการพ่ายแพ้ อากาเนะ ยามากูชิ จากญี่ปุ่น
หลังจากพลาดมา 2 ครั้งแรก เข้าสู่โตเกียว 2020 รัชนก (มือวางอันดับ 5) มาลงแข่งขันด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม อายุของเธอคือ 26 ปี สมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและประสบการณ์ เธอตั้งใจมากว่าจะเอาเหรียญให้ได้ในครั้งนี้เลย
ในช่วงนั้น นักกีฬายังไม่รู้ว่าโอลิมปิกที่โตเกียวจะจัดหรือเปล่า เพราะมีโควิดอยู่ แต่รัชนกกล่าวว่า "เมย์รักษาสภาพร่างกายเอาไว้ตลอด เผื่อวันใดวันหนึ่งมันมีโอกาสแข่งได้ ร่างกายเราก็จะไม่แย่มาก"
ช่วงโควิดที่มีการล็อกดาวน์กัน เธอไม่ยอมกลับบ้าน ไม่เทรนนิ่งออนไลน์ แต่เลือกใช้วิธีเก็บตัวอยู่ที่บ้านทองหยอด เพื่อให้ร่างกายฟิตที่สุด คือมุมานะมากจริงๆ
เมื่อโอลิมปิกที่โตเกียวประกาศว่าจะแข่ง เมย์จึงมีสภาพร่างกายที่ดีมาก และเมื่อทัวร์นาเมนต์เริ่ม เธอก็เอาชนะรอบแบ่งกลุ่มได้สบายๆ
ลอร่า ซาโรซี่ จากฮังการี และ โซเนีย เซียะ จากมาเลเซีย ไม่ใช่คู่มือของเธอ
จากนั้นในรอบ 16 คนสุดท้าย เธอเจอเกรกอเรีย ตันจุง จากอินโดนีเซีย ที่เป็นสายเทคนิคเหมือนกัน แต่เมย์ก็ยังฮอตไม่เลิก เอาชนะ 2 เกมรวด เข้ารอบ 8 คนสุดท้ายได้สำเร็จ ไปเจอกับไต้ จื่อ-อิง จากไต้หวัน
รัชนก กับ ไต้ จื่อ-อิง อายุห่างกัน 7 เดือน ทั้งสองคนโตมาด้วยกันในเส้นทางอาชีพ แข่งขันกันมา มากกว่า 30 ครั้ง แถมยังมีสไตล์คล้ายๆ กัน คือเล่นด้วยเทคนิค ใช้การหลอกข้อมือ ไม่ใช่สายพาวเวอร์ดุดัน
การปะทะกันยาวนานเป็นสิบปี ตลอดเส้นทางอาชีพ ทำให้รัชนก กับ ไต้ จื่อ-อิง เป็นทั้งคู่ปรับ และเป็นทั้งมิตรสหายในคนเดียวกัน
ถ้าพูดถึงฟอร์ม ช่วงนั้น ไต้ จื่อ-อิง คือมือ 1 ของโลก เธอฮอตมาก และเป็นตัวเต็งที่จะได้เหรียญโอลิมปิก แต่รัชนก ก็มีทักษะมากพอ ที่จะเอาชนะได้
การแข่งขันเป็นไปอย่างดุเดือด เมย์ชนะเกมแรกไปก่อน 21-14 แต่เกมที่ 2 มาโดนไต้ จื่อ-อิง ชวนหยอดหน้าเน็ตจนเมย์เสียจังหวะ แล้วแพ้ไปด้วยสกอร์ 21-18
ทำให้คราวนี้ ทั้งคู่ต้องไปวัดกันในเกมสุดท้าย ซึ่งความจริงเมย์ก็ถือว่าสู้ได้ดีมาก เธอขึ้นนำไปก่อน 17-15 และมีลุ้นที่จะปิดเกมได้
แต่ช่วงท้าย ไต้ จื่อ-อิง เข้าฟอร์มพอดี เร่งแซงเอาชนะเมย์ไปได้อย่างเจ็บแสบที่สกอร์ 21-18 รัชนกตกรอบ 8 คนสุดท้าย และเป็นอีกครั้งที่ไปไม่ถึงเหรียญ
เมื่อเมย์แพ้ หลังจากจับมือแสดงความยินดีกับ ไต้ จื่อ-อิง เธอไปซบโค้ชเป้ ภัททพล เงินศรีสุข แล้วร้องไห้อย่างหนักทันที
รัชนกที่พยายามเข้มแข็งมาตลอด ขาดสะบั้นลงตรงนั้น
เธอตั้งใจเล่นที่สุดแล้ว ฟิตร่างกายดีที่สุดแล้ว วางแผนดีทุกอย่างแล้ว แต่ในวันนี้คู่แข่งของเธอก็ดันเล่นได้สมบูรณ์แบบมากเช่นเดียวกัน บทสรุปจึงเป็นความพ่ายแพ้ของเมย์ ชนิดที่คนไทยทั้งประเทศก็เสียใจไปด้วย
เราไม่เคยเห็นรัชนกอ่อนไหวขนาดนี้มาก่อน เมื่อก่อนเจอดราม่าอะไร เธอก็ยิ้มรับไปกับมัน แต่คราวนี้มันเสียใจ จนเธอรับไม่ไหวจริงๆ
หลังจากเสียน้ำตาไม่กี่นาที เมย์ปาดน้ำตาแล้วให้สัมภาษณ์ว่า "ขอขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจเมย์ คอยลุ้น คอยฝันไปด้วยกัน เมย์รู้ว่าทุกคนฝันอยากให้แบดไทยมีเหรียญ ซึ่งเมย์ก็เชื่อว่าเมย์เองก็มีโอกาส และเมย์ก็ทำดีที่สุดแล้ว แต่เราก็ต้องให้เครดิตเขา ว่าสภาพจิตใจเขาดีกว่า"
การพ่ายแพ้ของเมย์ แน่นอน ทุกคนเสียใจ แต่ไม่มีใครต่อว่า หรือซ้ำเติมเธอเลย เพราะคนทั้งประเทศเห็นๆกันอยู่ ว่าเมย์พยายามทุ่มเทแค่ไหน เธอล้มลุกคลุกคลาน กัดฟันไม่มีท้อ เล่นเต็มที่เกินร้อยเปอร์เซ็นต์
พอพักใจได้ 1 วัน เมย์มีกำลังใจที่ดีขึ้น และประกาศในโซเชียลมีเดียว่า เธอจะขอลองสู้ต่อในโอลิมปิกครั้งที่ 4 ที่ปารีส ในปี 2024 โดย ณ เวลานั้น เธอจะมีอายุ 29 ปี
และเมย์บอกว่า ที่ปารีสก็คงเป็นโอลิมปิกครั้งสุดท้ายของเธอแล้ว
"โอลิมปิกคือความฝันสูงสุดของเมย์ค่ะ มันเป็นรายการที่วัดทุกอย่าง ทั้งร่างกาย และจิตใจ เมย์รู้ตัวเองดีว่าตลอดมา ปัญหาของเราคือจิตใจ แต่มันก็เป็นเป้าหมายให้เราต้องข้ามผ่านตัวเองให้ได้"
หลังจากตั้งใจว่าจะลองอีกสักเฮือก รัชนกก็พยายามสู้ในแบบของตัวเองไปเรื่อยๆ
ในช่วงสามปี ระหว่างโตเกียว ถึง ปารีส ตัวรัชนก มีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น เรื่องร่างกายที่ดูแข็งแรงขึ้น มีกล้าม เฟิร์มขึ้น
การเลือกทัวร์นาเมนต์เล่น ที่ไม่ตะบี้ตะบันลงแข่งเยอะเกินไป เก็บรักษาสภาพร่างกายของตัวเองให้ดีที่สุด
และเรื่องทัศนคติ ที่เธอบอกว่าโอลิมปิกที่ปารีสคราวนี้ หมดเวลาหาประสบการณ์แล้ว แต่ต้องทำยังไงก็ได้ให้ชนะ
เธอให้สัมภาษณ์ว่า "ถ้าบอกว่าแข่งครั้งนี้ เราแพ้ก็ไม่เป็นไร ก็เก็บเป็นประสบการณ์กันไป คือมันไม่ใช่แล้วค่ะ ประสบการณ์มันมีให้เรามาตั้งแต่สิบกว่าปีที่แล้ว ตอนนี้มันคือ ต้องคิดว่าทำยังไง เราจะไปถึงเป้าหมายให้ได้"
ในขณะที่รัชนกมีความจริงจังในแบบของเธอ แต่ "ความคาดหวัง" จากสังคมนั้น กลับลดลงมาก
ในอดีต ช่วงที่เมย์พีกๆ ทุกคนหวังว่าเธอจะไปถึงเหรียญ ไปถึงเหรียญ ต้องทำให้ได้ ต้องทำให้ได้ แต่คราวนี้ ด้วยอายุของรัชนกที่มากขึ้น ด้วยคู่แข่งคลื่นลูกใหม่ที่ก้าวขึ้นมาหลายคน
และด้วยในรอบ 3 ปี ที่เธอได้แชมป์ BWF World Tour แค่สองรายการเท่านั้น (มาเลเซีย โอเพ่น 2022 และ สเปน มาสเตอร์ส 2024) ทำให้แฟนกีฬา "ปล่อยวาง"
รัชนกไม่ได้ถูกกดดันเหมือนเดิม ทุกคนอยากให้รัชนกเล่นให้สนุกก็พอ กับการลงแข่งขันโอลิมปิกหนที่ 4 และน่าจะเป็นหนสุดท้าย
สำหรับในกีฬาแบดมินตันนั้น การตัดตัวไปโอลิมปิกประเภทหญิงเดี่ยว จะนับเอาคะแนนสะสม ในวันที่ 30 เมษายน 2024 โดย 1 ชาติ จะได้โควต้านักกีฬาแค่ 2 คนเท่านั้น
รัชนกตอนนั้นเป็นมืออันดับสูงสุดของไทย จึงคว้าโควต้าไปครองตามความคาดหมาย
แม้จะได้โควต้าโอลิมปิก แต่เส้นทางของรัชนก ก็เริ่มด้วยความลำบาก นั่นเพราะในการแบ่งสายของโอลิมปิกนั้น ทาง BWF จะเอาคนที่อันดับโลกดีที่สุด ที่ได้โควต้า 13 คนแรก นับจากแรงกิ้งวันที่ 9 กรกฎาคม 2024 เป็น "มือวาง"
แน่นอนว่า มือวาง ก็จะได้เจอกับนักกีฬาที่อ่อนกว่าในรอบแบ่งกลุ่ม
ส่วนคนที่มีแรงกิ้งอยู่ อันดับที่ 14 ลงไป จะไม่ได้เป็นมือวาง แล้วจะเจอกับของแข็งๆ แทน
ในวันที่จับสลาก รัชนกมีอันดับโลกอยู่ที่ 14 จากนักกีฬาทั้งหมดพอดี นั่นทำให้เธอพลาดการเป็นมือวางเป็นครั้งแรก ตั้งแต่เล่นโอลิมปิกมา
และการจับสลาก ก็เหมือนชะตาลิขิต เมื่อเธอถูกจับมาอยู่กลุ่ม E ร่วมกับ ไต้ จื่อ-อิง มือวางอันดับ 3 ของรายการ คนที่ชนะเธอเมื่อโอลิมปิกคราวที่แล้ว ส่วนอีกคนในกลุ่มคือ ลีแอนน์ แทน จากเบลเยี่ยม
เมื่อเห็นผลจับสลาก แฟนแบดมินตันทั่วโลก วิเคราะห์ว่ารัชนก เสร็จไต้ จื่อ-อิงแน่ เหมือนอย่างโอลิมปิกคราวก่อน แต่ในมุมของเมย์กลับเยือกเย็นผิดคาด
เธอโพสต์ว่า "สายก็เป็นใจจริงๆ แต่ยอมรับว่ารอบนี้ต้องอยู่กับใครสักคน เพราะไม่ได้เป็นมือวาง ถ้าคุณอยากทำให้ฝันเป็นจริง ยิ่งยาก ยิ่งท้าทาย"
รัชนกเดินทางมาโอลิมปิก แบบสบายๆ ไร้แรงกดดัน ใครจะไปคิดว่า การเป็นม้านอกสายตา ไม่ได้เป็นมือวาง จะทำให้เธอเล่นได้อย่างมีความสุข และปลดปล่อยความสามารถออกมาได้ขนาดนั้น
ในรอบแบ่งกลุ่มเกมแรก ไต้ จื่อ-อิง เอาชนะ ลีแอนน์ แทน ด้วยสกอร์ 21-15 และ 21-14 ส่วนรัชนกก็ชนะลีแอนน์ แทนได้เหมือนกัน แต่เล่นดีกว่ามาก ถล่มไปด้วยสกอร์ 21-8 และ 21-8
ในที่สุด เมย์ กับ ไต้ จื่อ-อิง คู่ปรับแห่งชีวิต ก็ต้องมาดวลกันในเกมตัดสิน เพื่อหาคนเดียวเท่านั้น ที่จะเข้ารอบน็อกเอาต์
นัดนี้ทั้งสองฝ่ายต่างกดดัน เพราะไต้ จื่อ-อิง ก็ประกาศเอาไว้ว่า นี่คือโอลิมปิกครั้งสุดท้ายของเธอเช่นกัน
การเจอกับไต้ จื่อ-อิง เป็นงานหนักสุดๆ แต่ถ้าชนะได้ รัชนกจะได้โบนัส คือ "ได้บาย" ไม่ต้องแข่งรอบ 16 คนสุดท้าย แต่ไปยืนรอ ในรอบ 8 คนสุดท้ายเลย เพราะตามกฎของโอลิมปิก ผู้ชนะในกลุ่มของมือวางอันดับ 1 2 และ 3 จะได้บายในรอบต่อไป
การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น คราวนี้รัชนก เล่นดีที่สุด เท่าที่เราจะจินตนาการออก ลูกหนัก ลูกเบา เธอมาครบหมด แถมยังนิ่งอีกต่างหาก โดนคู่แข่งรันแต้มรัวๆ ยังไม่ลนลาน ก่อนจะเอาชนะไปได้ในเกมแรก 21-19
ในเกมที่สอง ไต้ จื่อ-อิง ดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด เธอมีรอยแผลที่ศอก และดูมีอาการบาดเจ็บที่เข่าด้วย การเคลื่อนที่ลดประสิทธิภาพลง และรัชนก ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป เธอกดดันหนัก และเก็บทุกเม็ดอย่างละเอียด สุดท้ายก็เอาชนะได้อีก 21-15
นี่คือฟอร์มของเมย์ที่ดีที่สุด หลายคนย้อนกลับไปคิดถึงเมย์ ในร่างทอง ปี 2013 ที่ได้แชมป์โลก
เธอเล่นด้วยความมั่นใจ เล่นอย่างไม่กดดัน และเล่นด้วยความสุข
หลังจบเกม รัชนกร้องไห้ นี่คือการปลดปล่อยจากความทรมาน เมื่อ 3 ปีก่อน ที่เธอแพ้ ไต้ จื่อ-อิง ตกรอบโอลิมปิก คราวนี้ในเวทีเดียวกัน เธอเอาคืนได้ ผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย ไปจุดเดิมที่เคยทำได้อีกครั้ง
อีกก้าวเดียว ขอแค่ชนะอีกหนึ่งเกม เธอจะไปไกล กว่าทุกครั้งที่เคยทำได้ในชีวิต
ที่สำคัญของเรื่องนี้ คือเธอรักษาคำพูดของตัวเองเป็นอย่างดี ที่เคยบอกว่า "จะกลับมาให้ได้" ตอนแพ้ที่โตเกียว ในที่สุด เธอก็กลับมาได้จริงๆ เสียด้วย
รัชนกที่ได้บาย จะได้พัก 2 วันเต็มๆ ได้โอกาสฟื้นฟูร่างกาย และจะกลับมาลงแข่งอีกครั้งในวันที่ 3 กรกฎาคม ถือเป็นการชาร์จแบต ให้กลับมาคืนชีพอีกครั้ง ซึ่งถึงตรงนี้ คู่แข่งจะเป็นใคร เธอก็ไม่หวั่นกลัวอีกแล้ว ถ้าชนะไต้ จื่อ-อิงมาได้ เจอใครก็ได้ทั้งนั้น
สำหรับแฟนๆ กีฬาชาวไทย ก็จะเป็นกำลังใจให้เธอ และคราวนี้ ทุกคนจะเชียร์อย่างเข้าใจ ไม่โยนแรงกดดันอะไรให้อีก ขอให้เมย์ เล่นได้อย่างมีความสุข แค่นั้นก็พอแล้ว
ถ้าได้เหรียญก็ขอบคุณและดีใจ แต่ถ้าไม่ได้ก็ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น
ลองมาคิดดูว่า เมย์ รัชนก อินทนนท์ เธออยู่คู่กับวงการกีฬาไทยมายาวนานมาก ตั้งแต่เอเชียนเกมส์ ที่กวางโจว ปี 2010 มาจนปัจจุบันที่ปารีส ก็ 14 ปีเต็มแล้ว รับใช้ชาติมานานจริงๆ
จากสาวน้อยมหัศจรรย์ อายุ 15 ที่ใครๆ ก็เรียกเธอว่า "น้องเมย์"
จนวันนี้เธออายุ 29 แล้ว จนกลายเป็น "พี่เมย์" ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้นักแบดมินตันรุ่นหลัง หลายร้อย หลายพันคน
สุดท้าย ไม่ว่าผลลัพธ์ในโอลิมปิกจะออกมาเป็นอย่างไร รัชนกจะไปถึงเหรียญหรือไม่ แฟนกีฬาไทยก็จะยอมรับมัน เราจะเชียร์อย่างเข้าใจ
แต่ถ้าให้เลือกได้ ... ก็อยากให้เธอชนะ
เพราะไอดอลตลอดกาลอย่างรัชนก คนที่ล้มกี่ครั้งก็ไม่ยอมแพ้ คนที่ร้องไห้แค่ไหน แต่ก็ยังสู้ต่อ
คนแบบนี้ ไม่ใช่หรือ ที่คู่ควรจะมีเหรียญโอลิมปิก เป็นการตอบแทนถึงความพยายามตลอดช่วงชีวิต
---------------------------
#ถ้าใจบอกว่าใช่แล้วจะอะไร