สาธุบัวแก้วโพธิญาณ

สาธุบัวแก้วโพธิญาณ "คณะสาธุ" แปลว่า ผู้ยินดีในบุญ (ครูบา?

วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๙ น้อมกราบถวายมุทิตาสักการะเจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๗๔ ปีเกศาหลวงพ่อเยื้อนแปรเป็นพระธาตุ(หมายเหตุ: มีโยม...
12/04/2026

วันที่ ๑๒ เมษายน ๒๕๖๙
น้อมกราบถวายมุทิตาสักการะเจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๗๔ ปี

เกศาหลวงพ่อเยื้อนแปรเป็นพระธาตุ
(หมายเหตุ: มีโยมถามหลวงพ่อเยื้อนเรื่องเกศาของท่านแปรเป็นพระธาตุ หลวงพ่อจึงได้เมตตาเทศน์เรื่องดังกล่าว)

พระธาตุ

เขาไปเป็นแบบไหนก็เรื่องของเขา แต่เราไม่อยากรู้ว่ามันเป็น สุดท้ายมันก็เป็นจริงๆนะ อันดับแรกมันเป็นไข่ปลาก่อน จากไข่ปลาคือเส้นผมมันแตกเป็นแก้วจากเป็นแก้วมันเป็นฟองละออง จากละอองมันแยกมาเป็นกลมๆกลมๆไปเลย
หมู่เพื่อนบ้านตาดบางคนก็นึกว่าท่านเยื้อนเป็นพระอรหันต์ บอกไม่ใช่ ผมไม่ใช่พระอรหันต์ อ้าว!!แล้วทำไมเกศาท่านเป็นพระธาตุได้อย่างไร ก็เป็นธาตุ..เป็นอารมณ์ของกรรมฐาน เป็นอุทาหรณ์ว่าผู้ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติแล้ว..ธรรมนั้นจะไปถึงที่สุดของธรรมตรงไหน และเดินอย่างไรถึงจะไปเป็นพระธาตุ เราพูดได้เพราะเรายังไม่ตายว่าจิตนั้นจะไปตรงไหนถึงเป็น ถ้าจิตถึงตรงนั้นแล้ว อาตมาเคยถามหลวงปู่เทสก์ ท่านว่า"ถ้าธรรมที่ท่านพูดนี้หมายความ..ของท่านเป็นพระธาตุแน่นอน" หลวงปู่หลุยก็เหมือนกัน หลวงปู่คำดีเหมือนกัน ถ้าท่านพูดอย่างนั้นถึงแน่นอน"
จิตเรามันเป็นทาสของธรรม มันเป็นธรรมธาตุ ธรรมธาตุ คือความบริสุทธิ์..จนไม่มีอะไรกั้นอยู่แล้ว ความบริสุทธิ์ของจิตมันถึง..เหมือนเป็นอากาศ มันเป็นอากาศมาตั้งแต่เราบวชวันที่หนึ่งกับวันที่สองจนถึงปัจจุบัน..ก็เหมือนอากาศอยู่ อะไรที่จะมากระทบกระเทือนทั้งหมดมันก็คนละเรื่อง.
___________________________________________
"โลกพูดแล้วไม่สิ้นสุด...
แต่ธรรมะ...พูดแล้วสิ้นสุด
สิ้นสุด เพราะไปสู่...ความว่าง

ธรรมะ...
ที่พูดแล้วไม่สิ้นสุด นั้น...ไม่ใช่ธรรม
นั้น...สังขาร
ถ้าใครเอาสังขารมาพูด ไม่เคยเห็นว่า...
สิ้นสุดตรงไหน

ถ้าธรรม นั้น...จะพูดแล้วจบ
มันมีที่จบ มันจบที่ใจเจ้าของไปเจอจิต
มันจบเลย เพราะ...มันไม่ไปที่อื่น

สุดท้าย...
ของธรรม ก็คือ เข้าไปสุญญตา."

หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เทศนาโปรดญาติโยม โรงพยาบาลบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘
___________________________________________
"โยมต้องดูที่จิตของเรา ซักฟอกให้สะอาดขนาดไหน หรือสงบขนาดไหน หรือเกิดปัญญา หรือเกิดความสว่างขนาดไหน เราก็ดู ไม่มีใครรู้เท่าตัวเราหรอก จิตคนละดวงเท่านั้นที่จะรู้

การรู้จิต เป็นวิธีหนึ่งของผู้ปฏิบัติ
นิดเดียวเท่านั้นเอง มีส่วนในล้านเปอร์เซ็นต์
ในส่วนหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง อันนี้เป็นวิธีกุศโลบายอย่างหนึ่ง รู้ได้ทุกคนแต่ว่าในระดับพวกเราก็ไม่ควรจะรู้ ควรจะรู้จิตของเราให้มาก เราศึกษาดูต้นสายปลายเหตุ เรากำหนดให้ลึกๆ เราจะรู้เลย ในความเห็นอาตมาไม่อยากให้รู้อะไรมาก แต่อยากให้รู้ในจิตของตนเอง

กำหนดให้ลึกเข้าไป พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ
ทำใจให้สบาย กำหนดให้สงบ ถ้าจิตมันสงบ
ก็ให้มันสงบเข้าไป ถ้ามันขาดจากอารมณ์
ก็ให้มันขาดไป ไม่ต้องกังวล ถ้าเกิดกังวลนิดเดียว จิตจะไม่เข้าจุดตรงนั้นเลย
ต้องให้จิตลงในสมาธิให้แน่วแน่ เราต้องลงให้ดี ดิ่งลงให้ดี พุทยาวๆ โธด้วยความสว่าง
ทั้งพุทดึงเข้าไป โธดึงเข้าไปเหมือนกัน ไม่ต้องพุทเข้าโธออก กระจายความสว่างในท้องของเรา พุท และก็โธทำไปเรื่อยๆ

ในวงตรงนี้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำแล้วสบายมากๆ สุขภายนอกมันเจือปนด้วยความทุกข์ แต่สุขภายในมันสุขอมตะจริงๆ มันบอกใครไม่ได้ ทุกอย่างสุขอื่นใด นอกจากสุขในใจ ไม่มี..อีกแล้ว
อยากให้ญาติโยมกำหนดให้ถึงจริงๆ จะสุขได้

แต่ไม่ใช่ให้จิตติดสุขตรงนี้...
เป็นแค่การพักจิตขณะหนึ่งเท่านั้นเอง เพื่อให้เกิดพลัง ถ้าจิตพักผ่อนดี ถอนขึ้นมาก็มีกำลังดี ปัญญาดี เหมือนคนที่ทำงานเหนื่อย ไม่ได้พักเลย มันเครียดไปหมดเลย ถ้าได้พักผ่อนสักนิดหนึ่ง สักชั่วโมงนึง จะกระปรี้กระเปร่า ตรงนี้เป็นการพักจิตของเรา

วิธีการพักจิตของเรา เราก็ดูว่า...เราพักได้แค่ไหน เฉพาะผู้ปฏิบัติธรรม ครูอาจารย์ ญาติ
โยมที่ฝึกจนชำนาญแล้ว แค่ห้านาทีเท่านั้นเอง ตื่นขึ้นมากระปรี้เปร่าไปหมดเลย สติปัญญาก็ปลอดโปร่ง ความเครียดก็หายหมด เขาเรียกพักด้วยสมาธิ วิธีพักคือสูดลมยาวๆ เข้าไปในท้อง ทำไปเรื่อยๆ พุทโธ ๆๆ

คือทั้งพุททั้งโธ คือความสว่าง
พยายามกำหนดจิตให้อยู่ตรงนี้เรื่อยๆไป
ไม่ว่าอยู่ในสถานที่ใด กำหนดในองค์สมาธิดีแล้ว ไม่มี...ที่เราจะไปหลงงมงายในสิ่งที่ไม่ใช่ธรรม จิต ของเราจะเกิดความแน่วแน่ ไม่กระดิกกระเดี้ยไปที่อื่นเลย...

อะไรที่มันพัดผ่านมา ก็รู้แล้ว...ก็ปล่อย
รู้แล้ว...ก็ปล่อย มันผ่านมาได้ทั้งนั้น."
__________________________________________
จิต คือ ผู้รู้

มีผู้ถามว่า การที่จิตวิ่งออกมาไปจับตัวที่ถูกรู้ อาการเช่นนี้ ปฏิบัติได้หรือไม่?

ในการปฏิบัตินั้น หากจิตมีการเคลื่อนออกมา นั้นคือ จิตวิ่งออกมาจากฐานมาเสวยอารมณ์อันเนื่องมาจากเผลอ สติไม่ทัน
แบบนี้ละที่สายดูจิตอื่นพลาดไป เพราะไปตามอารมณ์แล้ว คิดว่านั้นคือการดูจิต
แต่ที่ถูกต้องแล้วหลวงพ่อ
ท่านมีปกติสอนเสมอๆว่า จิตที่จะข้ามภพข้ามชาติได้นั้น จะต้องเป็นจิตหนึ่ง
กล่าวคือ มีตัวรู้อยู่เป็นหนึ่งในอารมณ์เดียว ไม่เป็นสอง

ปกติของปุถุชน มักจิตส่งออกนอก โดยไม่เคยรู้เนื้อรู้ตัวเลย
แต่ผู้ที่ปฏิบัติมาบ้าง มักเผลอสติ ส่งจิตออกนอกโดยไม่ตั้งใจ เนื่องมาจากความไม่รู้นั่นเอง
แท้จริงแล้ว สิ่งที่ถูกรู้นั้น เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเผลอสติ ทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจ
นักปฏิบัติโดยมากมักขาดสติ จึงนิยมไปตามสิ่งที่ถูกรู้ จนลืมตัวผู้รู้

แต่ในทางการปฏิบัตินั้น หลวงพ่อเยื้อนท่านสอนลงรายละเอียดมากยิ่งกว่านั้น
กล่าวคือ ทั้งตัวรู้ และถูกรู้ ก็ไม่หมายเอาทั้งคู่
เพราะ ทั้งสองสิ่งนี้ ขนสัตว์โลก พาเวียนเกิดเวียนตายมาแล้ว นับภพนับชาติไม่ได้

ธรรมข้อนี้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล เคยสอนแบบพิสดารว่า...

“ท่านเห็นกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ)
ท่านเห็นตัวที่อยู่ในกระจกไหม (หลวงพ่อ ตอบว่า เห็นครับ)
หลวงปู้ดูลย์ สรุปความเลยว่า ทั้งตัวที่เห็น และตัวที่ถูกเห็นในกระจกนี่ละตัวเกิด
นิ พ พ า น อ ยู่ ต ร ง ก ล า ง ร ะ ห ว่ า ง ตั ว รู้ กั บ ตั ว ถู ก รู้
นั่นละ”

ดังนั้น สิ่งที่ผู้สนใจปฏิบัติพึงมี คือ ควรพยายามทำจิตให้เป็นหนึ่ง(เอกัคคตารมณ์)
ก่อนอันดับแรก เพื่อไม่หลงไหลไปตามสิ่งที่ถูกรู้
ปฏิบัติให้รู้จนมีสติเกิดขึ้นกับตัวรู้จนเด่นชัดด้วยอำนาจของสติ

กล่าวสรุปคือ...

“หากผู้รู้อยู่ไหน ก็ให้มีสติตามไปที่นั้น”
เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ผู้ปฏิบัติจะพบทางว่า การเรียนรู้จากตัวจิต คือการเรียนรู้จากผู้รู้นี่เอง
เป็นการเรียนลงไปในสิ่งที่เป็นสัจจะ คือของจริงที่มีประจำโลก ไม่เคยหายไปไหน
ทั้งพระพุทธเจ้า และหมู่สัตว์ก็มีของจริง คือ จิตดวงนี้เสมอเหมือนกันทุกนาม
การเรียนจากของจริงเช่นว่านั้น ไม่ใช่เรียนจากสิ่งจิตปรุงหลอก หรือที่บางท่านเรียกว่า เงาของจิตนั่นเอง

เมื่อถึงตรงนี้แล้ว ท่านผู้ปฏิบัติจะค้นพบสัจธรรมอันเป็นความจริงได้เองว่า
ผู้รู้ก็คือ จิต นั่นเอง
ผู้รู้อยู่ที่ใด นั่นก็เรียกได้ว่า จิตก็อยู่ที่นั้นละ

หากเมื่อผุ้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงจิตหนึ่งได้แล้ว
ในขั้นนี้ จิตผู้รู้จะเริ่มทวนเข้าหาจิตเอง เนื่องจากอารมณ์ สังขาร สัญญา ภายนอกออกแล้ว
จิตจะสามารถแตกขันธ์ ออกได้เองว่า สิ่งใดเป็นจิต สิ่งใดเป็นสิ่งที่จิตปรุงขึ้น
แต่ขั้นนี้ เราอาจจะวางไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะจิตยังคงไม่มีกำลังในการพิจารณา และวางสิ่งเหล่านั้นลง
แต่จิตจะเริ่มทวนกระแสเข้าไปรับรู้สิ่งต่างๆ โดยสักแต่ว่ารู้ เห็น แล้ววาง

จิตนั้นจะเริ่มเป็นปัจจุบัน เพราะ จะวางสิ่งที่พะรุงพะรัง ไม่กลับหวนนึกถึงอดีต และไม่มีความกังวลกับอนาคต
แต่จิตจะดิ่งไปสู่ปัจจุบัน เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น โดยไม่ยึดถือ
จิตจะวางเอง เพราะเห็นสิ่งที่เป็นจริงแล้ว สิ่งใดที่เป็นเงาของจิต เป็นอารมณ์ เป็นสัญญา เป็นสังขาร ที่รกรุงรัง จิตจะไม่ให้ความสนใจอีก
ดังนั้น ที่ว่าดูจิตๆ บางครั้งนักภาวนามักหลงเข้าไปไปดูอาการของจิต เช่น รู้ว่าโกรธ รู้ว่าฟุ้งซ่าน รู้ว่าดีใจ เสียใจ สิ่งเหล่านี้คือไปรู้สิ่งที่ถูกรู้ทั้งสิ้น ไม่ใช่จิต
เหตุที่เราไปหลงดูเงาในกระจกแบบนี้ ก็เพราะขาดสตินั้นเอง

หากจะกล่าวโดยธรรมดา ก็อาจจะกล่าวได้ว่า จิตเกิดสามารถเกิดนอกฐานที่ตั้งจิตก็ได้ จะไปตั้งที่ไหนก็ได้
แต่เราไม่พึงปฏิบัติเช่นนั้น เพราะจิตเป็นนามธรรม จิตที่สามารถจรไปจรมา นั่นคือ จิตที่วุ่นวาย เร่ร่อน ไม่เป็นหลักเเหล่ง
จิตแบบนี้เองที่ไม่มีกำลัง ไม่สามารถสงบเป็นสมาธิได้ เมื่อไม่มีสมาธิเป็นฐาน ปัญญาก็ไม่เคยเกิด

เหตุที่ต้องสมมติฐานที่ตั้งของจิต ขึ้นมา ก็เพื่อให้ทราบตำแหน่งที่แน่นอนของจิตนั่นเอง
แต่เหตุที่เราต้องสร้างฐานให้จิตอยู่ทีเดิม ก็เหมือนกับสร้างบ้านให้จิตอยู่ ก็เป็นเสมือนฐานที่ตั้งให้จิตมั่นคง
เป็นการสร้างฐานกำลังของจิตที่เรียกว่าสมาธิ เมื่อเรามีบ้านอยู่หลักแหล่งแล้ว เราจึงเรียกให้ยาม คือ สติสัมปชัญญะ นั่นครับมาเฝ้ารักษาบ้านเราได้
เมื่อจิตไม่เร่ร่อน จนมีความมั่นใจในความปลอดภัย เมื่อนั่น จิตจะตั้งใจเอง
โดยไม่ต้องกำหนดใจให้เป็นสมาธิ นี่คือ สมาธิที่แท้จริง

สมาธิที่ต้องเข้าๆออกๆ ไม่ใช่สัมมาสมาธิ...
สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่เกิดโดยธรรมชาติ ปราศจากความตั้งใจ แต่เป็นภาวะของจิตที่ตั้งมั่น มั่นคงด้วยสติ สติสัมปชัญญะ เป็นสมาธิโดยธรรมชาติ

เหตุผลง่ายๆของการระลึกฐานที่ตั้งของจิต ก็เพื่อ สมมติให้จิตมีที่อยู่ มีที่ตั้งแน่นอน และเป็นเครื่องหมายของการกำหนดสติของเราเท่านั้นเอง

เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว จิตที่ตั้งมั่นอยุ่ในฐานที่ตั้งมั่นของจิต จิตจะมีสติกำหนดจิตอยู่ในฐานที่ตั้งดังกล่าว หากผูรับฟังสัมผัสทางหู
หูก็จะรับหน้าที่รับเสียงไป แต่จิตอยู่ในฐานไม่ออกมารับ หากตาเห็นรูป ตาก็มีหน้าที่รับภาพไป แต่จิตไม่ส่งออกมารับ

ผู้ปฏิบัติถึงขั้นนี้แล้ว จะค้นพบว่า จิตมันเหมือนมีชีวิต อีกชีวิตหนึ่งที่ไม่ข้องกับร่างกาย ร่ายกายทำไรๆทำไป แต่ใจก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่สนใจ
เมื่อถึงตอนนี้ เราจะแยกออกได้แล้วว่า จิตนั้นมีหน้าที่รับรู้ ส่วนสังขารเค้าก็มีหน้าที่ปรุงแต่ง สัญญาก็มีหน้าที่จำได้หมายรู้
ทุกอย่างทำงานปกติ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจิต ต่างแยกหน้าที่กันทำ อยู่ด้วยกันแต่ไม่กระทบกัน

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ หากจะกล่าวการเริ่มต้น ก็คงไม่พ้นการกินน้ำเย็น ตามแบบฉบับของหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เพื่อให้นักปฏิบัติสามารถกำหนดฐานที่ตั้งของจิตให้ได้ แน่นหนามั่นคง
จนกลายเป็นจิตหนึ่งนั่นเอง
ส่วนที่เป็นรายละเอียดต่างๆ นั่น คือ ผลมาจากการที่ผู้รู้สอนเรานั่นเอง

อัศจรรย์ของจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านสั่งท้าทายว่า ท่านจงลองมาดูเถิด นับเป็นเวลากว่า 2556 แล้ว บัดนี้ ยังคงทรงพุทธานุภาพไม่เสื่อมสลายไปตามกาล
ธรรมย่อมประจักษ์แจ้งแก่ผู้ลงมือปฏิบัติตตามมรรคผลเสมอ ไม่เสื่อมคลาย...
_____________________________________________
"การภาวนา ไม่ต้องไปตัดสังขาร
จิตไม่ปรุงแต่ง จะมีสังขารตัวไหนต้องไปตัด เรามาค้นหาผู้รู้...
ค้นหาจิตของเราให้ชัดๆ เดี๋ยวตัดเองหมดเลย

ที่เราไปนั่งตัดกัน
เพราะเราไม่เห็นจิต ตัดเท่าไหร่ก็ไม่หมด
พิจารณาร่างกายของเรา เป็นอสุภกรรมฐาน เป็นไตรลักษณ์ พิจารณาไปก็เหมือนเดิม จิตใจเรา ก็ไม่เปลี่ยน นิสัยเหมือนเดิมเลย

มันเปลี่ยนแค่สัญญา ชั่วครั้งชั่วคราว
แต่ไม่เปลี่ยนด้วยธรรมชาติ
ถ้าจิตเราเปลี่ยนด้วยธรรมชาติ มันก็จบเลย จิตจริงๆมันจบได้."
____________________________________________
"จิต ของเรา คือ...ผู้รู้
ไม่ใช่ ที่ปรุงแต่ง
ที่ปรุงแต่งนั้น...ไม่ใช่จิต มันเป็นสังขาร
ส่วนมาก...
เราไปเอาสังขารมาภาวนา มันไม่จบ
มันปรุงตลอด ทำให้เกิดความว่าง...ไม่ได้

ถ้าใครปรุงแต่งความว่าง นั้น...ไม่ใช่จิต
จิตนั้น...ต้องเกิดความว่าง
ด้วยธรรมชาติของมันเอง ไม่ต้องปรุงแต่ง
หลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกให้เราไปหาจิตให้เจอ
สังขาร ก็จะหายไปเอง
แต่ถ้าเราไปเห็นสังขาร เราก็จะไม่เจอจิต

เรานึกว่าสังขาร เป็นจิตเรา
ตัวจิต นั้น...จะปรุงเเต่ง ไม่ได้เลย
จิต เดิมแท้นั้น...คือ ความว่าง
ต้องถึงความว่าง ถึงจะอิสระได้."
-------------------------------------------------------------------
เราเกิดเป็นมนุษย์ได้พบพระพุทธศาสนานับว่าโชคดี ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา อยู่เป็นประจำ สิ่งไหนเป็นบาปกรรมชั่วอย่าพากันทำ ให้สร้างแต่บุญกุศลคุณงามความดีในทุกๆวัน มีสติอยู่ในศีลธรรมอยู่เสมอ ไม่ทำร้ายเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ให้มีเมตตา กรุณา ต่อกัน เพราะเราทุกคนคือเพื่อนร่วมวัฏสงสาร หมั่นคิดดี ทำดี พูดดี ตอนยังแข็งแรงให้หมั่นเจริญภาวนาเพื่อความหลุดพ้น อาศัยความเพียรปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา เพราะมรรคผลนิพพาน ถ้ามีศีลธรรมภายในใจชีวิตจะร่มเย็นเป็นสุข

บทความจากเพจ ธรรมะเตือนใจ
(กดไลค์กดแชร์เพื่อช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา)
💠ขออนุญาตเผยแผ่เป็นธรรมทานเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม🙏🙏🙏

มรดกชิ้นสุดท้ายของ..  #หลวงปู่โต๊ะ (สอนภาวนา) #การนั่งวิปัสสนากรรมฐานตาม แนวทางของหลวงปู่โต๊ะ แห่ง  #วัดประดู่ฉิมพลี : ก...
05/04/2026

มรดกชิ้นสุดท้ายของ.. #หลวงปู่โต๊ะ (สอนภาวนา)

#การนั่งวิปัสสนากรรมฐานตาม แนวทางของหลวงปู่โต๊ะ แห่ง #วัดประดู่ฉิมพลี : ก่อนที่พระเดชพระคุณหลวงปู่โต๊ะท่านจะสอนวิธีนั่งเจริญกรรมฐาน วิปัสสนาให้แก่ศิษย์ ท่านจะได้ศิษย์แต่ละคนที่มีความประสงค์จะถวายตัวเป็นศิษย์ทางนั่งเจริญกรรมฐานวิปัสสนา เพื่อแสวงหาความสงบทางใจ จัดหาดอกไม้ธูป เทียน มาสักการะท่านเป็นการขึ้นครูหรือเรียกว่าขอขันธ์ ๕ จากท่านก่อน และท่านจะนัดให้มาในวันพฤหัส โดยแต่ละคนต้องนำ
๑. ธูป ๕ ดอก
๒. เทียนขาว ๕ เล่ม
๓. ดอกไม้ ๕ กระทง
๔. ข้าวตอก ๕ กระทง

เมื่อมากันพร้อมแล้ว ท่านจะนำเข้าสู่พระอุโบสถและเริ่มสอนวิธีนั่งปฎิบัติเจริญกรรมฐานวิปัสสนาต่อไปนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ปาณาติปาตาเวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานาเวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ นิจจะสีละวะเสนะสาธุกัง อัปปมาเทนะ รกฺขิตัพพานิ สีเลนะสุคคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสสะมา สีลัง วิโสธะเย

(จุดธูปเทียนได้)

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ(กราบ)
สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ(กราบ)
พุทธัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ

อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวามะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ(กราบ)

ธัมมัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฎฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ(กราบ)

สังฆัง ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระณัง คัจฉามิ สุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ญายะปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฎฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ(กราบ)

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขออาราธนา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆ์เจ้า คุณบิดามารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ข้าพเจ้าจะขออย่างพระลักษณะปิติทั้ง๕ จงมาบังเกิดใน จักขุทวาร โสตะทวาร ฆานะทวาร ชิวหาทวาร กายะทวาร มโนทวาร แห่งข้าพเจ้า ในกาลบัดนี้เถิด นิพพานะ ปัจจะโย โหตุ(กราบ)

**หลวงปู่โต๊ะบอกวิธีนั่งเจริญสมาธิ**

เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งตัวให้ตรง แล้วมองดูพระประธาน
ผิวพรรณวรรณ สัณฐาน ท่านเป็นอย่างไร.?
หลับตาบ้าง ลืมตาบ้าง ลืมตาเห็นผิวพรรณ สัณฐานเป็นอย่างไร.?
แม้หลับตาก็เห็นผิวพรรณวรรณท่านเหมือนอย่างกับลืมตา ทำอย่างนั้นไป

น้อมพระที่เราจำได้ มาตั้งไว้บนไหล่ขวา น้อมพระที่เราจำได้ มาตั้งไว้บนไหล่ขวา(ให้เวลาเพิ่อปฎิบัติ)

น้อมพระจากไหล่ขวามาตั้งไว้บนไหล่ซ้าย น้อมพระจากไหล่ขวามาตั้งไว้บนไหล่ซ้าย(ให้เวลาเพิ่งปฎิบัติ)

น้อมพระจากไหล่ซ้ายมาตั้งไว้บนกระหม่อม น้อมพระจากไหล่ซ้ายมาตั้งไว้บนกระหม่อม(ให้เวลาเพิ่งปฎิบัติ)

น้อมพระจากกระหม่อมมาตั้งไว้ที่ทรวงอก น้อมพระจากกระหม่อมมาตั้งไว้ที่ทรวงอก(ให้เวลาเพิ่งปฎิบัติ)

น้อมพระจากทรวงอกมาตั้งไว้ที่ศูนย์จุดสะดือ น้อมพระจากทรวงอกมาตั้งไว้ที่ศูนย์จุดสะดือ(ให้เวลาเพิ่งปฎิบัติ)

ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว ยกพระพ้นศูนย์ ๒ นิ้ว
ภาวนาว่า ”พุทโธ” ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง…
ภาวนาว่า ”พุทโธ” ร้อยครั้ง พันครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง…
(ให้เวลาปฎิบัติพอสมควรแล้ว หลวงปู่จะสอนและแนะแนวทางปฎิบัติ)

**ต่อไปนี้ จะแนะแนวทางของการปฎิบัติในกรรมฐาน...**

- กรรมฐานแบ่งเป็น ๒ สมถะกรรมฐานประการหนึ่ง วิปัสสนากรมมฐานประการหนึ่ง
- สมถะเรียกว่า ความสงบ วิปัสสนา ปัญญาเห็นแจ้ง

- สมถะ สงบจากอะไร “นิวรณ์ ๕” มีอะไรบ้าง กามฉันทะ ความใคร่ในกาม กามคืออะไร รูป เสียง กลิ่น รส ดผฎฐัพพะ ธรรมารมณ์ นี่กามเรียกว่า กามคุณ ๕ เราพึงสังเกตุดูว่า จิตของเรามันตกอยู่ในกามตัวใดบ้าง เมื่อเรารู้ว่า อ้อ มันติดอยู่ที่ความพอใจ ในรูปก็ดี ในเสียงก็ดี ในกลิ่นก็ดี ในสัมผัสก็ดี ในรสก็ดี เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตัวใดตัวหนึ่งก็ตาม ความสงบหาเกิดขึ้นกับเราไม่ เพราะเหตุใด เพราะจิตมันเข้าไปอยู่ในกาม ความสงบไม่มี เมื่อความสงบไม่มีเรียกว่าอะไร ไม่ใช่สมถะไม่ใช่สมถะ แล้วเรียกว่าอะไร จิตฟุ้งซ่าน ไปในรูปบ้าง ไปในเสียงบ้าง ไปในกลิ่นบ้าง ไปในรสบ้าง ไปในสัมผัสบ้าง จิตตกอยู่ในกาม ความสงบหาเกิดขึ้นได้ไม่ สมถะกรรมฐาน ถ้าความสงบไม่มีเรียกว่าสมถะไม่ได้ จิตมันตกอยู่ในอำนาจของกามคุณแล้ว

- เรามีวิธีอะไรที่จะพึงแก้ ไม่ให้จิตมันตกไปในกามคุณทั้ง ๕ นั้นได้...มีทางแก้ พิจารณา กายะคะตานุสติ ก็ได้ หรืออสุภะกรรมฐานก็ได้ เพื่อแก้ไม่ให้จิตมันตกไปในกามคุณทั้ง ๕ ไอ้ที่จิตมันตกไปในกามคุณ เพราะเราเห็นผิดว่าเป็นไปตามจริตของจิตที่มันพอใจ มันชอบรูป เออ!รูปดี มันชอบเสียง เออ!เสียงเพราะดี ชอบกลิ่น เออ!หอมดี ชอบรส รสอย่างนั้น รสอย่างนี้ ชอบสัมผัส การถูกต้องนิ่มนวลอะไรๆเหล่านี้ ธรรมารมณ์อารมณ์พอใจ ไม่พอใจเพิ่มขึ้น

- แก้ด้วย อสุภะกรรมฐาน รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี สัมผัสก็ดี ธรรมารมณ์ก็ดี ไม่แน่นอน มันมีแต่ทุกข์ ทุกข์มันมาได้อย่างไร อะไรเป็นตัวทุกข์ชาติ ชาติเป็นตัวทุกข์ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ นี่เป็นตัวทุกข์ ไหนบ่นกันอยู่เรื่อยๆว่า เป็นทุกข์จริง ฉันนี่เป็นทุกข์จริง แล้วเราก็เข้าไปหาทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรานะ เราไม่ต้องการความทุกข์ เราต้องการความสุข แต่ทำไมจิตมันตกไปเองในเรื่องทุกข์อย่างนั้น ทุกข์อย่างนี้ ทุกข์อย่างโน้น ทุกข์ร้อยแปดพันเก้า กิเลส กิเลสกรรมวิบาก กิเลสความใคร่ ใคร่ไปในเรื่องต่างๆ

- กรรม แปลว่า กระทำ กิเลสกรรม กระทำดี กระทำชั่ว วิบาก เราทำดี ได้รับผลดี เราทำชั่ว ได้รับหลชั่ว พวกนี้เอง ทำให้เราเห็นไปในทางที่ผิดทำนองคลองธรรม มันก็เพลินในเรื่องความเห็นผิด มันเพลินไป ความเพลินที่เราเพลินเลยเผลอ เผลอไป เผลอไป เผลอไปเลยหลง หลงว่าอย่างนี้ดี หลงไปหมด คนที่หลงนั่นเป็นเพราะอะไร ปราศจากสติ คนปราศจากสติ ปราศจากสติ เขาเรียกว่าอะไร คนประมาท อ้อ.! เรานี่เป็นคนประมาทนะ ทำเป็นคนไม่ประมาทเสียบ้างซี เอ้อ.! ทำไง.?

- ทำสมถะกรรมฐานนี่ละ เพื่อความไม่ประมาท เพื่อความสงบจากกาม แล้วรู้ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเรามีความสงบ รู้ได้ มีสติเข้าไปคุมจิต เมื่อเรามีสติเข้าไปคุมจิต เราจะรู้ว่า จิตมีอะไรเป็นอารมณ์ มีดีกับชั่ว อะไรดี กุศลจิต นี่ดี เป็นคนฉลาดเกิดขึ้นในจิตของตนเอง รู้เหตุผล นี่ควร นี่ไม่ควร เกิดปัญญาขี้นในจิต อกุศลจิต นี่จิตโง่ จิตไม่ฉลาด เรียกว่าอกุศลจิต เกิดขึ้นรู้ไม่เท่าทัน อะไรเป็นอารมณ์ของจิต กุศลจิต อกุศลจิต

- พุทโธ นี่เรียกว่า กุศลจิต มีประโยชน์อะไร ภาวนาพุทโธ มีประโยชน์อะไร แล้วทำไมมีตั้งหลายอย่างหนัก เดี๋ยวก็ให้ตั้ง เดี๋ยวก็ไม่ให้ตั้ง ตั้งอย่างนั้น ตั้งอย่างนี้ ก็เพื่อทดลอง สติกับจิต ให้รู้ว่า ตั้งที่ตรงนั้นน่ะ จิตใจมันเป็นอย่างไรไม่ทราบ มันยังส่ายออกออกไปนอกพุทโธ หรือว่าอยู่ในพุทโธ

เมื่อมันส่ายออกออกไปนอกพุทโธ จิตมันเป็นอย่างไร สติคุมไว้ เมื่อมันอยู่ในพุทโธ จิตมันเป็นอย่างไร ความสุขอยู่นอกพุทโธ ได้ผลอย่างไรบ้าง ในเรื่องการปฎิบัติ จิตมันอยู่ในพุทโธมันได้ผลอะไรบ้าง ในการปฎิบัติของแต่ละท่าน ละท่าน มันเป็นอย่างงั้น พุทโธนี่เป็นอารมณ์ของจิต สติ จิต แล้วก็อารมณ์ จะต้องมีสติคุมจิตเสมอ คุมอะไร เดี๋ยวเลื่อนไปตั้งที่โน้น เดี๋ยวเลื่อนไปตั้งที่นี่ เพราะจริตของคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนชอบโยกย้าย ดี โยกย้าย ได้เห็นสิ่งอะไรผิดแปลก แปลก ของที่เราไม่เคยได้เห็น ไม่เคยได้ยิน เราก็เห็น ก็ได้ยิน ถิ่นที่เราไม่เคยไป เอ้อ! ไปได้ ไปได้ดูของแปลกๆ เมื่อไปดูของแปลกๆน่ะ มันมีประโยชน์อะไรสำหรับรู้ สำหรับเห็น มันเป็นประโยชน์ทางโลกหรือว่าประโยชน์ทางธรรม หรือเอาทางโลกมาเปรียบเทียบกับทางธรรม หรือเอาทางธรรมมาเปรียบเทียบกับทางโลก บางคนชอบอย่างนั้น

บางคนไม่ไปอยู่เฉยๆ อยู่ที่เดียวดีกว่า มันไม่ยุ่ง อยู่ที่เดียวอย่างงั้นก็มี ไม่อยากเที่ยวไปโน้น ไม่อยากเที่ยวไปนี่ อยู่ที่ไหนก็อยากอยู่ที่นั่นมันสบาย มีศีล มีจิตที่ตั้ง เราก็ตั้งดู มันสบายที่ไหน อยู่ที่นั่นก็ได้ เห็นว่ามันไม่สบายก็ย้ายไปอีก ย้ายไปหาความสุขเกิดจากจิตใจของเรา ทำไป

ขั้นสมถะกรรมฐาน ก็ต้องมีอย่างนี้ มีพระปริยัติ ปฎิบัติ ปฎิเวธ ปริยัติเป็นข้อที่ดี ว่าพุทโธเป็นอย่างนี้ แล้วเราก็นำเอาพุทโธมาปฎิบัติ เรียกว่า ธรรม

เราภาวนา พุทโธ พุทโธ ให้สังเกตอยู่ที่ใจ ใจมันเลื่อมใสในพุทโธ บางคราวมันไม่เลื่อมใสในเครื่องพุทโธ เมื่อภาวนาพุทโธเมื่อไหร่มันไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เมื่อไม่เห็นด้วย เราจะต้องทำ ต้องแก้ ไม่แก้ก็ไม่ได้ ปล่อยไปใหญ่ ต้องแก้ ต้องอ้อนวอน ชวนให้ทำงาน ชวนจิตให้มาทำงานว่า ไอ้งานที่ทำๆกันน่ะ ฉันเคยทำเหมือนกันน่ะ ไอ้งานเหล่านั้นน่ะ แต่มันได้ประโยชน์น้อย งานที่ฉันได้ใหม่ได้ประโยชน์มาก เชิญมาลองทำดู ดูฉันเป็นตัวอย่าง เดี๋ยวนี้ฉันทำงานอีกอย่างหนึ่งแล้ว รู้สึกสบาย

ท่านผู้ใหญ่ก็ชอบว่า ทำงานดี ผู้น้อยก็ชอบว่า ดี ท่านอัธยาศัยใจคอ วางตนเป็นกลางๆ ไม่เข้าไม่ออก ท่านถือเป็นกันเอง เออ! งานดีแล้วท่านเสนองานการของเราที่ทำ เสนอผู้หลักผู้ใหญ่ว่า นาย ก. เขาทำยังงั้นๆได้รับความชมเชย หรือขึ้นเงินดาวเงินเดือนอะไรให้นี่ล่ะ ฉันทำอย่างงี้ได้เพราะกิจการที่ทำขึ้นใหม่ เราก็ชวนเขา เอ้า!ไปวัดประดู่ ไปทำงานที่วัดประดู่ หลวงปู่โต๊ะ ท่านสอนให้ฉันทำงานขึ้นใหม่ ไปซี เราก็ไป เราก็มาขึ้นทำกันนี่ละ

บางคราวก็เห็นด้วยที่นั่งภาวนา บางคราวไม่เห็นด้วย เพราะอะไร เพราะงานมันบีบคั้น นั่งไปนานๆหน่อย เมื่อย ปวดที่นั่น เจ็บที่นี่ ยุงกัดที่โน่น ยุงกัดที่นี่ ง่วงเหงาหาวนอนไป จิตใจไม่สงบ นั่งอยู่ที่นี่ คิดไปที่โน่น ต่อไปถึงที่นั่น อะไรอีก จะถามว่า นั่นแกคิดเรื่องอะไรอยู่บ้างไหม ที่ไปนั่งภาวนานับไม่ถ้วน อะไรต่ออะไร มันเข้ามาวุ่นวายกันใหญ่ ไม่เห็นจะมีท่ามีทาง อย่า อย่า อย่าเพิ่งใจร้อน อย่าเพิ่งใจร้อนต้องอ้อนวอนนิดหน่อย เพราะงานเขายังไม่เคยทำ เขาไม่เคยทำงานชิ้นนี้ ต้องอ้อนวอนหน่อย ให้รู้ว่า ดีนะ

งานนี้น่ะดี ทำไปเหอะ ค่อยๆทำไป ไม่ต้องรีบร้อนอะไร ถึงศรัทธาเวลาไหน ก็เวลานั้นได้ จะถามว่าทำยังไง ยืนก็ทำได้ นอนก็ทำได้ นั่งก็ทำได้ เดินก็ทำได้ มันอยู่ที่การกระทำ เออลองดูซี นั่งก็ทำ ไม่ต้องมาก ๕ มินิส ๑๐ มินิส หรือจะมีศรัทธายิ่งไปกว่านั้นก็ได้

นั่งกำหนดจิตว่า เดี๋ยวนี้จิตมันเป็นอย่างไร.? จิตมันเป็นอย่างไร ทีนี้จิตมันก็เชื่องช้า คุ้นกับงานการเข้า ทีหลังเราไม่ต้องเตือน มันเดินไปตามงานมราเรากะให้ทำ ไม่ต้องไปทำกันบ่อยๆ จำได้ก็เข้ามา อารมณ์อื่นๆก็เบาไป เบาไปแล้วเราก็รู้สึกแช่มชื่น จิตใจมันสมคบดี มันรู้เท่าทัน กิเลส ตัญหา อุปาทาน รู้เท่าทันเขา เย็นเข้า เย็นเข้า ไอ้พวกนั้นดับ ดับด้วยอะไร ดับด้วยศีล ดับด้วยสมาธิ ดับด้วยปัญญา เรียกง่ายๆเขาว่า”วิมุติ” หลุดไปเป็นครั้งเป็นคราว เป็นขณะ เป็นสมัย เป็นกาล หลุดไปได้

เราเคยโกรธคนมากๆ ต่อไปโกรธน้อยลง เรามารู้ตัวว่า เอ๊ะ!ไอ้โกรธนี่ มันต้องเราก่อนซิ เราก่อน มันเผาเราก่อน แล้วมันจึงไปเผาคนอื่น แล้วก็เดือดร้อน ด้วยประการต่างๆ ลดลงเพราะเห็นโทษ ได้ที่โกรธหรือราคะอะไรนี่ เพราะความหลงของเรา เข้าใจว่ามันเป็นยังงั้นๆยังงั้นๆ

ทีนี้ก็แก้ความหลง เขาเรียกว่า อวิชชา เราก็ทำ อวิชชานั่นน่ะ เป็นวิชชาขึ้น เมื่อมันเป็นวิชชา ความรู้มันก็ดีขึ้น ความโง่หมดไป ความเขลาหมดไป ความฉลาดก็เกิดขึ้นฉันใด การที่เรามาอบรมใจก็ฉันนั้น ต้องปลอบ ช่วยเหลือตัวของตัวเอง เพราะฉะนั้น การที่จะมาทำจิต ขั้นสมถะกรรมฐาน ก็ตั้งสติคุมจิต จิตก็มีอารมณ์ คือ พุทโธ ทำจิตตัวเอง จะนั่งได้นานเท่าไหร่ก็ตาม ที่ได้อธิบายมานี้ก็เห็นสมควรแก่เวลา ด้วยประการฉะนี้..

สวรรค์ชั้นต่าง ๆ #ภุมเทวดาถ้าการทำบุญของบุคคลทำบุญแล้วไม่เต็มใจนัก   เขาใส่บาตรเราก็ใส่บาตร   เขาไหว้พระเราก็ไหว้พระ   เ...
04/04/2026

สวรรค์ชั้นต่าง ๆ
#ภุมเทวดา

ถ้าการทำบุญของบุคคลทำบุญแล้วไม่เต็มใจนัก เขาใส่บาตรเราก็ใส่บาตร เขาไหว้พระเราก็ไหว้พระ เขาฟังสวดมนต์เราก็ฟังสวดมนต์ สักแต่ว่าทำตามเขา คนประเภทนี้ตายจากความเป็นคนเป็นภุมเทวดา เป็นเทวดาที่มีวิมานอยู่แถวภาคพื้นดิน สูงกว่าดินอยู่หน่อย มีสภาพร่างกายเป็นทิพย์ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นทิพย์เหมือนกัน

เป็นอันว่าเป็นเทวดาหางแถวก็ยังดีกว่าเป็นคนหัวแถว เพราะร่างกายทรงตัว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ทุกสิ่งทุกอย่างมีความสมบูรณ์แบบ มีความปรารถนาอะไรก็ได้สิ่งนั้นสมดังความปรารถนาด้วยกำลังของบุญ แต่ว่าทุนน้อย ต้องเป็นเทวดาชั้นต่ำ แต่ก็อย่าลืมว่า เทวดาชั้นต่ำเวลานี้เป็นพระอริยเจ้า เป็นพระอนาคามีก็มีเยอะ

#รุกขเทวดา

คนที่ทำบุญยิ่งไปกว่านั้น ตั้งใจรักษาศีลด้วยดี แต่ทว่าการรักษาศีลนี้ไม่ครบถ้วนบริบูรณ์นัก เวลาว่างรักษาครบ แต่ว่าวันธรรมดาบางทีก็มีจิตผิดเพี้ยนไปบ้างจากศีล บางครั้งก็ทำให้ศีลมัวหมอง บางคราวศีลทะลุไปบ้างไม่ถึงขาด บางวันศีลก็แจ่มใส

คนประเภทนี้ไซร้ตายจากความเป็นคนก็กลายเป็นรุกขเทวดา มีสภาพวิมานแปะ อยู่ข้างยอดไม้ มีความสวยสดงดงามดีกว่าภุมเทวดา แต่ว่าวิมานไม่สามารถลอยอยู่บนอากาศได้ ถ้าใครเขาโค่นต้นไม้ ต้นไม้พัง วิมานของเทวดาองค์นั้นก็พัง

แต่ถ้าเขานำต้นไม้นั้นไปปักเป็นเสาบ้านหรือปักไว้เมื่อใด ก็มีสิทธิ์ที่วิมานไปแปะใหม่ได้ เมื่อวิมานพังเทวดานี้ก็เดินดินไปหาที่อยู่ใหม่ ถ้าต้นไม้ต้นใดไม่ว่างจากวิมานของรุกขเทวดาองค์อื่นท่านก็ไม่มีสิทธิ์อาศัย ท่านก็มีความลำบาก แต่ว่าการลำบากก็เป็นการลำบากอย่างเทวดา ไม่ใช่เป็นการลำบากอย่างมนุษย์ ยังมีสภาพความเป็นทิพย์ มีความอิ่มเอมเปรมใจ มีความสุขทางกายและทางใจ เว้นไว้แต่ที่อาศัยนั้นไม่มี

#อากาสเทวดา

ต่อไปคนที่ทำบุญยิ่งไปกว่านี้คือผู้ทรงฌานสมาบัติตั้งแต่ฌานที่ 1 ถึงฌานที่ 3 แต่ทว่าเป็นกำลังไม่เท่าฌานที่ 4 ท่านผู้นี้เวลาตายแล้วไปเกิดเป็นอากาสเทวดา

แต่ว่ากำลังใจของท่านเหล่านี้เป็นกุศล ท่านผู้นี้ตายจากความเป็นคนก็ไปเป็นเทวดาเป็นอากาสเทวดาอยู่ชั้นจาตุมหาราชที่ถือว่าเป็นเทวดาที่เป็นทหารของพระอินทร์

#สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

คนที่จะเกิดบนสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์นี้ได้คือ

1. ถวายสังฆทาน อย่างที่ท่านพุทธบริษัททุกท่านไปถวายในชั้นนี้ จัดเป็นสังฆทาน

ประการที่ 2. สร้างวิหารทาน คือ สร้างที่อยู่ สร้างกุฏิ สร้างหอสวดมนต์ สร้างศาลา สร้างโบสถ์ สร้างศาลาที่พักอาศัยระหว่างคนเดินทาง หรือสร้างส้วมก็เหมือนกัน สร้างสะพานข้ามลำน้ำ อันนี้เป็นปัจจัยให้เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

หรือมิฉะนั้น ก็ตั้งใจรักษาอุโบสถศีลดี มีศีลมีสมาธิพอสมควร จึงจะมีโอกาสเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ถ้าจะให้ทานแบบธรรมดา ให้ทานกับชาวบ้าน อันนี้ต้องให้ทานแบบตัดชีวิต เรามีน้อยแต่ยังสามารถแบ่งให้คนอื่นกินได้ทั้ง ๆ ที่ เราก็ด้อยกว่าคนอื่น อย่างนั้นทำเพียงครั้งเดียว ก็สามารถที่จะไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ได้

ชั้นดาวดึงส์ นี้เป็นเมืองหลวงของเทวดาทั้ง 5 ชั้น เป็นที่รื่นรมย์ของเทวดา

#สวรรค์ชั้นยามา

และชั้นต่อไป ชั้นที่ 3 ที่เรียกว่า "ชั้นยามา" เทวดาชั้นนี้ขาวหมด ใสหมดเป็นแก้ว วิมานก็เป็นแก้วใส เครื่องประดับของเทวดาทั้งหมดก็เป็นแก้วใส ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะจิตของท่านใส เพราะว่าคนที่จะเกิดบนชั้นนี้ได้ คือ

1. ต้องเป็นนักสวดมนต์ ชอบสวดมนต์เป็นปกติ สวดมนต์วันละหลาย ๆ ครั้ง เวลาสวดมนต์ต้องตั้งใจจริง ถ้าวันไหนไม่ได้สวดมนต์ตรงตามเวลาใจไม่เป็นสุข ต้องสวดมนต์

ถ้าก่อนนอนไม่ได้สวดมนต์ก็นอนไม่หลับเพราะจิตจับอยู่ที่มนต์ คือ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ จัดเป็น อนุสสติ

หรือมิฉะนั้นท่านก็จะเจริญสมาธิ มีกำลังจิตไม่ถึงอุปจารสมาธิก็ดี ตายแล้วมาเป็นเทวดาชั้นนี้ ปฏิปทาของเทวดาชั้นนี้ก็มีอยู่ว่า เจริญกรรมฐานเป็นปกติ สวดมนต์เป็นปกติ

นี่บางคืนที่ท่านพุทธบริษัทเจริญสมาธิ ในตอนกลางคืนยามดึก ๆ พอจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิ จะได้ยินเสียงสวดมนต์ลอยมาจากอากาศ เป็นเสียงจากเทวดาชั้นนี้

#สวรรค์ชั้นดุสิต

ชั้นดุสิตนี้เครื่องประดับกายหลากสี ไม่สม่ำเสมอกันนัก เพราะว่าเป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีเต็มแล้วนี่ประการหนึ่ง

2. เป็นที่อยู่ของพระพุทธบิดา และพระพุทธมารดาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ที่ยังไม่ได้ไปนิพพาน

3. คนที่จะมีสิทธิ์ไปเกิดบนชั้นนี้ได้ก็ต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป นอกจากบุคคลทั้ง 3 เหล่านี้แล้วไม่มีสิทธิ์อยู่ในชั้นดุสิต

ฉะนั้น เทวดาชั้นดุสิตนี้ก็แปลว่า "ยิ้มแย้มแจ่มใส" มีกำลังใจมีแต่เป็นสุข ไม่มีความทุกข์ มีแต่ความรื่นเริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระโพธิสัตว์ ย่อมเป็นที่เคารพของพรหมและเทวดาทั้งหมด เวลาที่พระอินทร์ท่านจะแสดงธรรมกับบรรดาเทวดาทั้งหลายที่เทวสภา ถ้าหากพระโพธิสัตว์ว่างท่านจะอาราธนาพระโพธิสัตว์มาเทศน์

ถ้าพระโพธิสัตว์ชั้นดุสิตไม่ว่าง ก็จะดูว่าพระโพธิสัตว์ที่อยู่ชั้นพรหมมีไหม ถ้าพระโพธิสัตว์อยู่ชั้นพรหมมีท่านก็จะเชิญมาเทศน์ แต่ก็อย่าลืมว่าพระโพธิสัตว์มีจำนวนนับเป็นโกฏิ ๆ หาเวลาว่างยากเหมือนกัน เพราะท่านสงเคราะห์ในที่ทุกสถาน

ถ้าคราวใดพระโพธิสัตว์ไม่ว่าง พระอินทร์ก็เทศน์เอง เพราะว่าพระอินทร์นั้นเดิมทีท่านเป็นพระโสดาบัน เวลานี้เป็นพระอนาคามีและพร้อมที่จะไปนิพพานได้ทันที ถ้าไม่ห่วงลูกไม่ห่วงหลาน ที่ท่านยับยั้งใจไว้เพราะว่ายังห่วงลูกห่วงหลาน ยังไม่ไปนิพพาน เพราะว่าเรื่องไปนิพพานของท่านเป็นของง่าย เพราะว่าท่าน เป็นพระอริยเจ้าชั้นสูง

#สวรรค์ชั้นนิมมานรดี

สำหรับเทวดาชั้นที่ 5 เรียกว่า "ชั้นนิมมานรดี" เทวดาชั้นนี้เมื่อสมัยที่เป็นมนุษย์ ในการทำสมถะหรือวิปัสสนาญาณ แล้วก็ได้อภิญญาห้า ไม่ใช่อภิญญาหก มีการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นต้น แต่ทว่ามีนิสัยซุกซน เวลาได้แล้วก็ไม่ได้อยู่เป็นสุข จิตไม่ได้จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ หลงนิยมในการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เวลาตายไปไม่ได้เข้าฌานตาย ถ้าเข้าฌานตายก็ไปเกิดเป็นพรหม ในเมื่อไม่ได้เข้าฌานตายก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ มีหน้าที่เนรมิตของทุกอย่างให้กับเทวดาชั้นที่หก

#สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

สำหรับเทวดาชั้นที่ 6 มีชื่อเรียกว่า "ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี"

เทวดาชั้นนี้เมื่อสมัยเป็นมนุษย์ทรงฌาน 4 ละเอียด บางท่านก็ได้อภิญญาสมาบัติ บางท่านก็ทรงฌาน 4 อย่างเป็นสุข แต่ทว่าฌานของท่านมีอารมณ์สงัด ไม่ซุกซนเหมือนเทวดาชั้นที่ 5 แต่ว่าเวลาตายไม่ได้เข้าฌานตาย จึงไปเกิดเป็นเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี

ก็เป็นอันว่าจะยับยั้งไว้แค่เทวดา 5 ชั้น แถมเป็น 2 ชั้น รวมรุกขเทวดาและภุมเทวดา รวมความว่าเทวดาทุกชั้นมีพระอริยเจ้าทั้งหมด

พระราชพรหมยาน,ธัมมวิโมกข์ (2552),337,38-53

facebook : นิตยสารธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง

#สมัครสมาชิกนิตยสารธัมมวิโมกข์ได้ที่ ID line : thammavimok2021

คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ — เปิดโลก เปิดบารมี ครอบจักรวาลบทสวดที่รวมพุทธานุภาพของ พระพุทธเจ้าเพื่อเปิดจิต เปิดทางชีวิต ใ...
29/03/2026

คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ — เปิดโลก เปิดบารมี ครอบจักรวาล
บทสวดที่รวมพุทธานุภาพของ พระพุทธเจ้า
เพื่อเปิดจิต เปิดทางชีวิต ให้สว่าง เชื่อมบุญบารมีจากอดีตสู่ปัจจุบัน
เสริมวาสนา เมตตา ปัญญา และโชคลาภอย่างรอบด้าน

เหมาะสวดก่อนเริ่มวันใหม่ ก่อนทำงาน
หรือวันที่ต้องการพลังใจ พลังบุญ และโอกาสดี ๆ
ตั้งจิตให้สงบ แล้วเริ่มด้วยความศรัทธา

🙏 คาถาพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
(ตั้งนะโม 3 จบ)
พระพุทธังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
พระธัมมังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
พระสังฆังอาราธนา พระพุทธเจ้าเปิดโลก
นะเปิดบุญ โมเปิดบารมี พุทเปิดวาสนา ธาเปิดจิต ยะเปิดธรรม
เปิดโลก เปิดจิต ครอบจักรวาล ด้วยนะโมพุทธายะ
ยะเปิดกรรมดี ธาเปิดงานดี พุทเปิดโชคดี โมเปิดลาภดี นะเปิดอำนาจดี
เปิดสิ่งดีทั้งหลายมาสู่ข้าพเจ้า ด้วยยะธาพุทโมนะ
นะมะพะธะ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง
ขออำนาจพระรัตนตรัย เชื่อมบุญบารมีทุกภพทุกชาติ
มารวมกัน ณ ปัจจุบันกาล บัดนี้เทอญ

บทนี้ไม่ใช่เพียงคำสวด
แต่คือการตั้งหลักใจให้ตรงกับความดี
เมื่อใจเปิด ทางก็เปิด ชีวิตย่อมไหลลื่นตามบุญที่มี

ขออำนาจคุณพระรัตนตรัย
คุ้มครองให้มีเงินทองไม่ขาดมือ วาสนาดี งานดี ชีวิตดี
สุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากอุปสรรคทั้งปวง 🙏✨

#คาถาพระพุทธเจ้า5พระองค์ #คาถาเปิดโลก #เปิดบารมี #นะโมพุทธายะ

🛑 #พระหางหมากจะแพงเมื่อไร🛑   พระครูสมุห์ละออง วัดท่าซุง ท่านเป็นพระอุปัฎฐากใกล้ชิดหลวงพ่อฤาษี ท่านเล่าให้ฟังเมื่อมารับสั...
22/03/2026

🛑 #พระหางหมากจะแพงเมื่อไร🛑

พระครูสมุห์ละออง วัดท่าซุง ท่านเป็นพระอุปัฎฐากใกล้ชิดหลวงพ่อฤาษี ท่านเล่าให้ฟังเมื่อมารับสังฆทานที่บ้านซอยสายลม กลางปี 2566

หลวงพ่อบอกว่าพระหางหมากจะองค์ละ 100 ล้าน ใครมีเก็บไว้ให้ดีแล้วกัน ข้างนอกท่านไม่ให้พูดเลยนะ เดี๋ยวพระหางหมากของหลวงพ่อจะไปอยู่กับเศรษฐีหมด ท่านจะสงเคราะห์คนจนไง

พูดที่ตึกรับแขกก่อนมรณภาพ 3 เดือน คนที่ได้ยินคือลูกคุณมาลิณี ตอนหลวงพ่ออยู่รพ.ศิริราช ไปตรวจร่างกาย เดือนมิ.ย. ปี 2535 ถือปิ่นโตจะไปถวายหลวงพ่อ ยืนอยู่หน้าลิฟต์ คิดในใจว่า พระหลวงพ่อจะแพงเหรอ พอเอาปิ่นโตถวาย เงยหน้าขึ้นมา หลวงพ่อบอกว่า พระหางหมากองค์ละ 100 ล้านนะลูก ไม่ได้ถามเลยนะ พอเงยหน้าขึ้นมา ท่านพูดเลย สะดุ้งเลย แค่คิดในใจ ปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ต้องถาม รู้ใจหมด พระหางหมากจะแพงสุด เก็บไว้ 5 องค์ 10 องค์กินไม่ไหวใช้ไม่หมด อย่าไปขาย เก็บไว้ อีกไม่นาน

คนทั่วไปไม่รู้ ทำไมต้องพระหางหมาก พระหางหมากไม่ใช่สมเด็จองค์ปัจจุบัน พระหางหมากคือสมเด็จองค์ปฐม พระองค์ปัจจุบันไม่ฉันหมาก หลวงพ่อมีพระพุทธเจ้ามาสงเคราะห์อยู่ 4 องค์ โยมที่มาถวายสังฆทาน ถ้าสังเกตุหลวงพ่อ สีผิวเปลี่ยนได้ บางที่ก็ขาวผ่อง บางทีก็ดำ ผิวเข้ม ถ้าเคี้ยวหมาก นั่นคือ สมเด็จองค์ปฐม ดุมาก ถ้าผิวคล้ำน้อยหน่อย ก็คือ พระพุทธกัสสป พระพุทธเจ้าฑีปังกรและพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันไม่ฉันหมาก องค์ปัจจุบันจะผิวขาวผ่อง ผิวมีออร่าสว่าง

พระหางหมากมีพระพุทธกัสสปและสมเด็จองค์ปฐม ไม่ใช่พระพุทธเจ้าทีปังกรและองค์ปัจจุบัน คนทั่วไปจะไม่รู้ พระองค์ปฐม บุญเท่าไร บุญท่านสูงสุด เป็นพระพุทธเจ้าองค์แรก องค์ละร้อยล้านเป็นเรื่องธรรมดา บุญท่านสะสมบารมีมา 40 อสงไขย บารมีมากที่สุด พระพุทธเจ้าทุกองค์ต้องดูท่านเป็นตัวอย่าง ตอนวันมาฆบูชา สัพพะ ปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง เอตัง พุทธานะสาสะนัง" พระพุทธเจ้าตรัสแบบนี้เหมือนกันเหมดทุกองค์ แล้วรู้ได้ยังงัยใช้อนาคตัง อตีตังคญาณย้อนไปดู ปฏิปทาพระพุทธเจ้าวางไว้เหมือนกันหมดทุกองค์ พระพุทธเจ้าองค์แรกทำยังงัยก็ทำตาม เป็นแบบอย่างเป็นแม่แบบ บุญท่านมากสุด

พระหางหมากจะแพงเมื่อไร เมื่อปักษ์ใต้โดนโจมตีและอเมริกาเข้ามาช่วย พระหางหมากจะเริ่มแพง เพราะนำไปติดเครื่องบินแล้วยิงเท่าไรก็ไม่ร่วง เพราะถ้าคุมทางอากาศไม่ได้ รบเท่าไรก็ไม่ชนะ ถ้ายิงเท่าไรก็ไม่ร่วง องค์ละร้อยล้าน เขาก็บูชา

หลวงพ่อฤาษีพูดบอกไว้ พระหางหมากจะแพงสุด พระคำข้าวก็หลักล้าน แต่พระหางหมากเป็นร้อยล้าน

ใครมีก็เก็บไว้ พระหางหมากรุ่นแรกกับพระหางหมากรุ่นพิเศษเหมือนกัน มี 2 รุ่น รุ่นพิเศษอาตมาไปทำที่่สุพรรณฯเอง หลวงพ่อให้ไปทำ ทำได้ 7 แสนองค์ ไม่ถึงล้าน ถ้ารวมรุ่นแรกด้วยประมาณ 1,800,000 องค์ มีแค่นั้นไม่ถึง 2 ล้าน พระคำข้าวทำมา 15 ล้านองค์

ถ้าองค์เป็น 100 ล้าน พระหางหมากในเมืองไทยไม่เหลือซักองค์ น่าจะไปหมด ไปอยู่เมืองนอกหมด

🌟พระครูสมุห์ ละออง วัดท่าซุง🌟

*หมายเหตุ* ฟังเพื่อเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์นะครับ
อย่าเอาใจไปเชียร์ให้เกิดสงครามจะเป็นกรรม

ที่อยู่

นนทบุรี

เบอร์โทรศัพท์

0957459111

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ สาธุบัวแก้วโพธิญาณผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์