21/07/2026
สวดมนต์: เรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันใหม่
........................................................
คำเตือนในการอ่านบทความของผม:
๑ อ่านภาษาให้เข้าใจ
๒ อ่านเจตนาในการเขียนให้ถูก........................................................
เวลานี้ดูเหมือนกำลังจะเกิดกระแสต่อต้านการสวดมนต์
เหตุผลสำคัญที่ยกขึ้นมาต่อต้านก็คือ สวดทำไม สวดไปก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องแล้วจะต้องสวดทำไม
ผลที่กำลังจะเกิด-และเกิดไปแล้ว คือ -
สวดเองก็ไม่สวด
คนอื่นสวดก็ไม่ฟัง-ฟังไปก็ไม่รู้เรื่อง แล้วจะต้องฟังทำไม
..........................
เรื่องนี้ต้องถอยมาตั้งหลักกันใหม่-ตั้งแต่ความหมายของคำว่า “สวดมนต์” นั่นเลย
ผมแน่ใจว่า ร้อยทั้งร้อยของคนที่ต่อต้านการสวดมนต์นั้น -
(๑) ไม่เคยศึกษาถึงความหมายและความมุ่งหมายของ “สวดมนต์”
(๒) ไม่เคยสวดมนต์ตามความสมัครใจหรือสวดด้วยศรัทธาของตัวเอง แต่สวดเพราะถูกบังคับ เช่นสวดตามระเบียบของหน่วยงานหรือสถานที่ หรือกิจกรรมที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
อยากรู้เรื่อง ขอให้กัดฟันอ่านที่จะเขียนต่อไปนี้
..........................
“สวด” เป็นคำไทย ตรงกับบาลีว่า “สชฺฌาย” (สัด-ชา-ยะ) แปลตามศัพท์ว่า “การสวดพร้อมหมดอย่างยิ่ง” “การศึกษาอย่างยิ่ง (ซึ่งมนตร์) ของตน” หมายถึง การสาธยาย, การสวด, การท่อง (repetition, rehearsal study)
“สวดมนต์” ตรงกับคำบาลีว่า “มนฺตสชฺฌาย” (มัน-ตะ-สัด-ชา-ยะ) แปลตามศัพท์ว่า “การสาธยายมนต์” หรือแปลตรงตัวว่า “สวดมนต์” นั่นเอง
การสวดมนต์ในพระพุทธศาสนามีมูลเหตุมาจากการสาธยายพระธรรมวินัยหรือหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าเพื่อมิให้ลืมเลือนอย่างหนึ่ง และเพื่อตรวจสอบข้อความให้ถูกต้องตรงกันอีกอย่างหนึ่ง
ถอยไปอีก
หลักคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เดิมแท้ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ใช้วิธี-ฟังจากปากแล้วจำไว้ในใจ
ภาระที่จะต้องทำกับหลักคำสอนมี ๒ อย่าง คือ -
๑ จำถ้อยคำให้ได้
๒ ศึกษาให้เข้าใจความหมายของถ้อยคำนั้น
วิธีที่จะช่วยให้จำถ้อยคำอันเป็นหลักคำสอนได้ไม่ลืม หรือวิธีที่จะช่วยให้ไม่ลืมถ้อยคำ ก็คือ หมั่นสาธยาย
สาธยายคือ สวด
การสวดมนต์จึงมีความมุ่งหมายอยู่ที่-เพื่อไม่ลืมถ้อยคำ หรือจำถ้อยคำได้ไม่ลืม
โปรดจับความมุ่งหมายของการสวดมนต์ให้ถูก-เพื่อไม่ลืมถ้อยคำ หรือจำถ้อยคำได้ไม่ลืม
เป้าหมายของการสวดมนต์อยู่ตรงนี้
เป้าหมายของการสวดมนต์ไม่ได้อยู่ที่-สวดเพื่อให้รู้เรื่อง
แต่อยู่ที่-สวดเพื่อไม่ให้ลืม
ถ้าอยากรู้เรื่อง ก็ไปทำภาระประการที่ ๒ นั่นคือ ศึกษาให้เข้าใจความหมายของถ้อยคำในบทสวดนั้น
ไม่ใช่ทำด้วยวิธีสวด หรือมาเรียกร้องหาการรู้เรื่องเอาจากการสวด
การสวดมนต์นั้นสวดเพื่อไม่ให้ลืม ไม่ใช่สวดเพื่อให้รู้เรื่อง
อยากรู้เรื่อง เอาคำสวดนั้นมาศึกษา
ท่านแบ่งวิธีการไว้ชัดเจนแล้ว ทำให้ถูกตามวิธี
........................................................
ผมเชื่อว่าประเด็นนี้คนทั้งประเทศยังไม่เข้าใจ จำได้ไหมครับ มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่คนเรียกร้องให้พระสวดเป็นภาษาไทย จะได้รู้เรื่อง ข้อเรียกร้องแบบนี้ก็เกิดจากความไม่เข้าใจนี่แหละ........................................................
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง
ในเมื่อสวดเองก็ไม่รู้เรื่อง ฟังพระสวดก็ไม่รู้เรื่อง
เราควรจะสวดมนต์ไหม?
เราควรจะฟังพระสวดไหม?
คำตอบก็คือ ควรทำทั้งสองอย่าง
สวดมนต์เองก็ควรสวด
ฟังพระสวดก็ควรฟัง
ถ้าคิดให้เป็นก็จะเห็นประโยชน์
สวดเอง เป็นการทบทวนทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้
คำสอนของพระพุทธเจ้าจะมีบันทึกไว้ในพระไตรปิฎกหรือบันทึกไว้ที่ไหนก็ช่างเถิด จะมีใครสวดได้จำได้บ้างก็ช่างเถิด ไม่ต้องไปคำนึง ขอให้นึกแต่เพียงว่า-เราเป็นคนหนึ่งที่ทบทวนทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้ เราเป็นคนหนึ่งที่ช่วยสืบอายุพระพุทธศาสนาไว้ได้
ทำได้แค่นี้ เป็นมหากุศลยิ่งแล้ว
ฟังพระสวด เป็นการอนุโมทนาบุญของพระผู้สวดประการหนึ่ง และเป็นโอกาสให้ได้เจริญสติเจริญสมาธิอีกประการหนึ่ง
ผู้รู้ท่านแนะนำสูตรสำเร็จว่า -
........................................................
ฟังสวดเอาสมาธิ
ฟังเทศน์เอาปัญญา ........................................................
เวลาฟังสวด ไม่ว่าจะเป็นสวดพระอภิธรรมงานศพหรือสวดมนต์ในงานบุญทั่วไป ขอให้เราฟังเพื่อเอาสมาธิ อย่าเพิ่งสนใจว่าจะรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่อง
หลักก็คือ ตั้งจิตกำหนดตามเสียงที่ได้ยิน โดยไม่ต้องหมายใจใคร่รู้ว่าถ้อยคำที่มากระทบโสตประสาทนั้นมีความหมายว่าอย่างไร
เอาสติกำหนดตามเสียงไปเป็นสำคัญ
ให้จิตดิ่งนิ่งแน่วแน่อยู่กับเสียงที่พระสวด แต่ละคำ แต่ละบท ตั้งแต่ต้นจนจบ
หน้าที่ของการฟังสวดมีแค่นั้น-คือแค่กำหนดตามเสียงเพื่อให้จิตเป็นสมาธิ
ไม่ใช่จะมาเอาเป็นเอาตายกับการรู้เรื่องที่สวด
เวลาที่ใช้ไปกับการฟังสวดก็เพียงครึ่งชั่วโมง หรืออย่างมากที่สุดก็ไม่เกินชั่วโมง
จะเอาเป็นเอาตายเอารู้เรื่องเอาบรรลุธรรมกันภายในเวลาชั่วโมงเดียวเดี๋ยวนั้นเชียวหรือ
เวลาอีก ๒๓ ชั่วโมง ไม่มีเลยหรือที่จะจัดสรรเพื่อการศึกษาบทธรรมที่พระท่านเอามาสวดเพื่อให้รู้เรื่อง
จะต้องเอารู้เรื่องกันให้ได้เฉพาะในเวลาที่ฟังสวดเท่านั้นหรือ
ผมจึงขอยืนยันว่า สวดมนต์-ไม่ว่าจะเป็นสวดพระอภิธรรมงานศพหรือสวดในโอกาสอื่นใด ต้องสวดเป็นภาษาบาลี เหตุผลคือเพื่อรักษาต้นฉบับพระธรรมคำตรัสสอนไว้
ถ้าอยากรู้เรื่อง ขอแนะนำให้ทำตามคำคนเก่า คือ “ฟังสวดเอาสมาธิ ฟังเทศน์เอาปัญญา”
หาโอกาสฟังเทศน์ ก็จะรู้เรื่องในบทสวด (อย่างที่กระหายใคร่รู้จนถึงกับเรียกร้องให้พระสวดเป็นภาษาไทย) ก็จะได้ปัญญา
“ฟังเทศน์” หมายถึงการศึกษาพระธรรม
จะโดยการฟังพระเทศน์ตามคำว่า “ฟังเทศน์” ตรงตัวก็ได้ ฟังคำบรรยายจากท่านผู้รู้อื่น ๆ ก็ได้ อ่านหนังสือเอาเองก็ได้ ทำได้สารพัดวิธี
ยิ่งเวลานี้ไฮเทคก้าวหน้า อยากรู้ธรรมะข้อไหน คลิกเดียวเท่านั้น
จึงไม่ต้องไปคาดคั้นจะเอารู้เรื่องกันเฉพาะในเวลาฟังพระสวดนั่นเลย
..........................
เฉพาะกรณีฟังสวดพระอภิธรรม ผมมีคำแนะนำที่ผมปฏิบัติเองมาตลอด นั่นก็คือ พระอภิธรรมบทสุดท้ายในชุดพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์ คือบทปัฏฐาน ที่พระท่านขึ้นต้นบทสวดว่า “เห-ตุปัจจะโย”
คำแนะนำของผมก็คือ พอถึงบทนี้ เมื่อพระท่านสวดคำว่า “-ปัจจะโย” ครั้งหนึ่ง ก็ให้ท่านกำหนดนับว่า “หนึ่ง”
อีกครั้งหนึ่งก็กำหนดว่า “สอง”
อีกครั้งหนึ่งก็กำหนดว่า “สาม” ...
กำหนดนับตามไปทุกครั้งที่ได้ยินคำว่า “-ปัจจะโย”
เมื่อจบ “-ปัจจะโย” สุดท้าย ตอบได้ไหมว่า นับได้กี่-ปัจจะโย
บทอื่น ๆ กำหนดจิตตามเสียงสวดเพื่อให้เกิดสมาธิ
แต่เฉพาะบท “เห-ตุปัจจะโย” นี้ กำหนดจิตด้วย กำหนดนับ “-ปัจจะโย” ด้วย เป็นการปฏิบัติธรรมโดยวิธีพิเศษ
เอาแค่นับ “-ปัจจะโย” ให้ได้ครบเท่านี้ ก็ได้ประโยชน์เหลือหลายแล้ว
ไปฟังสวดเมื่อไรก็กำหนดแบบนี้ทุกครั้งไป เมื่อทำจนคุ้น จะพบว่าจิตดิ่งนิ่งเป็นสมาธิได้เร็วขึ้น แน่วแน่ขึ้น
ถึงขั้นนั้นก็พัฒนาต่อไปอีกระดับหนึ่ง นั่นคือ กำหนดให้ละเอียดเข้าไปอีกว่า “-โย” ที่เท่าไรเป็นอะไร-โย
เช่น -
“-โย” ที่หนึ่ง เป็นคำว่า “เห-ตุปัจจะโย”
“-โย” ที่สอง เป็นคำว่า “อารัมมะณะปัจจะโย” (ฟังชัดหรือไม่ชัดไม่ต้องกังวล เอาแค่จับเสียงได้คร่าว ๆ ก็พอ)
“-โย” ที่สาม เป็นคำว่า “อะธิปะติปัจจะโย”
“-โย” ที่ห้า เป็นคำว่า อะไร-โย
“-โย” ที่สิบ เป็นคำว่า อะไร-โย
“-โย” ที่ยี่สิบ เป็นคำว่า อะไร-โย
ไปจนถึง “-โย” สุดท้าย เป็นคำว่า อะไร-โย
รับรองว่าท่านจะรู้สึกสนุกกับเกมนี้
เป็นการฝึกจิต ฝึกสติ ฝึกความรู้สึกตัว พร้อมไปหมดในตัวเอง
ลืมเรื่องจะเอาเป็นเอาตายกับการฟังให้รู้เรื่องไปได้เลย
แล้วต่อจากนั้น ท่านจะมีฉันทะ มีอุตสาหะในการที่จะอ่านจะสืบค้นหาความหมาย และหาความรู้ในบทสวดนั้น ๆ ก้าวหน้าต่อไปอีก
โดยไม่ต้องไปบังคับกะเกณฑ์ให้พระท่านสวดเป็นภาษาไทยเพื่อให้ฟังรู้เรื่องเอาเฉพาะเวลาที่กำลังฟังอีกต่อไป
ข้อสำคัญ ถ้าตั้งใจปฏิบัติตามนี้ ความคิดที่อยากจะคุยแข่งพระก็จะหายไป
ท่านจะรู้สึกสุขสงบ จิตใจผ่องแผ้ว รับสัมผัสประโยชน์จากการไปฟังสวดได้เต็ม ๆ
งานศพ-โดยเฉพาะในช่วงที่มีการสวดพระอภิธรรม-ก็จะเป็นพิธีที่มีสาระอย่างแท้จริง
ไม่ใช่สักแต่ว่าทำกันไป-อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในทุกวันนี้
รู้เป้าหมายและประโยชน์ของการสวดมนต์อย่างนี้แล้ว ใครยังคิดจะหาเหตุอะไรมายกเลิกการสวดมนต์อยู่อีกหรือครับ?
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย ป.ธ.๙
ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสภา