วัดเชตวัน ลำปาง

วัดเชตวัน ลำปาง ขอเชิญสาธุชนท่านใดมีเวลาว่างมาร่วมกันทำวัตร สวดมนต์-ภาวนา
ร่วมกับคณะพระสงฆ์ ได้ที่
วัดเชตวัน ลำปาง
ทำวัตรเช้า เวลา 8:00น.
ทำวัตรเย็น เวลา 18:00น.........
(1)

19/10/2022
06/11/2021

"จิตของผู้มีบุญ"

1."ไม่บ่น"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นปัญญา ทำให้ยอมรับต่อความเป็นจริงของชีวิต ทำให้รู้เห็นและเข้าใจถึงระดับวาสนาของตนและบุคคลอื่น ความเป็น ไปของชีวิตนั้นขึ้นตรงต่ออำนาจบุญกรรมที่ทำไว้ บ่นไปก็แค่นั้นเอง ที่ได้มา ที่มีอยู่ ที่เสียใจ ที่ไม่ได้ดั่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันคือ "ผลแห่งกรรม" อันเป็นสมบัติของเราเอง

2."ไม่กลัว"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความเข้มแข็ง กล้าหาญ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคและปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพราะมีความมั่นใจในความเป็นผู้บริสุทธิ์ ความเป็นผู้มีบุญของตน เมื่อจะคิด จะทำอะไรลงไป ล้วนมีกำลังบุญมารองรับทั้งหมดทั้งสิ้น

3."ไม่ทำชั่ว"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นตัวควบคุม บริหารจัดการ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดความกลัว ความละอายต่อบาป ต่อกรรม ความผิดน้อยใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เห็นถึงความเสียหาย หลายภพหลายชาติ เห็นถึง ผลกระทบต่อครอบครัว ต่อโลกต่อสังคม อย่างมากมายมหาศาล

4."ไม่คิดมาก"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้เกิดพลังแห่งความสงบ แห่งจิตแห่งใจ ไม่ฟุ้งซ่านรำคาญใจ ไม่คิดเป็นทุกข์ ความคิดทุกความคิด ล้วนนำมาซึ่งความเบิกบานกายใจ ไม่คิดเบิกความทุกข์ มาใช้ก่อน

5. "รอได้ คอยได้"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความใจเย็น มีความยืดหยุ่น ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่ใจร้อน ใจเร็ว เห็นถึงจังหวะ และโอกาสของชีวิต

6. "อดได้ ทนได้"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นพลังงานเข้มแข็ง ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ทำให้มีความอดทนที่เป็นหนึ่งเป็นเลิศ มีความคิดที่ไม่หวั่นไหว เห็นความสำเร็จทุกชนิดมาจากความอดทน อดทนอย่างมีความสุข

7. "สงบได้ เย็นได้"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะเป็นสภาพให้เป็นคนที่สงบได้ เย็นได้ ตามกำลังของบุญฤทธิ์ ไม่เป็นคนที่ร้อนรน กระวน กระวาย สับส่าย วุ่นวาย ในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ ในสิ่งกำลังจะเกิดขึ้น แม้จะตกอยู่ใน เหตุการณ์ที่เลวร้าย ก็ทำใจได้ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

8. "ปล่อยได้ วางได้"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นคนที่รู้จักการละ การวาง ตามกำลังของบุญฤทธิ์
ไม่เป็นคนที่แบกทุกอย่างที่ขวางหน้า ยึดทุกอย่างที่เกิดขึ้น

9. "รู้ได้ ตื่นได้"
และ"เบิกบานได้"
ผลแห่งบุญนั้นก็จะแปรสภาพให้เป็นความรู้ตื่น เบิกบาน ตามกำลังของบุญฤทธิ์ เป็นผู้รู้ ต่อความ เป็นจริงของชีวิต ไม่ปล่อยชีวิตให้ตกไปในกระแสของความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจมีความอิสระเต็มที่ทุกวันทุกเวลาทุกนาที

@ รูปนี้ถ่ายไว้เกือบ 10 ปีแล้วเป็นเช้าวันหนึ่ง  ที่ผมตั้งใจไปถวายภัตตาหารเช้าและกราบพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ จำได้ว่า ...
28/10/2021

@ รูปนี้ถ่ายไว้เกือบ 10 ปีแล้ว
เป็นเช้าวันหนึ่ง ที่ผมตั้งใจไปถวายภัตตาหารเช้าและกราบพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ จำได้ว่า ครั้งแรกที่พบกับท่าน ผมยังไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมาก่อน. ผมยังจำวันนั้นได้ดี
ภิกษุชรารูปหนึ่ง ท่าทางอิ่มบุญ ใจดี ลงจากรถยนต์สีเข้มคันหนึ่ง
เพื่อเดินเข้ากุฏิ ขณะนั่นเอง...
ผมกำลังนั่งพักเหนื่อย
อยู่ที่ประตูทางเข้ากุฏิของท่านพอดี
ใช่แล้วครับ!
ผมกำลังนั่งขวางทางเข้ากุฏิของท่านอยู่ ท่านถามว่า *มาเรียนสมาธิหรือ*
*เปล่าครับ ผมแค่มาเดินเล่นเฉยๆ*
ท่านยิ้ม แล้วพูดว่า...
*มาเดินเล่นจะไปได้อะไร
มาแล้ว ก็ควรมาเรียนสมาธิกับหลวงพ่อด้วย*
สิ้นสุดประโยคนั้น
ผมก็เกิดความนับถือ
ว่าท่านคือครูบาอาจารย์องค์หนึ่งของผม
10 กว่าปีแล้ว นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้
มันยาวนาน แต่แสนสั้นในความรู้สึก
ผมแวะเวียนไปกราบท่านเสมอๆ
มีครั้งหนึ่ง ผมกับเพื่อน
ช่วยกันรวบรวมเสื่อทอมือ
จากปราจีนบุรีไปถวายท่าน
เพื่อใช้ในงานบุญของวัด
ท่านยังใจดี
มารับมอบและให้พรพวกเราด้วยตนเอง
ทำให้คณะที่มาจากต่างจังหวัดดีใจกันยกใหญ่
ความทรงจำเหล่านี้ยังอยู่ในใจของผม
ไม่เคยลืมเลือน
ทั้งวิชาและความเมตตาที่ท่านมอบให้
มาวันนี้ ได้รับรู้ว่า ท่านจากไปแล้ว
จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
วูบหนึ่ง ก็รู้สึกใจหาย
อีกวูบหนึ่ง ก็รู้สึกอิ่มใจและสาธุการไปกับท่าน
ท่านเกิดมาตัวเปล่า
แต่ได้ฝากคุณงามความดีไว้ให้โลกมากมาย
ท่านสอนให้คนรู้ธรรมะ
ให้คนรู้จักการภาวนา
ท่านคือผู้อุทิศชีวิต
ให้พระธรรมของพระพุทธองค์
เป็นพระแท้ ที่มีธรรมแท้
สิ่งนี้คือสิ่งหาได้ยาก
ท่านเป็นผู้เข้าถึงมงคลสูงสุดของชีวิต
ผมยังจำได้ดี ครั้งหนึ่ง
ท่านเคยพูดกับพวกเราว่า...
*เกิดเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการฝึกตนหลวงพ่อเองก็ฝึกตนเองอยู่เสมอ หลวงพ่อทำสมาธิทุกวันมาหลายสิบปีแล้ว พวกเราก็ต้องทำทุกวัน อย่าขี้เกียจ อย่าท้อแท้ ค่อยๆ ทำไป ทำไปเรื่อยๆ บุญกุศล และความสุขในชีวิตก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น*

ขอกราบแทบเท้าพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์
ด้วยรัก บูชา สำนึกรู้คุณ

พศิน อินทรวงค์

ในวันพรุ่งนี้....    @ ขอเชิญทุกท่านร่วมทำบุญกฐินสามัคคี ณ.วัดเชตวัน ลำปาง     ในวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔. เวลา...
23/10/2021

ในวันพรุ่งนี้....

@ ขอเชิญทุกท่านร่วมทำบุญกฐินสามัคคี ณ.วัดเชตวัน ลำปาง
ในวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔. เวลา ๐๙.๓๐น.
ประธานกฐิน ...

ดร.ภัทรินญา เดชาวัฒนโชติ
และคณะศรัทธาสาธุชนทุกท่าน.

รายละเอียดตามแนบ ขออนุโมทนาสาธุ ...

#อานิสงส์และความพิเศษของบุญทอดกฐิน

“บุญจากการทอดกฐิน ถือเป็นบุญใหญ่…” ที่มีอานิสงส์มากเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นบุญที่ทำได้ยาก และมีข้อจำกัดหลายประการ อีกทั้งการทำบุญทอดกฐิน จะมีเฉพาะในพระพุทธศาสนา… เท่านั้น

“การทอดกฐิน” เป็นอริยะประเพณี
ที่สืบทอดมามากกว่า 2,500 ปี
นับตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถือเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกยุคทุกสมัย มีความศรัทธาเลื่อมใสว่า เป็น “ยอดของมหากุศล” จะเป็นเหตุนำทางให้ผู้ที่ได้มีส่วนร่วมในการทอดกฐินนั้น ได้มหานิสงค์อันยิ่งใหญ่สุดประมาณ

อานิสงส์ของการร่วมทำบุญทอดกฐินยังมีมากมาย ดังนี้

1. ทำให้เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สินมาก
และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยง่าย
2.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแช่มชื่น บริสุทธิ์และผ่องใสอยู่เสมอ
3.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่น เป็นสมาธิและเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย
4.ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่
5.ทำให้เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป
6.ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาน่าเคารพนับถือ

ขออนุโมทนาสาธุครับ....

23/10/2021

ในวันพรุ่งนี้...

ขอเชิญทุกท่านร่วมทำบุญกฐินสามัคคี ณ.วัดเชตวัน ลำปาง
ในวันอาทิตย์ที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔. เวลา ๐๙.๓๐น.
ประธานกฐิน ...
ดร.ภัทรินญา เดชาวัฒนโชติ และคณะศรัทธาสาธุชนทุกท่าน.

รายละเอียดตามแนบ ขออนุโมทนาสาธุ ...

#อานิสงส์และความพิเศษของบุญทอดกฐิน

“บุญจากการทอดกฐิน ถือเป็นบุญใหญ่…” ที่มีอานิสงส์มากเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นบุญที่ทำได้ยาก และมีข้อจำกัดหลายประการ อีกทั้งการทำบุญทอดกฐิน จะมีเฉพาะในพระพุทธศาสนา… เท่านั้น

“การทอดกฐิน” เป็นอริยะประเพณี
ที่สืบทอดมามากกว่า 2,500 ปี
นับตั้งแต่ครั้งที่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่ มีต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ถือเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ทุกยุคทุกสมัย มีความศรัทธาเลื่อมใสว่า เป็น “ยอดของมหากุศล” จะเป็นเหตุนำทางให้ผู้ที่ได้มีส่วนร่วมในการทอดกฐินนั้น ได้มหานิสงค์อันยิ่งใหญ่สุดประมาณ

อานิสงส์ของการร่วมทำบุญทอดกฐินยังมีมากมาย ดังนี้

1. ทำให้เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สินมาก
และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานได้โดยง่าย
2.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจแช่มชื่น บริสุทธิ์และผ่องใสอยู่เสมอ
3.ทำให้เป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่น เป็นสมาธิและเข้าถึงธรรมได้โดยง่าย
4.ได้ชื่อว่าเป็นผู้สามารถใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดเป็นบุญกุศลติดตัวไปในภพเบื้องหน้าได้อย่างเต็มที่
5.ทำให้เป็นคนรูปงาม ผิวพรรณงาม เป็นที่รักของคนทั่วไป
6.ทำให้เป็นผู้มีชื่อเสียง เกียรติคุณ น่ายกย่องสรรเสริญ เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาน่าเคารพนับถือ....

ขออนุโมทนาสาธุครับ

แม้จะปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ก็อย่าทิ้งการทำบุญ(อย่าทิ้งการสร้างทาน ศีล และภาวนา)..บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า เพราะ...
23/10/2021

แม้จะปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ก็อย่าทิ้งการทำบุญ
(อย่าทิ้งการสร้างทาน ศีล และภาวนา)
..บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า เพราะตราบใดที่เรายังไม่ถึงพระนิพพาน บุญกุศลก็อุปมาเป็นเหมือนกับเสบียงที่ใช้ในการเดินทาง ถ้าหากเรามีเสบียง สะสมเสบียงไว้มาก การเดินทางในวัฏสงสารก็จะสะดวกสบายขึ้น นั่นเป็นเพราะผลบุญที่เราได้เคยกระทำมาคอยช่วยเหลือเกื้อกูล แต่หากเราไม่ได้หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลไว้เลย เมื่อเกิดมาก็จะมีแต่ความลำบากขัดสน ทำอะไรก็จะติดๆขัดๆ จะมีแต่อุปสรรค์ปัญหา บุญจึงเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า และบุญยังเป็นธรรมที่ช่วยยกระดับจิต สามารถเกื้อหนุนต่อความหลุดพ้นได้ด้วย
..แม้ว่าเราจะปรารถนาการหลุดพ้นไวๆหรือปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นไวๆ ก็อย่าได้ทิ้งการทำทาน อย่าทิ้งการทำบุญสร้างกุศล เพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าปัญญาของเราจะมากพอที่จะปฏิบัติแล้วหลุดพ้นในชาติปัจจุบันอันใกล้ได้ ถ้าหากเราทิ้งการทำทาน ทิ้งการทำบุญสร้างกุศลไปเสียแล้ว เราก็จะเป็นบุคคลที่เอาตัวไม่รอด กลายเป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่าประมาท
..ที่ว่าทานอานิสงค์น้อยกว่าการรักษาศีล การรักษาศีลอานิสงค์น้อยกว่าการเจริญภาวนา การภาวนามีอานิสงค์มากกว่า ที่กล่าวแบบนี้เพราะนับเอาสิ่งที่ใกล้ต่อมรรคผลเป็นสำคัญ เพราะการภาวนานั้นใกล้ต่อการบรรลุมรรคผล ใกล้ต่อการหลุดพ้นมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าให้ทิ้งการทำทาน ทิ้งการรักษาศีล มาทำแค่ภาวนาอย่างเดียว เพราะทาน ศีล ภาวนา อานิสงค์ย่อมมีความแตกต่างกัน อุปมาเหมือนคนทานข้าวต้องมีกับ มีน้ำ มีข้าว ก็เหมือนกับอานิสงค์ของทานจะหนักไปทางโภคทรัพย์ อานิสงค์ของศีลจะหนักไปทางรูปสมบัติ นำมาเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีรูปงาม อานิสงค์ของภาวนาจะทำให้เฉลียวฉลาดมีปัญญามาก จึงควรทำให้ครบ ให้พรั่งพร้อมบริบูรณ์
..อย่างถ้าทำทานอย่างเดียว ถึงจะทำมาก เกิดมามีโภคทรัพย์มาก มีทรัพย์สมบัติมากก็จริง แต่เป็นคนขี้เหร่และขาดปัญญาแบบนี้ก็ไม่ดี เผลอๆไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ อาจเกิดเป็นสัตว์ แต่เป็นสัตว์ที่กินอยู่แบบสบายเพราะอานิสงค์จากทาน
..ถ้ารักษาแต่ศีลอย่างเดียว เกิดมารูปงาม แต่ยากจนและไม่มีปัญญาแบบนี้ก็ไม่ดี
.ถ้าทำแต่ภาวนาเพียงอย่างเดียว ถึงจะเกิดมามีปัญญาในธรรมมาก แต่ก็ยากจน รูปไม่งาม

เหตุนี้ควรทำให้พรั่งพร้อมบริบูรณ์ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพราะตราบใดที่ยังไม่ถึงพระนิพพาน อย่างน้อยๆก็จะมีเสบียงบุญติดตามไปช่วยเหลือเกื้อกูลไม่ให้ลำบากขัดสน แต่หากทิ้งทาน ทิ้งการทำบุญ เมื่อกลับมาเกิดอีกย่อมเอาตัวไม่รอด ย่อมลำบากขัดสน อุปมาเหมือนคนที่ขาดเสบียงในการเดินทาง การทำบุญนี้ได้ทำกับทำให้เต็มนั้นต่างกัน อุปมาเหมือนกับการทานข้าว ได้ทานกับทานจนอิ่มสภาาวะต่างกัน

เรื่องของการทำบุญนี้หากทำบุญด้วยปัญญา คือมีปัญญาเข้ามาประกอบในขณะทำบุญ ก็จะได้ทั้งบุญได้ทั้งปัญญา เช่น.....บางท่านให้ทานด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสตรงนี้ย่อมเกิดบุญ เป็นบุญสำเร็จจากการให้ทาน (ได้แค่บุญ)
...บางท่านให้ทานด้วยจิตศรัทธาและมีการวางจิตว่าการให้ทานก็เพื่อลดละกิเลสฝ่ายโลภะ(ความโลภ) ตรงนี้จะได้ทั้งบุญได้ทั้งการขัดเกลากิเลสฝ่ายโลภะ
...บางท่านให้ทานด้วยจิตศรัทธาและพิจารณาด้วยปัญญาว่าทานนั้นก็เป็นแค่สมบัติของโลก(เป็นสมบัติผลัดกันชม) ไม่ใช่สมบัติเฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทานทั้งหลายย่อมอยู่ภายใต้กฏของไตรลักษณ์ คือมีได้ก็เสื่อมได้ (เกิดขึ้น,ตั้งอยู่,ดับไป) เป็นการให้ทานโดยการสละออกจากความยึดมั่นถือมั่น วางจิตแบบนี้จะได้ทั้งบุญได้ทั้งปัญญา

โดยผู้ที่ทำบุญประกอบไปด้วยปัญญา เวลาปฏิสนธิจะสัมปยุตไปด้วยปัญญา คือจะมีปัญญาเข้ามาประกอบตั้งแต่วิญญาณหยั่งลงสู่ครรภ์(ภาษาทางอภิธรรมจะเรียกว่าบุคคลประเภทนี้ว่าติเหตุกบุคคล) บุคคลประเภทนี้เมื่อมาเกิดจะสามารถเจริญฌานหรือทำอริยะมรรคอริยะผลให้เกิดได้ในชาตินั้นๆที่มาเกิด ถ้าจัดเข้าในประเภทบุคคล4เหล่า ก็จะเป็นบัวประเภทที่โผล่พ้นน้ำ(เป็นประเภทที่1)

“อย่าลืมดูแลพระอรหันต์ในบ้านท่านเป็นผู้มีพระคุณกับเรา”
23/10/2021

“อย่าลืมดูแลพระอรหันต์ในบ้านท่านเป็นผู้มีพระคุณกับเรา”

 #หลวงปู่เทสก์_เทสรังสี #วัดหินหมากเป้งถาม​ :: ที่ว่าการทำสมาธิได้ ชั่วงูแลบลิ้นจะได้บุญกุศลมากกว่าการสร้างวัดเสียอีกเป็...
21/10/2021

#หลวงปู่เทสก์_เทสรังสี
#วัดหินหมากเป้ง

ถาม​ :: ที่ว่าการทำสมาธิได้ ชั่วงูแลบลิ้น
จะได้บุญกุศลมากกว่าการสร้างวัดเสียอีก
เป็นจริงอย่างไร

ตอบ​ :: เป็นจริงนะซิ ในขณะจิตเดียว
นั่นแหละเมื่อจิตรวมเป็นสมาธิแล้วทานศีล
มันรวมอยู่ในนั้นทั้งหมด การทำอย่างนั้น
เป็นของยาก การสร้างวัดเป็นของง่าย การสร้างวัดต้องขนขวายหาโน่นหานี่มาสร้าง
มันเป็นการยุ่งแต่เรื่องอื่น แต่การทำสมาธิ
ชั่วขณะจิตเดียวมันปล่อยวางหมด แล้วเข้า
ถึงหลักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง

#จากหนังสือบูชาวิสัชนาในประเทศ
#โดยหลวงปู่เทสก์_เทสก์รังสี
****************************

*** สัมมัปปธาน 4 ***    1. เพียรระวัง ไม่ให้บาปเกิดขึ้น   2. เพียรละ บาปที่เกิดขึ้นแล้ว   3. เพียรทำบุญให้เกิดขึ้น   4. ...
18/10/2021

*** สัมมัปปธาน 4 ***

1. เพียรระวัง ไม่ให้บาปเกิดขึ้น

2. เพียรละ บาปที่เกิดขึ้นแล้ว

3. เพียรทำบุญให้เกิดขึ้น

4. เพียรรักษาบุญที่เกิดขึ้นแล้ว และทำให้บริบูรณ์

สัมมัปปธาน 4 คือ การเพียรพยายามในทางที่ถูกต้อง ตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ก็มีธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ

เราจะให้ความสำคัญเรื่องธาตุลม ซึ่งเป็นกายอย่างหนึ่ง เพราะว่าทุกคนต้องมีลมหายใจ เมื่อมีลมหายใจ เราอยากจะให้ใจของเรานี้ มีที่ยึดเหนี่ยว เราก็เอาใจของเรามายึดลมหายใจ เมื่อยึดลมหายใจ หายใจเข้ารู้ หายใจออกก็รู้ ทีนี้เมื่อหายใจเข้าออกรู้อย่างนี้แล้ว เวทนาเกิดขึ้น สบายหรือไม่สบาย หายใจแรงไปไหม หายใจค่อยไปไหม ก็ทำให้เกิดความสบายๆ ไม่ต้องไปกดดันลมหายใจเข้าออก และเราจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ทำได้ จิตของเราไม่ปรุงแต่ง ไม่ขุ่นเคือง หรือพอใจเกิดขึ้น เพราะว่าหายใจปกติ เพียงแต่เอาสติไประลึกรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก สั้น ยาว ก็รู้

ทีนี้ เวทนาเกิดขึ้นก็รู้ เมื่อรู้แล้ว จิตคิดอย่างไงกับเวทนานั้น ชอบใจหรือไม่ชอบใจ ชอบก็ให้รู้ ไม่ชอบก็ให้รู้ แล้วมาพิจารณาเป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ พิจารณาดูการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เพื่อไม่ให้เกิดการยึดติด เพราะว่าการเดินทางของจิต ไม่หยุดแค่เพียงเท่านี้ จะต้องเดินทางต่อไป

เพราะฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมทำความพอใจให้เกิดขึ้น แล้วพยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้

1. เพื่อเพียรระวัง ไม่ให้บาปเกิดขึ้น บาปก็คือ ความไม่ดี ที่เกิดจากกิเลสใหญ่ๆ 3 กอง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่คือบาป เพราะทำให้จิตขุ่น แต่ถ้าเรามาระลึกรู้ลมหายใจเข้าออก หากทำได้จะเป็นการสร้างบุญมากกว่า เพราะพระพุทธเจ้า ทรงแนะนำการพัฒนาสติ โดยการมีสติระลึกรู้ลมหายใจเข้าออก หรือระลึกรู้ในอิริยาบถทุกๆอย่าง นี่คือการฝึกสติ โดยทำอะไรก็ให้รู้ตัว เมื่อฝึกสติมากขึ้น ก็กลายเป็นสติพละ หรือสติอินทรีย์ คือมีความแก่กล้าของสติ ทำให้ไม่เผลอเรอ เพราะจะเกิดการเตือนขึ้นมา ซึ่งท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม หลวงพ่อวิริยังค์ ท่านบอกว่า จะเกิดตัวเตือน เมื่อตัวเตือนมีมากขึ้น เราก็จะไม่เผลอเรอ นี่เรียกว่า ฝึกสติ หรือเจริญสติ

เมื่อเราทำให้จิตของเราไม่ขุ่น มีแต่จิตใส ซึ่งจิตใสเป็นบุญ จิตขุ่นเป็นบาป ถ้าทำได้มากเข้าๆ จิตของเราก็จะเบิกบานตลอดไป

ความโลภ ก็คือ การทุจริตทางกาย ทางวาจา หมายความว่า อยากจะได้เงิน ได้ทรัพย์สินของคนอื่น ก็ไปปล้น ไปจี้ ไปขโมยเขา อันนี้คือทางทุจริต ได้เงินมาจริงแต่ว่าเดือดร้อน เพราะฉะนั้นทางทุจริต ทำให้เดือดร้อน ทำให้เกิดความเสียหาย ก็อย่าไปทำเลย ท่านว่าอย่างนี้

สิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นมานี้ ก็ไม่พ้นกายของเรา คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าอินทรีย์ทั้ง 6 เมื่อตาเห็นรูป จะเป็นวัตถุสิ่งของ หรือเพศตรงกันข้าม จะเกิดความพึงพอใจ เมื่อพึงพอใจแล้ว ทำถูกต้องก็ไม่เสียหาย แต่ถ้าทำไม่ถูกต้อง จะเสียหาย เราต้องระมัดระวัง ไม่ให้เกิดบาป ด้วยการทำทุจริต เพราะจิตของเราจะขุ่น จะเศร้าหมอง เมื่อเกิดบาป

ความโกรธ ก็เหมือนกัน เมื่อจิตเกิดความไม่พอใจ เคืองใจ เมื่อไม่ได้ดั่งใจ จะโกรธขึ้นมา แล้วมีเรื่องเดือดร้อนตามมา ท่านจึงให้เราเอาสติ มาไว้ที่ลมหายใจเข้าออก อยู่บ่อยๆ ก็จะทำให้จิตของเราไม่ฟุ้งซ่านมากนัก ไม่สร้างจิตให้เกิดจุดดำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม ท่านบอกว่า จิตที่คิดปรุงแต่งมาก จะเกิดจุดดำ มาครอบงำจิตของเรา จะทำให้จิตมัวหมอง มืดหม่น เพราะฉะนั้นจึงต้องระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา

ส่วนความหลง มีอยู่ 5 อย่าง คือ หลงรูป หลงเสียง หลงกลิ่น หลงรส หลงการสัมผัส เรียกว่ากามคุณ 5 ถ้าไปหลงก็จะทำให้เสียเงิน เสียทอง เสียชื่อเสียง เกิดความเดือดร้อน

2. เพียรละบาป ที่เกิดขึ้นแล้ว

บาปนั้น เกิดขึ้นมาจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรานี่แหละ เช่น ตาเห็นรูปแล้ว เกิดกิเลส หรือจุดดำในจิตขึ้นมา ทำให้กระเสือกกระสน แสวงหา ทั้งทางผิด และทางถูก ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อจิตมีจุดดำ ก็มักจะแสวงหาในทางผิด และหากว่าจิตเกิดจุดดำ มากขึ้นๆ ก็จะเกิดความขัดแย้ง ทะเลาะกัน ทำให้ครอบครัวแตกแยก สังคมแตกแยก ประเทศชาติก็แตกแยก โลกก็แตกแยก เพราะจิตที่ดำมืดนั้น จะมองไม่เห็นความดีของคนอื่น จึงด่า ตบ ตี ทำร้ายคนอื่นได้

เพราะฉะนั้น เมื่อจุดดำในจิตเกิดขึ้น ต้องละด้วยการสวดมนต์ การเดินจงกรม การนั่งสมาธิ และให้มีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก หรือให้มีสติรู้ตัวอยู่ทุกๆ อิริยาบถ เพราะมีสติมากขึ้น จะรู้ตัวว่าเป็นทางผิดหรือทางถูก ทำให้สามารถระงับยับยั้งใจตัวเองได้

3. เพียรทำบุญให้เกิดขึ้น

บุญ คือความดี เช่น
ทานมัย บุญเกิดขึ้นเพราะการให้ทาน
ศีลมัย บุญเกิดของเพราะการรักษาศีล
ภาวนามัย บุญเกิดขึ้นเพราะการสวดมนต์ นั่งสมาธิ

ทานมี 3 อย่าง
1. วัตถุทาน คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยข้าว ปลา อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค หรือวัตถุสิ่งของที่พอให้กันได้

2. ธรรมทาน คือ การแนะนำตักเตือนกัน เช่น พ่อแม่สอนลูก ครูบาอาจารย์ สอนลูกศิษย์ หรือเพื่อนแนะนำเพื่อน

3. อภัยทาน เพราะไม่มีใครทำถูกตลอด การทำผิดเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อทำผิดมาแล้ว ก็ต้องแก้ไข การที่คนอื่นแนะนำตักเตือนนั้น เปรียบเหมือนเขามาชี้ขุมทรัพย์ให้ เราต้องขอบคุณเขา เพราะเขามีความปรารถนาดี ต่องการให้เราแก้ไขตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น การทำบุญให้เกิดขึ้น ก็คือ การทำความดี ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา สวดมนต์ ทำสมาธิ นั่นเอง

4. เพียรรักษาบุญที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญยิ่งๆขึ้น

ก็ด้วยการหมั่นทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล สวดมนต์ ภาวนา เจริญสติ และทำสมาธิ บ่อยๆ ให้มากขึ้นๆ เรื่อยๆ ทั้งนี้ ให้ตั้งใจทำบุญ เพื่อบุญ คือให้เกิดความปีติ เอิบอิ่ม สุขใจ เบิกบานใจ อย่าไปทำบุญให้ทาน เพื่อหวังเอาหน้า เอาชื่อเสียง เกียรติยศ เพื่อต้องการให้คนยกย่อง เพราะจะทำให้เกิดกิเลส

การทำบุญเพื่อความตั้งอยู่ เพื่อความไม่เลือนลางหายไป เพื่อให้มีบุญมากขึ้นๆ เพื่อความบริบูรณ์แห่งบุญ คือความดี

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคา ไหลไปสู่ทิศตะวันออก หลั่งไหลไปๆ เป็นมวลน้ำมหาศาล ไหลเอื่อยๆไป และก็ไม่ย้อนกลับมา เพราะเป็นพลังงานที่มากแล้ว ไม่ย้อนกลับมาฉันใด
ภิกษุ ควรเจริญสัมมัปปธาน 4 กระทำให้มาก เจริญให้มาก ย่อมเป็นผู้มีจิตน้อมไป โน้มไป สู่พระนิพพานฉันนั้น

อีกอย่าง ภิกษุทั้งหลาย การงานที่จะพึงกระทำด้วยกำลังอย่างใดอย่างหนึ่ง อันบุคคลทำอยู่ การงานที่บุคคลทำ ด้วยกำลังทั้งหมดนั้น อาศัยแผ่นดิน ดำรงอยู่บนแผ่นดิน จึงทำได้ฉันนั้น

ภิกษุทั้งหลาย ก็อาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีล แล้วเจริญ สัมมัปปธาน 4 กระทำให้มาก เจริญให้มาก ขึ้นตามลำดับ ก็ฉันนั้น

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การแสวงหา 3 อย่าง คือ

1. การแสวงหากาม คือ กิเลสกาม วัตถุกาม ทำให้เกิดความมัวเมา หลงใหล ชอบใจ จะนำไปสู่ความเสียหายได้

2. การแสวงหาที่เกิด คือ เกิดในภพน้อย ภพใหญ่ และการหมุนเวียนอยู่ในวัฏวน หาทางออกจากความทุกข์ไม่ได้

3. การแสวงหาพรหมจรรย์ คือ ความบริสุทธิ์ เพื่อหาทางพ้นทุกข์

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สัมมัปปธาน 4 เหล่านี้ อันภิกษุพึงเจริญให้มาก เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละการแสวงหาทั้ง 3 อย่าง

ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ อันมีอยู่ในเบื้องต้น 5 อย่าง คือ กิเลส เป็นเครื่องร้อยรัดใจ ให้มัวเมาลุ่มหลง ได้แก่

1. รูปราคะ คือ ความพึงพอใจ ในการปฏิบัติธรรม แล้วพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ปฏิบัติจนถึง ฌาน 1 ถึง ฌาน 4 แล้วก็เกิดความพึงใจ

2. อรูปราคะ คือ การพึงพอใจในการปฏิบัติธรรม ในขั้น ฌานที่ 5 ถึงฌานที่ 8

3. มานะ คือ การถือตัว ถือตน

4. อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน

5. อวิชชา ความไม่รู้จริง

ภิกษุทั้งหลาย การเจริญสัมมัปปธาน 4 ให้มากๆ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป และเพื่อละสังโยชน์ทั้ง 5 ดังกล่าวมานี้ ก็จะทำให้บรรลุถึงความพ้นทุกข์ได้

ธรรมะบรรยาย
เจ้าคุณพระราชปัญญาวชิโรดม
วัดเทพเจติยาจารย์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

ที่อยู่

ถ. บุญวาทย์
Amphoe Muang Lampang
52000

เวลาทำการ

จันทร์ 06:00 - 21:00
อังคาร 06:00 - 21:00
พุธ 06:00 - 21:00
พฤหัสบดี 06:00 - 21:00
ศุกร์ 06:00 - 21:00
เสาร์ 06:00 - 21:00
อาทิตย์ 06:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66858705988

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดเชตวัน ลำปางผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท