พระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก พระพุทธศาสนา, พุทธสถาน, วัดซำรู้, Amphoe Nakhon Thai.

เป็นเจ้าภาพถวายปัจจัยสวดอภิธรรมศพคุณโยมทฤษฎี สหวงษ์คืนสุดท้าย และมอบเหรียญพระเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้คุณโยมโบว์สู้ต่อไป
23/01/2016

เป็นเจ้าภาพถวายปัจจัยสวดอภิธรรมศพคุณโยมทฤษฎี สหวงษ์
คืนสุดท้าย และมอบเหรียญพระ
เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้คุณโยมโบว์สู้ต่อไป

15/01/2016
การเข้าถึงพุทธธรรม:ตามปกติคนเรามีโรคอยู่ ๒ ประเภท คือ โรคกายกับโรคใจ โรคกาย เรารักษาด้วยยา หรือด้วยการใช้วิธีรักษาอย่างใ...
13/01/2016

การเข้าถึงพุทธธรรม:
ตามปกติคนเรามีโรคอยู่ ๒ ประเภท คือ
โรคกายกับโรคใจ โรคกาย เรารักษาด้วยยา หรือ
ด้วยการใช้วิธีรักษาอย่างใดอย่างหนึ่งให้หมอรักษา
แต่ยาภายนอกไม่สามารถรักษาโรคใจได้
ส่วนโรคใจ เป็นโรคที่เกิดจากกิเลส คำว่า โรค หรือ
โรคะ เป็นภาษาบาลีแปลว่า ธรรมชาติที่เสียดแทง
ทำให้เป็นทุกข์เมื่อเกิดกิเลสเกิดขึ้นที่ใจ
เป็นโรคที่เกิดจากความรัก ความโกรธ ความหลง
ความอิจฉาพยาบาท มานะ ทิฏฐิ
ความคิดฟุ้งซ่านรำคาญใจ ความลังเลสงสัย
อย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นก็เสียดแทงจิตใจ
ทำให้จิตใจของเรานั้นเป็นทุกข์ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ
นั่งก็เป็นทุกข์ นอนก็เป็นทุกข์ เพราะใจมีโรค
คนที่เป็นโรคใจอยู่ตรงไหนก็ไม่มีความสุข
(เปรียบเหมือนสุนัขขี้เรื้อน จะนั่งจะนอนที่ใด
ก็ไม่มีความสุข) เพราะเหตุว่าใจของบุคคล
เราที่เป็นโรคจะเร่าร้อนกระวนกระวาย
ไม่มีความสงบ ไม่มีความเยือกเย็น
จะต้องใช้ธรรมะเป็นเครื่องแก้ เป็นยารักษาโรคใจ
และธรรมะนี้แหละเป็นที่อยู่ของใจ
ถ้าหากว่าใจของเรามีธรรมะเป็นที่อยู่แล้ว
ใจของเราก็จะสบาย มีความสุข
เพราะฉะนั้นเราจึงต้องสนใจฟังธรรม ปฏิบัติธรรม
สร้างกุศล สร้างบารมี
เพื่อฝึกอบรมจิตใจของตนให้เป็นจิตใจที่สะอาด
สงบ สว่าง ผ่องใส และมีสติปัญญา
รู้เท่าทันความจริงของชีวิต สามารถกำจัดกิเลสได้
ซึ่งการกำจัดกิเลสได้นั้นเป็นการกำจัดรากเหง้า
ของความทุกข์ เพราะว่าจุดมุ่งหมาย
ของการปฏิบัติธรรมนั้นเพื่อกำจัดทุกข์
เพื่อดับความทุกข์ เราก็จะมีความสุขเป็นผล
เนื่องจากจิตของคนเรานี้เป็นธรรมชาติที่ดิ้นรน
กวัดแกว่ง และว่องไว เราจะต้องมีวิธี
ที่จะฝึกอบรมจิตให้เกิดความสะอาด สงบ สว่าง
ผ่องใส การฝึกจิตนี้ได้แก่ การเจริญกรรมฐาน
จิตเป็นธรรมชาติที่เป็นนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม
จึงเป็นสิ่งที่อบรมยาก ฝึกยาก รักษายาก ห้ามยาก
ถ้าหากว่าเราไม่มีบุญบารมีและไม่มีความเพียร
ไม่มีความพยายามในการฝึกอบรมแล้ว
นับว่าเป็นของยากในการที่จะฝึกอบรมจิต
ของเราให้เกิดความสะอาด ความสงบ ความสว่าง
และความผ่องใสได้คุณธรรมที่สำคัญ
ในการที่จะฝึกอบรมจิตนั้น คือ อินทรีย์ ๕ หรือ
พลธรรม ๕ หมายถึง ธรรมที่เป็นใหญ่
หรือธรรมที่เป็นกำลังในการที่จะฝึกจิต ได้แก่
๑) ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความเลื่อมใส ความพอใจ
ในการประพฤติปฏิบัติธรรม
เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เชื่อในพระธรรม
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ได้จริง
มีความเชื่อในแนวทางการปฏิบัติตามคำสอนของ
พระพุทธองค์ว่าแนวทางนี้เป็นทางที่ถูกต้อง
เมื่อมีความเชื่อแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความเพียร
๒) วิริยะ คือ ความเพียร เมื่อมีความเพียร
ในการปฏิบัติเป็นเหตุให้เกิดสติ
๓) สติ คือ ระลึกรู้เท่าทันอารมณ์แห่งกรรมฐาน
มีความว่องไวชำนิชำนาญแล้วสมาธิก็เกิด
๔) สมาธิ หมายถึง จิตที่ตั้งมั่นในอารมณ์แห่งกรรมฐาน
เมื่อมีสมาธิแล้วตัวปัญญาก็เกิด
๕) ปัญญา หมายถึง ความรู้แจ้งในสภาวธรรม
ตามความเป็นจริงสามารถกำจัดกิเลสได้ ดับกิเลสได้

พิธีงานศพกับพระพุทธศาสนาเกี่ยวกันได้อย่างไร?งานศพเป็นงานพิธีที่ทางคณะเจ้าภาพได้จัดขึ้น เพื่อบำเพ็ญกุศลให้ผู้ตายโดยมีพระพ...
10/01/2016

พิธีงานศพกับพระพุทธศาสนาเกี่ยวกันได้อย่างไร?
งานศพเป็นงานพิธีที่ทางคณะเจ้าภาพได้จัดขึ้น
เพื่อบำเพ็ญกุศลให้ผู้ตายโดยมีพระพุทธศาสนา
มาเกี่ยวด้วย เมื่อมีคนตายก็จะนำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศล
ไว้ที่ศาลาเอนกประสงค์ ในบริเวณวัด
แล้วทางคณะเจ้าภาพก็จะอาราธนานิมนต์พระสงฆ์
มาสวดศพให้ พระสงฆ์ก็จะนำบทสวดพระอภิธรรมเจ็ดบท
มาสวด พระสงฆ์ที่นิมนต์มาสวดก็นิมนต์เพียง ๔ รูป ไม่เกิน
หรือน้อยกว่านั้น
แต่ก่อนพระพุทธศาสนายังไม่แผ่มาถึง เมื่อมีคนตายในเวลานั้น
ญาติๆจะนำศพไปฝังที่ป่าแห่งหนึ่งซึ่งไกลออกไปจากบ้าน
๑๐ กิโลเมตร จะไม่ทำพิธีอะไรทั้งสิ้น เมื่อมีคนตายก็นำไปฝัง
ก็จบ แต่เมื่อมีคนตายมากๆเข้า ก็ไปฝังที่ป่าแห่งนั้นที่เดียว
เมื่อมีหลายศพมากๆเข้า ที่ถูกนำไปฝัง จึงกลายเป็น ป่าช้า
พอตกกลางคืนพวกสุนัขก็ไปคุ้ยเขี่ยหลุมศพ แล้วกัดลากศพ
มากิน
แต่พอพระพุทธศาสนาแผ่มาถึงและได้ฟังธรรมเกี่ยวกับ
การให้ทาน และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ตายได้
ดังนั้น ถ้ามีใครตาย ก็จะกราบอาราธนาพระพุทธองค์
พร้อมกับพระภิกษุทั้งหลาย มาที่บ้านฝ่ายทางญาติผู้ตาย
ก็จะนำภัตตาหารมาน้อมถวายแด่พระพุทธองค์และภิกษุ
ทั้งหลาย หลังจากพระพุทธองค์เสวยภัตตาหารเสร็จ
พระพุทธองค์ก็ทรงแสดงธรรมให้เป็นที่ให้ญาติผู้ตาย
คลายความเศร้าโศกลง และกล่าวสัมโมทนีทานให้
เป็นที่ปลื้มปิติในบุญกุศลแล้ว พระพุทธองค์และภิกษุทั้งหลาย
ก็นั่งแผ่เมตตาในบุญกุศลที่ญาติผู้ตายได้สร้างไว้
ส่งไปถึงดวงจิตผู้ตาย ดวงจิตผู้ตายเมื่อได้อนุโมทนาบุญแล้ว
ดวงจิตผู้ตายก็ได้รับบุญกุศลจากญาติ ไปบังเกิดในภพภูมิ
ที่ดี จึงไม่มีการสวดอะไรทั้งสิ้น เมื่อเสร็จพิธี พระพุทธองค์
และภิกษุทั้งหลายก็ลุกจากอาสนะกลับอาราม
นับจากนั้นเป็นต้นมา ชาวพุทธจึงนำศพมาประกอบพิธี
ทางศาสนาพุทธสืบมา จนพิธีงานศพได้ถูกปรับเปลี่ยน
เนื่องจากบรรยากาศในงานศพมันเงียบจนเกินไป
จึงนิมนต์พระภิกษุมาสวดศพให้
ทางคณะสงฆ์จึงนำเอาบทสวดพระอภิธรรม ๗ บท มาสวด
ในงานศพตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และลงท้ายโดยสวดบท
กรวดน้ำยถาฯ สัพพีฯ และกำหนดการตั้งบำเพ็ญกุศลศพ
แล้วแต่ทางคณะเจ้าภาพ ส่วนมากก็ไม่เกิน ๒ คืน ๓ วัน
หรือ ๖ คืน ๗วัน หรือเพียงแค่ ๑ คืน ๒ วัน
ในงานศพจึงมีพิธีการต่างๆมากมาย จนกลายเป็นเรื่อง
ของการอุบประโลกขึ้นมาจนพระภิกษุต้องทำตาม
เหมือนปล่อยไหลไปตามน้ำ โยมเขาว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้น
เพราะขัดใจโยมไม่ได้ เพราะฉะนั้นในงานศพจึงนิมนต์พระมาสวดเพียง ๔ รูปเท่านั้น
ส่วนพระที่เหลือก็ปล่อยให้นั่งทำตาปริบๆ เพราะไม่มีสิทธิ์
เนื่องจากโยมไม่ได้นิมนต์ ดูแล้วก็น่าสงสารพระที่ไม่ได้นิมนต์
ตามธรรมดาถ้าในอารามมีพระจำนวนเท่าไหร่ ทางคณะ
เจ้าภาพต้องนิมนต์พระภิกษุทั้งหมดที่อยู่ในอารามมาสวดศพ
แต่ถ้าเป็นการนิมนต์แบบเจาะจงว่าต้องเอาจำนวน
เท่านั้นเท่านี้ ผลแห่งบุญผู้ตายที่จะรับก็ได้น้อย
แต่ถ้านิมนต์แบบไม่เจาะจง พระที่อยู่ในอารามมีจำนวนเท่าไหร่
ก็นินมต์เท่านั้น ผลแห่งบุญก็จะมีอานิสงส์มากแก่ผู้ตายและแก่ญาติของผู้ตาย

การเข้าถึงพุทธธรรม:การมีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมระวังทวารทั้ง ๖ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ต้องให้งดการดู การฟังที่นอกเ...
06/01/2016

การเข้าถึงพุทธธรรม:
การมีสติสัมปชัญญะ มีการสำรวมระวังทวารทั้ง ๖ คือ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ต้องให้งดการดู การฟัง
ที่นอกเรื่องนอกราวให้หมด จิตนี้จึงจะสงบได้ ว่างได้
แล้วทำให้รู้สึกได้ว่า ทุกข์โทษทั้งหลายนั้นดับสลายตัวไป
คือไม่มีการก่อเกิดขึ้นมาปรุงแต่งให้จิตใจเร่าร้อนเศร้าหมอง
เพราะฉะนั้นจิตที่มีสติเป็นพี่เลี้ยงนี้
ย่อมมีคุณมีประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าจะมีการเผลอไปบ้างโดยไปปรุงคิดหรือยึดถืออะไรขึ้นมา
เมื่อมีการรู้เท่าทันก็ย่อมปล่อยวางออกไปได้
นี่ทำให้เห็นประโยชน์ของการอบรมให้มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ
เพราะว่าการที่ได้ควบคุมทางอายตนะผัสสะ
พร้อมทั้งมีสติรู้ทุกอิริยาบถนั้นทำให้ตัดทอนกำลังของกิเลสได้
จิตนี้ถ้ามีสติเป็นเครื่องรู้อยู่ประกอบกับการพิจารณาอยู่ด้วย
แล้วมันก็จะไม่ท่องเที่ยวไปไกล
คือว่ามันจะมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ มีจิตสงบ
สมเด็จพระศาสดาจึงตรัสเทศนาสรรเสริญความสงบจิต
ความเข้าไปสงบจิตเป็นยอดคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อจิตสงบ กาย และวาจา ก็สงบ
เมื่อกายวาจาสงบก็เป็นศีลสังวรเสร็จอยู่ที่ใจสงบเท่านั้น
เมื่อรักษาจิตให้สงบแล้วก็บริบูรณ์พร้อมทั้งศีล สมาธิ ปัญญา
คือ เมื่อไม่มีปัญญาจิตก็ไม่สงบ เมื่อปัญญาทำให้จิตสงบได้แล้ว ศีล สมาธิ
ก็บริบูรณ์ขึ้นในขณะนั้นนั่นเอง
การฝึกจิต ชีวิตของคนเราต้องอาศัย ปัจจัย ๔ คือ
ในส่วนร่างกาย อาศัยปัจจัย ๔ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม
ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค จึงจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้
การอาศัยปัจจัย ๔ เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้นั้น
เป็นส่วนของร่างกาย แต่ชีวิตของเรายังมีส่วน
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ส่วน จิตใจ
จิตใจนี้เป็นส่วนสำคัญมาก เราจะสุขจะทุกข์ จะดีจะชั่ว
