ธรรมกัมมัฏฐาน

ธรรมกัมมัฏฐาน วัดถ้ำขุมทรัพย์จามเทวี
เลขที่ 119 หมู่ที่ 9
ต.ใหม่พัฒนา
อ.เกาะคา
จ.ลำปาง

 #หลวงปู่มั่นแก้ปัญหาสมาธิภาวนาให้หลวงปู่เทสก์"วันหนึ่ง...จิตรวมอย่างน่าประหลาดใจ คือ รวมใหญ่เข้าสว่างอยู่...คนเดียว แล้...
23/05/2026

#หลวงปู่มั่นแก้ปัญหาสมาธิภาวนาให้หลวงปู่เทสก์

"วันหนึ่ง...จิตรวมอย่างน่าประหลาดใจ
คือ รวมใหญ่เข้าสว่างอยู่...คนเดียว
แล้วมีความรู้ชัดเจน จนสว่างจ้า อยู่...ณ
ที่เดียว
จะพิจารณาอะไรๆ หรือมองดูในแง่ไหน
ในธรรมทั้งปวง ก็หมดความลังเลสงสัย
ในธรรมวินัยนี้ ทั้งหมด คล้ายๆ กับว่า...
เรานี้...ถึงที่สุดแห่งธรรมทั้งปวงแล้ว
แต่เราก็มิได้สนใจ ในเรื่องนั้น...มีแต่ตั้งใจว่า...ไฉนหนอ เราจะชำระใจของเรา ให้บริสุทธิ์หมดจด

เราทำได้ขนาดนี้แล้ว...จะมีอะไร
แลดำเนินอย่างไรต่อไปอีก

จึงได้เดินทางตามหาท่านอาจารย์มั่น
แล้วเราจึงได้กราบเรียนท่านว่า...ที่ต้องตามหาท่านอาจารย์ ในครั้งนี้ด้วยจุดประสงค์ อยากจะมาขอ
ความกรุณาให้ท่านอาจารย์ ได้ช่วยแก้อุบายภาวนาให้ เพราะกระผมได้คิด และได้ศึกษาจากหมู่คณะมามากแล้ว เห็นว่านอกจากท่านอาจารย์แล้ว...
คงไม่มีใครแก้อุบายนี้ ของกระผมได้แน่!

แล้วก็ได้เล่าความเป็นมา ของเรา
ถวายให้ท่านทราบทุกประการ.เริ่มต้นแต่
ได้ปฏิบัติมา จนกระทั่งถึงเรื่องที่ได้นำเข้าเรียน ท่านอาจารย์สิงห์ ที่โคราช

ท่านจึงเล่าถึงการที่ท่านได้อบรมสานุศิษย์มาแล้ว
เป็นทำนองว่า...
ให้เราทบทวนดูหมู่เพื่อน ที่ท่านอบรมว่า...

"ถ้าองค์ไหน ดำเนินตามรอยของผมจนชำนิ ชำนาญมั่นคง
องค์นั้น...ย่อมเจริญก้าวหน้า อย่างน้อยก็คงตัวอยู่ได้ ตลอดรอดฝั่ง
ถ้าองค์ไหนไม่ดำเนินตามรอยของผม
องค์นั้น...ย่อมอยู่ไม่ทนทาน ต้องเสื่อม หรือสึกไป

ผมเองหากมีภาระมากๆ ยุ่งกับหมู่คณะ
การประกอบความเพียร ไม่สม่ำเสมอ
เพ่งพิจารณาในกายคตาไม่ละเอียด จิตใจก็ไม่ค่อยจะปลอดโปร่ง
การพิจารณา...อย่าให้จิตหนีออกจากกายอันนี้ จะชัดเจนแจ่มแจ้งหรือไม่ ก็อย่าได้ท้อถอย
เพ่งพิจารณาอยู่ ณ ที่นี่ละ!
จะพิจารณา ให้เป็นอสุภะหรือให้เป็นธาตุ ก็ได้
หรือจะพิจารณาให้เป็นขันธ์ หรือให้เห็นเป็นไตรลักษณ์ ได้ทั้งนั้น

แต่ให้พิจารณา เพ่งลงเฉพาะในเรื่องนั้นจริงๆ อยู่ตลอดอิริยาบถทั้ง ๔
แล้วก็ไม่ใช่ว่าเห็นแล้ว ก็จะหยุดเสียเมื่อไร
จะเห็นชัดหรือไม่ชัด ก็พิจารณา อยู่...อย่างนั้นแหละ

เมื่อพิจารณาอันใด ชัดเจน แจ่มแจ้งด้วยใจ ตนเองแล้ว สิ่งอื่นนอกนี้...จะมาปรากฏชัด ในที่เดียวกันดอก"

ท่านบอกว่า...อย่าให้จิต มันรวมเข้าไปเป็นภวังค์ได้ พอท่านพูดจบ เรานึกตั้งปณิธานไว้ในใจว่า
เอาละ คราวนี้...เราจะเรียนกัมมัฏฐานใหม่ ผิด-ถูก เราจะ
ทำตามท่านสอน ขอให้ท่านเป็นผู้ดูแล และชี้ขาดแต่ผู้เดียว

นับแต่ วันนั้นเป็นต้นมา เราตั้งสติกำหนดพิจารณาอยู่...แต่เฉพาะกายโดยให้เป็นอสุภะ เป็นธาตุ ๔ เป็นก้อนทุกข์อยู่...ตลอดทั้งกลางวัน และกลางคืน

เราใช้เวลา ปรารภความเพียรอยู่ด้วยความไม่ประมาท สิ้นเวลา ๖ เดือน (พรรษานี้ เราจำพรรษาอยู่ที่นี้)
โดยไม่มี ความเบื่อหน่าย
ใจ ของเรา จึงได้รับความสงบ และเกิดอุบายเฉพาะตนขึ้นมาว่า...

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มี อยู่...ในโลกนี้เป็นเพียงสักแต่ว่า...เป็นธาตุ ๔ เท่านั้น
แต่คนเราไปสมมุติ แล้วหลงสมมุติตนเองต่างหาก มันจึงต้องยุ่ง และเดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง

เราได้อุบายครั้งนี้...ทำให้จิตหนักแน่น มั่นคง ผิดปกติกว่าเมื่อก่อนๆ มาก แล้วก็เชื่อมั่น ในตัวเองว่า...เราเดินถูกทางแล้ว."

จากหนังสือ อัตตโนประวัติ
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง. อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

 ื่องแสดงน้ำใจ"...ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ด้วยการให้ การเสียสละแบ...
23/05/2026

ื่องแสดงน้ำใจ

"...ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจของมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ด้วยการให้ การเสียสละแบ่งปัน มากน้อยตามกำลังวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นอกจากกุศล คือความดีที่ได้จากทานนั้น
ศีล คือพืชแห่งความดีอันยอดเยี่ยม ที่ควรมีประจำชาติมนุษย์ ไม่ปล่อยให้สูญหายไป แม้โลกเจริญด้วยวัตถุจนกองสูงกว่าพระอาทิตย์ แต่ความรุ่มร้อนแผดเผาจะทวีคูณยิ่งกว่าพระอาทิตย์ ถ้ามัวคิดว่าวัตถุมีค่ามากกว่าศีลธรรม

ภาวนา วิธีภาวนาก็คือวิธีสังเกตตัวเอง สังเกตจิตที่มีนิสัยหลุกหลิก ไม่อยู่เป็นปกติสุข ด้วยมีสติระลึกรู้ความเคลื่อนไหวของจิต โดยมีธรรมบทใดบทหนึ่งเป็นคำบริกรรมเพื่อเป็นยารักษาจิตให้ทรงตัวอยู่ได้ ด้วยความสงบสุขในขณะภาวนา

จุดที่ยอดเยี่ยมของโลกคือ ใจ การบำรุงรักษาด้วยดี ได้ใจแล้วคือได้ธรรม เห็นใจแล้วคือเห็นตน ถึงใจแล้วคือถึงนิพพาน..."

