17/09/2025
#เสียงสะท้อนจากผู้เข้าเรียนวิชา “ผู้นำฝ่ายวิญญาณกับสุขภาพอารมณ์”
1. อ.ธนา
วิชานี้เป็นวิชาที่เหมาะและตอบโจทย์สำหรับศิษยาภิบาลหลายคนในการเป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณ เพราะผู้นำที่ดีได้นั้นสุขภาพอารมณ์ก็ต้องดีด้วย ทำให้เราตรวจสอบชีวิตของตัวเองว่า ขาดอะไรไปบ้าง ต้องเพิ่ม หรือมีอะไรที่ต้อแก้ไขใหม ซึ่งเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพอารมณ์ที่ดีมาก ท้ายที่สุดแล้ว เราต้องตายต่อตัวเองถึงสามารถ ปกป้อง ส่งเสริมและสนับสนุนสุขภาพทางอารมณ์ของเราได้ดีขึ้นครับ
2. อ.จง
สิ่งที่ได้รับจากการเรียน หลักสูตร ผู้นำฝ่ายวิญญาณกับสียงสุขภาพอารมณ์ ความนับถือตัวเองตํ่า ความไม่มั่นใจตัวเอง ให้คุณค่าชีวิตตํ่า มักรู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสามารถ โหยหาสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ทั้งยังอยากให้คนอื่นเห็นคุณค่าในตัวเรามากกว่าใคร เมื่อไม่ได้ ก็จมอยู่กับชีวิตที่หมดอะไรตายอยาก คำพูดของคนรอบข้างไม่อาจทำให้ตัวผมล้ม สิ่งที่ทำผมล้มได้คือคำพูดตัวเอง จากบทเรียนวิชานี้ ทำให้หูตาผมสว่างมากขึ้นเลย ทำให้รู้ว่าตัวเราควรเดินและยืนอยู่ระดับไหน และควรมองตัวเองเสียใหม่ กำลังใจที่ดีควรมาจากพระเจ้าคือการมอบไว้ที่พระเจ้าแล้วเราเองก็ต้องร่วมมือกับพระเจ้าด้วย โดยการเสริมสร้างตัวเองด้วยคำพูดดีๆแล้วลงมือทำโดยพึ่งพากำลังที่มาจากพระเจ้าไม่ใช่ด้วยกำลังความสามารถของเราเอง
3. อ.ภา
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากอดีต ทำให้มีบาดแผลในชีวิต แต่เมื่อเรายอมรับการรักษาที่มาจากพระเจ้า เราจะได้รับการเยียวยาที่สมบูรณ์
4. อ.ก้อง
ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังเป็น "โรค" อะไร เราจะระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้นกว่าคนปกติไม่ว่าการกินดื่มการใช้ชีวิตฯเช่นเดียวกันหากเรารู้ว่า "สุขภาพอารมณ์" ตัวเองเป็นอย่างไรเราก็จะป้องกันตัวเองอีกทั้งยังสามารถช่วยคนอื่นได้ด้วย
5. อ.ชาติ
การมีชีวิตที่สมดุล สมดุลในฝ่ายวิญญาณ และสมดุลสุขภาพอารมณ์ เพราะถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งหนักไปจะทำให้ เรา สูญเสียความสมดุลย์อาจจะล้มหรือเกิดปัญหาได้
6. อ.เอกภาพ
การสะท้อนของผมคือ เรียนแล้วเข้าใจอารมณ์ตัวเองมากขึ้น เช่น
- หัวข้อนี้ไม่เคยเรียนมาก่อน(แต่สำคัญ) น่าสนใจ เพราะผู้นำ(ฝ่ายวิญญาณ) เกี่ยวข้องกับอารมณ์โดยตรงจริงๆ จากการรับใช้มาจึงปฏิเสธไม่ได้เลย ส่วนตัวมีปัญหาเรื่องนี้มาก
- "สุขภาพอารมณ์" ได้มุมมองใหม่สำหรับคำนี้ เพราะไม่เคยคิดว่าอารมณ์คือสุขภาพ?อารมณ์มันคือสุขภาพที่ต้องดูแลรักษา ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรือการคิดไปเองเท่านั้น เพราะเบื้องหลังชีวิต,ครอบครัว ก็ส่งผลต่อสุขภาพอารมณ์ในการรับใช้มากๆ แต่เราไม่เคยแก้ไขเลย กลับคิดว่าเป็นแค่เรื่องอดีตที่ผ่านมาเท่านั้น
- "การเชื่อมโยงผ่านอารมณ์" (มีผล2ด้าน ด้านบวก/ลบ) เราไม่สามารถเชื่อมโยงผู้อื่นผ่านการอยู่คนเดียวได้ เพราะฉะนั้นอารมณ์ที่ดีและถูกต้องจะเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพื่อไปสู่แผนการพระเจ้า
7. อ.จอร์ช
วิชานี้ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ 2 เรื่องหลักๆ
เรื่องที่ (1) การให้ความสำคัญกับอารมณ์
แต่ก่อน มองว่าอารมณ์เป็นสิ่งเล็กน้อยไม่ได้สำคัญอะไรและมองข้ามอารมณ์ตลอด แต่วิชานี้ เปลี่ยนมุมมองว่า อารมณ์เป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับทุกเรื่องในการดำเนินชีวิต และเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ถ้าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ก็เท่ากับว่าเราได้สูญเสียอะไรบางสิ่ง เช่น ความสัมพันธ์ ความเป็นผู้ใหญ่ ความน่าเชื่อถือ และเสียตัวตนที่ควรจะเป็น กลับกัน ถ้าเราสามารถควบคุมอารมณ์ รู้จังหวะอารมณ์ และใช้อารมณ์ให้เหมาะกับสถานการณ์ต่างๆแล้ว เราจะพบว่า อารมณ์ที่ดี คือยารักษาจิตใจที่ดียอดเยี่ยม
เรื่องที่ (2) สายตาที่มองผู้อื่น
แต่ก่อน ชอบมองคนอื่นๆว่า “อ่อนแอมากเกินไปที่จะรับการเยียวยาได้” ความคิดนี้ส่งผลให้ตัวเองตีตัวออกจากคนที่อ่อนแอบ่อยๆ แต่ในขณะเดียวกันวิชานี้ทำให้เห็นความอ่อนแอของตัวเองอย่างหนึ่งคือ “การมองคนอื่นว่าอ่อนแอเกินไป คือความอ่อนแอของตัวเอง”
วิชานี้นำมาซึ่งการเปลี่ยนมุมมองอย่างเด็ดขาดจริงๆว่า ถ้าทุกคนเลือกได้ ไม่มีใครที่ไม่อยากเข้มแข็ง และคงไม่มีความอ่อนแอปรากฏให้เห็น แต่ในโลกนี้เป็นโลกของความไม่สมบูรณ์แบบ จึงส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเตือนตัวเองแรงๆว่า ถ้าไม่รู้จักอดทนกับความอ่อนแอและไม่สามารถเห็นใจในความอ่อนแอของผู้อื่น จะมีหัวใจแห่งการเลี้ยงดูได้อย่างไร และการรับใช้ก็ล้มเหลวในที่สุด
8. อ.อานูตา
1.ไม่จำเป็นต้องพิสุจน์ตนเองเพื่อให้ใครๆมายอมรับเรา แต่ต้องไม่หยุดพัฒนาเพราะการพัฒนาขึ้นของเราจะเป็นตัวพิสูจน์และผู้อื่นจะยอมรับเราเอง
2.ทำความเข้าใจในเชิงลึก ไม่ใช่ผิวเผิน
1.พระคำของพระเจ้าและความรู้อื่นๆที่นอกเหนือพระคำของพระเจ้า/พัฒนาองค์ความรู้ความเข้าใจ
2.ตนเอง รู้จักความรู้สึกตัวเอง/อารมณ์ตนเอง/ยอมรับ+ยอมแก้ไข
3.รู้จักผู้อื่น / ไม่ใช่ตัดสินแต่ทำความเข้าใจ
9. อ.จอนนี่
ภาวะหมดไฟของศิษยาภิบาล โดยตั้งคำถามว่าภาวะนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความไร้พลังของศาสนศาสตร์หรือไม่ ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าปัญหาภาวะหมดไฟในหมู่ศิษยาภิบาลเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เพียงแค่ในต่างประเทศ แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ทำให้คริสเตียนเกิดความสิ้นหวังและลดความนับถือต่อสถาบันศิษยาภิบาลลง
1.ภาวะหมดไฟ: ข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงความไร้กำลังของศาสนศาสตร์
ผู้เขียนได้อ้างอิงถึงข้อมูลสถิติในสหรัฐอเมริกาเพื่อยืนยันว่าศิษยาภิบาลจำนวนมากประสบกับปัญหา เช่น อัตราการหย่าร้างที่สูง ความคิดที่จะเลิกรับใช้ และการหมดไฟเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พวกเขาถดถอย ทั้งนี้ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่าศิษยาภิบาลมักสอนว่าการขาดความรู้ทางศาสนศาสตร์ทำให้สมาชิกหลงหาย แต่เมื่อศิษยาภิบาลเองกลับหมดไฟ ก็ทำให้เกิดคำถามว่าศาสนศาสตร์นั้นไร้พลังจริงหรือ นอกจากนี้ ผู้เขียนยังกล่าวถึงลักษณะของศิษยาภิบาลที่ ยอมเสียใจแต่ไม่ยอมเสียหน้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปกปิดความอ่อนแอของตัวเองภายใต้หน้ากากของ "วีรบุรุษ" และมักจะยุติบทบาทลงอย่างเงียบๆ เมื่อถึงจุดที่แตกสลาย ซึ่งเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตของผู้รับใช้
2.ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนสู่การเพิกเฉยที่อันตราย
ผู้เขียนชี้ว่าความเข้าใจของคริสเตียนต่อภาวะหมดไฟของศิษยาภิบาลนั้นคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงหลายประการ
2.1 ความเชื่อที่ว่าศิษยาภิบาลเป็นบุคคลที่ถูกสงวนไว้จากภาวะหมดไฟ: คริสเตียนมักคาดหวังว่าศิษยาภิบาลเป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบอยู่เสมอ ทำให้ศิษยาภิบาลไม่กล้าเปิดเผยความอ่อนแอของตนเอง
2.2 การเชื่อมโยงภาวะหมดไฟกับความบาป: บางคนมองว่าภาวะหมดไฟเกิดจากบาป ซึ่งทำให้ศิษยาภิบาลที่หมดไฟรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่กล้าขอความช่วยเหลือ
2.3 การประเมินภาวะหมดไฟแบบสุดโต่ง: ผู้เขียนยกตัวอย่างชีวิตของเอลียาห์ที่หนีงานและขอให้ตัวเองตายเมื่อหมดไฟ ซึ่งเป็นการประเมินปัญหาอย่างไม่สมดุล
3.พันธกิจกับศาสนศาสตร์ แหล่งแห่งความชื่นชมยินดีและความเจ็บปวด
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า พันธกิจและศาสนศาสตร์เป็นได้ทั้งแหล่งความสุขและความเจ็บปวด ในชีวิตของศิษยาภิบาล
3.1 พันธกิจแห่งชีวิตคริสตจักรกับพันธกิจแห่งความตายศิษยาภิบาล: ศิษยาภิบาลให้ชีวิตกับคริสตจักร แต่ในทางกลับกันพันธกิจที่หนักหน่วงก็อาจทำลายชีวิตของพวกเขาได้
3.2 เมื่ออารมณ์มีพลังเหนือศาสนศาสตร์: ในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบาก ศิษยาภิบาลอาจพบว่าความรู้ทางศาสนศาสตร์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้คำตอบที่แท้จริงได้
3.4 ฝันร้ายจากพันธกิจและศาสนศาสตร์แห่งการทนทุกข์: แนวคิดที่ว่าต้องทนทุกข์เพื่อพระเจ้า ทำให้ศิษยาภิบาลละเลยครอบครัวของตนเอง ซึ่งเป็นความไม่สมดุลที่อันตราย
4.ภาวะที่มั่นคงและแข็งแกร่งของศาสนศาสตร์
ในตอนท้าย ผู้เขียนยืนยันว่า ศาสนศาสตร์ยังคงมั่นคงและแข็งแกร่ง ไม่ได้ไร้พลังอย่างที่ถูกกล่าวหา เพราะแหล่งที่มาของศาสนศาสตร์คือพระคัมภีร์ซึ่งมาจากพระเจ้า
4.1 ศาสนศาสตร์ของพระเยซูคริสต์: พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างของการพักผ่อนอย่างสมดุลควบคู่ไปกับการทำพันธกิจ
4.2 ศาสนศาสตร์คริสตจักร: คริสตจักรคือแหล่งพลังและการเยียวยาสำหรับศิษยาภิบาล แม้ว่าจะเป็นที่ที่ต้องรับใช้และเผชิญกับความต้องการที่หลากหลาย
4.3 การแทรกแซงของพระเจ้า: ผู้เขียนสรุปว่าเมื่อศิษยาภิบาลหมดไฟ พวกเขาต้องการการแทรกแซงพิเศษจากพระเจ้า ไม่ใช่แค่ความรู้ทางศาสนศาสตร์เพิ่มเติม ซึ่งการสร้างเครือข่ายสนับสนุน การอธิษฐาน และการแสวงหาการยืนยันจากพระเจ้าจะช่วยให้ฟื้นคืนกำลังได้
10. อ.อาต๊ะ
ศบ.ต้องชัดเจนในสิ่งที่ตนสอนก่อน ถึงจะสามารถสอนให้สมาชิกให้ชัดเจนได้
11. อ.เสาวนีย์ ปูลา
1. ด้านสุขภาพอารมณ์
เข้าใจตัวเองมากขึ้น ว่า นับถือตัวเองต่ำมาก
2.สร้างระบบความเชื่อ และพัฒนาในการเก็บข้อมูล (คลังความรู้)
3.แบบอย่างชีวิตที่ดีของผู้สอน (ผ่านประสบการณ์)
ด้านการยืนหยัด ในการรับใช้พระเจ้า และสัตย์ซื่อต่อคู่สมรส ประทับใจที่มีรุ่นพี่ที่เก่งมากๆค่ะ
12. น.ศ.สมชาย แซ่ว้า
ได้เรียนรู้ สิ่งที่เป็นทฤษฎีมากขึ้น เพราะบางครั้งมันก็อยู่ในชีวิต เช่นการรับใช้ขณะที่ความรู้สึกไม่พร้อมไม่อยากรับใช้ อยากลาออก จากการเรียน แต่พระเจ้าใช้การรับใช้เยียวยาเรา และวิชานี้ยังสอนรับมือกับอารมณ์หมดไฟ เช่น
1 เรียนรู้ความผิดหวัง
- ได้เตรียมตัวเองก่อนที่จะออกไปรับใช้จริงๆ
เห็นประสบการณ์การชีวิต การรับใช้จริงจาก พี่ๆ และอาจารย์ เห็นมุมมองมากขึ้น
--การแก้ไขบางย่างในชีวิตตัวเองจากสิ่งที่ได้เรียน
2 การพัฒนาตัวเอง
- เรียนรู้ว่าจะรับมือจากความคาดหวังยังไง
เพื่อจะไม่ผิดหวัง คุณค่าตัวตนในการรับใช้พระเจ้า เผชิญกับแรงกดดัน
13. น.ศ.บิว
- การรับใช้พระเจ้า = การฟื้นฟูหัวใจ
- สร้างความเชื่อของตัวเองบนพื้นฐานของพระคัมภีร์ อย่าเอาวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์มาสอดคลอดกับพระคัมภีร์เพื่อดึงดูดความสนใจจากคน
- เรียนรู้และยอมรับที่จะผิดหวังจากพระเจ้าเพื่อเราจะรับสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม
- พระเจ้าสร้างอารมณ์ของเราขึ้นเพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับพระเจ้าและกับคนอื่น
- อย่าพัฒนาด้านความเชื่ออย่างเดียวนะ…แต่ให้เราพัฒนาด้านอารมณ์ไปพร้อมๆกัน
- อารมณ์เกี่ยวข้องกับการเติบโตฝ่ายวิญญาณด้วย แหะ 🙂
- เราจะไม่สามารถรักษาใคร หากเรายังบาดเจ็บอยู่
14. น.ศ.ธิดา
เรียนรู้ในการผิดหวังกับพระเจ้า เพื่อที่เราจะเข้าใจน้ำพระทัยของพระเจ้ามากขึ้น ไม่ใช่เพื่อถอยห่าง
เพราะในความผิดหวังนั้นพระเจ้ามีแผนการที่ดีสำหรับเราเสมอ
15. น.ศ.ขิง
หมดไฟได้แต่อย่าหมดใจ