วัดล้านนาญาณสัมปันโน

วัดล้านนาญาณสัมปันโน วัดล้านนาญาณสัมปันโน(วัดป่าศาลาปางสัก) วัดป่าศาลาปางสักเป็นวัดสายอรัญวาสีและสายปฏิบัติ ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2545

เมื่อมหาเศรษฐี ยอมทุ่มคลังเพื่อความศรัทธาลองจินตนาการถึงชายที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี นามว่า "อนาถบิณฑิกเศรษฐี...
27/05/2026

เมื่อมหาเศรษฐี ยอมทุ่มคลังเพื่อความศรัทธา
ลองจินตนาการถึงชายที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในเมืองสาวัตถี นามว่า "อนาถบิณฑิกเศรษฐี" (หรือสุทัตตะ) วันหนึ่งเขาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าและฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า จนเกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า และตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องสร้างวัดถวายให้ได้ เพื่อให้พระพุทธองค์และเหล่าภิกษุสงฆ์มีที่ประทับอย่างมั่นคงเขาออกตระเวนหาที่ดินจนไปถูกใจอุทยานของ "เจ้าเชต" ซึ่งเป็นพระราชวงศ์ ที่ดินตรงนั้นร่มรื่น สงบ และทำเลเหมาะกับการปฏิบัติธรรมที่สุด แต่เมื่อเขาไปขอซื้อ เจ้าเชตกลับปฏิเสธและพูดประชดประชันออกไปว่า

"ถ้าท่านอยากได้อุทยานนี้จริง ๆ ก็จงเอาเงินเหรียญทองมาปูให้เต็มพื้นที่สิ ถึงจะยอมขายให้!"

แทนที่จะถอย อนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับทำสิ่งที่ทุกคนต้องอ้าปากค้าง เขาสั่งให้คนงานขนเหรียญทองคำ (กหาปณะ) ออกจากคลัง ขนใส่เกวียนมานับสิบ ๆ เล่ม แล้วนำมาเรียงปูลงบนพื้นดินทีละเหรียญ ๆ ภาพในวันนั้นคือ ผืนดินสีน้ำตาลค่อย ๆ ถูกเปลี่ยนเป็นผืนทองคำอร่าม สะท้อนแสงแดดระยิบระยับ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของชาวเมือง

เมื่อเจ้าเชตเห็นความมุ่งมั่นระดับยอมหมดเนื้อหมดตัวเพื่อพระพุทธศาสนา หัวใจของพระองค์ก็ยอมจำนน จึงตรัสห้ามว่า "พอเถอะ! ที่ดินส่วนที่เหลือฉันขอร่วมบุญด้วย" และที่ดินผืนทองคำนั้นเอง ก็ได้กลายเป็น "วัดพระเชตวันมหาวิหาร" วัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษานานที่สุดถึง 19 พรรษา และเป็นจุดกำเนิดของพระสูตรส่วนใหญ่ในพระไตรปิฎกที่เราอ่านกันในปัจจุบัน

เรื่องนี้ไม่ได้สอนให้เราต้องอวดร่ำอวดรวยทำบุญ แต่สะท้อนถึงหลัก "จาคานุสสติ" (การระลึกถึงความเสียสละ) อนาถบิณฑิกเศรษฐีทำให้เราเห็นว่า "เงิน" จะมีค่าที่สุดก็ต่อเมื่อมันถูกเปลี่ยนเป็น "อริยทรัพย์" หรือทรัพย์อันประเสริฐที่ส่งต่อปัญญาและการตื่นรู้ให้กับผู้คน ทรัพย์ภายนอกวันหนึ่งก็ต้องหมดไป แต่ประโยชน์ที่สร้างไว้จะคงอยู่ตลอดกาล

ในชีวิตปัจจุบัน เราอาจไม่ได้มีเงินถุงเงินถังไปปูที่ดิน แต่เราสามารถเสียสละเวลา กำลังกาย หรือส่งต่อสิ่งดี ๆ เพื่อช่วยเหลือสังคมรอบข้างได้เช่นกัน เพราะคุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่เรา "มี" เท่าไหร่ แต่อยู่ที่เรา "ให้" อะไรกับโลกใบนี้บ้าง

คุณเคยรู้เรื่องการปูเหรียญทองคำเพื่อสร้างวัดเชตวันมาก่อนหรือไม่? และถ้าเป็นคุณในยุคนั้น คุณจะกล้าทุ่มเททรัพย์สินเพื่อสิ่งที่คุณศรัทธาขนาดนี้ไหม?

แหล่งอ้างอิง
พระไตรปิฎก: พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม 7 เสนาสนขันธกะ เรื่องพระอนาถบิณฑิกเศรษฐีซื้อสวนเจ้าเชต
เว็บไซต์: พระไตรปิฎกออนไลน์ (84000 . org) บรรทัดที่ 6706-6775

"อิจฉาพยาบาทกันนี้อย่าให้มีในวัด กลัวเขาได้ดิบได้ดีแล้วว่าครูบาอาจารย์รักคนนั้นชังคนนี้ อย่ามาพูดให้เราได้ยินอันนี้ปากแต...
26/05/2026

"อิจฉาพยาบาทกันนี้อย่าให้มีในวัด กลัวเขาได้ดิบได้ดีแล้วว่าครูบาอาจารย์รักคนนั้นชังคนนี้ อย่ามาพูดให้เราได้ยินอันนี้ปากแตกนะพูดจริงๆ ก็เราไม่มีที่จะเอียงโน้นเอียงนี้ หัวใจเราไม่มี ผิดบอกว่าผิดถูกบอกว่าถูกตรงไปตรงมาที่เรียกว่าภาษาธรรมอย่าไปคิดว่าท่านไปเกี่ยวข้องกับใครท่านรักคนนั้นท่านรักคนนี้นิสัยอันนี้มันฝังหัวใจ ท่านออกท่านออกแบบไหนมันไม่ยอมฟังท่านออกแบบธรรม เรานี้ฟังแบบโลก ตีความหมายไปโลกๆว่าท่านรักคนนั้นท่านชังคนนี้ รังเกียจคนนั้นไม่รังเกียจคนนี้อย่าให้ได้ยินนะ เราสอนเสมอภาคไปหมด จิตก็เป็นจิตเสมอภาคครอบโลกธาตุด้วยความเมตตา ไม่เอนไม่เอียง ไม่มีคำว่าเอนว่าเอียง ตรงแน่วๆ ไปเลย"
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
วันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙

" คนบางประเภทไม่ค่อยมีสิ่งแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมาก เพียงใช้คำบริกรรม ภาวนา "พุทฺโธ ธมฺโม สงโฆ" เป็นต้น บทใดบทหนึ่งเข้า...
26/05/2026

" คนบางประเภทไม่ค่อยมีสิ่งแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมาก เพียงใช้คำบริกรรม ภาวนา "พุทฺโธ ธมฺโม สงโฆ" เป็นต้น บทใดบทหนึ่งเข้าเท่านั้น "ใจก็ได้รับความสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิลงได้" กลายเป็นต้นทุนหนุนปัญญา ให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างสบายที่ เรียกว่า "สมาธิอบรมปัญญา"

แต่คนบางประเภทมีสิ่งแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมากและเป็นนิสัยชอบคิดอะไรมากอย่างนี้ "จะอบรมด้วยคำบริกรรมอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ไม่สามารถที่จะยังจิตให้หยั่งลงสู่ความสงบเป็นสมาธิได้ ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองเหตุผล ตัดต้นเหตุของความฟุ้งซ่านด้วยปัญญา"

เมื่อปัญญาได้หว่านล้อมในสิ่งที่จิตติดข้องนั้นไว้อย่างหนาแน่นแล้ว "จิตจะมีความรู้เหนือปัญญาไปไม่ได้และจะหยั่งลงสู่ความสงบเป็นสมาธิได้"ฉะนั้นคนประเภทนี้ "จะต้องฝึกฝนจิตให้เป็นสมาธิได้ด้วยปัญญา" ที่เรียกว่า "ปัญญาอบรมสมาธิ" ตามชื่อหัวเรื่องที่ให้ไว้แล้วในเบื้องต้นนั้น

"เมื่อสมาธิเกิดมีขึ้นด้วยอำนาจปัญญา" อันดับต่อไปสมาธิก็กลายเป็นต้นทุนหนุนปัญญาให้มีกำลังก้าวหน้า "สุดท้ายก็ลงรอยเดียวกันกับหลักเดิม" ที่ว่า "สมาธิอบรมปัญญา" .. "

โอวามธรรมคำสอน
หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

อนุโมทนาสาธุสำหรับเจ้าภาพทุกท่านที่ถวายกระดิ่งลมรอบวิหารล้านนาบูรพาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโนวันนี้ช่างทยอยติดกระด...
25/05/2026

อนุโมทนาสาธุสำหรับเจ้าภาพทุกท่านที่ถวายกระดิ่งลมรอบวิหารล้านนาบูรพาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
วันนี้ช่างทยอยติดกระดิ่งลมเพื่อจะเริ่มรื้อนั่งร้านรอบวิหารฯ

"คนบางประเภทไม่ค่อยมีสิ่งแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมาก เพียงใช้คำบริกรรม ภาวนา "พุทฺโธ ธมฺโม สงโฆ" เป็นต้น บทใดบทหนึ่งเข้าเท่านั้น "ใจก็ได้รับความสงบเยือกเย็นเป็นสมาธิลงได้" กลายเป็นต้นทุนหนุนปัญญา ให้ก้าวหน้าต่อไปได้อย่างสบายที่ เรียกว่า "สมาธิอบรมปัญญา"

แต่คนบางประเภทมีสิ่งแวดล้อมเป็นภาระกดถ่วงใจมากและเป็นนิสัยชอบคิดอะไรมากอย่างนี้ "จะอบรมด้วยคำบริกรรมอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ไม่สามารถที่จะยังจิตให้หยั่งลงสู่ความสงบเป็นสมาธิได้ ต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองเหตุผล ตัดต้นเหตุของความฟุ้งซ่านด้วยปัญญา"
เมื่อปัญญาได้หว่านล้อมในสิ่งที่จิตติดข้องนั้นไว้อย่างหนาแน่นแล้ว "จิตจะมีความรู้เหนือปัญญาไปไม่ได้และจะหยั่งลงสู่ความสงบเป็นสมาธิได้"ฉะนั้นคนประเภทนี้ "จะต้องฝึกฝนจิตให้เป็นสมาธิได้ด้วยปัญญา" ที่เรียกว่า "ปัญญาอบรมสมาธิ" ตามชื่อหัวเรื่องที่ให้ไว้แล้วในเบื้องต้นนั้น

"เมื่อสมาธิเกิดมีขึ้นด้วยอำนาจปัญญา" อันดับต่อไปสมาธิก็กลายเป็นต้นทุนหนุนปัญญาให้มีกำลังก้าวหน้า "สุดท้ายก็ลงรอยเดียวกันกับหลักเดิม" ที่ว่า "สมาธิอบรมปัญญา" .. "

หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

ยกยอดฉัตรใส่ปราสาทเฟื่องวิหารล้านนาบูรพาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วันนี้ปฏิทินจันทรคติล้านนา (หนเหนือ) จะตรงกับ ว...
25/05/2026

ยกยอดฉัตรใส่ปราสาทเฟื่องวิหารล้านนาบูรพาจารย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วันนี้ปฏิทินจันทรคติล้านนา (หนเหนือ) จะตรงกับ วันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9

"กิเลสออกวันยังค่ำไม่เป็นไร แต่ธรรมออกมาไม่ได้ กิเลสปัดทันทีไม่ยอมรับ ท่านจึงไม่ค่อยพูดแหละ พวกทรงอรรถทรงธรรมท่านเป็นหูห...
21/05/2026

"กิเลสออกวันยังค่ำไม่เป็นไร แต่ธรรมออกมาไม่ได้ กิเลสปัดทันทีไม่ยอมรับ ท่านจึงไม่ค่อยพูดแหละ พวกทรงอรรถทรงธรรมท่านเป็นหูหนวกตาบอดไปเสีย รำคาญที่จะพูด พูดไปแล้วไม่เกิดประโยชน์ แทนที่จะเป็นประโยชน์กลับเป็นโทษแก่ผู้ฟังเสีย พูดหาประโยชน์อะไร นั่นเท่านั้น ท่านอยู่ของท่านท่านไม่มีอะไรนี่ ท่านไม่มีหนักมีเบามีได้มีเสีย เกี่ยวกับเรื่องเฉย ๆ ไม่ต้องพูด แต่เวลาพูดออกไปมีได้มีเสีย ท่านจึงต้องระมัดระวัง

ฟังซิอย่างพระสารีบุตรกับพระอัสสชิ พระอัสสชิเป็นถึงขั้นพระอรหันต์ ทั้ง ๆ ที่พระสารีบุตรก็มุ่งหน้ามุ่งตาต่อมรรคผลนิพพานอยู่โดยดี ครั้นเวลาฟังเทศน์พระอัสสชิแล้ว สำเร็จเป็นพระโสดาบันขึ้นในเวลานั้น พระอัสสชิยังไม่บอกว่าอาตมานี้เป็นพระอรหันต์นะ ท่านไม่เห็นพูด อรหันต์มีความจำเป็นอะไรมากยิ่งกว่าเหตุผล เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา นั่น เหตุผลนั้นหนักกว่า ท่านก็เอานั้นออก"
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕

อาตมาเคยคุยกับคุณยายคนหนึ่ง คุณยายคนนี้น้อยใจหลวงพ่อปัญญานันทะ ที่วัดชลประทาน เพราะตอนนั้น สามีของคุณยายเป็นใหญ่เป็นโตใน...
21/05/2026

อาตมาเคยคุยกับคุณยายคนหนึ่ง
คุณยายคนนี้น้อยใจหลวงพ่อปัญญานันทะ ที่วัดชลประทาน
เพราะตอนนั้น สามีของคุณยายเป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ
เขาไปทำบุญที่วัดชลประทาน
แต่ไปแค่ครั้งเดียว แล้วก็ไม่เคยไปอีก
เพราะไปที่นั่นแล้วหลวงพ่อปัญญาไม่ให้เกียรติเลย
พูดกับเขาเหมือนเขาเป็นคนธรรมดาเขาจึงไม่ศรัทธา

อาตมาจึงบอกคุณยายว่าแต่อาตมาศรัทธาหลวงพ่อปัญญาฯ
ศรัทธาก็เพราะท่านไม่ให้เกียรติกับคุณยายเป็นพิเศษ นี่แหละ
หากท่านเอาใจคุณยายเป็นพิเศษอาตมาก็เสียศรัทธาเหมือนกันเพราะไม่ใช่หน้าที่ของพระที่จะไปสนใจว่าใครเป็นคุณหญิงใครเป็นท่านผู้หญิง ใครรวยใครจนมันไม่ใช่เรื่องของพระเป็นเรื่องนอกเขตวัด
อันนี้เป็นหลักสำคัญที่เราต้องพยายามรักษาไว้ใครจะมีความเชื่อถืออย่างไรเรื่องทางการเมืองก็เหมือนกันจะเป็นซ้ายเป็นขวา เป็นแดงเป็นเหลืองเป็นอะไรก็แล้วแต่ ถือว่าไม่ใช่เรื่องในวัดทิ้งไว้หน้าวัดดีกว่าอย่านำเข้ามาในวัด
เราเข้ามาในวัดเราเป็นพุทธมามกะอย่างเดียว
การที่วัดทำหน้าที่ได้อย่างนี้มาตลอดหลายร้อยปี
เมืองไทยจึงเป็นประเทศที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงค่อนข้างน้อยมีความสมานสามัคคีกันสูงมาโดยตลอด
อาตมาว่า พุทธศาสนานี่มีบทบาทสำคัญในการทำให้คนหลากหลายมีจุดร่วม เพราะมีศรัทธาในคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นจุดร่วม

“น้ำหนึ่งเดียวกัน” โดย
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร
บ้านบุญ วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๖

“อะไรจะมอมแมมช่างหัวมันเถอะ ใจใสสะอาดแล้วพอ นี่ผู้จะพาไป สุคติเป็นที่หวังได้ สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้หวังอะไรแหละ ทุคติ สุค...
19/05/2026

“อะไรจะมอมแมมช่างหัวมันเถอะ ใจใสสะอาดแล้วพอ นี่ผู้จะพาไป สุคติเป็นที่หวังได้ สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้หวังอะไรแหละ ทุคติ สุคติ มันไม่หวัง พากันเป็นบ้าตั้งแต่สิ่งภายนอก ตกแต่งภายนอก เราดูไม่ได้นะ นี่ถ้าพูดธรรมะมันขัดกับกิเลส กิเลสมันอยู่หัวใจคน พาคนให้แสดงออกมาอย่างนั้นๆ ในสายตาของธรรมจับเข้าปั๊บ มันขัดกันทันทีๆ นี่ดูตั้งแต่ภายนอก ตกแต่งตั้งแต่ภายนอก ที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ส่วนภายในที่เป็นผลประโยชน์มันไม่มอง แน่ะธรรม สายตาธรรมสอดเข้าไป เพราะฉะนั้นจึงเตือนปุ๊บเข้าไปให้ดูทั้งภายในภายนอกตลอดทั่วถึง สุคติไม่ต้องบอก หวังได้ทั้งนั้น ธรรมท่านสอนว่าอย่างนั้น สำคัญอยู่ที่ใจ เวลานี้โลกเรามีความสนใจกับอรรถกับธรรม คือกับหัวใจที่เป็นที่สถิตอยู่ของอรรถของธรรมเมื่อไร มันไม่สนใจนะ มันสนใจแต่สิ่งภายนอกตามกิเลสหลอกออกไป อันนั้นดีอันนี้ดี ยุ่งตั้งแต่ภายนอก ภายในมันไม่สนใจ ที่จะพาจมมันก็ไม่ดู พาฟื้นฟูขึ้นมันก็ไม่ดู มันดูตั้งแต่สิ่งภายนอกซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย ให้พากันตกแต่งภายในด้วยนะ ไม่ได้นะ ตกแต่งแต่ภายนอก ประดับประดาภายนอก สนใจตั้งแต่ภายนอกซึ่งไม่เกิดประโยชน์อะไร เพียงอาศัยอยู่เท่านั้นพอ”

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม
เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [ค่ำ]

"เขาตีก็ตีแต่เราเฉยให้มันตีไปมันยกโคตรพ่อโคตรแม่มาตีก็ให้มันยกมา เราเฉยของเรา โคตรพ่อโคตรแม่เราก็เฉยเหมือนกัน ต่างโคตรต่...
16/05/2026

"เขาตีก็ตีแต่เราเฉยให้มันตีไปมันยกโคตรพ่อโคตรแม่มาตีก็ให้มันยกมา เราเฉยของเรา โคตรพ่อโคตรแม่เราก็เฉยเหมือนกัน ต่างโคตรต่างเฉยไม่ได้กลัวกัน เราไม่กลัวในการทำความดี ศาสดาองค์เอกทุกพระองค์พาสร้างความดีทั้งนั้น การถูกโจมตีเรื่องติฉินนินทา มีมาแต่ดั้งเดิมเป็นคู่กัน ท่านจึงว่า "เอส ธมฺโม สนนฺตโน " คือธรรมเหล่านี้เป็นธรรมเก่าแก่ อย่าไปตื่นไปเต้น อย่าไปหลงกลของมัน เรื่องนินทาสรรเสริญ โลกธรรม ๘ นั่น
พระพุทธเจ้าก็ถูกโจมตีมาอย่างนี้ตลอด เป็นอย่างนั้น ๆ ไอ้เราก็ตัวเท่าหนูจะไม่ให้ถูกอะไร เพราะฉะนั้นเราถึงเฉย เฉยเขาก็โจมตีอีก ทางเขาว่ามายังไง ๆ หลวงตาบัวเห็นเฉย ไม่เห็นว่าอะไร ครั้นเวลาเราตอบเราก็ตอบ ประสากองขี้จะไปเล่นกับมันทำไมก็ว่าอย่างนั้นไปเสียมันมีราคาอะไรพอจะไปเล่นกับมันให้ เสียเวล่ำเวลา เปื้อนมือสกปรกเหม็นคลุ้งที่จมูกเปล่า ๆ ก็ว่าอย่างนั้นแหละ นี่ละให้พากันพิจารณาเอา เอ้า สร้างไปสร้างความดี ความชั่วนั้นมันคอยทำลาย เช่น หัวใจเรามีความคิดชั่วมันก็ทำลายเรา ความคิดดีสังหารมัน ให้แก้กันไปอย่างนี้ คนนอกคนไม่ดีมันไปหาทำลายคนดีนั้นแหละ เราก็ให้สร้างความดีของเราไป นี่ละถูกต้องตามหลักศาสดา"
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕

 #เข้าใจว่าตนพ้นแล้วอยู่คนเดียวตั้งหกเดือน เจ็ดเดือน แล้วมันจะไม่หลับไม่นอนโยม หมดวันยันค่ำ หมดคืน 24 ชั่วโมง เค้าจะนอนป...
15/05/2026

#เข้าใจว่าตนพ้นแล้ว
อยู่คนเดียวตั้งหกเดือน เจ็ดเดือน แล้วมันจะไม่หลับไม่นอนโยม หมดวันยันค่ำ หมดคืน 24 ชั่วโมง เค้าจะนอนประมาณ 30 นาที หรือ 25 นาที เท่านั้นเอง กินความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว มองโลกนี้เรียกว่าสว่างไปหมดเลย มันก็เลยสุขอย่างเต็มที่กันเลย อาตมาว่าใครไม่เห็นธรรม เหมือนอย่างเรา ก็ไม่อยากกราบใคร อันที่ไม่ยอมกราบใคร เค้าไม่ได้คิดว่า สมัยพุทธกาลพระอริยเจ้าทั้งหลาย เป็นพระอรหันต์ ไปกราบพระพุทธเจ้า ไม่น่าจะกราบพระพุทธเจ้าแล้ว แต่กราบอยู่ หมดงานแล้ว เค้าไม่ได้เอาตรงนั้นมาวัดเลย ก็เลยว่าตนเองนี้สำเร็จ ไม่ยอมกราบใคร ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์มาแนะนำสั่งสอน จิตหลงได้เมื่อเจอปิติมากๆ คิดว่าบรรลุธรรมแล้ว ก็มาถูกทางที่ภาวนาไปได้ปีติ มีความสุข แต่ไปหลงว่า ใครจะมารู้ความสุขรู้ธรรมะเหมือนอย่างเราได้ อาตมาจะเตือนพระก็ตรงนี้แหละ อาตมาค้นคว้าเรื่องนี้ ก็ตอนอยู่ที่สะลวง ค้นคว้าอยู่จนถึงตีสาม ถ้าอาตมาไม่ค้นคว้าไม่วิจัยด้วยตนเอง ก็จะหลงได้เหมือนกัน เมื่อตอนที่พบความสงบ มีความสุขใหม่ใหม่ ความสงบนั้นเป็นความสุขเหลือเกิน มองอะไรก็เป็นธรรมะไปหมด แต่ตอนเดินจงกรม คงจะตีสาม นั่งดูตนเอง ทำไมเธอว่าเธอรู้เธอเข้าใจ เธอเห็นเธอเก่งอย่างไร มีสติมาเตือนตนเอง มาติเตียนที่จิตมันโลดโผน เธอเก่ง เธอสำเร็จมรรคผลหรือยัง เธอเป็นพระอรหันต์หรือยัง เธอจึงคิดอย่างนี้ เหมือนว่าตัวสติสัมปชัญญะมาเตือนจิตของอาตมา เตือนตนด้วยตนเอง ไม่มีใครจะเตือนเพราะเราอยู่คนเดียว ก็คิดได้ว่ามันยังไม่สำเร็จ ถ้าบรรลุธรรมน่าจะมีความสุขกว่านี้ ของดีกว่านี้ยังน่าจะมี พอตัวนี้มาตัดก็หยุดเลย เธอไม่ได้เป็นพระอรหันต์นี่ ทำไมเธอคิดขึ้นมาทำไม เตือนตนเองจึงแก้ไขตรงนั้นได้ จิตจึงอ่อนลง ไม่แข็งกระด้าง อาตมาจึงเข้าใจว่าจะหลงกันก็ตรงปีตินี้เอง ว่าตนเองเก่งรู้มากกว่าคนอื่น เข้าใจดีกว่าเพื่อน ถ้าตนเองลงเพลิดเพลินแบบยิ้มแย้มแจ่มใสหัวเราะ นั่นก็หลงอยู่กับปีติ มันเพลิดเพลิน หลงลืมตัวไป ตรงนั้นยังเป็นกิเลสอยู่ เป็นนิกันติ วิปัสสนูป กิเลสข้อที่ 10 มีความยินดีในการที่ตนเองเห็น

วิปัสสนูปกิเลส คือ ส่วนมากแล้วเวลามันเกิด หนึ่งจะเพี้ยน สองมันอยากเทศน์ เคยเห็นไหมพระอยากเทศน์ จนโยมหนีหมดเลย มาคนเดียวก็เทศน์อยู่นั่นแหละ นี่แหละวิปัสสนูปกิเลส พอเข้าใจไหม ถ้าใครเป็นรีบเตรียมตัวนะ มันอยากเทศน์ เป็นโยมนี่นั่งภาวนาไป ภาวนาไป ไปบ้านใครก็จะไปเทศน์ ให้คนนั้นคนนี้ฟังไม่หยุด รีบรีบเข้าหาครูบาอาจารย์เร็วเร็ว จะแก้ตนเองให้ได้....

ธรรมเปลี่ยนโลก
หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป

บทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่๑๕พฤษภาค...
14/05/2026

บทสุดท้ายที่จะคว่ำวัฏจิตวัฏจักร ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงการเกิดการตายทับถมกันนี้ มายุติในวัดดอยธรรมเจดีย์ วันที่๑๕พฤษภาคม๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมสักกิสักกีนะ ไปฟ้าดินถล่มที่นั่นละ ฟ้าดินถล่มนี้เราไม่เคยเห็นนะ เพราะเกิดมาก็ไม่เคยคาดเคยหมายว่าสวรรค์เป็นอย่างไร พรหมโลกเป็นอย่างไร นิพพานเป็นอย่างไร เราก็ไม่เคยรู้เคยเห็น มีแต่คาดแต่หมายไปอย่างนั้น

แต่ในคืนวันนั้นพูดให้มันชัดเจนเสีย เป็นอยู่หลังเขาวัดดอยธรรมเจดีย์ เวลา ๕ ทุ่มเป๋งเลย วันที่ ๑๕ เดือนพฤษภา ๒๔๙๓ นั่นละตอนที่ฟ้าดินถล่มถล่มในตอนนั้น พอฟ้าดินถล่มตัวนี้พุ่งขึ้นบนอากาศมันขึ้นไปได้อย่างไร ฟังซิน่ะ มาอวดท่านทั้งหลายเหรอ นั่งอยู่ธรรมดานี่ละร่างกายของเรานี้มันพุ่งขึ้น มันขึ้นไปได้อย่างไร เราเองก็อัศจรรย์เองนะ พอพุ่งขึ้นไปลงมาแล้วมันสั่นไปหมดในร่างกาย ตัวสั่น เหมือนโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย สว่างจ้าขึ้นมาครอบหลังวัดดอยธรรมเจดีย์

มองไปที่ไหนว่างหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โอ้โห เป็นอย่างนี้เหรอ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระธรรมแท้ก็คือธรรมชาติ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วนั่นละธรรมแท้ เป็นอย่างนี้ละเหรอ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ หือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น นั่นละเป็นวาระสุดท้าย ฟ้าดินถล่มวันนั้น

จากนั้นมาเรื่องภพเรื่องชาติขาดสะบั้นไปพร้อมๆ กันหมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่ภายในจิตใจเลย เป็นในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ เวลา ๕ ทุ่มพอดี นั่นละกิเลสขาดสะบั้นลงจากใจ สว่างจ้าขึ้นมา อัศจรรย์ตัวเอง ถึงขนาดพูดว่า เหอ..พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ พระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ เอ๊..พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร มันเป็นแล้วนะนั่น

แต่ก่อนพอระลึกพุทโธ ธัมโม สังโฆ จะมาพร้อมกันๆๆ แต่ในขณะใหญ่นี้ผ่านไปแล้วกลายเป็นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร เป็นอันเดียวกันแล้วธรรมทั้งแท่ง จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน สว่างจ้าเลย นี่ก็อยู่วัดดอยธรรมเจดีย์ เราไม่ได้ลืมนะ วัดนี้จึงเป็นวัดที่สลักปักลึกในหัวใจเรามากทีเดียว ไปทีไรต้องจ้องอยู่นั่นละ แต่ทุกวันนี้มันขึ้นข้างบนไม่ได้ ก็ไปอยู่ที่ศาลาข้างล่าง แต่ก่อนไปปั๊บขึ้นเลย ไปชมอะไรพูดไม่ถูกละ ชมธรรมอัศจรรย์ของเราที่เป็นในที่เช่นไร มันจะวิ่งเข้าถึงนั้นเลย แต่เวลานี้ขึ้นไม่ได้ มีแต่มองไปด้วยจิตเท่านั้นละ เห็นบุญเห็นคุณวัดดอยธรรมเจดีย์ของเรา

เราได้ปฏิบัติมาก็อย่างนี้ละกับบรรดาพี่น้องทั้งหลาย เวลาออกปฏิบัติทีแรกจิตมันดีดมันดิ้น มันฟัดมันเหวี่ยงกับเรานี้ โอ๊ย หัวคว่ำหัวหงายไปเลย ครั้นเอาไปเอามาก็มีกำลังฟัดกันๆ ต่อไปกิเลสก็หงายเลย พอกิเลสหงายฟ้ากระจ่างขึ้นมาเลย เรียกว่าฟ้าดินถล่มในสถานที่นั่นวัดดอยธรรมเจดีย์ เป็นวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓ นั่นละวันเปิดโลกธาตุ ภพชาติต่างๆ ที่เกิดที่ตายมากี่ภพกี่ชาติตายกองกันทั้งเขาทั้งเรา เฉพาะเรื่องธรรม เรื่องความเกิดความตาย ความทุกข์ความทรมานในวัฏสงสารของเราเองได้ขาดสะบั้นลงไปแล้วในขณะนั้น อัศจรรย์เกินคาดเกินหมาย

คืนวันนั้นไม่นอนเลย พอนั่งแล้วก็คำนึงถึงความอัศจรรย์ของธรรม พระพุทธเจ้าก็มาอยู่อันเดียวกันเสีย พระธรรมก็เป็นอันเดียวกันเสีย พระสงฆ์ก็เป็นอันเดียวกันเสีย เลยไม่ปรากฏว่าเป็นสองเป็นสามเหมือนที่เราเคยคิดมาแต่ดั้งเดิม พอมาถึงจุดนั้นแล้วผางทีเดียวเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสรู้อย่างนี้ละเหรอๆ จากนั้นมาแล้วพระธรรมแท้เป็นอย่างนี้ละเหรอๆ พระสงฆ์แท้เป็นอย่างนี้ละเหรอ โห พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างไร นี่เป็นแล้วนะนั่น มันเป็นแล้ว อัศจรรย์ตั้งแต่บัดนั้นมา

ขาดสะบั้นเรื่องภพเรื่องชาติ ตั้งแต่บัดนั้นจนกระทั่งป่านนี้ไม่ได้คิดได้คาดว่าตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน เกิดแล้วจะไปตายที่ไหน จะขึ้นจะลงที่ไหน หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง พอแล้วอยู่กับคำว่าธรรมธาตุ พอแล้วอยู่กับคำว่านิพพานเที่ยง รวมอยู่นั้นหมด ไม่ต้องไปหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ที่ไหน องค์ไหนก็แบบเดียวกันๆ ถามหาพระพุทธเจ้าองค์ไหนองค์นั้นชื่อว่าอย่างไร องค์นี้ชื่อว่าอย่างไร พระนามของท่านชื่อว่าอย่างไรไม่ถาม

ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้เป็นอันเดียวกัน เหมือนกันกับน้ำที่ตกลงมาจากฟ้านั่นละ เมฆก้อนไหนก็ตาม ลงมาสู่น้ำมหาสมุทรแล้วเป็นน้ำมหาสมุทรอันเดียวกันหมดเลย ไม่ได้แยกแยะว่าเมฆก้อนหนึ่งเป็นฝนมาจากเกาะไหนดอนใดไม่มี ลงนั้นแล้วเป็นมหาสมุทรอันเดียวกันหมด อันนี้พอผางขึ้นมหาวิมุตติมหานิพพานแล้วเป็นอันเดียวกันหมด ถามที่ไหน เมฆก้อนไหนตกลงมาก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพาน เมฆหมายถึงธรรม ก้อนไหนตกเข้ามาในหัวใจเราจากความเพียรของเรา ก็เป็นมหาวิมุตติมหานิพพานไปตามๆ กันหมด หายสงสัย ตั้งแต่บัดนั้นมาหายสงสัยแล้ว...

เทศน์อบรมพระสงฆ์และฆราวาส
เนื่องในโอกาสท่านพระอาจารย์แบน ธนากโร
และคณะศิษย์มากราบนมัสการหลวงตา
เมื่อบ่ายวันที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๑

ที่อยู่

วัดล้านนาญาณสัมปันโน(วัดป่าศาลาปางสัก) กม. 22-23 หมู่ 1 ถ. เชียงใหม่-เชียงราย ต. เชิงดอย อ. ดอยสะเก็ด
Amphoe Doi Saked
50220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ วัดล้านนาญาณสัมปันโนผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์