12/04/2026
วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๙
น้อมกราบถวายมุทิตาสักการะเจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๗๔ ปี
เกศาหลวงพ่อเยื้อนแปรเป็นพระธาตุ
(หมายเหตุ: มีโยมถามหลวงพ่อเยื้อนเรื่องเกศาของท่านแปรเป็นพระธาตุ หลวงพ่อจึงได้เมตตาเทศน์เรื่องดังกล่าว)
พระธาตุ
เขาไปเป็นแบบไหนก็เรื่องของเขา แต่เราไม่อยากรู้ว่ามันเป็น สุดท้ายมันก็เป็นจริงๆนะ อันดับแรกมันเป็นไข่ปลาก่อน จากไข่ปลาคือเส้นผมมันแตกเป็นแก้วจากเป็นแก้วมันเป็นฟองละออง จากละอองมันแยกมาเป็นกลมๆกลมๆไปเลย
หมู่เพื่อนบ้านตาดบางคนก็นึกว่าท่านเยื้อนเป็นพระอรหันต์ บอกไม่ใช่ ผมไม่ใช่พระอรหันต์ อ้าว!!แล้วทำไมเกศาท่านเป็นพระธาตุได้อย่างไร ก็เป็นธาตุ..เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน เป็นอุทาหรณ์ว่าผู้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติแล้ว..ธรรมนั้นจะไปถึงที่สุดของธรรมตรงไหน และเดินอย่างไรถึงจะไปเป็นพระธาตุ เราพูดได้เพราะเรายังไม่ตายว่าจิตนั้นจะไปตรงไหนถึงเป็น ถ้าจิตถึงตรงนั้นแล้ว อาตมาเคยถามหลวงปู่เทสก์ ท่านว่า"ถ้าธรรมที่ท่านพูดนี้หมายความ..ของท่านเป็นพระธาตุแน่นอน" หลวงปู่หลุยก็เหมือนกัน หลวงปู่คำดีเหมือนกัน ถ้าท่านพูดอย่างนั้นถึงแน่นอน"
จิตเรามันเป็นทาสของธรรม มันเป็นธรรมธาตุ ธรรมธาตุ คือความบริสุทธิ์..จนไม่มีอะไรกั้นอยู่แล้ว ความบริสุทธิ์ของจิตมันถึง..เหมือนเป็นอากาศ มันเป็นอากาศมาตั้งแต่เราบวชวันที่หนึ่งกับวันที่สองจนถึงปัจจุบัน..ก็เหมือนอากาศอยู่ อะไรที่จะมากระทบกระเทือนทั้งหมดมันก็คนละเรื่อง.
___________________________________________
"โลกพูดแล้วไม่สิ้นสุด...
แต่ธรรมะ...พูดแล้วสิ้นสุด
สิ้นสุด เพราะไปสู่...ความว่าง
ธรรมะ...
ที่พูดแล้วไม่สิ้นสุด นั้น...ไม่ใช่ธรรม
นั้น...สังขาร
ถ้าใครเอาสังขารมาพูด ไม่เคยเห็นว่า...
สิ้นสุดตรงไหน
ถ้าธรรม นั้น...จะพูดแล้วจบ
มันมีที่จบ มันจบที่ใจเจ้าของไปเจอจิต
มันจบเลย เพราะ...มันไม่ไปที่อื่น
สุดท้าย...
ของธรรม ก็คือ เข้าไปสุญญตา."
หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เทศนาโปรดญาติโยม โรงพยาบาลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘
___________________________________________
"โยมต้องดูที่จิตของเรา ซักฟอกให้สะอาดขนาดไหน หรือสงบขนาดไหน หรือเกิดปัญญา หรือเกิดความสว่างขนาดไหน เราก็ดู ไม่มีใครรู้เท่าตัวเราหรอก จิตคนละดวงเท่านั้นที่จะรู้
การรู้จิต เป็นวิธีหนึ่งของผู้ปฏิบัติ
นิดเดียวเท่านั้นเอง มีส่วนในล้านเปอร์เซ็นต์
ในส่วนหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นวิธีกุศโลบายอย่างหนึ่ง รู้ได้ทุกคนแต่ว่าในระดับพวกเราก็ไม่ควรจะรู้ ควรจะรู้จิตของเราให้มาก เราศึกษาดูต้นสายปลายเหตุ เรากำหนดให้ลึกๆ เราจะรู้เลย ในความเห็นอาตมาไม่อยากให้รู้อะไรมาก แต่อยากให้รู้ในจิตของตนเอง
กำหนดให้ลึกเข้าไป พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ
ทำใจให้สบาย กำหนดให้สงบ ถ้าจิตมันสงบ
ก็ให้มันสงบเข้าไป ถ้ามันขาดจากอารมณ์
ก็ให้มันขาดไป ไม่ต้องกังวล ถ้าเกิดกังวลนิดเดียว จิตจะไม่เข้าจุดตรงนั้นเลย
ต้องให้จิตลงในสมาธิให้แน่วแน่ เราต้องลงให้ดี ดิ่งลงให้ดี พุทยาวๆ โธด้วยความสว่าง
ทั้งพุทดึงเข้าไป โธดึงเข้าไปเหมือนกัน ไม่ต้องพุทเข้าโธออก กระจายความสว่างในท้องของเรา พุท และก็โธทำไปเรื่อยๆ
ในวงตรงนี้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำแล้วสบายมากๆ สุขภายนอกมันเจือปนด้วยความทุกข์ แต่สุขภายในมันสุขอมตะจริงๆ มันบอกใครไม่ได้ ทุกอย่างสุขอื่นใด นอกจากสุขในใจ ไม่มี..อีกแล้ว
อยากให้ญาติโยมกำหนดให้ถึงจริงๆ จะสุขได้
แต่ไม่ใช่ให้จิตติดสุขตรงนี้...
เป็นแค่การพักจิตขณะหนึ่งเท่านั้นเอง เพื่อให้เกิดพลัง ถ้าจิตพักผ่อนดี ถอนขึ้นมาก็มีกำลังดี ปัญญาดี เหมือนคนที่ทำงานเหนื่อย ไม่ได้พักเลย มันเครียดไปหมดเลย ถ้าได้พักผ่อนสักนิดหนึ่ง สักชั่วโมงนึง จะกระปรี้กระเปร่า ตรงนี้เป็นการพักจิตของเรา
วิธีการพักจิตของเรา เราก็ดูว่า...เราพักได้แค่ไหน เฉพาะผู้ปฏิบัติธรรม ครูอาจารย์ ญาติ
โยมที่ฝึกจนชำนาญแล้ว แค่ห้านาทีเท่านั้นเอง ตื่นขึ้นมากระปรี้เปร่าไปหมดเลย สติปัญญาก็ปลอดโปร่ง ความเครียดก็หายหมด เขาเรียกพักด้วยสมาธิ วิธีพักคือสูดลมยาวๆ เข้าไปในท้อง ทำไปเรื่อยๆ พุทโธ ๆๆ
คือทั้งพุททั้งโธ คือความสว่าง
พยายามกำหนดจิตให้อยู่ตรงนี้เรื่อยๆไป
ไม่ว่าอยู่ในสถานที่ใด กำหนดในองค์สมาธิดีแล้ว ไม่มี...ที่เราจะไปหลงงมงายในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม จิต ของเราจะเกิดความแน่วแน่ ไม่กระดิกกระเดี้ยไปที่อื่นเลย...
อะไรที่มันพัดผ่านมา ก็รู้แล้ว...ก็ปล่อย
รู้แล้ว...ก็ปล่อย มันผ่านมาได้ทั้งนั้น."
__________________________________________
จิต คือ ผู้รู้
มีผู้ถามว่า การที่จิตวิ่งออกมาไปจับตัวที่ถูกรู้ อาการเช่นนี้ ปฏิบัติได้หรือไม่?
ในการปฏิบัตินั้น หากจิตมีการเคลื่อนออกมา นั้นคือ จิตวิ่งออกมาจากฐานมาเสวยอารมณ์อันเนื่องมาจากเผลอ สติไม่ทัน
แบบนี้ละที่สายดูจิตอื่นพลาดไป เพราะไปตามอารมณ์แล้ว คิดว่านั้นคือการดูจิต
แต่ที่ถูกต้องแล้วหลวงพ่อ
ท่านมีปกติสอนเสมอๆว่า จิตที่จะข้ามภพข้ามชาติได้นั้น จะต้องเป็นจิตหนึ่ง
กล่าวคือ มีตัวรู้อยู่เป็นหนึ่งในอารมณ์เดียว ไม่เป็นสอง
ปกติของปุถุชน มักจิตส่งออกนอก โดยไม่เคยรู้เนื้อรู้ตัวเลย
แต่ผู้ที่ปฏิบัติมาบ้าง มักเผลอสติ ส่งจิตออกนอกโดยไม่ตั้งใจ เนื่องมาจากความไม่รู้นั่นเอง
แท้จริงแล้ว สิ่งที่ถูกรู้นั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเผลอสติ ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ
นักปฏิบัติโดยมากมักขาดสติ จึงนิยมไปตามสิ่งที่ถูกรู้ จนลืมตัวผู้รู้
แต่ในทางการปฏิบัตินั้น หลวงพ่อเยื้อนท่านสอนลงรายละเอียดมากยิ่งกว่านั้น
กล่าวคือ ทั้งตัวรู้ และถูกรู้ ก็ไม่หมายเอาทั้งคู่
เพราะ ทั้งสองสิ่งนี้ ขนสัตว์โลก พาเวียนเกิดเวียนตายมาแล้ว นับภพนับชาติไม่ได้
ธรรมข้อนี้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยสอนแบบพิสดารว่า...
“ท่านเห็นกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ)
ท่านเห็นตัวที่อยู่ในกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ)
หลวงปู้ดูลย์ สรุปความเลยว่า ทั้งตัวที่เห็น และตัวที่ถูกเห็นในกระจกนี่ละตัวเกิด
นิ พ พ า น อ ยู่ ต ร ง ก ล า ง ร ะ ห ว่ า ง ตั ว รู้ กั บ ตั ว ถู ก รู้
นั่นละ”
ดังนั้น สิ่งที่ผู้สนใจปฏิบัติพึงมี คือ ควรพยายามทำจิตให้เป็นหนึ่ง(เอกัคคตารมณ์)
ก่อนอันดับแรก เพื่อไม่หลงไหลไปตามสิ่งที่ถูกรู้
ปฏิบัติให้รู้จนมีสติเกิดขึ้นกับตัวรู้จนเด่นชัดด้วยอำนาจของสติ
กล่าวสรุปคือ...
“หากผู้รู้อยู่ไหน ก็ให้มีสติตามไปที่นั้น”
เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติจะพบทางว่า การเรียนรู้จากตัวจิต คือการเรียนรู้จากผู้รู้นี่เอง
เป็นการเรียนลงไปในสิ่งที่เป็นสัจจะ คือของจริงที่มีประจำโลก ไม่เคยหายไปไหน
ทั้งพระพุทธเจ้า และหมู่สัตว์ก็มีของจริง คือ จิตดวงนี้เสมอเหมือนกันทุกนาม
การเรียนจากของจริงเช่นว่านั้น ไม่ใช่เรียนจากสิ่งจิตปรุงหลอก หรือที่บางท่านเรียกว่า เงาของจิตนั่นเอง
เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้ปฏิบัติจะค้นพบสัจธรรมอันเป็นความจริงได้เองว่า
ผู้รู้ก็คือ จิต นั่นเอง
ผู้รู้อยู่ที่ใด นั่นก็เรียกได้ว่า จิตก็อยู่ที่นั้นละ
หากเมื่อผุ้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงจิตหนึ่งได้แล้ว
ในขั้นนี้ จิตผู้รู้จะเริ่มทวนเข้าหาจิตเอง เนื่องจากอารมณ์ สังขาร สัญญา ภายนอกออกแล้ว
จิตจะสามารถแตกขันธ์ ออกได้เองว่า สิ่งใดเป็นจิต สิ่งใดเป็นสิ่งที่จิตปรุงขึ้น
แต่ขั้นนี้ เราอาจจะวางไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะจิตยังคงไม่มีกำลังในการพิจารณา และวางสิ่งเหล่านั้นลง
แต่จิตจะเริ่มทวนกระแสเข้าไปรับรู้สิ่งต่างๆ โดยสักแต่ว่ารู้ เห็น แล้ววาง
จิตนั้นจะเริ่มเป็นปัจจุบัน เพราะ จะวางสิ่งที่พะรุงพะรัง ไม่กลับหวนนึกถึงอดีต และไม่มีความกังวลกับอนาคต
แต่จิตจะดิ่งไปสู่ปัจจุบัน เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น โดยไม่ยึดถือ
จิตจะวางเอง เพราะเห็นสิ่งที่เป็นจริงแล้ว สิ่งใดที่เป็นเงาของจิต เป็นอารมณ์ เป็นสัญญา เป็นสังขาร ที่รกรุงรัง จิตจะไม่ให้ความสนใจอีก
ดังนั้น ที่ว่าดูจิตๆ บางครั้งนักภาวนามักหลงเข้าไปไปดูอาการของจิต เช่น รู้ว่าโกรธ รู้ว่าฟุ้งซ่าน รู้ว่าดีใจ เสียใจ สิ่งเหล่านี้คือไปรู้สิ่งที่ถูกรู้ทั้งสิ้น ไม่ใช่จิต
เหตุที่เราไปหลงดูเงาในกระจกแบบนี้ ก็เพราะขาดสตินั้นเอง
หากจะกล่าวโดยธรรมดา ก็อาจจะกล่าวได้ว่า จิตเกิดสามารถเกิดนอกฐานที่ตั้งจิตก็ได้ จะไปตั้งที่ไหนก็ได้
แต่เราไม่พึงปฏิบัติเช่นนั้น เพราะจิตเป็นนามธรรม จิตที่สามารถจรไปจรมา นั่นคือ จิตที่วุ่นวาย เร่ร่อน ไม่เป็นหลักเเหล่ง
จิตแบบนี้เองที่ไม่มีกำลัง ไม่สามารถสงบเป็นสมาธิได้ เมื่อไม่มีสมาธิเป็นฐาน ปัญญาก็ไม่เคยเกิด
เหตุที่ต้องสมมติฐานที่ตั้งของจิต ขึ้นมา ก็เพื่อให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของจิตนั่นเอง
แต่เหตุที่เราต้องสร้างฐานให้จิตอยู่ทีเดิม ก็เหมือนกับสร้างบ้านให้จิตอยู่ ก็เป็นเสมือนฐานที่ตั้งให้จิตมั่นคง
เป็นการสร้างฐานกำลังของจิตที่เรียกว่าสมาธิ เมื่อเรามีบ้านอยู่หลักแหล่งแล้ว เราจึงเรียกให้ยาม คือ สติสัมปชัญญะ นั่นครับมาเฝ้ารักษาบ้านเราได้
เมื่อจิตไม่เร่ร่อน จนมีความมั่นใจในความปลอดภัย เมื่อนั่น จิตจะตั้งใจเอง
โดยไม่ต้องกำหนดใจให้เป็นสมาธิ นี่คือ สมาธิที่แท้จริง
สมาธิที่ต้องเข้าๆออกๆ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ...
สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดโดยธรรมชาติ ปราศจากความตั้งใจ แต่เป็นภาวะของจิตที่ตั้งมั่น มั่นคงด้วยสติ สติสัมปชัญญะ เป็นสมาธิโดยธรรมชาติ
เหตุผลง่ายๆของการระลึกฐานที่ตั้งของจิต ก็เพื่อ สมมติให้จิตมีที่อยู่ มีที่ตั้งแน่นอน และเป็นเครื่องหมายของการกำหนดสติของเราเท่านั้นเอง
เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว จิตที่ตั้งมั่นอยุ่ในฐานที่ตั้งมั่นของจิต จิตจะมีสติกำหนดจิตอยู่ในฐานที่ตั้งดังกล่าว หากผูรับฟังสัมผัสทางหู
หูก็จะรับหน้าที่รับเสียงไป แต่จิตอยู่ในฐานไม่ออกมารับ หากตาเห็นรูป ตาก็มีหน้าที่รับภาพไป แต่จิตไม่ส่งออกมารับ
ผู้ปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว จะค้นพบว่า จิตมันเหมือนมีชีวิต อีกชีวิตหนึ่งที่ไม่ข้องกับร่างกาย ร่ายกายทำไรๆทำไป แต่ใจก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่สนใจ
เมื่อถึงตอนนี้ เราจะแยกออกได้แล้วว่า จิตนั้นมีหน้าที่รับรู้ ส่วนสังขารเค้าก็มีหน้าที่ปรุงแต่ง สัญญาก็มีหน้าที่จำได้หมายรู้
ทุกอย่างทำงานปกติ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจิต ต่างแยกหน้าที่กันทำ อยู่ด้วยกันแต่ไม่กระทบกัน
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ หากจะกล่าวการเริ่มต้น ก็คงไม่พ้นการกินน้ำเย็น ตามแบบฉบับของหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เพื่อให้นักปฏิบัติสามารถกำหนดฐานที่ตั้งของจิตให้ได้ แน่นหนามั่นคง
จนกลายเป็นจิตหนึ่งนั่นเอง
ส่วนที่เป็นรายละเอียดต่างๆ นั่น คือ ผลมาจากการที่ผู้รู้สอนเรานั่นเอง
อัศจรรย์ของจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งท้าทายว่า ท่านจงลองมาดูเถิด นับเป็นเวลากว่า 2556 แล้ว บัดนี้ ยังคงทรงพุทธานุภาพไม่เสื่อมสลายไปตามกาล
ธรรมย่อมประจักษ์แจ้งแก่ผู้ลงมือปฏิบัติตตามมรรคผลเสมอ ไม่เสื่อมคลาย...
_____________________________________________
"การภาวนา ไม่ต้องไปตัดสังขาร
จิตไม่ปรุงแต่ง จะมีสังขารตัวไหนต้องไปตัด เรามาค้นหาผู้รู้...
ค้นหาจิตของเราให้ชัดๆ เดี๋ยวตัดเองหมดเลย
ที่เราไปนั่งตัดกัน
เพราะเราไม่เห็นจิต ตัดเท่าไหร่ก็ไม่หมด
พิจารณาร่างกายของเรา เป็นอสุภกรรมฐาน เป็นไตรลักษณ์ พิจารณาไปก็เหมือนเดิม จิตใจเรา ก็ไม่เปลี่ยน นิสัยเหมือนเดิมเลย
มันเปลี่ยนแค่สัญญา ชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ไม่เปลี่ยนด้วยธรรมชาติ
ถ้าจิตเราเปลี่ยนด้วยธรรมชาติ มันก็จบเลย จิตจริงๆมันจบได้."
____________________________________________
"จิต ของเรา คือ...ผู้รู้
ไม่ใช่ ที่ปรุงแต่ง
ที่ปรุงแต่งนั้น...ไม่ใช่จิต มันเป็นสังขาร
ส่วนมาก...
เราไปเอาสังขารมาภาวนา มันไม่จบ
มันปรุงตลอด ทำให้เกิดความว่าง...ไม่ได้
ถ้าใครปรุงแต่งความว่าง นั้น...ไม่ใช่จิต
จิตนั้น...ต้องเกิดความว่าง
ด้วยธรรมชาติของมันเอง ไม่ต้องปรุงแต่ง
หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกให้เราไปหาจิตให้เจอ
สังขาร ก็จะหายไปเอง
แต่ถ้าเราไปเห็นสังขาร เราก็จะไม่เจอจิต
เรานึกว่าสังขาร เป็นจิตเรา
ตัวจิต นั้น...จะปรุงเเต่ง ไม่ได้เลย
จิต เดิมแท้นั้น...คือ ความว่าง
ต้องถึงความว่าง ถึงจะอิสระได้."
-------------------------------------------------------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น อาศัยความเพียรปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพราะมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข
บทความจากเพจ ธรรมะเตือนใจ
(กดไลค์กดแชร์เพื่อช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา)
💠ขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม🙏🙏🙏