ธรรมโอวาท
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

 #การดูจิตการดูจิต ต้องดูตอนจิตสงบจึงจะเห็นว่า มีอะไรอยู่ในจิตเหมือนดูน้ำตอนใสสงบ จึงจะเห็นว่ามีอะไรนอนก้นอยู่ท่านจึงสอน...
23/05/2026

#การดูจิต

การดูจิต ต้องดูตอนจิตสงบจึงจะเห็นว่า มีอะไรอยู่ในจิต
เหมือนดูน้ำตอนใสสงบ จึงจะเห็นว่ามีอะไรนอนก้นอยู่
ท่านจึงสอนให้ทำสมาธิ เพื่อให้จิตสงบ
จะได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ที่หมักดองอยู่ในจิต
แล้วใช้ปัญญาพินิจพิเคราะห์ แยกแยะออกมาทำลาย
เพื่อให้จิตบริสุทธิ์ผ่องใส พ้นจากอุปกิเลสทั้งหลายทั้งปวง

เทสโกวาท
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

“ #หน้าที่ของเรานั้น_ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น” 1. หน้าที่ของคน คือ “ทำเหตุ” ไม่ใช่บังคับผลลัพธ์   เราอาจตั้งใจเต็มที่กั...
23/05/2026

“ #หน้าที่ของเรานั้น_ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น”

1. หน้าที่ของคน คือ “ทำเหตุ” ไม่ใช่บังคับผลลัพธ์
เราอาจตั้งใจเต็มที่กับบางเรื่อง แต่ผลลัพธ์สุดท้ายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเราเพียงคนเดียว ยังมีปัจจัยอีกมากมายที่ควบคุมไม่ได้ ธรรมะจึงสอนให้โฟกัสกับสิ่งที่เราทำได้ คือการ “ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด”

2. ความทุกข์ส่วนใหญ่ เกิดจาก “ความคาดหวัง”
เมื่อใจอยากให้ทุกอย่างเป็นดั่งหวัง ก็จะเริ่มกดดันตัวเอง และเมื่อผลไม่เป็นอย่างใจ ความผิดหวังก็เกิดขึ้นทันที ยิ่งคาดหวังมาก ใจก็ยิ่งเหนื่อยมาก

3. ถ้าทำเต็มที่แล้ว ก็ควรวางใจให้เป็น
การวางใจ ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่คือการยอมรับว่า เราได้ทำดีที่สุดแล้วในส่วนของเรา หลังจากนั้นผลจะเป็นอย่างไร ก็ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับอย่างสงบ

4. คนเราควบคุมได้แค่ “การกระทำ” แต่ควบคุมโลกทั้งหมดไม่ได้
เราเลือกได้ว่าจะพูดอย่างไร คิดอย่างไร หรือทำอย่างไร แต่เราไม่สามารถควบคุมความคิดคนอื่น เหตุการณ์ หรือโชคชะตาทั้งหมดได้

5. การทำดี ไม่ได้แปลว่าจะเห็นผลทันทีเสมอไป
บางครั้งหว่านเมล็ดดี แต่ผลยังไม่ออกในวันนี้ ธรรมะสอนให้เชื่อในเหตุปัจจัย ว่าสิ่งดีที่ทำไว้ ย่อมไม่สูญเปล่า เพียงแต่อาจต้องใช้เวลา

6. เมื่อเลิกยึดติดกับผล ใจจะเบาขึ้น
คนที่เอาความสุขไปผูกกับผลลัพธ์ มักกังวลและเครียดง่าย แต่เมื่อหันกลับมาใส่ใจกับ “ระหว่างทาง” มากขึ้น ใจก็จะสงบกว่าเดิม

7. ความสงบเกิดจากการรู้ว่า “เราได้ทำดีที่สุดแล้ว”
บางครั้งต่อให้ผลออกมาไม่สมบูรณ์ แต่ถ้าเรารู้ว่าได้ตั้งใจอย่างเต็มที่ ใจจะไม่ค้างคา เพราะไม่มีอะไรต้องเสียใจภายหลัง

8. ธรรมะไม่ได้สอนให้หยุดพยายาม แต่สอนให้พยายามอย่างมีสติ
ทำหน้าที่ให้เต็มที่ ขยันให้เต็มกำลัง แต่ไม่ปล่อยให้ใจจมอยู่กับความกดดันหรือความอยากจนเกินไป

9. การยอมรับความจริง คือปัญญาอย่างหนึ่ง
โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อเข้าใจความจริงข้อนี้ ใจจะทุกข์น้อยลง เพราะไม่ฝืนธรรมชาติของชีวิต

10. ชีวิตจะเบาลง เมื่อรู้ว่า “ไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่างดั่งใจ”

หลายครั้งความเหนื่อยของคน ไม่ได้เกิดจากงานหรือปัญหา แต่เกิดจากใจที่อยากให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบเกินไป เมื่อปล่อยวางลงได้บ้าง ใจก็จะมีพื้นที่สำหรับความสุขมากขึ้น

ธรรมโอวาท
พระโพธิญาณเถระ
(หลวงปู่ชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี

 #สมาธิแบบพุทธตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เขาใช้สมาธิกันมานานแล้ว อย่างพวก โยคี ฤาษี ดาบส ที่ได้ฤทธิ์ ได้ปาฏิหาริย์ ได้อภิญญา พวก...
23/05/2026

#สมาธิแบบพุทธ

ตั้งแต่ก่อนพุทธกาล เขาใช้สมาธิกันมานานแล้ว อย่างพวก โยคี ฤาษี ดาบส ที่ได้ฤทธิ์ ได้ปาฏิหาริย์ ได้อภิญญา พวกนี้ #ใช้สมาธิเพื่อฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ พลังจิต แล้ว #ไม่สามารถหมดกิเลสเพราะสมาธิกำจัดกิเลสไม่ได้ สมาธิช่วยให้จิตสงบจากกิเลสได้ชั่วคราว และทำให้จิตพร้อมที่จะทำงาน ต้องเอาจิตนี้ไปใช้ทำงานอีกทีหนึ่ง จึงจะกำจัดกิเลสได้ ไม่ใช่สมาธิกำจัดกิเลส

อีกพวกหนึ่ง #เอาสมาธิมาใช้เป็นตัวกล่อม ทำให้ใจสบายมีความสุข ฤาษี โยคีในสมัยก่อนพุทธกาลก็เป็นแบบนี้ด้วย เขาปลีกตัวแยกจากสังคม ไปอยู่ในป่า แล้วก็ #มีความสุขจากฌานสมาบัติ ได้เสวยความสุข เรียกว่าเป็นพวกตัดขาดจากสังคม ปลีกตัวออกไปเลย ไม่เอากับใครทั้งนั้น แกก็ #เพลินกับการเล่นฌาน ศัพท์พระเรียกว่า ฌานกีฬา มีความสุขเพลินกับฌานสมาบัติ ไม่เอาเรื่องเอาราวกับชีวิตจริง ก็เสียผลเหมือนกัน

พระพุทธเจ้าไม่ทรงยอมรับด้วย เสด็จแยกออกมาเลย พุทธศาสนาไม่ใช่อย่างนั้น #พุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิฤาษี โยคี ดาบส ต้องแยกให้ได้ บางทีเราเอาพุทธศาสนาไปปนกับลัทธิฤาษี โยคี ดาบส ชีไพร ก็ผิดอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่จะต้องแยกให้ถูก

แม้แต่ลักษณะของพระในพุทธศาสนา ก็ไม่ใช่ฤาษีชีไพร มีหลักการที่แยกกันเด่นชัด ดีไม่ดี ถ้าเข้าใจผิดเอาพระไปเป็นฤาษีอีกก็จะยุ่ง ต่างกันมากในหลักการ

#วินัยของพระ ที่พระพุทธเจ้าวางไว้ #ป้องกันเด็ดขาดไม่ให้พระไปเป็นฤาษี แต่เราอาจจะเอาคำว่า “ฤาษี” มาใช้ในความหมายใหม่ เหมือนอย่างที่เรียกพระพุทธเจ้าเป็น มหามุนี หรือ มหาฤาษี แต่เป็นการเลียนศัพท์ของเขามาใช้ในความหมายใหม่ คือ อิสิ หรือ ฤาษี แปลว่าผู้แสวงคุณความดี

พระพุทธเจ้าเป็นมหาฤาษี (มหา + อิสิ) แปลว่า #ผู้แสวงคุณที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่ใช่ฤาษีแบบโบราณในอินเดีย พวกนั้นมีมาก่อนพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงไปทดลองมาหมด เห็นว่าไม่ใช่ทางที่ถูกต้องจึงได้ละทิ้งมา เพราะฉะนั้น พวกเรา ถ้าไม่ระวังให้ดี จะไปตกอยู่ในลัทธิฤาษีชีไพร

ได้พูดเรื่องสมาธิ ให้เห็นความหมาย คุณประโยชน์ และการใช้ที่ถูกต้องตามหลักการของพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งการใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่นที่ข้างเคียง ซึ่ง #ถ้าเรารู้เท่าทันแล้ว แม้แต่ประโยชน์ข้างเคียง เราก็เอามาใช้ได้หมด ไม่ใช่หมายความว่าจะไม่ให้โยมใช้

แม้แต่เป็น “ตัวกล่อม” ก็ใช้ได้ แต่ใช้ได้ในขอบเขตที่ว่า #อย่าให้เกิดความประมาท อย่าให้มันดึงเราให้หยุดอยู่นิ่ง แต่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราวผ่านไป เหมือนอย่างใช้ยานอนหลับแก้โรคได้ แต่อย่าให้ติด จะใช้เพื่อ “พลังจิต” ก็ใช้ได้ อย่างน้อยรวมจิตไม่ให้มันฟุ้งซ่านไปก็ยังดี

แต่อย่าลืมก้าวต่อไปในการใช้ประโยชน์ที่แท้ คือ #ประโยชน์ตามจุดมุ่งหมายของพุทธศาสนา ที่จะ #กำจัดกิเลสและให้รู้เท่าทันความจริงของสิ่งทั้งหลาย ให้รู้ถึงความที่สิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างไร แล้วรู้จักโลกและชีวิตตามเป็นจริง จนกระทั่งวางจิตวางใจต่อชีวิตและโลกได้ถูกต้อง เป็นจิตสงบ ราบเรียบ โปร่งโล่ง ผ่องใส เป็นอิสระ เพราะไม่มีกิเลส ไม่มีอะไรหรือความเป็นไปใดๆ ในโลก ที่จะมาทำให้จิตหวั่นไหวได้ เพราะปัญญาเข้าถึงความจริง #แล้วดำเนินชีวิตเป็นอยู่ด้วยปัญญาที่รู้และทำตรงเหตุปัจจัย

อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการ ซึ่งจะสำเร็จด้วยการที่มาปฏิบัติตามกระบวนการส่งต่อของไตรสิกขา/

ธรรมโอวาท
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ธรรมนิพนธ์: สมาธิแบบพุทธ

 #อบรมจิต"จิตเป็นใหญ่ กว่าโลกทั้งหมด จิตน่ะ! คุ้มครองตัวเรา โลกจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะจิต แต่ละจิต จิตนั้น...เกิดขึ้นมาเป็น...
23/05/2026

#อบรมจิต

"จิตเป็นใหญ่ กว่าโลกทั้งหมด
จิตน่ะ! คุ้มครองตัวเรา
โลกจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะจิต
แต่ละจิต จิตนั้น...เกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ถ้าจิตไม่มีเสียแล้ว...โลกไม่มี คนเราก็ไม่มี สัตว์ก็ไม่มี

แต่มันยากที่มีจิต นะซี!
คนเราจึงค่อยมี สัตว์จึงค่อยมี
ที่วุ่นวายอยู่ในโลกเรานี้ ก็เพราะจิตไม่สงบ อบรมจิตไม่ถึง มันจึงยุ่ง
ถ้าต่างคน ต่างฝึกฝนอบรมจิตของตน ควบคุมจิตของตนได้แล้วมันจะมีเรื่องอะไร

พระอริยเจ้าแต่ก่อน ท่านอยู่ด้วยกัน
ตั้ง ๔๐๐-๕๐๐ องค์ ก็ไม่มีทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกัน
คนเราสมัยนี้อยู่ด้วยกัน ๒.คนขึ้นไปก็มีเรื่อง มากคน ก็มากเรื่อง เพราะไม่มีใครควบคุมจิต ของตนได้นะซี!

วิธีการควบคุมจิตมีหลายอย่าง
ที่เรียกว่าอบรมกรรมฐาน คืออบรมจิตนั่นเอง
พุทธศาสนาทั้งหมดที่อบรมล้วนแต่กรรมฐานทั้งนั้น ต่างแต่ว่า คณาจารย์ใดชำนิชำนาญทางไหน ก็อบรมทางนั้น...
ผลที่สุด ก็คือ! ควบคุมจิตของตนให้อยู่...
ในบังคับนั้นเอง
•บางคนก็ยุบหนอพองหนอ
•บางคน ก็สัมมาอรหัง
•บางคน ก็อานาปานสติ ตามอุบายของตน
ที่ถนัด

แต่เมื่อควบคุมถึงจิตแล้ว คำบริกรรมนั้น...หายหมด...
ยังเหลือแต่จิต อันเดียว
ที่เรียกว่าสมาธิ หรือเอกจิต
สมาธิแปลว่า...จิตเป็นหนึ่ง
ถ้าหากจับตัวนี้ได้แล้ว...ไม่ต้องไปวุ่นกับเรื่องคำบริกรรมอีก
คุมจิตให้เป็นหนึ่งลงไปเถอะ
หมดเรื่องกัน

เดี๋ยวนี้จับจิตไม่อยู่
เราจึงต้องใช้คำบริกรรม เช่นพุทโธ ๆ ให้มันอยู่กับคำบริกรรมนั้น...
คำบริกรรมเป็นเครื่องล่อให้จิต มาอยู่...ที่นั่น!
ให้จิตมันแน่วแน่ อยู่ในอารมณ์อันเดียว
เมื่อจิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียวแล้ว
คำบริกรรมนั้น...ก็จะลืมไปเอง ถึงไม่ลืม มันก็ให้ทิ้งได้

บางคนเข้าใจว่า...ลืมคำบริกรรม คำบริกรรมหายไปแล้ว
ตั้งต้นบริกรรมอีก
อันนั้น...ใช้ไม่ได้
คำบริกรรม ต้องการให้จิตรวมเข้าเป็นหนึ่งนั่นเอง
เมื่อจิตรวมเป็นหนึ่งแล้ว จะไปพัวพันอะไรกับคำบริกรรมนั้นอีก
ถ้าไปบริกรรมอีก จิตมันก็ถอนละซี!

วิธีการอบรมสมาธิ มีหลายอย่าง...
ไปคบค้าสมาคมกับครูบาอาจารย์หลายท่านหลายองค์ องค์นั้นว่าอย่างนั้น องค์นี้ว่าอย่างนี้ ก็เลยลังเลสงสัยไม่ทราบว่าจะเอาอะไรมาเป็นหลัก
ท่านชำนาญทางไหน ท่านก็สอนไปตามเรื่องของท่าน
ผลที่สุด...ก็รวมเป็นอันเดียวกัน คือ! รวมให้จิต...เป็นหนึ่งเท่านั้น

การที่จิตรวมเป็นหนึ่งนั่นแหละ! คือสมถะ
บางสำนักท่านเรียกว่า วิปัสสนา
แต่สมถะ ยังไม่ทันเป็น จะเรียกว่าวิปัสสนา
ได้อย่างไร คงจะเป็นวิปัสสนึกหรอก
ไม่ใช่ วิปัสสนา นึกไปคิดไปให้รูปนามเกิด-ดับเฉยๆ นี่แหละ! ท่านผู้คิดเห็นอย่างนั้น...
ยังไม่ทัน รู้จักเรื่องวิปัสสนาเสียด้วยซ้ำ

วิปัสสนาจริงแล้ว...
ไม่ต้องคิดต้องนึก ไม่ต้องปรุงแต่งมันเป็นเอง
มันเกิดของมันต่างหาก เมื่อมันเกิดแล้ว...
จะต้องชัดแจ้งประจักษ์ ในพระไตรลักษณ์ญาณ ด้วยตัวของตนเอง ต่างหาก

เหตุนั้น...จึงอย่าพากันสงสัย
เมื่อหมดความสงสัย ในเวลากรรมฐานนั้น
มักถึงความเป็นหนึ่ง หมดสงสัยในขั้นนั้น
อันนั้น...ตอนหนึ่งต่างหาก เพราะไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง จึงหมดสงสัยในขั้นนั้น...
แต่ความสงสัยลึกกว่านั้น...ยังมีอยู่ แต่ถึงอย่างไร ก็ขอให้หมดสงสัยไปในขั้นนั้นเสียก่อน ถึงวิปัสสนา ก็ไม่หมดสงสัยเป็นขั้น
เป็นตอนเหมือนกัน

วิธี อบรมสมถะกรรมฐาน
จะอบรมประการใด ก็ตาม ได้ทั้งนั้น
ขอแต่ให้จิตรวม เป็นหนึ่งแล้ว...ใช้ได้ ทั้งนั้น
แต่ในที่นี้! ให้พิจารณาอานาปานสติ
คือลมหายใจเข้า-หายใจออก เป็นอารมณ์ เพราะลมหายใจเข้า-หายใจออก เป็นเครื่อง
อยู่ของกาย ถ้าไม่มีลมแล้วคนเรา ก็ตาย
คนเรากลัวตาย ถ้าพิจารณา ลมหายใจเข้าหายใจออกจริงๆ จังๆ แล้ว...เห็นความตายของตนเอง
มันก็รีบทำสมาธิ อย่างเขาว่าภาวนากันตาย

แต่ก็ยังดีกว่า ที่จะไม่เห็นความตาย
เพลิดเพลินอยู่ตลอดเวลา กลัวตายนี่แหละ!เป็นของสำคัญมาก อะไรไม่สำคัญเท่ากลัวตายหรอก
เหตุนั้น...จึงให้พิจารณาอานาปานสติ
ลมหายใจเข้า ไม่หายใจออก มันก็ตาย
หายใจออกแล้ว...ไม่หายใจเข้า มันก็ตาย
ให้พิจารณาเห็นความตาย ทุกขณะ
ทุกเวลาดังนี้ จิต มันก็จะสลดสังเวชใน
สังขารร่างกาย แล้วก็จะรวมลงไปเป็นอันหนึ่ง เป็นสมาธิภาวนา

แต่จิตนั้นซี! มันไม่ตาย
จิตนี้...
มันตายไม่เป็นหรอก ไม่มีลม มันก็ไม่ตาย
มันไม่อาศัยลม ก็เกิดในที่ต่างๆ ได้
เกิดเป็นสิงสาราสัตว์ ไปเป็นเปรต อสุรกาย
มนุษย์ เทพบุตร เทวดา ก็ไม่มีลมทั้งนั้น
ไม่ได้ไปเกิดในที่นั้นๆ เพราะลม
ที่มันเกิดในธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ มันจึงอาศัยลม

จิต...ไม่มีตัวมีตน
จิต...ไม่มีลมเป็นของรู้สึกเฉยๆ
จิต...กับใจมันต่างกัน
จิต...เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง แต่ง สารพัดอย่าง สัญญาอารมณ์ร้อยแปดพันประการ
ที่ท่านว่ากิเลสพันห้า ตัณหาร้อยแปด มันก็ออกไปจากจิตนี้เอง
จิต...ก็ออกไปจากใจ
จิต...นั่นแหละ! พาไปเกิดในภพน้อยภพใหญ่

อยากเห็นจิต เห็นใจ
ต่อเมื่อจิตรวมเป็นสมาธิแน่วแน่ เต็มที่แล้ว
เข้าถึงอัปปนาเมื่อไร เข้าถึงตัวใจ เมื่อนั้น...
ถ้ายังไม่ถึงอัปปนาสมาธิ ก็จะเห็นแต่จิต
จิต...เป็นผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง
และสัญญาอารมณ์ทั้งหมด เรียกว่าจิต
จึงต้องรักษาตรงนี้แหละ! ควบคุมตรงนี้ไว้
ให้ดี

เมื่อสติไปควบคุมจิต ให้อยู่ในอำนาจของตน ในบังคับของตน จนกระทั่งจะให้คิด ก็ได้ ไม่ให้คิด ก็ได้ ให้มันอยู่...เฉยๆ ก็ได้
จิต มันจะคิดหยาบ หรือละเอียดก็รู้ตัวอยู่...
เป็นบุญเป็นบาปอะไร ก็รู้ตัว อันนั้นแหละ!
เป็นตัวปัญญา แต่ไม่ใช่ ปัญญาวิปัสสนา
เป็นปัญญาสามัญ นี่แหละ!
เราควบคุมจิตให้ได้ มันจึงจะเกิดปัญญา
ใครๆ ก็พูดกันว่า...ปัญญาเกิดจากสมาธิ
แต่มันจะเกิดขึ้น ด้วยอาการอย่างไร ย่อมไม่รู้
ไปเอาโน่นแน่ะ! สมาธิ ที่ให้เกิดความรู้เห็นโน่น เห็นนี่ แปลกๆ ต่างๆ เช่นเห็นเทพ เห็นภูตผี ปีศาจต่างๆ โน่น เรียกว่า...อภิญญา

อภิญญา ถ้าผู้ใดได้แล้ว...นำมาเล่าสู่กันฟัง
ตื่นเต้นดีนัก แต่ไม่เป็นไป เพื่อจะละความชั่ว
ส่วนปัญญาจริงๆ แท้ๆ นั้น...ตัวนี้แหละ!
ตัวที่เราควบคุมจิตได้ ให้อยู่ในบังคับของตัวเรา รู้เห็นต่างๆ สารพัดทุกอย่าง จะคิด ก็ได้
ไม่คิด ก็ได้ ปรุงแต่ง ก็ได้ ไม่ปรุงแต่ง ก็ได้
อันนี้! คือตัวปัญญาธรรมดานี่แหละ!
เห็นแจ้งประจักษ์ชัดด้วยกันทุกๆ คนแล้ว...
ที่จะละได้ด้วย ถ้าหากผู้นั้น...เห็นโทษด้วย
ตนจริงๆ

ส่วนปัญญา ที่เราควบคุมไว้ได้
มันอยู่ในขอบเขตของไตรลักษณ์
พิจารณาไป มันก็ลงไตรลักษณ์ สิ่งทั้งปวงหมดอยู่...ในขอบเขตของไตรลักษณ์ทั้งนั้น คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
เป็นธรรมแล้วคราวนี้...ของในโลกทั้งหมด
มันอยู่...ในขอบเขตของไตรลักษณ์
ไม่หนีไปจากไตรลักษณ์ คืออนิจจัง

เบื้องต้น...
เราต้องพิจารณา ให้เห็นในตัวของเรานี้
เสียก่อน เราเกิดมาเป็นตนเป็นตัว ทำมาหา
กินทุกๆ วัน เป็นทุกข์ เพราะการหาไม่หยุด
หาไปรับประทานไป หมดไปแล้วหาใหม่อีก
จึงเป็นอนิจจัง เพราะหามาไม่แล้วสักที
ของเหล่านั้น...มิใช่ ของใครทั้งหมด เป็นแต่เก็บมาบำรุงร่างกาย แล้วก็สลายไปเป็นธาตุ๔ คือดิน น้ำ ไฟ ลม เท่านั้น มิใช่ สัตว์บุคคล
ของใคร ทั้งสิ้น
เหมือนกับเราเอาขี้ชันมายาเรือรั่วไว้ ฉะนั้น
เรายาไว้ เพื่อ...จะได้ใช้ชั่วคราว เท่านั้น
ความรอบรู้ตรงนี้แหละ! เรียกว่าปัญญา

เมื่อควบคุมจิตได้แล้ว...
มันจะรวมมาเป็นหนึ่ง เข้าถึงอัปปนาสมาธิ
นิ่งแน่วลงสู่...อันหนึ่ง คือใจ
จิต กับใจมันต่างกันอย่างนี้ รักษาจิตควบคุมจิตได้แล้ว มันจึงค่อยรวมลงมาเป็นใจ
ใจ คือผู้ไม่คิด ไม่นึก มีความรู้สึกในตัว
อยู่...เฉยๆ บางแห่งท่านก็เรียกว่า...“ธาตุรู้”

การปฏิบัติศาสนา สรุปรวมความแล้ว...
ก็มาลงที่ธาตุรู้อันเดียว หมดเพียงแค่นั้น
แต่ความรู้นั้น แตกต่างออกไปอีกมันพิสดารออกไปอีก ต่างคนต่างรู้ เมื่อลงถึงธาตุรู้...
แล้ว ก็หมดเรื่องภาระปฏิบัติ เพียงแค่นั้น

ครั้นออกจากใจ มาเป็นจิต
คราวนี้...จิต มันควบคุมตัวของมันเองตลอดเวลา ไม่ต้องตั้งใจควบคุม ไปไหนทำอะไร
ต่างๆ สารพัดทุกอย่าง มันควบคุมตัวของมันเอง มันไม่หลงไม่ลืม ไม่เผลอตัว
คราวนี้...ยิ่งมีความรู้กว้างขวางมาก
มองเห็นสิ่งสารพัดทั่วไปหมด ทั้งโลก
ลงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น

จะปฏิบัติอย่างไร ต่อไปอีกละคราวนี้...
ไม่เห็นได้ปฏิบัติอย่างไรอีก ขอให้เป็นอยู่
อย่างนั้นเรื่อยๆ ไปก่อน นานแสนนาน
เป็นปีๆ ทีเดียว ที่ว่าปฏิบัติไป ก็ไม่เห็นมี
ความรู้อะไรก้าวหน้านั้น...แสดงว่าจิตเสื่อมหรือถอนแล้ว

นักปฏิบัติ ไม่ต้องทะเยอทะยาน
อยากให้เกิดความรู้ต่างๆ ถ้ามันเต็มขั้น
เต็มภูมิ ของมันแล้ว...มันจะเกิดความรู้
ของมันเอง
การปฏิบัติเข้าถึงหลักของพระไตรลักษณ์
ก็ดีอักโขแล้ว...จะเอาอะไรกันอีก
โดยมากปฏิบัติ ได้แต่ฟุ้งซ่าน อยู่ในความวุ่นวายเหล่านี้แหละ! แล้วก็เข้าใจว่า...
ตนมีความรู้ ความสามารถ แท้ที่จริงเราเป็นทาสของโทสะ มานะ ทิฐิต่างหาก ไม่รู้กิเลสของตนเองเลย เอวํ.

ลองทำดูคราวนี้...มันจะถูกไหม
ให้พิจารณาอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ เข้า-ออก ดูที่ลมหายใจเข้า-ออก อยู่...
อย่างนั้นแหละ! จนมันนิ่งแน่วเป็นอารมณ์
อันเดียว แล้วพึงกำหนดเอาแต่ผู้รู้...แต่ผู้เดียว
ลมพึงวางเสีย ไม่พึงกำหนดเอา
ก็จะเห็นจิตของตนชัดขึ้นมาว่า...อ๋อ จิตมันอย่างนี้หนอ
สิ่งที่พิจารณานั้น...อย่างหนึ่ง
ผู้ไปพิจารณาอีก...อย่างหนึ่ง
ให้หาตัว ผู้...ไปพิจารณาลมหายใจ

อุปมาเหมือนอย่าง เรามองดูพระอาทิตย์
หรือพระจันทร์ เราไม่ได้มองดู...ผู้ดู
ซึ่งเป็นตัวผู้รู้...แต่เราไปมองดูพระอาทิตย์ พระจันทร์ จึงไม่เห็นตัวผู้รู้...
ถ้าเราวางเสียพระอาทิตย์ พระจันทร์แล้ว
หันเข้ามามองผู้รู้...แต่อย่างเดียว ก็จะเห็น
ตัวผู้รู้...ทันที

อีกอย่างหนึ่ง...
ผู้ที่พิจารณาลมหายใจ เข้า-ออก จนรวมลง
ไปแน่วแน่เต็มที่แล้ว...แต่ไม่มีอุบาย ที่จะพิจารณาอะไร พึงอยู่อย่างนั้น...
(อันนี้ว่า เฉพาะผู้ที่เป็นแล้ว) คำว่าใจในที่นี้ หมายถึงความเป็นกลาง

กลางของสิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงหมด
เรียกว่ากลาง ตัวกลางนั้น...คือใจ นี้เอง!
เมื่อจะชี้ถึงใจของคนแล้ว...
จะต้องชี้เข้าที่ท่ามกลางหน้าอกนี่เอง
แท้จริงแล้ว...ใจ ของคนไม่ได้อยู่ ณ ที่นั้น
มันอยู่ได้ทั่วไปหมด นึกให้มันอยู่ที่ไหน
ได้ทั้งนั้น นึกให้มันอยู่ที่หัว ที่ท่ามกลางอก
ที่แขน ที่ขา หรือที่ปลายเท้า ก็ได้
สุดแท้แต่เราจะนึกให้อยู่ที่ไหน ก็ได้ทั้งนั้น

ให้เข้าถึงใจ รู้จักใจแล้ว...
หากจะรู้จักจิต เพราะใจกับจิตมันอยู่ด้วยกัน
ส่วนพิสดารต่อไปนั้น...มันจะรู้ขึ้นมาเอง
เอาละ! พอสมควรแล้ว."

เทสโกวาท
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

‘‘..ขอให้ท่านทั้งหลาย จงสำรวจดูความสุข ว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เ...
22/05/2026

‘‘..ขอให้ท่านทั้งหลาย จงสำรวจดูความสุข ว่าตรงไหนที่ตนเห็นว่ามันสุขที่สุดในชีวิต ครั้นสำรวจดูแล้วมันก็แค่นั้นแหละ แค่ที่เราเคยรู้ เคยพบมาแล้วนั่นเอง ทำไมไม่มากไปกว่านั้น มากกว่านั้นไม่มี โลกมีอยู่แค่นั้นเอง แล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่แค่นั้น เกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ร่ำไป มันจึงน่าจะมีความสุขชนิดพิเศษกว่า ประเสริฐกว่านั้น ปลอดภัยกว่านั้น
พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านจึงสละสุขส่วนน้อยนั้นเสีย เพื่อแสวงหาสุขอันเกิดจากความสงบกาย สงบจิต สงบกิเลส เป็นความสุขที่ปลอดภัย หาสิ่งใดเปรียบมิได้เลย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
จากหนังสือ: ประวัติชีวิต การงาน หลักธรรม หลวงปู่ดูลย์ อตุโล

ฝ่ายผู้บวชในพระธรรมวินัยนี้ ก็ทํานองเดียวกัน ที่บวชเข้ามาทำให้ยุ่งในหมู่ในคณะชื่อว่าเป็นพระเณรที่รกวัดก็ล้วนแล้วแต่บังคั...
22/05/2026

ฝ่ายผู้บวชในพระธรรมวินัยนี้ ก็ทํานองเดียวกัน ที่บวชเข้ามาทำให้ยุ่งในหมู่ในคณะชื่อว่าเป็นพระเณรที่รกวัดก็ล้วนแล้วแต่บังคับให้พระธรรมวินัยระเบียบแบบแผน กฎ กติกาเป็นต้น ยอมจำนนต่อความต้องการของตน บวชแบบนี้เป็นการบ่อนทำลาย ล้างผลาญพระพุทธศาสนาโดยส่วนเดียว บาปมากคนทำบาปทำแต่ความชั่ว เมื่อเห็นคนอื่นทำดีทนอยู่ไม่ได้หาวิธีกีดกันทุกวิถีทาง กลัวเขาจะเบียดเบียนความชั่วของตัว แล้วความชั่วของตัวจะปรากฏขึ้น พอถูกพระหรือครูบาอาจารย์ผู้หวังดี หมั่นแนะนำตักเตือนบ่อยนัก ก็หาว่าจู้จี้รําราญอะไร ๆ ก็มีแต่ผิดหมดจะเอาอะไรกันอีก เรื่องของตัวเองยังไม่ได้สํารวจดูว่าเราเป็นอย่างไร ทั้งเราก็เข้ามาใหม่ ธรรมวินัยก็ยังไม่รู้ และยอมมาศึกษาหาความรู้ปฏิบัติตามท่าน เมื่อท่านให้การศึกษาอบรมกลับไม่พอใจ นี้เพราะเหตุใดเพราะผู้จะเข้ามาบวชมาอบรมในวัด ไม่ยอมปล่อยกิเลสไว้นอกวัดก่อน มีเท่าไรๆหอบเข้ามาด้วยกันหมด
การศึกษาอบรมในพระพุทธศาสนา เป็นวิธีการบั่นทอนชํำระล้างกิเลสของตน ๆ ให้เบาบางลงโดยลำดับจนหมดสิ้นไปในที่สุด

บางส่วนจากพระธรรมเทศนาเรื่อง
วัด-วินัย
แสดง ณ.วัดเจริญสมณกิจ จ.ภูเก็ต วันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2506
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

 #ภวังค์ #เมื่อจิตตกภวังค์ภวังค์ ก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน เรียกว่า ภวังคุบาท ภวังคจารณะ ภวังคุปัจเฉทะภวังคุบาท ถ้าพูดตามที่...
22/05/2026

#ภวังค์

#เมื่อจิตตกภวังค์

ภวังค์ ก็มี ๓ อย่างเหมือนกัน เรียกว่า ภวังคุบาท ภวังคจารณะ ภวังคุปัจเฉทะ

ภวังคุบาท ถ้าพูดตามที่ท่านแสดง เป็นขณะจิตอันหนึ่ง ถ้าพูดตามแนวปฏิบัติแล้ว ภวังคุบาท คล้ายกับขณิกสมาธิ เราเพ่งพิจารณาอยู่ มันมีอาการคล้าย ๆ กับจะวูบไปนิดหนึ่ง แต่มันก็ไม่ลง หรือบางทีลงไปนิดเดียว ไม่ถึงอึดใจ เป็นสักแต่ว่า

ภวังคจารณะ พิจิตมันรวมลงไปแล้ว คราวนี้เพลิดเพลินชอบอกชอบใจ ยินดีในอารมณ์ของมันตรงนั้นแหละ

ภวังคุปัจเฉทะ มันทิ้งอารมณ์ต่าง ๆ หมดเลย ไม่เอาอะไรทั้งนั้น ไม่เยื่อใยในของที่พิจารณาอยู่ ไม่เอาอะไรทั้งหมด โน่นแน่ ไปชอบใยใจอารมณ์ความสุข ขั้นละเอียดของมันนั่น แน่วแน่อยู่จนกระทั่งสติไม่มี จนกระทั่งเหมือนกับหลับก็มี ภวังคุปัจเฉทะ เหมือน ๆ กันกับหลับ ทีแรก ๆ นั่นเหมือนกับหลับจริง ๆ ถ้านาน ๆ ไปบ่อยเข้ามีความชำนาญ ก็จะไม่เหมือนหลับ มันพลิกไปอยู่ของมันอีกหนึ่งต่างหาก เหล่านี้ล้วนแต่เรียกว่า เดินสมถะ การเดินสมถะเป็นอย่างนี้

ในระหว่างวิธีเดินสมถะนี้ มันอาจเกิดปัญญาขึ้นมาก็ได้ ในขณะใดขณะหนึ่ง โดยมากเกิดจากสมาธิ เมื่อจิตสงบเข้าไปแน่วแน่อยู่ในเรื่องอารมณ์ที่เราพิจารณานั้น เดี๋ยวมันก็สว่างขึ้นมา คำว่า สว่าง ในที่นี้ไม่ใช่แสงสว่าง ถ้ามันเป็นแสงสว่าง นั่นเป็นเรื่องของณานเสียแล้ว

ถ้าสว่าง ด้วยอุบายปัญญา มันมีความปลอดโปร่งขึ้นมาในที่นั้น คิดค้นพิจารณาอะไรทั้งปวงหมด มันชัดเจนแจ่มแจ้งในเวลานั้น การที่มันชัดเจนแจ่มแจ้งนั้น มันเลยเป็นปัญญาขึ้นมาอีก

หรือบางทีมันอาจจะหยิบยกเอาธรรมะอะไรขึ้นมาพิจารณา เช่นเรื่องสติปัฏฐาน ๔ อะไรเป็นสติปัฏฐาน กาย เวทนา จิต หรืออะไรเป็น คำว่า สติ นั้นคืออะไร คำว่า สติปัฏฐาน ทำไมจึงต้อง เป็นกายานุปัสสนา - เป็นเวทนานุปัสสนา - เป็นจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทำไมมันจึงต้องเป็นอย่างนี้

ทีนี้มาวิพากษ์วิจารณ์ลำดับเรื่อง สติปัฏฐาน ๔ จะต้องคิดค้นถึงเรื่องกายพิจารณาถึงเรื่องกาย เป็นอสุภะปฏิกูล เห็นเป็นธาตุ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม พิจารณาเรื่องเดียวอยู่ในที่เดียวนั่น บางทีมันเข้าไปถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บางทีมันเข้าไปเป็นสัจจธรรม เป็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มันเลยกลายเป็นปัญญาไป อันนี้เป็น ปัญญา เกิดขึ้นมาจาก สมถะ สมถะ กลายเป็นปัญญา

ถ้าพิจารณานานหนักเข้าแล้ว คราวนี้มันหมดเรื่องหมดราวคือว่า มันรู้เห็นชัดเจนหมดทุกสิ่งทุกอย่าง (เช่น เห็นกายเป็นธาตุชัดเจน) มันก็มารวมเป็นอันเดียว อยู่ในที่เดียวอีกเหมือนกัน เรื่องที่พิจารณาอยู่นั้น มันทิ้งหมด ไม่เอาแล้วคราวนี้ เลยมารวมเข้าเป็นอันเดียว มาเป็นสมถะอีก คล้าย ๆ กับว่า ทำงานเสร็จสรรพแล้ว เก็บเครื่องไม้เครื่องมือเสีย แล้วพักผ่อน เป็นทำนองนั้น

นอกจากนั้นอีก มันยังมีอีก เมื่อพิจารณาถึงเรื่องกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนี่ละ เดินแบบสมาธิ พิจารณาคิดค้นอะไรต่าง ๆ จะเป็นธาตุ ขันธ์ หรืออายตนะหรืออะไรก็ตาม ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด พิจารณาไป ๆ สติมันอ่อนลงไป มันชอบสงบสุข ยินดีกับความวิเวกสงัด ยินดีกับความชัดความจริงในการพิจารณานั้น เลยนิ่งแน่วเข้าไปหาความสงบ จิตน้อมไปตาม เลยเข้าไปเป็นฌาน จิตเป็นภวังค์หายเงียบไป นี่มันสลับซับซ้อนทีเดียว

ในผลที่สุด จะเป็นวิธีใดก็ช่างมันเถิด เราแต่งมันไม่ได้หรอก เพียงแต่ให้เราจับหลักที่ได้อธิบายนี้ไว้ก็แล้วกันว่า วิธีเดินสมถะเป็นแบบนี้ ๆ อย่างนี้ ๆ มันจะเป็นอะไรก็ช่าง ปล่อยให้มันเป็นไปแล้วจึงค่อยมาพิจารณาทีหลังว่า ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

ทำไมมันถึงเป็นอย่างนั้น ขณะใดถ้าสติ สมาธิ มีกำลังเพียงพอ จิตมันจะไม่รวมเข้าเป็นภวังค์ สมาธิ นั้นก็เลยเป็น มรรค จนเกิด ปัญญา ขึ้นมา ดังที่อธิบายเมื่อครู่นี้ เหตุผลชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่ในที่เดียว จนทอดธุระหมดทุกสิ่งทุกอย่างทั้งปวดหมด มาอยู่ในที่เดียว ธรรมเกิดมาจากที่เดียว ความรู้เกิดจากในที่เดียว แจ่มแจ้งในที่เดียวนั้น เลยเป็นวิธีเดินมรรค มันต้องเป็นแบบนั้น มันเป็นเองของมัน

ถ้าบางทีอาจจะเกิดพลั้งเผลอ หรืออาจจะเกิดจากสุขภาพไม่ดี หรือมิฉะนั้น สมถะ เกิดจากมึนเมาอาหารก็ได้ เหตุมีหลายเรื่อง เหตุเหล่านี้จิตรวมดีเหลือเกิน ตรงนั้นสงบง่าย เข้าภวังค์ง่ายที่สุด ที่เรียกกันว่า โมหะสมาธิ เป็นภาษาสำนวนของนักปฏิบัติ แต่แท้ที่จริงก็คือภวังค์นั่นเอง

เหตุนั้นนักปริยัติ หรือปัญญาจารย์ทั้งหลาย จึงโทษนักหนาเมื่อจิตเข้าถึงภวังค์ ก็ว่า อวิชชา โมหะ หลง อย่างที่เขาพูดกันพูดในการปาฐกถาทุกวันนี้ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ทางวิทยุกระจายเสียง เขาโจมตีกันเหลือเกินว่า นั่งหลับตาภาวนาเป็นโมหะอวิชชา พวกนี้ตายแล้วเกิด นับภพนับชาติไม่ถ้วน ไปไหนไม่รอดหรอกพวกนี้ จมอยู่นี่แหละพวกโมหะอวิชชา ภาวนาหาอวิชชาหรือหาปัญญา เขาถือกันเป็นอย่างนั้น

จริงบางอย่าง แต่ว่าไม่ถูกทั้งหมด เดี๋ยวนี้เรากำลังคิดค้นหาความโง่ คือโมหะอวิชชา มันจะโง่แบบไหนก็ให้มันเห็นเสียให้หมดเรื่องหมดราว แล้วเราจึงจะฉลาด ถ้ามัวแต่กลัวโง่ก็เลยไม่เห็นโง่ ไม่รู้จักความโง่นั้นสักที ว่ามันเป็นอย่างไร ไม่เห็นโง่ก็เลยไม่ฉลาดเท่านั้นซี เรื่องมันอยู่ตรงนั้นแหละ อันที่ว่าไม่ถูกทั้งหมดมันอยู่ตรงนี้

เราจะไปฉลาดรู้ก่อนเกิดอย่างที่พูดกันว่า ตายก่อนเกิด มันก็แย่เหมือนกัน คำโบราณท่านว่าไว้น่าฟังมาก คนตายก่อนเกิดดูเอาเถิดหลานเกิดก่อนยาย มันก็แปลกเหมือนกันนะ หลานเกิดก่อนยาย มันก็เข้าทำนองเดียวกันนั่น ยังไม่ทันเกิดก็ตายแล้ว ก็เหมือนกันกับหลานเกิดก่อนยาย มันก็พอกันนั่นซี

จึงว่า ให้มันรู้จักความโง่ ให้มันรู้จักความหลง มันจะหลงโดยวิธีไหน แบบไหนก็ตาม ที่อธิบายมาวิธีทั้งหมดนั่นแหละคือ ทำให้รู้จักความโง่ความหลง ค้นคว้าหาความโง่ความหลงนั่น จึงว่าทำลงไปมันก็ไปหาความโง่ความหลงนั่นแหละ แต่เราจะไปหา ไปรู้ความหลงอย่างที่ว่านั่น รู้ว่ามันคือ เป็นเรื่องสมถะ เรียกว่า ฌาน นั่นเอง

การที่มันติดมันหลงในฌานนี่แหละสำคัญนัก ทีนี้เรารู้เรื่องของมันแล้ว ทีหลังเราก็จะได้ไม่หลง ไม่ติดฌาน นั่นแหละ ปัญญาเกิดจากความไม่รู้

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงหมด ถ้าผิดเสียก่อนถึงจะทำถูก กฎหมายของบ้านเมืองทั้งหลาย ถ้าไม่มีคนทำผิด เขาก็ไม่ตราเป็นกฎหมายขึ้นมา พระวินัยคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีผู้ทำผิด พระองค์ก็ไม่ทรงบัญญัติสิกขาบท สิกขาบท ๒๒๗ ข้อล้วนแต่ผิดแล้วจึงทรงบัญญัติ ไม่ใช่พระองค์ทรงบัญญัติก่อนผิด คณาจารย์ปัญญาจารย์ทั้งหลายสมัยเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องให้ผิดละ บัญญัติหมด บัญญัติผิดก่อนเลย มันไม่ใช่วิสัยของผู้มีปัญญาญาณ ผู้ฉลาดนั่นเป็นเรื่องความเห็นของคนบางคน จึงว่า พวกเราพากันเรียนให้รู้ถึงเรื่องความโง่ เรื่องความหลงเสีย

ที่อธิบายในวันนี้ เป็นการอธิบายถึงเรื่อง ในการภาวนาการดำเนินจิตของเรา มันมี ๓ แนว เดินทางสมถะ เดินทางปัญญาวิปัสสนา เดินทางปัญญาโพธิปักขิยธรรม วันนี้พูดเฉพาะเรื่อง สมถะ

เอาเพียงเท่านี้เสียก่อน เอาละ

เทสโกวาท
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ฯ
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

"... เป็นพระกรรมฐาน   กะให้เป็นกรรมฐานเต็มภูมิ   ให้เป็นกรรมฐานเด็ดเดี่ยว   อย่าเป็นกรรมฐานหมอลำหมู่   อย่าเป็นกรรมฐานเเ...
21/05/2026

"... เป็นพระกรรมฐาน
กะให้เป็นกรรมฐานเต็มภูมิ
ให้เป็นกรรมฐานเด็ดเดี่ยว
อย่าเป็นกรรมฐานหมอลำหมู่
อย่าเป็นกรรมฐานเเมลงวัน
แห่ไปทางนั้น แห่ไปทางนี้..."

คติธรรม
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร
ผู้เป็นดั่งเขียงเช็ดเท้าพระอาจารย์ใหญ่มั่น

" #การไม่กระทำบาปนั้น_มันเลิศที่สุด "หยุดชั่ว มันก็ดีการไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุดบางคนบางคราว โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจก...
21/05/2026

" #การไม่กระทำบาปนั้น_มันเลิศที่สุด "

หยุดชั่ว มันก็ดี
การไม่กระทำบาปนั้นมันเลิศที่สุด
บางคนบางคราว โจรมันก็ให้ได้ มันก็แจกได้
แต่ว่าจะพยายามสอนให้มันหยุดเป็นโจรนั้นนะ
มันยากที่สุด
การจะละความชั่วไม่กระทำผิดมันยาก
การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ มันเป็นปลายเหตุ
การไม่กระทำบาปทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะเป็น ต้นเหตุ.
---
/
“การบังคับตัวเองนี้เสมอ เรียกว่า ศีล”

ความจริงอันเรียบง่าย..แต่ลึกซึ้งว่า
ศีลมิใช่เพียงข้อบังคับทางศาสนา
หากคือการดูแลใจของเราเองให้ตั้งมั่น
อยู่ในความถูกต้องดีงามอยู่เสมอ
การบังคับตัวเองในที่นี้
มิได้หมายถึงการบีบคั้น
หรือฝืนใจแบบทุกข์ทรมาน
แต่คือการ “ระวังรู้ตัว"
และ..รู้ประมาณในการพูดการคิด
และ การกระทำ
เพื่อไม่ให้เผลอไปตามกิเลส
ที่คอยดึงเราให้หลงผิดอยู่เนืองๆ
ศีลจึงเป็นเหมือนราวจับของชีวิต
เป็นที่พึ่งของใจ

เมื่อใดที่เราควบคุมอารมณ์ได้
ไม่ปล่อยให้ความโกรธ ความโลภ ความหลง
พาออกนอกทาง
เมื่อนั้นเรากำลังรักษาศีลโดยแท้
การบังคับตัวเองนั้นยากที่สุด
เพราะเราต้องเอาชนะ “ความอยาก”
ของตัวเอง
แต่เมื่อทำได้ ใจจะค่อยๆ สว่าง โล่ง เบา
เหมือนตัดภาระที่ผูกคอเราไว้โดยไม่รู้ตัว.

ธรรมโอวาท
พระโพธิญาณเถระ
(หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี

ที่อยู่

วัดถ้ำขุมทรัพย์จามเทวี เลขที่ 119 หมู่ที่ 9 ต. ใหม่พัฒนา อ. เกาะคา จ. ลำปาง
Amphoe Ko Kha
52139

เบอร์โทรศัพท์

+66885678849

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ธรรมกัมมัฏฐานผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ ธุรกิจของเรา

ส่งข้อความของคุณถึง ธรรมกัมมัฏฐาน:

แชร์