23/05/2026
#หลวงปู่มั่นแก้ปัญหาสมาธิภาวนาให้หลวงปู่เทสก์
"วันหนึ่ง...จิตรวมอย่างน่าประหลาดใจ
คือ รวมใหญ่เข้าสว่างอยู่...คนเดียว
แล้วมีความรู้ชัดเจน จนสว่างจ้า อยู่...ณ
ที่เดียว
จะพิจารณาอะไรๆ หรือมองดูในแง่ไหน
ในธรรมทั้งปวง ก็หมดความลังเลสงสัย
ในธรรมวินัยนี้ ทั้งหมด คล้ายๆ กับว่า...
เรานี้...ถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวงแล้ว
แต่เราก็มิได้สนใจ ในเรื่องนั้น...มีแต่ตั้งใจว่า...ไฉนหนอ เราจะชำระใจของเรา ให้บริสุทธิ์หมดจด
เราทำได้ขนาดนี้แล้ว...จะมีอะไร
แลดำเนินอย่างไรต่อไปอีก
จึงได้เดินทางตามหาท่านอาจารย์มั่น
แล้วเราจึงได้กราบเรียนท่านว่า...ที่ต้องตามหาท่านอาจารย์ ในครั้งนี้ด้วยจุดประสงค์ อยากจะมาขอ
ความกรุณาให้ท่านอาจารย์ ได้ช่วยแก้อุบายภาวนาให้ เพราะกระผมได้คิด และได้ศึกษาจากหมู่คณะมามากแล้ว เห็นว่านอกจากท่านอาจารย์แล้ว...
คงไม่มีใครแก้อุบายนี้ ของกระผมได้แน่!
แล้วก็ได้เล่าความเป็นมา ของเรา
ถวายให้ท่านทราบทุกประการ.เริ่มต้นแต่
ได้ปฏิบัติมา จนกระทั่งถึงเรื่องที่ได้นำเข้าเรียน ท่านอาจารย์สิงห์ ที่โคราช
ท่านจึงเล่าถึงการที่ท่านได้อบรมสานุศิษย์มาแล้ว
เป็นทำนองว่า...
ให้เราทบทวนดูหมู่เพื่อน ที่ท่านอบรมว่า...
"ถ้าองค์ไหน ดำเนินตามรอยของผมจนชำนิ ชำนาญมั่นคง
องค์นั้น...ย่อมเจริญก้าวหน้า อย่างน้อยก็คงตัวอยู่ได้ ตลอดรอดฝั่ง
ถ้าองค์ไหนไม่ดำเนินตามรอยของผม
องค์นั้น...ย่อมอยู่ไม่ทนทาน ต้องเสื่อม หรือสึกไป
ผมเองหากมีภาระมากๆ ยุ่งกับหมู่คณะ
การประกอบความเพียร ไม่สม่ำเสมอ
เพ่งพิจารณาในกายคตาไม่ละเอียด จิตใจก็ไม่ค่อยจะปลอดโปร่ง
การพิจารณา...อย่าให้จิตหนีออกจากกายอันนี้ จะชัดเจนแจ่มแจ้งหรือไม่ ก็อย่าได้ท้อถอย
เพ่งพิจารณาอยู่ ณ ที่นี่ละ!
จะพิจารณา ให้เป็นอสุภะหรือให้เป็นธาตุ ก็ได้
หรือจะพิจารณาให้เป็นขันธ์ หรือให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ ได้ทั้งนั้น
แต่ให้พิจารณา เพ่งลงเฉพาะในเรื่องนั้นจริงๆ อยู่ตลอดอิริยาบถทั้ง ๔
แล้วก็ไม่ใช่ว่าเห็นแล้ว ก็จะหยุดเสียเมื่อไร
จะเห็นชัดหรือไม่ชัด ก็พิจารณา อยู่...อย่างนั้นแหละ
เมื่อพิจารณาอันใด ชัดเจน แจ่มแจ้งด้วยใจ ตนเองแล้ว สิ่งอื่นนอกนี้...จะมาปรากฏชัด ในที่เดียวกันดอก"
ท่านบอกว่า...อย่าให้จิต มันรวมเข้าไปเป็นภวังค์ได้ พอท่านพูดจบ เรานึกตั้งปณิธานไว้ในใจว่า
เอาละ คราวนี้...เราจะเรียนกัมมัฏฐานใหม่ ผิด-ถูก เราจะ
ทำตามท่านสอน ขอให้ท่านเป็นผู้ดูแล และชี้ขาดแต่ผู้เดียว
นับแต่ วันนั้นเป็นต้นมา เราตั้งสติกำหนดพิจารณาอยู่...แต่เฉพาะกายโดยให้เป็นอสุภะ เป็นธาตุ ๔ เป็นก้อนทุกข์อยู่...ตลอดทั้งกลางวัน และกลางคืน
เราใช้เวลา ปรารภความเพียรอยู่ด้วยความไม่ประมาท สิ้นเวลา ๖ เดือน (พรรษานี้ เราจำพรรษาอยู่ที่นี้)
โดยไม่มี ความเบื่อหน่าย
ใจ ของเรา จึงได้รับความสงบ และเกิดอุบายเฉพาะตนขึ้นมาว่า...
ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี อยู่...ในโลกนี้เป็นเพียงสักแต่ว่า...เป็นธาตุ ๔ เท่านั้น
แต่คนเราไปสมมุติ แล้วหลงสมมุติตนเองต่างหาก มันจึงต้องยุ่ง และเดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง
เราได้อุบายครั้งนี้...ทำให้จิตหนักแน่น มั่นคง ผิดปกติกว่าเมื่อก่อนๆ มาก แล้วก็เชื่อมั่น ในตัวเองว่า...เราเดินถูกทางแล้ว."
จากหนังสือ อัตตโนประวัติ
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง. อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย