Vacharadham - วัชรธรรมสถาน

Vacharadham - วัชรธรรมสถาน สถานปฏิบัติธรรมวัชรธรรมสถาน มูลนิธิดวงแก้วในพระสังฆราชูปถัมภ์

กิจกรรม สาธารณะกุศล เผยแผ่พระพุทธศาสนา
วัชรธรรมสถาน- สถานปฏิบัติธรรมสายวัดป่ากรรมฐาน พ่อแม่ครูอาจารย์สายหลวงปู่มั่น
วัดป่าบัวแก้ว - วัดป่ากรรมฐานสร้างเพื่อการระลึกถึงพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว
และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาส84พระชันษา
การร่วมสนับสนุนโครงการ
1. เช็คหรือธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “มูลนิธิดวงแก้ว” ปณ.สมุทรปราการ จ่าหน้าซองถึง
พล.ร.ต. นพ. ดร. ปิโยรส ปรียานนท์ รน.
เลขที่ 1/1 ซ.23 กันตะบุตร ถ.สุขุมวิท ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270
2. ร่วมบริจาคผ่านทาง ธนาคารทหารไทย
2.1 ชื่อบัญชี “วัชรธรรมสถาน” เลขที่ 040-2-33624-2 สาขา รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า
เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาส่งหลักฐานการโอนมาที่
Email: [email protected] หรือ ที่โทรสาร 02-049-7184
3. ประสานงานสนับสนุนโครงการ โทร.085-1239952 และ 081-8755588

ธรรมะ​จาก​พระ​โอษฐ์​:  ธรรม​ของ​สัตตบุรุษ​7 (คนดี​7​ประการ)​
15/08/2026

ธรรมะ​จาก​พระ​โอษฐ์​: ธรรม​ของ​สัตตบุรุษ​7 (คนดี​7​ประการ)​

This stream is created with

ธรรมะ​จาก​พระ​โอษฐ์​คารวะ 6
15/08/2026

ธรรมะ​จาก​พระ​โอษฐ์​
คารวะ 6

This stream is created with

มูลนิธิ​ดวงแก้ว​ใน​พระสังฆ​ราชูปถัมภ์​ขเรียน​เชิญ​ร่วมทำบุญ​ถวายผ้าอาบ​น้ำฝน​และปัจจัยไทยธรรม​28 ก.ค. 69วัดธรรมสถิตวัดมา...
29/06/2026

มูลนิธิ​ดวงแก้ว​ใน​พระสังฆ​ราชูปถัมภ์​ขเรียน​เชิญ​ร่วมทำบุญ​ถวายผ้าอาบ​น้ำฝน​และปัจจัยไทยธรรม​

28 ก.ค. 69
วัดธรรมสถิต
วัดมาบจันทร์
สำนักสงฆ์เขาสิงห์
วัดทรายงาม
สำนักสงฆ์สุขแสงธรรม
วัดเขาคิชฌกูฏภาวนาราม

29 ก.ค.
วัดเขาคิชฌกูฏภาวนาราม
วัดป่าสิริจันโท
วัดพิชัยพัฒนาราม (เขาน้อยสามผาน)​
วัดโพธิญาณรังสี
วัดป่าอัมพโรภาวนาราม
สำนักสงฆ์น้ำโจน

30 ก.ค.
สำนักสงฆ์น้ำโจน
วัดถ้ำประทุน
วัดสวนพระพฤกษ์​
วัดปาลิไลยวัน
วัดโสธรวราราม

เจ้าภาพถวายผ้าอาบน้ำฝนและไทยธรรม​ 5,000​ ​บ.
เจ้าภาพภวายปัจจัย​ 4,000​ บาท
ร่วมบุญ​ได้ที่​ ธ.ทหารไทยธนชาต
เลขที่​ 040-2-33624-2
ติดต่อร่วมเป็น​เจ้าภาพ​, ร่วมเดินทาง​ line ​ID​: dkf33

25  มิย. 69  เชิญร่วมกิจกรรม ถวายผ้าอาบนำฝน💕 ผ้าอาบ (ผ้าวัสสิกสาฎก) ❣          🔴ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งในเวลาอา...
25/06/2026

25 มิย. 69 เชิญร่วมกิจกรรม ถวายผ้าอาบนำฝน💕

ผ้าอาบ (ผ้าวัสสิกสาฎก) ❣
🔴ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝนหรืออาบน้ำทั่วไป ผ้าอาบแบบนี้จะทำมาจากผ้าดิบ มาย้อมด้วยสีดินแดง ซึ่งตามพระวินัยแล้วจะไม่ให้ย้อมเป็นสีจีวร มีความกว้างประมาณ 1 หลา ยาว 2 หลา พับและเย็บริมกันผ้ายุ่ย ข้อดีของผ้าอาบน้ำฝน คือ มีความทนทาน เนื้อผ้า ไม่บาง นุ่งห่มแล้วไม่โป๊ นอกจากพระป่าจะใช้ผ้าชนิดนี้นุ่งสรงน้ำแล้ว ก็ยังใช้นุ่งในเวลาทำข้อวัตรแทนสบง เพราะเป็นการรักษาสบง เพราะการทำข้อวัตร ได้แก่ การกวาดลานวัด ตักน้ำ ทำความสะอาดวัด ผ่าฟืน จนไปถึงการทำงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่ต้องเสี่ยงกับความสกปรก อาจเลอะสบง การนุ่งซ้อนกับสบงเพื่อไว้เป็นซับใน คลุมตักในเวลาฉันกันจีวรเลอะ เป็นผ้าเช็ดบาตร เป็นต้น ซึ่ง ผ้าอาบน้ำฝน นอกจากพระสงฆ์จะใช้ในช่วงเข้าพรรษาแล้ว ภายหลังจากออกพรรษา พระท่านจะถอนผ้าให้เป็นผ้าบังสุกุลก่อน แล้วจึงอธิษฐานผ้าใหม่ให้เป็นผ้าบริขาร เพื่อจะใช้ผ้านั้นได้ตลอดไป หรือ ถ้าหากท่านใดจะถวายนอกฤดูถวายผ้าอาบน้ำฝน ก็พึงถวายเป็นผ้าบังสุกุลก็ได้เช่นกัน

การถวายผ้าอาบน้ำฝน 💖
ทางมูลนิธิดวงแก้วกระทำกันมาเป็นประจำทุกๆปีเพื่อไปกราบทำวัตร- สามีจิกรรม ต่อพ่อแม่ครูบาอาจารย์ รับฟังธรรมโอวาทท่านมาปฎิบัติภาวนากันตลอดพรรษานี้ เรายังได้ไปช่วยแบ่งเบาภาระท่านเรื่องเสนาสนะต่างๆที่อาจยังไม่พร้อมสำหรับสงฆ์และเรื่องสุขภาพของพระสงฆ์ที่จำเข้าจำพรรษาว่าจำเป็นต้องใช้โอสถใดหรือจำเป็นต้องเข้ารักษาดูแลสุขภาพเช่นไรจึงเหมาะสมครับ ปีนี้เราไปกันประมาณ22วัดพักภาวนาในวัดพ่อแม่ครูอาจารย์ครับ ระหว่าง 28-29-30 ก.ค. 2569 นี้ ครับ💕

คำถวายผ้าอาบน้ำฝน🙏
อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ,
ภิกขุสีละวันตัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุ สีละวันโต,
อิมานิ วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคันหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ, นิพพานะปัจจะโยโหตุ.
🙏คำแปล
ข้าแต่พระภิกษุผู้ทรงศีลผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย,
ขอน้อมถวาย,ผ้าอาบน้ำฝน-กับบริวารทั้งหลายเหล่านี้,
แด่ท่านผู้ทรงศีล,ขอพระภิกษุผู้ทรงศีลโปรดรับ,
ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย, เพื่อประโยชน์,และความสุข,แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน และเป็นปัจจัย-แห่งพระนิพพานด้วยเทอญ.❣️

🔴ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน
เป็นประเพณีมาตั้งแต่โบราณกาล ในครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ไปจนถึงเดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ และทรงอนุญาตนุ่งหุ่มได้ตั้งแต่ แรม 1 ค่ำเดือน 8 ไป และห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสวงหาผ้านุ่งห่มเลยไปจากทรงอนุญาตไว้ : ฐิตรโส

✨😊 เรียนเชิญร่วมบุญผ่านทาง ธนาคารทหารไทยธนชาต 😊✨
ชื่อบัญชี “วัชรธรรมสถาน” เลขที่ 040-2-33624-2

🔴สอบถามรายละเอียด - ร่วมบุญ - ร่วมไทยธรรม ที่ Line id: dkf33
กรณี ขอร่วมไทยธรรม กรุณส่งที่ มูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์
1/1 ซอย เทศบาล 23 ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ สมุทรปราการ 10270 🔴 ภายในวันศุกร์ที่ 17 กค. 69 🔴นะครับ

#ผ้าอาบน้ำฝน #มูลนิธิดวงแก้ว #ร่วมไทยธรรม

วันเสาร์ที่ 23 พฤษาคม 2569 นี้🔴เรียนเชิญร่วมฟังธรรมบรรยาย   "ธรรมะจากพระโอษฐ์"           🔴 "เรื่อง ธรรมศึกษา " ณ อุโบสถ ...
22/05/2026

วันเสาร์ที่ 23 พฤษาคม 2569 นี้
🔴เรียนเชิญร่วมฟังธรรมบรรยาย "ธรรมะจากพระโอษฐ์"
🔴 "เรื่อง ธรรมศึกษา "
ณ อุโบสถ วัดฉิมทยกาวาส
268 ถนนพรานนก แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย
ตรงข้ามตลาดศาลาโรงน้ำร้อน หลังหอพักแปดไร่ รพ.ศิริราช
กรุงเทพมหานคร 10700. โทรศัพท์. 0-2848-9337.
โดย ท่านเจ้าอาวาส พระอาจารย์มหาบูรณะ ชาตเมโธ
ระหว่างเวลา 08.00น.-11.00น.🔴

แจ้งข่าวการละสังขารองค์หลวงปู่หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม วัด​ป่า​สีห์​พนม​ประชา​ราม​ อ.สว่าง​แดนดิน​ จ.สกลนคร ละสังขารด้วย...
06/05/2026

แจ้งข่าวการละสังขารองค์หลวงปู่
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม วัด​ป่า​สีห์​พนม​ประชา​ราม​ อ.สว่าง​แดนดิน​ จ.สกลนคร ละสังขารด้วยอาการสงบ เมื่อเวลา ๐๗.๔๐ น. ตรงกับวันพุธที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙

"..หมดทั้งโลก​ ทั้งสงสาร
ทั้งใกล้ทั้งไกล​ ทั้งคนยากจนเข็ญใจ
ไร้ทรัพย์อัปปัญญา​ ทั้งคนร่ำรวย
ที่เขาสมมุติเรียกกันอยู่ในโลก
สรุปแล้วทุกข์ก็เสมอกัน
มีมากมีน้อย​ ก็ทุกข์เท่ากัน

เว้นแต่ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า​
จะไม่เสมอกัน​
ผู้มีธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
ฝังอยู่ในดวงจิตดวงใจ
ผู้มีน้อย​ สุขน้อย
มีพอปานกลาง​ สุขพอปานกลาง
มีมาก​ สุขมาก​ ไม่เหมือนกัน
ธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นของเย็น
ของเบา​ ของสบาย​ ไม่ใช่ของหนัก.."
โอวาทธรรมหลวง​ปู่​บุญ​มา​ คมฺภีรธมฺโม

#น้อมกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
มหาเถเร ปะมาเทนะ ทวาระตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต

ลูกกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม หากมีสิ่งใดใดที่ลูกหลานเคยประมาทพลาดพลั้งไป ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ด้วยความขาดสติรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน หรือในอนาคตก็ดี ขอพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม โปรดอโหสิกรรม งดโทษให้แก่ลูกหลานด้วยเทอญ

"..ถ้ามาเกิดอีก กว่าจะรู้ตัว กว่าจะรู้เดียงสา มันกินเวลาไปกี่เดือน กี่ปี มาเสียเวลาอยู่ในครรภ์มารดาอีก ๙ เดือน ๑๐ เดือน กว่าจะคลอดออกมา พอคลอดออกมาแล้ว กว่าจะนึกจะคิดได้ก็ ๑๕ - ๑๖ ปี และกว่าจะมีผู้มาชี้มาแนะบอกทางให้ กว่าจะมีผู้มาสอน และสอนแล้วกว่าตัวเองจะรับได้ และกว่าจะมาตั้งใจเจริญเมตตาภาวนาอีก มันเสียเวลาไปเท่าไร

เพราะฉะนั้น เมื่อเวลารู้เนื้อรู้ตัวแล้ว ก็รีบกระทำบำเพ็ญ ถ้ามันเป็นไปได้ ก็ให้มันเป็นในชาติปัจจุบันนี้ล่ะ มันดีที่สุดแล้ว ให้มันผ่านให้มันพ้นไปจากความทุกข์ ความเจ็บ ความปวด ความเกิด ความตายนี่ล่ะ ให้มันผ่านมันพ้นพวกนี้ไป.."
โอวาทธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม

#ชีวประวัติปฏิปทา
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม ท่านถือกำเนิดตรงกับวันจันทร์ที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๗๑ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะโรง ณ บ้านขาม ต.ค้อใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร บิดาท่านชื่อ นายเข่ง ธิอัมพร มารดาท่านชื่อ นางชาดา ธิอัมพร สำหรับบิดาของหลวงปู่บุญมา ภายหลังได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบรูปหนึ่ง มีชื่อและฉายาตามพระพุทธศาสนาว่า “หลวงปู่เข่ง โฆสธัมโม” ขณะนั้นหลวงปู่บุญมาได้พรรษาที่ ๑๐ แล้ว จากนั้นจึงได้ออกธุดงค์ไปในที่ต่างๆ และบั้นปลายชีวิตหลวงปู่เข่ง ท่านได้มาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่บุญมา ที่วัดป่าสีห์พนมประชาคม จ.สกลนคร และได้มรณภาพลงเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.๒๕๓๗ ขณะมีอายุได้ ๙๐ ปี พรรษา ๓๓

ชีวิตในวัยเด็กของหลวงปู่บุญมา ท่านได้เรียนจนจบชั้นประถมบริบูรณ์ แล้วได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพทำนา เมื่อ อายุได้ ๑๗-๑๘ ปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรศึกษาธรรมอยู่ได้ ๑ พรรษา ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๘๔-๒๔๘๘) หลังจากสึกออกมาช่วยบิดามารดาทำนานั้น ในใจท่านก็คิดเสมอว่า “ถ้ามีโอกาสเมื่อไร ก็จะรักษาศีลอุโบสถเมื่อนั้น” ท่านปฏิบัติอยู่อย่างนี้ จนเป็นที่เลื่องลือของผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านว่า ทำไมเด็กหนุ่มนี้จึงมีอุปนิสัยแตกต่างจากคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ที่หันเหมาทางพระพุทธศาสนา เข้าวัดเข้าวารักษาศีลอุโบสถเหมือนคนเฒ่าคนแก่

หลวงปู่บุญมา ท่านได้เล่าถึงชีวิตเมื่อวัยหนุ่มว่า “เมื่อเข้าหาครูบาอาจารย์ท่านก็เทศน์ให้ฟัง ในเรื่องอานิสงส์ในการรักษาศีล ๕ และทุกข์โทษของการละเมิดผิดศีลผิดธรรมเป็นอย่างไร ก็นำมาพิจารณา และครั้นเวลาครูบาอาจารย์ชวนไปวิเวก ฝึกสมาธิ ศึกษาธรรมะ ก็สนใจปฏิบัติตาม ทำให้จิตเกิดความสงบเยือกเย็น” นับว่าท่านเป็นผู้มีวาสนาบารมีที่ส่อแววให้เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ

หลวงปู่บุญมา เล่าถึงสมัยชีวิตฆราวาส ได้พิจารณาความตายถึง ๓ วาระ สมัยท่านเป็นฆราวาสได้แต่งงานมีเหย้ามีเรือน ใช้ชีวิตตามวิถีชาวโลก จนมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน เหตุการณ์หลังจากนั้นวาสนาบารมีทางธรรมท่านได้ใกล้เข้ามา จึงดลบันดาลให้เหตุการณ์กระทบอารมณ์ เป็นทุกข์อย่างหนักทางโลก ปีแรก น้องสาวท่านตาย ปีที่สอง มารดาก็มาตายอีก หลวงปู่บุญมาท่านเล่าว่าตอนนั้น จิตของท่านเกิดธรรมะ ได้คิดว่า “ความตายมันได้ใกล้เข้ามาหาเรา...ถ้าเราอยู่ต่อไป ไม่กี่วันก็คงตาย ถ้าจะตาย ขอให้ไปส่งความดีก่อนตาย เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งในอนาคต” เป็นทางออกที่ดีที่สุด ก่อนความตายจะมาถึง แต่ไม่ทันที่ท่านจะได้ออกบำเพ็ญความดีตามที่ท่านตั้งใจไว้ พายุโลกโหมกระหน่ำซ้ำเติมซ้ำสามในระยะเวลาไม่นาน ภรรยาท่านก็มาเสียชีวิตลง “ทุกข์เกิดขึ้น” เป็นทุกข์ที่ทำให้ท่านต้องตั้งคำถาม และพิจารณาปัญหาต่อไปว่า “ลูกที่่เกิดมา จะทำอย่างไร ใครจะเลี้ยงลูก”

แล้วท่านก็พิจารณาเรื่องลูกว่า “ถึงแม้ว่าแม่จะตาย พ่อก็ยังอยู่ เด็กบางรายเกิดมาไม่กี่วันก็ตาย บางคนเดินได้ วิ่งได้ แล้วก็มาตาย แล้วแต่บุญวาสนาของแต่ละคน ไม่ถึงวันตายก็ไม่ตาย ถ้าจะให้ทานลูกแก่ผู้ต้องการ ลูกก็คงเติบใหญ่ขึ้นได้ด้วยบุญวาสนาบารมีของตนเองที่สร้างสมมาแต่ปางก่อน” ท่านคิดได้อย่างนี้ จึงยกลูกให้แก่พ่อตา แม่ยาย เป็นผู้เลี้ยงดู และตัดสินใจออกบวช ช่วงนั้นประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๙๔ ใกล้เข้าพรรษาแล้ว ระหว่างช่วงจัดงานศพให้ภรรยาท่านนั้น ได้นิมนต์ หลวงปู่สิงห์ สหธัมโม ไปสวดบังสุกุล หลวงปู่สิงห์ พระอาจารย์ผู้ที่ให้ธรรมะแนะนำการปฏิบัติแก่ท่านอยู่ก่อนแล้ว ได้ถามท่านว่า “จะบวชไหม” ซึ่งท่านก็ตอบหลวงปู่สิงห์ไปว่า “บวชแน่นอนครับ” หลังจากจัดการงานศพของภรรยาเสร็จ ท่านก็ลาบิดา พ่อตา แม่ยาย เข้าไปวัดพระธาตุฝุ่น ต.ค้อใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เพื่อรอบวชในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔

ท่านอุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๙๔ เวลา ๑๔.๑๕ น. ขณะอายุได้ ๒๔ ปี ณ วัดโพธิสมภรณ์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมี พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ และ พระครูสมุห์สวัสดิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “คัมภีรธัมโม” ซึ่งแปลว่า ผู้มีธรรมอันลึกซึ้ง

เมื่อ อุปสมบทแล้วเสร็จ ท่านได้ไปอยู่จำพรรษาศึกษาข้อวัตรปฏิปทากับหลวงปู่สิงห์ สหธัมโม วัดพระธาตุฝุ่น จ.สกลนคร ในพรรษาแรก หลวงปู่สิงห์ได้ให้ท่านฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาขนานใหญ่ ขนาดยอมอดนอน ไม่ยอมหลับในตอนกลางคืน ช่วงเข้าพรรษาตลอด ๓ เดือน พระเณรที่อยู่ด้วยต้องยืน เดิน นั่ง ๓ อิริยาบถตลอดทั้งคืน ห้ามนอนเวลากลางคืน จึงทำให้ได้รับผลจากการภาวนามากตลอดพรรษา

พอพรรษาที่ ๒ พระบุญมา จิตท่านเกิดฟุ้งซ่านอยากจะสึก ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้ว หลวงปู่สิงห์ สหธัมโม จึงได้ให้ท่านไปหาหลวงปู่ขาว อนาลโย ซึ่งขณะนั้นท่านอยู่ที่ถ้ำค้อ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี ห่างจากวัดถ้ำฝุ่นไป ๒๐-๓๐ กิโลเมตร เมื่อ ไปถึงถ้ำค้อ ที่หลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านพำนักจำพรรษาอยู่ พระบุญมาได้เข้าไปกราบคารวะ หลวงปู่ขาวจึงได้พูดขึ้นว่า “ทำไมถึงอยากสึก แยกจิตออกนอกทำไม” พระบุญมา ท่านยังไม่ทันตอบ หลวงปู่ขาวก็พูดต่อไปอีกว่า “ออกก็ออกมาจากที่นั่น จะเข้าไปที่เดิม มันถูกรึ” หลวงปู่ขาวท่านรู้วาระจิต จากนั้นก็อบรมสั่งสอนให้ท่านอยู่ป่าเป็นวัตร อยู่กับช้าง กับเสือ กับผีสาง เป็นการให้มีสติอยู่กับตนไป ไม่ให้ฟุ้งซ่านส่งจิตออกไปไหน” หลวงปู่บุญมา ท่านเล่าว่า “ช่วง นี้กลัวมาก ถึงสวดมนต์อย่างไรก็กลัว กลัวตาย ช่วงที่อยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย จึงตั้งใจบำเพ็ญเพียรภาวนาตามคำสอนขององค์ท่าน ปรากฏผลดีมาก จิตใจสบาย วิเวกดี จิตไม่ปรุงแต่งอะไร ไม่ออกไปสร้างบ้านสร้างเรือน สร้างครอบครัวอีก เพราะกลัวตาย คนกลัวตายต้องหาที่พึ่ง ถ้าได้ที่พึ่งทางจิตแล้วสบาย ไม่กลัวตายต่อไปอีกแล้ว”

ครั้นออก พรรษาได้จาริกธุดงค์เข้ากราบรับข้ออรรถข้อธรรมจากพระเถระผู้ใหญ่ ศิษย์ในองค์หลวงปู่ใหญ่มั่น ภูริทัตโต หลายองค์ อาทิ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู, หลวงปู่หลุย จันทสาโร วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย และหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม จ.อุดรธานี เป็นต้น และได้จาริกธุดงค์ร่วมกันกับ หลวงปู่คำบุ ธัมมธโร ซึ่งเป็นพระอาจารย์รูปสำคัญของท่าน ออกวิเวกตามสถานที่ต่างๆ ไปยังป่าช้าง ป่าเสือ ฝึกจิตตามป่าตามเขาโถงถ้ำ ไปในที่ๆ ขึ้นชื่อว่าอาถรรพณ์ผีดุ เปลี่ยนที่จำพรรษาไปเรื่อยๆ ไม่ติดถิ่น ทั้งที่กันดารห่างไกลจากบ้านจากเรือนสลับกับการไปฝึกอบรมยังสำนักของพ่อแม่ ครูอาจารย์ ซึ่งเป็นระยะเวลายาวนานถึง ๒๙ พรรษา

เริ่มจำพรรษาที่ วัดป่าสีห์พนมประชาคม บ้านหนองกุง ต.บงใต้ อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร ในพรรษาที่ ๒๐ เป็นพรรษาแรก ตรงกับปี พ.ศ.๒๕๑๔ จากนั้นจึงออกจาริกธุดงค์ไปจำพรรษาในที่ต่างๆ แล้วเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ หลวงปู่บุญมา ท่านก็กลับมาจำพรรษาอยู่ที่ วัดป่าสีห์พนมประชาคม มาโดยตลอดจวบจนกระทั่งกาลละสังขาร วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๖๙

".. เราจะได้ค้นคว้าพิจารณาร่างกายนี่แหละ ถ้าสมาธิดีแล้ว ดูกายแยกออกไปว่า ในร่างกายนี้มีอะไรบ้าง ร่างกายนี้มีรูป รูปคือขันธ์ มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ นี่ท่านเรียกว่าขันธ์ ๕...ขันธ์ แปลว่าผูก แปลว่ามัด แปลว่าถ่วง แปลว่าดึง แปลว่าทับ มันจึงหนัก มาพิจารณาแยกแยะออกจากรูปอันนี้ ร่างกายนี้มีอะไรบ้างอยู่ในรูปนี้ มันมีธาตุทั้ง ๔ มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม ประชุมกันอยู่นี่ ธาตุดิน มีขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ตับ ปอด หัวใจ ไส้น้อย ไส้ใหญ่ อาหารใหม่ อาหารเก่า เป็นต้น ธาตุเหล่านี้คือธาตุดิน...ธาตุน้ำ มีน้ำดี น้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ น้ำมันข้น น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก น้ำไขข้อ น้ำมูตร นี่เป็นธาตุน้ำ...ธาตุไฟ ไฟยังกายให้อบอุ่น ไฟยังกายให้ทรุดโทรม ไฟยังกายให้กระวนกระวาน ไฟเผาอาหารให้ย่อย...ธาตุลม ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องล่าง ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก รวมทั้ง ๔ ธาตุที่มาประชุมกันเป็นก้อนสกนธ์กายขึ้นมา เรียกว่าสัตว์ เรียกว่าบุคคล เมื่อมันแตกออกจากกันแล้ว ดินไปสู่ดิน น้ำลงไปสู่น้ำ ไฟไปสู่ไฟ ลมไปสู่ลม เมื่อมันแตกออกจากกันแล้วก็ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีรูปร่าง มีแต่ดวงรู้ ทีนี้ร่างกายมันแตกเป็น มันแปรปรวนเป็น ร่างกายนี่มันเป็นอนิจจัง มันเป็นทุกขัง มันเป็นอนัตตา มันแปรปรวน เปลี่ยแปลง มันไม่เที่ยง

สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ และสิ่งใดเป็นทุกข์ ตรงนี้จำเอาไว้ให้ดีว่า "สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นไม่ใช่ตน" ถ้ามีแต่ตนของตนล้วนๆ อยู่แล้ว มันไม่มีอะไรอยู่ในนั้น มันไม่มีสุข มันไม่มีทุกข์ มันไม่มีร้อน มันไม่มีหนาว มันไม่มีมืด มันไม่มีสว่าง ถ้าเข้าไปถึงดวงใจจริงๆ นั่นล่ะ มันเป็นอย่างนี้ แต่นี่เรามันหลง หลงมายึดกาย กายนี่มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดสุข พาให้เกิดทุกข์ พาให้ร้อน พาให้หนาว พาให้เย็น พาให้วุ่นวาย พาให้เจ็บนั่นเจ็บนี่ ปวดนั่นปวดนี่ เพราะกายนี่ ถ้ามีแต่จิตล้วนๆ มันไม่มีอะไรอยู่ในนั้น ทีนี้จิตเรามายึดกาย ตรงนี้แหละทำให้เกิดทุกข์ เกิดเวทนา เวทนา ก็มีสุข มีทุกข์ มีเฉยๆ ทำให้เกิดราคะตัณหา เกิดโทสะ เกิดโมหะ เกิดอวิชชาตัณหา เกิดความโกรธ ความโลภ ความหลง โกรธเพราะมันมีกาย ถ้าไม่มีกายมันก็จะไม่มีอะไร

เพราะฉะนั้นท่านถึงให้มาปฏิบัติค้นคว้า มาดูกาย แยกแยะถอนจิตออกจากกาย ทำลายกายออกจากจิต แยกเป็นส่วนๆ อย่างอาการ ๓๒ แยกเอาผมมากองไว้ที่หนึ่ง เอาขนมากองไว้ที่หนึ่ง เอาเล็บมากองไว้ที่หนึ่ง เอาฟันมากองไว้ที่หนึ่ง เอาหนังมากองไว้ที่หนึ่ง เอาเนื้อมากองไว้ที่หนึ่ง เอากระดูกมากองไว้ที่หนึ่ง เอาตับมากองไว้ที่หนึ่ง เอาไตมากองไว้ที่หนึ่ง เอาม้ามมากองไว้ที่หนึ่ง เอาเอ็นมากองไว้ที่หนึ่ง เอาตับไตไส้พุงเอาไปแยกเป็นกองๆ ไว้ อาการ ๓๒ นี้ ทั้งน้ำ น้ำดีก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำเสลดก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำเหลืองก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำหนองก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง น้ำเลือดก็ไปกองไว้ที่หนึ่ง กองให้มันเรี่ยรายออกไป แล้วเราก็ดูกำหนดไปแต่ละอย่างๆ พอกระจายออกไปแล้วทีนี้ก็เอารวมเข้ามาอีก แล้วก็แยกกระจายออกไปอีก เล่นอยู่อย่างนั้นแหละ ให้มันชำนิชำนาญ

เมื่อจิตมันทำได้อยู่อย่างนี้ ก็แปลว่า จิตของเราก็เป็นสมาธิอยู่โดยปริยาย พิจารณาอยู่อย่างนี้มันก็เป็นสมาธิอยู่กับการที่เราพิจารณานี้ นี่ท่านเรียกว่า ใช้ปัญญาพิจารณา เมื่อเราพิจารณาดูกายของเราได้ชัดเจนแล้ว ทีนี้ของภายนอกก็อย่างเดียวกัน สัตว์ก็อย่างเดียวกัน ต้นไม้ก็อย่างเดียวกัน ภูเขาก็อย่างเดียวกัน เพราะมันเป็นวัตถุอย่างเดียวกัน มีเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีแปรปรวนในท่ามกลาง และมีแตกสลายในที่สุด มันเป็นอยู่อย่างนั้น ให้ยกขึ้นมาพิจารณาให้จิตมันรู้ ให้มันเห็น ให้จิตมันถอนออก ไม่ให้จิตมันหลง หลงรัก หลงชัง ไม่ให้จิตมันหลงยึดมั่นถือมั่นในกายนี้ แยกแยะดูกาย วันนี้ก็ดู วันหน้าก็ดู ดูมันอยู่นั่นแหละ จนให้จิตมันถอนออกหรือคลายออก อันนั้นมันจะเป็นไปของมันเอง เมื่อมันรู้แล้วมันจะวางของมันเอง วางตรงไหน รู้ตรงไหน เห็นว่าไม่ใช่เรา เห็นว่าไม่ใช่ตน เห็นว่ามันเป็นดิน เห็นว่ามันเป็นน้ำ เห็นว่ามันเป็นไฟ เห็นว่ามันเป็นลม เห็นมันเป็นอาการ ๓๒ อยู่เฉยๆ มันไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ดูมันอยู่นั่นแหละ ให้มันชำนิชำนาญ ให้มันเร็วขึ้น พอเห็นรูปปั๊บ ถ้ามันเห็นเกิดความสวยงามขึ้นมา เราก็กำหนดเข้ามา เข้ามาดูกายของเรา เมื่อดูกายของเรามันเห็นอย่างเดิม ที่เราได้พิจารณาค้นคว้าอยู่แล้ว มันก็จะหายจากความกำหนัดยินดีในรูป

ดูภายนอกและก็ดูภายใน ภายนอกก็คือ คนอื่น สัตว์อื่น ต้นไม้ เถาวัลย์ ภายในก็คือ ร่างกายของเรา มันก็อย่างเดียวกัน ถ้ามันแจ้งภายใน มันก็แจ้งภายนอก เพราะฉะนั้นท่านถึงให้มาปฏิบัติให้รู้แจ้งโลก โลกนอกก็คือ คนอื่น สัตว์อื่น ต้นไม้ ภูเขา เถาวัลย์ โลกในก็คือ ร่างกายของเราและจิตใจของเรา ถ้าจิตใจของเรายังยึดมั่นถือมั่นร่างกายนี่อยู่ว่าเป็นตัวเป็นตนอยู่มันก็ยังเป็นโลกอยู่ มันยังไม่เป็นธรรม ถ้ามันถอนออกมาว่า จิตเป็นจิต กายเป็นกาย มันก็จะถอนออกมาจากโลก มันถึงจะเป็นธรรมตรงนี้ ตรงที่มันถอนออกมา ธรรมคือตัวรู้ ตัวรู้คือดวงใจของเรา พอมันแยกออกมาเป็นตนของตนแล้ว ศีลก็อยู่ที่นี่ อันเดียวกันนี่ที่ดวงใจของเรานี่ ดวงใจคือดวงรู้ของเรานี่ สมาธิก็คือดวงรู้ ปัญญาก็คือดวงรู้ นิโรธะ คือ ความดับทุกข์ มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็คืออันเดียวกันอันเดิมนี่ล่ะ สรุปแล้วมารวมอยู่จุดเดียวคือ "ดวงใจ" อะไรๆ อยู่ที่นี่ เกิดขึ้นที่นี่ ดับลงที่นี่ รักก็เกิดที่นี่ ชังก็เกิดที่นี่ โกรธก็เกิดที่นี่ โลภก็เกิดที่นี่ หลงก็อยู่ที่นี่ มันรวมอยู่ที่จิต ถ้าจิตเรารู้เแล้วก็พยายามบำรุงตัวรู้ ตัวสติให้มันเด่นขึ้นมา เมื่อตัวรู้ ตัวสติมันเด่นขึ้นมา ความไม่รู้-ความหลงคืออะไร ความไม่รู้-ความหลงก็คือตัวอวิชชา ตัวอวิชชาคือความไม่รู้ ความไม่รู้นี่แหละมันพาให้เราเกิด มันพาให้เราแก่ มันพาให้เราเจ็บ มันพาให้เราตายอยู่ในโลกนี้...ท่านจึงว่า "อวิชชา ปัจจยาสังขารา" เมื่อมันมีอวิชชาคือความไม่รู้นี่มันพาให้เกิดเป็นสังขาราขึ้นมา ถ้ามันรู้แล้วมันจะมีอะไรพาให้เกิดขึ้นมา เมื่อมันรู้แล้วมันไม่หลงแล้ว ความหลงก็คือความมืด ถ้าความมืดความหลงมันตกไปหมดของเราแล้ว มันก็ไม่กลับมามืดไม่กลับมาหลงอีก มันก็จบแล้วที่นี่จะให้มันเป็นอะไรอีก.."
โอวาทธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม

กราบ​ กราบ​ กราบ

🙏🏻 🙏🏻 🙏🏻

ภาวนาสัญจร เมษายน 4/69 💕ทริปจาริกบุญภาวนาสัญจร เดือนเมษายน 2569 กำหนดที่วัดป่าสุนันฯ ไทรโยค กาญจนบุรีครับ  กติกาเดิมนะคร...
23/03/2026

ภาวนาสัญจร เมษายน 4/69 💕
ทริปจาริกบุญภาวนาสัญจร เดือนเมษายน 2569 กำหนดที่วัดป่าสุนันฯ ไทรโยค กาญจนบุรีครับ กติกาเดิมนะครับ สมัครผ่าน ไลน์ id: dkf33

🔴ร่างกำหนดการ
4 เม.ย. 69
08.00น. ออกจากธรรมวิภาวัน
15.00น. วัดป่าสุนันฯ
17.00น. ทำวัตรเย็น เสร็จแล้วเข้าที่ภาวนา
5 เม.ย. 69
04.00น. ทำวัตรเช้า
05.30น. ช่วยงานวัด-
ช.-จามเดินบาตร ญ.-จัดอาหาร
08.00น. ถวายจังหัน-รับทานอาหารก้นบาตร
08.30น. ออกเดินทางกลับ
10.30น. ปล่อยปลา-เขื่อนแม่กลอง
11.30น. ทานกลางวันร้าน ก๋วยเตี๋ยวหลังวัง
13.00น. ถวายปัจจัย+ของใช้ผู้พิการ วัดวังขนาย
14.30น. ทำบุญสุนัขจร - ป้าเเอ้ (สำนักสงฆ์สวนป่าหนองสองห้อง)
18.00น. ธรรมวิภาวัน
รถตู้ 1คัน (พี่ปู) กรณีเดินทางเอง กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยครับ❤️

✨😊✨ร่วมบุญผ่านทาง ธนาคารทหารไทย✨😊✨
ชื่อบัญชี “วัชรธรรมสถาน” เลขที่ 040-2-33624-2
สาขา รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า
💕 ขอให้ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม. 💕
กรุณาแจ้งความประสงค์มาก่อนเพื่อ
จัดเตรียมอาหาร ปลา ปู และฯ
ประสานงาน
💖ที่ line ID : dkf33 นะครับ💖
💦💦💦💦💦💦💦

ปล. กรุณาเตรียม เต็นท์ ไฟฉาย ที่รองนั่ง ผ้าห่ม ยาประจำตัว
อาหารใส่บาตร ปัจจัยไทยธรรมถวายวัดป่าสุนัย+วังขนาย
ของมอบให้ผู้พิการ สุนัขจร ฯ

ที่อยู่

213/31 Nakornchisri-dontume Road
Amphoe Nakhon Chai Si
73120

เบอร์โทรศัพท์

+66818755588

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Vacharadham - วัชรธรรมสถานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง Vacharadham - วัชรธรรมสถาน:

ทางลัด

แชร์