จะไปเกิดเป็นอะไรก็ที่ใจ และจิตใจของเรานี้
ถ้าขาดปัจจัยก็จะมีความทุกข์ ความเดือดร้อน
เป็นเหตุให้สร้างกรรมชั่ว เพราะฉะนั้นเราจะต้อง
อบรมจิตใจของเราให้เป็นจิตใจที่ดี
เราจะต้องหาสิ่งบำรุงความสุขให้แก่จิตใจเช่นเดียวกับร่างกาย
นั้นคือ ธรรมะ หรือ บุญกุศล
ก็มีความจำเป็นแก่ชีวิตของเราในส่วนของจิตใจ
ถ้าบุคคลใดไม่สนใจในการสร้างกุศล ในการปฏิบัติธรรม
ในการอบรมจิตใจของตนให้เกิดความสะอาด ความสงบ
ความสว่าง ให้เกิดสติปัญญาแล้ว บุคคลนั้นจะ รู้จักชีวิต
ของตนเพียงซีกเดียว คือในส่วนร่างกาย
และจะมีความสุขแต่เพียงซีกเดียว
คือ ในส่วนของร่างกายเท่านั้น ในส่วนจิตใจหามีความสุขไม่
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงสละราชสมบัติ
อันเป็นความสุขทางกายออกบรรพชาแสวงหาโมกขธรรม
อันเป็นความสุขทางด้านจิตใจ
เมื่อพระองค์ทรงพบความสุขที่แท้จริงแล้ว
จึงได้ทรงนำหลักธรรมนั้นมาสั่งสอนแก่ชาวโลก
ให้ประพฤติปฏิบัติตาม อบรมจิตใจของตนให้สะอาด
สงบ สว่าง ผ่องใส บุคคลนั้น
ก็จะได้รับสันติสุขอันเป็นความสุขที่แท้จริง ดังนั้น
ผู้มีปัญญาจึงไม่หลงใหลในการแสวงหา
ความสุขในทางร่างกายแต่เพียงอย่างเดียว
เพราะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
เป็นสิ่งที่ช่วยบรรเทาความทุกข์ได้ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นเอง
ความสุขที่เกิดจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ได้แก่
การดูรูปทางตา การฟังเสียงทางหู การรู้กลิ่นทางจมูก
การรู้รสทางลิ้น การรู้สัมผัสทางกาย ที่เกิดความพอใจ
ดีใจ ความสุขเหล่านี้ ไม่ใช่ความสุขที่ถาวร
ทำให้เกิดความเพลิดเพลินพอใจไปชั่วขณะหนึ่งๆเท่านั้น
หาได้มีความสุขที่ยั่งยืนไม่ ไม่เป็นความสุขที่แท้จริงเลย
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ชีวิตของเรานั้นไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ประกอบด้วยความเกิด
ความแก่ ความเจ็บ และความตาย
สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เป็นความทุกข์ ฉะนั้น
เราจึงควรแสวงหาความสุขทางด้านจิตใจโดยการฟังธรรม
สนใจสร้างกุศลบารมี สนใจในการประพฤติปฏิบัติธรรม
เป็นการให้ปัจจัยแก่จิตใจ คือ ธรรมะ นี้เป็นอาหารใจด้วย
เป็นเครื่องประดับใจด้วย เป็นยารักษาใจด้วย

การเข้าถึงพุทธธรรม:การฝึกสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่นและมีความสงบตามปกติจิตเป็นธรรมชาติที่ดิ้นรน กวัดแกว่งชอบไหลไปสู่อ...
05/01/2016

การเข้าถึงพุทธธรรม:
การฝึกสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่นและมีความสงบ
ตามปกติจิตเป็นธรรมชาติที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง
ชอบไหลไปสู่อารมณ์ที่ต่ำ ห้ามยาก รักษายาก ดังนั้น
จิตใจที่มีการฝึกที่ดีย่อมให้ประโยชน์อย่างมากมาย
ดังพระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า "จิตที่ฝึกดีแล้ว
ย่อมนำความสุขมาให้ และการฝึกจิตให้ดี
ย่อมสำเร็จประโยชน์" เป็นต้น
อย่างที่ทราบกันว่า จิตที่ฝึกดีแล้วย่อมมีคุณค่ามหาศาล
ดังเช่น พระพุทธองค์ และ พระอริยสาวกได้เปลี่ยน
ภาวะจากปุถุชนมาเป็นพระอริยบุคคล
จนเป็นที่กราบไหว้เคารพนับถือของคนทั้งหลาย
และท่านยังได้ทำประโยชน์สั่งสอนคนทั่วโลก
อย่างกว้างขวางเหลือประมาณเพราะพระองค์
และพระสาวกได้ผ่านการฝึกจิตมาแล้วด้วยดี
จิตที่เราฝึกดีแล้วย่อมเป็นประโยชน์
แก่การประกอบอาชืพทุกอย่าง
ทำให้รู้จักทำงานด้วยความรอบคอบ ไม่หุนหันพลันแล่น
เป็นคนมีเหตุผลและได้รับความสุข
ตามสมควรแก่ฐานะของตน
อย่างไรก็ตามในการฝึกจิตก็ต้องมีสติมาก่อน
จะได้กล่าวถึง การฝึกสติ ดังต่อไปนี้
การฝึกสติ จิตที่ถูกปรุงสับสนวุ่นวายนี้
มันทุกข์ทรมานอยู่ในความวุ่นวาย
หรือในความเกิดดับปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา
มันควรจะหยุดรู้ตัวมันเองเสียบ้าง
ในการฝึกจิตจะกำหนดอยู่ที่รูปก็ได้
จะพิจารณาเวทนาก็ได้ เพราะ จิตที่มีสติ
เป็นเครื่องกำหนดให้รู้นี้
เป็นการจับเอาตัวจิตให้มาหยุดรู้ตัวเองให้ชัดเจนขึ้น
ถ้าจะดูตัวจิตล้วนๆ ก็มีประโยชน์มากเหมือนกัน
ดูความรูัสึกเฉพาะตัวมันที่รู้สึกอะไรขึ้นมาแล้วก็ดับไป
จะไปห้ามไม่ให้มีความรู้สึกไม่ได้
เป็นแต่ว่าพอมีความรู้สึกอะไรขึ้นมา
ก็มองเห็นความดับอยู่ในตัวมันเองอย่างช้าๆ
เอาไว้มากๆ แล้วจิตจะมีการหยุดดู หรือสงบลงไปได้
จิตที่มีความสงบตามธรรมชาติมันจะปล่อยวางได้
การพิจารณาจิตในจิต คือ
อย่าให้จิตไปมีความยึดถืออะไรขึ้นมา
จิตก็จะไม่เศร้าหมองเรียกว่า ผ่องใส
หรือถ้ายังไม่ผ่องใสก็เพียงแต่เป็นปกติ
เป็นกลาง วางเฉย การมีสติประคองจิต รู้จิตอยู่นี่
ขณะเดินก็เดินด้วยสติ เดินไป เดินมา จิตก็สงบเป็นปกติ
มันจะเผลอแวบไปคิดอะไร ก็ในระยะสั้นๆ
อย่าให้มันจับเรื่องปรุงแต่ง อย่าเอาตาออกไปข้างนอก
ต้องสำรวมตาด้วย ต้องหัดทุกอิริยาบถให้ได้
เช่นในขณะนั่ง ขณะยืน ขณะเดิน หรือ ขณะนอน
นอนด้วยการมีสติ ตื่นก็ตื่นด้วยการมีสติ
ในการกินก็ต้องพิจารณากินโดยจิตใจที่เป็นกลาง
ไม่ได้กินเพื่อเอร็ดอร่อย จะรสอะไรก็ได้
ต้องให้เป็นผู้เลี้ยงง่าย ในชีวิตประจำวันก็พยายาม
ให้มีสติอยู่เรื่อยๆ ถ้ามันเผลอเมื่อไร
ก็พยายามที่จะดึงกลับมาทันที
อย่าให้มันปรุงไหลไปเรื่อยๆ หลักของสติที่หยุดดู
หยุดรู้ พิจารณาเห็นเกิดดับอยู่เป็นประจำ
ขณะที่นั่งภาวนา ถ้าเผลอสติ ต้องพิจารณาสัญญา
(ความจำ) จำแล้วก็เอามาคิด คิดว่าสังขารเข้ามาปรุง
ถ้าจะระงับความคิด ก็ต้องกำหนดสติรู้
พอสัญญาใดเกิดขึ้น รู้สัญญานั้น ดับสัญญานั้น
อย่าไปยึดถือ เกิดที่ไหนดับที่นั่น เกิดที่ตาก็ดับที่ตา
อย่าไปยึดถือมัน ให้มันผ่อนคลายไป
ที่จริงมันมีแต่รูปกับนาม เกิดดับ เกิดดับ อยู่เท่านั้น
เรียกว่า ปัจจุบันธรรม เป็นกฏของธรรมชาติ
ความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ที่เกิดดับ
การมีสติเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจนี้
ทำให้ความทุกข์เบาบางลง ไม่ว่าจะมีการกระทำอะไร
จะต้องกระทำด้วยการมีสติเป็นเครื่องคุ้มครองจิตใจ
อยู่ทุกอิริยาบถ นี่เป็นลักษณะของผู้ปฏิบัติธรรม
ที่มีการคุ้มครองจิตใจของตัวเองได้
แล้วก็ทำในสิ่งที่ควรทำตามสมควรได้
ผลประโยชน์ก็คือจิตนี้จะไม่มีกิเลสเข้ามาปรุง
หรือว่าจะไม่มีการยึดมั่นถือมั่นขึ้นมามากเกินไป
แล้วก็ทำให้จิตใจนี้มีความว่าง มีความเยือกเย็นได้ตามสมควร
แต่ต้องระวังให้ดีคือ กิเลสนี้มีอยู่รอบข้าง
มันจะมาปรุงแต่งจิตให้ไขว้เขวหันเหไปแล้ว
ก็จะไปทำตามมันเข้า เมื่อเป็นเช่นนี้
ต้องหยุดด้วยการมีสติปัญญาเป็นเครื่องรู้
เป็นเครื่องละอยู่ในตัวตามปกติที่ยังไม่มีการกระทบอะไร
จิตก็ยังวางเฉยได้ แต่ถ้ามีการกระทบผัสสะ
ชนิดที่จะให้เกิดความพอใจหรือไม่พอใจขึ้นมาแล้ว
ก็พร้อมที่จะมีการยึดมั่นและมีความทุกข์เดือดร้อน
เกิดขึ้นโดยง่ายดายเหมือนกัน
ฉะนั้นการควบคุมจิตให้มีสติอยู่เป็นประจำนี้
มันทำให้ดับและทำลายกิเลสหรือทุกข์
ที่จะเกิดขึ้นเพราะการกระทบผัสสะได้
แล้วก็พิจารณาให้รู้ว่า ผัสสะทุกชนิดนี้มันก็เป็นของธรรมดา
ถ้าเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นเข้าก็ไม่มีเรื่องอะไร
เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตามธรรมดาของมันเท่านั้นเอง
เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้แล้ว ก็มีสติคุ้มครองได้รอบด้านไปหมด

การเข้าถึงพุทธธรรม: การทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์โดยทั่วไปเข้าใจกันว่า ศีล คือ ระเบียบควบคุมรักษากายวาจา ใจ ให้เรียบร้...
04/01/2016

การเข้าถึงพุทธธรรม:
การทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
โดยทั่วไปเข้าใจกันว่า ศีล คือ ระเบียบควบคุมรักษากาย
วาจา ใจ ให้เรียบร้อย (ศีล มีทั้งของชาวบ้าน
และของนักบวช) แต่ที่สำคัญแล้วมีอย่างเดียว คือ
เจตนา มีสติระลึกได้อยู่เสมอ เพื่อควบคุมจิตใจ
ให้รู้จักละอายต่อการทำความชั่วเสียหาย
และรู้สึกตัวกลัวผลของความชั่วจะตามมา
พยายามรักษาจิตใจให้อยู่ในแนวทาง
ของการปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็เป็นศีลอย่างดีอยู่แล้ว
ถ้าศีลไม่บริสุทธิ์เพราะ กาย วาจา สกปรก
ก็มีผลทำจิตใจเศร้าหมอง เป็นผลเสียขัดขวางต่อการ
ปฏิบัติธรรมและเป็นเครื่องปิดกั้นจิตใจ
ไม่ให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ต้องการ
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจิตใจที่ฝึกฝนอบรมมาอย่างดีหรือไม่
เพราะใจเป็นผู้สั่งให้พูดให้ทำมีความสำคัญมาก
ดังนั้น จึงควรต้องฝึกจิตใจกันต่อไป

ที่อยู่

วัดซำรู้
Amphoe Nakhon Thai
65120

เบอร์โทรศัพท์

+66936465342

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ พระพุทธศาสนาผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท