วัดสำโรง พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน อุทยานการศึกษา แหล่งมัจฉานานาพันธุ์
วัดสำโรง เป็นวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่เลขที่ ๒๑ หมู่ที่ ๓ ตำบลวัดสำโรง อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม
วัดสำโรง ปรากฏหลักฐานตามทะเบียนวัด ตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๓ เดิมชื่อว่า วัดสามโรง เพราะที่ตั้งวัดมีต้นสำโรงขึ้นอยู่ในบริเวณที่ตั้งวัด กอปรกับชาวบ้านแถบนั้นได้ช่วยกันสร้างโรงขึ้นมาสามหลัง เพราะสถานที่นี้ได้มีพระภิกษุมา
ปักกลดอาศัยปฏิบัติธรรมอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาชาวบ้านแถบนี้เห็นว่าสถานที่ตั้งนี้สมควรเป็นที่ตั้งวัด ปู่ดำ ซึ่งเป็นเจ้าของที่ จึงได้ถวายที่ตรงนี้ให้เป็นที่ตั้งวัด และชาวบ้านพร้อมใจกันไปอาราธนา พระภิกษุนุช ซึ่งอยู่วัดตรงกันข้าม คือ วัดลานตากฟ้า มาเป็นเจ้าอาวาส ปู่ดำซึ่งเป็นเจ้าของที่ก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุ และได้ช่วยพระภิกษุนุช พัฒนาสิ่งก่อสร้าง เช่น กุฏิสงฆ์ ศาลาดิน และอุโบสถหลังเล็กๆ พอจะใช้ในการทำสังฆกรรมได้ ชาวบ้านแถบนี้ ได้ตั้งชื่อเรียกวัดนี้ว่า “วัดสามโรง”
กาลต่อมา วัดสามโรง ได้เจริญขึ้นมาตามลำดับ เพราะชาวบ้านมีจิตศรัทธาเลื่อมใสต่อพระภิกษุนุชมาก และได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ให้การอุปสมบทกุลบุตรในแถบนี้ และชาวบ้านวัดสามโรงได้เห็นตรงกันว่า ให้เปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่เพื่อให้ตรงกับบริเวณพื้นที่ซึ่งมีต้นสำโรงขึ้นอยู่ในบริเวณวัดด้วย ด้วยสาเหตุดังกล่าวนี้ จึงทำให้ชื่อของวัดเปลี่ยนจาก วัดสามโรง มาเป็น วัดสำโรง ถึงปัจจุบันนี้
ลักษณะพื้นที่ทั่วไป บริเวณวัดสมัยก่อนเป็นที่ราบลุ่ม เพราะวัดติดอยู่กับเแม่น้ำท่าจีน เดิมผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณนี้มีอาชีพทำสวนกล้วยบ้าง ปลูกเผือก ปลูกมัน ส่วนบริเวณหลังวัดทางทิศตะวันตกจะเป็นที่ดอนและเป็นที่รกร้างอยู่มาก จะมีทำนาบ้างเป็นบางพื้นที่เพราะเป็นที่ดอน จะมีป่าไผ่และป่าสะแกขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก
การสร้างและพัฒนาวัด ครั้งนั้น ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๔๓ เข้าใจว่าคงยังไม่มีการก่อสร้างอุโบสถ พระภิกษุนุช ซึ่งได้รับอาราธนามาจากวัดลานตากฟ้า จึงได้ชวนชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาทั่วไปร่วมก่อสร้างสิ่งที่จำเป็นก่อน เช่น ที่พักสงฆ์ ศาลาดินซึ่งเป็นที่ทำบุญใส่บาตร และต่อมาจึงสร้างอุโบสถขึ้น ลักษณะทรงไทยโบราณ หลังเล็กๆ ก่อด้วยอิฐถือปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาแผ่นเล็กๆ ไม่มีช่อฟ้า พอจะอุปสมบทกุลบุตรได้
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๓ พระภิกษุพูน อินทโชโต ได้รับอาราธนามาจากวัดแค ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดสำโรง ได้ชักชวนชาวบ้านซื้อที่ดินใหม่อีกแปลงหนึ่งเพื่อขยายวัดให้กว้างขึ้น ครั้นประมาณ พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้ทำการรื้ออุโบสถหลังเก่าออก และทำการสร้างอุโบสถหลังใหม่ตรงที่เดิม เป็นลักษณะทรงไทย คอนกรีตทั้งหลัง ก่ออิฐถือปูนไม่มีลวดลายมากนัก หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ใช้เวลาก่อสร้างประมาณหนึ่งปีจึงสำเร็จ สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งหมด ๔๐,๐๐๐ บาทเศษ และทำการผูกพัทธสีมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ ภายหลังเจ้าอาวาสรูปต่อๆ มา ก็ได้บูรณะซ่อมแซมเสนาสนะตามลำดับ ตลอดถึงก่อสร้างถาวรวัตถุเพิ่มเติม เช่น วิหารบูรพาจารย์ หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ ศาลาธรรมสังเวช เป็นต้น และจัดให้มีการสอนพระปริยัติธรรมทั้งนักธรรมและธรรมศึกษา และปฏิรูปการบริหารจัดการวัดในด้านอื่น ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฏมหาเถรสมาคม