23/10/2021
แม้จะปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น ก็อย่าทิ้งการทำบุญ
(อย่าทิ้งการสร้างทาน ศีล และภาวนา)
..บุญเป็นที่พึ่งของสัตว์ในโลกหน้า เพราะตราบใดที่เรายังไม่ถึงพระนิพพาน บุญกุศลก็อุปมาเป็นเหมือนกับเสบียงที่ใช้ในการเดินทาง ถ้าหากเรามีเสบียง สะสมเสบียงไว้มาก การเดินทางในวัฏสงสารก็จะสะดวกสบายขึ้น นั่นเป็นเพราะผลบุญที่เราได้เคยกระทำมาคอยช่วยเหลือเกื้อกูล แต่หากเราไม่ได้หมั่นสร้างบุญสร้างกุศลไว้เลย เมื่อเกิดมาก็จะมีแต่ความลำบากขัดสน ทำอะไรก็จะติดๆขัดๆ จะมีแต่อุปสรรค์ปัญหา บุญจึงเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า และบุญยังเป็นธรรมที่ช่วยยกระดับจิต สามารถเกื้อหนุนต่อความหลุดพ้นได้ด้วย
..แม้ว่าเราจะปรารถนาการหลุดพ้นไวๆหรือปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นไวๆ ก็อย่าได้ทิ้งการทำทาน อย่าทิ้งการทำบุญสร้างกุศล เพราะเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าปัญญาของเราจะมากพอที่จะปฏิบัติแล้วหลุดพ้นในชาติปัจจุบันอันใกล้ได้ ถ้าหากเราทิ้งการทำทาน ทิ้งการทำบุญสร้างกุศลไปเสียแล้ว เราก็จะเป็นบุคคลที่เอาตัวไม่รอด กลายเป็นบุคคลที่ได้ชื่อว่าประมาท
..ที่ว่าทานอานิสงค์น้อยกว่าการรักษาศีล การรักษาศีลอานิสงค์น้อยกว่าการเจริญภาวนา การภาวนามีอานิสงค์มากกว่า ที่กล่าวแบบนี้เพราะนับเอาสิ่งที่ใกล้ต่อมรรคผลเป็นสำคัญ เพราะการภาวนานั้นใกล้ต่อการบรรลุมรรคผล ใกล้ต่อการหลุดพ้นมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าให้ทิ้งการทำทาน ทิ้งการรักษาศีล มาทำแค่ภาวนาอย่างเดียว เพราะทาน ศีล ภาวนา อานิสงค์ย่อมมีความแตกต่างกัน อุปมาเหมือนคนทานข้าวต้องมีกับ มีน้ำ มีข้าว ก็เหมือนกับอานิสงค์ของทานจะหนักไปทางโภคทรัพย์ อานิสงค์ของศีลจะหนักไปทางรูปสมบัติ นำมาเกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีรูปงาม อานิสงค์ของภาวนาจะทำให้เฉลียวฉลาดมีปัญญามาก จึงควรทำให้ครบ ให้พรั่งพร้อมบริบูรณ์
..อย่างถ้าทำทานอย่างเดียว ถึงจะทำมาก เกิดมามีโภคทรัพย์มาก มีทรัพย์สมบัติมากก็จริง แต่เป็นคนขี้เหร่และขาดปัญญาแบบนี้ก็ไม่ดี เผลอๆไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์ อาจเกิดเป็นสัตว์ แต่เป็นสัตว์ที่กินอยู่แบบสบายเพราะอานิสงค์จากทาน
..ถ้ารักษาแต่ศีลอย่างเดียว เกิดมารูปงาม แต่ยากจนและไม่มีปัญญาแบบนี้ก็ไม่ดี
.ถ้าทำแต่ภาวนาเพียงอย่างเดียว ถึงจะเกิดมามีปัญญาในธรรมมาก แต่ก็ยากจน รูปไม่งาม
เหตุนี้ควรทำให้พรั่งพร้อมบริบูรณ์ทั้งทาน ศีล และภาวนา เพราะตราบใดที่ยังไม่ถึงพระนิพพาน อย่างน้อยๆก็จะมีเสบียงบุญติดตามไปช่วยเหลือเกื้อกูลไม่ให้ลำบากขัดสน แต่หากทิ้งทาน ทิ้งการทำบุญ เมื่อกลับมาเกิดอีกย่อมเอาตัวไม่รอด ย่อมลำบากขัดสน อุปมาเหมือนคนที่ขาดเสบียงในการเดินทาง การทำบุญนี้ได้ทำกับทำให้เต็มนั้นต่างกัน อุปมาเหมือนกับการทานข้าว ได้ทานกับทานจนอิ่มสภาาวะต่างกัน
เรื่องของการทำบุญนี้หากทำบุญด้วยปัญญา คือมีปัญญาเข้ามาประกอบในขณะทำบุญ ก็จะได้ทั้งบุญได้ทั้งปัญญา เช่น.....บางท่านให้ทานด้วยจิตศรัทธาเลื่อมใสตรงนี้ย่อมเกิดบุญ เป็นบุญสำเร็จจากการให้ทาน (ได้แค่บุญ)
...บางท่านให้ทานด้วยจิตศรัทธาและมีการวางจิตว่าการให้ทานก็เพื่อลดละกิเลสฝ่ายโลภะ(ความโลภ) ตรงนี้จะได้ทั้งบุญได้ทั้งการขัดเกลากิเลสฝ่ายโลภะ
...บางท่านให้ทานด้วยจิตศรัทธาและพิจารณาด้วยปัญญาว่าทานนั้นก็เป็นแค่สมบัติของโลก(เป็นสมบัติผลัดกันชม) ไม่ใช่สมบัติเฉพาะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ทานทั้งหลายย่อมอยู่ภายใต้กฏของไตรลักษณ์ คือมีได้ก็เสื่อมได้ (เกิดขึ้น,ตั้งอยู่,ดับไป) เป็นการให้ทานโดยการสละออกจากความยึดมั่นถือมั่น วางจิตแบบนี้จะได้ทั้งบุญได้ทั้งปัญญา
โดยผู้ที่ทำบุญประกอบไปด้วยปัญญา เวลาปฏิสนธิจะสัมปยุตไปด้วยปัญญา คือจะมีปัญญาเข้ามาประกอบตั้งแต่วิญญาณหยั่งลงสู่ครรภ์(ภาษาทางอภิธรรมจะเรียกว่าบุคคลประเภทนี้ว่าติเหตุกบุคคล) บุคคลประเภทนี้เมื่อมาเกิดจะสามารถเจริญฌานหรือทำอริยะมรรคอริยะผลให้เกิดได้ในชาตินั้นๆที่มาเกิด ถ้าจัดเข้าในประเภทบุคคล4เหล่า ก็จะเป็นบัวประเภทที่โผล่พ้นน้ำ(เป็นประเภทที่1)